หนัง เพลงที่ฟัง หนังสือที่อ่าน และการเมืองด้วยครับ
Group Blog
 
All Blogs
 

The Bridge of San Luis Rey - หลายชีวิตในเหตุสะพานถล่มที่รัฐมินนิโซต้า

ผมดูข่าวเรื่องสะพานถล่มที่รัฐมินนิโซต้าประเทศอเมริกาแล้วก็อดสลดใจไม่ได้ และก็นึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง



The Bridge of San Luis Rey เป็นเรื่องราวของสะพานชื่อเดียวกับเรื่องที่มีบุคคลจำนวนหนึ่งต้องมาเสียชีวิตลงพร้อมๆกันจากเหตุสะพานนี้ล่ม เรื่องนี้ทำให้บาทหลวง จูนิเปอร์ ผู้รู้เห็นเกิดความสงสัยและได้ตรวจสอบภูมิหลังของผู้เสียชีวิตทั้งหมด

ล่าสุดเห็นนำเสนอกันในรูปแบบภาพยนตร์แต่ผมยังไม่ได้ดู

ดอนน่า มาเรีย กับคนรับใช้ ที่ต้องการไปสักการะวิหารของศาสนาคริสต์ เอสเตบานผู้เร่ร่อนเหลวไหล ชายสูงศักดิ์ที่ละทิ้งทุกอย่างเพื่อคนรักและลูก ต่างก็ต้องมาจบชีวิตพร้อมกัน ในที่แห่งเดียวกัน - คำตอบในหนังสือไม่มีอะไรมากไปกว่า บางอย่างในชีวิตตัวเราก็กำหนดไม่ได้ บางทีพยายามแค่ไหน ก็มี "อะไร" ที่เหนือกว่านั้นมาตัดสินให้เป็นคำตอบสุดท้าย



สะพานข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ที่ถล่มลงมานี้เพิ่งจะมีอายุแค่ 40 ปีจะว่าไปก็อายุไม่มากนัก ขณะที่รัฐมินนิโซต้าแถลงเท่าที่ผมได้ยินล่าสุดคือมีผู้เสียชีวิตแล้วแน่ๆ 4 คน ส่วนผู้สูญหายน่าจะราว 40 คน ก็ออกจะมากโขอยู่ ส่วนสาเหตุก็เริ่มยอมรับกันมาแล้วว่าสะพานชำรุดได้กว่า 2 ปีจากการประเมินแต่ก็ไม่มีการแก้ไขจริงๆจังๆ

ผมนับถือศาสนาพุทธก็คงจะมองเรื่องนี้ไปทางอื่นไม่ได้ว่า"อะไร"ที่นาย ธอนน์ตัน ไวท์เดอร์ ผู้แต่งนั้นน่าจะหมายถึง"กรรม"นั่นเอง

ในทางศาสนาพุทธมีกรรมอันเรียกว่า "อัปราปรเวทนียกรรม" แปลว่ากรรมอันจะตามไปได้แม้ชาติอื่นภพอื่น หมายถึงแม้ในชาตินี้จะดีแค่ไหนก็ตาม หากมีกรรมชั่วในภพก่อนแล้ว ก็อาจจะถูกตามมาเกิดขึ้นได้เหมือนกัน

จากเคยสงสัยเหมือนกันว่าจริงๆแล้วบางคนก็เป็นคนดีมาตลอดทำไมจึงประสบเหตุเดียวกันกับคนอื่นๆที่มีการกระทำไม่ดีด้วยเล่า - ก็หมดสิ้นไปเพราะคำสอนข้อนี้

ก็ไม่ทราบในจำนวนผู้ตายในเหตุนี้จะมี "อัปราปรเวทนียกรรม" อย่างใดบ้าง ได้แต่เศร้าใจอยู่ในความสูญเสีย

The Bridge of San Luis Rey - เป็นเรื่องน่าอ่านนะครับ มีแปลไทยแล้วในชื่อ สะพานมรณะ แปลโดยคุณ สุนีย์ รามอินทรา

เชื่อกันว่า "หลายชีวิต" ของ อ.คึกฤทธิ์ ก็ได้แนวคิดมาจากเล่มนี้และออกจะอธิบายเรื่องกรรมได้ดีกว่าด้วย คำสอนเรื่อง "อัปราปรเวทนียกรรม" ก็มาจากบทความของท่าน

ความแน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอนครับ




 

Create Date : 03 สิงหาคม 2550    
Last Update : 4 สิงหาคม 2550 11:46:30 น.
Counter : 695 Pageviews.  

