การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรสังเกตุ คำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง
Group Blog
 
All Blogs
 

คิดจะลงทุน อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว

ในฉบับก่อนๆ ผมเขียนถึงการลงทุนในหุ้น และกองทุนหุ้นมา ๖ ตอนติดต่อกัน ครั้งนี้กลับมาที่การบริหารพอร์ตโฟลิโอการลงทุนกันบ้างครับ
นักลงทุนเกือบทั้งหมดร้อยละร้อย เริ่มมาจากการไม่รู้อะไรเลย และค่อยๆเริ่มศึกษา ทำความเข้าใจ หรือบางคนก็กระโดดลงสนามแข่งไปทันทีพร้อมกับเรียนรู้ไปด้วยตลอดทาง การลงทุนจึงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของนักลงทุนแต่ละบุคคล แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องมีเหมือนกันก็คือ รับมือกับความเสี่ยงและบริหารมันให้ถูกวิธี
จากการได้คุยกับนักลงทุนหลากหลายประเภทและคลุกคลีอยู่ในวงการการลงทุนมามากกว่า ๕ ปี ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนในหุ้นมืออาชีพ เป็นผู้บริหารระดับสูง เจ้าของกิจการเล็กๆ หรือเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ ทุกคนไม่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียว ทุกคนมีการกระจายความเสี่ยง ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น หุ้น กองทุนรวมหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ หรือแม้กระทั่ง อสังหาริมทรัพย์ เราเรียกวิธีการบริหารพอร์ตโฟลิโอแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทนี้ว่า “Asset Allocation” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกันไป

ทำไมเราถึงควรต้องทำ Asset Allocation สาเหตุก็เพื่อบริหารความเสี่ยง หากลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ที่เสี่ยงสูงเกินไปทั้งหมด แล้วเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นมา เราจะมีโอกาสสูญเสียเงินต้นมากกว่าที่คิด และทำให้แผนการเงินที่วางเอาไว้ผิดพลาดไป การทำ Asset Allocation ก็คือการตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ดังที่พระพุทธองค์ทรงเตือนสาวกของพระองค์ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพาน

ลองดูตารางแสดงผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทข้างล่างนี้ครับ ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๙๙ จนถึง ๒๐๐๘



ขออธิบายความหมายของสินทรัพย์แต่ละประเภทแบบสั้นๆก่อนนะครับ Growth คือ กลุ่มหุ้นที่เน้นการเติบโตของบริษัท, Int’l คือ กลุ่มหุ้นที่กระจายการลงทุนในต่างประเทศ, Small co. คือ กลุ่มหุ้นที่มีขนาดทุนจดทะเบียนขนาดเล็ก, Blend คือ การกระจายการลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้, Value คือ กลุ่มหุ้นแบบเน้นคุณค่า , Cash Equiv.คือ เงินสด หรือสินทรัพย์ที่สภาพคล่องเทียบเท่าเงินสด, High Yield Bond คือ ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่นหุ้นกู้เอกชน สุดท้าย Bond คือ ตราสารหนี้ภาครัฐบาล

จากตารางจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ในระยะยาวหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น แต่เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนแบบปีต่อปี สินทรัพย์การลงทุนแต่ละประเภทก็มีวัฏจักรที่แตกต่างกันไป อย่างในช่วงทีเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปลายปี ๒๐๐๗ ยาวมาจนถึงปี ๒๐๐๙ หุ้นทั่วโลกตกลงมาจากจุดสูงสุดเฉลี่ยเกินกว่าร้อยละ ๕๐ ช่วงปี ๒๐๐๘ สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในปีนั้นจึงกลายเป็นตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งถึงแม้จะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ แต่ระดับความเสี่ยงก็ต่ำ นักลงทุนจึงโยกย้ายการลงทุนในหุ้นมาอยู่ในตราสารหนี้แทน หากสังเกตผลตอบแทนจากตารางข้างต้นดีๆ จะพบว่า การลงทุนได้แสดงกฎไตรลักษณ์ให้เราเห็นชัดเจน ในมุมมองด้าน ความเป็นอนิจจัง หรือความไม่แน่นอน เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทก็สร้างผลตอบแทนที่ไม่แน่นอนให้แก่นักลงทุนในทุกๆปี แต่ละอันดับสลับสับเปลี่ยนเวียนวนกันไปตามเหตุปัจจัยที่มากระทบตลอดเวลา
แม้แต่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงที่สุด ก็ยังต้องมีช่วงเวลาที่นักลงทุนคนนั้น ลดความเสี่ยงของเงินลงทุนตัวเองลง เช่น ลงทุนในหุ้นร้อยละ ๙๐-๑๐๐ พอหุ้นราคาวิ่งขึ้นมาสูงถึงระดับที่คิดว่าแพง หรือเกินมูลค่า นักลงทุนก็จะลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นนั้นลงมาด้วยการขายทำกำไร วิธีการทำ Asset Allocation ก็คือ การนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ประเภทอื่น เพื่อรอจังหวะเวลาแล้วค่อยพิจารณาลงทุนกันต่อไป นักลงทุนที่มีเหตุผล จะไม่ยินดีจนเกินไปที่ราคาสินทรัพย์ที่ตัวเองลงทุนวิ่งขึ้น และจะไม่เศร้าโศกเสียใจจนออกนอกหน้าเมื่อราคาสินทรัพย์ที่ตัวเองลงทุนลดลง

