บลอกของคนตัวเล็กๆ h blog
Google
Group Blog
 
All blogs
 

ผู้หญิงเหมือนยานแม่ ufo เป็นแค่ลูกๆ

เมื่อตอนอายุ 20 ผมเรียนอยู่ปี 4 ที่ ม.กรุงเทพ ช่วงเดือนไหนผมจำไม่ค่อยได้แล้ว วันนั้นผมกับตั้มเพื่อนสนิทในตอนที่เรียนได้ชักชวนให้ผมออกมาหาอะไรกินกันที่หน้า ม.

ผมในตอนนั้นเป็นผู้ชายอ่อนแอที่กำลังเบื่อหน่ายตัวเองอย่างที่สุด เนื่องจากกำลังอกหักจากคนที่รักอยู่ จริงๆมันก็ไม่แย่เท่าไหร่ ถ้าไม่นับว่าเราต้องเรียนห้องเดียวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน และเพื่อนๆของเธอมองผมเหมือนเห็นปลวกทุกครั้งที่เดินสวนกันในโรงอาหาร..
ยังจำได้ดีนาทีนั้น กริ๊งงงงง ๆๆๆๆ ผมงัวเงียรับโทรศัพท์เก่าๆที่หัวเตียงในหอพักของผม หวัดดี ว่าไง อีกฝ่ายเงียบ ผมก็หวัดดี ว่างายยยยย เสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยก็ออกมาตามสายแบบช้าๆ แต่มั่นคงมาก ทุกๆคำ เหมือนเอาค้อนเหล็กอันใหญ่ๆตอกลงไปในซีเมนต์เก่าๆ เอ็ม .. เรายังยืนยันนะว่าเราชอบเอ็ม แต่เรารักตุนหว่ะ โทดนะ....
ผมลุกขึ้นจากที่นอน น้ำเสียงไม่งัวเงียอีกต่อไป นี่คือการเลิกใช่ปะ โอ๋ เอ็มมมมม เราชอบเอ็มนะ แต่เรารักตุนหว่ะ โพล๊ะ ซีเมนต์เก่าๆก็โดนค้อนเหล็กอันใหญ่ๆ ทุบลงไปอีกครั้ง คราวนี้มันก็แตกลง ผมวางสายเบาๆ กลัวโอ๋จะเจ็บหู ถ้าเรากระแทกหูโทรศัพท์ดังเกินไป รีบไปเปิดตารางเรียนดูอีกครั้ง ตายห่า เทอมนี้เรียนห้องเดียวกันตั้งหลายตัวแหนะ -*-

ความรักนี่แปลกเนอะ มันทำให้ผมอยากตื่นเช้าไปเรียนมากๆ และก็ทำให้ผมสระผมได้บ่อยๆ แต่งตัวสะอาดๆไปเรียนได้ทุกวัน และกลับกัน มันทำให้ผมไม่อยากไปนั่งฟังบรรยาย แล้วก็เริ่มไม่หวีผมอีกครั้งได้ในเวลารวดเร็ว

ตั้มคงเห็นผมดูเบื่อๆชีวิต ตอน 5 โมงเย็น มันชวนผมออกไปกินข้าวที่หน้า ม. ผมเดินตามมันไปเงียบๆ เซ็งๆ แน่หล่ะ อกหักนี่หว่า คงไม่วิ่งเขย่ง หน้าตาร่าเริงอยู่แล้ว
หลายวันมานี้ผมรู้สึกลำบากใจมาก กับการนั่งเรียนในห้องที่มีสายตาอยู่ 2 ประเภทจ้องมองผม
1 . สายตาแบบดูแคลน มองเราแบบหรี่ตามอง นั่นคือเพื่อนๆของเธอนั่นเอง
2 . สายตาแบบคนที่ไม่มองผมอยู่ในสายตา ผมเป็นอากาศ เป็นถุงพลาสติกที่ข้างในมีเม็ดมะม่วงมันที่ถูกแทะแล้วกะถุงเล็กๆของพริกเกลือ แปลว่า ผมไม่มีตัวตนไร้ซึ่งความน่าสนใจ..

