4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
เรื่องเล่าจากวังหลวง : อภินิหารฆ้องกระแต




สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา)


"ในคราววังหลวงวังหน้า มีปากเสียงทะเลาะและแทบจะเกิดขบถกันขึ้น ครานั้น ฆ้องกระแตก็สำแดงอิทธิฤทธิ์ ดังกังวานขึ้นมาจากท้องพระโรงเองอีกครั้งหนึ่ง"

เรื่องราวของฆ้องกระแตนับเป็นอีกหนึ่งในอภินิหาร แต่ครั้งโบราณกาล เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี แต่ถึงกระนั้นก็อยู่ในเวลาที่จวนเจียนจะเสียราชธานีเต็มที เพราะเวลานั้นทางกรุงศรีอยุธยากำลังทำศึกสงครามอยู่กับพม่า แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับฆ้องกระแต และอภินิหารในครั้งนั้น ผู้เขียนขอย้อนหลังกลับไปในสมัยก่อนนี้ เมื่อครั้งที่ยังไม่มีศึกสงคราม และขอกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้เสียก่อน

ในครานั้น เป็นแผ่นดินสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ หลวงพินิจอักษร (ทองดี) หรือพระบรมชนกนาถ ที่ในเวลานั้นเป็นผู้รับราชการตำแหน่งหน้าที่เสมียนตราในกรมมหาดไทย ได้นำบุตรชายคนที่ ๕ คือนายบุญมา มาถวายตัวเป็นมหาดเล็กในวังหลวง

นายบุญมามีพี่ชายอีกคนหนึ่งที่รับราชการอย่ก่อนแล้ว คือนายทองด้วง (ที่ภายหลังคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ) ที่เวลานั้นรับราชการอยู่ในพระราชฐานวังหน้า ต่อมาได้พระราชทานตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ส่วนนายบุญมาได้รับราชการด้วยความสุจริตเรื่อยมา จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายสุดจินดา มหาดเล็กหุ้มแพร แต่นายบุญมามิได้ถูกย้ายให้ไปรับราชการต่างเมืองเช่นพี่ชาย ยังคงรับราชการอยู่ในพระราชวังหลวงตามตำแหน่งหน้าที่ของตน

เหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น มีแต่ความสงบสุขเรื่อยมา จนลุเข้าพุทธศักราชที่ ๒๓๐๘ ปีระกา เรื่องราวและเหตุแห่งความไม่สงบเริ่มตั้งเค้าความยุ่งยากขึ้นในศักราชนั้น ตกปีระกาได้มีกองทัพพม่ายกพลรบบุกและรุกไล่เข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงพระราชอาณาเขตไทย และเข้าตีหัวเมืองต่าง ๆ ตามรายทาง แตกพินาศยับเยินมาโดยตลอด ทัพจำนวนมากและพลรบจำนวนมหาศาล เดินทัพเข้ามาเรือย ๆ เป็นลำดับ และตีเมืองรายทางแตกพ่ายมาโดยตลอด ผู้คนก็หนีตายเข้าป่าเข้าดงกันหมด

จนสุดท้ายก็สามารถรุกรบมาจนชิดติดกำแพงพระนครศรีอยุธยา ครานั้นพม่าตั้งค่ายรายล้อมรอบกำแพงพระนคร แล้วระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาในราชธานี การต่อสู้มีขึ้นทั้งกลางวันกลางคืน ชาวเมื่องถูกพม่าล้อมก็ระส่ำระสายเกิดตีชิงวิ่งราวปล้นสะดมเอาเพลิงเผาบ้านกันเอง เกิดไฟไหม้ขึ้นมากมาย ส่วนพระเจ้าเอกทัศน์ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก้หาเอาพระทัยใส่ในการศึกโดยเข้มแข็งไม่ สุดท้ายกลับปล่อยให้พม่ายกพลล้อมเอาเพลิงสุมเผากำแพงเมืองจนพังทลาย และเข้ามาในพระนครได้ ทหารพม่าไล่ฆ่าฟันผู้คน และเผากรุงศรีอยุธยาจนบังเกิดเพลิงโหมไหม้อย่างรุนแรง และฤทธิ์พระเพลิงเผาผลาญกรุงศรีอยุธยาจนแทบจะวอดวายหมดสิ้นไปทั้งกรุง

