4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
"โศกนาฎกรรมความรักของเจ้าชายล้านนา "



"มะเมี๊ยะตรอมใจ๋อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเจ๊ด
บาทบาทา ขอลาไปก่อนแล้วจ้าตนี้เจ้าชายก็ตรอมใจ๋ตาย มะเมี๊ยะเลยไปบวชชี ความฮักมักเป็นจะนี้ แลเฮย ... "


เรื่องราวความรักที่ต่างเชื้อชาติ ระหว่าง "เจ้าน้อยศุขเกษม" และ "มะเมี๊ยะ" อันกลายมาเป็นตำนานรักที่จบลงอย่างโศกสลด และได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบัน ถูกบันทึกเรื่องราวโดย "เจ้าหญิงบัวน้อย ณ เชียงใหม่" อดีตพระคู่หมั้นคนแรกของเจ้าน้อยศุขเกษมที่ถอนหมั้นไป และถูกถ่ายทอดโดยตรงจาก "เจ้าหญิงบัวชุม ณ เชียงใหม่" พระชายาของเจ้าน้อยศุขเกษม

ครั้งเมื่อราชวงศ์ของเจ้านายในล้านนาสูญเสียทั้งอำนาจในการปกครองและรายได้จากการค้าไม้สัก อำนาจของสยามในล้านนาก็นับวันเพิ่มขึ้นๆเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สิ้นชีวิตในปี ๒๔๔๐ ลูกสาวที่ถูกเรียกลงเป็นเจ้าจอมที่บางกอกเมื่ออายุได้ ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๐ ) คือ "เจ้าดารารัศมี" ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเผาศพพ่อเนื่องด้วยกฎของวังในเวลานั้น และแผ่นดินเชียงใหม่ก็ไม่มีเจ้าผู้ครองนครเพราะสยามไม่แต่งตั้งผู้ใด นั่นคือช่วงปี พ.ศ. ๒๔๔๑ - ๒๔๔๒
และช่วงเวลานั้นเอง (พ.ศ. ๒๔๔๑) ที่เจ้าแก้วนวรัฐ - ราชบุตรของเจ้าอินทวิชยานนท์ผู้วายชนม์ และเป็นราชบุตรที่ไม่รู้ว่าจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าผู้ครองนครต่อจากพ่อหรือไม่ ก็ได้ส่งลูกชายคือเจ้าน้อยศุขเกษมวัย ๑๕ ปี ไปเรียนที่โรงเรียน St. Patrick's School โรงเรียนกินนอนชายซึ่งเป็นคาธอลิคในเมืองเมาะละแหม่ง โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งในปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ทำไมเจ้าราชบุตรจึงส่งลูกชายไปเรียนที่นั่น กล่าวกันว่าเจ้าแก้วนวรัฐค้าไม้สักกับพม่าเมืองเมาะละแหม่งจนสนิทสนมเป็นอันดีกับเศรษฐีพ่อค้าไม้ชาวพม่าคนหนึ่งชื่อ อูโพดั่ง เจ้าน้อยศุขเกษมนั่งช้างจากเชียงใหม่ไปถึงเมาะละแหม่งได้พักที่บ้านพ่อค้าอูโพดั่งในช่วงวันหยุด วันเรียนหนังสือก็อยู่ที่โรงเรียนกินนอน

จนเมื่อปี ๒๔๔๕ หนุ่มน้อยศุขเกษมวัย ๑๙ ปีไปเที่ยวตลาดไดวอขวิ่น ซึ่งเป็นตลาดห่างจากบ้านพ่อค้าอูโพดั่งราว ๑๐ นาที ก็ได้พบและหลงรักสาวน้อยวัย ๑๕ ปี นาม "มะเมี๊ยะ" (ภาษาพม่าแปลว่ามรกต) สาวมะเมี๊ยะ ขายบุหรี่เซเล็ก (ภาษาพม่าแปลว่ายามวน) ก็รักหนุ่มน้อยจากเชียงใหม่เช่นกัน

