4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
รักที่ซับซ้อนของหม่อมไกรสร


ศาลกรมหลวงรักษ์รณเรศ 


...."ด้วยความเคารพต่อดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริย์และราชวงค์ทุกพระองค์ บทความนี้เป็นบทความที่มีผู้บันทึกไว้เชิงวิเคราะห์เท่านั้น หาได้มีเจตนาจะลบหลู่ดูหมิ่นพระเกียรติของ
กษัตริย์พระองค์ใดก้อหาไม่".......

หม่อมไกรสร หรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าไกรสร กรมหลวงรักษ์รณเรศ ทรงเป็นพระราชโอรสในพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว ธิดาของพระจักรี เมืองนครศรีธรรมราช พระประวัติของพระองค์มิใช่ธรรมดามีทั้งสูงส่งและต่ำสุด ถึงกับถูกถอดพระยศ รับโทษประหารชีวิต ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนในดวงพระชะตา พระองค์ทรงสนพระทัยในด้านโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ รวมทั้งมีความรู้ด้านพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ในรัชกาลที่ ๒ จึงทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นรักษ์รณเรศ กำกับกรมสังฆการี

ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ทรงกำกับกรมวังและอธิบดีกรมพระคชบาลต่อจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอภัยทัต กรมหลวงเทพพลภักดิ์ ซึ่งเป็นพระเชษฐาร่วมพระมารดา ในรัชกาลที่ ๒ นั้น หม่อมไกรสรได้ทรงงานเคียงคู่กับรัชกาลที่ ๓ ในครั้งที่ยังทรงเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยถือเสมือนทรงเป็นพระสหายคู่พระทัย และในฐานะพระปิตุลาหรืออา ที่รักใคร่ใกล้ชิดกันยิ่งนัก เมื่อรัชกาลที่ ๓ ได้ขึ้นครองราชย์นั้น หม่อมไกรสรได้ทรงมีพระอำนาจมากในแผ่นดิน ทั้งในด้านการตัดสินคดีความ กำกับกรมวังดูแลการจ่ายเบี้ยหวัดประจำปีของพระราชวงศ์และขุนนาง ทั้งนี้ได้มีเกร็ดประวัติศาสตร์เล่าสืบกันมาว่า หม่อมไกรสรทรงเป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่งที่ได้วางแผนและสนับสนุนให้รัชกาลที่ ๓ ได้ขึ้นครองราชย์ จึงทรงเป็นที่เกรงพระทัยเป็นอย่างยิ่ง

หม่อมไกรสรทรงเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยตรงไปตรงมา ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย กล้าเปิดเผยและเป็นคนเก่ง ไม่เกรงกลัวผู้ใด โดยเฉพาะทรงแสดงตนอย่างชัดเจนในการเป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงข้ามกับรัชกาลที่ ๔ จนถึงกับกลั่นแกล้งใส่บาตรด้วยข้าวต้มที่ร้อนจัดให้กับรัชกาลที่ ๔ ในระหว่างทรงผนวช จะเห็นว่าเจ้าขรัวตาของหม่อมไกรสร (กรมหลวงรักษ์รณเรศ) นั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าขรัวเงินพระบิดาของเจ้าฟ้าบุญรอด ซึ่งเป็นเจ้าขรัวตาในรัชกาลที่ ๔ แต่อยู่คนละฝ่ายตรงข้ามกัน

มีบันทึกจากพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) เกี่ยวกับค่าพิพากษาเรื่องหม่อมไกรสร ดังนี้ คือ “......ทรงขัดเคืองกรมหลวงรักษ์รณเรศ ว่าทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงให้เป็นผู้ใหญ่ เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยต่างพระเนตรพระกรรณ ก็ไม่ตั้งอยู่ในความยุติธรรม กดขี่หักหาญถ้อยความผิด ๆ อย่างนี้คงมีหลายเรื่องมาแล้ว เพราะด้วยอ้ายพวกละครชักพาให้เสียคน จึงให้ตระลาการค้นหาความอื่นต่อไปให้ได้ความว่า กรมหลวงรักษ์รณเรศชำระความของราษฎรมิได้เป็นยุติธรรม ด้วยพวกละครรับสินบนทั้งฝ่ายโจทก์ฝ่ายจำเลยแล้วก็คงหักเอาชนะจงได้.....”

