หนัง เพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่าน และการเมืองด้วยครับ
Group Blog
 
All Blogs
 

bobby คืนสังหารเคเนดี้

ว่ากันว่า ประธานธิบดีที่ดีที่สุดที่ไม่ได้เป็นของอเมริกาคือ รอเบริทต์ เอฟ เคนเนดี้ Robert. F. Kennedy หรือที่มีชื่อเล่นเรียกกันทั่วไปว่า บ๊อบบี้ - bobby

ใบปิดหนังเรื่องนี้ มีรูปบ๊อบบี้เป็นหลัก

บ๊อบบี้เริ่มมีชื่อเสียงเมื่อตอนที่เขาถูกเลือกให้เป็นทนายความของกรรมธิการวุฒิสภาในกรณีฉ้อโกงในสหภาพรถขนส่ง บ๊อบบี้ที่อายุแค่ 32 ในขณะนั้นฟัด จิมมี่ ฮอฟฟา ผู้ยิ่งใหญ่ในสหภาพเสียเละ จนฮอฟฟาถึงกับสบถว่า "ไอ้ลุกหมานี้ น่ายิงทิ้งไปซะ"

เมื่อครั้งพี่ชายของเขา จอนห์ เอฟ เคนเนดี้ - ได้เป็นประธานธิบดี ได้แต่งตั้งบ๊อบบี้ที่อายุแค่ 37 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอนนั้นฮือฮามากเพราะตำแหน่งนี้ในอเมริกาใหญ่เบ้อเริ่ม คุม เอฟ.บี.ไอ และอัยการรัฐทั่วประเทศ บ๊อบบี้สั่งเจ้าหน้าที่ให้ล้างบางระบบมาเฟียโดยใช้วิธีตรวจสอบบัญชี เจ้าพ่อใหญ่อย่าง อัล คาโปน / ชาร์ลี ลูเซียโน่ ถูกจับส่งกลับอิตาลี่ในยุคนี้ รวมทั้ง จิมมี่ ฮอฟฟา ที่เป็นประธานสหภาพแรงงานในขณะนั้น

2 พี่น้องมีนโยบายเสรีนิยม เพิ่มสิทธิคนผิวดำจนเท่าคนขาว ไม่ว่าจะเป็นสิทธิการเลือกตั้ง การเข้าศึกษา การใช้บริการสาธารณะ ที่รัฐบางรัฐไม่ยอมให้คนดำใช้ ก็มาเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ ใครจำหนังเรื่อง ฟอเรสต์ กัปป์ ได้เมื่อคราวที่นักศึกษาผิวดำของรัฐอลามาบาจะเข้าเรียนมหาลัย ผู้ว่าการรัฐหัวเอียงขวาสั่งตำรวจมากั้นหน้ามหาลัยบอกว่าถ้าเข้าไปเรียนจะจับเข้าคุก บ๊อบบี้ เคนเนดี้ ยั้วะแตก สั่งกองกำลังรักษาชาติ ( National Guard ) ลากเอ็ม 16 สลายกลุ่มตำรวจ เดินนำนักศึกษาผิวดำทั้ง 2 เข้าเรียนหนังสืออย่างสวัสดิภาพ

ด้านสงครามเย็น ทั้งสองพยายามเน้นเรื่องสันติภาพไม่ว่าจะเป็นการพยายามถอนทหารออกจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตัดงบประมาณการทหาร รวมทั้งมีการเจรจาลดอาวุธกับครุตชอฟผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ขณะนั้น แต่พอเคนเนดี้ผู้พี่ถูกลอบสังหารอย่างมีเงื่อนงำ ผู้นำคนต่อมาอย่าง ลินดอน บี จอนห์สัน ก็นำประเทศเข้าสู่สงครามเวียดนามเต็มรูปแบบจนประเทศอเมริกาเกิดความแตกแยกทางสังคมอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาตร์

ความหวังของอเมริกันที่รักสันติภาพอยู่ที่เคนเนดี้ผู้น้อง แต่ชะตากรรมของบ๊อบบี้ก็เหมือนพี่ชายเขา ถูกยิงตายเสียก่อนจะได้เปลี่ยนแปลงประเทศไปอย่างทีหวังเอาไว้

ต่อพรุ่งนี้เข้าเรื่องหนังนะ




 

Create Date : 18 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 18 กรกฎาคม 2550 12:49:25 น.
Counter : 898 Pageviews.  