มะเมียะเป็นแม่ค้าสาวชาวพม่า หน้าตาพริ้มเพรา ได้พบกับเจ้าน้อยศุขเกษมครั้งแรก เมื่ออายุเพียง ๑๖ ปี ขณะนั้นมะเมียะเป็นเพียงแม่ค้าขายบุหรี่ซะเล็กอยู่ที่ตลาดใกล้บ้านในเมืองมะละแหม่ง มะเมียะหารายได้ด้วยความหวังเพื่อจะได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ซึ่งอยู่ในฐานะปานกลาง

วันหนึ่งเมื่อเจ้าน้อยศุขเกษมได้ออกเดินเที่ยวตามห้างร้านในตลาด จึงได้พบกับมะเมียะ ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเมืองตองอู หลังจากไปอาศัยอยู่กับป้าของเธอเป็นเวลาหลายปี ทั้งคู่เกิดถูกใจในกันและกัน จึงได้คบหากันเรื่อยมา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสองจึงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ด้วยความสนับสนุนของทางบ้านของมะเมียะ เมื่อความรักเพิ่มพูนกลายเป็นความมุ่งมั่นและความผูกมัด วันหนึ่ง ทั้งสองก็ชวนกันขึ้นไปไหว้พระเจดีย์ไจ้ตาหล่านอันเป็นที่เคารพสูงสุดของชาวเมือง สาบานว่าจะครองรักกันไปตราบสิ้นลม และถ้าผู้ใดผิดคำสาบานก็ขอให้มีอันเป็นไป และในวันพระทั้งสอง จะพากันไปทำบุญตักบาตรและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุตามสถานที่ต่างๆ ในเมืองมะละแหม่งอยู่เสมอ วันหนึ่ง ณ ลานกว้างหน้าพระธาตุใจ้ตะหลั่น ทั้งสองได้กล่าวคำสาบานต่อกันว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่ทอดทิ้งกัน หากผู้ใดทรยศต่อความรักที่มีให้กัน ก็ขอให้ผู้นั้นอายุสั้นและมีอันเป็นไป......

เมื่อเจ้าศุขเกษมอายุ ๒๐ ปีกลับบ้านพร้อมกับมะเมี๊ยะวัย ๑๖ ที่ปลอมตนเป็นชายร่วมเดินทางมาด้วย ฝ่ายชายก็พบว่าพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าราชบุตร ส่วนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่คนใหม่คือเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ผู้เป็นอนุชาต่างมารดาของพ่อ เจ้าศุขเกษมได้พบว่าผู้เป็นพ่อและแม่ได้หมั้นหมายเจ้าหญิงบัวนวล (ตอนหลังเจ้าหญิงบัวนวลถอนหมั้น )ลูกเจ้านายในเชียงใหม่ไว้รอท่าแล้ว และครั้นทราบว่าลูกชายรักและได้สามัญชนชาวพม่าเป็นเมีย วิกฤตการเมืองก็เกิดขึ้นทันที และเจ้านายในเชียงใหม่ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้หนุ่มสาวแยกทางกัน และผลักดันให้มะเมี๊ยะต้องกลับเมืองเมาะละแหม่งเพียงสถานเดียว เจ้าราชบุตรไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องส่งตัวมะเมี๊ยะกลับพม่า เพื่อแสดงให้สยามเห็นว่าแม้ตนเองได้ทำผิดที่ส่งลูกชายไปเรียนที่พม่า แต่ต่อจากนี้ไป ล้านนาจะต้องไม่มีสัมพันธ์ใดๆกับพม่าอีก และหากความรักของทั้งสองสมหวัง จะเป็นเหตุให้อังกฤษครอบครองดินแดนล้านนาอย่างสะดวกใจ เพราะช่วงเวลานั้นอังกฤษได้ครอบครองพม่าไว้แล้ว สัมพันธ์รักระหว่างลูกชายกับสาวพม่าจะต้องยุติอย่างเด็ดขาด ก็เลยบังคับส่งมะเมี้ยะกลับพม่าเจ้าน้อยสัญญาว่าอีก ๓ เดือนจะไปรับมะเมี้ยะกลับมาทั้งคู่สาบานกันไว้ว่าจะไม่รักใครอื่น หากใครผิดคำสาบานขอให้อายุสั้น

