การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรสังเกตุ คำเตือนบนฉลากก่อนดื่มทุกครั้ง
Group Blog
 
All Blogs
 

กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท เอเชีย

UOB Smart Asia : UOBSA


เปิดเสนอขายครั้งแรก : 2-12 กรกฎาคม 2550
เปิดเสนอขายอีกครั้ง : 1 สิงหาคม 2550

นโยบายการลงทุน :
กองทุน UOBSA จะนำเงินออกไปลงทุนในกองทุนหลักที่ประเทศสิงค์โปร์ โดยที่กองทุนหลัก (Master Fund) เน้นลงทุนระยะยาวในหุ้นที่จดทะเบียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ยกเว้นประเทศณี่ปุ่น (เป็น Feeder Fund)

มูลค่าโครงการ : 1,700 ล้านบาท

การสั่งซื้อหน่วยลงทุน : ทุกวันทำการ
การสั่งขายคืนหน่วยลงทุน : ทุกวันที่ 15 และวันทำการสุดท้ายของเดือน โดยผู้นักลงทุนจะต้องแจ้งความจำนงล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 5 วันทำการ

นโยบายจ่ายเงินปันผล
-- ไม่มี --

มูลค่าการซื้อขายหน่วยลงทุนขั้นต่ำ
10,000 บาท

วันที่ได้รับเงินค่าขายคืน
T+5 หรือ 5 วันทำการ นับจากวันขาย

ค่าธรรมเนียมการขาย
- ในช่วง IPO 1.0% หลัง IPO 1.5%
ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน
-- ไม่มี --

ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน
ค่าธรรมเนียมการจัดการ ไม่เกิน 1.5%ต่อปี
ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์ ไม่เกิน 0.058%ต่อปี
ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน ไม่เกิน 0.12%ต่อปี

กองทุนหลัก (Master Fund) คือใคร?
กองทุนหลักชื่อว่า UOB United Asia บริหารโดย บลจ.ยูโอบี (สิงค์โปร์) มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นแทบ Far East Asia ไม่รวมณี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นทำให้ตอบแทนให้ชนะ Benchmark ซึ่งได้แก่ MSCI All Country Far East ex Japan

ผลการดำเนินงานย้อนหลังที่ผ่านมา


กองทุน UOBSA เหมาะสำหรับใคร?
  • เหมาะสำหรับผู้ที่คาดหวังผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชีย
  • ต้องการกระจายความเสี่ยงโดยไปลงทุนในตราสารทุนที่ต่างประเทศ
  • ยอมรับความเสี่ยง และความผันผวนของหุ้นได้สูง
  • ต้องการลงทุนในระยะยาว


พอร์ตการลงทุนของกองทุนหลัก


สนใจลงทุน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

------------------------
โชคดีในการลงทุนครับ




 

Create Date : 21 มิถุนายน 2550    
Last Update : 21 มิถุนายน 2550 17:06:47 น.
Counter : 274 Pageviews.  

The Richest Man in Babylon นิยายปรัมปราแห่งเมืองบาบิโลน (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย นภาพร ลิมป์ปิยากร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3835 (3035)

สำาหรับประเด็นเกี่ยวกับการเตรียมตัวเพื่อรับความโชคดี อักราไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงในหอแห่งการเรียนรู้เพื่อถกกันว่า ควรจะทำอย่างไรเมื่อโชคดีมาถึงตัว อักรา กล่าวอย่างแข็งขันว่า เขาไม่เคยเห็นใครร่ำรวยจากการเล่นการพนัน เขาเชื่อว่าเทพเจ้าแห่งความโชคดีจะไม่อยู่ในแหล่งการพนันอย่างแน่นอน แต่จะให้ความช่วยเหลือกับคนที่มีความจำเป็นจริงๆ หรือให้รางวัลเฉพาะกับคนที่สมควรได้รับ เช่น ชาวนาหรือพ่อค้าซึ่งสมควรจะได้รับกำไรจากความพยายามในการทำงาน

อักราเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อเขายังเยาว์ให้เพื่อนๆ ฟังว่า พ่อของเขาได้ชักชวนเขาให้เข้าหุ้นกับลูกเพื่อน เพื่อซื้อที่ดินมาทำจัดสรรโดยใช้เงินเพียงหนึ่งในสิบของรายได้ แต่แทนที่เขาจะเชื่อพ่อนำเงินไปลงทุนตามคำแนะนำ เขากลับนำเงินนั้นไปจับจ่ายใช้สอยและซื้อเสื้อผ้าให้ภรรยาจนหมดสิ้น ผลปรากฏว่าที่ดินแปลงนั้น ทำกำไรอย่างงดงามให้กับผู้เข้าหุ้นทั้งหมด เขาจึงพลาดโอกาสที่จะเริ่มต้นสร้างความร่ำรวยให้กับตัวเอง

หลังจากนั้นอักราจึงเปิดโอกาสให้ผู้มาร่วมชุมนุมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตัวเอง ชายคนหนึ่งซึ่งมีอาชีพขายสัตว์เล่าว่า ครั้งหนึ่งหลังจากที่เขาเดินทางออกจากเมืองไปนานกว่าสิบวัน เพื่อหาซื้อแกะ ในวันที่เขาจะกลับเข้าเมืองประตูเมืองปิด เขาจึงกลับเข้าเมืองไม่ได้ทำให้เขาพบพ่อค้าขายแกะอีกคนหนึ่ง ซึ่งรีบร้อนจะขายฝูงแกะทั้ง 900 ตัวให้ในราคาถูก เพราะต้องการนำเงินไปรักษาภรรยาที่เจ็บป่วย แต่เขารั้งรอเพราะขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน ซึ่งมืดเกินกว่าจะนับจำนวนแกะได้ เมื่อใกล้รุ่งมีพ่อค้าอื่นเดินทางออกมาจากเมือง จึงได้ต่อรองซื้อฝูงแกะนั้นไปในราคาที่แพงกว่าที่เขาควรจะได้เสียอีก และยังสามารถนำไปขายต่อจนทำกำไรได้อย่างงาม

ก่อนจากกันในวันนั้น อักราสรุปว่า วิธีการเริ่มต้นสร้างความร่ำรวยนั้นเหมือนกันทุกคน โดยจะต้องเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อนเสมอ จากการเป็นคนขายแรงงานซึ่งมีรายได้เป็นค่าแรง แล้วนำเงินที่เก็บหอมรอมริบมาลงทุนจนกระทั่งมีรายได้ จากดอกเบี้ยจากเงินสะสม ส่วนการดึงดูดโชคเข้าหาตัวเองหมายถึงการรู้จักฉกฉวยโอกาส เพราะคนโชคดี คือคนที่ลงมือกระทำเท่านั้น โอกาสไม่เคยรอใคร ผู้อยากร่ำรวยต้องไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

ในด้านประเด็นเกี่ยวกับกฎสำคัญที่มักเรียกกันว่า "กฎทอง" (golden rules) นั้น ผู้เขียนนำสิ่งที่เขียนมารวมกัน แล้วแยกพิจารณาเป็น 5 ข้อด้วยกันคือ 1)ออมเงินหนึ่งในสิบของรายได้ 2)ใช้เงินทำงานให้ด้วยการลงทุนอย่างชาญฉลาด 3)ลงทุนตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 4)ไม่ลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้จักหรือคุ้นเคย และ 5)ไม่ลงทุนในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และไม่พยายามหาวิธีที่จะได้เงินอย่างรวดเร็วเพราะจะมีโอกาสสูญเงินอย่างรวดเร็วเช่นกัน

