พระจันทร์สัญจร
Group Blog
 
All Blogs
 
ตอนที่ 7 ปราสาท เดอร์ฮาร์ ( Kasteel de Haar )

ตามความตั้งใจไว้ว่ามา เนเธอร์แลนด์แล้วต้องหาโอกาศไปเยี่ยมชม ปราสาทสวยๆสักแห่งให้ได้ หลังจากได้เลือกดูหลายๆแห่งแล้วจึงตัดสินใจมากันที่ ปราสาทเดอร์ฮาร์ เพราะความสวยงามและประวัติที่น่าสนใจ เราเข้าสำรวจปราสาทพร้อมๆกับประวัติของตัวปราสาทกันดีกว่า



ปราสาท De haar สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ตั้งอยู่บนริมแนวเขื่อนที่ทอดยาวริมแม่น้ำ Rhine “Haar “เป็นภาษาดัตช์ในยุคสมัยกลางแรกๆ ที่ใช้เรียกผืนแผ่นดินที่ยืดแผ่ขยายเป็นเนินสูงๆ ดังนั้นจึงเป็นชื่อของปราสาทและตระกูลที่อาศัยอยู่ที่นั่น
แต่ดั่งเดิมของปราสาทไม่มีอะไรนอกจากเป็นป้อมสูงของบ้านฟร์าม ที่ทำด้วยอิฐง่ายๆสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย เจ้าของและต้นตระกูลของ De Haar เคยเป็นขุนนางผู้ถือครองที่ดิน ของกษัตริย์ผู้ปกครองประเทศคือ บิชอป ออฟ อูเทรคต์ ( Bishop of Utrecht )
ในปี 1434 Josina van de Haar สมรสกับ Dirk Van Zuylen ดังนั้นทายาทรุ่นต่อมาจึงได้นำมาใช้เป็นนามสกุลว่า Van Zuylen van de Haar. ในปี 1482 ปราสาทโดนพายุทำลายและไฟไหม้เสียหายเกือบหมดซ้ำยังถูกยึดกรรมสิทธิถือครอง ซึ่งเป็นไปได้ว่าบ้านหลังนี้ได้คืนกลับสู่ตระกูล Van Zuvlen van de Haar ในช่วงต้นปี 1500 หลังจากนั้นจึงบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้ง และในปี 1536 จึงได้ถูกยกฐานะขึ้นเป็น ปราสาท



ปราสาทได้ถูกทำลายอีกครั้งในปี 1672 ระหว่างสงครามความขัดแย้งกับฝรั่งเศษ หลังจากนั้นจึงตกอยู่ในสภาพปล่อยทิ้งรกร้าง ตระกูล Van Zuylen ผู้เป็นเจ้าของ ปราสาท De Haar ได้อพยพย้ายไปอยู่ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ ( ปัจจุบันคือ ประเทศ เบลเยี่ยม )ในตอนต้นศตวรรษที่ 17 เป็นเพราะว่าทางตอนเหนือของเนเธอร์แลนด์ ได้กลายเป็นพื้นที่เขตแดนอิทธิพลของ คริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งไม่มีพื้นที่ให้ยืนสำหรับขุนนาง นิกาย คาโทลิค อย่าง Van Zuylens
ในปี 1890 บารอน Etienne van Zuylen van Nijevent ทายาทผู้หนึ่งของตระกูลที่อยู่ทางใต้ของเนเธอร์แลนด์ ได้รับมรดกเป็นซากปรักหักพังซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทที่โอ่อ่าสง่างาม
ท่านบารอนได้สมรสกับ Helemd de Rothschild ผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวย เขาจึงได้ตัดสินใจบูรณะ ปราสาท De Haar ให้หรูหราและโอ่อ่าเหมือนเดิม เพื่อเป็นเกียรติยศความรุ่งโรจน์ของบรรพบุรุษ