"ตอนนั้นมะเมี้ยะโพกผมไว้พอจะไปก็ก้มลงกราบเท้า เจ้าน้อยที่ประตูเมือง ชาวบ้านออกมามุงกันทั้งเมืองเพราะได้ยินว่ามะเมี้ยะงามขนาดพอกราบเสร็จ ก็เอาผ้าโพกผมออกแล้วสยายผมเอามาเช็ดเท้าเจ้าน้อย จงรักภักดีบูชาสามีสุดชีวิต แล้วก็กอดขาร้องไห้ปานว่าจะขาดใจตายเสียตรงนั้น เจ้าน้อยเองก็ร้องทำเอาคนที่มามุงร้องไห้ไปทั้งเมืองด้วยความสงสารความรักของทั้งคู่ จะบอกว่าวันนั้นตาผู้คนไหลหลั่งรินรดผืนพสุธาแทบเป็นสายแม่น้ำก็ว่าได้.....

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าฉากความรักและความอาลัยระหว่าง ๒ หนุ่มสาวในตอนเช้าวันหนึ่งของเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖ จะโศกเศร้าสะเทือนใจจนใครต่อใครที่พบเห็นร้องไห้ตามเพียงใดก็ตาม แต่เรื่องจริงเรื่องนี้ก็ต้องจบลงเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องของกรรมเวร ไม่ใช่ศักดินาที่ต่างกันระหว่างคนรักทั้งสอง และไม่ใช่เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ต่างกัน หรือประเพณีแต่เป็น "ปัญหาการเมือง"

การเมืองที่สยามกำลังกำหนดเส้นทางเดินของล้านนาและเจ้าราชบุตรเลือกที่จะเป็นฝ่ายยอมจำนน การเมืองที่พ่อส่งลูกไปเรียน ด้วยหวังว่าลูกจะมีความรู้ในเรื่องภาษาอังกฤษ สถานการณ์การเมืองในพม่าและนโยบายของอังกฤษ เพื่อลูกจะได้กลับมามีบทบาทในล้านนาต่อไป (ไม่มีหลักฐานว่าเจ้าราชบุตรมีความคิดทางการเมืองอย่างใด) แต่แล้วความรักที่เกิดขึ้นและขัดแย้งกับปัญหาการเมืองก็ต้องพ่ายแพ้แก่การเมืองในที่สุด...

นักวิชาการชาวเชียงใหม่ ท่านหนึ่งซึ่งสนใจเรื่องหนุ่มศุขเกษมและสาวมะเมี๊ยได้ไปเยือนเมืองเมาะละแหม่ง เธอคือ รศ.จีริจันทร์ ประทีปะเสน เส้นทางที่ปิดระหว่างเมียวดีกับเมาะละแหม่งทำให้คนไทยที่สนใจจะไปเยือนเมาะละแหม่งต้องบินจากฝั่งไทยไปที่นครย่างกุ้ง แล้วนั่งรถยนต์หรือรถไฟย้อนกลับมา น่าเสียดายที่อาจารย์จีริจันทร์ไปถึงเมืองเมื่อค่ำแล้ว และต้องเดินทางจากเมืองตอนสายวันรุ่งขึ้น แต่กระนั้น ในความมืดของคืนนั้นและความสลัวรางของเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อาจารย์ก็ได้เห็นหลายสิ่งที่น่าตื่นใจ และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการเดินทางของเธอครั้งต่อไปและของผู้สนใจศึกษารุ่นต่อไปอาจารย์เล่าว่า ค่ำคืนนั้น เธอได้ขึ้นไปที่วัดไจ้ตาหล่าน เมื่อขึ้นไปถึงลานกว้างหน้าพระเจดีย์ ขณะที่เธอกำลังไหว้พระเจดีย์สีทองอร่าม มีหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งเคยงกันอยู่ไม่ไกลนักกำลังไหว้พระเจดีย์เช่นกัน ลานนี้เองเมื่อ ๑๑๑ ปีก่อน (พ.ศ. ๒๔๔๖) ที่หนุ่มเชียงใหม่กับสาวพม่าคู่หนึ่งนั่งเคียงกันไหว้พระเจดีย์เบื้องหน้า และสัญญาต่อกันและต่อหน้าพระเจดีย์ว่าจะรักและซื่อสัตย์ต่อกันตราบฟ้าสิ้นดินสลาย เมื่ออาจารย์พบพระรูปหนึ่งและถามถึงแม่ชีของวัดนี้ ท่านได้พาเธอไปพบเจ้าอาวาสซึ่งมีอายุราว ๖๐ ปี ท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าวัดนี้เคยมีแม่ชีคนเดียวเมื่อนานมาแล้ว กล่าวคือเมื่อท่านเริ่มบวชเณรอายุ ๑๘-๑๙ ปีประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๕ ที่วัดมีแม่ชีชรารูปหนึ่ง ชื่อ "ด่อนังเหลี่ยน" อายุ ๗๐ ปีเศษ และหลังจากนั้นไม่นาน แม่ชีก็เสียชีวิต

