welcome to my Blog
Group Blog
 
All blogs
 
ส่งท้ายตรุษจีน

สวัสดีครับ สำหรับเราๆ ชาวไทย อาจจะบอกได้ว่า อาจจะบอกได้ว่าเป็นวันที่ผ่านพ้นช่วงเทศกาลตรุษจีนมาแล้ว หลังจาก วันไหว้ วันจ่าย วันเที่ยว แต่หาก ยึดตามประเพณีความเชื่อโบราณ โดยเทศกาลมีกำหนด 10 วัน ซึ่งเขาถือกันเอาช่วงปีใหม่เป็นเป็นวันพักผ่าน หรือ Long Weeekend

ก็ตรงกับค่านิยมของสังคมทั่วโลก ที่ได้ชื่อว่า “เจริญ” แล้ว โดยถือกำหนดเอาช่วงหนึ่งในระหว่างปี เป็นเวลาที่จะหยุดงาน ผ่อนคลายจากภาระหน้าที่ โดยตามความเชื่อโบราณของคนจีน ที่เคยได้ยินว่า หากใครหยุดทำงานช่วงตรุษจีน จะทำให้เฮง หรือโชคดี และถ้าไม่ ก็จะทำให้จะซวย หรือโชคไม่ดีไปทั้งปีเลยทีเดียว

หากใคร หรือชนชาติไหนที่ต้องทำงานงกๆ ตลอดทั้งปี หากหยุดทำหน้าที่ไม่ได้ จะทำให้เดือดร้อนขัดสน อาจจะบอกว่าไม่เจริญพอ หรืออาจจะพูดได้ว่าช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนในรอบปีนี้นี่เอง เป็นเครื่องชี้วัด ความเจริญ ของคนในสังคมตามความเชื่อของชาวจีนโบราณ

เป็นช่วงเวลาที่อาจจะใช้วัดได้ว่า ใคร เฮง หรือ ใครซวย...

คนไทยท่ามกลางสภาพการณ์ปัจจุบัน ถ้าใครยังสามารถยึดความเชื่อ หรือหลักการซึ่งทั่วโลกให้ความสำคัญกับการหยุดเพื่อพักผ่อนท่องเที่ยว หาประสบการณ์เรียนรู้โลกกว้าง ก็ต้องมีความพร้อมมากพอสมควร โดยเฉพาะด้านปากท้อง

ถ้าใครสามารถบริหารจัดการช่วงเวลาแห่งชีวิตนี้ได้ หมายถึง การมีเวลาพักผ่อนไปท่องหาประสบการณ์ (เป็นคนละประเด็นกับการ เที่ยวเตร็ดเตร่นะครับ เพราะคนไทยจำนวนมากมีช่วงเวลาแบบนี้มากจนเกินพอแล้ว) ก็แสดงถึงความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจของตัวเองหรือครอบครัวได้
ถ้าสังคม หรือ ประเทศไหน มีการบริหารจัดการให้คนส่วนใหญ่ มีช่วงเวลาแห่งชีวิตที่ว่านี้ได้ ก็แสดงว่าประสบความสำเร็จในการ การบริหารประเทศของผู้นำ ซึ่งหมายถึง ความสามารถในการจัดด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นตัวแปรสำคัญของสภาพความมั่นคงของสังคมโดยรวมด้วยนั่นเอง

ซึ่งมันต่างจากการกล่าวอ้างตัวเลขตามหลักวิชาการ ดัชนีชี้วัดต่างๆ เพื่อสร้างภาพผลงานของผู้บริหารประเทศในแต่ละสมัย ที่เรามักจะ”เชื่อ”ตามกระแสสื่อว่าดี เพราะตัวเลขที่ยกมากล่าวอ้าง แม้มันไม่ได้ทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ “ดี” หรือ “เจริญ” ได้ขึ้นจริงๆ แม้บางคนจะบอกว่ามีเงินในกระเป๋าเยอะขึ้นก็ตาม แต่สภาพปัญหาสังคมโดยรวมซึ่งมีต้นตอที่มาจากคำว่า “เศรษฐกิจ” นี้เอง เป็นตัวฉุดความสุข ของคนไทยให้ลดน้อยถดถอยลงไป (มันทั้งลึกทั้งกว้าง วันหน้าค่อยมาว่ากัน)

ประเทศไทยภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาล โดยการนำของ “น้าหมัก” ที่ประกาศเป็น ตัวแทน ของอดีตนายกฯฉายาหน้าเหลี่ยมอันเป็นที่รักของคนไทยที่ ”เชื่อ” ทำให้เจริญชาติก้าวหน้าทันอาณาอารยะประเทศ พร้อมกับ 111 ไทยรักไทย ซึ่งเชื่อว่าทำให้ชาติก้าวไกลมาถึงเพียงนี้

เห็นได้จาก คนที่รวย ก็ยิ่งมี คนที่จน ก็ยิ่งมี(หนี้)เพิ่มพูน จนเกือบจะล้มละลาย แถมโชคร้าย ของประเทศไทย ที่ คนจนมีมากกว่า ซึ่งถ้าใครไปล้วงลึกข้อมูลทางการการเงินการคลัง ก็อาจจะพบว่า ประเทศก้าวหน้าเกือบไปถึงคำว่า ล้มละลาย อยู่แล้ว

“ทำอย่างไรจะดึงเงินเข้าประเทศได้มากๆ” ซึ่งช่วงนี้ผมได้ยินบ่อยๆ เป็นคำพูดเดียวกันกับเป็นคำถาม ที่ผู้นำประเทศกล่าวนำ ก่อนจะเปิดให้เงินตราต่างชาติไปลเข้ามาในประเทศ ด้วยวิธีการต่างๆ โดยเฉพาะ การลงทุน ที่อดีตนายกทักษินสนับสนุนมาโดยตลอด โดยเฉพาะภูเก็ตบ้านผม ที่มีเม็ดเงินไหลเวียนของนักลงทุนต่างชาติเข้ากันอย่างอึกทึกครึกโครม แม้บางโครงการจะขัดกับกฏหมาย และเกิดความไม่ชอบธรรม แต่มีความพยามยามสื่อให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่จะมาทำให้ท้องถิ่น ประเทศไทย มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ผู้เขียน ในฐานะ ประชาชนไทยคนหนึ่ง ซึ่งก็อยากจะเชื่อเช่นนั้น เพียงแต่คิดเห็นต่างไป ก็คงจะไม่ว่ากัน

ธุรกิจการค้าการขายที่นำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศนั้นดีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะเป็นไปด้วยวิธีการใด ก็เห็นด้วยกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นบริหารเศรษฐกิจด้วยการใช้ต้นทุนทางธรรมชาติ(สาธารณประโยชน์) ทรัพยากร(ของชาติหรือคนไทยทุกคน) ที่สวยงาม และบริการด้านต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้า ที่นักท่องเที่ยวจะได้เพียงมาสัมผัส แต่เอาอะไรกลับไปไม่ได้ นั้นหมายถึง ต้นทุนก็ยังคงอยู่ให้เราได้ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจต่อไปได้เรื่อยๆ

ต่างจากเปิดโอกาสการลงทุน ที่หมายถึงการ ขายชาติ

เอ่อ... ขอเขียนใหม่ว่า เป็นการขาย “ทุน”ทางธรรมชาติ ขายทรัพยากร(ของส่วนรวม) ให้กับ นักธุรกิจเอกชน ใช้หาประโยชน์ทำกำไร ซึ่งจะมีเม็ดเงินจำนวนหนึ่งไหลเข้ามา แลกกับการสูญเสีย”ต้นทุน”ไปเลย ซึ่งหากเปรียบกับ การเกษตรกรรม ก็หมายถึงการขายที่ทำกิน แปลงสภาพทุนที่จะทำให้เกิดดอกออกผล ไปเป็นเงินตราที่อาจจะหมดไปอย่างง่ายดาย สุดท้ายก็กลายมาเป็นเพียงผู้รับจ้างพรวนดิน เพาะปลูก เก็บเกี่ยว ซึ่งก็คงมีรายได้ไม่มากไปกว่าเจ้าของสวนที่ตนเคยขายทุนนั้นไปให้

เช่นเดียวกับอุตสาหรรมการท่องเที่ยวที่มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนของต่างชาติ ซึ่งอนาคตไทยก็จะได้เพียงแค่แรงงานภาคบริการกับภาษีกระจ๋อยร๋อย โดยดอกผลหรือ รายได้ส่วนใหญ่จากทุนทางธรรมชาติ ที่เคยเป็นของชาติ ที่เคยเป็นของส่วนรวมของคนไทยทุกคน กลับเป็นของ คนเพียงกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นต่างชาติ ซึ่งถ้าหากบอกว่านี้เป็นการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดีแล้ว ก็ต้องบอกว่า สมควรที่ประเทศไทยจะต้อง “ถังแตก” เพราะผู้บริหารและคนส่วนใหญ่เห็นว่าควรขายที่ทำกินไปแล้วผันตัวเอง ไปเป็นขี้ข้า เอ่อ..เขียนใหม่ว่าผันไปเป็นลูกจ้างแทน