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับหลักในการให้กู้ยืมเงิน ตัวละครเป็นคนทำหลาวซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลจากกษัตริย์เป็นเงินถึง 50 เหรียญทองแล้วไปขอปรึกษาจากนักค้าเงินว่าเขาควรจะทำอย่างไรกับเงินที่ได้มา และเขาควรจะให้สามีของน้องสาวยืมเงินหรือไม่ นักค้าเงินกล่าวว่า เงินนั้นนอกจากจะเปลี่ยนฐานะของผู้รับแล้ว ยังอาจนำมาซึ่งความรู้สึกถึงการมีอำนาจและความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้อีกด้วย ในขณะเดียวกันมันยังอาจนำความทุกข์จากความรู้สึกกลัวการสูญเสียและนำความยุ่งยากมาให้ นักค้าเงินได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้คนทำหลาวฟังว่า วันหนึ่งขณะที่วัวกำลังรู้สึกอ่อนเพลียและเบื่อหน่ายกับการทำงาน มันจึงรำพึงรำพันให้ลาฟัง ลาจึงแนะนำวัวว่าในวันรุ่งขึ้นหากเจ้านายมาเรียกให้วัวไปทำงาน ให้วัวแกล้งทำเป็นป่วยเสีย ผลก็คือเจ้านายนำลาไปใช้งานแทนวัว ตกเย็นลาเหนื่อยมากจึงกลับมาเล่าให้วัวฟังว่า มันได้ยินเจ้านายบ่นว่า หากพรุ่งนี้วัวยังแกล้งป่วยอีกเจ้านายจะส่งวัวไปโรงฆ่าสัตว์ นักค้าเงินสรุปจากนิทานเรื่องนี้ว่า จงให้ความช่วยเหลือคนอื่นให้มากที่สุด แต่อย่าช่วยจนเขาต้องกลายมาเป็นภาระของตัวเอง

หลังจากนั้นคนทำหลาวสอบถามถึงหลักในการพิจารณาการปล่อยกู้ของนักค้าเงิน นักค้าเงินกล่าวว่า เขาแบ่งคนที่มาขอกู้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1)คนที่ต้องมีหลักประกันเท่านั้น เขาจึงจะให้กู้ และหลักประกันต้องมากพอหรือมากกว่าเงินที่ขอกู้ เพราะเขาเห็นว่าคนกลุ่มนี้อาจนำเงินไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องทำให้มีโอกาสสูญเสียเงินมากกว่าที่จะได้เงินคืน 2)คนทำงานที่เขาคิดว่ามีความสามารถมากพอที่จะจ่ายเงินคืน คนเหล่านี้มักนำเงินที่กู้ไปลงทุนที่เขาพิจารณาแล้วว่า มีโอกาสทำกำไร และ 3)คนประเภทที่ต้องมีคนที่ไว้ใจได้ค้ำประกันการกู้หรือเป็นนายประกันให้ กลุ่มนี้ไม่ต่างจากกลุ่มแรกมากนัก ซ้ำร้ายไม่มีแม้แต่สินทรัพย์ที่จะค้ำประกันจึงต้องมีคนที่เขาไว้ใจได้ค้ำประกันเขาจึงจะให้กู้

ประเด็นสุดท้ายได้แก่การวางแผนเพื่อความสำเร็จ ประเด็นนี้มีตัวละครชื่อดาบาเซอร์ คนขายอูฐ ซึ่งเล่าเรื่องอันน่าขมขื่นของตัวเอง ให้ลูกหนี้ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งยังเยาว์ ดาบาเซอร์ก็ประพฤติตัวเช่นลูกหนี้ในขณะนั้น นั่นคือ ใช้จ่ายเงินเกินตัวจนเป็นหนี้ ภรรยาจึงหนีกลับไปอยู่กับพ่อแม่ เขาต้องหนีเจ้าหนี้ออกจากเมืองไปเป็นโจร เมื่อเขาถูกจับได้ก็ถูกขายไปเป็นทาสในประเทศซีเรีย ด้วยความโชคดีที่เขามีความสามารถในการดูแลและใช้งานอูฐ ภรรยาของเจ้านายจึงยกหน้าที่คนขี่อูฐประจำตัวให้เขา นางได้สอนบทเรียนอันมีค่าแก่เขาคือ ไม่มีใครได้รับการยอมรับนับถือหรือแม้แต่นับถือตัวเองได้หากไม่สามารถชำระหนี้ การใช้หนี้เป็นการพิสูจน์ว่า เราเป็นคนที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่พึ่งของครอบครัวรวมทั้งเป็นลูกที่พ่อแม่ภาคภูมิใจ นางจึงได้หยิบยื่นโอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิตให้แก่เขา โดยเปิดโอกาสให้เขาหลุดพ้นจากความเป็นทาส เขาจึงกลับมาที่เมืองบาบิโลน และเริ่มวางแผนและปฏิบัติตามความตั้งใจของตัวเองเพื่อให้พ้นจากความเป็นหนี้