เจ้าอาวาสเล่าว่าท่านได้ยินว่าแม่ชีผู้นี้บวชชีตั้งแต่เป็นสาว เป็นแม่ชีที่ชอบมวนบุหรี่ และมีคนมารับไปขายเป็นประจำ แม่ชีได้บริจาคเงินให้วัดสร้างศิลาจารึกเป็นภาษามอญมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ ที่ยังคงเก็บไว้ที่วัด เจ้าอาวาสเล่าว่าห้องพักของแม่ชียังคงอยู่ หม้อข้าวและเครื่องใช้บางอย่างก็ยังคงอยู่ อาจารย์จีริจันทร์คิดว่าแม่ชีด่อนังเหลี่ยนคือมะเมี๊ยะ เพราะเป็นที่รู้กันที่เชียงใหม่ว่าหลังจากที่มะเมี๊ยะถูกพรากจากเจ้าน้อยศุขเกษม เธอก็ไปรอชายคนรักที่เมืองเมาะละแหม่ง ไม่ได้รักใครอีก หลังจากนั้น เธอได้กลับมาที่เมืองเชียงใหม่อีกครั้งเพื่อมาพบเจ้าน้อยศุขเกษม

ในตอนนั้น เจ้าน้อยแต่งงานแล้วก็กับเจ้าหญิงบัวชุม ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าดารารัศมีและพิธีสมรสจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อเจ้าน้อยทราบว่ามะเมี๊ยะมารอพบที่คุ้มเชียงใหม่ เจ้าน้อยศุขเกษมก็มิไม่ยอมออกมาพบ คงเพราะด้วยกลัวว่า ด้วยหน้าที่ ที่ตนเลือกแล้ว จะต้องพังพินาศเพราะเห็นหน้าคนรัก แน่นอนเจ้าน้อยต้องเลือกความรักแน่นอนหากได้พบกัน (เห็นไหมเจ้านายในอดีตยอมสละทุกสิ่งเพื่อรักษาไว้ซึ่งบ้านเมือง )

แม้ว่ามะเมี๊ยะจะรออยู่นานแสนนาน โดยที่เจ้าน้อยได้ฝากเงินให้ ๘๐๐ บาทและแหวนทับทิมที่ระลึกวงหนึ่ง นางรับไว้และเมื่อมองเห็นแหวนทับทิมน้ำงามที่เจ้าน้อยใส่ตืดตัวมาโดยตลอดเวลา ทำให้ทราบว่า "หัวใจข้าอยู่กับเจ้า" มะเมี้ยหลั่งน้ำตาหยดลงสู่แกวนทับทิมสีแดงสดดั่งเลือดนก แล้วทรุดร่างร่วงลงกับพื้น นางกำปหวนวงนั่นไว้แน่นที่อก.... กลางหัวใจของนางพร้อมกรี๊ดร้องดั่งคนบ้า น้ำตาไหลหลั่งรินลนผืนแผ่นดินล้านนาอีกครา ......นางเข้าใจ เข้าใจแต่หัวใจนางมิอาจยอมรับได้ มันแตกสลายไปเสียแล้ว.......