การมีทุนทางธรรมชาติ แต่ไม่สามารถบริหารจัดการให้งอกเงยได้ แถมบอกว่าจะให้ ต่างชาติเข้ามาทำ เหมือนการบอกว่า เราโง่ กว่าต่างชาติ(ที่เชื่อมั่นว่าจะหากำไรจะการลงทุนได้) แต่รัฐไทย (ไม่ว่ารัฐใหญ่ หรือรัฐท้องถิ่น) ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น

ก็ไม่รู้บริหารกันอีท่าไหน จึงทำให้ รัฐ บอกว่าไม่มีเงินลงทุนบริหารทรัพยากรของชาติเอง หรือถึงมีงบประมาณลงทุน ก็ยังคงคิดว่า ให้เอกชนเข้ามาบริหารดีกว่า เช่นการแปรรูปสาธารณูปโภคพื้นฐาน น้ำมัน ไฟฟ้า ฯลฯ...ต่างจากสิงค์โปร ที่รัฐ กลายเป็นศูนย์กลางรวบรวมเม็ดเงิน มาบริหารแผ่นดิน (แผ่นดิน)ที่เล็กกว่าประเทศไทยหลายร้อยหลายพันเท่า จนงอกเงยเพิ่มพูน มีงบประมาณแต่ละปีมากกว่าไทยหลายสิบเท่า โดยไม่ต้องไปขูดเลือดขูดเนื้อคนในชาติ

หรือประเทศอื่นๆ ที่ประชาชนเค้ามีโอกาสเดินทางมาเที่ยวแถวๆบ้านผม ซึ่งรัฐ จัดสวัสดิการ สาธารณูปโภคพื้นฐาน สาธารณสุข การศึกษา และระบบเศรษฐกิจที่แบ่งสรรรายได้ให้คนส่วนใหญ่ได้รับความเป็นธรรม เป็นประเทศเศรษฐกิจดี มีเงินเหลือ มีช่วงเวลามาหาความสุข เหมือนช่วงตรุษจีน ได้ที่นี่ แม้ประเทศเขาไม่ได้มี ทุนทางธรรมชาติมากมายไปกว่าเราเลย

ขณะที่ท่านผู้นำกำลังคิดหา “วิธีการจัดการ” บริหารบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า และบอกว่าต้องเอา อดีตนายก และ ปลดแอก 111 คนที่เคยโดนตีตราว่า ทุจริตการเลือกตั้ง หรือ ขายทรัพยากรคลื่นความถี่โทรศัพท์ให้ต่างชาติพร้อมกับการโกงภาษี ให้กลับมาเป็นบุคคลากรในการบริหารบ้านเมือง

เอ่อ... จะดีกว่าหรือไม่ถ้าจะนำเอา วิธีการจัดการประเทศ ของประเทศที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ ผมว่าก็คงจะไม่เกินความสามารถของท่านผู้นำ และ คณะบริหารทุกท่าน อยู่ที่จะทำกันหรือป่าว ตัวอย่างเช่น ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า GDP ดัชนีชี้วัดผลผลิตมวลรวมของชาติ ที่ 5-6 ปีนี้ได้ยินกันบ่อยๆ ซึ่งมีปริมาณสูงขึ้นเรื่อย โดยปีที่ผ่านมามมูลค่า 8 ล้านล้านบาท แต่คนส่วนใหญ่ในชาติ กลับไม่ได้รับประโยชน์จากตัวเลขที่สูงขึ้นเลย

ซึ่งภายหลังการทำรัฐประหาร ได้ยินระบบจัดการแบ่งสรรรายได้ โดยคิดจะนำการจัดการของประเทศที่ประสบความสำเร็จมาใช้ ซึ่งหมายถึง การปรับโครงสร้างภาษี การใช้ภาษีที่ดิน แต่กรรมของคนไทย ที่มีนายทุนเข้าไปเป็นผู้เขียนระเบียบกฎหมาย... เรื่องอะไร จะเขียนให้ตัวเองและพวกด้งต้องเสียภาษีเยอะๆ แม้จะเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติก็เหอะ