บารอน Etienne van Zuylen และ บารอนเนส Helemd de Rothschild ไม่ได้สร้างปราสาท De Haar เพื่อเป็นที่พักถาวร แต่เลือกที่จะใช้เป็นที่พักชั่วคราวที่จะมาพำนักที่นี่ หนึ่งเดือนต่อปี เป็นประเพณีนิยมที่ครอบครัวตระกูล Van Zuylen ที่จะพาลูกหลานและแขกรับเชิญของพวกเขามาพักที่ปราสาททุกๆเดือนสิงหาคมของทุกปี
ภายในตัวปราสาท มีห้องต่างๆมากมายที่น่าสนใจและเปิดบริการบางส่วนให้นักท่องเที่ยวเข้าชมพร้อมมัคคุเทศน์แนะนำประวัติที่มาของปราสาทและห้องแต่ละห้อง


ห้องครัวเดิม
ห้องครัวได้ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1970 เป็นรูปแบบการออกแบบในศตวรรษ ที่ 19 ส่วนตรงกลางของครัวจะมีลักษณะเป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมยกพื้นขึ้นสูง ข้างในจะเป็นเตาถ่านขนาดใหญ่ ซึ่งได้ติดตั้งโดยบริษัท Droute ( Droute company of Paris ) บนเตานั้นจะมีถังน้ำขนาดใหญ่ที่ทำด้วยทองแดง 2 ถังเพื่อสำหรับสมาชิกในครอบครัวได้ใช้ ในส่วนกลางของเตาคือ Bain – marie หรือถังนึ่งน้ำร้อน ภายในจะใช้เก็บ Sauce pans ( กระทะท้องแบนมีฝาปิดด้ามจับยาว ) เพื่อสำหรับเก็บ ซุป และ ซอส ต่างๆ ให้อุ่นอยู่เสมอ หม้อและกระทะทองแดงทั้งหมดจะถูกเคลือบด้วยดีบุกเพื่อป้องกันสารพิษจากทองแดง และที่นี่เป็นแหล่งสะสมเครื่องครัวที่ทำจากทองแดงที่สมบูรณ์แบบ อุปกรณ์ทุกอย่างล้วนแต่ทำด้วยทองแดง ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของ เนเธอร์แลนด์
พนังห้องครัวมีความหนาถึง1.5 เมตร ซึ่งเป็นพนังดั้งเดิมตั้งแต่สมัยกลางและอีกอย่างหนึ่งก็คือหน้าต่างเปิดแบบถาวร ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ด้านล่างของเตายังมีท่ออีกหลายท่อที่ต่อตรงไปปล่องไฟ เพื่อเป็นทางออกของควันและไอน้ำขณะประกอบอาหาร บริเวณเตาผิงข้างกำแพงได้ติดตั้งกงล้อหมุนแกนเหล็กสำหรับย่างอาหารกับแท่งเหล็กสำหรับเขี่ยถ่านไม้ซุงโดยเชื่อมต่อกันด้วยโซ่เส้นขนาดกลาง เมื่อขณะย่างอาหารโดยการหมุนกงล้อไปเรื่อยๆ แท่งเหล็กก็จะเขี่ยถ่านซุงให้ลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับห้องครัว ห้องครัวนี้สามารถจัดเตรียมอาหารได้สำหรับ 70 คน และใช้หัวหน้าคนครัว 3 คน.
พนังของห้องครัวได้ออกแบบตกแต่งโดยการระบายสีลงบนแผ่นกระบื้องด้วยมือ ซึ่งออกแบบโดย Pierre Cuypers เพชรสีแดง เพชรสีขาว และรูปแท่งเสากลม ที่วาดลงไปบนแผ่นกระเบื้องคือสัญลักษณ์ตราเครื่องหมายของขุนนาง ของตระกูล Van de Haar และ Van Zuylen ตามลำดับ