หลังจากนั้น มะเมี๊ยะก็กลับมาบวชชีที่วัดใหญ่ในเมืองเมาะละแหม่งใช้ชีวิตที่เหลือภายใต้ผ้าสีขาวครองตนเป็นโสด และสวดมนต์อธิฐานว่า" อันคำมั่นสัญญาที่เคยให้กันไว้ ขอให้ผลบุญแห่งการบวชในครานี้ช่วยให้เจ้าน้อย ชายคนรักหลุดพ้นจากคำสาบาน อย่าสิ้นชีวาด้วยเถิด" นางบวช และทพบุหรี่ขายนำเงินมาทำนุบำรุงศาสนาเพื่อชายที่ตนรักพร้อมกับเก็บแหวนทับทิมไว้ตลอดเวลาที่สวดขอพรตราบจนสิ้นชีวิต......

ชีวิตรักอันรันทดของเจ้าน้อยศุขเกษม (พ.ศ. ๒๔๒๖-๒๔๕๖) และมะเมี๊ยะ (พ.ศ. ๒๔๓๐-๒๕๐๕) จบลงแล้วเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ อันเป็นปีที่ทั้งสองเดินทางกลับถึงเชียงใหม่และถูกพรากจากกันไม่นานหลังจากนั้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หรือ ๑๑๑ ปีที่แล้ว ทั้งสองถูกแยกจากกันและไม่ได้พบกันอีก แม้มะเมี๊ยะจะเดินทางกลับไปหาอีกครั้งเพื่อร่ำลาหลังจากทราบว่าเจ้าน้อยแต่งงาน เจ้าน้อยศุขเกษมน่าจะรู้สึกผิดและเจ็บปวดอย่างที่สุด จึงไม่อาจทำใจออกมาพบหญิงคนรักได้ ได้แต่ฝากของที่ระลึกให้

แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะจะตรอมใจสิ้นชีวิตอีก ๑๐ ปีหลังจากการพลัดพรากในปี ๒๔๔๖ และมะเมี๊ยะจะสิ้นชีวิตอีก ๕๙ ปีหลังจากนั้น  แต่กล่าวสำหรับเจ้าน้อยศุขเกษมชีวิตของเขาจบสิ้นแล้วตั้งแต่ปีนั้น ปีที่เขาถูกการเมืองทำลายความรักและเขาได้ละเมิดคำสัญญาที่เขามีไว้กับหญิงสาวที่เขารัก ๑๐ ปีหลังจากนั้นที่เขามีชีวิตเหลืออยู่ก็มีเพียงกายที่เดินไปมา และกายที่คอยแต่ดื่มสุรา ดื่มเพื่อที่จะลืมอดีต ดื่มจนทำให้กายนั้นหยุดทำงานก่อนวัยอันควร แม้เจ้าน้อยศุขเกษมจะเสียชีวิตด้วยพิษสุรา และมะเมี๊ยะจะเสียชีวิตด้วยโรคชรา แต่ความรักของเขาไม่เคยสิ้นสุด ชีวิตของเขาทั้งสองได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นในวัยหนุ่มสาว วันหนุ่มสาวที่ผู้ใหญ่หลายคนคิดว่าเป็นวัยที่รักง่าย ลืมง่าย คิดว่าแยกพวกเขาออกจากกันไม่นานก็ลืมกันไปเอง วัยหนุ่มสาวและความรักที่การเมืองระหว่างสยามกับล้านนาคิดว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ ไม่มีความสำคัญใด ๆ

สุดท้าย ความรักอันยิ่งใหญ่นั้นก็ยืนยง ที่เจ้านายล้านนาไม่ว่าจะอยู่ที่เชียงใหม่หรือกรุงเทพฯ ก็ตกตะลึงคิดไม่ถึงว่าเจ้าน้อยศุขเกษมจะรักมะเมี๊ยะ และมีใจให้หญิงสาวคนนั้นเพียงผู้เดียวอย่างเหนียวแน่นถึงเพียงนั้น และก็คงไม่มีใครคิดว่าสาวน้อยชาวพม่าคนนั้นจะมีหัวใจเพียงดวงเดียวมอบให้แก่ชายหนุ่มชาวเชียงใหม่ และเธอได้พิสูจน์ให้เห็นตลอดชีวิตอันยาวนานของเธอ......