ย.โย่งในความทรงจำ

ผมเริ่มซื้อนิตยสารสตาร์ซ๊อกเกอร์ครั้งแรกตอนอยู่ ม.1 ราคา 13 บาท

ย.โย่งในความทรงจำของพี่ยอดทอง เป็นหนังสือยาวเรื่องแรกในรอบหลายเดือนที่ผมใช้เวลาอ่านจบรวดเดียว คือครึ่งแรกช่วงบ่าย (สั่งห้ามลูกน้องกวนเด็ดขาด) และครึ่งหลังช่วงค่ำในวันเดียวกัน - ก่อนนอนผมคิดอะไรหลายๆอย่างและอยากนำมาบันทึกไว้



เด็กรุ่นผมที่ชอบบอลนอกนั้น ไม่เหมือนสมัยนี้ มันยังไม่มีการถ่ายทอดสดอย่างเกลื่อนกลาด ไม่มีเคเบิลทีวี เรามีแต่รายการ"ชั่วโมงระทึกใจ"ช่วงบ่ายวันเสาร์และนิตยสารสตาร์ซีอคเกอร์ที่ออกทุกวันอังคารเท่านั้นเป็นสื่อกลาง - โดยเฉพาะข้อเขียนของบรรดาพี่ๆในยุคนั้นที่เอาเรื่องราวข่าวสารในแวดวงบอลนอกมาเล่าให้เราฟัง ยอดทอง / เตยหอม (พิษณุ นิลกลัด) และพี่โย่งที่อยู่ช่วงท้ายสุดในชื่อ "คัมภีร์ฟุตบอล" เป็นการตอบจดหมายมิตรรักคอบอลที่เขียนมาถามปัญหาต่างๆ


หนังสือ ย.โย่งในความทรงจำ - นอกจากจะเป็นบันทึกประวัติของสื่อสารมวลชนทางด้านกีฬาที่อ่านสนุกมากแล้ว ถึงจะไม่รู้จักพี่โย่งแฟนบอลรุ่นหลังๆจะได้รู้ถึงการสร้างอาณาจักรสยามสปอร์ตที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบันนี้ที่เริ่มจากคนเพียง 4 คน นิตยสาร 1 เล่ม ที่มาของชื่อฉายาทีมและนักฟุตบอลต่างๆ เช่น สิงโตน้ำเงินครามมาจากไหน ไก่เดือยทองหมายถึงอะไร ฯลฯ - รู้ไหมว่าทีมลิเวอร์พลูเกือบจะไม่ได้ใช้สมญาว่า หงษ์แดง อย่างทุกวันนี้แล้ว เพราะพี่โย่งแกเคยไปหามาจนได้ว่านกที่ตราสโมสรลิเวอร์พลูน่ะ จริงๆมันคือนกกระเด้าลม ! ไม่ใช่หงษ์

จนพี่ยอดทองต้องขู่ว่าถ้าไปตั้งสมญาเขาว่า "นกกระเด้าลมแดงแรงฤทธิ์" รับรองแฟนลิเวอร์พลูตามมาเตะถึงโรงพิมพ์แน่ ทุกอย่างจึงเลิกราไป ( จริงๆน่าจะตั้งนะ อิอิ )