เมื่อผมนั่งลงที่ร้านข้าวหน้า ม. ตั้มนั่งตรงข้ามผม เมื่อผมมองข้ามไหล่ตั้มไป โอ๋กำลังเดินมากับคนที่เธอบอกว่ารักซะด้วย ทำไงดีหว่า ผมเสสายตาขึ้นไปด้านบน ทำเป็นมองฟ้า มองเมฆ แล้วนั่นเอง นาทีนั้นนั่นเองที่มันเปลี่ยนผมไปตลอดกาล

บนท้องฟ้า ที่หน้าม.กรุงเทพ กล้วยน้ำไท ในเวลา 5 โมงกว่า เมื่อหลายปีก่อนนั้น มันใส ไร้เมฆและไม่แสบตา เนื่องจากมันเป็นเวลาค่อนข้างเย็น สิ่งที่ผมเห็นนั้น ทำให้ผมลืมผู้หญิงที่ถือค้อนเหล็ก คอยไล่ฟาดปูนซีเมนต์เก่าๆไปเสียสิ้น
บนเวิ้งฟ้าในตอนนั้น ผมเห็นเม็ดจุดเล็กๆอยู่จุดนึงลอยอยู่ในอากาศ สีเงินๆแบบโครเมี่ยม แต่การลอยของมันผิดปรกติมากๆ มันลอยนิ่งๆ ถ้าเราไม่สังเกตดีๆก็จะเห็นว่ามันนิ่งอยู่อย่างนั้น แต่ให้ตายเหอะ ผมเห็นมันขยับ ในทันใด ผมรีบสะกิดตั้มให้มองดู “สิ่ง” ที่อยู่บนฟ้านั้นหน่อย

ตั้มๆ มึงว่านั่นอะไร ตั้มใช้เวลาอยู่นานบนท้องฟ้ากว่าจะเห็นสิ่งที่ผมชี้ให้ดู ระหว่างที่ตั้มกำลังควานสายตาไปในท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ หน้ากล้วยน้ำไท ผมหันไปมองโอ๋นิดนึง สายตาโอ๋ที่มองผม เหมือนผมเป็นพวกโรคประสาท ที่ชอบทำตัวเด่น ด้วยการยืนเอานิ้วชี้ไปบนฟ้า โอ๋หันหลังแล้วก็เดินกลับไปกับคนที่เธอบอกว่ารักแล้ว ปล่อยให้ผมยืนค้างมือในลักษณะชี้ไปบนท้องฟ้าอยู่แบบนั้นกับตั้ม ในวินาทีนั้น จริงๆผมอยากเอามือลงมากๆแล้ววิ่งตามโอ๋ไป ให้ตายเหอะ

เอ็ม... เอ็ม นั่นเหรอวะ ผมสลัดโอ๋ออกไปในทันที มองฟ้าลดมือลงเมื่อคิดว่าสายตาตั้มจับสิ่งที่ผมเห็นได้แล้ว ตั้มมึงว่านั่นอะไรวะ ตั้มบอกว่า ลูกโป่งมั้ง ผมว่า เห้ย ไม่ใช่ ลูกโป่งที่ไหนมึงดูดีๆ มันเคลื่อนที่แปลกๆ มึงเห็นปะ ตั้มบอก เครื่องบินบังคับหรือเปล่า ไม่ก็คงเป็นดาวเทียม ตั้มยังคงคาดเดาไปเรื่อย ผมไม่ได้สนอะไรตั้มแล้วในตอนนั้น ตั้งใจมอง สิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว เพียงแค่ชั่วเวลาไม่กี่นาทีของการมองของผม ราว 2-3 นาที ได้ สิ่งนั้น มันได้บอกกับเราให้รู้ว่ามันไม่ใช่ลูกโป่ง ดาวเทียม หรืออะไรเลย ก็จากการบินที่แปลกประหลานของมัน บางครั้งมันก็บินส่ายซ้ายขวาไปมาช้าๆ บางครั้ง ก็บินแบบรูปสายฟ้าฟาด คือทแยงซ้ายขวาไปมาอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็บินเป็นวงกลม การเคลื่อนที่ของมันเป็นอิสระไร้การควบคุมแบบคาดเดามากๆ และแผลบเดียว มันก็บินด้วยความเร็วสูงสุดๆ ไปหยุด อยู่ที่อีกฝั่งนึงของท้องฟ้า ค้างไว้อย่างนั้นให้ผมและตั้มอ้าปากค้าง แล้วในบัดดลมันก็พุ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

ผมกับตั้มหันมามองหน้ากัน หลังจากนั้นไม่กี่วัน หนังสือเกี่ยวกับ ufo ใน ม.กรุงเทพ มีกี่เล่มผมยืมมาอ่านหมดเลย ^^ ผมคิดเอาเองในตอนนั้นว่าผมโชคดีที่ได้เจอวัตถุบินได้บนท้องฟ้าในวันนั้น คิดว่าตัวเองฟลุ๊กสุดๆ แต่ผมไม่เคยเล่าให้ใครฟังนะ แม้แต่ในปัจจุบันนี้ คนที่ได้ยินเรื่องนี้จากผม มีไม่ถึง 5 คน คือถ้าไม่ใช่คนสนิทจริงๆ ผมจะไม่เล่า เนื่องด้วย กลัวโดนข้อหา บ้า เพี้ยน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่คนเราชอบยัดเยียดให้กัน เวลาพบอะไรที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ

ผมว่าผู้หญิงก็เหมือน ufo นะ คาดเดาอะไรได้ยากมากๆ ครั้งก็ดูอ้อยอิ่งเฉื่อยช้าไปมา บางครั้งก็เข้มแข็งและก็แรงสุดพลังเหมือนกัน แต่ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปเสมอ แต่เราคงไม่ต้องไปวิเคราะห์ เอาอะไรหรอก มันยากเกินไปหน่ะ ...

ทุกวันนี้เวลาผมนั่งนึกไปถึงเรื่อง ufo ในวันนั้น ผมคิดนะ ว่าผมไม่ได้โชคดี หรือฟลุ๊กมากๆที่ได้เจอ แต่ผมคิดว่า ufo ในวันนั้น มันอยากให้ผมหันไปดูมันแน่ๆ มันทำให้ผมหันหน้าขึ้นไปดูมันแน่ๆ เหมือนโอ๋ในวันนั้น โอ๋ทำให้ผมต้องหันหน้าไปหามันบนท้องฟ้าแน่ๆ ทุกอย่างถูกกำหนดมา


เมื่อหลายปีก่อนผมเดินเจอโอ๋อีกครั้งที่ถนนข้าวสาร เธอเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น และก็มีคนรักที่น่ารักด้วยครับ ^^

ปล. ผมเขียนขึ้นมาไม่ได้กล่าวว่าผู้ใดนะครับ แค่อยากจะบันทึกมันไว้กันลืมครับ ผมมีความรู้สึกว่าเรื่องนี้อีกไม่กี่วันผมจะลืมไปแล้ว วันนี้เลยต้องรีบบันทึกครับ ^^

5/10/52





 

Create Date : 05 ตุลาคม 2552    
Last Update : 10 ตุลาคม 2552 14:13:10 น.
Counter : 157 Pageviews.  

ได้อ่านการ์ตูนมาเล่มนึง ตกใจในความ "จริง" ของมันมากๆ ผมเลยมาบอกให้ทุกคนไปหาอ่านกันครับ


ชื่อเรื่องถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม sunset on 3rd street ครับ ราคา 95 บ.

เป็น การ์ตูนลายเส้นประมาณ ชินจัง มารูโกะ อะไรเทือกๆนี้ เป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาสั้นๆ ในแต่ละตอนก็จะจบกันไปในแต่ละบ้านแต่ละหลังคาเรือนแต่ผูกพันและเกี่ยวโยงกัน อย่างน่าขนลุก อ่านแล้วให้ความรู้็สึกสะเทือนเบาๆไปตลอด บางตอนก็อ้อยอิ่งแต่จบแบบสะเทือนใจมาก บางตอนก็ดูซนๆทั่วไป แต่อ่านแล้วต้องคิดตามไปเลย ไม่สิ ไม่ใช่ๆ ไม่คิดๆ อ่านแล้วรู้สึกตามไปต่างหาก เป็นการ์ตูนง่ายๆ ไม่ซับซ้อนทางลายเส้น แต่ยอกย้อนทางอารมณ์มากมาย บรรยากาศอยู่ในช่วงหลังญี่ปุ่นแพ้สงคราม บ้านเมืองผุพัง ผู้คนยากจน เราผู้อ่านจะได้เห็นอะไร ได้อ่านอะไรแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในการ์ตูนเรื่องอื่นเลย อาจมีนิดนึงที่ไปคล้ายสุสานหิ่งห้อยนะ แต่มันก็ไม่ใช่เลยทีเดียว

คือ บอกตรงๆว่าผมมาเชียร์การ์ตูนเรื่องนี้ เพราะผมอยากให้ทุกคนได้อ่านมัน ความรู้สึกเหมือนอ่านกลอนเศร้าๆ แต่ไม่ฟูมฟาย ในบรรยากาศตอนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน

เรื่องราวของผู้คนในหมู่ 3 ที่มีเรื่องราวชีวิตเกี่ยวพันกันไปมา เรื่องของการพยายาม การเดินทางไปข้างหน้า การแพ้ การปล่อยวาง มิตรภาพ ความลับ และหรืออะไรอีกมากมายที่ผมไม่สามารถบรรยายออกมาให้เป็นตัวหนังสือได้..

โดย ส่วนตัวแค่ตอนแรก เปิดออกมา ผมอ่านไปได้ 10 หน้าผมก็รู้แล้ว ว่านี่มันดราม่าไทยประกันชีวิตแน่ๆ โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยย บรรยายไม่ถูกเลยพี่น้อง

เอาเป็นว่าไปหาอ่านกันนะครับ ถ้าไม่ชอบผมให้เอามาเขวี้ยงหน้า - - ' (พูดอะไรออกไป...) 5555

มาครับมาเป็นเด็กหมู่ 3 กัน แล้วจะรู้ว่า ชินจัง มารูโกะ สุสานหิ่งห้อย อาซาริ เมื่อมาอยู่ร่วมกันจะเป็นยังไงครับ




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2552    
Last Update : 5 ตุลาคม 2552 3:33:40 น.
Counter : 236 Pageviews.  

เสียงในหูของหมาที่ชื่อแดง

เมื่อวานซืนนี้ ในวันที่อากาศร้อนสุดๆ ผมเดินใส่เสื้อกล้ามเข้าไปในโรงงาน ในบ้านหลังเล็กๆของผม คนงานของผมคนนึง เดินเข้ามาเรียกผม พี่เอ็มๆ ไปดูมันหน่อยดิ เนี่ยมันรอให้คนไปดูใจมันครบทั้งบ้านมันก็คงจะไปแล้ว

จริงๆแล้ว ผมอยากจะบอกว่า นี่เป็นคำพูดที่จริงที่สุดเลยตั้งแต่ผมเคยคุยกับคนงานคนนี้มา มันจริงมากๆ ทั้งคำพูดน้ำเสียงแววตา ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าตั้ม คนงานบ้านผมจะมีความรู้สึกรักไอ้แดงเหมือนกัน ผมเพิ่งรู้เมื่อกี๊..

แดงนอนอยู่หลังบ้านในสภาพที่ผ่ายผอมมากๆ มีแต่หนังหุ้มกระดูก หูมันขาดตกลงมา ตาเกือบๆจะบอดไปข้างนึงมองยังไงก็เหมือนตุ๊กตาหมาเก่าๆที่คนเอามาโยนทิ้งไว้ในบ่อน้ำเน่าเล็กๆ ผมยืนมองมันอยู่แบบนั้น มันหายใจแบบผ่านแผ่ว นานๆครั้งก็มีสะดุดๆในลำตัวมันบ้างเหมือนอากาศวิ่งไม่สะดวก ผมสงสัยมากๆ ทำไมมันถึงมานอนรอความตายในบ่อน้ำเล็กๆหลังบ้านตรงนี้ ผมตั้งใจจะลากมันขึ้นมา ให้มันมานอนตายผมดินดำๆชื้นๆใต้ต้นไม้ดีกว่า เมื่อเอื้อมมือไปจับที่ขามัน จู่มันก็ลืมตา แล้วก็มองผมสายตามันแบบ บรรยายไม่ถูกจริงๆ เหมือนจะบอกว่า อย่าแตะตัวมันนะ อย่าแตะมัน มันเลือกแล้วว่าจะตายตรงนี้ ผมรู้สึกได้ จึงถอยมือออกมา แล้วก็พินิจร่องรอยบาดแผลต่างๆในร่างกายมัน

แดงเป็นหมาเจ้าพ่อ มันกัดหมาแถวนี้ทุกตัว ไล่เห่าทุกคน มันดูดุมากๆ สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่สำหรับคนที่รู้จักมานานแบบผม มันดูหยิ่ง โอหังมากๆกับคนที่คอยหาข้าวหาน้ำให้มันกินมาตลอด มันชอบทำให้เราเดือดร้อนบ่อยๆ มันเคยกัดหมาชาวบ้านจนเขามาเอาเรื่อง กัดเด็กที่เอาปืนลมยิงใส่มัน และก็เคยวิ่งไล่คนเข็นขายลูกชิ้นจนเขาทำรถล้มลงไปทั้งคัน ลูกชิ้นเป็น 100ไม้ ที่เราต้องรับผิดชอบ มันดุใช่ ดูแล้วน่าจะอุ่นใจสำหรับคนที่มีบ้านอยู่ในซอยเปลี่ยวเช่นผม แต่ไม่เลย ลืมบอกไป ไอ้แดงไม่เคยเฝ้าบ้าน ถึงเวลาสัก 2-3 ทุ่มเมื่อไหร่ ถ้าเราเผลอเปิดประตูไว้ มันจะวิ่งออกไปและไม่มีทางกลับเข้าบ้านอีกเลยจนกว่าจะสว่าง หรือถ้าไม่มีคนเปิดประตู ใช่แล้ว มันดุอย่าลืม มันเปิดเองก็ได้ มันเปิดประตูแล้วก็ออกไปเลย ทำผมงงมาหลายครั้งแล้วนะ

แดงไม่เคยเล่นกับผม มันมองผมแบบเบื่อๆ ผมตีมันบ่อยเวลามันไปกัดกับใครกลับมา เลือดโชกหน้า โชกหัวแค่ไหน ผมก็จะตีมัน... มันไม่เคยร้องเลยตอนผมตี นอนให้ผมตีเหมือนไม่ยี่หระอะไรเลยสักนิด นั่นยิ่งทำให้ผมกับมันเฉยชากันมากขึ้น

สำหรับผม มันเป็นหมาไม่มีความรู้สึก

มีอยู่แค่ครั้งเดียวตลอด 6 ปีที่เลี้ยงมันมา ครั้งเดียวจริงๆที่มันแสดงความรู้สึกออกมา และผมจำได้จนถึงทุกวันนี้

เมื่อ 6 ปีก่อนผมได้มาซื้อบ้านหลังนี้ เป็นโรงงานเก่าที่เจ้าของเป็นคนสิงค์โปรแต่แกทำต่อไม่ไหว อยากจะขายโรงงานนี้ทิ้งเนื่องจากแกผิดหวังในความรักกับสาวไทย ^^ ผมมาที่บ้านนี้พวกเราพ่อแม่ลูก ถูกใจบ้านนี้มากๆ เจ้าของบ้านเอาทุกอย่างกลับหมด ทิ้งไว้แค่อย่างเดียวที่เขาให้เรา คือหมาสีส้ม อายุ 6 เดือน เนื่องจากมันเป็นโรงงานจึงต้องใช้เวลาในการขนของออกสักพัก เจ้าของบ้านคนเก่าเลยขอให้เรายอมให้นายดำ คนงานพม่าของแกอยู่ที่นี่สัก 1 อาทิตย์ เพื่อเคลียร์ของในโรงงานออกให้หมด พี่ดำแกเป็นคนดูแลหมาสีส้มตัวนั้น ดำเป็นคนตัวใหญ่ๆดำๆ พูดไทยได้แต่ไม่ค่อยรู้เรื่อง ดูยังไงก็เป็นคนน่ากลัว ผมนอนกำมีดไว้ตลอด 1 สัปดาห์ที่แกอยู่เลยทีเดียว แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่มองว่าดำไม่น่ากลัวมั้ง หมาสีส้มตัวนั้น ผมเห็นมันเล่นกระโดดใส่พี่ดำอยู่ตลอดเวลา

ครบอาทิตย์พี่ดำก็ออกจากบ้านไป ทิ้งหมาสีส้มไว้ให้ผม แม่เรียกมันแดง ทุกคนโอเค จากหมาที่เราเห็นว่าร่าเริงสนุกสนานนั้น กลายเป็นคนละตัวกันไปเลย มันเงียบมากๆ ไม่ค่อยสนุกเหมือนหมาตัวอื่นๆ เมื่อประตูบ้านเปิดมันก็ออก แล้วก็หลายครั้งที่ผมไม่ชอบใจที่มันตามเข้าบ้านยาก บางวันผมก็ปล่อยให้มันนอนอยู่นอกบ้านไปเลย แม้แต่ในคืนที่ฝนตกหนักๆ...

เรียกง่ายๆ ผมจะเจอแดงแค่วันละ 2 ครั้งเท่านั้น คือเวลากินข้าว มันจะวิ่งมารอเลยทีเดียว ไร้ซึ่งความรู้สึกรักและผูกพันมากๆ
3 ปีที่แล้วพี่ดำผ่านมาแถวนี้พอดีแกเลยแวะมาหาพ่อแม่ผม มาคุยอะไรกันนิดหน่อย เมื่อแกเดินเข้ามาในบ้าน ภาพที่ผมแทบจะไม่เคยเห็นมาก่อนก็เปิดออกมา แดงร้องงี๊ดๆๆๆ กระโดดเข้าใส่พี่ดำเลียหน้าเลียตาแบบคิดถึงอย่างที่สุด หางมันกระดิกแรงมากๆ จนผมยิ้มตามไปด้วยเลย

และเมื่อพี่ดำกลับไป แดงก็ดูซึมเศร้าและก็ทำนิสัยแย่ขึ้นกว่าเดิมมากๆ มันดุขึ้น มันเริ่มกัดหมาตัวอื่น เริ่มไล่กัดคน ตัวมันนั้นมีแต่บาดแผลเต็มไปหมด แต่ผมว่าบาดแผลที่ใจมันคงใหญ่มากๆแน่ๆ

ผมพินิจร่องรอยบาดแผลมันที่มีอยู่เต็มตัวไปหมด ร่างกายมันเสื่อมมากๆ ข้าวมันไม่กิน ไม่กินเลยจริงๆ จากหมาตัวใหญ่ๆ กลายเป็นหมาแก่ๆผุๆพังๆอย่างรวดเร็ว ผมก้มไปพูดกับมันบอกว่า แดงไปเหอะ ทรมานเปล่าๆนะ ตามันดูเหมือนจะปิดๆเหมือนจะเหลือกๆ ผมเอามือจับท้องมัน มันหายใจเร็ว แต่เหมือนไม่ค่อยมีอากาศเข้าไปสักเท่าไหร่ ผมนั่งเอามือจับมันอยู่อย่างนั้น ผมว่าความอคติของเราทั้งคู่ควรจะจบลงได้แล้วนะ ผมขอโทษมัน ทุกอย่าง ทุกสิ่งที่ผมเคยทำกับมัน อภัยให้กันนะ

แดงแกเป็นหมาแบบลูกผู้ชายนะ ผมนึก ผมมีอะไรที่พี่ดำไม่มีนะ ทำไมมันไม่เล่นกับผม ทำไมมันไม่เคยรักผมเลยนะ

หรือ เพราะผมไม่เคยรักมันก่อน มันเลยไม่เคยรักผม...

ตอนนี้มันใกล้ตายเต็มที่แล้ว ตามันปิดสนิทมองผ่านๆมันคือหมาที่ตายไปแล้วด้วยซ้ำ ยกเว้นท้องของมันที่เรายังคงมองเห็นได้ถึงการแฟบการพอง เสียงเครื่องจักรในโรงงานคงค่อยๆหายไปแล้ว สำหรับในหูของแดงตอนนี้มันอยากได้ยินอะไรนะ ผมก้มลงไปใก้ลๆมันแล้วพูดกับมันเบาๆบอกว่า พี่ดำมาแล้วนะ พี่ดำมาแล้ว พี่ดำมาแล้วนะ พี่ดำมาหาแดงแล้ว ไม่ถึง 2 นาทีต่อมา แดงก็จากไป

น้ำตาผมไม่ไหลนะ แต่มัน มัน...

ลาก่อนแดง แล้วพบกัน








 

Create Date : 26 สิงหาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2552 3:57:44 น.
Counter : 189 Pageviews.  

ไมเคิล แจ๊คสัน ชายผู้เปลี่ยนโลกของผมไปตลอดกาล

ผ่านไปหลายวันแล้วนะ ตั้งแต่ mj เสียชีวิตลงไป ผมถึงเพิ่งจะมีแรงมาเขียนอะไรถึง เขา ผู้ชายที่เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ของผม
ตอนเด็กๆ ครั้งแรกที่ผมเห็น mj ทางทีวี โลกของผมหมุนกลับด้านไปเลย มันเหมือนมายากล เหมือนเรากำลังถูกดึงดูดเข้าไปในทีวี เมื่อ mj เต้น ใจเราเต้นตามไปด้วย เมื่อเขาสะบัดหน้า เสยผม ผู้คนโห่ร้องแทบบ้าคลั่ง ครั้งแรกที่ผมเห็นท่าทางแบบนั้นจาก mj ผมไม่สงสัยอะไรอีกต่อไปว่าทำไม ใครๆก็รักและบ้าคลั่งเขาขนาดนั้น คนที่มีพลังวิเศษแบบนั้น สามารถปล่อยให้เวทย์มนต์แห่งบทเพลงและความสุขลอยมาหาเราได้อย่างง่ายดายมากๆ ต่อให้คนที่จิตใจหยาบกระด้าง ไม่ฟังเพลงเลย หรือแอนตี้เรื่องของความเชื่อในบทเพลง ก็ต้องอ่อนแอและพ่ายแพ้ลงไปอยู่ดี เพราะทุกอย่างที่ mj ทำบนเวที ย้ำว่าทุกๆอย่างจริงๆ มันดูสวยงามแบบประหลาด เกินกว่าที่เราจะไม่หันไปมองหรือสนใจได้

ผมวิ่งไปซื้อเทปไมเคิลมาฟังทันที แกะเพลงของไมเคิลด้วยภาษาอังกฤษแบบคาราโอเกะ เปิดฟังมันทุกวันๆ อย่างมีความสุข และนั่นก็นับเป็นจุดเริ่มแรกๆในชีวิตที่ทำให้ผมชอบการร้องเพลงขึ้นมา และอยากจะเป็นคนที่ยืนที่เต้นอยู่บนเวทีบ้าง อยากให้มีคนรักเราบ้างว่างั้น ทุกวันนี้เพลง บิลลี่ จีน ก็ยังเป็ฯเพลงที่พวกเราชอบเล่นในห้องซ้อมบ่อยๆ

วันนี้ Mj ตาย ผมเสียใจ ผมแอบน้ำตาไหลในใจ เมื่อรู้ข่าว ใช่ มันถึงเวลาแล้ว ทุกอย่างมันถูกกำกับมาแบบนี้ มันเหมือนอีกหนึ่งการแสดงที่ยิ่งใหญ่จาก mj แต่ผมขอไม่ชอบการแสดงครั้งนี้ของ mj ละกัน ผมอยากให้เขากลับมา กลับมาเต้น มาร้องให้ผมดูอีกครั้ง ผมอยากเห็นท่าเต้นใหม่ของ mj อยากจะเชื่อว่า คนดูจะต้องบ้าคลั่งอีกครั้งเมื่อเขาอยู่บนเวทีในวัย 50 ปี ผมอยากดูๆๆ

ผมไม่เคยเป็นแบบนี้นะ มานั่งฟูมฟายพร่ำร่ำพันถึงนักร้องที่อยู่ต่างประเทศ ที่แม้แต่หน้าผมก็ไม่เคยเห็น แต่ถ้าผมจะทำนิ่งเฉย ปล่อยให้เป็นเหมือนข่าวที่ลอยมาแล้วก็ลอยไป มันก็ดูน่าเศร้าที่ผมจะตอแหลแม้แต่ความรู้สึกของตัวเอง การบ้านักร้องผิดตรงไหน การเสียใจมากๆ ที่นักร้องคนโปรดตายผิดตรงไหน ไม่ผิด..... เชื่อผมสิไม่ผิด

ผมอาจจะเป็นคนที่ดูตลกมากๆในสายตาของเพื่อนๆผมในช่วงนี้ ที่ดูซึมเศร้าลงไปเพราะ mj ตาย หลายๆคนขำที่ผมเสียใจ ผมพูดคุยกับเพื่อนสนิทผมทาง msn คนหนึ่ง ผมเล่าให้เธอฟังว่าผมเสียใจจังที่ mj ตายลงไป เพื่อนผมไม่พูดอะไร แต่ส่ง vdo มาให้ผมดูอันนึง เมื่อผมคลิกดูก็เป็น vdo ฉากล้อเลียน mj เรื่องหนึ่งจากใน หลายๆพัน vdo ล้อเลียน mj ที่โลกนี้มี ซึ่งมีทั้งล้อเลียนหน้าตา เรื่องการแต่งตัว เรื่องข่าวกับเด็กๆ เรื่องสีผิว .....

ผมรู้สึกงงจัง ทำไมเขาถึงทำแบบนี้หว่า.. หรืออารมณ์ของผมมันดูโกหกเกินไป ผมแก่เกินไปที่จะมารู้สึกเศร้าใจที่นักร้องในโคตรดวงใจตายแล้วงั้นหรือ ผมควรเก็บความรู้สึกเรื่องที่ผมเสียใจที่ mj ตายแล้วก็ทำท่าทางเหมือนคนทั่วๆไปที่รับรู้เรื่อง mj ตายงั้นหรือ

ทำได้นะ ง่ายมากๆ แต่มันมีเหตุผลอะไร ที่เราจะต้องหลอกแม้แต่ใจตัวเอง

หมาผมตายผมยังร้องไห้ เสียใจแทบแย่ เป็นเพราะผมรู้สึกว่าผมยังให้ความสุขกับมันไม่เพียงพอ และยังรับความสุขจากการเลี้ยงมันไม่พอ
นี่ mj นักร้องที่เป็นผู้มอบแรงบันดาลใจให้ผมในวัยเด็ก เป็นผู้เปลี่ยนโลกสีเทาๆของผม ทำให้ผมได้มายืนอยู่ในเส้นทางแห่งดนตรี เช่นปัจจุบันนี้ เป็นผู้สร้างความสุขให้ผมอย่างมากมายเหลือเกิน มาเสียชีวิตลงไป ทำไมผมจะต้องไม่ร้องไห้ ทำไม

ผมจะระลึกถึงคุณเสมอ ไมเคิล ชายผู้เปลี่ยนโลกของผมไปตลอดกาล

2/7/52




 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2552 4:48:58 น.
Counter : 307 Pageviews.  

เราใช้อะไรสั่งให้มันไหล น้ำตาอ่ะ สมองหรือหัวใจ

ความท้อแท้ของคนเรามีหลายระดับ ท้อแท้ในทางความหมายของผมมันแปลว่าหมด หมดกำลังทั้งทางใจและทางกาย ยิ้มไม่ออก หัวเราะไม่ค่อยดัง บางครั้งก็มีความรู้สึกอื่นๆมาปนด้วย เพื่อให้ความท้อแท้ของเรามันกลมๆมากขึ้น เช่นความรู้สึกอิจฉา

ความรู้สึกอิจฉานี่เป็นอะไรที่ตลกมากๆเลย ปรกติคนเรามันก็มีตลอดแหละ ความรู้สึกอิจฉานี้หน่ะ แต่มันจะเห็นชัดมากๆในวันที่เราห่วยแตก ท้อแท้สิ้นหวัง มันจะมารุนแรงกว่าปรกติหลายเท่า และที่สำคัญคือ มันมักจะห้ามความรู้สึกของตัวเองไม่ได้

ผมไม่ชอบตัวเองเลย เวลาอิจฉาใคร .....

ความท้อแท้ในทางความหมายของผมมันแปลว่าหมด แต่ว่าในขณะเดียวกันมันก็สวนทางกันเองกับบางอย่างในตัวผมที่มันเริ่มจะล้นออกมา

อันนึงกำลังจะหมดลงไป อีกอันกำลังจะล้นออกมา

น้ำตา..

เมื่อครู่ใหญ่ๆเมื่อกี้ ผมเพิ่งได้รับประสบการณ์การใหม่ มันคือการนั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้คิดมาก ไม่ได้อกหัก ไม่ได้มีใครตายจากผมไปอีก ผมก็แค่นั่งเฉยๆ แล้วมันก็ไหลออกมา

น้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้สึกอะไร เป็นไปได้มั้ย ไม่น่าเป็นไปได้ นี่ใช่มั้ยที่เรียกกันว่าภาวะล้น คือทุกอย่างมันล้นไปหมดแล้ว ห้ามไม่ได้ ทั้งความเหงา ที่ประกอบเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมานาน ความเซ็ง ความเหนื่อย ความขี้โมโห ความเอาแต่ใจ ความอิจฉา เมื่อทุกเศษอารมณ์ชิ้นเล็กๆเหล่านั้นประกอบกันได้มากเป็นก้อนพอที่จะทำให้หัวใจของผมไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป น้ำตามันก็แย้งกับหัวใจผมอีกที อยู่ๆมันก็ไหลออกมา

เคยเป็นมั้ยครับ ห้ามน้ำตาไม่ได้ เหมือนความรู้สึกอิจฉาเลยครับ รู้ว่ามันไม่ดีแต่มันห้ามไม่ได้
เมื่อกี๊มันล้นออกมาหยดนึง แต่มันปลุกให้ผมได้คิดอะไรบางอย่าง ว่า เห้ยยย

การร้องไห้ คือความสุข มันอาจจะฟังดูสับสนและขัดแย้งกันเองกับที่กล่าวมาข้างบน แต่จริงๆนะ มันคือความสุข มันคือการปลดปล่อย

พระเจ้า ทำไงดี ผมมีความสุขได้แค่หนึ่งหยดน้ำที่วิ่งผ่านแก้มเอง ผมอยากมีความสุขแบบเมื่อกี้อีก ทำไงดี มันไม่ไหลออกมาแล้ว แย่จัง.....




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2552 2:48:16 น.
Counter : 160 Pageviews.  

1  2  

ความตายสีชมพู
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่มีใครเลวไปกว่าใคร แค่อยากไปให้ไกลๆจากทุกคน.....

Friends' blogs
[Add ความตายสีชมพู's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.