“.....ตั้งแต่เล่นละครเข้าแล้ว ก็ไม่ได้บรรทมข้างในด้วยหม่อมห้ามเลย บรรทมอยู่แต่ที่เก๋งข้างท้องพระโรงด้วยพวกละคร จึงรับสั่งให้เอาพวกละครมาแยกย้ายกัน ไต่ถาม ได้ความสมกันว่าเป็นสวาทไม่ถึงชำเรา แต่เอามือเจ้าละครและมือท่านกำคุยหฐานด้วยกันทั้งสองฝ่าย ให้สำเร็จภาวะธาตุเคลื่อนพร้อมกันเป็นแต่เท่านั้น.....” (สำเร็จความใคร่ให้กันและกัน)

“.....ว่าตัวไม่อินังขังข้อกับลูกเมีย มาหลงรักอ้ายคนโขนคนละคร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ ครั้นจะห้ามปรามว่ากล่าวให้รู้สึกตัวเสียว่าทำดังนี้ไม่งามไม่ดีความจะอื้ออึงไป เหมือนจะแกล้งประจานให้ญาติได้ความอัปยศ แล้วทรงพระราชดำริว่า แต่ก่อนกรมหลวงเทพพลภักดิ์ ก็ประพฤติการไม่อยู่กับลูกเมียเหมือนกันนี้ สมเด็จพระบรมวงศาธิราชซึ่งเป็นผู้ใหญ่ก็ทรงทราบทุกพระองค์ ก็หาได้ว่ากล่าวกรมหลวงเทพพลภักดิ์ประการใดไม่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมิได้เอาพระทัยเป็นพระราชธุระ........” ทั้งนี้ยังมีบันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์จดหมายเหตุสยามประเภทว่า นายละครคนโปรดของท่านคือนายขุนทอง (อิเหนา) รองลงมาคือ นายแย้ม (บุษบา) ทั้งสองคนได้รับการชุบเลี้ยงให้อยู่ดีกินดีเป็นพิเศษ

จะเห็นว่าพฤติกรรมของหม่อมไกรสรนั้นเป็นที่เปิดเผยและรับรู้กันโดยทั่วไปเพราะท่านมิได้ “แอบ” หรือ “ปกปิด” ตัวของท่านแต่อย่างใด ท่านได้แสดงออกอย่าง “เปิดเผย” และ “ชัดเจน” ให้เห็นกันอย่างตรงไปตรงมาโดย “ไม่เอาธุระ” กับ สายตา หรือเสียงนินทาของผู้ใดทั้งสิ้นนั้น ย่อมถือว่าท่านมีใจนักเลงพอและมีอำนาจบารมีจนไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องข้องเกี่ยวแม้แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังให้ความเกรงอกเกรงใจเป็นพิเศษ

ซึ่งเรื่องนี้มีบันทึกไว้ว่า “.....แล้วโปรดให้ตระลาการถามกรมหลวงว่า เป็นเจ้าใหญ่นายโตเช่นนี้สมควรอยู่แล้วหรือ กรมหลวงรักษ์รณเรศให้การว่า การที่ไม่อยู่กับลูกกับเมียนั้นไม่เกี่ยวข้องต่อการแผ่นดิน...” เป็นการตอบอย่างไม่กลัวเกรงและไม่สะทกสะท้าน ถือเป็นการยืนยันและตอกย้ำแสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเองของหม่อมไกรสรได้อย่างแจ่มชัด

แต่สำหรับความผิดถึงขั้นต้องโทษประหารชีวิตนั้น เป็นเรื่องของการถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและประพฤติตนกำเริบกระทำตนเทียบเจ้าโดยมีบันทึกของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี ดังนี้

“.....เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง จนขั้นแต่ลอยกระทงก็ไปลอยกรุงเก่าบ้าง เมืองนครเขื่อนขันธ์บ้าง เอาธรรมเนียมที่ในหลวงทรงลอย เจ้าพวกละครห่มแพรสีทับทิมใส่แหวนเพชรแทนหม่อมห้าม เกลี้ยกล่อมขุนนางและกองรามัญไว้เป็นพวกพ้องก็มาก ที่ผู้ใดไม่ฝากตัวก็พยาบาทไว้.....”

