Enter the Mr. Polar Bear' stories ^^
Group Blog
 
All Blogs
 

บทรีวิว สามก๊ก ตอน โจโฉแตกทัพเรือ สไตล์หมีขาวดูหนัง >_<

หลังจากเพิ่งชมภาพยนตร์รอบพิเศษของหนังสามก๊ก เวอร์ชั่นกำกับโดย จอห์น วู ในรูปแบบการนำเสนอสุดอลังการ ด้วยทุนสร้างและขนบรรดานักแสดงระดับแนวหน้าของเอเชียมาเต็มพิกัด

เป็นเหตุบังเอิญ (?) ที่มีหนังสามก๊กเพิ่งออกฉายไม่นาน ซึ่งสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ “Resurrection of the Dragon” หรือภาคนำเสนอเรื่องราวของจูล่ง ที่นำโดย หลิวเต๋อหัว รับบทเป็นสภาพบุรุษขุนศึกแห่งเสียงสาน

หากมองในแง่ของเรื่องราวตามนวนิยาย หรือเค้าโครงประวัติศาสตร์ “Resurrection of the Dragon” จะออกไปในแนวตีความ และดัดแปลงประวัติของจูล่ง แตกต่างไปจากที่เราอ่านจากหนังสืออยู่มาก ในขณะที่ “Red Cliff” จอห์น วู ให้น้ำหนักในการนำเสนอที่สอดคล้องกับเรื่องราวประวัติศาตร์และนวนิยายสามก๊ก

การศึกสงครามครั้งโจโฉแตกทัพเรือ หรือการศึกยุทธนาวีที่ผาแดง (Red Cliff) ผู้กำกับให้น้ำหนักของเรื่องหลัก สอดคล้องกับประวัติศาตร์จริงมากกว่าตัวนวนิยายที่เริมแต่งโดย “หลัวก้วนจง” (ล่อกวานตง)

จิวยี่ ขุนพลเอกของซุนกวน จึงเป็นตัวแสดงที่โดดเด่นที่สุดในการศึกครั้งนี้ เทียบเท่ากับโจโฉ ผู้นำทหารแปดสิบหมื่นมารุกรานดินแดนใต้ มิใช่ ขงเบ้ง ตามที่ฉบับนิยายเสริมแต่งแต่อย่างใด

เรื่องราวของหนัง เปิดฉากด้วยการอพยพราษฎรของเล่าปี่ ซึ่งถอยหนีการบุกของกองทัพโจโฉ นำไปสู่เรื่องราวอันลือลั่นของ “จูล่ง” เมื่อตัดสินใจบุกฝ่ารับตัว “อาเต๊า” บุตรชายของเล่าปี่ จากวงล้อมของทหารโจโฉ

ฉากนี้ แสดงบทบาทของจูล่ง ได้สมจริง และถูกต้องตามที่เราเคยอ่าน เทียบกับเวอร์ชั่นพี่หลิว แม้จะดุเดือดเลือดพล่าน แต่ในด้านคะแนนเนื้อเรื่อง ภาคนี้ ดูจะถูกใจคอนวนิยายมากกว่า

อย่างไรก็ดี เป็นเพียงฉากสั้นๆ ไม่นาน เพื่อปูทางไปสู่การที่ ขงเบ้ง ตัดสินใจอาสาไปพบ ซุนกวน ผู้นำแคว้นง่อ เพื่อเกลี้ยกล่อมร่วมเป็นพันธมิตรศึกต่อต้านทัพโจรแซ่โจ ทั้งที่มีทหารในมือเหลือเพียง 10,000 รายเท่านั้น (ไม่แน่ใจว่าในจำนวนนั้น บาดเจ็บไปเท่าไหร่แล้วด้วย !)

จอห์น วู ให้น้ำหนัก นำเสนอพื้นหลัง ก่อนการตัดสินใจของซุนกวนและจิวยี่ ได้ยอดเยี่ยม เพราะการที่ใครซักคนจะกล้าต่อต้านโจโฉ ที่เพิ่งได้รับชัยชนะติดต่อกัน ทั้งมีทหารในมือจำนวนมหาศาล ผู้นั้นย่อมต้องมีเหตุผลไม่ธรรมดาแน่

ขณะที่ ขงเบ้ง รับบทเป็นพระรอง แต่พอมีดีอยู่บ้าง ในแง่ของการหาหนทางเกลี้ยกล่อม 2 ยอดคนแดนใต้ รวมไปถึงการเป็นผู้นำเสนอความคิดการศึกร่วมกับจิวยี่

ความสมจริงของการรบ กลยุทธ์ ดูแล้วให้บรรยากาศสมจริง รุนแรง ดุดัน โดยเฉพาะฝีมือการรบของเหล่าขุนพลเอกของเล่าปี่ ได้แก่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง ขณะที่ กำเหลง ดูจะเป็นรายเดียวของฝ่ายซุนกวน ที่มีบทบาทในแง่แสดงฝีไม้ลายมือการรบ ไม่นับรวม จิวยี่ ที่รับบททั้งบัญชาการศึกและลงมาลุยด้วยตนเอง ก็ยังมีฝีมือไม่เลวอีกด้วย

สังเกตได้ว่า ขุนศึกที่โดดเด่นคนอื่นๆ ของซุนกวน ยังไม่ออกมามีบทบาทนักในภาคนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

เทียบกับเวอร์ชั่น “จูล่ง” อันนั้นเวอร์เอามาก ที่ให้เล่าปี่ และโจโฉ ออกมาวาดลวดลายการรบ ซึ่งคิดอีท่าไหน ก็ไม่ค่อยเชื่อว่าคู่นี้ จะสามารถรับมือตัวต่อตัวกับยอดนักรบได้แม้แต่น้อย เฮ้อ กลุ้ม ...