ความผันผวนที่เกิดจากการลงทุนในหุ้นแบบนี้ ดูไปก็คล้ายกับการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน หากเอาความเจริญ ความเสื่อมมาพล็อตเป็นกราฟเหมือนกับราคาหุ้น เราก็จะเห็นการเคลื่อนไหวขึ้นลงตลอดเวลา มีวันที่ภาวนาดี ก็ย่อมมีวันที่ภาวนาไม่ดี เป็นธรรมดา และหน้าที่ของเรา ก็แค่ “รู้” ตามความเป็นจริง เราไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงให้ราคาหุ้นหรือตราสารหนี้ที่เราถือวิ่งขึ้นไปอย่างที่ใจเราหวัง หรือหล่นลงมาจนถึงราคาที่เราพอใจจะซื้อได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเกิดจากเหตุและปัจจัยที่มากระทบในภาพรวม ไม่ได้ขึ้นลงตามความต้องการของเรา อย่าให้อารมณ์มาเป็นตัวบั่นทอนทำให้การตัดสินใจลงทุนเกิดความเอนเอียงตามความรู้สึก หรือ ถึงแม้มันจะเกิดขึ้น ก็อย่าไปตอบสนองมัน ที่ต้องทำ ก็แค่ “รู้” ความรู้สึกนั้นไว้เป็นพอ

นักวางแผนการเงินเปรียบวิธีการทำ Asset Allocation ไว้เหมือนกับ การเอาไข่หลายๆฟองใส่ไว้ในหลายตะกร้า เพราะหากตะกร้าเป็นรู หรือถือหลุดมือไป อย่างน้อย ก็ยังเหลือไข่ที่อยู่ในตะกร้าใบอื่น ให้กลับบ้านไปทอดไข่เจียวกินได้

สำหรับการทำ Asset Allocation จะมีความจำเป็นสำหรับการวางแผนการเงินในระยะกลางและระยะยาว พอสมควร และการวางแผนก็จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจในสินทรัพย์แต่ละประเภทมากขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่ จึงมอบความไว้วางใจให้กับมืออาชีพที่มีหน้าที่บริหารเงิน เพื่อให้เงินทำงานโดยเฉพาะ เช่น บริษัทหลักทรัพย์, บริษัทหลักทรัพย์จัดกรกองทุนรวม หรือ ธนาคาร ทำให้เจ้าของเงินลงทุน มีเวลาไปทำในสิ่งที่ตนเองถนัดมากกว่า นั้นก็คือ การหาเงิน ไงครับ

โชคดีในการลงทุนนะครับ




 

Create Date : 03 มิถุนายน 2553    
Last Update : 3 มิถุนายน 2553 9:59:21 น.
Counter : 2435 Pageviews.  

กองทุนหุ้นแต่ละกอง แตกต่างกันหรือไม่ และเลือกอย่างไรดี (ต่อ)

ฉบับก่อน ผมแยกประเภทของกองทุนหุ้นให้ดูเป็น ๒ ลักษณะใหญ่ๆ คงทำให้พอเห็นภาพที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ คราวนี้ นอกจากนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกันแล้ว อะไรที่แตกต่างกันอีก มาอ่านต่อในฉบับนี้กันเลย

ในกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนแบบ Active Fund ก็ยังมีความแตกต่างกันเอง ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ “ผู้จัดการกองทุน” หรือ Fund Manager ในความเห็นส่วนตัวของผม ผู้จัดการกองทุน มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนของกองทุน และสร้างผลตอบแทนแข่งขันกันเองเพื่อดึงดูด และทำให้นักลงทุนมาสนใจลงทุนกับกองทุนภายใต้การบริหารของตัวเอง ดังนั้น การตรวจสอบนโยบายการลงทุนของผู้จัดการลงทุน ว่าลงทุนในหุ้นประเภทไหน เสี่ยงสูงแค่ไหน หรือเน้นหุ้นพื้นฐานดี จ่ายปันผลต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งขั้นตอนในการแยกความแตกต่างของกองทุนหุ้น ซึ่งท้ายที่สุด กลยุทธ์การลงทุนของกองทุนรวมแต่ละกอง จะสะท้อนออกมาเป็นผลตอบแทนที่เราสามารถเปรียบเทียบได้ว่า กองทุนไหนบริหารดีไม่ดี หรือเหมาะกับเราหรือไม่อย่างไร ลองดูตารางผลตอบแทนกองทุนด้านล่างนี้นะครับ



ข้อมูลผลตอบแทนกองทุนในตารางข้างบน สามารถตรวจสอบได้จาก Website ชื่อ http://www.morningstarthailand.com ซึ่งเป็นบริษัทจัดอันดับกองทุนที่มีชื่อเสียงมากในเอเชีย โดยช่องตาราง YTD Return % หมายถึง Year-to-date Return หรือ ผลตอบแทนกองทุนนับตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่เราเรียกข้อมูล (ตารางข้างต้นใช้ข้อมูลถึงวันที่ ๒๘ เม.ย. ๒๕๕๓ ที่ผ่านมาครับ) นับเวลาตั้งแต่วันที่ ๓ ม.ค. ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันที่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการเป็นวันแรกของปี นับรวมได้ ๔ เดือนพอดีๆ