เมื่อถูกสอบสวนว่าซ่องสุมผู้คนไว้มากคิดจะเป็นกบฏหรืออย่างไร หม่อมไกรสรตอบว่า “พระองค์มิได้มีแผนที่จะก่อการกบฏแต่เป็นการเตรียมไว้ หากจะมีการผลัดแผ่นดินก็จะไม่ยอมเป็นข้าใคร” ซึ่งก็คือการเตรียมการกบฏนั่นเอง และท่านยังตอบชัดเจนมากกว่านั้นอีกคือ การคิดจะเอากรมขุนพิพิธโภคภูเบนทร์เป็นวังหน้า ก็ย่อมหมายความว่าตัวเองจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั่นเอง

หม่อมไกรสรได้ถูกพิพากษาให้ถอดยศและประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์ ที่วัดปทุมคงคา เมื่อวันพุธที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๑ รวมพระชันษา ๕๖ ปี และเป็นพระราชวงศ์องค์สุดท้ายที่ถูกสำเร็จโทษด้วยวิธีนี้ ปัจจุบันแท่นหินที่ประหารท่านยังคงมีอยู่ที่วัดแห่งนี้ เล่าสืบกันต่อมาว่า หม่อมไกรสรท่านเป็นคนดุใจนักเลง ใจเด็ดยิ่งนัก เมื่อท่านถูกนำใส่ถุงแดงให้เพชฌฆาตทุบ เนื่องด้วยท่านเคยกำกับดูแลเรื่องการประหารมาก่อน คนที่ทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาตเคยเป็นลูกน้องของท่าน คงเกิดอาการ “เกร็ง” ที่ต้องมาทุบผู้ที่เคยเป็นเจ้านายของตนมาก่อนเลยทุบไม่ถูกจุดตายตรงคอต่อ จึงถูกร้องด่ามาจากถุงผ้าว่า “ไอ้พวกนี้ กูสอนไม่จำ”

พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุลพึ่งบุญ ณ อยุธยาและมีพระราชโอรสและพระราชธิดาทั้งสิ้น ๑๑ พระองค์ โดยมีพระทายาทที่เป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งคือม.ร.ว.แข พึ่งบุญ นั้นรับราชการเป็นพระพี่เลี้ยงในรัชกาลที่ ๕ พระองค์พระชนมายุเพียง ๑๔ - ๑๕ พรรษา และได้เป็นเจ้าจอมมารดาพระองค์แรก และมีพระราชธิดาพระองค์แรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าผ่องประไพ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้รัชกาลที่ ๔ ทรงไม่พอพระทัยเป็นอันมาก ทั้งนี้เจ้าจอมมารดา ม.ร.ว.แข พึ่งบุญ นั้นเป็นธิดาของหม่อมเจ้าชายนก

นอกจากนี้ยังมีพระทายาทคนสำคัญอีกท่านหนึ่ง คือ ม.ร.ว.ละม้าย พึ่งบุญ ที่ได้มีภรรยาเป็นพระนมทัต โดยเป็นพระนมในรัชกาลที่ ๖ และบุตรชายของท่านทั้ง ๒ คน คือ เจ้าพระยารามราฆพ (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) และพระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล.ฟื้น พึ่งบุญ) ได้เป็น ๒ พี่น้องมหาดเล็กคู่พระทัยที่ทรงโปรดปรานมาก ได้ทรงสร้างบ้านประทานให้คือบ้านนรสิงห์และบ้านบรรทมสินธ์ ซึ่งต่อมาก็คือทำเนียบรัฐบาลในปัจจุบัน