เขาเริ่มต้นด้วยการทำตามกฎการจ่ายให้ตัวเองก่อนโดยเริ่มเก็บเงินหนึ่งในสิบของรายได้เพื่อการออม ใช้เงินเพียงเจ็ดในสิบของรายได้เพื่อความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าแต่ละเดือนเขาจะมีเงินมากหรือน้อยก็ตาม และสุดท้ายเขาใช้เงินสองในสิบชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ทั้งหลาย เขาใช้ทั้งความอดทนและวินัยในตัวเอง การวางแผนอย่างดีและการดำเนินตามแผนอย่างเข้มงวดทำให้ตัวเองพ้นจากความเป็นหนี้ภายในเวลาไม่กี่ปี และยังสามารถใช้กฎนี้สร้างความร่ำรวยต่อมาจนมีเงินมากมาย

ข้อสังเกต - หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายและมีข้อคิดที่ไม่น่าจะยากสำหรับการนำไปปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่า มันเป็นต้นตำรับของหนังสือจำพวกแนะนำ การสร้างความร่ำรวย ซึ่งวางขายอยู่ในตลาดอย่างดาษดื่น อยู่ในขณะนี้ ผู้ได้อ่านหนังสือเรื่อง Rich Dad, Poor Dad ของ Robert T. Kiyosaki และ Sharon L. Lechter ซึ่งขายดีสุดๆ มาเป็นเวลานานและก่อให้เกิดหนังสือแนวสร้างความร่ำรวยอีกหลายชุดตามมา อาจจำได้ว่า ผู้เขียนยกย่องแนวคิดใน The Richest Man in Babylon มาก โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินให้แก่ตัวเองก่อนการใช้จ่ายอย่างอื่น หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับทุกคนไม่เฉพาะแต่กับนักวางแผนทางการเงินเท่านั้น




 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2549 8:31:41 น.
Counter : 222 Pageviews.  

The Richest Man in Babylon นิยายปรัมปราแห่งเมืองบาบิโลน

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย นภาพร ลิมป์ปิยากร ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3834 (3034)

คนส่วนใหญ่มีความต้องการที่เหมือนๆ กันอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือ อยากรวย เพราะมักคิดว่าการมีเงินมากๆ จะเปิดโอกาสให้ได้ในสิ่งที่อยากได้ จึงมีหนังสือมากมายพิมพ์ออกมาขาย โดยที่ผู้เขียนหวังจะให้ผู้อ่านใช้เป็นคู่มือในการเรียนรู้ เพื่อสร้างความร่ำรวย รวมทั้งเรื่อง The Richest Man in Babylon ของ George S. Clason ผู้ก่อตั้งบริษัททำแผนที่เคลสัน หนังสือเล่มเล็กๆ นี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1926 ซึ่งนับถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบ 100 ปีแล้ว และมีความพิเศษกว่าเล่มอื่นๆ เพราะเป็นหนังสืออ่านประกอบสำหรับวิชาวางแผนทางการเงินในสหรัฐอเมริกา ณ วันนี้มียอดจำหน่ายแล้ว กว่า 2 ล้านเล่ม

คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่าบาบิโลนเป็นเมืองโบราณที่ร่ำรวยจากน้ำมือมนุษย์ล้วนๆ เพราะตั้งอยู่ในหุบเขาอันแห้งแล้ง บนลุ่มแม่น้ำยูเฟรติส หรือในอิรักปัจจุบัน นอกจากจะไม่มีแม้แต่ก้อนหินที่ใช้ในการก่อสร้างแล้ว ยังไม่ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าขายอีกด้วย อย่างไรก็ตามความจำเป็นก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่นั่นคือ การสร้างระบบชลประทาน เพื่อนำน้ำจากแม่น้ำมาใช้ในการเพาะปลูก การสร้างเขื่อน และคลองเป็นประดิษฐกรรมทางวิศวกรรมชิ้นแรกๆ ของโลก

นอกจากความก้าวหน้าทางวิศวกรรมแล้ว บาบิโลนยังเป็นแหล่งกำเนิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกด้วย เช่น สัญญาทางการค้า การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และโฉนดที่ดิน เชื่อกันว่าบาบิโลนมีพ่อค้าที่มั่งคั่ง และนักการเงินที่ชาญฉลาด จึงเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในยุคโบราณ การที่ผู้เขียนใช้เมืองนี้เป็นฉากอาจเพื่อบอกเป็นนัยว่า การวางแผนแ ละการจัดการทางการเงินนั้นไม่มีกาลเวลา

นั่นคือไม่มีทันสมัยหรือล้าสมัย อะไรที่เคยเป็นสัจธรรมในอดีตเมื่อ 8,000 ปีก่อนก็ยังคงเป็นสัจธรรมที่นำมาปฏิบัติได้ในปัจจุบัน

หนังสือเรื่องนี้มีเอกลักษณ์ที่ผู้เขียนใช้นิทานเป็นสื่อในการถ่ายทอดเรื่องราวทางการเงิน โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 11 บท ครอบคลุมประเด็นหลัก 7 ประเด็นซึ่งเรียงกันตามการนำเสนอในหนังสือ คือ บทเรียนแรกของการเรียนรู้ วิธีการสร้างความร่ำรวย วิธีการแก้ไขความยากจน การเตรียมตัวเพื่อรับความโชคดี กฎทองห้าข้อ กฎการลงทุน และการวางแผนสู่ความสำเร็จ

ผู้เขียนเปิดประเด็นเกี่ยวกับบทเรียนแรกของการเรียนรู้โดยการแนะนำตัวละคร 2 ตัวซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก คือ โคบี นักดนตรี และบันเซอร์ ผู้มีอาชีพทำรถม้า วันหนึ่งทั้งสองปรับทุกข์ให้กันฟังว่า ไม่ว่าจะขยันทำมาหากินเท่าใด ก็ยังไม่สามารถพ้นจากสภาพความยากจนข้นแค้นได้ ไม่ทราบว่าจะมีหนทางใดจึงจะพ้นจากสภาพนี้ เมื่อ โคบีนึกขึ้นมาได้ว่าเขารู้จักกับอักราซึ่งชาวเมืองบาบิโลนยกย่องให้เป็นคนที่ร่ำรวยที่สุด เขาจึงชักชวนบันเซอร์ ไปพบกับอักราด้วยกัน การปรึกษาและตกลงกันไปพบอักรา ทำให้เขาทั้งสองเรียนรู้บทเรียนแรก ของการเรียนรู้นั่นคือ เราไม่เสียอะไรเลยจากการขอคำแนะนำจากคนฉลาด และสาเหตุที่เราไม่รู้สิ่งต่างๆ เพราะเราไม่เคยคิดจะแสวงหาความรู้