เช่นเดียวกับ รัฐบาลชุดนี้ (คงไม่ปฏิเสธว่าท่านๆ จัดอยู่ในชนชั้นเศรษฐีนายทุน) ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่า ท่านจะยอมเสียผลประโยชน์ ที่ไม่ถึงกลับส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ให้ยากลำบาก เพื่อประโยชน์ของคนในชาติ อย่างที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณตนไว้ ... ก็ขอให้ท่านได้พิสูจน์ เกียรติ ศักดิ์ศรีของตัวท่านเอง ซึ่งผมเชื่อว่าท่าน ครอบครัว ลูกหลานต้องการสิ่งนี้ มากกว่าเงินทอง ที่มีกองอยู่ท่วมหัว (แต่ถ้าเป็นเงินของคนอื่นที่ให้หยิบยืมมานั้นก็อีกเรื่องนึง)

อีกทั้งการหาวิธีนำเงินเข้าประเทศ ก็คิดว่าใช่การขายทุน หรือขาย(ทรัพยากร)ชาติ ไม่ใช่วิธีที่ฉลาดนัก (นอกจากท่านยินดีที่จะโง่ ซึ่งอาจจะเพนาะผลประโยชนส่วนตัวหรือ อะไรก็ตามแต่) ที่อยากจะเน้นเรื่องนี้ เพราะผมอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งหมายถึงเมืองเล็กๆที่ทำรายได้เข้าประเทศที่มีรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยว แต่วันนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ยังไม่เพียงพอต่อสำหรับการรองรับการส่งเสริมเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งด้านถนนหนทาง การสัญจร หรือสาธารณูโภคด้านต่างๆ

หรือแม้มาตการดูแลรักษาสวัสดิภาพความปลอดภัย และป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนคนในพื้นที่ ซึ่งผมมีโอกาสได้ยินเสียงพร่ำบ่นของ ท่านผู้การตำรวจ ในการประชุมการรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายใน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอที่จะจัดการปัญหาต่างๆได้ ไหนจะอาชญากรรม ที่ก่อตัวขึ้นมาจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่ตกต่ำย่ำแย่ หรือ การจราจร ที่กลายเป็นจลาจลทันที่หากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นภาพลักษณ์ที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวที่จะเป็นรายได้ให้กับท้องถิ่นและประเทศชาติ

ประกอบกับทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมสภาพไป หรือแม้แต่ความประทับใจในการมาเยือนของนักท่องเที่ยว ใครมั่นใจได้อย่างไรว่า ภูเก็ต จะสร้างรายได้ปีละแสนล้าน หรือ รักษายอดนักท่องเที่ยวปีละ 5 ล้านคนได้ต่อไปอีกนานซักกี่ปี นี้ยังไม่รวมถึงระบบการจัดสรรแบ่งปันรายได้ หรือการแปรสภาพภาษีมาส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน ที่รายได้ปีละแสนล้านนั้นไม่ได้ทำให้สภาพสังคมดีขึ้น ในทางตรงกันข้ามกลับตกต่ำย่ำแย่ลงไปอีก

วันนี้เขียนยาวเป็นพิเศษ รายยาวตั้งแต่เรื่องตรุษจีน มาถึงการเมือง ที่คนไทยกำลังจับตา มาถึงการลงทุน การท่องเที่ยว ตามประสาสื่อมวลชนที่ขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ซึ่งหากผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยและยินดีที่จะได้รับคำแนะนำ

นี่ยังไม่ได้พูดถึงการเลี้ยงรุ่นตำรวจ รุ่น 8 โรงเรียนพลตำรวจภาค 8 ที่ไปถ่ายมาเมื่อคืนวานเลย ไหนกิจกรรม ส่งพี่ ของ นักศึกษา ม.สงขลานครินทร์ภูเก็ตเลย

บทความนี้อยู่ในเว็บไซต์ คนทำข่าวดอทคอม http://www.konthamkhao.com แวะไปเยี่ยมชมกันมั่งนะครับ




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2551 22:59:13 น. 0 comments
Counter : 156 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

นายไวรัส
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หนุ่มวายร้าย นายตู่ศักดิ์
Friends' blogs
[Add นายไวรัส's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.