ห้องรับประทานอาหาร
ห้องนี้ได้รับแนวความคิดจากศตวรรษ ที่ 19 เพื่อให้เป็นห้องสำหรับครอบครัวของชนชั้นสูง ระหว่างทางเดินไปสู่ห้องครัวจะผ่านบันไดทางเดินไปสู่ Chatelet ( ปราสาทเล็ก ) ซึ่งได้ถูกออกแบบไว้แต่แรกเพื่อเป็นสถานที่รับรองแขกที่มาเยี่ยมเยือน
ห้องรับประทานอาหารยังคงรักษารูปแบบไว้เหมือนกับหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา โต๊ะรับประทานอาหารและเก้าอี้ได้ถูกออกแบบโดย Pierre Cuypers และสามารถรับรองได้ 34 คน
ฝาผนังจะกรุด้วยไม้โอ๊ค เนื้อดีที่ผลิตที่ สลาโวเนีย ( Slavonian oak ) ฝาผนังจะถูกแกะสลักอย่าง
งดงาม โดยช่างแกะสลักผู้ชำนาญ
เตาผิงที่เป็นสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตครอบครัวนั้นได้ถูกตกแต่งหิ้งด้านบนของเตาผิงด้วยรูปแกะสลักหินทรายจากเบลเยี่ยม เป็นเป็นรูปสามคู่สามีภรรยา ในหนังสือพระคัมภีร์ ( จาก กลุ่มที่14 ของหนังสือพระคัมภีร์เก่า
ของคริสเตียน ) Adam and Eve, Isaac and Rebecca และ Sarah and Tobias. ความอบอุนของห้องนี้ได้จากลมร้อนซึ่งผ่านเข้ามาทาง ตะแกรงเหล็กใต้เตาผิงนั่นเอง ดังนั้นเตาผิงของห้องนี้จึงไม่สามารถจุดเผาฟืนได้ เป็นการออกแบบเพื่อเป็นระบบของความร้อนเท่านั้น
บนฝาผนังจะแขวนด้วยผ้าม่านผืนใหญ่ เป็นผ้าทอลายสีสันสดใส ศิลปะในช่วงต้นศตวรรษที่18 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพเขียนในศตวรรที่17 โดยจิตรกรเอก David Teniers บนผืนผ้าม่าน จะเป็นลวดลายพรรณาถึงวิถีชีวิตของชาว Flanders ( ชื่อภาษาราชการภาษาหนึ่งของเบลเยี่ยม ) เป็นภาพการแต่งงานของชาวนา เทศกาลเบียร์ และงานรื่นเริงต่างๆ


ห้องงานเลี้ยงเต้นรำ ( Ballroom )
ห้องสำหรับงานเลี้ยงเต้นรำ รอบๆผนังห้องจะถูกประดับตกแต่งด้วยรูปแกะสลักเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ของการเต้นรำและดนตรีในหลายๆทศวรรษที่ผ่านมา ด้านบนของเตาผิงจะเป็นพื้นที่นั่งสำหรับเหล่านักดนตรีขณะบรรเลง ซึ่งเป็นประเพณีนิยมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกลาง ที่จะแยกวงดนตรีออกจากบริเวณพื้นที่เต้นรำเพื่อป้องกันสายสืบ ( Spying ) หรือการลอบดักฟังในขณะที่ทุกคนดื่มกินกันอย่างสนุกสนานและอาจเผลอพูดถึงความลับที่เกี่ยวกับเบื้องบน
ผนังห้องประดับด้วยพรมผืนใหญ่หลายผืนที่ผลิตจาก Brussels ( ชื่อเมืองหลวงของเบลเยี่ยม ) ในระหว่างปี 1500 ถึง ปี 1520 เรื่องราวบนผืนพรมจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ในศาสนาตริส ที่ให้ชื่อว่า “ การปลดปล่อยจากมนุษยชาติ” ( Deliverance from Mankind ) บารอน และ บารอนเนส Van Zuylen-de Rothschild ได้ซื้อพรมสามผืนนี้จาก ลอนดอน ประมาณปี 1900 ทางด้านซ้ายของห้องจัดงานเต้นรำเราจะได้เห็นผืนพรมภาพชื่อ “การสร้างโลกของพระเจ้า” ( The Creation ) และทางด้านขวา “ การขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู “( The Ascension of Christ ) ส่วนผืนพรมที่มีชื่อว่า “สงครามระหว่างความดีและความชั่วร้าย” ( The Battle between Good and Evil ) จะถูกแขวนประดับไว้ที่ห้องโถงกลาง
ห้องนี้ยังได้จัดแสดงเกี้ยวนั่งของชาวญี่ปุ่น ซึ่งผลิตขึ้นในราวปี 1800 เพื่อใช้เป็นที่นั่งสำหรับภรรยาของ โชกุน รอบๆเกี้ยวนั่งจะจะมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปดอกบัว ซึ่งเป็นตราประจำตระกูลของ โตกุกาวา ( Tokukawa family )