เมื่อ พระสันตปาปา เอาใจช่วยชาวอิรัก

ฟุตบอลเอเชียนคัพ จบไปแล้วชาวเอเซียได้แชมป์ทีมใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยได้มาก่อน คือ ทีมชาติ อิรัก

งานนี้ผมเชียร์อิรักมาตลอดเพราะผมถือว่า ต้องเชียร์ทีมที่ชนะทีมไทยให้ได้แชมป์ (อย่างน้อยก็ปลอบใจตัวเองว่าตกรองบเพราะมีแชมป์อยู่ในสายนะโว้ย )

รอบแรกเราเสมอที่แชมป์คราวนี้ได้ 1 - 1

หลังจากเข้ารอบไปอิรักพิสูจน์ตัวเองว่าดีพอจะได้แชมป์โดยการตะลุยชนะทั้ง เวียดนาม และ เกาหลีใต้ - ซึ่งพลพรคโสมขาวก็ต้องรอแชมป์แรกของพวกเขาต่อไป

นัดชิงพวกเขาชนะ มหาเศรษฐีอย่างซาอุดิอารเบียได้ 1-0 โดยนาย ลูเนต มามูส



เมื่อคืนผมดูข่าว CNN เห็นท่านพระสันตปาปา เบเดดิกต์ ที่ 16 ทรงแสดงความยินดีในเรื่องนี้ท่านตรัสทำนองว่า - เรารู้สึกเศร้าใจและร้องให้เสมอในเรื่องราวของชาวอิรัก แต่ครั้งนี้เรายินดีกับพวกเขา เรายินดีที่ได้เห็นพวกเขามีความสุข ออกมาฉลองกันทั่วแม้บนถนน พวกเขาแสดงให้เราเห็นถึงความต้องการชีวิตที่ปรกติและสงบ และสันติภาพน่าจะเกิดขึ้นจากการนี้ได้....

ข่าวยังบอกอีกว่าชาวอิรักส่วนใหญ่จะออกมาดีใจกันแบบร่วมกลุ่มไม่แยกนิกายอย่างทุกครั้ง น่าชื่นใจมาก - แต่ก็ยังมีกลุ่มเล็กๆ ที่ออกมาทำร้ายพวกต่างนิกาย จนมีผู้เสียชีวิตประมาณ 10 คน......แย่

บันทึกนี้ขอเอาใจช่วยชาวอิรักที่รักสันติภาพทุกท่านครับ




 

Create Date : 02 สิงหาคม 2550    
Last Update : 2 สิงหาคม 2550 13:41:31 น.
Counter : 258 Pageviews.  

deliver us from evil - สารคดีของบาทหลวงทุศีล

เรื่องของนักบวชทุศีลสามารถพบเห็นได้ทุกศาสนา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเปิดหูเปิดตาแค่ไหน



deliver us from evil - ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม

สารคดีเรื่อง ดิลิเวอร์ อัส ฟอร์ม อีวิล - deliver us from evil เป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาอย่างมากในแวดวงสารคดีเมื่อปีที่แล้วจะเป็นรองก็แค่สารคดีโลกร้อนของ อัลล์ กอร์ เท่านั้น โดยเนื้อหาพูดถึงคดีของบาทหลวงนิกายคาทอลิก โอลิเวอร์ โอ กราดี้ย์ - Oliver O Grady ที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็กชาย-หญิง (อายุน้อยที่สุดคือ 9 เดือน )ช่วงเวลากว่า 20 ปี ในจำนวนที่เขาเองก็สารภาพว่า "จำไม่ได้" ยิ่งไปกว่านั้นเขายังบอกว่าไม่แค่เด็กๆ ผู้เป็นแม่บางคนก็ถูกเขาล่อลวงทางเพศด้วย