จะสังเกตเห็นว่า กองทุนทั้ง ๒๐ กองทุน ลงทุนในหุ้นไทยเหมือนกัน แต่ผลตอบแทนต่างกัน ทั้งๆที่กองทุนทั้ง ๒๐ กอง เป็น Active Fund เหมือนกันหมด สาเหตุเป็นเพราะผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นที่เข้าไปลงทุนแตกต่างกัน ใครทำผลการดำเนินงานได้ดีกว่า ก็แปลว่าบริหารเก่งกว่า (ณ ช่วงเวลานั้น) แต่ไม่ใช่ว่า เห็นกองทุนไหนผลการดำเนินงานสูงลิบลิ่วแล้วก็วิ่งเข้าใส่ทันที อย่าลืมคำเตือน “ผลการดำเนินงานในอดีต ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต” เพราะฉะนั้น ความสม่ำเสมอของผลตอบแทนกองทุน จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเลือกกองทุนเพื่อลงทุน

มีให้เห็นหลายครั้งที่บางกองทุนทำผลการดำเนินงานดีแค่บางช่วงเวลา นักลงทุนที่เลือกลงทุนโดยไม่คำนึงถึงความสม่ำเสมอของผลตอบแทน ผลที่ตามมาคือ เมื่อเวลาผ่านไป เทียบกับกองทุนของแห่งอื่นแล้ว กลับได้ผลตอบแทนต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ ซึ่งไม่ต่างกับการเร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติด้วยความรีบเร่ง แล้วอยากได้ผลลัพธ์ในระยะเวลาอันสั้น ผลลัพธ์ก็จะไม่ได้ธรรมะกลับไป เนื่องจากปฏิบัติอยู่บนกิเลสที่ตัวมองไม่เห็น

ขอย้อนกลับไปที่ตารางผลตอบแทนกองทุนหุ้นด้านบนอีกทีนะครับ สาเหตุที่คนบางส่วนเลือกที่จะมาลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้นโดยตรง หรือผ่านกองทุนรวมอีกที ก็เพราะผลตอบแทนที่แสดงให้ดูข้างบน ปัจจุบันเงินฝากประจำธนาคาร (Fixed Deposit) ๑ ปี ให้ดอกเบี้ยไม่ถึงร้อยละ ๑.๕ ในยามที่ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้ ใครที่เคยฝากเงินแล้วได้ดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๔ หรือสูงกว่านั้น ก็จะเริ่มทำใจไม่ได้ สุดท้ายก็จะพยายามหาแหล่งเงินออมผ่านทางช่องทางอื่นมากขึ้น รวมถึงตลาดหุ้น สำหรับใครที่ลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปี เมื่อเห็นผลตอบแทน ก็ไม่ผิดหวังเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝาก แต่กระนั้นก็ตาม จะเห็นว่าบางกองทุนก็ทำผลการดำเนินงานขาดทุนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราตระหนักตลอดเวลาว่า คาดหวังผลตอบแทนที่สูง ความเสี่ยงก็ย่อมตามมาเสมอ

อ่านมาถึงตรงนี้ ขอย้ำอีกทีครับว่า เรามาถึงการเลือกกองทุนหุ้นตรงนี้ได้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการวางแผนการเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ ในยามฉุกเฉิน หรือบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ ผมไม่ได้สนับสนุนให้หันมาลงทุนในหุ้นเพราะผลตอบแทนสูงกว่า โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ จนขาดสติ เป็นหนี้เป็นสินเพราะขาดทุนหุ้นกันไป... ทุกๆก้าวในชีวิตประจำวันต้องประกอบด้วยสติเสมอ ระหว่างทางที่อยู่บนเส้นทางของการลงทุน กิเลสจะเกิดขึ้นมาตลอดครับ (ผมขอยืนยัน) เห็นกองทุนโน้นผลตอบแทนดีกว่าที่เราลงทุน เห็นเพื่อนลงทุนในหุ้นแล้วได้กำไรเยอะกว่าเรา ฯลฯ สิ่งที่เราทำได้คือ ตามรู้กิเลสที่เกิดขึ้น แล้วพิจารณาหรือนึกย้อนกลับมาที่เป้าหมายทางการเงิน และขั้นตอนของการวางแผนลงทุนที่ผ่านมาของเรา จากนั้นถามตัวเองว่า เราวางแผนอย่างรอบคอบแล้วหรือยัง? เรากำลังดำเนินชีวิตโดยประมาทอยู่หรือเปล่า

โชคดีในการลงทุนครับ

จากนิตยสาร Online ธรรมะใกล้ตัว ฉบับวันที่ 6 พ.ค. 2553




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 8:35:55 น.
Counter : 508 Pageviews.  