เมื่อได้พิจารณาถึงพระประวัติของหม่อมไกรสรนั้น จะเห็นว่าทรงเป็นพระราชวงศ์ที่มีเรื่องราวการดำรงชีวิตที่มีสีสันยิ่งนัก หากให้ความเป็นธรรมกับพระองค์ท่านนั้น จะเห็นว่าทรงเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง โดยยอมทุ่มเทถวายงานให้กับรัชกาลที่ ๓ ในทุกกรณี และบนความเป็นจริงของประวัติศาสตร์ในการผลัดแผ่นดินในรัชกาลที่ ๒ นั้น ถือได้ว่าหม่อมไกรสรเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย ยอมช่วยเหลือวางแผน ร่วมมือปฏิบัติภารกิจจนทำให้รัชกาลที่ ๓ ได้ครองราชย์สำเร็จนั้นย่อมนับว่าเป็นการเสี่ยงชนิดต้องเอาชีวิตเข้าแลก เพราะฝ่ายของเจ้าฟ้าบุญรอดกับรัชกาลที่ ๔ นั้น ทรงมีพระประยูรญาติที่มีอิทธิพลทั้งการเงินและไพร่พลอยู่ไม่น้อย เมื่อท่านกระทำการสำเร็จก็ควรต้องได้รับประโยชน์และในทำนองเดียวกันก็ย่อมเห็นใจท่านไม่น้อยทีเดียว 

ที่ในช่วงตอนปลายรัชกาลที่ ๓ ท่านย่อมเตรียมป้องกันราชภัยที่จะบังเกิดกับตัวท่านหากมีการผลัดแผ่นดินที่พระองค์ทรงแสดงตนเป็นศัตรูอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัชกาลที่ ๔ อย่างเปิดเผยโจ่งแจ้งตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อท่านเคยช่วยให้รัชกาลที่ ๓ ครองราชสมบัติได้สำเร็จ ซึ่งย่อมเป็นเรื่องที่ท่านมีสิทธิที่จะคิดในการขึ้นครองราชย์ได้เช่นเดียวกันเพราะทรงเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ ๑ พระองค์หนึ่ง และยังประสูติภายใต้เศวตฉัตร (ประสูติเมื่อพระราชบิดาทรงครองราชย์) รวมทั้งมีพระมารดาเป็นพระญาติกับเจ้าประเทศราช เช่น เมืองนครศรีธรรมราช มิได้ด้อยไปกว่ารัชกาลที่ 3 ที่เป็นพระโอรสของรัชกาลที่ ๒ โดยมิได้ทรงประสูติในพระเศวตฉัตร และทรงมีพระมารดาเป็นพระสนมเอกที่มาจากสามัญชน ยังสามารถขึ้นครองราชย์ได้

ดังนั้นเรื่องของพระราชอำนาจกับราชบัลลังก์ จึงเป็นที่ปรารถนาของผู้ที่เข้มแข็งและมีความพร้อมมากที่สุด ด้วยเหตุนี้การที่รัชกาลที่ ๓ ทรงไม่ไว้วางพระราชหฤทัยในหม่อมไกรสร ในตอนปลายรัชกาลที่ ๓ ย่อมนับว่าเป็นบุญของแผ่นดินยิ่งนัก มิฉะนั้นแล้วการนองเลือดจากการแย่งราชสมบัติอาจจะเกิดขึ้นได้ประวัติศาสตร์ชาติไทยคงจะต้องพลิกโฉมเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตามนับได้ว่าหม่อมไกรสรท่านเป็นคนเก่ง คนกล้า ใจนักเลง ไม่แอบแฝง กล้าเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา และแม้ว่าความรักในชีวิตของพระองค์จะทรงซับซ้อนแต่ไม่ได้ซ่อนเร้นและยังคง “ทระนงคงเคารพความเป็นตัวตน” ของพระองค์ท่านอย่างแท้จริงโดยไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด ตราบจนในวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ......

ข้อมูล : ศรีรัญจวน/เดลินิวส์ออนไลน์










Create Date : 20 กันยายน 2557
Last Update : 10 มกราคม 2558 12:47:48 น. 0 comments
Counter : 1407 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

คลิกที่ตรงนี้ Facebook ของ Hathairat

New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.