ว่ากันว่า..ครานั้นแสงเพลิงแดงฉานทาบทาท้องฟ้าจนกลายเป็นสีเพลิงอยู่นานหลายวันทีเดียว ฝ่ายนายสุดจินดา เมื่อกรุงศรีอยุธยาและราชธานีถูกพม่าเอาเพิลงเผานั้นได้อุตส่าห์พาเพื่อนสามคนหนีเอาตัวรอดมาจากการถูกเพลิงคลอก และตรงกลับมายังบ้านด้วยความเป็นห่วง และจากเรื่องราวในพงศาวดารตรงนี้นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มเรื่องของอภินิหารแห่งฆ้องกระแต!

"นายสุดจินดาตรงกลับมายังบ้านด้วยความเป็นห่วงญาติ ๆ พี่น้อง ทั้งห่วงทรัพย์สมบัติ ครั้นมาถึงบ้านเห็นเพลิงไหม้บ้านและพูกพม่าเอาเพลิงเผา ญาติวงศ์ก็หายหน้าไปหมด ไม่รู้ว่าแตกพลัดกระจัดกระจายไปยังหนใดบ้าง ท่านดูข้าวของต่าง ๆ ในบ้านที่ยังเหลือทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่ เห็นยังมีฆ้องกระแต ที่แต่เดิมเป็นของปู่ (พระยาราชนิกูล "ทองคำ') ที่ได้รับสืบทอดตกกันมาเหลืออยู่หนึ่งใบ กับเรือโกลนที่จอดแช่อยู่ในคูน้ำข้างบ้านหนึ่งลำ ที่ไฟยังมิได้ไหม้.. นายสุจินดากับพวกเลยปรึกษากัน ทั้งจัดเสบียงอาหารและนำฆ้องกระแสของคุณปู่ใบนั้น พากันลงเรือโกลน พายบ่ายหน้ามุ่งไปหาพี่ชายที่เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี หลังจากออกเรือมาจากบ้าน ก็ผลัดกันพาย ผลัดกันถ่อมาเรื่อย ๆ พยายามพากันลอบหนีพวกพม่า ที่เข้าเผาบ้านเมืองราษฎร และเผากรุงศรีอยุธยา จนแทบจะวินาศหมดสิ้นไปหมดแล้ว" 


ความตอนนี้กล่าวถึงนายสุดจินดา ที่จะจดจำและเก็บความเคียดแค้นครั้งนี้ไว้กับตัวไปจนตายทีเดียว หลังจากช่วยกันพายเรือโกลนมาเรื่อย ๆ หลบพม่าออกมาได้ ก็พอจะมองเห็นค่ายพม่าที่ตั้งเรียงรายไปตลอดแม่น้ำ ความตอนนี้มีเรื่องที่น่าสนใจ และความเกี่ยวกับฆ้องกระแตที่ว่า

"ครั้นช่วยกันพายลอบหนีพม่ามาจนถึงตำบลบางไทรสีกุก แลเห็นค่ายพม่าตั้งอยู่สองฟากแม่น้ำ นายสุดจินดาเกรงว่า หากใช้เรือเดินทางกับไปมืด ๆ ไม่ได้จุดไฟแบบนี้ อาจจะเป็นที่สงสัย" ดังนั้นเพื่อเกรงความสงสัย จึงจุดไฟขึ้นไว้ในเรือดวงหนึ่ง แล้วพายผ่านหน้าค่ายพม่าด้วยความกล้าโดยกำลังใจ พวกพม่าที่ค่ายใหญ่บางไทรสีกุก แลเห็นเรือโกลนที่ตามไฟมาดวงหนึ่งพายตามกระแสน้ำผ่านหน้าค่ายไปห่าง ก็ตีฆ้องร้องเรียกให้เรือนั้นหยุดเพื่อจะได้ตรวจตรา

