Buddha Followers
Group Blog
 
All Blogs
 

ทุกข์ของเทวดาเมื่อใกล้จุติ (สุพรหมสูตรที่7)

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 356

                                     อรรถกถาสุพรหมสูตร

         พึงทราบวินิจฉัยในสุพรหมสูตรที่  ๗ ต่อไป :-
         บทว่า  สุพฺรหฺมา  ความว่า  ได้ยินว่า  เทพบุตรนั้น   อันเหล่าเทพ
อัปสรห้อมล้อมแล้ว    ไปยังสนามกีฬานันทนวัน    นั่ง ณ อาสนะที่จัดไว้   ได้
โคนต้นปาริฉัตร    เหล่าเทพธิดา  ๕๐๐  ก็นั่งล้อมเทพบุตรนั้น.  เหล่าเทพธิดา
๕๐๐ ก็ปืนขึ้นต้นไม้.   ถามว่า   ก็ต้นไม้แม้สูง ๑๐๐ โยชน์   ก็น้อมลงมาถึงมือ
ด้วยอำนาจจิตของเหล่าเทวดามิใช่หรือ  เหตุไร   เทพธิดาเหล่านั้น    จึงต้องปืน
ขึ้นเล่า.    ตอบว่า   เพราะเทพธิดาเหล่านั้นสนใจแต่จะเล่น    แต่ครั้นปีนขึ้นไป
แล้ว  ก็ขับเพลงด้วยเสียงอันไพเราะทำดอกไม้ทั้งหลายให้หล่นลง  เหล่าเทพธิดา
นอกนี้  (ที่ไม่ได้ปีนขึ้น)  เก็บดอกไม้เหล่านั้น   เอามาร้อยทำเป็นพวงมาลัยขั้ว
เดียวกันเป็นต้น.    ครั้งนั้น    เหล่าเทพธิดา  ที่ปีนขึ้นต้นไม้  ก็ทำกาละ  (จุติ)
ด้วยอำนาจอุปัจเฉทกกรรมประหารครั้งเดียวเท่านั้น        ไปบังเกิดในอเวจีนรก
เสวยทุกข์ใหญ่.
         เมื่อเวลาล่วงไป    เทพบุตรก็นึกรำพึงว่า    ไม่ได้ยินเสียงเทพธิดาเหล่า
นั้น   ดอกไม้ก็ไม่หล่น เขาไปไหนกันหนอ. ก็เห็นไปบังเกิดในนรก เกิดรันทด
ใจ  เพราะความโศกในของรัก   จึงดำริว่า   ด้วยเหตุเพียงเท่านี้  เหล่าเทพธิดา
ก็ไปตามกรรม   ตัวเราจะมีอายุสังขารเท่าไรกันเล่า   เทพบุตรนั้น   ดำริว่า  ใน
วันที่  ๗ เราก็จะพึงทำกาละ  พร้อมกับเหล่าเทพธิดา ๕๐๐ ส่วนที่เหลือพากันไป
บังเกิดในนรกนั้นเหมือนกัน   รันทดระทมเพราะความโศกที่รุนแรง.
   เทพบุตร
นั้น   ก็ดำริว่า ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก นอกจากพระตถาคตแล้ว   ก็ไม่มี
ใครสามารถดับความโศกของเรานี้ได้    จึงไปเฝ้ากล่าวคาถาว่า    นิจฺจมุตฺรสุตํ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 357

ดังนี้เป็นต้น.    บรรดาบทเหล่านั้น    ด้วยบทว่า   อิทํ   เทพบุตรนั้น  แสดง
จิตของตน.    บทที่  ๒  เป็นไวพจน์ของบทต้นนั่นแหละ.   ก็บทว่า  นิจฺจํ  ไม่
พึงถือเอาความว่า  จำเดิมแต่กาลที่บังเกิดในเทวโลก.   พึงทราบความนั้นว่าเป็น
นิตย์  จำเดิมแต่เวลาที่สะเทือนใจ.  บทว่า  อนุปฺปนฺเนสุ  กิจฺเจสุ  ได้แก่ใน
ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น    โดยล่วงไป ๗ วัน     แต่วันนี้.    ด้วยบทว่า    อโถ
อุปฺปตฺติเตสุ   จ  เทพบุตรนั้นแสดงว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ในทุกข์ทั้ง
หลายที่เกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิดขึ้นเหล่านี้    อย่างนี้  คือ  ในทุกข์ที่ข้าพระองค์
เห็นนางอัปสร  ๕๐๐ บังเกิดในนรก     จิตของข้าพระองค์ก็หวาดสะดุ้งเป็นนิตย์
ข้าพระองค์เป็นประหนึ่งถูกไฟเผาอยู่ในอก.