ประเด็นเกี่ยวกับวิธีสร้างความร่ำรวยมาจากตอนที่โคบีและบันเซอร์พบกับอักรา หลังจากฟังแขกทั้งสองกล่าวเยินยอว่า เขาโชคดีที่ร่ำรวย อักราตอบว่าโชคไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับความร่ำรวยของเขา และเขาไม่เชื่อว่าโชคจะทำให้ใครร่ำรวยได้ ที่เพื่อนทั้งสองไม่ร่ำรวยนั้นเป็นเพราะไม่รู้กฎที่ทำให้ร่ำรวยต่างหาก เขาจึงเล่าเรื่องของตนให้คนทั้งสองฟังว่า เมื่อเขาเป็นเด็กเขาสังเกตเห็นว่าคนที่จะมีความสุขได้นั้นสิ่งแรกที่ต้องมีคือความร่ำรวย เพราะความร่ำรวย นำมาซึ่งอิสรภาพที่จะทำ และมีในทุกสิ่งได้ตามใจปรารถนา ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงตั้งเป้าหมายว่าจะต้องรวยให้ได้ อยู่มาวันหนึ่งเขาต้องทำงานชิ้นหนึ่ง ให้กับเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในบาบิโลนในขณะนั้น เขาจึงขอให้เศรษฐีสัญญาว่า หากเขาทำงานเสร็จทันเวลาเศรษฐีจะสอนหนทางสร้างความรวยให้ เศรษฐีตกลง ฉะนั้นเมื่อเขาทำงานเสร็จเศรษฐีจึงบอกกฎข้อที่ 1 ว่า ต้องจ่ายหรือให้รางวัลแก่ตัวเองด้วยการกัน 1 ใน 10 ของรายได้ไว้ก่อนที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการจ่ายเงินให้กับคนอื่น เศรษฐียังบอกอีกว่า ความร่ำรวยก็เหมือนต้นไม้ซึ่งงอกออกจากเมล็ด ยิ่งเราเริ่มหว่านเมล็ดเร็วเท่าไรต้นไม้ก็จะยิ่งโตเร็วขึ้นเท่านั้น

หลังจากนั้น 1 ปีเศรษฐีกลับมาสอบถามอักราถึงความก้าวหน้า เขาเล่าให้เศรษฐีฟังว่า ได้เริ่มต้นทำตามคำแนะนำ ด้วยการเก็บเงิน 1 ใน 10 จากรายได้จนทำให้มีเงินสะสมอยู่ก้อนหนึ่ง เมื่อช่างอิฐซึ่งกำลังจะเดินทางไปต่างเมืองให้คำแนะนำว่า เขาควรซื้อเพชรพลอยมาขายเพื่อหากำไร เขาจึงฝากเงินสะสมทั้งหมดนั้นให้ช่างอิฐไปซื้ออัญมณี เมื่อเศรษฐีได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วพูดว่า คำแนะนำเป็นของได้เปล่าแต่เราต้องรู้จักเลือกใช้เฉพาะคำแนะนำที่มีค่าเท่านั้น ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยว่าอักราต้องสูญเงินที่สะสมทั้งปีไปหมด เพราะช่างอิฐไม่มีความรู้ในการดูเพชรพลอยจึงถูกหลอก อีก 1 ปีต่อมา เศรษฐีกลับมาหาอักราเพื่อสอบถามถึงความก้าวหน้าอีก เขาเล่าให้เศรษฐีฟังว่าได้เริ่มต้นเก็บเงินใหม่ แล้วนำเงินที่สะสมได้ไปให้คนทำโล่ยืมจึงได้ดอกเบี้ยจากคนทำโล่ทุกเดือน เมื่อเศรษฐีถามว่า แล้วเขาทำอย่างไรกับดอกเบี้ยที่ได้มา เขาตอบว่าได้ใช้ดอกเบี้ยไปกับการจับจ่ายใช้สอย และซื้อเสื้อผ้าให้ภรรยาจนหมด เศรษฐีจึงหัวเราะและถามว่า

หากเขาทำเช่นนั้นกับลูกหลานที่ขอเงิน แล้วจะหวังให้มันทำงานให้ต่อไปได้อย่างไร หลังจากนั้นเศรษฐีจึงบอกว่า เราจะต้องนำดอกผลจากการลงทุนไปลงทุนต่อ ไม่ใช่นำไปใช้จ่าย