ห้องโถงอัศวิน
ครอบครัวนี้ใช้ห้องโถงอัศวินสำหรับเป็นห้องสำหรับนั่งเล่น เป็นรูปแบบอย่างสมัยกลางที่ยังคงอนุรักษ์คงเดิมไว้ ห้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านไม่เท่าและมีเพดานเป็นคานโค้งต่ำลงมา คานนั้นจะทำจากเหล็กแต่จะถูกหุ้มด้วยไม้อีกทีหนึ่ง
ด้านบนเพดานจะแขวนโคมไฟระย้าทำด้วยเหล็กที่สร้างขึ้นประมาณปี 1900 และตกแต่งโคมไปเป็นรูปหล่อทองแดงของหกอัศวินขี่อยู่บนหลังม้า ซึ่งรูปหล่อทั้งหกอัศวินจะมีอิริยาบทที่แตกต่างกันออกไป โคมไฟแต่ละช่อจะมีน้ำหนัก 450 กิโลกรัม

นี้เป็นห้องบางส่วนที่เปิดให้เข้าชมอย่างไกล้ชิดภายในตัวปราสาทแต่ภายนอกรอบตัวปราสาทก็น่าสนใจไม่น้อย รอบๆตัวปราสาทจะเป็นพื้นที่กว้าง ด้านหลังมีการจัดสวนดอกไม้ไว้สำหรับเดินเล่น ที่ผมชอบที่สุดคือต้นโอ๊คขนาดใหญ่ด้านหลังตัวปราสาท ที่ผมแอบไปเอนหลังนอนพักผ่อนขณะที่เพื่อนๆแวะไปหากาแฟดื่มกันบริเวณร้านข้างๆตัวปราสาท อากาศที่นี่เย็นสบายดีจริงยิ่งได้นอนใต้ต้นโอ๊คอย่างนี้ อยากหลับสักสองสามชั่วโมง





Create Date : 25 กันยายน 2551
Last Update : 6 ตุลาคม 2551 21:10:35 น. 1 comments
Counter : 709 Pageviews.

 
ขยันแปลดีแท้ เก่งจังเลยค่ะ อ่านแล้วเพลินดี

บล็อกเดี๊ยนกี่ปีก็มีหน้าเดียว 55555
เพิ่งสลัดตัวขี้เกียจไปปัดฝุ่นบล็อกตัวเองวันสองวันนี้เอง
ว่าจะทยอยเอารูปที่ถ่ายๆ เก็บไว้มาลงเสียหน่อย

ตอนมาเนเธอร์แลนด์ อยู่กี่วันคะเนี่ย
เที่ยวเยอะเหมือนกันนะคะ




โดย: ก๋าสะลองเงิน วันที่: 25 ตุลาคม 2554 เวลา:4:31:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พระจันทร์สัญจร
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ขอบคุณ ทุกๆ คอมเม้น คราฟฟฟ
Friends' blogs
[Add พระจันทร์สัญจร's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.