น่าเสียดายนักที่ราชนิกูลแห่งสกุล ณ เชียงใหม่ จะช่วยกันปิดบังเรื่องราวอีกหลายด้านเกี่ยวกับความรักและความรันทดของคนทั้งสอง จนกระทั่งพวกเขาเองลับหายจากโลกไปทีละคนทีละคน จนเวลานี้จวนจะครบ ๑๑๑ ปีของความรักและโศกนาฏกรรมนั้น ยังมีอีกหลายอย่างมากที่ดำมืด มีเพียงการคาดคะเนและวิเคราะห์ไปตามข้อมูลที่มีอย่างจำกัด

ความรักของเจ้าน้อย มะเมี้ยะ ผ่านนับ ๑๑๑ ปีแต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ไม่อาจทำให้คนเรียนรู้ เพื่อจะเปลี่ยนแปลง ในโลกทุกวันนี้ยังมีการแบ่งแยกไม่ว่าจะ ชนชาติ ชนชั้น ศาสนา และอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่ว่าคนเราจะแบ่งแยกกันเรื่องใดก็ตาม มักจบที่ความเศร้า ไม่มีความสุข แต่ก็ยังจะมีการแบ่งแยก เราอยากให้จุดจบความรักของเจ้าน้อยมะเมี๊ยะ เป็นบทเรียนให้ทุกคนในโลกนี้ เป็น ๑ เดียว เราไม่ใช่คนชาติไหน ใช้ภาษาอะไร สีผิวอะไร นับถือศาสนา
อะไร แต่เราเป็นคนที่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน และทุกคนมีความรักและปราถนาดีต่อกัน ตอนจบสุดท้ายคำตอบที่ได้มันคือ ความสุข


มะเมี๊ยะ
มะเมี๊ยะเป็นสาวแม่ก๊า คนพม่าเมืองมะละแหม่ง
งามล้ำเหมือนเดือนส่องแสง คนมาแย่งหลงฮักสาว
มะเมี๊ยะบ่ยอมฮักไผ มอบใจ๋หื้อหนุ่มเชื้อเจ้า เป็นลูกอุปราชท้าวเจียงใหม่
แต่เมื่อเจ้าชายจ๊บการซึกษา จำต้องลาจากมะเมี๊ยะไป...
เหมือนโดนมีดซับดาบฟันหัวใจ๋ ปล๋อมเป๋นป้อจายหนีตามมา
เจ้าชายเป็นราชบุตร แต่สุดตี้ฮักเป๋นพม่า ผิดประเพณีสืบมา ต้องร้างลาแยกทาง
โอ่โอ๊ก็เมื่อวันนั้น วันตี้ต้องส่งคืนบ้านนาง...
เจ้าจายกะจัดกบวนชจ๊าง ไปส่งนางคืนทั้งน้ำตา
มะเมี๊ยะตรอมใจ๋อาลัยขื่นขม ถวายบังคมทูลลา สยายผมลงเจ๊ดบาทบาทา
ขอลาไปก่อนแล้วจ้าตินี้เจ้าชายก็ตรอมใจ๋ตาย มะเมี๊ยะเลยไปบวชชี
ความฮักมักเป็นจะนี้ แลเฮย ...


ที่มา : https://m.facebook.com/profile.php?id=388723421244559










Create Date : 26 สิงหาคม 2557
Last Update : 30 มีนาคม 2558 15:08:26 น. 0 comments
Counter : 297 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.