กองทุนหุ้นแต่ละกอง แตกต่างกันหรือไม่ และเลือกอย่างไรดี

กองทุนหุ้น หรือ กองทุนตราสารทุน (Equity Fund) มีให้เราเลือกในตลาดมากมาย (ในที่นี้ ผมหมายถึง เฉพาะกองทุนหุ้นที่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยเท่านั้นก่อนนะครับ) หากมองแค่ผิวเผิน ก็ดูเหมือนว่า แต่ละกองทุนไม่แตกต่างกัน จะเลือกลงทุนกับกองทุนไหน ก็คงมีค่าเท่ากัน และให้ผลตอบแทนที่ไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อดูผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนหุ้นไทยไปซัก ๓ ถึง ๕ ปีขึ้นไป จะพบว่า กองทุนหุ้นไทยที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุด กับกองทุนหุ้นไทยที่ทำผลตอบแทนได้ต่ำสุด ให้ผลตอบแทนที่ต่างกันมากกว่าร้อยละ ๒๐ ทีเดียว ดังนั้นการคัดเลือกกองทุนรวมซึ่งจะเป็นพาหนะนำเราไปสู่เป้าหมายทางการเงินนั้น เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ครับ

ขอออกตัวก่อนว่า กองทุนรวมที่ให้ผลตอบแทนสูง ไม่ได้หมายความว่า เป็นกองทุนที่ดีกว่ากองทุนอื่นโดยเปรียบเทียบเสมอไปนะครับ หากติดตามอ่านบทความของผมมาในฉบับก่อนหน้า จะสังเกตเห็นว่า ผลตอบแทนที่สูง มาจากความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้น กองทุนหุ้นที่ผลตอบแทนต่ำ อาจเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่ท้ายที่สุด กองทุนเหล่านั้นก็ทำให้นักลงทุนบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ เช่นเดียวกัน สติปัฏฐาน มีทาง ๔ สาย ให้เราเดิน และทั้ง ๔ สาย ต่างก็พาให้เราเข้าไปรู้เห็นตามความเป็นจริงตามไตรลักษณ์ ดังนั้น ทางของการลงทุน ก็ไม่ได้จำกัดแค่เพียงทางเดียวนะครับ อย่าเถียงกันเพียงเพราะเราถนัดต่างกันเลย

ก่อนจะเลือกกองทุนหุ้นเป็นเราต้องรู้จักก่อนว่า กองทุนหุ้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
๑. เน้นการบริหารแบบเชิงรุก (Active Management Portfolio) หมายถึง กองทุนหุ้นที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยมีเป้าหมายเพื่อสามารถเอาชนะดัชนีอ้างอิง (Benchmark) ให้ได้ โดยดัชนีอ้างอิงนี้ก็คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันว่า SET Index นั้นเอง
๒. เน้นการบริหารแบบเชิงรับ (Passive Management Portfolio) หมายถึง กองทุนหุ้นที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยมีความเชื่อว่า ไม่มีใครสามารถเอาชนะดัชนีอ้างอิงได้ตลอดไป ดังนั้น ผลตอบแทนของกองทุนประเภทนี้จะใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงไปตลอดอายุการลงทุน เรียกได้ว่า แบ่งออกเป็น ๒ แนวคิด ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงนะครับ ณ ปัจจุบัน ในแวดวงการลงทุน ก็ยังเถียงกันไม่จบว่าสุดท้ายแล้วกองทุนทั้ง ๒ ประเภท กองทุนไหนดีกว่ากองทุนไหน แต่ผมจะขยายความให้ว่า นักลงทุนประเภทไหนเหมาะกับการลงทุนแบบใด


กองทุนประเภท Active Management Portfolio (ขอเรียกสั้นๆว่า Active Fund) จะมีผู้จัดการกองทุนคอยคัดเลือกและซื้อหุ้นที่คิดว่าดีในมุมมองของผู้จัดการกองทุนเอง และขายหุ้น เมื่อราคาเริ่มสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน หรือคิดว่าแนวโน้มธุรกิจเปลี่ยนไป ข้อดีของกองทุนประเภท Active Fund ก็คือ นักลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีอ้างอิง (และอาจน้อยกว่า หากผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นผิดตัว) สิ่งที่ต้องแลกมากับการมีผู้จัดการกองทุนมาดูแลกองทุนให้ก็คือ กองทุนประเภท Active Fund จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการ หรือ Management Fee ที่สูง เพื่อเป็นการจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้จัดการกองทุนที่คอยบริหารกองทุนให้เราไงครับ
กองทุนประเภท Passive Management Portfolio (เรียกสั้นๆว่า Index Fund) เป็นกองทุนที่ไม่มีผู้จัดการกองทุนดูแลหรือคัดเลือกหุ้นครับ กองทุน Index Fund จะลงทุนตามสัดส่วนการลงทุนของดัชนีอ้างอิง เพื่อให้ผลการดำเนินงานใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงมากที่สุด ดังนั้นหาก SET Index วิ่งขึ้น ๑% ก็หมายถึง Index Fund ควรจะขึ้นใกล้เคียงกับ ๑% ด้วยเช่นเดียวกัน ข้อดีของกองทุนประเภทนี้ก็คือ ค่าธรรมเนียมการจัดการต่ำกว่า Active Fund เพราะไม่ต้องมีผู้จัดการกองทุนมาคอยคัดเลือก หรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุน

คำถามคือ ในอดีตที่ผ่านมา Active Fund ดีกว่า Index Fund หรือเปล่า?
คำตอบคือ “ดีกว่า” ในแง่ของผลตอบแทนระยะยาวครับ แต่จะมีสภาพตลาดบางช่วง ที่ Index Fund ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า สาเหตุที่ Active Fund ทำผลการดำเนินงานได้ดีกว่า เป็นเพราะ ปัจจุบันจำนวนหุ้นในดัชนีอ้างอิงของไทย หรือ SET Index จำนวนสูงกว่า ๕๐๐ ตัว ในจำนวนนี้ย่อมประกอบไปด้วยบริษัทที่หลากหลาย แตกต่างกัน และอยู่ในวงจรเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ตามแต่ความเสี่ยงเฉพาะของตัวบริษัท หรืออุตสาหกรรมนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นบริษัทที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ก็อาจได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในประเทศ หรือปัญหาการเมือง มากกว่าธุรกิจอื่น หรือธุรกิจธนาคาร ได้รับผลประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าธุรกิจค้าปลีก เป็นต้น ดังนั้น Active Fund ที่สามารถคัดเลือกหุ้นได้ถูกตัว ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ถ้ามีกรอบนโยบายการคัดเลือกหุ้นที่ดี หรือมีผู้จัดการกองทุนที่เก่ง

แล้วสภาพตลาดแบบไหนที่ Index Fund ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า?
ในช่วงจังหวะที่ตลาดหุ้นเป็นช่วงขาขึ้น เศรษฐกิจดีจริงๆ ซึ่งปกติจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆไม่เกิน ๖ เดือน กองทุนประเภท Index Fund จะมีโอกาสชนะกองทุน Active Fund สาเหตุก็เพราะเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีจริง หมายถึง บริษัทส่วนใหญ่ก็ต้องผลการดำเนินงานดีด้วย เมื่อบริษัทส่วนใหญ่ผลการดำเนินงานดี การคัดเลือกหุ้นจึงแทบไม่มีผลในระยะสั้น เพราะหุ้นเกือบทุกตัวในตลาดวิ่งขึ้นกันหมด แต่สภาพตลาดแบบนี้ มีให้เราเห็นบ่อยๆหรือครับ?

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจสรุปได้ว่า ส่วนตัวแล้วผมเลือกกองทุนประเภท Active Fund เพราะผมเชื่อว่า ผู้จัดการกองทุนถือเป็นมูลค่าเพิ่มให้แก่กองทุน และสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างกองทุนหุ้นธรรมดา กับกองทุนหุ้นที่ไม่ธรรมดาได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีนักลงทุนอีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกลงทุนในกองทุน Index Fund เพราะค่าธรรมเนียมต่ำกว่า และการขึ้นลงของราคากองทุนก็แปรผันตรงกับดัชนีอ้างอิง ตรวจสอบได้ง่ายกว่า
เราไม่มานั่งเถียงกันว่า กองทุนไหนดีกว่ากองทุนไหนนะครับ สำรวจที่ใจเราว่า นโยบายการลงทุนแบบใดที่เหมาะกับเรา สุดท้ายก็บรรลุเป้าหมายทางการเงินด้วยกัน ใครเหมาะกับการดูกาย ก็ทำ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใครเหมาะกับการดูจิต ก็ทำ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สุดท้ายเป้าหมายก็เป้าหมายเดียวกันคือ รู้แจ้งตามความเป็นจริง

เขียนมาตั้งนาน ได้แค่นโยบายการลงทุน คราวหน้ามาดูปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องครับ

จากนิตยสาร Online ธรรมะใกล้ตัว ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2553




 

Create Date : 24 เมษายน 2553    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2553 8:37:58 น.
Counter : 421 Pageviews.  

เลือกลงทุนผ่านกองทุนรวม ให้มืออาชีพบริหารแทนเรา

เมื่อนับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดให้บริการเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ ข้อมูลทางสถิติได้ยืนยันกับเราแล้วว่า การลงทุนในตราสารทุน (หรือหุ้น) ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในธนาคารถึง ๓ เท่า และยังมากกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ ๑.๕ เท่า เห็นอย่างนี้แล้ว หากอยากเร่งให้ตัวเราเองมีอิสรภาพทางการเงินเร็วขึ้น ก็ต้องเริ่มลงทุนในหุ้นแล้วครับ แต่ถ้าไม่มีเวลาศึกษาข้อมูล จะทำอย่างไร?

บทความนี้ เป็นครั้งที่ ๓ ที่ผมเขียนเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นนะครับ ได้รับคำถามมาจากเพื่อนๆและพี่ๆบางคนว่า แนวคิดในการลงทุนกับบริษัทที่ดี มีแนวโน้มธุรกิจสดใสและแข็งแกร่ง เป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่ยากสำหรับมนุษย์เงินเดือนก็คือ การสละเวลาส่วนหนึ่งมานั่งวิเคราะห์ มานั่งเฟ้นหาหุ้นตัวนั้น บางคนถึงกับเปรียบเปรยว่า “ยากพอๆกับงมเข็มในมหาสมุทร” ปัจจุบันหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีมากกว่า ๕๐๐ ตัว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนเหมาะกับเรา? เคยได้อ่านหนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง ครูบาอาจารย์เคยสอนกับลูกศิษย์ของท่านว่า “การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” น่าจะสามารถใช้ได้กับสถานการณ์นี้เช่นกัน ลองนึกถึงวันแรกที่เราเริ่มขี่จักรยานสิครับ ล้มลุกคลุกคลานในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นก็ขี่ได้คล่องเป็นแล้วเป็นเลยไม่มีลืมแน่นอน กลับมาที่เรื่องการลงทุน เมื่อเราเริ่มศึกษาข้อมูลทีละนิดทีละหน่อย หุ้นที่ดูว่าเลือกยาก ก็จะไม่ยากอย่างที่คิด ไปๆมาๆ แค่นั่งดูงบการเงิน หรือเดินผ่านสินค้าบางอย่างในห้างสรรพสินค้า เราก็ได้หุ้นที่เราสนใจมาแล้ว

แต่ส่วนตัว ผมก็ยอมรับครับว่า การลงทุนเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถเข้าถึงได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายสำหรับทุกคน การปฏิบัติธรรมมีทางเดินหลายสายฉันใด การลงทุนก็มีทางเดินหลายสายฉันนั้น เราไม่โจมตีวิธีของใครที่ไม่เหมือนกับเรา เพราะเรารู้ว่า สุดท้ายแล้ว เป้าหมายของการลงทุนของเราคือ ความมั่นคง และอิสรภาพทางการเงินในอนาคตเช่นเดียวกัน เพียงแต่ทางเลือกของแต่ละคนแตกต่างกัน

สำหรับนักลงทุนที่ไม่ถนัดในการคัดเลือกหุ้น (ในที่นี้จะขอพูดถึงเฉพาะหุ้นไทยอย่างเดียวนะครับ) และมีเงินลงทุนจำกัด กองทุนรวมจึงถือเป็นทางเลือกอีกทางเพื่อเดินสู่เป้าหมายเดียวกันของเรา ข้อดีของการลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมก็คือ ผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่คัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจตาม นโยบาย และกรอบการลงทุนที่กองทุนกำหนดไว้

ผู้จัดการกองทุน จะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจากคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ทั้งในแง่ของความรู้ และจริยธรรม มีใบประกอบวิชาชีพ (เหมือนหมอเลยครับ) เพื่อให้นักลงทุนสบายใจได้ว่า ลงทุนกับผู้ที่มีความชำนาญและรู้จริงในงานที่เขาทำ แต่ก็เหมือนหมอนะครับ บางคนเก่งแต่รักษาคนไข้บางคนไม่หาย แต่บางคนไม่มีชื่อเสียง แต่กลับสามารถรักษาคนไข้ที่ไปหาหมอมาแล้วเป็นสิบแต่ไม่หาย ให้หายได้ ผู้จัดการกองทุนก็มีทั้งที่ถูกจริต และไม่ถูกจริตกับนักลงทุน เราจึงต้องเลือกกองทุนให้เหมาะกับเราด้วยเช่นกัน



วิธีการเลือกหุ้นของผู้จัดการกองทุนแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่ผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกหุ้นมาไว้ในการบริหารประมาณ ๑๐-๔๐ ตัว ต่อหนึ่งกองทุน หากเราลงทุนหุ้นโดยผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยตรง อาจจำเป็นต้องใช้เงินมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ในการลงทุนในหุ้นจำนวนมากขนาดนี้ แต่สำหรับกองทุนแล้ว บริษัทหลักทรัพย์จัดการหลายแห่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนเริ่มต้นลงทุนด้วยจำนวนเงินเพียงแค่ ๒,๐๐๐ บาท – ๑๐,๐๐๐ บาท ก็มี แทนที่จะต้องไปนั่งเลือกหุ้นเอง ก็ได้เป็นเจ้าของหุ้นบริษัทดีๆ โดยใช้เงินลงทุนไม่มากอย่างที่คิด เห็นไหมครับ ว่ากองทุนรวมนั้นน่าสนใจทีเดียว

ข้อดีอีกข้อสำหรับการลงทุนผ่านกองทุนรวมก็คือ กระจายความเสี่ยง (Diversify) ยังจำกันได้นะครับ ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งลงทุนในหุ้น ก็มีความเสี่ยงมากขึ้นกว่าการลงทุนในตราสารหนี้

กองทุนรวม สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของหุ้นรายตัวที่เราไปลงทุน ยกตัวอย่างเช่น โรงงานของบริษัทไฟไหม้ คนงานประท้วง ผู้บริหารลาออก ฯลฯ ซึ่งเหตุการณ์บางอย่าง เราไม่สามารถทราบได้ล่วงหน้า แม้จะวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วก็ตาม การลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียว ก็เท่ากับเราแบกรับความเสี่ยงไว้มากกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวม หากลงทุนในบริษัทหลายบริษัท แล้วมีเหตุการณ์ไม่ดีกระทบกับราคาหุ้นของบริษัทใดเพียงบริษัทเดียว ผลตอบแทนโดยรวมของกองทุนรวมจะลดลงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้น เนื่องจาก มีราคาของหุ้นตัวอื่นที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) คอยหนุนไม่ให้ผลตอบแทนลดลงมาก

ข้อสังเกตก็คือ ความเสี่ยงจากการลงทุน ไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่เรายังลงทุน (และถึงแม้ไม่ลงทุน เราก็มีความเสี่ยงอยู่ดี) ดังนั้นเราทำได้แค่เพียง บริหารความเสี่ยงด้วยกระจายความเสี่ยงออกไป ไม่สามารถลดความเสี่ยงลงได้ทั้งหมด เรามีหน้าที่แค่รู้ว่า ความเสี่ยงมีอะไรบ้าง และมีวิธีบริหารกับความเสี่ยงนั้นอย่างไร นักลงทุนไม่สามารถวิ่งเข้าเอาน้ำไปดับไฟเวลาโรงงานเกิดไฟไหม้ หรือไม่สามารถเข้าไปไกล่เกลี่ยให้คนงานเลิกประท้วงได้ หากเราเป็นแค่นักลงทุนรายย่อยคนหนึ่ง กิเลสที่เกิดขึ้นในใจ เราไม่สามารถห้ามไม่ให้เกิดขึ้นได้ กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เราก็ไม่สามารถทำให้มันหายไปได้ ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน นักปฏิบัติจะไม่แทรกแซงกิเลส หน้าที่ต่อกิเลสคือ “รู้” เพียงเท่านั้น นักลงทุนก็มีหน้าที่แค่รู้ว่าความเสี่ยงมีอะไร และเลือกที่จะบริหารด้วยการกระจายความเสี่ยงนั้นอย่างไรเช่นเดียวกัน

สุดท้าย กองทุนหุ้นไทยของบริษัทหลักทรัพย์จัดการในตลาด มีลักษณะการลงทุนทั้งที่เหมือนกันและแตกต่าง ผลตอบแทนดีไม่ดีก็สลับกันไปมา ความเสี่ยงสูงหรือต่ำไม่เหมือนกัน ดูแล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องยากในการเลือกกองทุนรวม ฟังแล้วก็เหนื่อย แต่หากไม่มีเวลาศึกษาวิเคราะห์หุ้นรายตัวจริงๆ ความง่ายของการคัดเลือกกองทุนรวมที่เราสนใจลงทุนนั้น ง่ายกว่าการไปเลือกว่าจะลงทุนในหุ้นตัวไหน แน่นอน อันนี้ผมยืนยัน!

ฉบับหน้าจะพาไปเลือกกองทุนหุ้น พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

โชคดีในการลงทุนครับ

จากนิตยสาร Online ธรรมะใกล้ตัว ฉบับวันที่ 25 มี.ค. 2552




 

Create Date : 25 มีนาคม 2553    
Last Update : 25 มีนาคม 2553 14:38:22 น.
Counter : 928 Pageviews.  

แนวโน้มธุรกิจดี แค่นี้ก็เลือกลงทุนหุ้นได้แล้ว?


รูปภาพประกอบโดย เซมเบ้

(ต่อ จากฉบับที่ ๒๐)

แค่ผลประกอบการบริษัทดี แนวโน้มธุรกิจสดใส เราก็สามารถลงทุนในหุ้นตัวนั้นได้เลยทันทีหรือไม่? หรือ ถามอีกอย่างหนึ่งคือ ด้วยข้อมูลแค่นี้ สามารถตัดสินใจลงทุนได้แล้วหรือ? สิ่งนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่าเถียงกันมาตั้งแต่ตลาดหุ้นไทยก่อตั้งเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว และไม่ใช่แค่ตลาดหุ้นไทยเท่านั้นครับ นักลงทุนทั่วโลก ก็มีแนวคิดที่ขัดแย้งกันมาโดยตลอด ดังนั้น ผมขออธิบายในความคิดเห็นส่วนตัว จะถูกหรือผิด ขอให้พิจารณาด้วยตัวเองกันอีกทีครับ

หากราคา หุ้น ขึ้นอยู่กับผลประกอบการที่ยอดเยี่ยม และแนวโน้มของธุรกิจที่ดี แล้วเหตุใด แม้แต่หุ้นตัวที่เราคิดว่าดีที่สุดในตลาดถึงยังแกว่งขึ้นๆลงๆ ให้เราสงสัย แทนที่จะวิ่งขึ้นเป็นเส้นตรงไปเลย ถ้าตอบแบบกวนๆก็คือ ราคาหุ้น อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ มันเลยแสดงความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ให้เราเห็นตลอดเวลา (ฮาๆ) และเอาเข้าจริงแล้ว ราคาหุ้น ก็แสดงให้เห็นถึงความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ด้วยเช่นเดียวกัน (เริ่มไม่ฮา... เริ่มงงแทนใช่ไหมครับ ^^)

ขออธิบายความไม่มีตัวตนของราคา หุ้นนะครับ ราคาหุ้นที่อยู่ในตลาดนั้น เป็นราคาพอใจล่าสุดที่นักลงทุนผู้ทำการซื้อหรือขาย ณ ตอนนั้นยอมรับได้ ต้องย้ำว่า “เป็นราคาพอใจล่าสุดที่นักลงทุนผู้ทำการซื้อหรือขาย ณ ตอนนั้นยอมรับได้” เพราะในตอนนั้น ผู้ที่ยังไม่มีหุ้นและไม่พอใจราคาหุ้นเพราะแพงเกินไป ก็จะยังไม่ตัดสินใจลงทุน ส่วนผู้ที่มีหุ้นแล้ว และไม่พอใจราคาหุ้นเพราะถูกเกินไป ก็จะไม่ตัดสินใจขายหุ้นเช่นเดียวกัน สาเหตุนี้ จะเห็นว่า ราคาหุ้น ถูกกำหนดด้วยความพอใจของนักลงทุน คราวนี้เราลองมาสังเกตที่ใจเราเองดูนะครับ ว่าเราเคยพอใจอะไรนานๆไหม กินข้าวอิ่ม พอใจได้ ๔ หรือ ๕ ชั่วโมงก็กลับมาไม่พอใจใหม่อีกที เพราะความหิวกลับมา หรือ ตอนเริ่มทำงาน เราก็คิดไปว่า ถ้าได้เงินเดือนสูงขึ้นเท่านั้นเท่านี้ ก็น่าจะดี พอมาสำรวจเงินเดือนตอนนี้ หลายๆคนได้เท่ากับที่เคยคาดหวังไว้ แต่สังเกตุไหมครับ... เรายังรู้สึกว่าไม่พออยู่เลย แล้วเราก็มีเหตุผลต่างๆนาๆมาอ้างอิงว่า เพราะอะไรถึงยังไม่พอ

ความพอ ใจนั้นเป็นสิ่งที่แต่ละคนสร้างขึ้นมา ระดับของมันจึงแตกต่างกัน เมื่อกลับมามองที่ราคาหุ้น จึงไม่แปลกที่นักลงทุนในตลาดจะคาดหวังแตกต่างกันไป สุดท้าย ราคาหุ้นก็เลยแสดงความไม่เที่ยงให้เราดู ด้วยการเหวี่ยงขึ้นๆลงๆ แกว่งไปแกว่งมาให้เราเห็นว่า ลงทุนในหุ้นนี้เสี่ยงจริงๆ

แล้วมีปัจจัยอื่นอีกไหม ที่กระทบกับราคาหุ้น นอกจากความคาดหวังของนักลงทุนที่ไม่เหมือนกัน?
มี ครับ เราแบ่งปัจจัยที่กระทบกับราคาหุ้นออกเป็น ๒ ปัจจัยหลักคือ

· ปัจจัย ภายใน ที่มีผลกระทบกับเฉพาะราคาหุ้นของบริษัทนั้นๆ เช่น ผู้บริหารลาออก หรือ ต้องปิดปรับปรุงโรงงาน เป็นต้น

· ปัจจัยภายนอก ที่กระทบกับบริษัทอื่นๆด้วย เช่น ปัจจัยการเมือง หรือ นโยบายของภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น

บาง ครั้งปัจจัยอื่นๆนี้ ก็มีผลระยะสั้นกับราคาหุ้น แต่บางครั้งก็มีผลระยะยาว ซึ่งวิเคราะห์ได้ไม่ยากเกินความสามารถครับ หากเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลในระยะสั้น ราคาหุ้น ก็จะตกลงไปในช่วงเวลาไม่นานมาก ต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ราคาหุ้นก็จะกลับขึ้นมาสร้างจุดสมดุลของความพอใจใหม่

คุยไป คุยมา จริงๆแล้วแค่แนวโน้มธุรกิจดี ปัจจัยพื้นฐานเยี่ยม แค่นี้นักลงทุนก็เลือกลงทุนหุ้นได้แล้วครับ ในระยะยาว ข่าวร้ายต่างๆมักจะผ่านไป บริษัทที่ดีจริงจะสามารถเผชิญ และแก้ปัญหา เพื่อผ่านมันไปได้ครับ พอคิดได้อย่างนี้ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investor จึงมีแนวคิดในการลงทุนที่ผมชอบมาก นั้นก็คือ “จง ซื้อ เมื่อผู้อื่นกำลังกลัว (ข่าวร้าย) และจงขายเมื่อผู้อื่นโลภ (ข่าวดี)” ท่องไว้เลยนะครับ สุดท้ายแล้วการลงทุนในหุ้น ไม่ได้ยากอะไรเลย เป็นหนทางในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินในธนาคาร แถมยังเป็นเครื่องมือในการดูจิตดูใจตัวเองได้ดีด้วย เพราะตลาดหุ้น มักจะทำให้เราสุขเกินปกติ และทุกข์เกินปกติ อยู่บ่อยๆ ... ความเกินปกติ ทำให้เราเห็นจิตใจตัวเองได้ชัดกว่าปกตินะครับ

สุดท้าย สิ่งที่ผมอยากเตือน ไม่ใช่เรื่องวิธีการลงทุน แต่เป็นเรื่องความต่อเนื่องในการลงทุน นักลงทุนจำนวนมากประสบปัญหา ขาดความต่อเนื่องในการลงทุน หรือใช้วิธีลงทุนครั้งเดียวด้วยเงินก้อนเดียว แล้วทิ้งยาวไปเลย เพราะลืมไปว่า อะไรในโลกก็ไม่แน่นอน หากเกิดปัญหาวิกฤต (Crisis) ขึ้น ไม่ว่าจะระดับประเทศ หรือระดับโลก ก็อาจมีผลทำให้ราคาหุ้นตกลงได้อย่างรุนแรง เพราะฉะนั้น นักลงทุนต้องมีความต่อเนื่องในการลงทุน และติดตามข่าวสารไปตลอด เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรม ครูบาอาจารย์ ได้บอกกับเราว่า จะขาดความต่อเนื่องไม่ได้ มีลมหายใจที่ไหน มีการปฏิบัติที่นั้น การ ลงทุนก็เช่นเดียวกันครับ และอย่าลืมลงทุนไป ก็ปฏิบัติธรรมไป ได้เช่นเดียวกัน

จากนิตยสาร Online ธรรมะใกล้ตัว ฉบับวันที่ 11 มี.ค. 2552




 

Create Date : 14 มีนาคม 2553    
Last Update : 14 มีนาคม 2553 21:03:53 น.
Counter : 320 Pageviews.  

1  2  

Mr.Messenger
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




Head, Investment Consultants Citigold Citibank N.A. (Thailand)
free hit counter
click here
free hit counter
Friends' blogs
[Add Mr.Messenger's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.