ช่วงปี 70 - 90 นายโอ กราดี้ย์ เป็นบาทหลวงในแถบชุมชนเคร่งศาสนา เขาถูกเชิญไปพักตามบ้านต่างๆเพื่อสอนและทำพิธีทางศาสนา เขาได้ล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากมาย ในแต่ละท้องที่ เมื่อมีการร้องเรียนไปยังศาสนจักร พวกเขาก็แค่ย้ายบาทหลวงคนนี้ไปเขตอื่นเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าส่งซาตานไปหาเด็กๆ เพราะทุกๆจุดที่นาย โอ กราดี้ย์ ไป เขาก็กระทำการเลวทรามอย่างเดิมอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สารคดีเรื่องนี้กำกับโดย เอมี่ เบริกร์ - Amy Berg เดินเรื่องได้อย่างชาญฉลาด โดยแทบไม่ต้องมีผู้บรรยายเหมือนสารคดีอื่นๆ แต่เรียบเรียงจากการสารภาพ - สำภาษณ์ - ภาพอัดวีดีโอ ในศาลชั้นสอบสวนพยาน - และการแสดงความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยผมขอแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

หนึ่งคือตัวนาย โอ กราดี้ย์เองที่ดูจะไม่รู้สึกรู้สาเท่าไร เขาพูดแต่ว่ามันไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้สึกว่าผิดอะไรนัก และเสียใจอะไรนัก บางครั้งก็ซัดไปยังบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ที่คอยแต่จะปกป้องเขาจนเกินเหตุ

สองคือบรรดาบาทหลวงตั้งแต่ชั้นบิชอปไปจนถึงคาร์นิดัล ที่จะเป็นเทปบันทึกการให้ปากคำทั้งหมดเพราะไม่ยอมพูดตรงๆ ต่างก็ยอมรับกับตำรวจว่ารู้การกระทำของ เกร์ดี้ย์ เป็นระยะทั้งจากจดหมายและคำพูด แต่ที่ทำแค่ย้ายเพราะคำสั่งจากทาง สำนักวาติกัน และไม่เชื่อบางข้อมูล - คำให้การที่ตลกที่สุดคือบาทหลวงชั้นคานินัล โรเจอร์ มาร์โฮนี่ย์ - Roger Mahoney คือ ท่านบอกว่าได้รับจดหมายเรื่องการลวนลามของ โอ เกร์ดี้ย์จากเด็กหญิง อีก 9 เดือนได้จากเด็กชาย จึงไม่สนใจเพราะคิดว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน !!!!!

กลุ่มที่ 3 ที่น่าสงสารที่สุดคือ บรรดาเหยื่อและพ่อแม่ของพวกเขาที่พากันรำพันว่าไม่น่าให้คนอย่างบาทหลวง โอ เกร์ดี้ย์เหยียบเข้าบ้าน เด็กๆที่กล้าเผยตัวที่ทุกวันนี้โตเป็นผู้ใหญ่หมดแล้ว เช่น แอนน์ จโยโน่ - Ann Jyono ลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ถูกเขาชำเราตั้งแต่อายุ 5 ขวบถึง 12 ขวบ หรือ อดัม เด็กชายที่ถูกลวนลามเมื่ออายุ 3 ขวบ

และกลุ่มสุดท้ายได้แก่บรรดาทนายความ นักจิตวิทยา และ อดีตบาทหลวงที่ถูกศาสนจักรไล่ออกเพราะเป็นตัวตั้งตัวตีในการเป็นทนายแก่เด็กๆเหล่านี้และขอรื้อโครงสร้างการปกครอง - การลงโทษ เสียใหม่ให้ทันสมัยเพื่อไม่ให้มีปัญหาอีก ท่านโธมัส ดอยย์ - Thomas Doyle

เอาเข้าจริงๆที่สารคดีนี้นำเสนอก็คือ ศาสนจักรทำถูกแล้วหรือที่"รักษาหน้า"โดยเมินเฉยคำร้องเรียนมาตลอดเป็นสิบๆปี และยังส่งคนที่มีปัญหาแบบนี้ไปยังท้องที่อื่นๆอีกด้วย - ชื่อสารคดีที่ว่า deliver us from evil คงจะหมายถึงนำเราไปจากปีศาจ ไม่ใช่ส่งมาหา!!!

หลังจากกระทำลามกกรรมมากว่า 20 ปีจนชาวบ้านเห็นว่าพึ่งพาศาสนจักรไม่ได้จึงเข้าร้องเรียนทางการ แต่เนื่องจากเหยื่อไม่กล้าเผยตัวจึงลงโทษได้แค่ไม่กี่คดี สำนักวาติกันยังส่งทนายมาช่วยว่าความให้อีกด้วย นาย โอ เกร์ดี้ย์ จึงถูกลงโทษจำคุก 14 ปี แต่ติดแค่ 7 ปีก็มีการให้ลดหย่อนส่งตัวไปอยุ่อย่างอิสระเสรีที่ประเทศไอร์แลนน์

ว่ากันว่าเรื่องบาทหลวงที่มีอาการ pedophilia (ฟีลดอบฮีเลีย-ความปราถนาทางเพศกับเด็กๆ ) เป็นเรื่องรับรู้กันในศาสนจักรแต่ทางวาติกันไม่ยอมเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองและลงโทษบาทหลวงที่ละเมิดทางเพศ ค่าใช้จ่ายที่ทางวาติกันเสียไปในการจ้างทนาย ฯลฯ ในการนี้ตกถึงปีละหลายสิบล้านดอลล่าร์

ที่น่าสะเทือนใจที่สุดคือท้ายสารคดี ท่าน โธมัส ดอยย์ พยายามเรียกร้องให้เปลี่ยนนโยบาย จัดการให้เด็ดขาดกับบาทหลวงที่ละเมิดทางเพศเด็ก ท่านพากลุ่มผู้เสียหายไปยื่นจดหมายต่อสำนักวาติกันถึงกรุงโรม แต่ทางวาติกันปฎิเสธจะรับจดหมายและยังเรียกพวกเขาว่าคนบาปที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย !!!??? - พ่อของนางแอนน์ถึงกับร้องไห้และประกาศว่าไม่เชื่อพระเจ้าอีกต่อไป ขณะที่เหยื่อผู้เป็นลูกสาวก็น้ำตาตกเพราะยังเชื่อในคำสั่งสอนของทางศาสนาว่า ผู้ใดพูดเช่นนี้ก็จะต้องตกนรกหมกไหม้สถานเดียว!



เหยื่อทั้ง 2 ที่โตแล้ว กับนาย โอ เกรย์ดี้

ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จในทุกด้านทั้งรายได้ และคำวิจารญ์ มีผลต่อคริสจักรถึงขั้นมีผู้เดินประท้วงตามรัฐใหญ่ๆไปทั่ว และก่อให้เกิดทำถามใหม่มาอีกมากมาย แต่ตัวสาวผู้กำกับก็ถูกพวกบาทหลวงบางองค์นำพวกคลั่งศาสนามาด่าว่าบาป....ตามระเบียบ

มองดูเมืองไทยก็ใช่ย่อย พระวัดใหญ่ๆบางรูปทำผิดซ้ำซากก็ไม่เห็นองค์กรศาสนาจะทำอะไรได้ - ช้าเหมือนกันหมด สมีอย่างยันตระก็ใช้เวลาเป็นปีๆกว่าจะจับสึก วัดบางวัดก็ทำเป็นพระมาเฟีย เจ้าอาวาสอมเงินก็มี พอชาวบ้านอย่างผมโวยวายก็ถูกขู่ว่าอย่าไปว่าพระเดี๋ยวบาป ผมก็คิดว่าบางทีก็ต้องยอมบาปล่ะ ถ้าเห็นตำตาอย่างนั้น และเชื่อเถอะว่าองค์กรใดก็ตาม หากไม่รู้จักแก้ไข ปรับเปลี่ยนตัวเอง ก็รอแต่วันเสื่อมศรัทธาเท่านั้น

ลืมหนังซาตานดาดๆอย่าง the omen ได้เลย deliver us from evil จะทำให้คุณรู้สึกถึง "ปีศาจ" ในตัวนาย เกร์ดี้ย์ ทั้งแววตา น้ำเสียง ความคิด จนขนลุกได้ง่ายๆเลยล่ะ




 

Create Date : 01 สิงหาคม 2550    
Last Update : 1 สิงหาคม 2550 13:19:41 น.
Counter : 494 Pageviews.  

วิถีคนกล้า - ที่ราคา 39 บาท

ทำให้คนอื่นกลัว ทำให้ไม่กลัวคนอื่น - เป็นประโยคจั่วหัวของเรื่อง"วิถีคนกล้า" (PATH OF THE BRAVE) ทั้งในรูปแบบหนังสือ และ ภาพยนตร์

ในช่วงปี 2534 หนังไทยไม่เหมือนดังปัจจุบันนี้ ความนิยมยังไม่มากเท่าไร หนังไทยที่ทำรายได้สูงสุดตอนนั้นก็แค่ 25 ล้านบาท(ไม่แน่ใจว่าเรื่องบุญชู ผู้น่ารัก หรือ กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้) การที่จะมีใครลงทุนเอานิยายที่พูดถึงเรื่องของชาวเขาบนดอยมาทำเป็นหนังจึงเป็นเรื่องที่กล้าหาญไม่น้อย แต่คุณเจริญ แห่งค่ายไฟว์สตาร์ และผกก. ยุทธนา มุกดาสนิทก็ลงมือทำหนังไทยเรื่องนี้ออกมาให้ผู้ชมได้ดูกัน



ปกหนังสือ วิถีคนกล้า (ฉบับพิมพ์ล่าสุด)

เรื่องราวพุดถึงชาวเขาเผ่าสมมุติเผ่าหนึ่งชื่อ จอมูฮเต พวกเขาเปรียบเสมือนรัฐๆหนึ่ง มีกฎ เขตแดน ประชาชน และศาสนาประจำรัฐ การปกครองยึดเอาชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงเป็นคนทำงาน พ่อหรือผัวจะขายเมื่อไรก็ได้ ผู้นำเผ่าคือ ปู่แถน พวกเขาที่ศัตรูคือชาวเขาอีกเผ่าในพื้นที่ติดกันคือ เผ่า ลาฮูโปว จุดศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ จ่อปา เด็กหนุ่มที่มีฝีดาบเก่งกาจที่สุดในรอบร้อยปีที่อยากจะเดินบนวิถีคนกล้า

ในหนังสือความยาวเพียงร้อยกว่าหน้าและภาพยนตร์ความยาวประมาณ 2 ชั่วโมง ผกก.สามารถใส่เรื่องราวประเด็นสำคัญๆได้ทั้งหมด ระบบการปกครองที่ปู่แถนเป็นตัวแทนของการปกครองด้วยความกลัวในแง่ของคาถาอาคม จากเดิมที่เผ่าปกครองด้วยแสนหาญอันเป็นตัวแทนของคนรบ ปู่แถนสังหารแสนหาญและขึ้นปกครอง พร้อมตั้งตำแหน่งแสนหาญให้เป็นรอง ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำในเผ่าที่เก็บไว้หลายสิบปีจนมาถึงรุ่นจ่อปา

เรื่องแง่มุมสิทธิสตรีที่กำหนดให้หญิงเป็นแค่เครื่องกำเนิดลูก (ประเพณีลงข่วงน่าจะอ้างอิงได้ถึงลานสาวกอด) สิทธิอย่างเดียวที่สาวเผ่านี้มีคือเลือกผู้ชายที่จะลงข่วงด้วยได้เท่านั้น

การวิจารญ์ถึงนิยามคำว่าอำนาจว่าที่ถึงที่สุดแล้ว อำนาจและความกล้าก็สามารถฆ่าคนได้พอๆกับความขลาด และเมื่อจ่อปาใช้ดาบกระชากอำนาจจากปู่แถนแล้ว ชาวบ้านก็ยังเป็นแค่เบี้ยเช่นเคย แต่เปลี่ยนจากการกลัวอาคมเป็นคมดาบเท่านั้น

ตัวละครที่เดินเรื่องคู่กับจ่อปามาตลอดคือน้องชายเขา-จ่อมุ ในขณะที่พี่ชายพยายามเดินบนวิถีคนกล้า ตั้งแต่ฆ่างู หัดดาบจนไร้เทียมทาน นอนกับสาวๆทั่วเผ่า ไปจนกล้าท้าทายอำนาจสูงสุดอย่างปู่แถน จ่อมุกลับพอใจเพียงแค่เป็นคนเลี้ยงแพะ ต้องนอนกับหญิงสติไม่ดี ก่อนจะถูกระบบสังคมกดดันอย่างหนักจนทำผิดรีตอย่างแรง สุดท้ายก็ตายก่อนวัยอันควร

แต่ก็ไม่ผิดกับพี่ชายในขณะที่จ่อมุขลาดจนทำอะไรไม่ถูก ความกล้าถึงขั้นบ้าเลือดของจ่อปาก็ทำให้พ่อของเขาต้องคร่ำครวญว่า

-ไม่ใช่แค่คนขลาด แต่คนกล้าข้าก็ฆ่ามัน

บทสรุปของจ่อปาก็เหมือนกับคนบ้าอำนาจทุกคนที่ไม่ต้องรอให้ใครมาทำลายหรอก ตัวเองนั้นแหละจะวิ่งเข้าไปหาเอง

นอกจากการเดินเรื่องแล้ว ที่โดดเด่นมากๆของหนังเรื่องนี้คือ ดนตรีประกอบซึ่ง คุณ จรัล มโนเพชร สุดยอดศิลปินล้านนาใช้เครื่องสายและเครื่องเคาะของชาวเขามาสร้างเพลงประกอบที่ทั้งไพเราะและดูขรึมขลัง การจัดฉาก และเครื่องแต่งกายก็ยอดเยี่ยม


จ่อปา ตัวละครเอก ทุกวันนี้ไปไหนก็ไม่รู้

ส่วนทีมนักแสดงก็ทำหน้าได้ดีทุกคน แต่ทุกวันนี้นอกจากศิลปิน จรัล มโนเพชร ที่ล่วงลับไปแล้ว นักแสดงคนอื่นๆในหนังเรื่องนี้ไม่รู้หายไปไหนหมด คงเหลือแค่ พุฒิชัย อมาตยกุล ที่รับบทจ่อมุเท่านั้นที่ยังเห็นหน้าเห็นตากัน ไม่เว้นแม้ผู้กำกับ

แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ยังพอภูมิใจได้ เพราะทุกวันนี้ถ้าพูดถึงหนังไทยคุณภาพ วิถีคนกล้า เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คอหนังจะยกย่องเสมอ

ปล. ส่วนชื่อหัวเรื่องใครอ่านถึงตอนนี้แล้วสงสัยว่าเกี่ยวตรงไหน ก็คือผมไปเจอหนังเรื่องนี้ในกะบะขาย วีซีดี แผ่นละ 39 บาทไงครับ




 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2550 0:08:51 น.
Counter : 590 Pageviews.  

give peace a chance - ให้สันติภาพมีโอกาสบ้าง

ผมเองออกจะใจหายนิดๆ เมื่อเห็นดาราวัยดึกอย่าง เจน ฟอนดา - jane fonda ออกมาแสดงกิจกรรมอีกครั้งหลังจากเงียบไปนับสิบปี

โดยประท้วงรัฐบาลนาย จอร์จ บุช กรณีสงครามอิรัก โดยเธอประกาศว่า "ทำไมพวกเราไม่เคยเรียนรู้อะไรจากประวัติศาตร์เลย" และ "การเงียบเสียง ไม่ใช่ทางเลือก"



เจน ฟอนดาที่เวียดนาม

เจน ฟอนดา ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสำหรับนักกิจกรรมเพื่อสังคมทั้งหลาย นักแสดง 2 ออสก้าร์ ลูกสาวผู้กำกับชั้นครู - เฮนรี่ ฟอนดา และนางแบบที่สวยระดับโลกคนนี้ มีชื่อเสียงตั้งแต่วัยสาวในเรื่องการประท้วงต่อต้านสงครามและขอสันติภาพแก่โลกใบนี้ โดยเฉพาะกรณีสงครามเวียดนามที่เธอทุ่มทั้งกำลังกาย - เวลา และกำลังทรัพย์ จนได้สมญาว่า "ฮานอย เจน" - Hanoi Jane

ในเพลงร๊อคสุดฮิตของ โอเอซิส - oasis "Don't look back in anger" มีประโยคหนึ่งเขียนว่า So I start the revolution from my bed - ถ้าสนใจในประวัติศาตร์ดนตรีร๊อค คงพอเดากันได้ว่าพวกเขากำลังพูดถึง จอนห์ เลนนอน - John Lennon ในการประท้วงสงครามและขอสันติภาพอย่างสันติร่วมกับ โยโกะภรรยาเขาที่ฮือฮาไปทั่วโลกราวๆปี 1968 เพราะเขาประท้วงโดยการนอนอยู่บนเตียง 7 วัน 7 คืน



จอนห์ เลนนอน start the revolution from his bed

ในเวลาไล่เลี่ยกัน จอนห์ ก็เขียนบทเพลงต่อต้านสงครามในชื่อ give peace a chance โดยมีท่อนหนึ่งเขาเสียดสีว่า Ev'rybody's talkin' 'bout Revolution, Evolution, Masturbation, Flagellation, Regulation, Integrations, mediations, United Nations, congratulations
All we are saying is give peace a chance - พวกเอ็งจะปฎิวัติกัน จะวิวัฒนการ จะชักว่าว จะนั่งสมาธิ อะไรก็แล้วแต่ ก็ว่าไปเถอะว่ะ พวกผมแค่ขอโอกาสให้สันติภาพบ้างได้ไหม

ล่าสุดข่าวบอกว่า นาย จอร์จ บุช จะไม่ยอมรัฐสภาอเมริกาในกรณีที่ให้ทยอยถอนทหารออกจากอิรักก่อนจะอนุมัติงบประมาณด้านการทหารส่วนนี้ให้ ซึ่งนาย บุช แกบอกว่ายังต้องใช้ทหารเข้าควบคุมในประเทศนั้นต่อไป และยังมีอีกหลายๆแห่งในโลกที่ต้องอาศัยการทหารเป็นวิธียุติความขัดแย้ง

อย่างที่บอกว่าผมออกจะใจหายนิดๆ ที่เห็น ป้าเจน ฟอนดา ต้องลากสังขารวัยเหยียบ 70 ออกมา ยังไม่นับสภาพความวุ่นวายทั่วโลกที่ดูแทบไม่ต่างกับยุคสงครามเวียดนามเลยทั้งๆที่คอมมิวนิสต์ก็หมดยุคไปนานแล้ว - พวกเราคงไม่เคยเรียนรู้อะไรสักทีจริงๆอย่างป้าเจนว่าไว้ - และหากจอนห์ เลนนอนยังอยู่เขาก็คงเบื่อมากเพราะสิ่งที่เขาขอเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน คงจะยังไม่มีหวังแม้อีก 40 ข้างหน้าก็ตาม

เขาหวังแค่ให้สันติภาพได้มีโอกาศอย่างจริงๆจังๆสักครั้งเท่านั้นเอง




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2550 12:51:14 น.
Counter : 1383 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

mr.cozy
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Is everybody in? Is everybody in?
The ceremony is about to begin
Friends' blogs
[Add mr.cozy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.