หนังดูจะผสมผสานนิยายและเค้าโครงประวัติศาสตร์อย่างกลมกลืน เพิ่มบทบาทของผู้หญิงอย่างเสียวเกี้ยว และซุนฮูหยิน ได้น่าสนใจ คล้ายจงใจขยายเศษเสี้ยวเนื้อหาที่มีในนวนิยาย ออกมาเพื่อแต่งเติมสีสัน โดยไม่ทำให้เนื้อเรื่องหลักเสียไปเลย แถมด้วยเรื่องราวโรแมนซ์ก่อนนำไปสู่ความรักระหว่างก๊กอีกเล็กน้อย

ที่ขาดไม่ได้ที่ต้องกล่าวถึงคือ โจโฉ ผู้ที่ฉบับนวยิยาย คือขุนนางกังฉิน ผู้อาศัยอำนาจในนามของพระเจ้าเหี้ยนเต้ ก่อกรรมทำเข็ญมากมาย ขณะทีนักวิจารณ์รุ่นใหม่บางคน กลับมองเป็นผู้พิทักษ์บัลลังก์ฮ่องเต้ ซึ่งตีความกันไปแล้วแต่มุมมองแต่ละด้านของชายผู้นี้

เวอร์ชั่นนี้ ยังคงตีความ โจโฉ ตามเนื้อหานวนิยายดั้งเดิม คือ อารมณ์ศิลปิน เฉลียวฉลาด ชำนาญยุทธศาสตร์ (แต่ด้อยกว่า 2 เสนาธิการเอกของเรื่อง) ขี้ระแวง หมกมุ่นอิสตรี แถมพกด้วยอารมณ์ชอบแนว Cosplay ????

ข้อสุดท้าย อันนี้ ต้องขอให้เพื่อนๆ เข้าไปดูในโรงเองครับ ขออุบไว้ก่อน เรียกว่าเอาส่วนด้อยของโจโฉมาเต็มที่ ในขณะที่ส่วนเด่น ไม่ได้ยกมากล่าวมากนัก

อันนี้ไม่น่าจะสปอยล์ แต่บอกได้คือเรื่องจะยังคงมีอีกภาคหนึ่งตามมา ด้วยว่าเรื่องราวที่จอห์น วู ใส่มา เป็นการปูเรื่องราวอย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมนำไปสู่ศึกยุทธนาวีครั้งยิ่งใหญ่ อันก่อให้เกิดภาพร่างของการแบ่งแยกดินแดนออกเป็นสามส่วน หรือ “สามก๊ก” ในท้ายที่สุด

ความยาวของหนังจึงจำเป็นต้องยาวด้วยเหตุผลดังกล่าว และไม่จบในตอนเดียว


โดยสรุป เปรียบเทียบกับละครซีรี่ส์สามก๊กที่เคยซื้อแผ่น DVD อันนั้นแม้จะตรงเนื้อเรื่องเป๊ะๆ แต่สิ่งที่ขาดหายคือ ความสนุก และสีสันของเรื่องราว ขนาดผมดูยังเบื่อในบางตอนด้วยซ้ำ

“Resurrection of the dragon” ดูจะเน้นแต่ความมันส์ สะใจ แต่กลับตีความเรื่องราวสามก๊กไปในอีกรูปแบบหนึ่ง เล่นเอาผมกุมขมับในแง่เนื้อหาอย่างยิ่งยวด

เมื่อชม “Red Cliff” จบลง (แม้จะยังไม่จบจริง) ผมรู้สึกอิ่มเอมกับอารมณ์ของการดื่มด่ำรสชาตินวนิยาย ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้อย่างสมจริง กระชับรวดเร็วในบางมุม ขยายเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดหาย โดยไม่ให้เสียอรรถรสของแฟนสามก๊ก จึงไม่น่าแปลก ที่ผมไม่มีวันพลาดภาคต่อของ “Red Cliff” อย่างแน่นอน




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2554 9:07:57 น.
Counter : 756 Pageviews.  

รีวิวสไตล์หมีขาว : The Host อสูรกายสายพันธุ์ใหม่ อิมพอร์ตจากเกาหลี !!!

หลังจากที่อ่านข่าวแปลจากหลายเว็บไซต์ อาทิ popcorn2u
เกี่ยวกับกระแสหนัง The Host แรงเอามากๆ
ชนิดทำสถิติรายได้แซงหน้าหนังเรื่องอื่นๆ แบบถล่มทลาย

ทำให้รู้สึกอยากดูเรื่องนี้ไม่น้อย เพราะการทุบ Box Office เกาหลี
น่าจะพอยืนยันว่า The Host ไม่ใช่หนังธรรมดา

สบกับโอกาสที่ได้บัตรภาพยนตร์รอบ Preview จาก นสพ. ดาราเดลี่
ที่ฉาย รอบ 20.00 น. ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ รัชโยธิน
เลยกะว่าน่าจะมีอะไรมาเล่าได้ไม่น้อย

ก่อนอื่น ออกตัวก่อนว่า ผมตกเนื้อหาของหนังส่วนต้นเรื่องซัก 20 นาที
เพราะคุณแฟนมาช้า เลยต้องรอหง่าวอยู่หน้าโรง เฮ้อ!

หนังออกอารมณ์ไซไฟ ผสมกับดราม่าของตัวแสดงหลัก
ครอบครัว “ซอง“ทั้ง 5 ได้แก่ พ่อ ลูกชายคนโต คนรอง ลูกสาวคนเล็ก
และหลานสาวที่เกิดจากลูกชายคนโต แต่เมียทิ้งไป ตั้งแต่เกิด
เลยอยู่ในการดูแลของปู่

เรื่องไม่ได้บอกที่มาที่ไปว่า เจ้าตัวประหลาดแห่งแม่น้ำหานเกิดมาจากอะไร
เอ ! หรือบอกหว่า ?

อยู่ดีๆ ก็มานอนเล่น ห้อยหัวอยู่ใต้สะพานซะงั้น และตามฟอร์ม

พี่แกต้องอาละวาดจนเป็นที่โกลาหล ไล่ฆ่าคนพอเป็นน้ำจิ้ม
แต่เจ้าตัวนี้ ไม่ได้ออกแนวทำลายล้างผลาญ แบบก๊อตซิลล่า หรือ ปักษาวายุ
อาจจะเพราะตัวเล็กกว่า และออกแนวปราดเปรียวซะมากกว่าล่ะมั้ง
ฉากนี้ ออกอารมณ์ฮา และโหดคละเคล้ากันไป

ปัญหาคือ ซอง เฮ เคียว สาวน้อยคนเดียวของตระกูลซอง เธอถูกงาบไปไว้ที่รังของเจ้าตัวที่ว่า ในท่อลึกแห่งหนึ่ง

ซึ่งทุกคนเข้าใจตอนแรกว่าเธอตายไปแล้ว แต่ ไม่ใช่ ! สิ่งที่เธอทำได้คือ โทรมาบอกพ่อ ก่อนที่แบต และสัญญาณของมือถือจะหายไป

หนังเล่าความแตกต่าง ความขัดแย้งของคนในครอบครัวนี้
แต่จับมือกันหาทางที่จะตามหา เฮ เคียว ให้ได้
พร้อมกับถ่ายทอดเรื่องราวของอีกฟากที่ หนู เฮ เคียว เอง
ก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้ จากรัง ซึ่งยากเหลือเกินที่จะเอาตัวรอดตามลำพัง

อืมมม ... หนังมีทั้งจุดเด่นและด้อยที่น่าสนใจในตัวเอง
บางส่วน เพื่อนๆ ที่ได้ดู รับประกันว่า จะเห็นหลายตอน
คล้ายกับหนังฮอลลีวู้ด เรื่องอะไร และตอนใด (ถ้าเล่ากลายเป็น spoil แหงแก๋)

แต่สิ่งที่ผมชอบอย่างหนึ่งคือ หนังสะท้อนวิญญาณของคนเกาหลี ได้ชัดเจนมาก
อาทิ การแสดงออกทางอารมณ์ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะทุกข์ เสียใจ ร้องไห้
หรือ ความมุ่งมั่น และลูกบ้าที่คาดไม่ถึง
ซึ่งคนไทยอาจสงสัยว่า “อารมณ์ไหนของมานฟะ?”

การพากษ์ไทยของทีมพันธมิตร
ดูแล้วโอเคในภาพรวม
แต่ในบางฉากที่ตัวแสดงอยู่ในภาวะการแสดงอารมณ์บีบคั้น หรือดราม่า
บางที เสียงไทย เล่นเอาอารมณ์เศร้ากลายเป็นฮาแตกซะแทน กรรม!
สำหรับใครที่ต้องการอารมณ์จากหนังครบๆ นิมนต์ ดูเวอร์ชั่น Thai Sub ดีกว่า
แต่ถ้าดูเอาสนุก พากย์ไทยโลด

โดยรวม เรื่องนี้ ผมจัดว่าน่าดู สำหรับคนที่ชอบหนังแนวไซไฟ อสุรกาย
ผสมกับอารมณ์เอเชีย
ไม่โอเวอร์แบบญี่ปุ่น ที่ตัวประหลาดแต่ละตัว ทำลายล้างอิ๊บอ๋ายวายป่วง

กาเมร่า คิเมร่า ก๊อตซิลล่า โหดๆ ทั้งนั้น

The Host ให้อารมณ์ทั้งเรื่องที่ดี การใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์ของอสุรกาย
ไม่มีอะไรให้ผมตำหนิ

จะติก็แค่ทำลายน้อยมาก ไม่สะใจคอซาดิสม์
เข้าใจว่า หนังดราม่าอสุรกาย ไม่เน้นพังข้าวของ (???)
หรืออันที่จริง หนังพยายามถ่ายทอดนิยามของ “สัตว์ประหลาด”
ฝั่งมนุษย์อาจมองว่าเป็นสิ่งที่ทำร้าย ฆ่ามนุษย์
แต่อีกทาง เค้าอาจเป็นแค่สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง ที่พยายามจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เหมือนเรา แค่นั้น ...

แต่หนัง มีคำพูดเด็ดของตัวแสดง ที่เวอร์ชั่นแปลไทย
“คำกล่าวโบราณเกาหลี บอกว่า สัตว์ใดที่บังอาจทำร้ายมนุษย์ สมควรถูกฆ่า แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย”
เห็นด้วยหรือไม่ พิจารณากันเองนะครับ

สรุปคือ เรื่องดี แม้ขาดความสมเหตุสมผลมั่ง สไตล์หนังไซไฟ อสุรกาย
แต่อารมณ์ดราม่าของเรื่อง ทดแทนได้ดี
เอาเป็นว่า ไม่เสียดายเวลาที่ดู
และจะรอ DVD เพื่อดูเวอร์ชั้นเสียงเกาหลี อีกรอบแน่นอน!





 

Create Date : 07 กันยายน 2549    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2554 9:08:55 น.
Counter : 760 Pageviews.  

Review with Polar Bear: สุดยอดหนังแนวโคตรโหด “Suicide circle”

เคยได้ยินมานานแล้วว่า นอกจาก Battle Royal ที่ไล่ฆ่ากันเลือดสาดกระจาย
จนเป็นกระแสสังคมร้อนแรงทั้งในญี่ปุ่น ลามมาถึงบ้านเรา

ที่จริงมีหนังอีกเรื่องหนึ่งที่นำกระแสของปัญหาความรุนแรงในสังคม
มาขยายความ และตีความในแบบที่หลายคนคาดไม่ถึง นั่นคือ “Suicide circle”

หรือในบางประเทศตั้งชื่อว่า “Suicide Club”
ส่วนเวอร์ชั่นไทย ตั้งชื่อสไตล์เดิมๆ วงจรอำมหิต นักเรียนพันธุ์โหด
ความดังเรื่องนี้ ไม่ใช่เล่น เพราะโด่งดังไปทั่วโลกทั้งในเชิงลบและบวก
แถมมีดีกรีคว้ารางวัล Winner: Jury Prize (Most Groundbreaking Film)
จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2003

รางวัลเดียวกับหนัง “สัตว์ประหลาด” ของไทย ได้มาเช่นกัน
ประมาณว่า “รางวัลสุดยอดของหนังแนวแปลกใหม่ แหวกแนว” ก็ว่าได้

สารภาพว่า ตอนที่อ่านปกหลังว่าได้รางวัลนี้
หวั่นใจเล็กน้อยว่า จะดูหนังไม่เข้าใจตามประสาสมองหมีขาว ที่มีพื้นที่อันจำกัด

แต่ด้วยราคาเซลส์ กระหน่ำ แถมมั่นใจว่าค่อนข้างหายากแน่นอน
เลยคว้าหมับ จ่ายตังค์ออกจากร้านโดยพลัน

ความจำของผมบอกว่า เคยอ่านการ์ตูน ซึ่งเป็นที่มาของหนังเรื่องนี้เหมือนกัน
แต่นานเกินกว่าจะใช้อ้างอิงเป็นข้อมูลใดๆ ก่อนการรับชมได้

เรื่องเล่าถึงกระแสการนัดฆ่าตัวตายหมู่ โดยไม่มีสาเหตุของเหล่าวัยรุ่นญี่ปุ่น
ซึ่งตอนแรก ตำรวจคิดว่าเป็นเพียงการฆ่าตัวตายธรรมดาเท่านั้น

แต่ทำไปทำมา กลับพบประเด็นข้อสงสัยมากมายอันนำไปสู่เหตุการณ์คาดไม่ถึง !!!

หนังอาศัยปริศนาจาก “ม้วนเนื้อ“ที่เย็บจากผิวหนังมนุษย์ ที่เต็มใจ (?)
ฆ่าตัวตาย อันแสดงถึงความเป็นคลับเดียวกัน

เดินเรื่องโดยโยง การสื่อสารอินเตอร์เน็ต, ศิลปินไอด้อล,
สภาวะทางจิตผิดปกติ, และการฆาตกรรม หรือการกระทำอันโหดเหี้ยม
อัดแน่นเต็มเรื่อง

หลายฉากในเรื่อง ยืนยันว่า ผู้ชมที่มีขวัญอ่อน หรือทนฉากรุนแรง
เลือดสาดกระจายไม่ได้ ห้ามดูเด็ดขาด !!!!

ย้ำว่า ห้ามให้เด็กมานั่งดูเป็นเพื่อนครับ ไม่ว่าจะน้อง ลูก หลาน
ยกเว้น “กิ๊ก” เท่านั้น ที่พอให้อภัย


เพราะ .... ความโหดเหี้ยมหลายฉาก แสดงออกมาในแบบที่เราคาดไม่ถึง

หรือฉากบางฉากที่ผมยืนยันได้ว่า “สยดสยอง” เกินบรรยาย
แม้แต่ในรูปแบบที่เราไม่คาดคิด หรือไม่มีวันคิดด้วยซ้ำไป

แค่เปิดเรื่อง ... ฉากแรกคือ นักเรียนสาวกลุ่มใหญ่
ยืนหน้ากระดานจับมือ น่ารักน่าชัง ดูแล้วน่าเอ็นดู

แต่วินาทีต่อมา พวกเธอทั้งหมดกระโดดหน้ากระดาน
ลงไปให้รถไฟเหยียบ ร่างแหลกเป็นชิ้นส่วน เลือดเนื้อสาดกระเซ็น
เต็มชานชลา รถไฟ และผู้คนที่อยู่แถวนั้น


โอ้ว!!!!! รับประกัน สะใจคอซาดิสม์ 100%
แต่สำหรับผม ขออนุญาต อ๊อกกกกกก ....


แค่นั้นไม่พอ ผู้กำกับยังช่วยทำให้จินตนาการเราชัดเจนกว่าเดิม
ด้วยฉากต่อมา ที่ ตำรวจ เปิดดูชิ้นส่วนของศพที่ว่า ในห้องนิติเวช
สาบานได้ว่า กำลังทานข้าวหมูแดงอยู่ ... อิ่มทิพย์ในพริบตาครับ T-T

เรื่องดำเนินด้วยการที่ตำรวจพยายามคลี่คลายปมปริศนา
แต่กลับต้องพบสิ่งแปลกประหลาดที่ยากจะหาคำอธิบาย
และต้องสูญเสียในหลายสิ่งที่ไม่อาจกลับคืนมาได้

เรื่องนี้ มีปริศนาที่ดูแล้วปวดกบาลหลายจุด
และถ้าเล่าไปก็ไม่สนุกแน่นอน
แต่ชมไอเดียบรรเจิดของผู้กำกับ ที่สามารถนำแผลสังคมญี่ปุ่น
ได้แก่ การฆ่าตัวตาย ออกมานำเสนอในแบบที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน

ทุกฉากในเรื่องนี้ ผมไม่แนะนำให้ผู้มีวุฒิภาวะต่ำ
หรืออยู่ในภาวะหมองเศร้ารับชมโดยลำพัง
หลากวิธีนำเสนอ ล้วนสุดยอดทั้งนั้น


แต่ข้อสงสัยประการหนึ่งคือ DVD ที่ผมซื้อมา
ผ่านการเซนเซอร์จาก สนง ตำรวจ เป็นที่เรียบร้อย
ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า ผ่านฉลุยมาได้อย่างไร
บางที ผู้อนุมัติอาจมองว่าเป็นศิลปะในอีกรูปแบบหนึ่งมั้งครับ ????


ที่สงสัย ก็เพราะบางเรื่องที่ผมเห็นหั่นฉากโน้นฉากนี้ ออกไป
ล้วนค่อนข้างไร้สาระ
แต่เรื่องนี้ ดูแล้วไม่น่าจะผ่านมาแบบสมบูรณ์
รอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างน่าอัศจรรย์เป็นที่สุด

หนังตั้งคำถามกับเราว่า “เราเกิดมาเพื่ออะไร มีความสำคัญอะไรกับโลกใบนี้
และถ้าไม่มี หรือสูญเสียคนที่เรารักไปแล้ว ทำไมเราจะต้องอยู่ต่อไปล่ะ ?”


ถ้ามั่นใจว่า เรามีคุณค่าและเหตุผลเพียงพอที่จะอยู่บนโลกกลมๆ ใบนี้

ปรัชญาที่ว่าย่อมไม่มีความหมายใด และเป็นแค่ปรัชญาบ้าบอ
ที่นำมาหาเหตุผลในการยอมแพ้ต่อชีวิตของตัวเอง ... แค่นั้น

สรุป แฟนหนังแนวนี้ สามารถรับชมได้ทันที
รับรองว่าไม่ใช่หนังที่จะสร้างออกมาได้บ่อย หายาก และคุ้มค่าดู

แต่ดูเสร็จแล้ว จะชอบหรือไม่ แล้วแต่เพื่อนๆ จะตัดสินล่ะครับ

รีวิวต่างประเทศ http://www.mandiapple.com/snowblood/suicidecircle.htm
ให้คะแนนเรื่องนี้ว่า


Entertainment value: 10/10
Chills: 10/10
Violence: awash with blood and guts 10/10
Shock Factor: 11/10
Toe-tapping J-pop: 10/10

ถ้าสนใจต้องลองหาดูครับ เข้าใจว่าหายากนิดนึง
แต่แน่ใจรึยังว่าจะดูหนังเรื่องนี้ !!!


ผมเจอในชั้นวางร้านขาย CD ร้านหนึ่ง
ลดจากราคาปก 350 บาท เหลือ 49 บาท (มีปกหุ้ม)
อย่างแย่ที่สุด เรื่องนี้อยู่ในระดับน่าเก็บสะสมทีเดียว




 

Create Date : 29 สิงหาคม 2549    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2554 9:09:21 น.
Counter : 2159 Pageviews.  

รีวิวควันหลง (สุดๆ) : Swing Girls ความสนุกของดนตรี Jazz เปลี่ยนชีวิต สาวซ่ายกแก๊ง (Spoil นิดหน่อย)

เรื่องนี้ จัดเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดัง ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านรายได้ทั่วเอเชียและรางวัลยืนยันฝีไม้ลายมือของผู้กำกับ ชิโนบุ ยามากูชิ (Shinobu Yaguichi) ที่เขียนบทเองและกำกับเอง

หนัง Swing Girls ถอดแบบความสำเร็จจากหนังเรื่องก่อนๆ ของ ชิโนบุ ยามากูชิ แบบไม่ผิดเพี้ยน ได้แก่ Sumo do, Sumo don’t (ชื่อไทยคือ ซูโม่ … หัวใจไม่สัปดน) และ Water Boys นั่นคือ บอกเล่าเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่ง ที่เริ่มต้นจากความไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่องได้ราว แต่อาศัยแรงบันดาลใจและความทุ่มเทบางประการ ผลักดันพวกเขาไปสู่ความฝันที่ต้องการ และประสบความสำเร็จในท้ายที่สุด

คำว่า “ความสำเร็จ” แต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน แต่ละเรื่องที่กล่าวมา ต่างมี นิยามของความสำเร็จ ที่แตกต่างกันออกไป เรื่องนี้ ความสำเร็จ ไม่ใช่รางวัลอะไรใหญ่โต แต่มันคือความสนุกที่พวกเธอได้รู้จักกับจังหวะ สีสันของดนตรี Jazz

เรื่องราวบอกเล่า จาก นักเรียนสาว ม. ปลาย กลุ่มหนึ่ง ที่มีชีวิตเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ไปตามประสา ไม่ค่อยได้เรื่องอะไรนัก มาสอบซ่อม นั่งเรียนวิชาภาคฤดูร้อน แต่ดันไปเกี่ยวข้องกับวงดนตรีดุริยางค์ ของโรงเรียน โดยไม่ตั้งใจ ด้วยการเอาข้าวกล่องไปส่ง แต่ทำเรื่องวุ่นวายโกลาหล เพราะมัวแต่เอ้อระเหย จนทำข้าวกล่องบูดเสียถ้วนหน้า พาครูและนักดนตรี ถูกหามส่งโรงพยาบาล ด้วยอาการท้องร่วงปางตาย T-T

ตอนนี้ ฮาดี แต่ติดใจนิดหนึ่งตรงที่ ผู้กำกับแกเล่นเอาไอเดียออก TV จาก Water Boys มาใช้ เอาดื้อๆ

ด้วยสาเหตุประการนี้ พวกเธอเลยโดนบังคับ มาเรียนรู้ดนตรี Jazz เพื่อตั้งวงแทนวงเก่าที่ม่อยกระรอก ตอนแรก ดูว่าไม่ชอบ ทำไปทำมากลับหลงรักเอาซะงั้น ^^

นี่แหละ เสน่ห์ของดนตรี Jazz

พอเริ่มฝึกเป็นเรื่องราวแล้ว กลับปรากฎว่า ชมรมดนตรีดุริยางค์ กลับหายดี มาทันเชียร์แข่งเบสบอล แล้วพวกเธอล่ะ จะเล่นอะไรต่อ ?

เรื่องเลยกลายเป็นว่า แม่สาวน้อย (Juri Ueno) เพื่อนๆ และ 1 หนุ่ม เลยต้องพยายามทุกวิถีทาง เพื่อตั้งวงขึ้นมาให้ได้ แถมต้องเรียนรู้ดนตรี Jazz อย่างจริงจัง ซึ่งยากเอาเรื่อง!!!

แค่ค่าอุปกรณ์ดนตรี เห็นแล้วยังหนาวเลยฮะ แพงทั้งน้านนนน ….

หนัง พยายามบอกอุปสรรคต่างๆ ที่พวกเธอต้องฝ่าฟัน ขณะที่ บางคนถอนตัวออกไป เฮฮา ตามประสาสาววัยรุ่นเหมือนเดิม แต่ยังคงมีอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป

จาก วงดนตรี ที่ไม่มีใครปรารถนา ที่จะฟัง (คิดถึงเพลงกระถางดอกไม้ให้คุณ เหลือเกิน ในช่วงแรก) กลายเป็นวงดนตรีที่ฝีไม้ลายมือเข้าขั้น จากวิธีฝึกภาคพิสดารมากมาย จนโอกาสมาถึงจนได้ เมื่อมีการจัดงานเทศกาลดนตรีระดับมัธยมปลาย

และเช่นเคย เรื่องยังคงหาอุปสรรคมาขัดขวาง พวกเธอ เช่นเดิม เฮ้อ …

เอาน่า แต่สุดท้าย พวกเธอ ก็ได้เล่นเพลง Jazz ในรูปแบบที่ฝันสมใจ พิสูจน์ความสำเร็จ และจิตวิญญาณของดนตรีที่ผสมผสานความสนุก และไพเราะด้วยกันอย่างลงตัว

สรุป ตัวหนังยังคงเดินรอยตามความสำเร็จของหนังรุ่นพี่ การเดินเรื่องสนุกเฮฮา แฝงปรัชญาแทรกนิดหน่อย แต่ใส่ความรู้สึกและวิญญาณของเพลง Jazz มาเต็มที่

ท้ายที่สุด แค่เรามีฝัน และกล้าที่จะมุ่งมั่นเดินต่อไป แค่นั้นเอง ….

คนในโลกมี 2 ประเภท กลุ่มหนึ่งเลือกที่จะประสบความสำเร็จ ส่วนอีกกลุ่ม ไม่ใช่

บางคนกล่าวว่า “ในโลกนี้ ไม่มีคนที่ล้มเหลว แต่มีคนที่ทำพลาดแล้วไม่ยอมเดินหน้าต่อ”
แล้วพวกเราล่ะ จะเป็นกลุ่มไหน?

………………………………………………………………………………

กว่าจะหาแผ่น DVD มาได้ เล่นเอาเหงื่อตกกีบ (ซื้อมาได้ที่ราคา 179 บาท)
ตอนแรกซื้อ VCD มา แต่อยากได้แผ่น DVD มากกว่าเลยห้ามใจไว้ ไม่เปิดดู (ฝุ่นจับเลยนะ)

แต่เมื่อดูจนจบแล้วรู้สึกคุ้มค่ามาก รักดนตรีขึ้นอีกเป็นกอง ^^
มารีวิวช้า แต่เพราะรักเรื่องนี้ เลยต้องขอเขียนเชียร์ให้ทุกคนอย่าพลาดหนังดีๆ เรื่องนี้กันครับ

ข้องใจนิดเดียวกับสาวเปรี้ยวซ่า 2 คน ที่รับบทแสดงเป็นนักกีตาร์ และมือเบส เหมือนว่าน่าจะเป็นนักร้องหรือศิลปินดังมาร่วมแจมมากกว่า … ใครรู้ช่วยบอกทีนะจ๊ะ ^^




 

Create Date : 15 สิงหาคม 2549    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2554 9:12:11 น.
Counter : 510 Pageviews.  

บทวิจารณ์สายพันธุ์ใหม่: The Fast and The Furios 3 เวอร์ชั่นหมีขาว

พอดีว่าเพิ่งไปดู The Fast 3 มา เมื่อซัก 5 ทุ่ม ของเมื่อวาน (วันศุกร์)

ก่อนจะซื้อตั๋ว หวั่นๆ ใจ กับข้อวิจารณ์ของสมาชิกรัชดามากมายเหมือนกันว่าหนังไม่ดี พล็อตห่วย เสียดายตังค์ ฯลฯ
แถมพอดูคนในโรง เจอคนไปดูไม่เกิน 8 ราย (มีแต่ไปเป็นคู่ๆ) ยิ่งหวาดระทึกในใจพลัน

แต่พอเข้าไปดูแล้ว ... ผมมีความเห็นแบบหมีๆ และขอเขียนในแบบนักวิจารณ์หนังจำเป็นกะเค้ามั้งละกัน

ประเด็น เนื้อเรื่อง ถูไถพอไปได้ ไม่ได้เลวร้ายห่วยแตก ถึงขั้นเสียดายตังค์
แหม หนังแนววัยรุ่น ดีเดือด เลือดพล่าน ผมว่าโอเคนะ เพราะฉะนั้นถ้าเราเป็นคนชอบรถ รับรองว่าดูแล้วไม่ขัดลูกตา
เทียบกับอีกหลายเรื่องที่ผมดูแล้วน้ำตาไหลพราก (เอาเงินและเวลาเค้าคืนมา แง)

แค่ฉากรถแต่ง, ฉากรถแข่ง drift กัน, ฉากรถ drift เป็นกลุ่มสวยๆ ขึ้นเขา, ฉากแข่ง down hill
ขนาดไม่ได้เป็นคนแต่งรถหวือหวา (ขอแต่งหน้าตานิดเดียว) และไม่ใช่นักแข่ง
แค่นี้ผมว่าคุ้มค่าตั๋วผมไปเรียบร้อย (130 บาท Major Hollywood)
เซ็งอย่างเดียว ที่ระบบเสียงของโรงใช้แค่ Dolby Digital

เพลงประกอบ ผมให้สุดติงงง ชอบมากๆๆ กับดนตรีแนวนี้ มีทุกแนว แต่มันส์สะใจทั้งนั้น
ขออนุญาตให้เต็ม 10
ว่าแต่ Top of the World เวอร์ชั่นนี้ ใครร้องเหรอครับ
เคยฟังคนร้องใน If I were a carpenter รู้สึกว่าจะเป็นนักร้องญี่ปุ่น
เลยไม่แน่ใจว่าคนร้องชุดเดียวกันรึเปล่า

กะเพลง Baracuda (มั้ง) ถูกใจจริงๆ

ใครที่ว่าเรื่องนี้ ไม่มีไอเดีย ผมที่ช่วงนี้ กำลังรู้สึกเหงาๆ (ทะเลาะกะแฟนอยู่ด้วย)
กลับคิดว่าเรื่องนี้ให้อะไรหลายอย่าง โดยเฉพาะมุมมองจากตัวละคร
เกี่ยวกับการหาใครซักคนเป็นเพื่อน หรือคนรู้ใจเราจริงๆ

ชอบคำคมของฮานที่พูดกะพระเอกว่า "life is simple, if you make the choice, do it"

ถ้าผิดถูกยังไงช่วยแก้นะครับ ประมาณว่า ชีวิตน่ะ เป็นเรื่องง่ายๆ แค่นายตัดสินใจและลงมือเท่านั้นเอง ไม่ต้องถอยหลัง
กับที่ฮานบอกว่า รถที่พังไป เทียบกับการได้คนๆ หนึ่ง ที่รู้ใจกันมา แค่นี้ถือว่าคุ้มค่า
อันนี้ได้ใจหมีขาวไปเต็มๆ

เพราะผมว่า ที่สุดของคนเรา คือการมีคนที่รู้ใจกัน เข้าใจเราว่าเราเป็นคนอย่างไร แค่นั้นเพียงพอแล้ว

ส่วนเรื่องความเร็ว ตอนแรกคิดๆ อยู่ว่า ถ้าเป็นการ drift คงไม่เร็วบรรลัย เหมือน 2 ภาค
อย่างที่สมาชิกว่า

แต่พอดูไปแล้ว ฉาก down hill ผมว่ารถมันก้อโคตรเร็วอิ๊บอ๋าย ไม่รวมกับซิ่งในเมือง
ซึ่งโดยรวม เรื่องก็ไม่น่าหลุด concept ของ The Fast นะ


ความประทับใจ ผมให้มากกว่า Davinci Code ที่เหมือนกับย่อเรื่องที่อ่านจากหนังสือมาให้
ซึ่งไม่ได้อารมณ์อย่างหนังสือเลย เพราะเวลาของภาพยนตร์ที่จำกัด

หรือถ้าเทียบกับ Initial D ที่พี่เจ โฉ่ แสดง ผมยังให้ฝั่ง Fast 3 ชนะแบบชัดๆ
เอานะ เข้าใจว่างบของ Hollywood เหนือกว่ามากๆๆๆ

ที่ต้องขอบคุณ คือ ผมไม่เคยดู D1 และไม่รู้จัก Drift King เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ได้เพื่อนๆ สมาชิกบอกไว้
ผมคงไม่เก็ตกับฉาก 2 เซียนตกปลา ตอนพระเอกฝึก drift แน่ๆ 5555
พอรู้แล้วฮาดีจริงๆ ขอบอก เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า spoil แบบนี้ ทำให้เรื่องสนุกขึ้นเยอะ (ถ้าบอกตอนจบ อันนี้ คงไม่ไหว)


เรื่องนี้ ผมชอบฮานมากกว่าพระเอก
แต่ชอบรถ DK ทาคาชิมากกว่า รถของฮาน และพระเอก สวยจังเลยยยยย (แต่ไม่ชอบลายรถเท่าไหร่)


ประเด็นนางเอกของเรื่อง ขอยืนยันว่าเป็นผม ขอสาวญี่ปุ่นที่ในเรื่องเป็นเพื่อนในกลุ่มเราดีฝ่า น่ารักกว่าเยอะ
(คนที่วิ่งมาบอกข่าวทะเลาะกัน กะมาเป็นลูกมือในตอนประกอบรถ)
แหะๆ ถ้ามีรูปเค้าที่เว็บไหน ขอหน่อยนะครับ

นางเอกอาจถูกสเป๊คคนชอบสาวเข้มๆ มั้ง อย่างผมขอแนวสาวขาว คิขุ อาโนเนะต่อไปดีกว่า
ถ้าเกิดผมโดนข้อหาพรากผู้เยาว์เมื่อไหร่ ขอแรงเพื่อนๆ ไปประกันตัวด้วยละกัน ^^

ปิดท้ายที่ตอนออกจากโรง รู้สึกอยาก drift เจ้าเกรย์ฮาวน์ กะเหยียบเหมือนกันแฮะ
ว่าแล้วต้องเปิดเพลง Hip Hop ปลุกใจ ซับโย่ว โอ้ว เย่
แต่เหมือนฟ้าเป็นใจ ฝนตกโคตรหนัก แถวปากเกร็ด แจ้งวัฒนะ แบบมองข้างหน้าไม่เห็น
เลยเกิดอาการเท้าเบาลงชัดๆ ขืนทะลึ่ง drift แข่งกะฝน สงสัยผมได้ไปกะพี่ฮานแน่ๆ (น้ำท่วมหมู่บ้าน หายบ้าเลยกั๊บ)


สรุป ถ้ารักรถ ความเร็ว สาวๆ สวยๆ เพียบ เพลงมันส์ๆ ผมว่าไม่น่าพลาดกับ The Fast 3

หมายเหตุ เป็นเพียงบทวิจารณ์แบบหมีๆ โปรดใช้วิจารณญาณก่อนอ่าน
และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ spoil แต่ถ้าหลุดไปต้องขออภัยด้วยนา







 

Create Date : 24 มิถุนายน 2549    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2554 9:11:42 น.
Counter : 554 Pageviews.  


Mr. Polar Bear
Location :
China

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หมีขาวอารมณ์ดี อยู่กะแก๊งหมาแสบๆ เพียบ!
มีลูกชายและลูกสาวเป็นไซบีเรียนฮัสกี้ - -"

ล่าสุด ข้ามรั้วมาเรียน ณ กำแพงเมืองจีน
เลยเก็บเรื่องราวมาฝากกันได้เยอะแยะ
Friends' blogs
[Add Mr. Polar Bear's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.