นายสุดจินดาได้ยินดังนั้น เลยหยิบเอาฆ้องกระแตที่เป็นของเดิมของคุณปู่และหยิบติดมือมา รีบยกขึ้นตีรับกับเสียงฆ้องของพม่า "พม่ามองดูคนในเรือถึงแม้จะแลเห็นไม่ถนัด แต่ด้วยเสียงฆ้องกระแตตีตอบรับกับเสียงฆ้องของตน ก็เลยสำคัญเข้าใจเอาเองว่า เป็นกองตรวจพวกพม่า พวกเดียวกัน และหาได้ออกสกัดกั้นจับเรือนั้นไม่ ปล่อยให้เรือโกลนพายผ่านลำน้ำไปตามแม่น้ำใหญ่ได้โดยสะดวก"

และนี่เองที่เป็นต้นคิดให้นายสุดจินดา ตีฆ้องกระแตทุกครั้ง เมื่อเข้าเขตลำน้ำละแวกนนทบุรี เพราะแถวนี้มีค่ายพม่าตั้งเรียงรายอยู่โดยตลอด ผ่านค่ายใดก็ยกฆ้องกระแตขึ้นตีรับกับฆ้องพม่าเสียทุกค่าย ทำอาการเป็นเรือพม่าตรวจกอง มีโคมไฟตามด้วย และพยายามพูดเป็นสำเนียงพม่า ดังนั้น พม่าทุก ๆ ค่ายก็เลยสิ้นสงสัย มิได้เรียกให้หยุด หรือตามจับเลยสักแห่งเดียว แต่อภินิหารแห่งฆ้องกระแตของเจ้าคุณปู่ ก็ยังไม่หมดสิ้นอภินิหารแต่เพียงนั้น...

"กล่าวกันว่า หลังจากนี้..เรือก็พายล่องมาตามน้ำเรื่อย ๆ ทั้งสามคนหาได้หยุดพักผ่อนไม่ ช่วยกันพายมาจนรุ่งสว่าง ลุถึงตำบลบางบัวทองในอ้อมเกร็ด เช้า ๆ และสว่างเช่นนี้ จะพายต่อก็มิได้ เพราะเกรงว่าพวกพม่าจะทราบว่าเป็นคนไทย จึงพายเรือเหเข้าฝั่ง และพากันลากเรือไปซ่อนบนตลิ่ง หาที่ซ่อนในที่ลับ ๆ และอดทนรอเวลาค่ำ จึงได้ออกมาลากเรือโกลนลงน้ำและช่วยกันพายล่องต่อมาลงมาตามน้ำอีก จนมาถึงเมืองธนบุรีที่วัดแจ้ง" ตรงนี้เองที่มีเรื่องสำคัญอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้น และจารึกไว้ในพงศาวดาร...

"นายสุดจินดา...แลเห็นแสงไฟอยู่บนป้อมวิชัยประสิทธิ์ ตรงปากคลองบางกอกใหญ่ใต้วัดแจ้ง ก็เข้าใจว่าแสงไฟนั้น คือแสงไฟจากค่ายพวกพม่าที่ตั้งค่ายสกัดอยู่ ณ ที่นั้น ทางตรงนั้นเป็นทางจะไปยังเมืองราชบุรี ส่วนที่คลองบางกอกใหญ่ก้เป็นคลองแคบไม่กว้างเหมือนลำน้ำ หากจะทำการลวงเช่นที่เคยทำมากับค่ายเล็ก ๆ รายทางนั้น เห็นจะไม่ได้" ไหนจะปากคลองเป็นที่แคบ และแสงจันทร์ก็ยังส่องสว่างอีกด้วย คราวนี้ทหารพม่าคงเห็นว่าทั้งสามคนเป็นคนไทยชัด ๆ ทั้งสามคนจงได้หยุดชะลอเรือไว้ที่ฝั่งฟากตะวันออกหน้าวัดสลัก (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์) ทั้งสามคนต่างปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรดีถึงจะผ่านค่ายสำคัญของพม่าแห่งนั้นไปให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถไปสมทบกับพี่ชายที่เมืองราชบุรีได้ เวลาเดียวกัน พม่าก็ตีเรือกรรเชียงสวนขึ้นมาหลายลำ เหมือนว่าจะทวนน้ำขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา นายสุดจินดากับสหายเห็นจวนตัวจะหนีรึก็ไม่พ้น ครั้นจะหลบรึก็ไม่ทัน เพราะเหตุจวนตัวใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว จึงคิดพร้อมใจกันทั้งสามคน ล่มเรือโกลนที่ว่าคว่ำจมลงเสียในน้ำ แล้วบุคคลทั้งสามก็ดำแอบมุดลอดเข้าไปอยู่ใต้เรือโกลนนั้น ครั้นเรือพม่าเข้ามาถึงที่ ไม่เห็นทั้งเรือไม่เห็นทั้งคน ก็พายกรรเชียงผ่านเลยไปโดยมิได้สังเกตอะไร ทั้งสามคนกบดานอยู่ในท้องเรือที่พลิกคว่ำนั้น รอจนพวกพม่าพายพ้นผ่านไปหมดทั้งกองเรือแล้ว ครั้นเห็นปลอดภัย ถึงช่วยกันกู้เรือพลิกหงายเรือขึ้นอีกครั้ง

"ทั้งสามชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เสียแต่เสบียงอาหาร และเครื่องนุ่งห่มที่ติดตัวมาแต่ครั้งออกจากบ้านได้สูญหาย หล่นจมลงน้ำไปคราวคว่ำเรือเสียสิ้น ครั้นกู้เรือพลิกหงายขึ้นมาแล้ว กลับเกิดเหตุอัศจรรย์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อยู่อย่างหนึ่ง เพราะพอกู้เรือหงายแล้ว แทนที่ฆ้องกระแตของเจ้าคุณปู่จะหล่นจมตกน้ำตามเสบียงไปด้วย แต่ครั้นพลิกเรือกลับเห็นฆ้องกระแตใบนั้น คว่ำเหลือติดกระทงเรืออยู่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน ต่างคนต่างมีความปีติยินดีกันเป็นอย่างยิ่ง" เวลานั้นเรือจอดอยู่หน้าวัดสลัก ทั้งสามคนจึงช่วยกันเหหัวเรือออกจากฝั่งวัดสลัก ข้ามฟากไปพอใกล้ค่ายพม่าที่ปากคลองบางกอกใหญ่ ก็ช่วยกันล่มเรือเอาสวะคลุมศีรษะหมดทุกคน พยุงเรือให้ลอยเคลื่อนไปตามสายน้ำ ผ่านปากคลองล่วงเข้าคลองบางกอกใหญ่ได้

ครั้นผ่านมาแล้ว ก็พลิกเรือและพายต่อเหมือนเดิม ครั้นพบพวกพม่าเมื่อใด ก็ทำเช่นนี้โดยซ่อนตัวอยู่ใต้เรือ ดังเช่นคราวข้ามปากคลองบางกอกใหญ่ จนสุดท้ายเข้าคลองมหาชัย และออกจากปาคลองมหาชัยได้ ครั้นล่วงมาอีกระยะหนึ่ง เผอิญครานั้นฝนตกหนัก เกิดลมฝนฟ้าคะนองครางครืนน่ากลัว ครั้นแล้วจู่ ๆ ก็บังเกิดอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมา สายฟ้าที่แวบวาบนั้นผ่าสะบั้นลงกลางเรือโกลน ถูกท้องเรือจนเป็นรูทะลุเป็นแผ่นกลม กว้างห้านิ้ว ทำให้เรือจมน้ำ ฟ้าผ่าถูกฆ้องกระแต แต่ทุกคนมิเป็นอันตรายถึงชีวิต แล้วทุกคนก็ช่วยกันลากเรือเข้าฝั่ง เอาดินเหนียวอุดรูทะลุนั้นก็พอจะพยุงไปต่อได้ แถมว่ากันว่า บริเวณนั้นมีจระเข้ชุกชุม นายสุดจินดาและพวกได้พบจระเข้มากมายหลายตัวนัก แต่เหล่าจระเข้ก็หาทำอันตรายแต่อย่างใดไม่ ทั้งหมดช่วยกันพายมาจนถึงตำบลหมาหอน (สุนัขหอนในปัจจุบัน) เห็นผู้ร้ายตีเรือกรรเชียงที่ตำบลนั้น จึงแกล้งตีฆ้องกระแต แล้วเปล่งเสียงสำเนียงพม่าเพื่อขู่ผู้ร้าย พวกผู้ร้ายตกใจคิดว่าเป็นทหารพม่า ก็พากันตกใจกลัวแตกตื่นรีบรุดหนีหายไปหมด ทิ้งไว้แต่เครื่องศาสตราวุธ มีปืนเจ็ดคืบบรรจุแล้วกระบอกหนึ่ง ปืนเก้าคืบบรรจุแล้วกระบอกหนึ่ง มีดหัวตัดเล่มหนึ่งกับดาบอีกเล่มหนึ่ง ทั้งหมดแบ่งปันกันโดยจับสลาก นายสุดจินดาได้ดาบเป็นอาวุธคู่มือ แล้วทั้งหมดก็ลงเรือพากันพายต่อไป ในที่สุดก็พายจนพ้นปากคลองแม่กลอง จู่ ๆ พายก็หักลงสองเล่ม เหลือแค่สองเล่ม แต่ก็ยังพายกันต่อ จนทำให้การเดินทางช้าลงอีกมาก แต่ด้วยความมิย่อท้อ ก็เพียรฟันผ่าจนมาถึงเมืองราชบุรีด้วขยความสำเร็จ

กาลต่อมาเรื่องราวที่ว่าก็เป็นไปตามพงศาวดาร คือเมื่อนายสุดจินดาได้พบพี่ชาย คือนายทองด้วงที่เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีก็บอกให้ไปตามหาพระยาตาก จากนั้นท่านก็ตามหาพระยาตากจนพบ และฝากตัวรับราชการและเริ่มรวบรวมไพร่พล คิดหาหนทางกอบกู้เอกราชคืนมา โดยร่วมรบในสงครามครั้งต่าง ๆ มาโดยตลอด สุดท้ายกองทัพของพระยาตากก็มีไพร่พลและเสบียงทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์มากพอ ก็คิดทำสงครามกับทัพพม่า ชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมา การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ไพร่พลีรี้พลต่างสูญสิ้นลงทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายของพระยาตกก็มิย่อท้อในการรบครั้งนั้น

และท้ายที่สุดพระยาตากและกองทัพก็สามารถกู้เอกราช ชิงกรุงศรีอยุธยาคืนมาจากพม่าได้ในเวลาไม่นานนัก หลังจากเสร็จสงครามและชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้แล้ว ต่างก็กลับมาที่กรุงศรีอยุธยา แต่เล็งเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาถูกทำลายจนพินาศย่อยยับ ยากแก่การเยียวยาฟื้นฟูให้งดงามดุจเดิม ดังนั้นพระยาตากจึงตัดสินใจย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ส่วนขุนนางและข้าราชการต่างก็หนุนให้พระยาตากขึ้นเป็นกษัตริย์ และนายสุดจินดาในครั้งก่อนก็เข้ารับราชการในวาระนั้น เหตุการณ์ผ่านมาจนถึงครั้งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่เรื่องราวในพงศาวดารกล่าวถึงพระยาตากเสียพระสติ และเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ได้ทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีข้ามมาอีกฝั่งหนึ่งคือ ฝั่งพระนคร

จากนั้นได้สร้างกรุงขึ้นใหม่ และขนามนามว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสนิทร์ฯ" จากนั้นได้ทรงแต่งตั้งพระอนุชาธิราชเป็นพระมหาอุปราช สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ดำรงตำแหน่งวังหน้า สืบต่อมา..

สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงออกรบในสงครามครั้งต่าง ๆ อย่างครั้งสงครามเก้าทัพ และทำสงครามกับพม่าอีกหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะทรงอัญเชิญฆ้องกระแตติดพระองค์ไปด้วย ครั้นสมัยหลังที่เสร็จสิ้นจากการศึกสงคราม และเป็นช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพแล้ว ก็ทรงเก็บฆ้องกระแตที่นำมาแต่กรุงศรีอยุธยา และได้ช่วยให้ดำรงพระชนม์รอดจากพม่ามาหลายต่อหลายครั้ง ทรงเก็บฆ้องกระแตไว้ในฐานสิ่งที่เคารพ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์คู่พระราชวังบวรฯ มานับแต่นั้น ล่วงมาในสมัยกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์หลัง ๆ ก็ยังคงมีอภินิหารแห่งฆ้องกระแตอยู่มาโดยตลอด เช่นว่า มีเสียงฆ้องกระแตดังขึ้นเองในคราวเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ หรืออย่างในคราววังหลวงวังหน้า มีปากเสียงทะเลาะและแทบจะเกิดกบถกันขึ้น ครานั้นฆ้องกระแตก็สำเแดงอิทธิฤทธิ์ ดังกังวานขึ้นมาจากท้องพระโรงเองอีกครั้งหนึ่ง




พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร


เรื่องราวของฆ้องกระแต ที่ทรงนำมาจากบ้านเก่าของคุณปู่ครั้นสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ยังมีเรื่องราวตกทอดมาในทุก ๆ รัชกาล และทุก ๆ ลำดับในสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรฯ พระองค์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นครั้งสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ฯ หรือสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพฯ ก็เคยเกิดเรื่องราวในทำนองนี้ขึ้นมาอย่างน้อยกว่าครั้งหนึ่ง ครั้นลุมาถึงพระบาทสมเด็จฯ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ก็เคยเกิดเหตุและเคยเกิดเรื่องราวดังเช่นพระองค์ก่อน ๆ 


อย่างครั้นเกิดเรื่องและมีข่าวลือว่าทรงหมางพระทัยกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ครั้งนั้นฆ้องกระแตก็ตีกังวานบอกเหตุ ผู้ทรงบันทึกเรื่องราวในครั้งนั้นคือ กรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์ ผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญฯ กรมพระราชวังบวรฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้ทรงนิพนธ์ไว้ พระองค์ได้ทรงบันทึกถึงเรื่องราว และเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้โดยละเอียด ครั้นสิ้นสมัยสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญฯ ซึ่งทรงเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์สุดท้ายแล้ว ในรัชสมัยต่อมาก็มิได้มีตำแหน่งวังหน้าอีก เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกเลิก และทรงแต่งตั้งตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร" ขึ้นมาแทน

จากนั้นวังหน้าหรือวังกรมพระราชวังบวรฯ ก็ค่อย ๆ ถูกลืม และไม่มีผู้อาศัยอยู่ในวัง จนถูกทิ้งร้างอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ภายหลังถึงตกทอดกลายมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปัจจุบัน และฆ้องกระแตใบนั้น ก็ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสืบมาจนทุกวันนี้
.....


ทีมา : จุติ จันทร์คณา //// หนังสือเรื่องเล่าจากวังหลวง







Create Date : 30 มีนาคม 2558
Last Update : 22 กันยายน 2560 15:44:40 น. 0 comments
Counter : 1081 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.