4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
สมเด็จพระเทพฯ กับตำนานรักขนมโมจิ





"หากวันใดคิดถึงผมให้ทำขนมโมจิ ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ผมจะกลับมาหาคุณอีกครั้งถ้าจะทำขายก็ทำได้นะ...."

สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เริ่มต้นตอนที่กองทัพญีปุ่นได้มาตั้งฐานทัพ ในจังหวัดนครนายก ซึ่งชาวบ้านในบริเวณนั้น ได้นำสินค้าต่างๆ มาค้าขายกับทหารญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว (ปัจจุบันคือพื้นที่ของโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและบริเวณใกล้เคียง)

นางพันนา ซึ่งมีอายุประมาณ ๑๘ ปี ทำการค้าขายขนมในค่ายทหารกับญาติ ๆ เช่นขนมไข่เหี้ย กล้วยทอด ซาลาเปาทอด ขายจนได้รู้จัก กับทหารหนุ่ม ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหมอ และได้เกิดมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน และวันหนึ่ง ทหารญี่ปุ่น ก็ต้องโยกย้ายไปที่อื่น แต่ก่อนจากไปนั้น ทหารได้สอนการทำขนมโมจิให้กับนางพันนาและบอกกับเธอว่า ขนมนี้จะเป็นตัวแทนของซาโต้ และเป็นตัวแทนของประเทศเขา ถ้าเขาไม่อยู่และนางพันนา คิดถึง ซาโต้ ให้ทำขนมนี้ ซาโต้จะกลับมา.......

เมื่อทหารญี่ปุ่นได้สอนจนทำเป็นแล้ว ซาโต้กินขนมโมจิ แล้วได้บอกกลับนางพันนาว่า รู้ไหมพันนา "คุณทำขนมญี่ปุ่นโมจิได้อร่อยที่สุดในโลกเลย" ....

ก่อนที่ชาโต้จะต้องไปทำหน้าที่ทหาร ซาโต้บอกกับนางพันนาว่า "หากวันใดคิดถึงผมให้ทำขนมโมจิ ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ซาโต้คนนี้จะกลับมาหานางพันอีกครั้งถ้าจะทำขายก็ทำได้นะ....คุณจะได้มีอาชีพ"

สิ้นประโยคนี้ชาโตได้เดินจากไป มันเหมือนเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายและเป็นดั่งคำมั่นผ่านขนมโมจิว่า "เค้ารักนางพันเพียงใด" แต่ด้วยหน้าที่ต้องมาก่อนหัวใจเสมอ ชาโตยิ้มให้นางพันด้วยสายตาที่พล่ามัวเพราะน้ำตาของลูกผู้ชายเอ่อล้นที่ดวงตาทั้งสองข้้าง ชายชาติทหารบาดเจ็บจากการรบยังมิเสียน้ำตา แต่ต้องปวดใจดั่งตายทั้งเป็นเมื่อต้องพรากจากคนรัก.....ชาโต้รีบหันหลังเดินจากไป

นางพันนาได้แต่ยืนมองชายคนรักค่อยๆเดินหายไปลับสายตาโดยมิได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงคิดว่า....อันตัวเราหญิงสยามหากจะบอกว่า "รัก" ชายใดก็คงไม่งาม ด้วยวัฒนธรรมและประเพณีเป็นเหมือนกรอบที่ครอบและจองจำความรู้สึกของนางพันนา และคงเป็นเช่นเดียวกันกับชาโตที่ "ประเทศชาติต้องมาก่อนความรัก" น้ำตาที่ไหลนองจากดวงตาสองข้าง พร้อมสองมือที่ปิดปาก เพื่อป้องกันบาดแผลจากหัวใจที่เปล่งออกมาเป็นเสียงกรีดร้องสะอึกสะอื้นไว้เหมือนกับว่าการเสียใจในครานี้เป็นเรื่องที่ผิด ชาวบ้านจะติฉินนินทาเอาได้.....คงไม่ต้องถามว่าหัวใจนางพันนาจะเจ็บปวดร้าวเพียงใดลองนึกดูว่าหากเราโดนเข็มนับพันทิ่มแทงที่หัวใจจะรู้สึกเช่นใร.......นั้นคงยังไม่ได้ครึ่งที่นางพันนารู้สึก