               บทว่า   นาญฺญตฺร  โพชฺฌงฺคตปสา  ความว่า นอกจากการเจริญ
โพชฌงค์และ     คุณคือตปะ     เรามองไม่เห็นความสวัสดีในที่อื่น.     บทว่า
สพฺพนิสฺสคฺคา  ได้แก่ พระนิพพาน.   ก็ในบทนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ถือเอาการเจริญโพชฌงค์ก่อน   ภายหลังก็ทรงถือเอาอินทรียสังวรก็จริงอยู่    ถึง
อย่างนั้น  โดยใจความอินทรียสังวร   ก็พึงทราบว่า   ทรงถือเอาก่อน   ด้วยว่า
เมื่อภิกษุถือเอาอินทรียสังวรแล้ว  ก็เป็นอันถือเอาจตุปาริสุทธิศีลด้วย.  ภิกษุตั้ง
อยู่ในจตุปาริสุทธิศีลนั้น    เป็นนิสสัยมุตตกะ  (พ้นจากการถือนิสสัยกับอุปัชฌาย์
หรืออาจารย์)  สมาทานตปคุณ  กล่าวคือธุดงค์เข้าป่าเจริญกัมมัฏฐาน   ย่อมทำ
โพชฌงค์ให้เกิดมีพร้อมกับวิปัสสนา.  อริยมรรคของภิกษุนั้น  ทำนิพพานธรรม
อันใดเป็นอารมณ์แล้วเกิดขึ้น  นิพพานธรรมอันนั้น  ชื่อว่า   สัพพนิสสัคคะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนเทศนาเป็นสัจจะ  ๔.  เมื่อจบเทศนา   เทพบุตรก็
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.

                          จบอรรถกถาสุพรหมสูตรที่   ๗




Free TextEditor




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2552 18:07:39 น.
Counter : 224 Pageviews.  

เทวดาช่วยการศึกษาได้ (เรื่องหมอชีวก)

พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 322

           วินิจฉัยยินดีว่า  สตฺต  จ  เม  วสฺสานิ   อธิยนฺตสฺส  นยิมสฺส
สิปฺปสฺส  อนฺโต  ปญฺญายติ  นี้   พึงทราบดังนี้:-
           ได้ยินว่า   เพียง ๗  ปี     ชีวกนี้เรียนแพทยศิลปะจบเท่าที่อาจารย์รู้ทั้ง
หมด  ซึ่งศิษย์เหล่าอื่นเรียนถึง  ๑๖  ปี.
           ฝ่ายท้าวสักกเทวราชได้มีพระรำพึงอย่างนี้ว่า    ชีวกนี้จักเป็นอุปัฎฐาก
มีความคุ้นเคยอย่างยอดของพระพุทธเจ้า  เอาเถิด  เราจะให้เขาศึกษาการประ-
กอบยา.   จึงเข้าสิงในสรีระของอาจารย์   ให้ชีวกนั้นศึกษาการประกอบยา  โดย
วิธีที่แพทย์สามารถรักษาโรคไม่มีส่วนเหลือยกเว้นวิบากของกรรมเสีย    ให้หาย
ด้วยการประกอบยาขนานเดียวเท่านั้น.


พระวินัยปิฎก มหาวรรค เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ 323

           ส่วนเขาสำคัญว่า   เราเรียนในสำนักอาจารย์     เพราะฉะนั้น   พอท้าว
สุกกะปล่อยด้วยทรงดำริว่า   บัดนี้ชีวกสามารถเพื่อเยียวยาได้  เขาจึงติดอย่างนั้น
แล้วถามอาจารย์.
           ส่วนอาจารย์ทราบดีว่า   ชีวกนี้ไม่ได้เรียนศิลปะด้วยอานุภาพของเรา
เรียนด้วยอานุภาพของเทวดา   จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า   เตนหิ ภเณ.
           สามบทว่า  สมนฺตา  โยชนํ  อาหิณฺฑนฺโต   มีความว่า  ออกทาง
ประตูด้านหนึ่ง  ๆ  วันละประตู   เที่ยวไปตลอด   ๔  วัน.
           สามบทว่า  ปริตฺตํ  ปาเถยฺยํ  อทาสิ  มีความว่า  ได้ให้เสบียงมีประ-
มาณน้อย.
           เพราะเหตุไร ?
           ได้ยินว่า   แพทยาจารย์นั้น    ได้มีความวิตกอย่างนี้ว่า  ชีวกนี้เป็นบุตร
ของมหาสกุล     พอไปถึงเท่านั้น     จักได้สักการะใหญ่     จากสำนักบิดาและปู่
เหตุนั้น    เขาจักไม่รู้คุณของเราหรือของศิลปะ แต่เขาสิ้นเสบียงในกลางทางแล้ว
จักต้องใช้ศิลป    แล้วจักรู้คุณของเราและของศิลปะแน่แท้   เพราะเหตุนั้น   จึง
ให้เสบียงแต่น้อย.