"คัมภีร์ฟุตบอล" เป็นคอล์ลัมม์สุดท้ายของหนังสือสตาร์ซอกเกอร์ แต่มันเป็นหน้าแรกๆที่พวกผมจะเปิดเข้าไปอ่าน ก่อนตอบคำถามพี่โย่งจะมีเรื่องเล่าเล็กๆน้อยให้ฟัง ทั้งเรื่องฟุตบอลและส่วนตัว ยังจำได้ว่า มารู้ว่าพี่เขาเป็นแฟนหนังเหมือนกัน ตอนพี่โย่งเล่าให้ฟังว่าเขาเคยเจอคุณทิวลิปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ( คุณ กิติศักดิ์ นักวิจารญ์หนัง- มือตอบ จม. นิตยสาร starpics ) พอได้ลายเซ็นก็ดีใจมากถึงกับลืมเงินทอน

ในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เนต "คัมภีร์ฟุตบอล" เสมือนสื่อกลางให้กับพวกผม แม้ผมจะไม่เคยเขียนไปสักครั้ง แต่ทุกวันนี้ผมยังจำ คุณ แจ๊ค ต้นไม้แดง - แฟนพันธ์แท้ทีม"เจ้าป่า" น๊อตติ้งแฮม ฟอร์เรสส์คุณ ปีศาจอมตะ แฟนผีแดง และอีกหลายๆคนได้ดี (ไม่รู้พี่เขาเป็นไงกันบ้าง) แม้แต่พี่นันทขว้างผมก็พอคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเขียนไปหาพี่โย่งเหมือนกัน

สมัยผมเด็กๆ โลกลูกหนังของผมยังไม่เป็นธุรกิจมากมายเหมือนปัจจุบัน ไบรอัน ร๊อบสันได้ค่าจ้างจากแมน-ยูแค่ 2000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เท่านั้น เขาก็พอใจที่จะเซ็นสัญญาระยะยาวกับสโมสรแล้ว - เทียบไม่ได้เลยกับการเกี่ยงค่าจ้างให้ถึง 130000 ปอนด์ของแฟรงค์ แลมพาร์ต

โลกนอกลูกหนังยิ่งแล้ว - ไม่มีการแบ่งขั้วเกลียดกันอย่างสังคมรุ่นหลังนี้ มีแค่ล้อกันอย่าง อะฮ่า วันนี้ลิเวอร์พลูไปเยือนคงสูสีกับเอฟเวอร์ตันน่ะ แต่นอริชไม่น่าพลิกชนะแมน-ยูได้ แค่นั้น อย่างมากก็เอามาแซวกัน ยิ่งพนันบอลด้วยแล้ว ตอนนั้นไม่เคยได้ยินคำว่า โต๊ะบอล ครึ่งลูก ควบโน่นควบนี่เลยครับ อย่างดีก็พนันแค่เลี้ยงไอติมแท่งกันเท่านั้นเอง - ก่อนพี่โย่งจะเสียแกก็เคยบ่นปรามๆไว้เหมือนกัน แต่คงไม่คิดว่ามันจะรุนแรงมาถึงขนาดนี้

นับถึงตอนนี้ก็ 10 ปีแล้วที่ "คัมภีร์ฟุตบอล" คนนี้จากพวกผมไป - ในหนังสือระบุรายละเอียดมากมายในวันสุดท้ายของพี่โย่ง - ในส่วนของผมกะเพื่อนที่ตอนนั้นอยู่มหาลัยแล้ว เสียใจมากหรือเปล่าไม่แน่ชัด แต่ก็รู้สึกแน่ๆว่าใจหายไม่น้อย รู้ข่าวก็ดึกมากแล้วราวๆตี 1 จำได้ว่าโทรหากันให้วุ่นไปหมด ตอนเตะบอลก็เซ็งๆกันไป 2-3 วัน

มาอ่าน ย.โย่งในความทรงจำ จนจบในวันนี้ ก็คิดถึงทุกบ่ายวันเสาร์ในรายการชั่วโมงระทึกใจ ที่พอดูบอลจบแล้ว เด็กๆเป็นฝูงก็วิ่งไปไล่เตะบอลกันต่อพร้อมกับจิตนการว่าตัวเองเป็นนักบอลในดวงใจคนโน่นคนนี้ที่เพิ่งฟังเสียงพี่โย่งบรรยายมาหมาดๆ - คิดถึงเด็ก 2 คนเป่ายิ้งฉุบตัดสินว่าใครจะออก 7 บาทในกรณีหุ้นกันซื้อนิตยสารสตาร์ซอกเกอร์ (คนชนะจ่าย 6 บาท)

ครับ - ผมเริ่มซื้อนิตยสารสตาร์ซ๊อกเกอร์ครั้งแรกตอนอยู่ ม.1 ราคา 13 บาท ปัจจุบันนี้ราคา 20บาท ไม่นับมีหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารต่างๆอีกมากมายสนองตอบคอบอลทั้งหลาย - แปลกที่ว่าผมไม่สนุกกับมันเหมือนสมัยเด็กๆเลยล่ะ..............................




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2550 11:16:24 น.
Counter : 441 Pageviews.  

boston legal - Series ระหว่างศาสนากับวิทยาศาตร์

เมื่อคืนนอนดูดีวีดี ซีรี่ย์ เรื่อง boston legal ตอนที่ชื่อ from whence we come



James Spader คนที่ 3 William Shatner ขวาสุด

Series นี้ถ้าใครไม่เคยดู มันจะเกี่ยวกับสำนักงานทนายแห่งหนึ่งในบอสตันนะครับ จะมีคดีมาให้ลุ้นแบบแปลกๆบ้าง น่าตื่นเต้นบ้าง และคณะทนายที่มีบุคลิกแตกต่างกันไป

มี เจมส์ สไปเดอร์ ดาราดังพอดูมาเป็นตัวชูโรง แถม วิลเลี่ยม แซคเนอร์ ( กัปตัน เคริท หนังเรื่อง สตาร์แทร๊ก )

เนื้อหาตอนนี้คือ ครู 2 คนโดนไล่ออกจากโรงเรียนเพราะไม่ยอมสอนเรื่อง การสร้างของพระเจ้า ( creationism ) ควบคู่ไปกับ การวิวัฒนการ (evolution) จึงฟ้อง ผอ. และตัวผอ.ก็มาจ้างสำนักงานทนายนี้ให้ช่วยแก้ต่าง

ก็มีการงัดทั้งคารมและข้อกฎหมายต่างๆมากมายมาต่อกรกัน สนุกมากครับ - แต่ไม่บอกหรอกนะใครชนะ - ยังไง แฮ่ม

ผมคิดว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละนโยบายของโรงเรียน ตอนเด็กๆผมเรียนโรงเรียนคริสต์ ชนะตอบคำถามเรื่องไบเบิ้ลตั้งหลายที บาร์เดอร์ที่สอนก็มีสอดแทรกเรื่องคัมภีร์เสมอก็
ไม่มีปัญหาอะไร

แต่สำหรับบางคนก็เป็นเรื่องใหญ่ - ระหว่าง "จะต้องพูดถึง" หรือ "ไม่ยอมเลยแม้แต่น้อย"

แย่นะ ถ้ายังเกี่ยงกันอยู่อย่างนี้ - คุณที่เข้ามาอ่านคิดว่าไง ใครควรชนะคดีล่ะ




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 20 กรกฎาคม 2550 10:29:26 น.
Counter : 536 Pageviews.  

THE HILLS HAVE EYES - อำนาจรัฐป่าเถื่อน

เมื่อคืนผมเพิ่งดูหนังเรื่อง THE HILLS HAVE EYES ฉบับ ดีวีดี เวอร์ชั่นไม่มีเรต(โหดสุด)ตามประสาคนชอบดูหนังสยองขวัญเกรดบีที่บรรดาคนทั่วไปมักจะส่ายหน้า

หลังจากจบผมนอนนิ่งคิดถึงอะไรบางอย่างที่ผมพอจะจับความได้ในหนังเรื่องนี้ เนื้อหาง่ายดายมาก มีครอบครัวหนึ่งเดินทางไปท่องเที่ยวในทะเลทรายด้วยรถบ้าน พ่อ(ผู้เป็นอดีตตำรวจนักสืบ) แม่ ลูกสาวคนโตซึ่งแต่งงานแล้วมีลูกอายุไม่เกินขวบ ลูกเขยพ่อตาไม่กินเส้นกันตามสูตร ลูกสาวและลูกชายคนเล็กก็เป็นวัยรุ่นกวนมือกวนเท้าพ่อแม่พี่น้องตามประสา ปัญหาอยู่ที่ว่า ทะเลทรายที่พวกเขาล่วงไปตามคำบอกของหน้าม้าเจ้าของปั้ม เคยเป็นที่ทดลองนิวเคลียร์ มีกลุ่มคนประหลาด อัปลักษณ์ ที่กินเนื้อคนรออยู่



พวกเขาถูกรุมทำร้าย หลายคนเสียชีวิต เด็กถูกลักพาตัว พวกเขาที่เหลือกลัวขาดใจ แต่ต้องลุกขึ้นสู้เพื่อเอาชีวิตรอดให้ถึงที่สุด ชนิดที่เปิดโอกาสให้ผมได้เสพความรุนแรงอย่างจะจะ ประเภทดิบเถื่อนของมีดไม้ อีเตอร์ ปืน ระเบิด รวมไปถึงเผากันทั้งเป็น

ภายใต้เนื้อหาและบริบทของความรุนแรงเหล่านี้ มันมีคำตอบอยู่ตอนต้นเรื่องคือ ความรุนแรงและป่าเถื่อนอันเกิดจากอำนาจรัฐ

ที่มาของเหตุการณ์ที่พลักดันให้กลุ่มคนประหลาดนี้กระทำการรุนแรงต่อทุกคนที่ผ่านเข้ามาสาเหตุคือพวกเขาถูกภาครัฐกระทำอย่างไม่ยุติธรรมก่อน จริงๆแล้วพวกเขาคือเหล่าคนงานเหมือง ที่ไม่ยอมไปไหนหลังรัฐบาลจะใช้พื้นที่ของพวกเขาเป็นแหล่งทดลองนิวเคลียร์ พวกเขาโดนฤทธิ์ของสารกัมมันตภาพรังสีจนพิกลพิการ กลายเป็นคนบ้าคลั่ง

ใช่หรือไม่ว่ามันเป็นตัวแทนของชุนชนที่กลายเป็นตัวประหลาดด้วยการกระทำของรัฐ ความกดดันทั้งหมดส่งผลให้เขาตอบแทนด้วยการฆ่าคนไม่เลือกหน้าที่หลุดเข้ามาในดินแดนของพวกเขา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการทำเพื่อรักษา"ดินแดนและตัวตน"ของพวกเขาให้ยาวนานที่สุด (สรุปแล้วคือผมไม่รู้ว่าใครมันเป็นเหยื่อกันแน่)

ในหนังผ่านทางการทดลองนิวเคลียร์ แต่มองไปรอบสังคมไทย ปัญหาชายแดนใต้ก็ดี ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากโครงการเขื่อน โรงไฟฟ้า (เช่น ปากมูล) รวมทั้งผู้ค้ายาบ้ารายย่อย สถานะของพวกเขาในมุมมองของชนชั้นกลางทั่วไปก็ไม่ต่างจากตัวประหลาดบิดเบี้ยว ซึ่งเป็นผลจากการผลิตสร้างแนวคิดของรัฐ (ถ่วงความเจริญ พวกก่อการร้าย พวกไม่รักชาติ ฯลฯ ) จนกระทั้งแทบไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มนี้ ชนิดที่บางคนยกย่องชมเชย นโยบายฆ่าตัดตอน อุ้มหาย

บทสรุปของหนังคือการใช้ความรุนแรงตอบแทนอยางสุดขั้ว ตัวละครหนึ่งพยายามจะคิดหาหนทางก็ถูกตัวเด็กตะคอกใส่หน้าว่าขี้ขลาด ผลก็คือเกิดการฆ่ากันอย่างหั่นแหลก ภาพที่แสดงนัยยะความคลั่งชาติและต้องการทำลาย"คนนอก"ที่สุดคือการที่ตัวลูกเขยเอาก้านธงชาติ(ที่มีธงติดอยู่)เสียบเข้ากลางหัวเจ้าถิ่นจนเลือดสาด

THE HILL HAVE EYES 2006 กำกับภาพยนตร์โดยหนุ่มฝรั่งเศส ALEXANDRE AJA เป็นการรีเมคหนังเก่าปี 1977 ตอนนั้น WES CRAVEN กำกับ

ผมไม่คิดว่าการใช้ความรุนแรงตอบโต้ไปมาจะเป็นคำตอบ กล่าวถึงที่สุดผมว่ามีแต่ความต้องการอำนาจรัฐเท่านั้นที่ทำให้ประชาชนต้องมาผิดใจ กระทั้งไล่ฆ่ากันเอง




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 13 กรกฎาคม 2550 13:15:30 น.
Counter : 1746 Pageviews.  

time in a botton - เวลาในขวดแก้ว

บลีอคนี้มีเพื่อนในพันทิปแนะนำให้เปิดนะครับ เนื่องจาก บล๊อคนี้เป็นบลีอคแรก ก็อยากบันทึกถึงเพื่อน 2 - 3 คนที่มีไมตรีกันมาตลอด

1. คุณสาวสวนพลู เพื่อนคริสต์ที่ดีมั๊กๆ
2.น้องรี่ที่มีกำลังใจให้เสมอ
3.คุณม่อนเพื่อนที่ดีอีกคน
หวังว่าคงได้ตามมาอีกนิ

ผมคงจะเขียนเกี่ยวกับหนัง - เพลง - หนังสือ ตามถนัด และไหนๆ เพื่อนก็เป็นคนยุให้เขียนบลีอคนี้แล้ว ก็ขออ้างถึงเรื่องของเพื่อนเป็นเรื่องแรก

หนังสือเรื่อง "เวลาในขวดแก้ว" เป็นนิยายวัยรุ่นที่ผมชอบที่สุดเรื่องหนึ่ง

ในหนังสือมีบทสนทนาบทหนึ่งซึ่งผมชอบมากมาก นัท - ตัวเอกของเรื่องได้ของขวัญวันเกิดจากจ๋อมเป็นนาฬิกาทราย เขาดีใจมากและบอกว่า "อย่างนี้เราก็เก็บเวลาไว้ในขวดแก้วได้แล้วละสิ"

เพลง Time In A Bottle เป็นเพลงที่ผมชอบมากพอๆกับหนังสือไม่แน่ใจว่ารู้จักอะไรก่อนแต่ช่วงเวลานับว่าใกล้เคียงกัน เนื้อหาของเพลงง่ายๆ รวมๆแล้วบอกเราว่ามันจะดีแค่ไหนถ้าเราเก็บเวลาเอาไว้ในขวดแก้วได้ เพื่อจะได้ใช้มันไปกับคนที่เรารักที่สุด

If I could save time in a bottle The first thing that Id like to do
Is to save every day 'Till eternity passes away
Just to spend them with you

If I could make days last forever If words could make wishes come true
I'd save every day like a treasure and then,
Again, I would spend them with you

เนื้อหาของ "เวลาในขวดแก้ว" พูดถึงสภาพสังคมไทยในยุคก่อนเหตุการณ์รุมฆ่านักศึกษา วัน 6 ตุลา ผ่านเรื่องราวของเด็ก ม.ปลายต่อมหาลัยกลุ่มหนึ่ง นัท หนิง ป้อม จ๋อม เอก ชัย ที่ผมชอบคือเรื่องเล่าผ่านสายตาของ นัท ผู้ซึ่งเป็นกลางที่สุด เขาไม่ได้หัวรุนแรงเหมือนป้อม - ชัย ไม่ใช่ลูกเศรษฐีเหมือนจ๋อม ไม่ใช่ลูกพ่อค้าเหมือนเอก เขาชอบดูหนัง ฟังเพลงฝรั่ง มองสังคมและการเมืองแค่ผ่านๆ และรู้แต่ว่าในสภาพที่พ่อแม่แยกทางกัน เขาต้องดูแลหนิงน้องสาวเขาให้ดีที่สุด

ในสังคมยุคที่ไม่มีมือถือ ไอฟ๊อด มีแต่แผ่นเสียง ไม่มีวงดนตรีวัยรุ่น กิจกรรมของพวกเขาสมัยนั้นคือการอ่านหนังสือ ทำกิจกรรมบางอย่างทางสังคม - เรื่องราวมาสรุปที่เหตุการณ์วันวิปโยค เพื่อนบางคนเสียชีวิต บางคนเดินทางจากเมืองสู่ป่าเขา นัทเองกัดฟันเรียนมหาลัยจนจบทั้งที่ไม่ชอบวิชาที่เรียน และไม่เข้าใจสังคมตอนนั้นเลย - บางช่วงของหนังสือบอกเราอย่างนั้น แต่ละคนย่อมมีเวลาที่เราต้องเลือกใช้เอง จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม

ประภักสร เสวิกุล เขียนเรื่องนี้ไว้เมื่อต้นยุค 2520 แต่เอามาอ่านกี่ทีก็ไม่ล้าสมัย ยิ่งในสมัยนี้ที่ผมรู้สึกอะไรๆมันคล้ายๆยุค 6 ตุลา ด้วยสายตาของนัท เพราะสังคมช่วงนี้ฝันให้สงบอย่างไรก็คงจะเป็นจริงไปไม่ได้ เขามีกำลังใจเพียงแค่ใครสักคนเท่านั้น - เหมือนกับเนื้อเพลงช่วงที่บอกว่า - ถ้าหากมีกล่องสักใบที่ใส่ความฝันได้ กล่องนั้นมันก็คงว่างเปล่า เพราะจะมีแค่ความทรงจำเท่านั้น

If I had a box just for wishes And dreams that had never come true
The box would be empty Except for the memory
Of how they were answered by you

ว่ากันว่า จิม โครเซ่ - Jim Croce แต่งเพลงนี้ให้แก่ลูกชายที่เพิ่งเกิดของเขา - เนื้อหาท่อนที่ว่า - เวลาเท่าไรมันก็ดูไม่พอ เมื่อเราพบคนที่เราต้องการใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตด้วย - เขาคงอยากใช้เวลากับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมเสียใจกับเขามากจริงๆที่รู้ว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะใช้มันได้มากเท่าที่สมควรจะเป็น - จิมเสียชีวิตเมื่อลูกเขาอายุได้แค่ขวบเศษ

But there never seems to be enough time To do the things you want to do
Once you find them
Ive looked around enough to know That youre the one I want to go
Through time with

ต่อจากย่อหน้าแรกพอนัทพูดอย่างนั้น จ๋อมก็แหย่ ตอบนัทไปว่า - "ไม่จริงหรอก เธอกำลังใช้เวลาให้มันเปลืองไปเปล่าๆนะ " นัทสงสัย เงยหน้าถาม " จริงเหรอ ? " จ๋อมยิ้มๆแล้วตอบ "ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรมันก็เป็นเวลาของเธอ เธอจะใช้มันยังไงก็ได้"

เวลาเป็นของผม แต่บาง"ห้วงเวลา" เช่น สภาพสังคม-การเมืองทุกวันนี้ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงกับมันจริงๆ(แย่จัง)




 

Create Date : 12 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 12 กรกฎาคม 2550 13:44:17 น.
Counter : 402 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

mr.cozy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Is everybody in? Is everybody in?
The ceremony is about to begin
Friends' blogs
[Add mr.cozy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.