Group Blog
 
All blogs
 

ตอนที่ 33(จบ)

33.


หลังจากทะเลาะกันคราวนั้น ทั้งเจอรี่และพาสนาต่างพยายามปรับตัวเข้าหากัน และหาเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่สอนให้พวกเค้ารู้ว่า ความรักอย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหาทุกสิ่งทุกอย่างได้ หากแต่ต้องอาศัยความเข้าใจกันและกันด้วย ดังนั้น ตอนนี้เจอรี่จึงจัดการหอบข้าวหอบของมาขลุกอยู่ที่ห้องของพาสนา เค้ารับงานน้อยลง ตัดตารางงานให้เป็นระเบียบมากขึ้น หันไปสนใจกับการทำเว็บไซต์ของตัวเอง เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับแฟนเพลงของเค้า และทุ่มเทเวลาให้กับการเตรียมอัลบั้มใหม่มากขึ้น หลายครั้งที่ชายหนุ่มขลุกอยู่ที่ห้องของเธอจนดึกกว่าจะยอมกลับไปที่ห้องของตัวเอง โดยเค้าให้เหตุผลว่า

“ก็พี่คิดถึงพาสนี่นา ถ้าไม่ได้เจอพาส พี่ก็ต้องโทรหาพาสวันละหลายๆรอบ เพราะฉะนั้น แทนที่จะทำงานอยู่ที่บ้านตัวเอง ก็มาทำอยู่ที่ห้องพาสดีกว่า ไม่เปลืองค่าโทรศัพท์ ไม่เสียเวลางานด้วย” เมื่อเจอมุขนี้เข้าไปพาสนาก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ไม่ใช่ว่าเขินหรอกนะ แต่ปลงกับนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง พูดเองเออเองของเค้ามากกว่า แต่เธอก็ยอมรับว่า ลึกๆแล้วเธอก็ดีใจเหมือนกันที่มีเค้าอยู่ใกล้ๆ


ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างเจอรี่กับเสี้ยวเทียนนั้น ตอนนี้ก็กลับมาเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นานๆครั้ง สามหนุ่มสุดหล่อในฝันของสาวๆค่อนโลกก็จะยกโขยงกันมาที่ห้องเธอเพื่อทำอะไรกินกันง่ายๆ เพราะตอนนี้เจอรี่ปักหลักยึดห้องเธอเสมือนเป็นห้องของเค้าเองไปแล้ว ส่วนห้องแวนเนสก็อยู่ข้างๆ เรียกได้ว่าสะดวกสุดๆ เสี้ยวเทียนยังคงหาเรื่องมากวนประสาทเธอได้เสมอๆ พอๆกับแวนเนสที่มักทำอะไรขำๆ เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเวลา ตามประสาผู้ชายอารมณ์ดีแบบเค้า ซึ่งพาสนาก็รู้ว่าเห็นเค้าดูไม่เอาเรื่องเอาราวกับใครอย่างนี้แหละ บทจะมีสาระขึ้นมาก็ทำเอาคนดื้อช่างเถียงอย่างเธอพูดไม่ออกไปเลยเหมือนกัน ส่วนไจ่ไจ๋น้องเล็กสุดของF4 แม้ว่าเค้าจะยุ่งวุ่นวายกับงานละครมากมายของเค้า แต่ทุกครั้งที่เจอกัน เธอกับเค้าก็สามารถเข้าขากันได้อย่างเหลือเชื่อ ...เข้าขาเรื่องอะไรน่ะเหรอ ก็เรื่องแกล้งคนน่ะสิ...

พาสนาจบความคิดตัวเองลงอย่างขำๆ ก่อนจะหันมาสนใจโน้ตเพลงในมือต่อ ตอนนี้งานเพลงอัลบั้มใหม่ของเจอรี่คืบหน้าไปมาก คิดว่าอีกไม่นานก็คงจะเรียบร้อย แล้วเธอก็คงต้องกลับเมืองไทยเสียที คิดแล้วพาสนาก็ใจหาย เพราะถ้ากลับเมืองไทยความรักระหว่างเธอกับเจอรี่จะเป็นอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ แต่ในเมื่อเวลานั้นยังมาไม่ถึง เธอก็ตัดสินใจจะทำช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันให้มีความสุขที่สุด ดีกว่าจะไปคิดถึงอนาคตที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นอย่างไร

พาสนานั่งทบทวนแก้ไขเนื้อเพลงในมือเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอเจอรี่ ตอนแรกวันนี้เค้าโทรมาบอกว่าจะแวะมาหา แต่รออยู่นานก็ยังไม่มีท่าว่าเค้าจะมาเสียที จนเนื้อเพลงในมือไม่มีอะไรจะให้แก้แล้ว ก็ยังไม่มีวี่แวว หรือแม้แต่โทรศัพท์จากชายหนุ่ม พาสนาจึงตัดสินใจเปิดทีวีดูเป็นการฆ่าเวลา พอดีกับเป็นช่วงข่าวพอดี

‘รายงานข่าว เมื่อตอนเย็นเกิดอุบัติเหตุรถชนเกาะกลางถนน บริเวณถนน... โดยคนขับเป็นนางแบบสาว..... ในขณะที่ภายในรถมีเหยียนเฉิงซวี่ หรือเจอรี่ F4 ดาราหนุ่มที่ตกเป็นข่าวกับเธอนั่งอยู่ด้วย โดยตัวนางแบบสาวได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อมือเล็กน้อย ในขณะที่แพทย์ยังไม่ยอมเปิดเผยอาการของเจอรี่ กล่าวเพียงแต่ว่าเค้าไม่เป็นอะไรมาก ผู้จัดการส่วนตัวของทั้งคู่ยังคงปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ใดๆ โดยอ้างว่ายังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ และจะให้สัมภาษณ์ในภายหลัง ทั้งคู่ เคยตกเป็นข่าวว่าเคยมีสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ฝ่ายชายเริ่มเข้าวงการใหม่ๆ และยังคบหาสนิทสนมกันเรื่อยมา โดยในช่วงหลัง...’

เสียงผู้สื่อข่าวยังคงรายงานข่าวต่อไป แต่พาสนาไม่มีอารมณ์จะสนใจฟังแล้วในตอนนี้ หญิงสาวรีบขยับไปที่โทรศัพท์ เพื่อโทรหาเจอรี่ แต่เสียงกริ่งประตูก็ดังขัดจังหวะขึ้นซะก่อน
.
.
.
.
.
“เกอเกอ” พาสนาอุทานอย่างแทบจะไม่เชื่อตาตัวเอง เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้ เป็นคนเดียวกับที่เธอนึกเป็นห่วงแทบขาดใจ เมื่อได้ฟังรายงานข่าวเมื่อครู่ …เกอเกอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เค้าต้องอยู่ที่โรงพยาบาลสิ...

“เป็นอะไรพาส ดูทำหน้าอย่างกับเห็นผี” เจอรี่พูดยิ้มๆ พลางดันตัวหญิงสาวให้เข้ามาในห้อง แล้วสายตาของเค้าก็ไปหยุดอยู่ที่ทีวีซึ่งยังคงรายงานข่าวที่เกิดขึ้นอยู่

“พาส” เจอรี่เรียกชื่อหญิงสาวเบาๆ เมื่อเห็นว่าเธอยังไม่ยอมพูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าเค้าอยู่อย่างนั้น


เสียงเรียกของชายหนุ่มเรียกสติหญิงสาวกลับคืนมาได้ “เกอเกอ เป็นอะไรมากหรือเปล่า พาสเห็นข่าวแล้วใจไม่ดีเลย เจ็บตรงไหนมั้ย” เธอพูดพลางเข้ามาจับตัวเค้าดูอย่างจะสำรวจ ซึ่งเจอรี่ก็ปล่อยให้เธอทำจนกว่าจะพอใจ

“เห็นมั้ย พี่ไม่เป็นอะไรซะหน่อย ถ้าเป็นอะไร หมอเค้าคงไม่ปล่อยพี่ออกมาหรอก” เจอรี่พูดยิ้มๆ พลางลูบผมพาสนาอย่างปลอบประโลม เพราะแค่ดูก็รู้ว่าเธอตกใจขนาดไหน

“เกอเกอรู้มั้ย พาสเป็นห่วงเกอเกอมากแค่ไหน” เสียงเธอยังสั่นๆ จนแม้แต่เจ้าตัวก็ยังรู้สึก เจอรี่จับมือหญิงสาวไว้ พลางจูงมานั่งที่โซฟา

“รู้สิคะ ทำไมจะไม่รู้ ตอนแรกพี่จะโทรมาบอกพาส แต่มือถือพี่หายไปไหนไม่รู้ ก็เลยคิดว่ามาบอกพาสเองเลยดีกว่า พาสไม่โกรธใช่มั้ย” เจอรี่ถามอย่างไม่แน่ใจ เค้ายังจำเหตุการณ์เมื่อตอนที่เค้าไม่สบายได้ดีว่าตอนนั้น พาสนาโกรธแค่ไหนที่เค้าปิดบังเธอ

“ไม่โกรธ...พาสจะโกรธเกอเกอเรื่องอะไร ว่าแต่เกอเกอไม่เป็นอะไรแน่ๆใช่มั้ย” หญิงสาวยังถามย้ำมาอีกอย่างเป็นห่วง ทั้งๆที่ตอนแรก เค้าคิดว่าเธอคงโวยวายที่ไม่ได้โทรบอก แถมยังจะเรื่องนางแบบสาวที่อยู่ในรถพร้อมเค้าอีก แต่หญิงสาวกลับไม่มีอาการอย่างที่ว่าเลยซักนิด เธอมีแต่แววตาเป็นห่วงเป็นใยส่งมาให้ ทำเอาเจอรี่ตื้นตันไปทั้งใจ พลางบอกกับตัวเองว่า ผู้หญิงคนนี้แหละที่เค้าต้องการร่วมทางเดินไปกับเธอตลอดชีวิต

“จ้ะ ไม่เป็นอะไรจริงๆ” เจอรี่ยืนยันหนักแน่น แต่แล้วก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“เกอเกอ มีอะไร?” พาสนาถามอย่างสงสัยกับท่าทางแปลกๆของเค้า

“จริงๆพี่เป็นอยู่อย่างหนึ่งล่ะ” ชายหนุ่มแกล้งทำสีหน้าเป็นจริงเป็นจัง

“เกอเกอเป็นอะไร ไปหาหมอมั้ย ไม่รู้โรงพยาบาลปล่อยออกมาได้ยังไงเนี่ย” พาสนาบ่น พลางทำท่าจะฉุดเค้าให้ลุกไปหาหมออีกรอบ ถ้าไม่ติดน้ำเสียงทุ้มๆที่พูดมาเสียก่อนว่า

“ก็เป็นแฟนพาสไงล่ะ” เจอรี่พูดพร้อมทำยิ้มหน้าเป็น เล่นเอาพาสนาที่เป็นห่วงอยู่ถึงกับหน้าแดงเป็นลูกตำลึง หันกลับมาประทุษร้ายคนเจ้าเล่ห์ทันที

“เกอเกอนะ คนเค้าเป็นห่วง ยังจะมาล้อเล่นอีก” ไม่พูดเปล่า หญิงสาวยังเอามือทุบลงบนอกเค้าอย่างไม่ยั้งด้วยความเขิน ลืมไปว่า คนตรงหน้าเธอตอนนี้ ไม่ใช่เกอเกอที่แสนขี้อายเหมือนแต่ก่อนแล้ว หากแต่เป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์ที่เห็นเธอเป็นลูกแกะเนื้อหวานต่างหาก แล้วมีเหรอคนอย่างเจอรี่จะยอมให้เธอเป็นฝ่ายกระทำอยู่ข้างเดียว ชายหนุ่มอาศัยความรวดเร็ว และกำลังที่มากกว่า ยึดมือทั้งสองข้างของเธอไว้ได้ ก่อนจะรวบตัวเธอมานั่งตักได้สำเร็จ ไม่ว่าหญิงสาวจะออกฤทธิ์ดิ้นรนแค่ไหนก็ดูจะไม่เป็นผล

“อย่าดิ้นสิ เกิดพี่ช้ำในอยู่เป็นอะไรไปจะว่ายังไง” เจอรี่แกล้งขู่

“เนี่ยนะคนช้ำใน เกอเกอเจ้าเล่ห์ ปล่อยพาสลงนะ” หญิงสาวหันมาเถียง แต่ก็ยอมหยุดดิ้นแต่โดยดี

“ไม่ปล่อย นั่งอย่างนี้แหละดีแล้ว”

“แล้วเพื่อนเกอเกอที่เป็นคนขับเค้าเป็นยังไงบ้าง” พาสนาหลีกเลี่ยงที่จะเรียกชื่อเธอคนนั้นตรงๆ ถึงเธอจะบอกตัวเองว่าไม่คิดอะไร แต่ลึกๆแล้วรายงานข่าวเกี่ยวกับความสนิทสนมระหว่างเจอรี่กับนางแบบสาวสวยคนนั้น ก็ยังกวนใจเธออยู่นิดๆ

“อืม ก็ไม่เป็นอะไรมาก แขนซ้นนิดหน่อย” เจอรี่ตอบพลางสังเกตปฏิกิริยาของหญิงสาวบนตักไปด้วย ถ้าเค้าดูไม่ผิดเค้าว่าน้ำเสียงเธอเวลาพูดถึงเพื่อนเค้ามันแข็งๆนิดๆ เหมือนพาสนาจะมีอาการหึงหน่อยๆ ...อย่างนี้ต้องพิสูจน์... เจอรี่บอกตัวเอง ตั้งแต่คบกันมา พาสนายังไม่เคยแสดงอาการหึงหวงให้เค้าเห็นเลย จนบางครั้งเค้าก็ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่เธอช่างไม่รู้จักหึงหวงเค้าซะบ้างเลย

“อืม เหรอ...” พาสนาทำเสียงเป็นเชิงรับรู้แล้วก็ไปยอมพูดอะไรอีก แต่หัวคิ้วแทบจะขมวดเป็นปมอยู่แล้ว

“เหรออะไรคะ? ดูสิคิ้วขมวดใหญ่แล้ว ฮ่าๆๆ อยากรู้อะไรก็ถามมาสิ” เจอรี่แกล้งถาม แต่พาสนาก็ไม่ยอมพูดอะไร ได้แต่เชิดจมูกทำปากยื่นอย่างแสนงอน

“อ้าว เลยกลายเป็นงอนเลย ทำไมเดี๋ยวนี้ขี้งอนนักฮึ?” ไม่พูดเปล่า เจอรี่ยังเอื้อมมือไปโยกจมูกรั้นๆนั้นเล่นด้วย คราวนี้เลยทำให้พาสนายิ่งงอนหนักเข้าไปอีก

“ใครบอกว่าพาสงอน” ...เสียงสะบัดๆแบบนี้ ไม่ต้องให้ใครบอกก็รู้ว่างอนแหงๆ... ชายหนุ่มคิดอย่างขำๆ ถึงเธอจะขี้งอนไปบ้าง ขี้น้อยใจไปนิด เอาแต่ใจไปหน่อย แต่เค้าก็จับใจกับทุกกิริยาอาการที่เธอแสดงออก รักทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของคนที่ชื่อพาสนาคนนี้

“โอ๋ๆๆ ไม่งอนก็ไม่งอน ล้อเล่นแค่นี้ก็ต้องโมโหด้วย”

“งอนมันอาการของผู้หญิงนะ พาสไม่ใช่คนขี้งอนซะหน่อย”

“อ้าว แฟนพี่ไม่ได้เป็นผู้หญิงหรอกเหรอ กรรม...เพิ่งรู้ตัวนะเนี่ย ว่ามีแฟนเป็นผู้ชายมาตลอด พาสไม่น่าหลอกพี่เลยนะ” เจอรี่แกล้งทำเป็นตกใจ เรียกฝ่ามือบางๆให้ตบลงมาที่ไหล่อีกจนได้

“เกอเกอนะ ชอบทำเป็นเล่นอยู่เรื่อย ไม่พูดด้วยแล้ว” พาสนาพูดพลางสะบัดหน้าไปอีกทาง ที่ไม่มีหน้าหล่อๆกวนๆของเค้าอยู่

“ฮ่าๆๆ ก็พาสน่าแกล้งนี่นา เอาล่ะๆ ไม่เล่นแล้ว หันมาเถอะน่า” ในที่สุดชายหนุ่มประคองหน้าเธอให้หันกลับมามองเค้าได้สำเร็จ

“พี่กับเค้าไม่มีอะไรกันนะ ก็แค่เพื่อนกัน เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ ถ้าจะคบกันเป็นแฟน พี่ไม่อยู่รอจนได้มาเจอพาสหรอก” อยู่ดีๆเจอรี่ก็พูดขึ้น

“แล้วเกอเกอมาบอกพาสทำไม” หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ ทั้งที่จริงๆแล้วโล่งใจอยู่เงียบๆ ก็เธอเคยบอกเค้าเองว่าถ้าคิดจะรักก็ต้องเชื่อใจกัน แล้วจะให้เธอเอ่ยปากถามเค้าเรื่องนี้ได้ยังไงล่ะ ...เสียฟอร์มหมด...

“ก็แค่อยากบอก ไม่มีอะไร แล้วจะฟังต่อมั้ย”

“ฟังสิ” หลุดปากไปแล้วพาสนาก็แทบจะตะครุบปากตัวเองที่เผลอตอบไปอย่างที่ใจคิด พอๆกับเจอรี่ที่ทำหน้ารู้ทัน แต่ก็ไม่แซวอะไรให้เธอได้อาย แค่นี้ความมั่นใจเค้าก็กลับมาแล้ว แสดงว่าเธอก็ยังรู้สึกหึงเค้าบ้าง ถึงจะฟอร์มเยอะไปหน่อยก็เถอะ

“ก็ไม่มีอะไร ตอนพี่เข้าวงการใหม่ๆ เค้าเป็นนางแบบรุ่นพี่ แล้วก็ใจดีคอยดูแลให้คำแนะนำกับพี่หลายเรื่อง เมื่อวานก็นัดกินข้าวกัน เพราะพี่มีเรื่องจะปรึกษาเค้านิดหน่อย แล้วที่เป็นข่าวเนี่ย ก็นักข่าวเขียนเองทั้งนั้น แล้วที่พี่กับเค้าไม่แก้ข่าวก็เพราะเห็นว่ายังไงเป็นข่าวกันเองก็ดีกว่า โดนไปจับคู่กับใครก็ไม่รู้ มันจะยิ่งเสีย อีกอย่างเค้าก็มีตัวจริงของเค้าอยู่แล้วด้วย ไม่มาสนใจดารากระจอกๆอย่างพี่หรอก” เจอรี่บอกอย่างขำๆ

“อืมมม”

“อะไร เล่าไปตั้งเยอะ พูดแค่อืมมมเองเหรอ”

“ก็แล้วจะให้พาสพูดอะไรล่ะ” แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรออกไปแต่สีหน้าและน้ำเสียงที่เธอใช้ ก็สดใสขึ้นมาก

“ไม่รู้” เจอรี่ตอบไปอย่างนั้น เพราะเค้าก็ไม่รู้จริงๆว่าจะให้เธอตอบว่าอะไร เค้าก็แค่อยากได้ยินเสียงเธอบ่อยๆเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเรื่องไหน ขอให้เป็นเสียงเธอเค้าก็ยินดีฟังทุกเรื่องอย่างไม่มีวันเบื่อ
.
.
.
.
“เกอเกอ พาสง่วงแล้ว ดึกแล้วนะ เกอเกอกลับไปก่อนเถอะ” อยู่ดีๆพาสนาก็พูดขึ้น พลางลุกจากตักฉุดเจอรี่ให้ลุกขึ้น

“อ้าว ไหงไล่กันง่ายๆอย่างนี้ล่ะ พี่เพิ่งมาเองนะ” เค้าขืนตัวไว้ ไม่ยอมให้เธอรุนหลังไปที่ประตูง่ายๆ

“ไม่รู้ล่ะ ก็พาสง่วงแล้วนี่ พรุ่งนี้ต้องเข้าบริษัทแต่เช้าด้วย เกอเกอกลับไปก่อนนะ” ไม่รู้ทำไมวันนี้เธอจึงรู้สึกเขินๆกับสายตาของเค้าที่มองมานักก็ไม่รู้

ในที่สุด พาสนาก็ลากเจอรี่ไปที่ประตูได้สำเร็จ ด้วยเพราะชายหนุ่มก็ไม่ได้ขัดขืนเป็นจริงเป็นจังนัก

“แล้วไว้พรุ่งนี้เจอกันที่บริษัทนะพาส” เจอรี่บอกก่อนจะออกจากห้อง

“อ้าว...พรุ่งนี้เกอเกอเข้าโซนี่เหรอคะ”

“อืมมม” เจอรี่ไม่ยอมบอกอะไรมากกว่านี้ ได้แต่ทำเสียงเป็นเชิงยอมรับ

“งั้นไว้พรุ่งนี้เจอกันนะคะ ฝันดีค่ะเกอเกอ ขับรถกลับดีๆนะ ถึงแล้วโทรมาบอกด้วย” พาสนาไม่วายสั่งอย่างเป็นห่วง

“จ้ะ พาสเข้าห้องเถอะ” เจอรี่บอกพลางยิ้มให้ ในขณะที่พาสนาปิดประตูห้องลงตามคำสั่งของชายหนุ่ม แต่เค้ากลับยังยืนอยู่ที่หน้าห้องของเธอ มือเรียวได้รูปล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกง กำของสิ่งหนึ่งที่เค้าอุตส่าห์ไปขอร้องเพื่อนนางแบบคนนั้นให้ไปช่วยเลือก

...อุตส่าห์คิดไว้ดิบดีแล้วเชียว ไม่น่าผิดแผนเลยเรา คอยดู พรุ่งนี้ต้องไม่พลาด…ชายหนุ่มหมายมั่นในใจ ก่อนจะเดินไปรอลิฟท์ ทั้งๆที่มือยังกุมกล่องกำมะหยี่ในกระเป๋ากางเกงไว้ไม่คลาย

...เธอจะชอบมั้ยนะ... เจอรี่ตั้งคำถามขึ้นในใจอีกครั้ง พลางนึกถึงใบหน้านวลที่เพิ่งจากกันเมื่อสักครู่
.
.
.
.
.
เสียงสัญญาณเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้น เมื่อพาสนาเพิ่งเสร็จสิ้นการประชุมกับทีมงานฝ่ายผลิต เธอกดรับสายทันทีโดยไม่ต้องดูว่าใคร ด้วยรู้อยู่แล้วว่าคนที่โทรมาย่อมไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเกอเกอของเธอ

“เกอเกอ มาถึงแล้วเหรอคะ” หญิงสาวกรอกเสียงหวานๆไปตามสาย นับวันคนที่รู้จักเธอต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพาสนาดูหวานและเป็นผู้หญิงมากขึ้นว่าตอนมาไต้หวันใหม่ๆมาก ซึ่งเธอก็ได้แต่ยิ้มรับคำชมนั้นอย่างยินดี เพราะรู้ว่าถึงแก้ตัวไปก็มีแต่จะเข้าตัวเปล่าๆ แล้วการน่ารักขึ้นก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ???

“จ้ะ”

“เกอเกออยู่ไหนคะ พาสเสร็จงานพอดีเลย” เธอพูดพลางวางแฟ้มงานลงบนโต๊ะทำงานของตัวเอง

“อยู่ห้องอัดจ้ะ พาสมาหาพี่หน่อยสิ”

“อ้าว ไปทำอะไรที่ห้องอัดล่ะคะ” พาสนาถามอย่างแปลกใจ

“เดี๋ยวมาถึงก็รู้เองล่ะ ห้อง3 นะจ๊ะ เดี๋ยวเจอกันนะ” พูดจบเจอรี่ก็วางหูไป ไม่เปิดโอกาสให้หญิงสาวได้ซักถามอะไรอีก ฝ่ายพาสนาก็ได้แต่ขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งกับโทรศัพท์ในมือ ...เกอเกอ จะทำอะไรของเค้านะ... ถึงจะสงสัยแค่ไหน แต่เธอก็สาวเท้าตรงไปยังห้องอัดหมายเลขสามอย่างว่องไว


เมื่อหญิงสาวผลักบานประตูห้องอัดเข้าไป ในตอนแรกเธอนึกว่าเธอมาผิดห้อง เพราะด้านในมืดสนิท ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครอยู่ หากแต่ขณะที่เธอลังเลอยู่นั่นเอง เสียงเปียโนแว่วหวานก็ดังขึ้นจากภายใน พร้อมๆกับแสงไฟที่ค่อยๆหรีขึ้นสลัวๆ จนมองเห็นร่างสูงที่นั่งอยู่หน้าเปียโนตัวใหญ่สีขาว ปลายนิ้วทั้งสิบของเค้า กำลังบรรเลงเพลงที่เธอรู้จักดีและจำมันได้อย่างขึ้นใจ เพราะมันเป็นเพลงของเค้าที่เธอแต่งเองกับมือ Sunshine

เสียงทุ้มดังกังวาลเหมือนเปล่งออกมาจากหัวใจของเค้า มันดังราวกับเค้ามายืนกระซิบอยู่ข้างๆหูเธอ เหมือนกับว่าข้อความเหล่านั้น เค้าต้องการจะบอกให้เธอได้รู้เพียงคนเดียว

หากตะวันนั้นยังอยู่เคียงข้างฟ้า
ส่องแสงให้ฟ้าสว่างสดใส
ฉันก็ยังคงอยู่ตรงนี้ไม่เคยห่างไกล
จะส่งกำลังใจไปให้เธอ

หากวันใดที่ฟ้าพบพายุร้าย
จะไม่ทิ้งห่างไกลยังอยู่เป็นเพื่อนเธอ
ตราบใดที่ตะวันคงเคียงข้างฟ้าเสมอ
เธอจะมีฉันอยู่เป็นคู่ใจ

หากวันใดหัวใจเธอเหน็บหนาว
ได้พบเรื่องราวที่มันเลวร้าย
จงมองไปที่ดวงตะวัน นั่นคือฉันที่ไม่เคยไกล
คอยอยู่ตรงนี้เพื่อเธอ

จะคอยเป็นความอบอุ่นในหัวใจ
เหนื่อยและล้าเพียงใจจะมีฉันยืนข้างกายเสมอ
ผ่านพ้นคืนและวัน ที่เลวร้ายไปกับเธอ
จนกว่าจะได้เจอวันที่สวยงาม

I'll be your sunshine wanna see your smile
จะขอเป็นดวงตะวันในใจเธอ
I'll be your sunshine wanna see your smile
จะขอเป็นเพื่อนใจเธอตลอดไป ไม่ร้างลา

จะขอเป็นเพื่อนเธอข้างใจไปแสนนาน

.
.
.
.
เพลงจบลงพร้อมๆกับที่หญิงสาวก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเปียโนโดยไม่รู้ตัว เจอรี่ลุกขึ้น และเดินมาหาเธออย่างช้าๆ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าก่อนหน้าเธอ ท่ามกลางความตกตะลึงของพาสนา และก่อนที่เธอจะตั้งตัวทัน หญิงสาวก็รู้สึกว่ามือซ้ายของเธอถูกเค้าประคองขึ้น ก่อนจะรู้สึกเย็นวาบที่โคนนิ้วนางข้างซ้าย

“พาส แต่งงานกับพี่นะครับ” ชายหนุ่มพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ และมั่นคงในความรู้สึก สายตาคมกล้าจ้องประสานกับสายตาตื่นตะลึงที่มองมาของเธอ

“เดี๋ยวเกอเกอ นี่มันอะไรกัน เกอเกอลุกขึ้นก่อน” พาสนาที่ยังไม่หายตะลึง รีบดึงร่างสูงให้ลุกขึ้น แต่มือแข็งแกร่งนั้นก็ยังไม่ยอมปล่อยมือบางของเธอให้เป็นอิสระ

“พาส พี่รักพาส รักอย่างที่ไม่เคยรักใครได้เท่านี้มาก่อน...แต่งงานกับพี่นะครับ” เจอรี่พูดย้ำเป็นครั้งที่สอง

“พาส...พาส...พาสไม่รู้จะพูดว่ายังไง” หญิงสาวยังทำอะไรไม่ถูก

“ก็พูดว่าตกลงค่ะ พาสจะแต่งงานกับเกอเกอไงคะ” เจอรี่แนะให้

“ตกลงค่ะ พาสจะแต่งงานกับเกอเกอ” พาสนาหลุดปากพูดตามออกไปเหมือนละเมอ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เฮ้ย!!!” แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะทันทีที่สิ้นประโยคนั้นของเธอ เจอรี่ก็รวบร่างบางเข้ามากอดแนบอกอย่างดีใจ

“พาส พี่ดีใจที่สุดเลยรู้มั้ย ดีใจมากๆ พาส พาส พาส” เจอรี่ได้แต่พร่ำเรียกชื่อเธออยู่อย่างนั้นด้วยความตื่นเต้น วินาทีที่เค้าได้ยินประโยคนั้นหลุดมาจากปากของเธอ มันเหมือนเค้าคว้าโลกทั้งโลกไว้ได้ในกำมือเลยทีเดียว

“เกอเกอ เดี๋ยวก่อน พาสมีข้อแม้นะคะ” หลังจากผ่านไปซักพัก พาสนาเริ่มตั้งสติทบทวนได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกับเธอ

“ข้อแม้อะไรจ๊ะ” เจอรี่ถามเสียงหวาน

“พาสขอเวลาอีกหนึ่งปีนะคะ”

“อะไรนะพาส” เจอรี่ตะโกนอย่างไม่เชื่อหู ก่อนจะรีบพูดต่อ “ไม่เอานะ พี่ไม่ยอม ตั้งปีนึงแน่ะ”

“เกอเกอฟังพาสก่อนสิคะ” หญิงสาวพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ ก่อนจะรีบพูดต่อ

“พาสขอเวลาอีกปี เพราะหลังจากเสร็จอัลบั้มของเกอเกอ ซึ่งพาสว่ามันน่าจะเสร็จภายในครึ่งปีนี้ พาสอยากขอเวลากลับไปทำงานที่เมืองไทยก่อน เพราะที่พี่นัทส่งพาสนาทำงานไต้หวัน ก็เพราะอยากให้ได้ประสบการณ์กลับไป เผื่อจะไปใช้กับงานที่เมืองไทย แล้วถ้าพาสแต่งงานกับเกอเกอ พาสก็คงไม่อยากอยู่ห่างกับเกอเกออีก เพราะฉะนั้น ขอเวลาพาสกลับไปทำงาน เอาประสบการณ์ดีๆที่พาสได้จากที่นี่ ไปส่งต่อให้กับพี่ๆน้องๆที่เมืองไทยก่อน เพื่อความสบายใจของพาสเองนะคะ เกอเกอคงไม่อยากให้พาสเป็นคนไม่รู้จักบุญคุณใช่มั้ยคะ แล้วพี่นัทก็มีบุญคุณกับพาสมากๆเลยด้วย เกอเกอเข้าใจพาสใช่มั้ยคะ”

“เข้าใจจ้ะ” เจอรี่ไม่สามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งหญิงสาวได้ เพราะที่เธอพูดมาทุกอย่างเป็นสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด แต่เมื่อคิดว่าต้องรออีกหนึ่งปี เค้าก็อดใจหายไม่ได้

“แต่ว่า ไม่ต้องถึงหนึ่งปีไม่ได้เหรอพาส” ชายหนุ่มพยายามต่อรอง

“จะช้าจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับอัลบั้มของเกอเกอแหละค่ะ พาสขอเวลาที่เมืองไทยครึ่งปีแล้วกัน”

“งั้นพี่จะรีบทำอัลบั้มนี้ให้เสร็จ แล้วหาเวลาว่างไปอยู่เป็นเพื่อนพาสที่เมืองไทยดีมั้ยคะ” เจอรี่จัดการวางแผนเสียดิบดี

“ไม่ดีค่ะ เพราะพออัลบั้มเสร็จเกอเกอก็ต้องเดินสายโปรโมต มีเวลาว่างที่ไหน ไม่ต้องหาเรื่องเกงานเลยนะ” หญิงสาวทำเสียงดุ

“โธ่ ก็พี่คิดถึงพาสนี่นา งั้นเอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่ล็อบบี้ให้มีโปรโมตที่เมืองไทยด้วยดีกว่า พี่จะได้มีโอกาสไปทำความรู้จักกับครอบครัวพาสด้วยไง คราวนี้ห้ามต่อรองแล้วนะ ไม่งั้นจับแต่งพรุ่งนี้แน่” เจอรี่ทำเสียงแข็งบ้าง

“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรซะหน่อย จะโปรโมตที่ไหนก็เรื่องของเกอเกอสิพาสไม่เกี่ยว” พาสนาแกล้งพูดงอนๆ

“ไม่เกี่ยวได้ยังไงจ๊ะ ถึงเรายังไม่แต่งกัน แต่พี่หมั้นพาสไว้ก่อนนะ จองแล้ว ก็เหมือนเราเป็นคนคนๆเดียวกันไปครึ่งตัวแล้ว เรื่องของพี่ก็คือเรื่องของพาส เหมือนที่เรื่องของพาสก็คือเรื่องของพี่ไงจ๊ะ”

“ตามใจ” หญิงสาวไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านี้

“เอาล่ะ ไหนพาสลองเล่าเรื่องครอบครัวพาสที่เมืองไทยให้พี่ฟังบ้างสิจ๊ะ พี่จะได้ทำความรู้จักไว้แต่เนิ่นๆ แล้วเดี๋ยวเย็นนี้เราโทรไปบอกข่าวดีพวกเค้าเลยดีกว่านะ”

“บ้านพาสเหรอ อืม บ้านพาสอยู่กันสี่คน .........” หลังจากนั้นหญิงสาวก็เล่าเรื่องครอบครัว และเพื่อนๆของเธอให้เค้าฟังอย่างมีความสุข


บรรยากาศในห้องอัดหมายเลขสามตอนนี้ เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความสุขและความรัก แม้ว่าพวกเค้าจะยังไม่แต่งงานกันตอนนี้ แม้ว่าในอีกหนึ่งปีข้างหน้า พวกเค้าอาจจะต้องอยู่ห่างไกลกันคนละประเทศ แต่ไม่ว่าท้องฟ้าที่กั้นระหว่างพวกเค้าจะกว้างไกลซักแค่ไหน แต่ตอนนี้ใจของทั้งคู่ก็ได้หลอมรวมเป็นดวงเดียวกันอย่างช้าๆ และเชื่อว่าในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ใจสองดวงคงได้อยู่เคียงข้างกันตลอดไป...




จบ.


สุดท้าย ขอขอบคุณพี่ๆ น้องๆ และเพื่อนทุกคน สำหรับกำลังใจ และคำแนะนำดีๆ ที่มีให้กันตลอดมานะคะ
ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับพี่นางงามตะวันออก ที่ช่วยทำให้จินตนาการของเรา กลายเป็นเนื้อเพลงได้จริงๆ
ขอบคุณทุกคนค่ะ
แล้วพบกันใหม่ เร็วๆนี้ (ถ้าสามารถนะคะ แหะๆๆ)

รักนะ จุ๊บ จุ๊บ




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 23:36:56 น.
Counter : 121 Pageviews.  

ตอนที่ 32

32.


เป็นนานกว่าที่เจอรี่จะตัดใจถอนริมฝีปากจากพาสนาได้ ตอนนี้ใบหน้าหวานที่เคยซีดเซียวเพราะพิษไข้ กลับแดงก่ำเหมือนลูกมะเขือเทศสุก ขัดกับตาเขียวๆวาวๆของเธอที่มองมาอย่างกล่าวหา

“เกอเกอแกล้งพาสอีกแล้วนะ”

“ใครบอกว่าแกล้ง เอาจริงต่างหาก” สายตาเจ้าเล่ห์ที่เจ้าตัวจงใจส่งมาให้ ทำเอาพาสนาหนาวๆร้อนๆ รีบเขยิบตัวถอยห่างออกมาโดยอัตโนมัติ

“โอ๋ๆๆ ไม่แกล้งแล้วจ้ะ มานั่งนี่เถอะ” เค้าพูดพลางเอามือตบลงบนที่ว่างข้างตัว

“ไม่เอาอ่ะ เกอเกอท่าทางไม่น่าไว้วางใจ พาสนั่งนี่แหละดีแล้ว” นี่ที่พาสนาบอกก็คือ โซฟาเดี่ยวอีกตัวที่อยู่ใกล้ๆกัน

“โธ่ พาส...รู้มั้ยห่างกันตั้งหลายวัน พี่คิดถึงพาสจะแย่ มานั่งนี่เถอะนะ” เจอรี่ยังคงอ้อนต่อ

“ก็เพราะใครล่ะ” พาสนาย้อน

“โอ๋ๆๆ พี่ผิดไปแล้ว พี่มันไม่ดี จะให้ขอโทษซักกี่รอบก็ยอม มานั่งนี่เถอะนะ”

“ถ้าพาสไปนั่งนั่น เกอเกอห้ามแกล้งพาสแบบเมื่อกี๊อีกนะ” เจอน้ำเสียงอ้อนๆเข้าหน่อย พาสนาก็เริ่มใจอ่อน

“จ้ะ” เจอรี่รับคำเป็นมั่นเหมาะ พาสนาจึงยอมเขยิบมานั่งข้างๆเค้าแต่ก็ยังรักษาระยะห่างไว้อยู่

“เอ๊ะ” หญิงสาวทำตาขวาง เพราะทันทีที่นั่งลง เจอรี่ก็เขยิบเข้ามาใกล้ พร้อมกับท่อนแขนแข็งแรงที่เอื้อมมาโอบร่างบางไว้ในอ้อมแขน แล้วจมูกโด่งๆก็มาคลอเคลียอยู่แถวๆไรผมไม่ยอมห่าง

“พี่ก็แค่อยากอยู่ใกล้พาสเท่านั้นเอง” เจอรี่รีบอ้อน

“แต่พาสอึดอัดนี่นา เกอเกอ...ปล่อย” พาสนาแกล้งทำเสียงแข็ง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะอ้อมแขนนั้นแค่คลายออกนิดหน่อยเท่านั้น

“เกอเกอ จะปล่อยไม่ปล่อย?”

“พาสอ่ะ อย่าดุสิ พี่ใจฝ่อหมด” อีกฝ่ายพูดพร้อมกับทำตาปรอย แต่จนแล้วจนรอด เจอรี่ก็ยังไม่ยอมปล่อยเธอเป็นอิสระซักที

“เนี่ยนะใจฝ่อ ไม่อยากจะเชื่อ” หญิงสาวพูดพลางดิ้นดุ๊กดิ๊ก แต่ก็ไม่มีท่าว่าจะหลุดจากวงแขนของเค้าง่ายๆ จนในที่สุดหญิงสาวก็หยุดดิ้นไปเอง

“เฮ้ออออ ชื่นใจ” อยู่ดีๆเจอรี่ก็พูดขึ้น

“ก็ชื่นใจ ที่พาสให้โอกาสพี่อีกครั้งไงคะ” เค้าอธิบายต่อ เมื่อเห็นร่างบางในอ้อมแขนเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“ทำพูดดี เดี๋ยวเปลี่ยนใจซะดีมั้ย” ปากบางๆช่างเจรจานั้นน่าสัมผัสจนเจอรี่แทบจะอดใจไม่ไหว แต่ก็ต้องห้ามใจไว้ก่อน เพราะไม่อย่างนั้น วันนี้คงคุยกันไม่รู้เรื่องเป็นแน่ แค่ได้อยู่ใกล้ ได้สัมผัส ได้รับรู้ถึงกลิ่นหอมจางๆจากร่างบางบนตักนี่ เค้าก็แทบจะห้ามตัวเองไม่ให้ล่วงเกินเธอไม่ได้แล้ว แต่เจอรี่ก็รู้ดีถึงความควรไม่ควร จึงพยายามข่มใจไว้ทั้งที่ทำได้ยากเต็มทน

“ไม่เอา ห้ามเปลี่ยนใจแล้ว พี่ไม่ยอมจริงๆด้วย” เจอรี่พูดพลางโยกร่างบางในอ้อมแขนไปมาอย่างเด็กเอาแต่ใจ

“เกอเกอเดี๋ยว คุยกันให้รู้เรื่องก่อน” น้ำเสียงจริงจังที่เธอใช้ดึงเค้าให้หยุดเล่น แล้วหันมาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่แพ้กัน

“ครับ แต่ก่อนที่พาสจะพูดอะไร พี่อยากให้พาสรู้ว่าพี่เสียใจจริงๆ”

“พาสก็เสียใจ ที่เกอเกอไม่เชื่อใจพาส” คำพูดนั้นเจือกระแสน้อยใจอย่างปิดไม่มิด

“พี่ขอโทษ พี่ก็แค่อิจฉาเสี้ยวเทียน” เจอรี่สารภาพเสียงอ่อย

“เกอเกอ พาสขออะไรหน่อยได้มั้ย”

“อะไรจ๊ะ” ชายหนุ่มถามเสียงหวาน

“ต่อไป พาสอยากให้เกอเกอเชื่อใจพาสมากกว่านี้ สงสัยอะไร ถามพาส อย่าเข้าใจไปเองแบบนี้อีก เกอเกอรับปากพาสได้มั้ย”

“ได้จ้ะ ต่อไปนี้ มีอะไรพี่จะถามพาสก่อน จะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบนี้อีก” เจอรี่รับปาก ก่อนจะพูดต่อ

“พี่ก็อยากให้พาสเชื่อใจพี่เหมือนกัน แล้วพี่ขออะไรพาสบ้างได้มั้ย” หลังจากหยุดคิดชั่วครู่ เจอรี่ก็ตัดสินใจพูดออกไป จริงอยู่คราวนี้เค้าเป็นคนผิด แต่เมื่อนึกถึงภาพและเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา ก็ทำให้เค้าอดขอร้องอะไรเธอบ้างไม่ได้

“เกอเกอลองบอกมาก่อนสิ ถ้าพาสทำได้ก็จะทำให้”

“คือ.............................พี่เพิ่งรู้ตัวว่าพี่เป็นคนขี้หึงนิดหน่อยอ่ะ พี่เข้าใจว่าพาสเป็นคนมีเพื่อนเยอะ แต่มันก็อดหึง อดหวงไม่ได้ พาสเข้าใจมั้ย พี่แค่อยากขอว่า บางครั้งพี่อาจจะหงุดหงิด อาจจะงี่เง่าไปบ้าง พาสช่วยใจเย็นๆกับพี่หน่อยได้มั้ย แต่พี่ก็จะพยายามปรับนะ แค่ขอเวลาพี่บ้างนะพาส” ชายหนุ่มพูดเสียงออดๆ

“ก็ได้ เอาเป็นว่าพาสจะพยายามใจเย็นๆ กับความขี้หึงบ้าๆของเกอเกอแล้วกันนะ” พาสนาไม่วายกัด

“ว่าพี่เหรอพาส ที่พี่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพาสน่ะแหละ ยัยตัวดี” เจอรี่เอื้อมมือไปหยิกจมูกรั้นๆนั้นอย่างหมั่นเขี้ยว

“โอ๊ย เกอเกออ่ะ ความผิดพาสที่ไหน อย่ามาโบ้ยนะ” หญิงสาวโวยวาย พลางคลำจมูกป้อยๆ

“ก็อยากมาทำให้เค้ารักทำไมล่ะ” เค้าโวยบ้าง

“แล้วใครใช้ให้มารักล่ะ” คราวนี้พาสนาเริ่มตาขวาง แล้วก็เป็นเจอรี่ที่ต้องเป็นฝ่ายยอมอีกจนได้ ...ทำไงได้ล่ะ ก็หลวมตัวรักไปแล้วนี่... เค้าคิดในใจอย่างปลงๆ หลังจากนั้นพวกเค้าก็พูดคุยปรับความเข้าใจกันอีกพักใหญ่ สลับกับการกระเซ้าเย้าแหย่กันไปมา เรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้น ถูกนำมาเคลียร์กันให้เข้าใจ จนเจอรี่เห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้วจึงไปจัดการทำอาหารเย็นให้หญิงสาว โดยไม่ยอมให้เธอช่วยอะไรเหมือนเดิม แม้ว่าพาสนาจะพยายามอ้อนยังไงก็ตาม เค้าให้เหตุผลว่าเธอยังไม่หายดี ไม่ควรหักโหมทำอะไรมากนัก นั่งนิ่งๆเป็นเด็กดีอยู่บนโซฟาแหละดีแล้ว...


วันรุ่งขึ้น เจอรี่ก็ยังขลุกอยู่เป็นเพื่อนพาสนา แม้ว่าหญิงสาวจะบอกว่าเธอหายดีพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เค้าก็ยังไม่วางใจ

“เกอเกอ พาสไม่ใช่เด็กแล้วนะ ดูแลตัวเองได้ เกอเกอไปทำงานเถอะ หยุดมาหลายวันแล้วนะ” หญิงสาวทำเสียงกระเง้ากระงอด วันนี้ช่วงเช้าเค้าขอตัวกลับไปเอาของจากคอนโดตัวเอง แล้วก็กลับมาพร้อมกับหนังสือตั้งใหญ่ แผ่นซีดีหนังจำนวนมาก แถมด้วยโน้ตบุ๊คอีกหนึ่งเครื่อง

“ไม่มีงาน” เจอรี่เงยหน้าจากโน้ตบุ๊คขึ้นมาบอกสั้นๆ ตอนนี้ทั้งคู่นั่งอยู่ด้วยกันบนโซฟา หลังจากที่หญิงสาวโวยวายว่า ไม่ว่าเป็นตายร้ายดียังไง เธอก็จะไม่ยอมแนวแกร่วอยู่บนเตียงอีกแล้ว ทำให้เจอรี่ต้องยอมให้เธอมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ข้างๆเค้าที่โซฟากลางห้อง กับยอมให้เธอเดินไปมาภายในห้องบ้าง แต่แน่นอน ต้องมีข้อแม้ว่าต้องให้เค้าประคองไปเท่านั้น ห้ามเดินเองโดยเด็ดขาด

“ไม่มีได้ไง ปกติเกอเกองานยุ่งจะตาย นี่ก็มาอยู่กับพาสหลายวันแล้วนะ” หญิงสาวไม่ยอมเชื่อ

“ก็ไม่มีจริงๆ” เจอรี่ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ

“ไม่เชื่อ ก็ก่อนไปญี่ปุ่น เกอเกอยังบ่นอยู่เลยว่ากลับมาแล้วมีงานรออยู่เพียบ แล้วไอ้งานพวกนั้นมันไปไหนซะหมดล่ะ”

“โดนไอ้เจ้าพวกนั้นแย่งไปหมดแล้ว” เค้าตอบหน้าตาย

“โดนแย่ง หรือเกอเกอเบี้ยวเองกันแน่”

“เอ่อ....” เจอถามแทงใจดำอย่างนั้น เจอรี่เลยแก้ตัวไม่ค่อยออก ...ไอ้เสี้ยวมันต้องแอบฟ้องพาสแน่ๆ…

“ทำไมเกอเกอเหลวไหลอย่างนี้ งานตัวเองมีไม่ไปทำ แถมยังโยนให้ชาวบ้านเค้าอีก”

“เสี้ยวเทียนมันต้องโทรมาฟ้องแน่ๆเลยใช่มั้ย” เจอรี่ถามพลางนึกด่าเพื่อนในใจ

“ไม่ต้องเฉไฉเลยนะ เสี้ยวเทียนไม่เกี่ยว พาสได้โทรหาใครที่ไหน” ทันทีที่หญิงสาวพูดจบมือถือของเธอก็ดังขึ้นราวกับนกรู้ จริงๆหญิงสาวปิดโทรศัพท์มาหลายวันแล้วเพิ่งจะมาเปิดเอาวันนี้เอง เธอเอื้อมมือจะไปรับ แต่ก็โดนเจอรี่แย่งไปก่อน

“เกอเกอ โทรศัพท์พาสนะ”

“แล้วไง” เจอรี่ทำไม่รู้ไม่ชี้ พลางเหลือบตามองหน้าจอโทรศัพท์ว่าใครโทรมา ...เสี้ยวเทียน... ชื่อที่หน้าจอบอกอย่างนั้น ...มันจะโทรมาทำไมวะ... เจอรี่บ่นในใจอย่างเคืองๆ

“ก็เอามาสิ” พาสนายังพยายามแย่งโทรศัพท์คืน แต่ชายหนุ่มชิงกดรับแล้วเอามาแนบหูซะก่อน



“มีอะไร” เค้าถามเสียงมะนาวไม่มีน้ำ

“โห พูดจาไม่เพราะเลย นี่มารับโทรศัพท์ไอ้พาสได้แสดงว่าคืนดีกันแล้วใช่มั้ย” เสี้ยวเทียนย้อนถามอย่างอารมณ์ดี

“แล้วเกี่ยวอะไรกับนายมิทราบ” เจอรี่ย้อนห้วนๆ

“คนเค้าอุตส่าห์เปิดโอกาสให้ ไม่สำนึกบุญคุญกันเล้ย...ไอ้เรารึอุตส่าห์ทิ้งให้อยู่กันสองต่อสอง แถมยอมไปทำงานแทนไอ้คนเกงานบางคน ดู๊ดู ยังไม่สำนึกบุญคุญกันอีก” เสี้ยวเทียนแกล้งทวงบุญคุญ

“เออ ไอ้เพื่อนประเสริฐ มีอะไรมิทราบขอรับ”

“ขอพูดกับพาสหน่อย”

“ไม่ให้พูด มีอะไรก็พูดกับชั้นได้” เจอรี่ไม่ยอม ในขณะที่พาสนาซึ่งฟังอยู่ข้างๆ ถือโอกาสแย่งโทรศัพท์คืนไปได้ในที่สุด

“ฮัลโหล เสี้ยวเทียนเหรอ” หญิงสาวกรอกเสียงใสๆเข้าไปในโทรศัพท์ เป็นสัญญาณให้รู้ว่า ตอนนี้เธอกับเจอรี่คงสามารถปรับความเข้าใจกันได้เรียบร้อยแล้ว

“อืม เป็นไงบ้าง” เสียงเสี้ยวเทียนดูจะหงอยลงไปเล็กน้อย แต่เจ้าตัวก็สามารถปรับให้กลับมาเป็นปกติได้โดยเร็ว ชนิดที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกต

“ก็ดี จะหายแล้ว” พาสนาตอบกลับไปอย่างร่าเริง

“เรื่องนั้นน่ะรู้แล้ว แกถึกจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก ชั้นหมายถึงแกกับอาเจิ้นต่างหาก”

“ก็ไม่มีอะไรนี่” หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว อย่าขี้งอนให้มันมากนักเลยวะ ผู้หญิงทำอ่ะน่ารัก แต่แกทำแล้วมันน่าหมั่นไส้ ไม่รู้อาเจิ้นมันหลงผิดไปได้ยังไง” เสี้ยวเทียนแหย่

“ไอ้บ้าเสี้ยว เงียบไปเลย...นี่แกอยู่ไหนอ่ะ มากินข้าวกันมั้ย เริ่มเบื่อหน้าคนบางคนแถวนี้แล้ว” พาสนารีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะเข้าตัวไปมากกว่านี้ ซึ่งคำพูดของเธอก็ทำเอาคนข้างตัวส่งสายตาขวางๆปากยื่นๆมาให้ พลางเอื้อมมือมาหยิกแก้มเธออย่างจะลงโทษ

“โอ้ย...” หญิงสาวร้อง ก่อนจะหันไปตีมือคนขี้แกล้งข้างๆตัว พร้อมสายตาดุๆ

“เป็นอะไรพาส” เสียงปลายสายถามมาอย่างตกใจที่ได้ยินเธอร้อง

“เปล่า ไม่มีอะไร ว่าแต่เย็นนี้ว่างมั้ย มากินข้าวกัน” หญิงสาวชวนซ้ำ

“ไม่ว่างอ่ะ มีงาน”

“งานอะไรนักหนาวะ” พาสนาถามอย่างสงสัย ก็ไหนตอนที่มาเฝ้าไข้เธอใหม่ๆ เค้าบอกว่าช่วงนี้พักร้อนไงล่ะ

“ก็พอดีมันมีคนแถวนี้บางคนมันเกงาน ชั้นเลยต้องโดนตามมาทำแทนน่ะสิ” เสี้ยวเทียนบอกเหมือนจะฟ้อง ตอนแรกเค้าก็ปฏิเสธงานพวกนี้ไปแล้วแหละ เพราะติดว่าต้องคอยดูแลพาสนา แต่ในเมื่อตัวจริงเค้ากลับมาแล้ว เสี้ยวเทียนจึงไม่เห็นเหตุจำเป็นที่จะต้องปฏิเสธงานเหล่านั้นอีก ซึ่งพาสนาก็พอจะรู้ว่าไอ้บางคนของเค้าน่ะ มันคนไหน หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะปรายตาดุๆไปยังคนข้างตัว จนอีกฝ่ายอดเสียวสันหลังวาบๆไม่ได้

“อืม งั้นพรุ่งนี้ล่ะ ชวนแวนเนสมาด้วย” พาสนายังพยายามชวนต่อ

“ยังไม่แน่ใจเลยว่ะ ช่วงนี้งานยุ่งมากเลย เอาเป็นว่าถ้าว่างจะโทรไปแล้วกันนะ”

“เอางั้นก็ได้...เสี้ยวเทียน” พาสนาเรียกไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะวางหูไป

“หืม?” เค้าส่งเสียงมาเป็นเชิงถาม

“แกไม่เป็นอะไรใช่มั้ย” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เธอถามออกไปอย่างนั้น

“ถามอะไรแปลกๆ ชั้นจะเป็นอะไรล่ะ คิดมาก” เสียงตอบแกมหัวเราะของเค้า ทำให้เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก

“อืม ก็ดีแล้ว ไว้เจอกันนะ บาย”

“บาย” จากนั้นต่างฝ่ายก็ต่างวางหู


หลังจากวางหูจากพาสนาแล้ว เสี้ยวเทียนก็ได้แต่นั่งจ้องโทรศัพท์ในมือเงียบๆ ใจคิดไปถึงเจ้าของเสียงใสๆที่คุยกันเมื่อสักครู่ ก่อนที่เจ้าตัวจะสลัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป

...ไม่เอาน่าเสี้ยวเทียน นายควรดีใจกับเพื่อนสิ ที่นายรู้สึกมันก็แค่ความรู้สึกดีๆ กับคนที่คุยกันรู้เรื่อง มันยังไม่มากไปกว่านั้นหรอก นายยังห้ามตัวห้ามใจทันน่า เพื่อนมีความสุขก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ... เสี้ยวเทียนบอกตัวเองปลงๆ กับความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้น แต่เค้าก็ยังดีใจที่สามารถห้ามใจตัวเองได้ก่อนที่จะถลำลึกไปกว่านี้ อีกอย่าง น้ำเสียงของพาสนาและเจอรี่ที่ได้ยินเมื่อกี๊ฟังดูก็รู้ว่าพวกเค้ามีความสุขแค่ไหน แล้วคนอย่างเค้าที่รักเพื่อนยิ่งกว่าอะไร จะทำอะไรได้อีก นอกจากยินดีไปกับทั้งคู่ด้วย

ฝ่ายพาสนาเมื่อวางสายจากเสี้ยวเทียนแล้ว ก็หันมามองเจอรี่ดุๆ

“เกอเกอ”

“จ๋า” ชายหนุ่มรีบขานเสียงหวาน

“นี่เกงานมาใช่มั้ย” พาสนาถามอย่างเอาเรื่อง

“ไม่ได้เก แค่บอกแฟนนี่ว่าขอยกเลิกงานช่วงนี้เท่านั้นเอง” เจอรี่สารภาพเสียงอ่อย

“เกอเกอนะเกอเกอ ทำไมเหลวไหลอย่างนี้” หญิงสาวถึงกับส่ายหัว

“ก็พี่เป็นห่วงพาสนี่นา”

“พาสดูแลตัวเองได้ บอกกี่ครั้งแล้ว”

“ก็แหม มันห้ามใจไม่ให้ห่วงไม่ได้นี่นา ถึงพี่ไปทำงาน พี่ก็ไม่มีสมาธิหรอก” เจอรี่บอกอ้อนๆ ตาปรอยๆ จนพาสนาใจอ่อนอีกจนได้ ไม่รู้ทำไม เธอไม่เคยใจแข็งกับผู้ชายตัวโตคนนี้ได้ซักที

“อย่าลืมขอบคุณเสี้ยวเทียนกับแวนเนสเค้าซะด้วย อุตส่าห์รับทำงานแทนให้ ไม่งั้นเกอเกอไม่ได้หยุดสบายๆอย่างนี้หรอก” หญิงสาวไม่วายสั่ง

“จ้า”
.
.
.
.
.
“เกอเกอ พาสง่วงแล้วอ่ะ” หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง หญิงสาวก็ส่งเสียงอ้อนๆมาให้

“ก็ไปนอนสิพาส ไป...เดี๋ยวพี่พาไป” เจอรี่ทำท่าจะพยุงเธอเข้าไปในห้อง แต่พาสนาขืนตัวไว้

“ไม่เอาอ่ะ นอนในห้องจนเบื่อแล้ว” เธองอแง

“อ้าว แล้วจะเอายังไงล่ะ” เจอรี่ถึงกับเกาหัว แต่แป๊บเดียวก็เปลี่ยนเป็นแววตาเจ้าเล่ห์

“เกอเกอคิดอะไรอ่ะ” พาสนาถามอย่างค่อยจะไว้ใจ ลืมเรื่องง่วงนอนไปเสียสนิท

“เปล่านี่” เจอรี่ทำหน้าตาย “ไม่อยากไปนอนในห้องงั้นก็นอนนี่แล้วกัน”

“ก็ดี เกอเกอ ไปเอาหมอนให้หน่อยสิ” หญิงสาวเห็นดีเห็นงามด้วย แถมยังใช้เค้าซะอีกแน่ะ

“เฮ้ย เกอเกอ ทำอะไรอ่ะ” พาสนาร้องอย่างตกใจ เมื่อรู้สึกว่าร่างกายถูกดันให้เอนลง แล้วยิ่งตกใจหนักขึ้นไปอีก เมื่อพบว่าสิ่งที่รองศีรษะเธออยู่ไม่ใช่หมอนอย่างที่เข้าใจแต่แรก แต่กลับเป็นท่อนขาแข็งแรงของชายหนุ่มข้างๆตัวต่างหาก

“อ้าว ก็บอกว่าง่วงนอน ก็นอนสิ” เจอรี่พูดพลางกดหัวเธอไว้ไม่ให้ลุกหนี

“พาสไปนอนในห้องก็ได้” ...ก็แบบนี้มันเขินนี่นา... ตอนนี้หญิงหน้าแดงถึงใบหูไปแล้ว

“ไม่ต้อง นอนตรงนี้แหละ ไหนว่าง่วงไง นอนไป พี่ไม่ทำอะไรหรอกน่า” ขณะที่พูดชายหนุ่มก็ลูบผมเธอเบาๆ เหมือนกล่อมเด็ก จนพาสนาเริ่มเคลิ้ม ด้วยความที่ง่วงอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“อืมมม เกอเกอหนักแย่” เสียงเธอบ่นมาเบาๆอย่างไม่จริงจังอะไรนัก

“ไม่หนักหรอกน่า นอนไปเถอะ” เจอรี่ปฏิเสธเบาๆ พลางพิจารณาใบหน้านวลๆบนตัก

“งั้นขอพาสนอนแป๊บนึงนะ ถ้าเกอเกอเมื่อยก็ปลุกพาสนะ” พาสนาบอก ก่อนจะหลับตาลงอย่างวางใจ

“ฝันดีนะคะ คนดีของพี่” ชายหนุ่มอดใจไม่ได้ ต้องก้มหน้าลงไปจุมพิศหน้าผากนวลของคนช่างพูดซะหนึ่งที แต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น


เจอรี่นั่งพิจารณาร่างเล็กอยู่ครู่ใหญ่ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก พลางสัญญากับตัวเองว่า เค้าจะพยายามทนุถนอมเธอและความรักครั้งนี้ไว้ให้ดีที่สุด และจะไม่ทำให้เธอต้องเสียใจเพราะเค้าอีกแน่นอน ในเมื่อเค้ารักเธอมากขนาดนี้ และถ้าเค้าคิดไม่ผิด เธอก็คงใจตรงกับเค้าเช่นเดียวกัน

คิดมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็สูดหายใจเข้าเต็มปอดอย่างเรียกกำลังใจ แม้ว่าพาสนาจะดูห้าวๆไปบ้าง ดื้อไปนิด แต่เค้าก็รักเพราะเธอเป็นเธออย่างนิ้ เป็นคนที่ไม่ได้หวานอย่างใคร ไม่ได้ดีมากมาย แต่รักเธอเพราะเธอเป็นเธอ เป็นพาสนาของเค้าคนเดียว...




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 23:41:34 น.
Counter : 100 Pageviews.  

ตอนที่ 31

31.


“พี่เต็มใจ มันไม่ได้รบกวนอะไรเลย กับการดูแลพาส” คำพูดง่ายๆที่ออกมาจากปากเค้าเกือบทำให้เธอใจอ่อน แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ริมทะเลในวันนั้น กำแพงที่เหมือนจะบางลงก็กลับก่อหนาขึ้นมาอีก

“แต่ชั้นไม่เต็มใจ แล้วนี่ก็ห้องชั้น คุณจะไปไหนก็เชิญ” ปากบางๆที่เคยแต่ออดอ้อน เย้าแหย่ ในวันนี้กลับเอ่ยคำพูดที่ทำร้ายจิตใจคนฟังมาได้อย่างร้ายกาจ

“พาสรังเกียจพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ” เจอรี่ถามด้วยความน้อยใจ จริงอยู่เค้าตั้งใจว่ายังไงก็ต้องง้อเธอให้สำเร็จ แต่เมื่อมาเจอคำพูดทำร้ายจิตใจแบบนี้ ก็อดที่จะใจเสียไม่ได้

“เชิญ!” พาสนากล่าวย้ำอีกครั้ง พลางมองไปที่ประตูเป็นเชิงไล่ ไม่ยอมตอบคำถามเมื่อสักครู่ของชายหนุ่ม ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะ ในใจเธอไม่เคยรู้สึกเกลียดเค้าเลยแม้แต่น้อยก็เป็นได้

“งั้นพี่จะออกไปรอข้างนอกก่อน พาสจะได้พักผ่อน เย็นนี้อยากกินอะไร เดี๋ยวพี่จะได้เตรียมไว้ให้”เมื่อเห็นหญิงสาวไม่มีทีท่าว่าจะใจอ่อนง่ายๆ เจอรี่ก็ตัดสินใจล่าถอยมาตั้งหลักก่อน เพราะเห็นท่าว่า ถ้าเค้ายังคงตอแยต่อไป เธอคงจะไม่ได้นอนพักอย่างที่ควรทำเป็นแน่

“ไม่จำเป็น...เชิญ” น้ำเสียงแข็งๆ พาคนฟังใจแกว่งอีกครั้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะยอมออกไปจากห้องนอนของหญิงสาว

พาสนาได้แต่มองตามประตูที่ปิดลงด้วยหัวใจที่สับสน สายตาแข็งกร้าวเมื่อคู่อ่อนแรงลง จนเหมือนจะมีน้ำตาออกมาคลอหน่วย ทุกคำพูดที่เอ่ยทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ ใช่ว่าเค้าจะเจ็บอยู่ฝ่ายเดียว เธอเองก็เจ็บไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ เพียงแต่ที่ต้องทำอย่างนั้น ก็เพราะพาสนากลัวว่า ถ้าคราวนี้เธอใจอ่อนอีก เธออาจจะต้องเจ็บกว่านี้อีกไม่รู้ต่อกี่เท่า ถ้าประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยอีก ไม่น่าเชื่อว่าการรักใครซักคนจะทำให้เจ็บได้มากขนาดนี้ แน่นอนตอนนี้เธอกล้าพูดได้เต็มปากว่าเธอรักผู้ชายร่างสูงที่เพิ่งเดินออกไปเต็มหัวใจ แต่เธอไม่แน่ใจว่าแค่คำว่ารักคำเดียวมันจะเพียงพอ ในเมื่อเค้าไม่มีความเชื่อใจ และไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองเอาเสียเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป เรื่องแบบนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีก แล้วเธอจะต้องเสียใจ จะต้องร้องไห้กันอีกกี่ครั้ง สู้ให้มันจบให้เสียใจไปครั้งเดียวไม่ดีกว่าหรือ ก่อนที่ทุกอย่างจะถลำลึกลงไปมากกว่านี้



ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เจอรี่หอบข้าวของมาปักหลักอยู่ที่ห้องของพาสนา เพื่อดูแลเธอระหว่างที่เธอไม่สบาย โดยที่เสี้ยวเทียนกับแวนเนสไม่เคยโผล่หน้ามาที่ห้องอีกเลย นอกจากจะโทรศัพท์มาถามข่าวคราวบ้างเท่านั้น ทำเอาพาสนาเข่นเคี่ยวเคี้ยวฟัน แช่งเพื่อนอยู่ในใจ ที่ทิ้งเธอไว้กับเจอรี่แค่สองคน ไม่ว่าเธอจะทำอะไร จะขยับตัวไปไหน ชายหนุ่มร่างสูงคนนั้น เป็นต้องรีบแจ้นมาข้างเตียง แล้วอาสาทำให้ทุกอย่าง เค้าไม่ยอมแม้แต่จะให้หญิงสาวเดินไปไหนมาไหนในห้อง โดยอ้างว่า ให้รอให้แผลที่ขาหายดีเสียก่อน ตอนแรกพาสนาก็เถียงหน้าดำหน้าแดงว่าเธออาการดีขึ้นแล้ว สามารถเดินเองได้ แต่อีกฝ่ายบทจะดื้อก็ไม่เป็นรองใครเหมือนกัน จนผลสุดท้ายหญิงสาวก็คร้านที่จะเถียงไปเอง นอกจากนี้ชายหนุ่มยังสับทับว่าถ้าอยากได้อะไรก็ให้บอก เค้าจะหามาให้ ซึ่งเค้าก็หามาให้ได้ทุกอย่างจริงๆ ทั้งที่เธอสรรหาวิธีมากลั่นแกล้งเค้าสารพัดก็ยังไม่สำเร็จ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน

“พาสจะไปไหน” เสียงห้าวร้องถามมาทันทีที่หญิงสาวทำท่าจะขยับกายลุกจากเตียง ตามมาด้วยร่างสูงๆ ที่ก้าวยาวๆแค่ไม่กี่ก้าวก็เข้ามายืนชิดริมเตียงของเธอ หลายวันมานี้ ประตูเชื่อมระหว่างเธอและห้องรับแขกจะเปิดไว้ตลอดเวลา โดยคนเปิดให้เหตุผลว่า ‘เผื่อพาสจะเอาอะไร พี่จะได้มาหาพาสได้เลยไงล่ะ’ เพราะตอนนี้เจอรี่ยึดเอาโซฟากลางห้องเป็นชัยภูมิที่นอนของตนเองไปเรียบร้อย

“ไปเดินเล่น” คำตอบสั้นๆจากร่างเล็ก ที่ทำท่าจะยันตัวขึ้นยืน เล่นเอาเจอรี่รีบกดร่างบางให้นั่งลงตามเดิมแทบไม่ทัน

“อย่าเพิ่งเลย ขาพาสยังไม่หายดีนะ” ประโยคต่อมารีบปรับให้อ่อนลงเมื่อสบตาวาวคมดุของคนบนเตียง

“ขาพาส พาสรู้ตัวดีว่าเป็นยังไง นี่ก็อยู่แต่บนเตียงจนจะเป็นง่อยอยู่แล้ว...ถอย” คำสุดท้ายพาสนาลงเสียงหนักเป็นเชิงบอกว่า ให้ถอยไปดีๆ ไม่งั้นมีเรื่องแน่

“ค่อยๆลุกนะพาส” เมื่อเห็นว่าคราวนี้ท่าทางจะห้ามไม่ได้แน่แล้ว เจอรี่จึงยอมถอยออกมาเล็กน้อย พลางยื่นมือไปช่วยประคองคนขาเจ็บ ไม่นำพาต่อสายตาขุ่นเขียวที่เจ้าตัวส่งมาให้

“ไม่ต้องยุ่ง พาสเดินเองได้”

“ไม่ได้ จะให้ประคองหรือไม่ให้ ถ้าไม่ให้ก็นอนบนเตียงต่อไปจนกว่าขาจะหายน่ะแหละ” คราวนี้เจอรี่เสียงแข็งขึ้นมาบ้าง ซึ่งเด็กดื้อก็ไม่ค่อยกล้าจะหือเท่าไหร่ เพราะกลัวโดนจับนอนต่อจริงๆ จึงได้แต่ทำท่าฮึดฮัดอย่างเด็กโดนขัดใจ ค้อนลมค้อนแล้งไปเรื่อย


เจอรี่ค่อยๆประคองพาหญิงสาวออกมาจากห้องนอน คอยดูไม่ให้เธอลงน้ำหนักกับขาข้างที่เจ็บมากนัก ตอนนี้ใบหน้านวลเริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผม ดูจากสีหน้าก็รู้ว่าเธอคงเจ็บแผลไม่น้อย แต่ก็ใจแข็งไม่ยอมโอดครวญออกมา

“ไหวมั้ยพาส” เจอรี่ถามด้วยความเป็นห่วง ถ้าหากทำได้ เค้ายินดีเจ็บแทนเธอ ดีกว่าจะต้องให้เค้ามาเห็นเธอทรมานแบบนี้

“ไหว” หญิงสาวแข็งใจตอบ ไม่นึกเลยว่าแผลเล็กๆวันนั้นจะอักเสบจนทำเอาเธอระบมได้ขนาดนี้

“เพราะพี่แท้ๆ ถ้าวันนั้นพาสไม่ต้องวิ่งตามพี่ แผลก็คงจะไม่อักเสบขึ้นมาอีก” เจอรี่เปรยอย่างรู้สึกผิด


พาสนาไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร เจอรี่ก็เดาความคิดของเธอไม่ออกว่าตอนนี้ หญิงสาวยังโกรธเค้าอยู่มากแค่ไหน แม้ว่าหลายวันที่ผ่านมา ท่าทางของหญิงสาวจะอ่อนลง จนเธอยอมเรียกแทนตัวเองว่าพาสเหมือนเดิม แต่ไม่ว่ายังไง คำเรียกขานที่ใช้กับเค้าก็ยังไม่มีคำว่าเกอเกอหลุดออกมาจากปากบางๆนั้นเสียที

“นั่งตรงนี้ก่อนพาส” เจอรี่ประคองหญิงสาวมานั่งที่โซฟากลางห้อง พลางดันให้ร่างเล็กนั่งลง แต่เธอก็ขืนตัวไว้

“พาสอยากไปที่ระเบียง”

“ไม่ได้ เดินแค่นี้ก่อน พี่รู้พาสเจ็บแผลจะแย่แล้ว ไม่ต้องมาทำปากแข็ง ถ้าอยากนั่งที่ระเบียงรอตอนเย็นๆ ให้แดดร่มก่อนเดี๋ยวพี่พาไป ตอนนี้ดูทีวีไปก่อนแล้วกัน” ชายหนุ่มสั่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง และพาสนาก็เหนื่อยเกินกว่าจะดื้อเอาแต่ใจตัวเองอีก หญิงสาวยอมรับรีโมตที่เค้าส่งให้ดีๆ ก่อนจะหันไปสนใจรายการทีวีตรงหน้า

“พาสอยากดูหนังมั้ย” เสียงทุ้มๆถามมาอีก เมื่อเห็นหญิงสาวไม่ตอบอะไร เค้าเลยถือวิสาสะเดินไปเลือกแผ่นซีดีหนังจากชั้นข้างทีวี เอามาเปิดให้


“จะไปไหน” หญิงสาวหลุดปากถามไป เมื่อเห็นว่าหลังจากเปิดหนังให้เธอดูเสร็จแล้ว เค้าก็ทำท่าจะเดินออกไปจากตรงนั้น

“พี่อยู่แถวๆนี้แหละ จะเอาอะไรก็เรียกนะ พาสดูหนังไปเถอะ พี่ไม่กวนแล้ว” น้ำเสียงอ่อนๆที่เค้าใช้ มันฟังดูอ่อนโยนและอบอุ่น จนน่าเชื่อว่าบางทีมันอาจจะช่วยละลายน้ำแข็งที่เกาะกุมใจเธอไปได้บ้าง จริงๆเจอรี่ไม่ได้อยากอยู่ห่างจากดวงใจของเค้าแม้แต่วินาทีเดียว แต่ชายหนุ่มก็ไม่อยากทำให้เธอต้องไม่สบายใจและหงุดหงิดที่เห็นเค้าในระยะสายตาอีก จึงหลบเข้าไปในครัวเงียบๆ กะว่าจะทำของว่างไว้ให้เผื่อหญิงสาวจะหิวขึ้นมา

พาสนานั่งดูหนังไปอย่างไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไรนัก เพราะสายตาเจ้ากรรมดันเอาแต่เหลือบไปทางห้องครัวเป็นระยะๆ เหมือนกับจะมองทะลุผนังไปให้เห็นคนที่อยู่ข้างในห้องนั้น หลายวันนี้เค้าดีกับเธอมาก ไม่ว่าเธอจะวีนแหลกลาญแค่ไหน เค้าก็ไม่ยอมถอดใจง่ายๆ คำพูดหวานๆที่บางครั้งแม้จะดุไปบ้าง มักจะมาพร้อมกับสายตาอันอ่อนโยนเสมอ จนพาสนาอดนึกแปลกใจไม่ได้ว่า ในโลกนี้นอกจากครอบครัวเธอแล้ว จะยังมีใครทนรองรับอารมณ์เธอได้แบบเค้าหรือไม่ ชายหนุ่มพยายามใจเย็นทุกครั้งที่เห็นเธอโมโห เอาอกเอาใจเธอสารพัด ไม่มีอาการไร้เหตุผล งี่เง่าแบบที่ริมทะเลวันนั้นให้เห็นอีก จนตะกอนในใจเธอเริ่มหายไปทีละน้อย จนตอนนี้เธอกำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่า เธอพร้อมจะให้โอกาสเค้าอีกครั้งหรือไม่ โอกาสที่เค้าจะทำร้ายหัวใจเธอได้อีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสเดียวกับที่เธอจะได้มีความสุขกับการมีที่พักใจของตัวเองด้วย

‘ทิฐิน่ะ มันไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะพาส วางๆมันลงบ้างเถอะ’ หญิงสาวจำได้ว่าเสี้ยวเทียนเคยพูดประโยคนี้กับเธอ เมื่อตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆ แต่ตอนนั้นมันสับสนจนเกินกว่าจะรับฟังคำพูดของใคร มาถึงตอนนี้ หญิงสาวเริ่มถามตัวเองว่า ทิฐิตัวนี้ ถ้าเธอถือมันจะได้อะไร แล้วถ้าเธอวางมันลงล่ะ เธอจะได้อะไรตอบแทน

‘ความรักมันเป็นเรื่องของการเสี่ยงนะลูก ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะจบลงอย่างไร กล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะรัก อย่างน้อยส่วนหนึ่งของความรักก็ทำให้เรามีความสุขไม่ใช่เหรอลูก อย่ากลัวไปก่อนในเรื่องที่ยังไม่เกิด’ พาสนานึกถึงคำพูดของแม่ที่เคยพูดกับเธอครั้งหนึ่ง หลังจากที่เธอเพิ่งผิดหวังกับความรักจนชาตินี้คิดว่าจะไม่รักใครอีกแล้ว ...ครั้งนี้พาสก็คงต้องลองเสี่ยงเหมือนกันใช่มั้ยจ๊ะแม่จ๋า แลกกับความสุขของพาสและคนที่พาสรักเอง... หญิงสาวนึกในใจ อยากให้แม่ของเธอมาอยู่ตรงนี้ด้วยจริงๆ เพราะเธอคงไม่ต้องมานั่งถามตัวเองตอบตัวเองอย่างนี้ แม่มักจะคำแนะนำดีๆให้กับเธอเสมอ คิดมาถึงตรงนี้ น้ำตาก็เริ่มออกมาคลอหน่วยอีกแล้ว พอดีกับที่ชายหนุ่มคนที่เป็นตัวเจ้าปัญหาสำหรับหัวใจเธอเดินออกมาจากในครัวพอดี

“พาส! เป็นอะไร เจ็บแผลเหรอ หรือปวดหัวอีก ร้องไห้ทำไม” ทันทีที่เค้าเห็นแววน้ำตาในดวงตาคู่สวย เจอรี่ก็รีบถลันเข้ามานั่งข้างกายพาสนาอย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยถามน้ำเสียงร้อนรนด้วยความเป็นห่วง

ท่าทางเหล่านั้นกับน้ำเสียงอ่อนโยนของคนพูดยิ่งทำให้น้ำใสๆที่คลออยู่รอบดวงตาของพาสนา เอ่อออกมามากยิ่งขึ้น จนสุดท้ายมันก็หยาดหยดลงบนหลังมือเรียวของชายหนุ่มที่ตอนนี้กุมมือเธอไว้

“พาส เป็นอะไร บอกพี่สิคนดี ไม่เอาอย่างร้อง พี่เห็นแล้วใจไม่ดีเลย” เจอรี่แทบจะทำอะไรไม่ถูกกับน้ำตาของผู้หญิงตรงหน้า จริงอยู่เค้าไม่ใช่พวกแพ้น้ำตาผู้หญิง แต่กับคนที่เผชิญหน้ากันอยู่นี้ ไม่ว่าอะไรเค้าก็ยอมแพ้เธอทุกอย่างนั่นแหละ ตอนนี้ไม่ว่าเธอจะให้เค้าทำอะไรเค้ายอมหมด ขอแค่ให้เธอหยุดร้องไห้เป็นพอ

หญิงสาวก็ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะหยุดร้องไห้ได้ ตอนนี้น้ำตาเจ้ากรรมมันพาลไหลออกมาไม่หยุด ทดแทนที่ในช่วงหลายวันมานี้เธอต้องเก็บกดมันไว้ข้างใน จวบจนมือใหญ่ๆเอื้อมเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้นั่นแหละ พาสนาถึงปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร ยิ่งเห็นอย่างนั้นเจอรี่ยิ่งทำอะไรไม่ถูก ชายหนุ่มรวมไปร่างบางมากอดไว้แนบอก มือหนาๆเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กๆบนบ่านั้นราวกับจะปลอบประโลม ปากก็พร่ำแต่ปลอบเธออย่างทำอะไรไม่ถูก

“พาส...โอ๋ ไม่ร้องนะคะคนดี ไม่ร้องนะคะคนดีของเกอเกอ พาสเป็นอะไรบอกเกอเกอสิคะ ไม่เอาไม่ร้อง พาสนาคนเก่ง ร้องไห้ได้ยังไง เงียบนะคะ โอ๋ๆๆ”


จวบจนผ่านไปหลายนาทีนั่นแหละ อาการสะอื้นไห้ของพาสนาจึงลดลง หญิงสาวรีบดันตัวออกทันทีที่อยู่ตัวว่า ตัวเองตกอยู่ในอ้อมกอดของเจอรี่

“พาสเป็นอะไรบอกพี่ได้มั้ย” เจอรี่เอ่ยปากถามอย่างอ่อนโยน พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าค่อยๆเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของหญิงสาว แต่พาสนาก็ไม่ตอบอะไรเอาแต่ก้มหน้ามองมือตัวเองบนตัก จนกระทั่งเค้าเช็ดเสร็จ ทั้งคู่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่สักพัก ในที่สุดพาสนาก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้น

“ขอบคุณนะคะ เกอเกอ” เสียงใสๆเจือรอยสะอื้นที่ออกมาจากบางๆนั้น เล่นเอาเจอรี่แทบจะกระโดดด้วยความดีใจ เพราะถ้าเค้าฟังไม่ผิด เธอเรียกเค้าว่าเกอเกอ แถมยังพูดคะด้วย

“พาส พาสเรียกพี่ว่าเกอเกอเหมือนเดิมแล้ว พาสยกโทษให้พี่แล้วใช่มั้ย” ชายหนุ่มจับต้นแขนของเธอเขย่าอย่างดีใจ จนนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวยังไม่ค่อยแข็งแรง เลยรีบปล่อยมือ

“ขอโทษ พี่ลืมไปว่าพาสไม่สบายอยู่ ว่าแต่พาสหายโกรธพี่แล้วใช่มั้ย” เจอรี่เปลี่ยนมาเป็นกุมมือขาวเรียวคู่นั้นแทน น้ำเสียงที่ใช้ปกปิดความดีใจไว้ไม่มิด

“พาสจะไปโกรธเกอเกอได้ยังไง เกอเกอไม่ได้ผิดซักหน่อย พาสนั่นแหละผิดที่นอกใจเกอเกอ” หญิงสาวอดประชดออกมาไม่ได้ ทั้งๆที่ยังไม่หายสะอึกสะอื้น

“โธ่...พาส อย่าประชดพี่สิ พาสโกรธพี่ พี่รู้ พี่ยอมรับผิด คราวนี้พี่ผิดเองที่ทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผล พี่ขอโทษที่พี่ไม่เชื่อใจพาส ทั้งๆที่พาสเชื่อใจพี่ตลอดมา” คราวนี้เจอรี่พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“รู้ด้วยเหรอว่าตัวเองอ่ะงี่เง่า” พาสนาพูดด้วยน้ำเสียงสะบัดๆ

“รู้ตัวสิ ว่าพี่ทั้งโง่ ทั้งงี่เง่า แต่เหตุการณ์แวดล้อมมันพาลให้พี่คิดอย่างนั้นด้วยเหมือนกันนะ ไม่ใช่อยู่ดีๆพี่คิดขึ้นมาเองซะเมื่อไหร่” เจอรี่ไม่วายเถียง

“แล้วก่อนโวยวายน่ะ คิดจะถามพาสซักคำมั้ย คนเค้าจะอธิบายให้ฟังก็ไม่ยอม ดื้อ”

“ก็ดื้อเหมือนใครล่ะ” เจอรี่ย้อน

“อย่ามาว่าพาสนะ คราวนี้เกอเกอผิดเต็มประตู เถียงยังไงก็เถียงไม่ขึ้น” หญิงสาวชี้หน้าคาดโทษ

“คร๊าบ ผมยอมรับผิดแล้วคร๊าบ คุณพาสนาจะลงโทษยังไงก็เชิญตามสบายเลยครับ ผมยอมทุกอย่าง” เจอรี่แกล้งลากเสียงยาวๆ
.
.
“ถามจริงคิดได้ไงอ่ะ พาสกับเสี้ยวเทียนเนี่ยนะ นั่นน่ะเพื่อนเกอเกอนะ”

“ไม่รู้ล่ะ เป็นใครพี่ก็หวง พาสของพี่ พี่ไม่ยกให้ใครหรอก” เค้าพูดอย่างเอาแต่ใจ

“เชอะ ทำมาพูดดี แล้วตอนนั้นใครกันล่ะ ที่บอกปาวๆว่าพี่ยินดีจะหลีกทางให้อ่ะ แหม ทำเป็นเสียสละ ทีอย่างนี้ล่ะทำมาหวง”

“ก็ตอนนั้นมันกำลังเสียใจ หวง หึง น้อยใจมั่วไปหมด แถมพี่รู้สึกผิดด้วยที่ไม่มีเวลาให้พาส แล้วเสี้ยวเทียนก็ดูจะมีเวลาดูแลพาสได้ดีกว่า” เจอรี่แก้ตัวเสียงอ่อยๆ

“อ๋อ เลยจะยกพาสให้เสี้ยวเทียนงั้นสิ เกอเกอเห็นปากมันกับปากพาสมั้ย เดี๋ยวก็ได้ตีกันตาย โทษนะ ปากอย่างเพื่อนเกอเกอน่ะ พาสไม่รับประทานหรอก ถ้าเป็นแวนเนสหรือไจ่ไจ๋ก็ว่าไปอย่าง” พาสนาแกล้งยั่ว แล้วก็ได้ผลทันตาเห็น

“อะไรนะพาส ห้ามนะ กับใครก็ห้ามทั้งนั้น ไม่ว่าเสี้ยวเทียน แวนเนส ไจ่ไจ๋ หรือผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น” เจอรี่เสียงแข็งขึ้นมาทันที พาสนาถึงกับหลุดหัวเราะคิกออกมา ไม่นึกว่าชายหนุ่มมาดสุขุม ใจดีอ่อนโยนอย่างเค้า จะขี้หึงได้สะบัดขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่วายยั่วต่อ

“อ๋อ ผู้ชายไม่ได้ งั้นผู้หญิงก็ได้ใช่มั้ย”

“ผู้หญิงก็ไม่ได้ ห้ามมองใครทั้งนั้น นอกจากพี่คนเดียวเข้าใจมั้ย”

“ตายละ ไม่ให้มองใครเลย...งั้นเกอเกอต้องหาผ้ามาผูกตาพาสแล้วล่ะ” หญิงสาวแกล้งโวยวาย

“ไม่ต้องผูกหรอก เพราะพี่ผูกใจของพาสไว้แล้วไง รับรองจะไม่ให้หลุดไปไหนเด็ดขาด ไม่เชื่อพาสมองตาพี่สิ” เจอรี่พูดพลางเชยคางพาสนาให้เงยหน้ามามองเค้า

“ทำไม ไม่เห็นจะมีอะไร มีขี้ตาเหรอ” หญิงสาวแกล้งตลกกลบเกลื่อนความเขินที่ขึ้นมาเป็นริ้วๆตามใบหน้า

“ไม่เห็นเหรอ ว่าในตาพี่ตอนนี้ มีพาสคนเดียวนะ เหมือนที่พี่เห็นว่าในตาพาสก็มีพี่คนเดียวไงล่ะ” เจอรี่พูดเสียงนุ่ม เลื่อนมือขึ้นมาประคองใบหน้านวลไว้อย่างทะนุถนอม

“โมเม” เสียงอุบอิบแทบจะไม่พ้นจากลำคอของหญิงสาวตรงหน้า ที่ไม่บอกก็รู้ว่าตอนนี้เธอเขินแค่ไหน

“ใครบอกโมเม พาสไม่เห็นเหรอ ว๊า...ไม่นึกว่าพาสจะสายตาสั้น งั้นคงต้องให้มองใกล้ๆกว่านี้ซะแล้วสิ” เค้าพูดพลางเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้หญิงสาวมากขึ้น ตอนนี้พาสนาเหมือนโดนสะกด อยากจะเมินหลบสายตาคมกล้าคู่นั้น แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเหมือนมีแรงดึงดูดจากตาคมที่ทำให้เธอไม่สามารถละสายตาออกจากใบหน้าคมเข้านั้นได้เลย จนในที่สุด ตาวาวๆคู่นั้นก็เลื่อนมาจนชิด พร้อมๆกับปลายจมูกโด่ง และริมฝีปากของเค้าก็สัมผัสกับจมูกรั้นๆและริมฝีปากช่างเจรจาคู่นั้นของเธอ พาสนาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งนิ่งให้เค้าสัมผัสริมฝีปากบางคู่นั้นจนกว่าจะพอใจ

ตอนนี้เวลาทั้งโลกเหมือนจะหยุดหมุน บรรยากาศรอบๆเหมือนจะกลายเป็นสีชมพู ตอนนี้ไม่ว่าโลกตรงหน้าจะถล่มทลาย หรือทางเดินที่จะก้าวไปจะมีขวากหนามแค่ไหน แต่เค้าทั้งคู่ก็ไม่สนใจ ณ วินาทีนี้ ขอแค่มีกันและกันก็เพียงพอแล้ว




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 23:42:34 น.
Counter : 98 Pageviews.  

ตอนที่ 30

30.


ทางฝ่ายเจอรี่ แม้ว่าเค้าจะตัดสินใจวางหูไป แต่คำพูดของเสี้ยวเทียนก็ยังดังก้องอยู่ตลอดเวลา

‘มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะ ชั้นอธิบายได้ ชั้นกับพาสไม่มีอะไรกันจริงๆ’

‘พาสไม่สบายมาก มันเพ้อหาแต่นาย มันต้องการกำลังใจจากนายนะ’

ตอนนี้ในใจของชายหนุ่ม เหมือนกำลังมีสองเสียงเถียงกันอยู่ ข้างหนึ่งก็บอกให้ตัดใจจากพาสนาซะ ในเมื่อเธอได้เจอคนที่ดีกว่า มีเวลาให้มากกว่าอย่างเสี้ยวเทียน ในขณะที่อีกใจก็เริ่มจะเชื่อคำพูดของเสี้ยวเทียน ที่ว่าบางที เค้าอาจจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดผิดไปเองก็ได้ ระหว่างนั้นเจอรี่ก็รู้สึกถึงการยวบของโซฟาข้างๆตัวจากน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น จึงหันไปมองและก็พบกับสายตาอ่อนโยนของคุณนายเลี่ยวที่ส่งมาให้อย่างใจดี

“อาเจิ้น บางทีทิฐิมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะลูก และที่สำคัญบางทีสิ่งที่ตาเห็นมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราเห็นก็ได้ อีกอย่าง แต่ก่อนลูกแม่ไม่ใช่คนแบบนี้นี่นา ลูกกล้าทำกล้าพูด กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงหนีปัญหาเสียล่ะลูก” หญิงสูงวัยพูดพลางยกมือขึ้นลูบหัวลูกชายเบาๆเหมือนเมื่อครั้งเค้ายังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ

“ผมไม่รู้จะทำยังไงครับหม่าม๊า มันสับสนไปหมด ผมไม่อยากเสียพาสไป แต่ในขณะเดียวกันถ้าพาสจะได้เจอคนที่ดีกว่า มีเวลาดูแลเค้า อยู่เป็นเพื่อนเค้าได้มากกว่า ผมก็ไม่อยากดันทุรังรั้งเค้าไว้ หม่าม๊าครับ รู้มั้ยครับ เมื่อตอนที่เราตัดสินใจจะคบกัน ผมเคยสัญญากับพาสไว้ ว่าแม้ว่าเรื่องของเราจะเป็นอย่างไร แต่ผมก็จะยังเป็นพี่ชายเค้าเหมือนเดิม ที่ผมต้องหลบมาแบบนี้ เพราะผมไม่อยากทะเลาะ ไม่อยากให้ความรู้สึกดีๆที่มีให้กันมันหายไป ตอนแรกผมแค่อยากขอเวลาทำใจซักพัก แต่ตอนนี้ผมสับสนครับหม่าม๊า เสี้ยวเทียนบอกว่าทุกอย่างผมเข้าใจผิดไปเอง แล้วถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ผมจะทำยังไงดีครับ แล้วถ้าเกิดผมไม่ได้เข้าใจผิด เพียงแต่เสี้ยวเทียนกับพาสสงสารผม ไม่อยากให้ผมเสียใจล่ะครับ ตอนนี้ผมสับสนไปหมดแล้ว ทั้งเสี้ยวเทียนทั้งพาสคนหนึ่งก็เป็นเพื่อนรักที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา อีกคนก็เป็นผู้หญิงที่ผมอยากร่วมชีวิตด้วย ผมไม่อยากเสียใครไป แล้วก็ไม่อยากให้ใครต้องเสียใจเพราะผม ผมจะทำยังไงดีครับ” เจอรี่ระบายความรู้สึกทั้งมวลที่กดดันเค้ามาตลอดสองสามวันมานี้ให้คุณนายเลี่ยวฟัง

“คิดให้ดีๆนะอาเจิ้น ลูกโตแล้ว แม่เชื่อว่าลูกจะตัดสินใจแก้ปัญหานี้ได้ ที่สำคัญ อย่าเอาแต่ทิฐิ ถามหัวใจตัวเองดู ว่ารักเค้ามั้ย แล้วมันพอที่เราจะเชื่อใจเค้าได้มั้ย ลองคิดดูนะลูก” คุณนายเลี่ยวทิ้งคำพูดไว้เป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้เจอรี่ตัดสินใจด้วยตัวเอง
.
.
.
“เสี้ยวเทียนนายไม่มีอะไรทำหรือไง มานั่งเฝ้าอยู่ได้” พาสนาเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญ เพราะตั้งแต่เธอตื่นขึ้นมาเมื่อช่วงบ่าย เสี้ยวเทียนก็ลากเก้าอี้เข้ามานั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างเตียงเธออยู่อย่างนั้น จนตอนนี้จะเย็นแล้วก็ยังไม่มีท่าว่าจะขยับไปไหน พอเธอจะเอาอะไรหรือจะทำอะไร ก็แย่งทำให้หมด เรียกได้ว่าเธอแทบไม่ต้องกระดิกตัวไปไหนเลย

“ไม่มีนิ ชั้นว่าง อยู่เป็นเพื่อนแกได้ทั้งวันเลย แกจะเอาอะไรเหรอ” หน้าไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องรู้ราว กับน้ำเสียงใสซื่อนั้น ฟังดูก็รู้ว่าแกล้งทำ

“แกไปที่อื่นบ้างก็ได้นะ ชั้นอยู่คนเดียวได้” พาสนาแทบจะกัดฟันตอบ ...มันจะมานั่งเฝ้าหาสวรรค์วิมานอะไรวะ ฮ่วย...

“ไม่เป็นไร ชั้นว่างทั้งวันอยู่แล้ว ช่วงนี้พักร้อนยาววววววว” หางเสียงชายหนุ่มลากยาวบ่งบอกว่าเค้ามีเวลาอยู่เฝ้าเธอจนกว่าจะหายนั่นแหละ

“แล้วแกไม่หิวเหรอ ออกไปหาอะไรกินบ้างก็ได้นะ” หญิงสาวเสนอตัวเลือกใหม่ เธอไม่ค่อยชินนักกับการมีคนอื่นมาผูกติดอยู่ข้างตัวตลอดเวลา

“ไม่อ่ะกินแล้ว” อีกฝ่ายทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ได้น่าหมั่นไส้ซะจนพาสนาอยากจะเขวี้ยงด้วยหมอน แต่ก็ไม่มีแรง ตอนนี้หญิงสาวนั่นเอนๆ อยู่บนเตียง พยายามจะอ่านหนังสือ แต่ก็อ่านไม่ได้ เพราะรู้สึกไม่มีสมาธิ หน้าใสๆแม้จะดูซีดเซียวอยู่ แต่อย่างน้อย ริมฝีปากบางก็ดูมีสีสันขึ้นมาบ้าง ได้ซีดขาวเหมือนเมื่อช่วงเช้า

“เอาง่ายๆเลยนะ นายช่วยออกไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ห้องนอนชั้นได้มั้ย” พาสนาเหลืออด รู้อยู่ว่าชายหนุ่มรู้ว่าเธอต้องการจะสื่ออะไร แต่ก็ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จนอดโมโหไม่ได้ เพราะพอร่างกายเริ่มอาการดีขึ้น ต่อมขี้โมโหของหญิงสาวก็ทำงานดีขึ้นไปด้วย

“ทำไม เบื่อหน้าชั้นแล้วหรือไง” เสี้ยวเทียนหันมาทำหน้ากวนใส่

“เออ เบื่อแล้ว”

“ทนไปก่อนนะแก เดี๋ยวแวนเนสก็มาเปลี่ยนเวรแล้ว เมื่อกี๊มันเพิ่งโทรมา”

“ทำอย่างกับชั้นเป็นนักโทษ พวกนายมีอะไรก็ไปทำๆกันเถอะ ปล่อยชั้นอยู่คนเดียวบ้างได้มั้ย” พาสนาออกปากไล่กันตรงๆ

“ไม่เอา เดี๋ยวแกเป็นอะไรไปอีก ผู้หญิงปากอย่างนี้ยิ่งหายากอยู่ ต้องอนุรักษ์ไว้” เสี้ยวเทียนกัดนิ่มๆ

ยังไม่ทันที่พาสนาจะได้ตอบโต้อะไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นเสียก่อน

“อ้าว แวนเนสมาแล้วมั้ง เดี๋ยวชั้นไปเปิดประตูให้มันก่อนนะ แกอยู่ในห้องดีