กาฟิว>>แมวส้มหน้าตากวนTeen

พอตกลงปลงใจรับยูกิน้อยมาเลี้ยงในอุ้งมือมาร ก็ต้องไปช้อปซะหน่อย กะว่าจะไปจตุจักรนรกสำหรับสัตว์เลี้ยง สวรรค์ของนักช้อป (หาเรื่องเสียเงินอีกแระ) จริงๆ ก็ไปหาซื้ออุปกรณ์เลี้ยงแมวมาแล้วละที่สวนลุมไนท์บาร์ซาร์ แต่ก็ยังอยากจะไปจตุจักร ดูหมาๆ แมวนั่นเอง

พูดถึงจตุจักร จะว่าเปรียบได้กับกระทะทองแดงอันร้อนระอุผนวกกับฝูงมหาชนอันล้นหลามที่ต่างดาหน้ามาหาของถูก แต่ละคนเบียดเสียดกันเข้าไปเลยกลายเป็นกลิ่นมาดามเหม็นไปทั่วจตุจักร เดินดีได้ เดินไม่ดีอาจเสียทรัพย์สิน หมายถึงพวกมิจฉาฉีพทั้งหลาย ฝรั่งมาเที่ยว ก็ โอ้ เมืองไทยนี่ มีแหล่งของถูก ไอชอบมาก แหงละ ไม่ถูกได้งัย ก็เมืองพวกฝรั่งทั้งหลายค่าครองชีพแพงจะตาย มาเมืองไทย ฝรั่งกลายเป็นเทวดาไปซะ

วกมาเรื่องจตุจักร เวลาไปก็จะเดินไปแหล่งจำหน่ายสัตว์น้ำก่อน ก็ไอ้เด็กกรุงอย่างเรา ไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นสัตว์น้ำหน้าตาแปลกซะเมื่อไหร่เล่า พักหลังไปจตุจักร เจอตำรวจเทศกิจมายืนคุมเป็นจุด ก็ได้ข่าวว่า พวกที่เช่าแผงในจตุจักรร้องเรียนมาว่า มีพวกแอบแฝง มายืนเร่ขายของฟรี ทำให้เสียรายได้ จึงเป็นเหตุให้ต้องมีตำรวจเทศกิจมายืนคุม บางคนเอาตะกร้าใส่สินค้า ซึ่งรวมไปถึงลูกหมาทั้งหลาย มายืนเร่ขายกลางแดดเปรี้ยง ขนาดคนยังร้อน แล้วบรรดาลูกหมา ถ้ามันพูดได้มันคงบอกว่า ร้อนจังโว้ย

เดินสำรวจไปมาดูนก ดูปลา ก็ให้ไปเจอคอกลูกหมาคอกหนึ่ง นึกในใจ เฮ้ยมันวางผิดที่รึป่าวฟะ บริเวณนี้เป็นบริเวณจำหน่ายนก ปลา ทำไมมีคอกลูกหมามาร่วมแจมด้วยก็ไม่รู้ เอาวะ เดินไปดูสักหน่อย

OK เป็นคอกที่นำลูกหมาพวก ชิห์สุ และปอมมาจำหน่าย แต่ เอะ ยังมีกรงเล็กๆ อยู่อีกกรง พันธุ์อะไรหว่า ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ คนขายบอก "พี่ๆ แมวกาฟิว เปอร์เซ๊ย น่ารักนะพี่ เอาไปเลี้ยงซักตัว" พอได้ยินเช่นนั้น ก็รีบถอยห่างออกมา "ไม่ละค่ะ" คนขายก็พยายามเสนอขายให้ได้ "ตัวละ 2500 บาทเอง ถูกกว่าข้างในนะพี่ ต่อรองได้"

ในกรงเล็กนั้นมีแมวเปอร์เซียอยู่สามตัว ตอนนั้น แมวพันธุ์ไหนยังไง ดูไม่เป็นเพราะไม่เคยเลี้ยงแมวมาก่อน มีลูกแมวสีเทา-ขาวเพศเมียหนึ่งตัว สีส้มหนึ่งตัว และอีกตัวสีขาว ลูกแมวสีเทา-ขาวไม่ยอมนอน ได้แต่ชะเง้อคอมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา เหมือนกับพยายามส่งสัญญาณว่า "รับฉันไปอยู่ด้วยตัว ฉันไม่อยากอยู่อย่างนี้" ส่วนสองตัวที่เหลือหลับจุมปุ๊ก บางครั้งก็ลืมตามขึ้นมาดูเนื่องจากเสียงเอะอะโวยวายมั่ง เสียงหมาร้อง เห่ากันระงมมั่ง ไม่ได้การยิ่งใจอ่อนอยู่ด้วย ว่าแล้วก็เดินจากมา มุ่งหน้าไปยังบริเวณโครงการที่จำหน่ายหมา-แมว

พอไปถึงก็สอดส่ายสายตาหาของเล่นสำหรับยูกิ ที่จริงก็ซื้อของเตรียมไว้เล่นเช่น ที่นอน นมสำหรับลูกแมว ทราย กะบะทราย จานใส่อาหาร อาหารเม็ด และที่ฝนเล็บ ยังขาดแต่พู่ ที่ใช้เล่นกับแมว

เจอแผงที่จำหน่ายแมว แต่ไม่มีแมว สงสัยคงไม่มีลูกแมวมั่ง มีแต่ของเล่นแมว ได้การละ เข้าไปถามราคา ต่อรองนิดหน่อย ก็ได้พู่แมวมา 1 อัน เดินผ่านไปอีกร้าน เห็นมีของเล่น ลักษณะเหมือนดรัมเบลยกน้ำหนัก มีเสียงกุ้งกิ๊ง และหุ้มเชือกกระสอบสำหรับให้แมวฝนเล็บ ฮึม อันนี้ก็น่าสน (ไม่รู้แมวหรือคนเล่น) จึงซื้อมาอีกหนึ่ง ได้มาเยอะแล้ว ยังขาดอะไรหว่า อ้อ ตะกร้าสำหรับใส่แมวไปหาหมอ แถวนั้นมีขายเยอะ ดูๆแล้ว ถูกใจสีเขียน ใบละ 60 บาท เลยซื้อกลับมาด้วย

เฮ้อ เดินมาทั้งวันเมื่อยแฮ่ะ กะว่าจะกลับแล้วละ แต่ แวะไปสำรวจไอ้คอกที่เราเดินผ่านมาช่วงแรกก่อนกลับดีกว่า ไปดูหน่อยว่าตัวไหนโชคดี มีคนรับไปเลี้ยงแล้วมั่ง พอไปถึง ลูกแมวทั้งสามตัวยังขายไม่ออก มีแต่ลูกหมาที่ขายออก เพราะในระหว่างนั้นมีเด็กๆ มาต่อรองซื้อ และได้ลูกปอมไป ไอ้เราก็เอื้อมมือไปจับแมวสีส้ม เห็นมันนอนซึมอยู่ คนขายเห็นเข้า รีบกุลีกุจอหยิบมาให้ทันที "รับไปเลี้ยงมั๊ยพี่ น่ารักนะ" พอหยิบแมวสีส้มมา อูหู้ ทำไมตัวผอมอย่างนี้ฟะ โหลงเหลงชอบกล "1500 ได้ปะ" พูดต่อออกไป แบบไม่คิด กะว่าต่อเล่นๆ คนขายคงไม่ให้หรอก "ได้เลยพี่" ไอ้หยา มันให้จริงจริงด้วย "พี่มีตะกร้ามาด้วยปะ เอาใส่ตะกร้าเลย" ว่าแล้วคนขายก็ยื่นมือมาเอาตะกร้าที่ถืออยู่ในมือไปใส่เจ้าแมวสีส้ม

เฮ้อ ทำไปได้ เอาวะ เป็นไงเป็นงัย ลูกแมวสองตัว คงไม่หนักหนาสาหัสอะไร

เจ้าแมวสีส้ม พอมาอยู่ในตะกร้า ก็ส่งเสียงร้องตลอดทาง ไอ้เราก็เข้าใจว่ามันคงหิวน้ำ หรือไม่ก็หิวนม จึงหาซื้อนมกล่องแถวนั้น แล้วรินใส่ฝาขวดให้กิน ก็นั่งให้นมแมวตรงบริเวณป้ายรถเมล์นั่น (ก็บอกแล้วไง ไม่เคยเลี้ยงแมว ก็ไม่รู้หรอกตอนนั่น ว่านมวัว ถ้าแมวกินอาจจะท้องเสีย) แต่เจ้าแมวสีส้ม ก็กินนมใหญ่เลย ฮะฮ้า เดาถูก มันต้องหิวแน่ๆ ละ ก็นั่งนอนอยู่ในกรงทั้งวัน ไม่เห็นถ้วยน้ำเลย

จัดการเก็บนมกล่อง เอาแมวเข้ากล่อง เรียกแท็กซี่กลับบ้านใจจริงไม่อยากนั่งหรอกแท็กซี่ แต่รถไฟฟ้าเค้าไม่ให้เอาสัตว์เลี้ยงขึ้นนี่นา ในระหว่างทางที่นั่งแท็กซี่ เจ้าเหมียวก็ร้องไม่หยุด ก็เอาอีกนะแหละว่า มันคงตื่นรถ พอเอาออกจากตะกร้า ก็หยุดร้อง ได้ผลแฮ่ะ สงสัยไม่ชอบอยู่ในตะกร้า (นิสัยนี่เป็นมาถึงปัจจุบัน) ว่าแล้ว เอาเจ้าเหมียวออกมาวางบนตัก แต่มันก็ไม่อยู่เฉย ปีนไปทั่วรถแท็กซี่ ดีนะ ไม่ไปนั่งกับแท็กซี่ด้วย ไอ้เราก็กลัวว่าแท็กซี่จะรำคาญ กลัวแท็กซี่จะไม่ไปส่งให้ตลอดรอดฝั่งนะสิ

มาถึงบ้าน จัดแจงเอาที่นอนที่เตรียมไว้ให้ยูกิ มาให้เจ้าแมวสีส้มตัวนี้ก่อน พอออกจากตะกร้า จับวางลงบนที่นอน หึม ว่าง่ายแฮ่ะ แมวตัว แต่ว่า จะตั้งชื่อว่าอะไรดี คิดสะระตะ ช่างมันเถอะ เรื่องชื่อ เอาไว้วันหลังก็ได้ ไหนๆ ก็มีกล้องถ่ายรูปอันใหม่ เอามาถ่ายรูปแมวดีกั่ว ว่าแล้ว ก็แชะ แชะ แชะ เจ้าแมวน้อยสีส้มให้ความร่วมมือเต็มที่ ตั้งท่าน่ารักน่ารักให้ถ่ายรูปด้วย และก็เอารูปใส่คอมพิวเตอร์Notebook (ที่ยังผ่อนไม่หมด) ปรากฎว่า หน้าตามันเหมือน "Garfield the Movie" มากเลย ได้การละ งั้นชื่อว่า "กาฟิว"ไปเลย

ที่นี่ แม่ กับ น้องกลับเข้ามาบ้าน เห็นลูกแมวหนึ่ง ไอ้เจ้าน้องก็เฮโลกันมาดู และเล่นกับ "กาฟิว" ส่วนเจ้าแมวน้อยก็เข้ากับคนได้ง่าย ไม่ตื่น ส่วนแม่ ตอนแรกคิดว่าคงจะโดนเทศนากัณฑ์หลายบท แต่แกไม่ว่าสักแอะ ฮะฮ่ารอดตัวอีกแล้วตู

จากนั้นมา "กาฟิว" ก็เป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของบ้านนี้ รวมไปถึงเพื่อนบ้านต่างก็ไห้การต้อนรับเจ้าแมวน้อยสีส้มตัวนี้เป็นอย่างดี

"กาฟิว" โชคดีของแกแล้ว




 

Create Date : 06 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2549 18:11:02 น.  

กรี๊ด ขโมยขึ้นบ้าน

เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัส 22 ก.ย. 48 เวลาประมาณ 04.00 น.

คืนนั้นมัฟฟิ่นไม่สบาย เป็นไข้หวัด ลืมตาขึ้นมาประมาณ 04.00 ของเช้าวันพฤหัส เห็นเงาตะคุ่ม ตะคุ่ม อยู่ทางด้านซ้ายมือ ปกติมัฟฟิ่นเป็นคนสายตาสั้น ช่วงกลางวันจะใส่คอนเทคเลนส์ ก่อนนอนก็ถอดออก ถึงแม้จะสายตาสั้นก็เถอะ ก็มองออกว่า ไอ้เงาตะคุ่ม ตะคุ่มนั้นเป็นผู้ชายร่างเล็ก ผอม ผิวแดงดำ ผมซอยสั้น กำลังยืนทำอะไรไม่รู้ทางด้านซ้ายของเตียง จะเป็นแม่เราก็ไม่ใช่ เพราะแม่เราผิวขาว แหม แม่ลูก ยังไงซะก็แยกออกนะแหลละ ณ ขณะนั้น สมองสั่งการออกไปว่า "ขโมย"

ทันใดนั้นเอง เจ้าหัวขโมย ก็วิ่งยังกะติดปีกหนีไป (เฮ้อ ตามมันไม่ทัน) แม่และน้องสาวได้ยิน ก็ลุกขึ้นมา ส่วนตัวเราวิ่งลงตามไปตรงบันได เพื่อนบ้านตื่นขึ้นมา ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็บอกว่า ขโมยขึ้นห้อง แต่ขึ้นห้องได้ยังไงนะเหรอ เพราะความสะเพร่าของเราเองที่ลืมล็อคห้อง ทำให้ไอ้หัวขโมยเข้ามาให้ห้องได้เงียบกริบขนาดนี้

น้องสาวสำรวจข้าวของ ก็ปรากฎว่าโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกียของเรา กะ ของน้องสาวหายไป โทรศัพท์ของเรารุ่น 6260 (มันใช้ดีมากเลย) ส่วนของน้องสาวเป็นรุ่น 3210 ซึ่งไม่มีราคาค่างวดอะไร เงินสดก็ไม่หาย แต่สำรวจไปมา ก็เห็นกองชุดชั้นในกองกระจัดกระจายออกมานอกตู้ แสดงว่ามันคงรื้อตู้เสื้อผ้าเพื่อหาของมีค่า แต่ไม่ได้อะไรไป กล่องที่ใส่ทองหยองไว้ก็ใส่ไว้ในตู้ชุดชั้นใน แต่มีแต่กล่องว่างปล่าว (เชอะ เจ้าหัวขโมย)

เพื่อนบ้านถามว่า ทำไมไม่ตะโกนละ จะได้ช่วยกันจับขโมย เราก็บอกว่า ฟังเสียงซิ หวัดลงคอ พูดได้แค่เนี้ยะ ก็ต้องขอบคุณในความหวังดีของเพื่อนบ้าน แต่เป็นความสะเพร่าของเราเอง

ก่อนหน้านั้น โทรแจ้ง 191 ว่ามีเหตุขโมยขึ้นบ้าน สัก 15 นาที เจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุ และสำรวจบ้าน ก็ไม่ได้บ้นทึกหลักฐานอะไร และแนะนำให้มัฟฟิ่นไปแจ้งความที่โรงพัก จากนั้นก็ไปแจ้งความที่ สน.บางรัก กะ ร้อยเวร เนื่องจากเราเห็นรูปพรรณสัณฐานของคนร้าย ก็บอกไปว่า เราสงสัยว่า น่าจะเป็นคนละแวกนั้น อยากให้ช่วยเข้าไปดูให้หน่อย ร้อยเวรก็อธิบายว่า เดี๋ยวนี้มีกฎหมายคุ้มครอง ถ้าไม่มีหมายค้น จะเข้าไปในบ้านคนอื่นได้อย่างไร ตัวมัฟฟิ่นนะ เข้าใจกฎหมายค่ะ เพราะจบกฎหมายมา และอาจารย์ก็สั่งสมอบรมมาว่าถ้า ตำรวจมาขอค้นบ้านก็ให้ขอหมายค้นจากตำรวจ ซึ่งนั่นหมายถึงตัวเราประชาชนคนธรรมดาไม่ได้มีประวัติที่น่าสงสัย แต่มีพฤติการณ์ได้ว่าอาจจะโดนกลั่นแกล้ง แต่ที่เราพูดถึง ณ สถานการณ์ปัจจุบันมันต่างกันออกไป อธิบาย กะ ร้อยเวรเสร็จ ร้อยเวรก็เรียกสายสืบมา ให้มาสืบดูที่บ้าน จากนั้นตัวร้อยเวรเองก็มาทำแผนที่ที่เกิดเหตุ

โทรไปบอกออฟฟิตว่าวันนั้นจะไม่เข้าครึ่งวันเช้า และบอกเหตุผลไป คนในออฟฟิตก็เม้าท์กันอย่างออกรส ประมาณว่า ทำไมถึงเข้าไปได้ ส่งเสียงออกมาไม่กลัวมันเชือดคอเหรอ ไม่กลัวมันปล้ำเหรอ รู้สึกอย่างไง สารพัด ต่างๆ นานา

บอกตามตรงไม่กลัวหรอก (เนื่องจากขนาดของคนร้ายพอฟัดพอเหวี่ยง) แต่ถ้าจับหัวขโมยมาได้ ก็จะใช้วิชากำลังภายในสั่งสอนมารสักหน่อย (ว่าอย่าริมาขึ้นบ้านตู) แต่ขอบอกว่า ไอ้ตัวคนร้าย ก็เป็นพวกวัยรุ่นใจแตกแถวนั้นนะแหละ และก็พอจะรู้ตัวแล้วว่าใคร (จากที่มัฟฟิ่นบอกรูปพรรณสัณฐาน)

สรุปก็คือว่า คดีลักเล็กขโมยน้อยเนี่ย คุณตำรวจช่วยอะไรได้ไม่มาก ประชาชนอย่างมัฟฟิ่นคงต้องพึ่งพาตนเอง และหาทางป้องกันเอาเอง และสอนใจตัวเองว่า ว่าลืมล็อคประตู




 

Create Date : 25 กันยายน 2548    
Last Update : 25 กันยายน 2548 16:15:42 น.  

ไฮโซเปอร์เซียตกยาก

เรื่องนี้ อาจเป็นที่ทราบกันแล้วในห้องพันทิป และก็มีเสียงวิพากวิจารณ์กันมากมาย เกี่ยวกับแมวเปอร์เซีย ยูกิ และ ชิโร่ ซึ่งคิงแพนควินได้นำเสนอไปแล้ว แต่ทว่า ณ บัด now มัฟฟิ่นอยากลองเขียน blogbang ทั้งที่เป็นมือใหม่ ไม่เป็นไร คิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร ก็เอาเรื่องที่ตัวเองไปประสบพบเจอละกัน

เรื่องก็มีอยู่ว่า ในวันเกิดมัฟฟิ่น เพื่อนพ้องในออฟฟิตต่างก็ออกความเห็นให้หาที่กินกลางวันที่อื่น (ที่เดิมเบื่อแล้ว) ว่าแล้วก็มีผู้อาสาพาไปที่แห่งใหม่ ซึ่งไม่นึกไม่ฝันว่า ใจกลางทองหล่อ ดินแดนไฮโซสุดๆ จะมีร่องรอยของแหล่งสลัมอยู่ด้วย

กำลังเดินหาร้านอาหาร (ก็แน่ละ เรื่องกินเรื่องใหญ่) ก็บังเอิญไปเห็นแมวตัวหนึ่ง สีขาวล้วนขนยาว แน่น ถูกล่ามโดยการผูกขอด้วยเชือก นั่งหน้าจ๋องอยู่ ก็เลยลองเข้าไปดูใกล้ๆ และสัมผัส ก็แน่ใจว่าเป็นแมวเปอร์เซีย ก็เลยคุยกับเพื่อนว่า ไม่น่าเชื่อว่าแมวเปอร์เซียมาอยู่ในสภาพอย่างนี้

ขากลับจากกินกลางวันเสร็จ ก็บังเอิญได้เห็นลูกแมวเปอร์เซียสีขาวสองตัว เดินดุ่ม ๆ ไปเรื่อยไม่กลัวโดนเหยียบ แต่เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ก็รี่ตรงไปหาเจ้าของเพื่อที่จะสอบถาม ไปๆ มาๆ ดูท่าทางเธอคงจะไม่ให้ง่าย ๆ ก็เลยเสนอว่า "ลูกแมวนี่ ขายรึเปล่าค่ะ เท่าไหร่" เจ้าของตอบมาทันควัน "สองพันจ้ะหนู" ไอ้เราก็คิดในใจ "อู้หู้ สภาพอย่างเนี้ยนะ สองพัน"

เพื่อตัดบท ไม่ต้องต่อรองมาก ควักเงินในกระเป๋าให้ไป 1,200 บาท และก็อุ้มแมวกลับมาออฟฟิต สภาพยูกิตอนนั้น เฮ้อ บอกตามตรง น่าสงสารเป็นที่ซู้ด เพื่อนในออฟฟิตแนะนำว่า ให้พาไปหาหมอทันทีดีกว่า เพราะดูท่าทางไม่ค่อยดี

จากนั้นก็พาไปโรงพยาบาลสัตว์ที่ใกล้ที่สุดในซอยทองหล่อ 20 หมอเห็นถึงกับผงะ ไอ้หย๋า แมวพันธุ์อารายเนี้ย ทำไมมันซกมกอย่างนี้ ก็เลยเล่าความยาวสาวความหยืดให้หมอฟัง หมอสรุปเรื่องเหมียวยูกิ ซะยาวเหยียด จำได้ไม่หมดหรอก รู้แต่ว่าแน่ๆ ควักไป 800 บาท เป็นค่ามัดจำที่โรงพยาบาลก่อน (กลัวไม่มารับแมวกลับ)

ตอนแรกก็นึกว่า 2-3 วันจะหาย ที่ไหนได้ ไปเยี่ยมแมว หมอบอกว่า ยูกิท้องเสีย ต้องอยู่โรงพยาบาลต่อ เพื่อดูอาการ เพราะอาการคล้ายโรงหัดแมว (ใจแป๋วเลยตู)

ในระหว่างที่รอ ก็ไปเดินสำรวจ จตุจักร เพื่อหาซื้อข้าวของสำหรับเลี้ยงแมว ไม่รู้อะไรมาดลใจ ให้ควักกระเป๋าจ่าย "กาฟิว" แมวหน้าตาเจ้าเล่ห์ตัวนี้ ตายละหว่า ตู แมวตั้งสองตัว ทำไงดี อยู่ห้องแถวซะด้วย แม่จะไล่แมวออกไปรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่เอาฟะ ขยันเก็บล้างไม่ให้เหม็น แม่คงไม่ว่า

เป็นความโชคดีของเจ้าสองแมว ที่แม่มัฟฟิ่นไม่ว่าอะไร (แต่มองค้อนเล็กๆ) จากนั้นก็นับวัน คอยว่าเมื่อไหร่จะไปรับยูกิกลับมาได้

ยูกิ admit ไป 6 วัน เอากลับมาบ้านก็เหนื่อยอีก เพราะต้องคอยป้อนยา แต่ยูกิก็กินยายากเหลือเกิน ไม่ยอมอ้าปากง่ายๆ ไม่เหมือนกาฟิว รายนี้ จับปากเผยอหน่อยฉีคยาน้ำเข้าปากได้สบายๆ คิดสะระตะ มีทางเดียว ต้องผสมยากับอาหารให้กิน ได้แต่ภาวนาว่า ขอให้ยูกิหายเร็วๆ

มิทันไร กาฟิวติดเชื้อราจากยูกิ คราวนี้ double impact เลยละค่า พร้อมทั้ง double ค่ายาด้วย ต้องทายาเช้าเย็น แล้วไหนจะต้องป้อนยาน้ำอีก ส่วนยูกิก็มียาประมาณ 2-3 อย่าง เฮ้อเหนื่อยกะการป้อนยาแมวจริงจริง

เนื่องจากสลัมเป็นทางผ่านไปยังร้านอาหาร จึงทำให้มัฟฟิ่นเจอกะแฝดของยูกิ ตั้งชื่อให้ว่า "ชิโร่" เดินโซชัด โซเซอยู่แถวนั้น

ตอนแรกก็คุยกะเพื่อนที่ออฟฟิตว่า ลองถามคนในออฟฟิตเผื่อมีใครอยากเลี้ยงแมวเปอร์เซีย เพื่อนก็บอกว่า ไอ้อยากได้ อยากเลี้ยงก็คงมีอยู่หรอก แต่เอามาแล้วต้องมาจ่ายค่ารักษาบานตะไพอย่างเธอ คงไม่มีใครเอามั่ง และอีกอย่าง เจ้าของก็เขี้ยวลากดิน



พอนำภาพมาลงในห้องแมวพันทิป ทาสแมวทั้งหลายเกิดอาการไม่พอใจอย่างแรง ต่างสนับสนุนให้ไปพาชิโร่มาเลี้ยง มัฟฟิ่นก็บอกผ่านห้องแมวไปแล้ว คงเลี้ยงเองไม่ไหวแน่ แต่ถ้ามีใครอยากได้ไปเลี้ยง ยินดีจะเป็นธุระให้ ในระหว่างที่เถียงกันอยู่ในห้องแมวพันทิป พอถึงวันที่มัฟฟิ่นไปติดต่อ กาลกลับกลายเป็นว่า เจ้าของแมวยกชิโร่ให้แก่ญาติของเค้าไปแล้ว (จริงรึเปล่าไม่รู้)

ที่นี้ ก็คงเหลือแต่พ่อแม่ยูกิ ที่ยังตกระกำลำบากอยู่เหมือนเดิม (ก็เจ้าของเค้าล่ามพ่อยูกิเอาไว้ กะว่าเอาไว้เป็นพ่อพันธุ์) ส่วนแม่ยูกินั้น ก็กระเซอะกระเซิงหาความเป็นเปอร์เซียไม่ได้ไอ้ครั้นจะไปจับแม่ยูกิมาทำหมัน รักษา แมวตัวนี้ไม่โดนล่าม ก็เลยไม่ค่อยเจอสักเท่าไหร่ ส่วนพ่อยูกิ นั้น เป็นไปได้ยากส์ส์ที่จะนำตัวมา เพราะเจ้าของล่ามไว้ในบ้าน

อะไรดลใจให้เค้าเลี้ยงแมวแบบนี้น้า ถ้าไม่มีเงิน ก็อย่าเลี้ยงดีกว่า ให้คนที่เค้ามีปัญญาเลี้ยงไปซะก็สิ้นเรื่อง นี่อาไร้ ทำไม่ยกให้ ยังจะหากินกะแมวอีก เสียแมวหมด !




 

Create Date : 24 กันยายน 2548    
Last Update : 24 กันยายน 2548 23:21:49 น.  

1  2  
 
 
มัฟฟิ่น
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add มัฟฟิ่น's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com