ประเด็นเกี่ยวกับวิธีแก้ความยากจน มาจากตอนที่มหาเศรษฐีอักราถูกกษัตริย์แห่งบาบิโลน เรียกให้ไปสอนประชาชนส่วนหนึ่งของพระองค์ ในสถานที่ซึ่งมีชื่อว่า หอแห่งการเรียนรู้ถึงวิธีสร้างความร่ำรวย เพื่อให้คนเหล่านนั้นสร้างความร่ำรวยด้วยตัวเองแล้วนำความรู้ที่ได้รับไปสอนคนอื่นต่อ

เมื่ออักราเริ่มสอนกฎเกี่ยวกับการเก็บ 10% ของรายได้ไว้ให้ตัวเองก็มีคนแย้งว่า จะทำได้อย่างไรเพราะรายได้ในขณะนั้น ก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายประจำวันเลย อักราจึงกล่าวว่า สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันมักไม่เกินรายได้ ฉะนั้นจงใช้จ่ายแต่เฉพาะเพื่อสิ่งที่จำเป็นจริงๆ มิใช่ใช้จ่ายเพราะอยากได้ เนื่องจากคนเรามีความอยากไม่สิ้นสุด ฉะนั้นเราต้องหาทางจำกัดความอยากของเรา ด้วยการทำงบประมาณการใช้จ่ายอย่างละเอียด เพราะมันจะทำให้เราเห็นจุดรั่วไหล และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

เขาบอกผู้มาเรียนว่า คนที่ร่ำรวยนั้นร่ำรวยไม่ใช่เพราะมีเงินมากในกระเป๋าอย่างเดียว หากยังเพราะมีเงินไหลเข้ากระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกำลังทำงานอยู่หรือไม่ก็ตามด้วย พวกเขาทำเช่นนั้นได้ด้วยการใช้เงินให้ทำงานนั่นคือ ด้วยการลงทุนที่เหมาะสม

การลงทุนที่เหมาะสม ได้แก่ การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและไม่ยากที่จะเรียกคืน การลงทุนเช่นนั้น จะป้องกันมิให้เกิดการสูญเงินทุน หากไม่แน่ใจว่าจะลงทุนอย่างไร อาจไปขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ แต่โดยธรรมชาติแล้วการลงทุนที่ยิ่งเสี่ยงมากก็ยิ่งได้ผลตอบแทนมาก

หลังจากนั้นอักราจึงแนะนำผู้มาเรียนว่า การลงทุนในที่อยู่อาศัยเป็นการลงทุนที่ได้ผลกำไรแน่นอน เพราะนอกจากตัวเราจะอิ่มใจจากการได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินแล้ว อสังหาริมทรัพย์นับวันจะยิ่งมีค่าทวีคูณ

ยิ่งกว่านั้นการมีบ้านเป็นของตัวเองจะทำให้ภรรยาขยันทำงานบ้านมากขึ้น และลูกๆ มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะมีที่วิ่งเล่นเป็นของตัวเอง ทางลงทุนต่อไปที่ควรจะได้รับการพิจารณา ได้แก่ การปล่อยเงินกู้ จากนั้นอักราจึงบอกกฎข้อสำคัญยิ่งนั่นคือ เราต้องพยายามเพิ่มพูนความรู้ความสามารถอยู่เสมอ เพื่อที่เราจะได้เป็นคนที่ฉลาด และมีความสามารถมากกว่าผู้อื่น เมื่อเราเป็นคนแถวหน้าสุดในสายอาชีพของเราแล้ว เราจะสามารถหาผลประโยชน์ได้มากกว่าเกณฑ์เฉลี่ยของคนทั่วไปเสมอ




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2549 8:32:10 น.
Counter : 200 Pageviews.  

กองทุนเปิดทหารไทยธนรัฐ

ประเภทกองทุน :
กองทุนรวมตลาดเงิน Money Market Fund
นโยบายการลงทุน :
เน้นลงทุนในตั๋วเงินคลังที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน
มูลค่าทรัพย์สินปัจจุบัน :
8,993 ล้านบาท ( 30/06/06 )


--------------------------


ลักษณะกองทุน : เป็นกองทุนที่ไว้ทดแทนเงินฝากออมทรัพย์ของนักลงทุน เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่า ( 3 เดือนย้อนหลังอยู่ที่ 4.19%ต่อปี ไม่เสียภาษี) ในขณะที่เงินฝากออมทรัพย์ หรือฝากประจำอายุ 3 เดือน อยู่ที่ประมาณ 4%-4.5% ซึ่งต้องเสียภาษีอีก 15% อีกที ผลตอบแทนจากกองทุน TMBTM จึงสูงกว่าเงินฝากทั้ง 2 ประเภท

กองทุนนี้สามารถซื้อ/ขายคืนได้ทุกวันทำการ มีสภาพคล่องที่สูงกว่าเงินฝากประจำ และมีความเสี่ยงต่ำที่สุดในประเทศ เนื่องจากลงทุนในตั่วเงินคลังซึ่งออกโดยรัฐบาล ทำให้ไม่มีปัญหาด้านการผิดนัดชำระหนี้

ไม่มีค่าธรรมเนียมการซื้อขาย สามารถสั่งซื้อผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือ โทรศัพท์

------------------------
แล้วจะให้เงินเราไปอยู่ในออมทรัพย์เยอะๆทำไมครับ




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2549    
Last Update : 8 สิงหาคม 2549 17:06:34 น.
Counter : 495 Pageviews.  

กองทุนเปิดเค โกลบอล อิควิตี้

KGLOBE
นโยบายการลงทุน ก็จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนในต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้น ในทั่วโลก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน (เหมือน LTF ที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 65% คับ) แต่ KGLOBE มีนโยบายที่ยืดหยุ่นกว่า คือ สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนในภูมิภาคต่างๆได้ตามความเหมาะสม

แต่ช่วงแรกนี้ KGLOBE จะลงทุนในหน่วยลงทุนของ IXIS Asset Management Group ก่อนนะครับ

นโยบายอื่นๆ ก็ตามนี้ครับ
- จ่ายปันผลปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
- จำนวนเงินทุนโครงการ 2,000 ลบ.
- มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท
- เสนอขาย 17-28 ก.ค.49
- ค่าธรรมเนียมซื้อ 1% ของ NAV (ช่วง IPO)

+++++++++++++++++

ที่นี้ลองมาดูนโยบายการลงทุนของ KGLOBE กันนะคับ
ระยะแรกจะลงทุนในกองทุนของ IXIS 15 กอง ที่จดทะเบียนที่ Luxembourg ซึ่งครอบครุมทั่วโลกครับ
IXIS Hansberger Global Emerging 9%
IXIS Oakmark Global Value 25%
IXIS Oakmark US Large Value 19%
IXIS Japanese Equities 12%
IXIS Merging Europe 8%
IXIS Emerging Asia 5%
IXIS Europe Large Cap 10%
IXIS Loomis Sayles US Large Growth 6%
IXIS Pac Rim Equities 3%
Money Market & เงินสด 3%

จากการลงทุนข้างต้น KGLOBE จะมี Exposure ในด้านต่างๆตามนี้นะครับ
Asia-Pac ex Japan 12.753%
Europe ex Euro 16.180%
Latin America 1.664%
Afirica 1.122%
North America 37.070%
Euro 14.060%
Japan 15.479%

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน
USD 75.0%
JPY 12.0%
Euro 10.0%
Thai 3.0%

ความเสี่ยงทางด้านอัตราแลกเปลี่ยน กองทุนอาจมีนโยบายลงทุนในสัญญา Forward Contact เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น หากกองทุนมองว่าอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากเกินไป

------------------------
การลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีวิธีหนึ่งนะครับ




 

Create Date : 19 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 19 กรกฎาคม 2549 14:03:07 น.
Counter : 244 Pageviews.  


Mr.Messenger
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 61 คน [?]




Head, Investment Consultants Citigold Citibank N.A. (Thailand)
free hit counter
click here
free hit counter
Friends' blogs
[Add Mr.Messenger's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.