Free TextEditor




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2552 18:04:51 น.
Counter : 113 Pageviews.  

เทวดา-มนุษย์มีดีต่างกัน (ฐานสูตร)

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 790

สัตตาวาสวรรคที่ ๓
๑. ฐานสูตร
ว่าด้วยฐานะที่เทวดามนุษย์ประเสริฐกว่ากัน
[๒๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป ประเสริฐ
กว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์และพวกมนุษย์ชาวชนพูทวีป ด้วยฐานะ ๓
ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือไม่มีทุกข์ ๑ ไม่มีความหวงแหน ๑
มีอายุแน่นอน ๓ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป
ประเสริฐกว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป
ด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวก
มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ
๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือ อายุทิพย์ ๑ วรรณทิพย์ ๑
สุขทิพย์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่า
พวกมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ
๓ ประการนี้แล.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวก
มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการ
๓ ประการเป็นไฉน คือเป็นผู้กล้า ๑ เป็นผู้มีสติ ๑ เป็นผู้อยู่
ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาว-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 791

ชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปและพวกเทวดา
ชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล.
จบ ฐานสูตรที่ ๑

สัตตาวาสรรควรรณนาที่ ๓
อรรถกถาฐานสูตร
สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ฐานสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อุตฺตรกุรุกา ได้แก่ คนทั้งหลาย ชาวอุตตรกุรุทวีป
บทว่า อธิคณฺหนฺติ ได้แก่ ย่อมเป็นใหญ่ คือเป็นผู้ยิ่ง เป็นผู้ประเสริฐ
ผู้เจริญที่สุด. บทว่า อมฺมา ได้แก่ ไม่มีตัณหา. ส่วนในอรรถกถาท่าน
กล่าวว่า ไม่มีทุกข์. บทว่า อปริคฺคหา ได้แก่ เว้นความหวงแหนว่า
สิ่งนี้ของเรา. บทว่า นิยตายุกา ความว่า ก็คนทั้งหลายเหล่านั้น
มีอายุพันปีเท่ากันทั้งนั้น แม้คติก็เท่ากัน คนเหล่านั้น ตายจากนั้น
แล้ว ย่อมเกิดในสวรรค์เท่านั้น. บทว่า สติมนฺโต ความว่า ก็พวก
เทวดาย่อมมีสติไม่แน่นอน เพราะมีความสุขโดยส่วนเดียว. พวก
สัตว์นรก ก็ไม่แน่นอน เพราะมีความทุกข์โดยส่วนเดียว. ส่วนคน
เหล่านี้ชื่อว่ามีสติมั่นคงเพราะมีทั้งสุขทั้งทุกข์ปนกันแล. บทว่า
อิธ พฺรหฺมจริยวาโส ความว่า แม้การอยู่ประพฤติมรรคพรหมจรรย์
ประกอบด้วยองค์แปด ย่อมมีในที่นี้เท่านั้น เพราะพระพุทธเจ้าและ
พระปัจเจกพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในชมพูทวีป.
จบ อรรถกถาฐานสูตรที่ ๑




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2552 18:03:27 น.
Counter : 154 Pageviews.  

ท้าวสักกะขอส่วนบุญ (เรื่องท้าวสักกะ)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 328

ความสิ้นไปแห่งตัณหา, พระอรหัตนั้น ประเสริฐกว่าทุกอย่างแท้ เพราะ
ครอบงำวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น. เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า
" ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ."
เมื่อพระศาสดา ตรัสเนื้อความแห่งพระคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้
อยู่นั่นแล ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พันแล้ว.
แม้ท้าวสักกะ ทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดา ถวายบังคมพระ-
ศาสดาแล้ว ทูลว่า พระเจ้าข้า เพื่อประโยชน์อะไร พระองค์จึงไม่รับสั่งให้
ให้ส่วนบุญแก่พวกข้าพระองค์ ในธรรมทานอันชื่อว่าเยี่ยมอย่างนี้ ? จำเดิม
แต่นี้ไป ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกแก่ภิกษุสงฆ์แล้วรับสั่งให้ ๆ ส่วน
บุญแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า." พระศาสดา ทรงสดับคำของ
ท้าวเธอแล้ว รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันแล้ว ตรัสว่า " ภิกษุทั้งหลาย
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอทำการฟังธรรมใหญ่ก็ดี การฟังธรรมตาม
ปกติก็ดี กล่าวอุปนิสินนกถาก็ดี โดยที่สุดแม้การอนุโมทนา แล้วพึง
ให้ส่วนบุญแก่สัตว์ทั้งปวง."
เรื่องท้าวสักกเทวราช จบ.




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2552 18:01:23 น.
Counter : 176 Pageviews.  

เหตุที่เทวดาไม่อยากมาโลกมนุษย์ (มงคลสูตรที่4)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 140

ตอบว่า เทวดาเว้นแล้วซึ่งโทษ (๘ อย่าง) เหล่านี้คือ
ไม่ยืนข้างหลัง ๑
ไม่ยืนข้างหน้า ๑
ไม่ยืนใกล้ ๑
ไม่ยืนไกล ๑
ไม่ยืนตรงหน้า ๑
ไม่ยืนเหนือลม ๑
ไม่ยืนต่ำกว่า ๑
ไม่ยืนสูงกว่า ๑
ชื่อว่า ยืนแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ถามว่า ก็เทวบุตรนี้ยืนเท่านั้น ไม่นั่ง เพราะเหตุไร ?
ตอบว่า เพราะเทวดาทั้งหลายประสงค์จะกลับไว อธิบายว่า จริงอยู่
เทวดาทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์บางอย่างเท่านั้น จึงมายังมนุษยโลก ซึ่ง
เปรียบประดุจส้วมที่เต็มด้วยของไม่สะอาด ก็โดยปกติมนุษยโลกเป็นของปฏิกูล
แก่เทวดาเหล่านั้น เพราะเป็นสถานที่มีกลิ่นเหม็นนับจำเดิมแต่ ๑๐๐ โยชน์
พวกเทวดาจึงไม่ยินดีในมนุษยโลกนั้น เพราะเหตุนั้นเทวดานั้นทำธุระที่ตน
มาเสร็จแล้ว ก็ไม่ยอมนั่ง เพราะต้องการจะกลับไว
ชนทั้งหลายย่อมนั่ง เพื่อ
จะบรรเทาความอ่อนเพลียแห่งอิริยาบถ อันเกิดจากการเดินเป็นต้น อันใด
ความเพลียอันนั้นของเทวดาทั้งหลายย่อมไม่มี เพราะฉะนั้นเทวดาจึงไม่ยอมนั่ง

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๖ - หน้าที่ 141

ก็มหาสาวกทั้งหลายเหล่าใด ยืนแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่แล้ว เทวดาก็
นับถือมหาสาวกเหล่านั้น จึงไม่นั่ง. อีกอย่างหนึ่ง เทวดาไม่ยอมนั่งเพราะ
เคารพในพระพุทธเจ้า ด้วยว่าเมื่อเทวดาทั้งหลายจะนั่ง อาสนะก็บังเกิดขึ้น
เทวดาไม่ปรารถนาอาสนะนั้นจึงไม่คิดแม้เพื่อจะนั่ง ได้ยืนอยู่แล้ว ณ ส่วน
ข้างหนึ่ง.
คำว่า เอกมนฺตํ ฐิิตา โข สา เทวตา ความว่า เทวดานั้น
ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล ด้วยเหตุเหล่านี้อย่างนี้.
คำว่า ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ อธิบายว่า ได้ทูลแล้วกะ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคำที่นิยมอักขระบท (คือด้วยคาถา).
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า พหู เป็นการแสดงการนับที่ไม่แน่นอน
มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายว่า ด้วยคำว่า พหู นั้น ย่อมมีร้อยเป็นอเนก มีพัน
เป็นอเนก มีแสนเป็นอเนก.
สัตว์โลกที่ชื่อว่า เทพ เพราะอรรถว่า ย่อมเล่น อธิบายว่า เทวดา
ทั้งหลายย่อมเล่นด้วยกามคุณ ๕ หรือว่าย่อมโชติช่วงด้วยสิริของตน อีกอย่าง
หนึ่ง เทวดามี ๓ ประเภท ด้วยอำนาจสมมติเทพ อุปัตติเทพ และวิสุทธิเทพ.
เหมือนอย่างที่พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า คำว่า เทว ได้แก่เทพ ๓ ประเภท
คือ สมมติเทพ ๑ อุปปัตติเทพ ๑ วิสุทธิเทพ ๑ อธิบายว่า พระราชาทั้งหลาย
พระเทวีทั้งหลาย และพระราชกุมารทั้งหลาย พระราชกุมารีทั้งหลาย ชื่อว่า
สมมติเทพ. เทพในสวรรค์ชั้นนั้นๆ นับตั้งแต่เทพชั้นจาตุมมหาราชไป ชื่อว่า
อุปปัตติเทพ. พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่า วิสุทธิเทพ.




Free TextEditor




 

Create Date : 05 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 5 กรกฎาคม 2552 17:56:21 น.
Counter : 219 Pageviews.  


Mr.Maximum
Location :
สงขลา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมา
ให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่บุคคลประพฤติ
ดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่
ทุคติ.
Friends' blogs
[Add Mr.Maximum's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.