หลังจากชาโตจากไปนางพันนาก็ยังคงทำอาชีพหาบของขายและขนมญี่ปุ่นโมจิให้กับกองทัพทหารญี่ปุ่นต่อไป ต่อมาญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารญี่ปุ่นจึงกลับ ประเทศญี่ปุ่น

แต่นางพันนายังทำขนมโมจิ ขายให้กับผู้คนใน จังหวัดนครนายก จนวันหนึ่งทหารไทยบอกกับนางพันนาว่า ขนมที่ทำขายอยู่ ห้ามกิน ห้ามทำ ห้ามขาย เพราะเป็นขนมของญี่ปุ่น ขนมนี้มันคือ"ขนมกบฏ" นางพันนาจึงไม่ได้ทำขนมโมจินี้ขาย แต่ทุก ๆ ครั้งที่คิดถึงซาโต้ นางพันนาก็จะแอบทำขนมโมจินี้ เพื่อแทนความคิดถึง หนุ่มญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่รักและทุกๆครั้งที่นางพันนา ทำขนมโมจินี้ จะตั้งจิตอธิษฐาน สวดมนต์ภาวนา ให้ซาโต้กลับมากินขนมของตัวเอง วันแล้ว วันเล่า จากวัน เป็นเดือน จากเดือน เป็นปี......และผ่านไปกลายสิบปีนางพันนาก็ยังทำ ทำขนมโมจิอยู่แต่ก็ไม่ได้ข่าวจากชาโต้อีกเลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือสิ้นชีพไปแล้ว วันเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนทุกคนลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว...... คงมีแต่นางพันที่ไม่มีวันลืม เพราะทุกวันนี้นางพันก็ยังทำขนมโมจิอยู่

จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๔๗ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงทราบประวัติเรื่องขนมโมจินี้ จึงให้ทหารคนสนิทไปสืบหาที่มาขนมโมจิสูตรดังกล่าว ซึ่งได้ไปหาอยู่หลายที่และนำมาให้เสวย แต่พระเทพฯทรงตรัสว่าไม่ใช่ขนมโมจิสูตรที่ตามหาต่อมาอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกได้มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนครนายก ได้ประชาสัมพันธ์และสืบหาจนได้ทราบจากนายมานพ ศรีอร่าม ข้าราชการพัฒนาชุมชนว่าผู้ที่ทำขนมโมจิดังกล่าวคือมารดาของตัวเอง ในขณะนั้นมีอายุมากแล้วแต่ความทรงจำยังดีสามารถเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตได้เป็นอย่างดี พร้อมได้สอนให้บุตรและบุตรสะใภ้ได้ทำขนมดังกล่าว ถวายสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ ซึ่ง

"ยายพันนารอคอยวันนี้มานานแสนนานวันที่ขนมโมจิของแกได้ถูกเผยแพร่อีกครั้ง เหมือนได้บอกกับซาโต้ว่ายังมีสาวบ้านนาคนนี้รออยู่เสมอ"

ปัจจุบันยายพันนาได้จากโลกนี้ไปแล้ว โดยได้รับพระราชทานเพลิงศพจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีฯ

และปัจจุบันขนมโมจิสูตรดังกล่าวได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีรสชาติที่อร่อย กลมกล่อมและมีไส้ให้เลือกหลายชนิด เอกลักษณ์ของขนมโมจิสูตรสงครามโลกครั้งที่ ๒ จะมีความพิเศษแตกต่างจากขนมโมจิที่วางขายในจังหวัดอื่น เนื่องจากขนมโมจิสูตรนครนายกทำจากแป้ง ข้าวเหนียวและนำไปต้ม จะมีความเป็นเอกลักษณ์ คงความสดอร่อย นุ่มและกลมกล่อม รวมทั้งมีไส้ที่หลากหลาย รสชาติใกล้เคียงกับขนมโมจิสูตรดั้งเดิม (ประเทศญี่ปุ่น)


เอกลักษณ์ของขนมโมจิสูตรสงครามโลกครั้งที่ ๒

วัตถุดิบที่ใช้

๑. แป้งข้าวเหนียว
๒. น้ำตาลปี๊บ
๓. ถั่วแดง
๔. ถั่วเขียว

ขั้นตอนในการทำ

๑. ไส้ถั่วเขียวด้วยการนำถั่วเขียวต้ม ใช้ความร้อนปานกลาง ใส่น้ำตาลกวนให้เข้ากัน จนกระทั้งเหนียวปั้นไม่ติดมือ หลังจากนั้นตัดใส่ภาชนะทิ้งให้เย็น
๒. นำไส้มาชั่งให้มีขนาดเท่าๆ กัน แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ
๓. นำแป้งข้าวเหนียวมาผสมกับน้ำแล้วตีให้เข้ากันโดยใช้เครื่องตีระดับปานกลา
๔. นำแป้งตามข้อ 3 มาชั่งให้ได้ขนาดมาตรฐานเท่าๆ กัน แล้วปั้นเป็นลูก แล้วนำไส้มาใส่ตรงการห่อให้มิด
๕. ต้มน้ำให้เดือด นำขนมใส่ลงไปในน้ำเดือด แล้วให้หรี่ไฟปานกลาง จนขนมสุก จะลอยขึ้นมา
๖. ตักขนมแช่ลงในน้ำเย็น ใช้กระชอนตักแล้วนำขนมมาผึ่งไว้ให้เย็น และแห้ง
๗. เมื่อขนมแห้งแล้วนำมาคลุกกับแป้งข้าวโพด แล้วปัดให้เนียนสวย


สิ่งเดียวบนโลกนี้ที่ "เวลา" มิอาจะพรากไปจากใครได้คือ "ความรัก" 
สิ่งที่น่าดีใจที่สุดหากเปรียบคุณยายพันนาเป็นต้นไม้คงขาดน้ำใบร่วงหล่น รอวันล้ม สมเด็จพระเทพฯเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจช่วยให้คุณยายพันนามีชีวิตอีกครั้ง หลุดพ้นจากปมในอดีตที่มัดหัวใจไว้....ได้คลายออกจะเห็นได้จาก "ทุกวันนี้ขนมโมจิสูตรรักของคุณยายยังมีวางขายอยู่และเชื่อเหลือเกินว่า ..... เรื่องราวความรักของทั้งสองจะอยู่ในความทรงจำขณะที่ทุกคนกัดขนมโมจิแต่ละคำ จะนึกถึงเรื่องราวนี้เพราะนี่ไม่ใช่แค่โมจิหากแต่คือ....."ความรัก"


ส่งท้ายด้วยเพลงนี้

บางคราวยังเหมือนว่าเธออยู่ตรงนี้

เรื่องราวที่ดีก็ยังฝังใจ

บางความทรงจำเก่าเก่า

ก็ยังงดงามไม่คลาย

กระจ่างอยู่ข้างใน

เมื่อไรที่คิดขึ้นมา

บางทียังคิดว่าเธออยู่ที่ไหน
แล้วเคยหรือไม่ที่คิดเหมือนกัน
คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ แล้วยังทบทวนถึงมัน
สิ่งดีๆ กับคืนและวันของฉันและเธอ

และยังคงยิ้ม ยิ้ม ทั้งน้ำตา
ที่ผ่านไปแล้วไม่หวนคืนมาก็ไม่เสียดาย
แค่เพียงคิดถึงว่าเคยได้มี บางครั้งก็ยังชื่นใจ
แม้จะมีเก็บไว้แค่ความทรงจำ



กลั่นจากหัวใจ : สิริเดชะกุล

ที่มา : นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์ แผ่นดินสยาม

https://m.facebook.com/profile.php?id=388723421244559









Create Date : 26 สิงหาคม 2557
Last Update : 9 เมษายน 2558 14:45:59 น. 0 comments
Counter : 269 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.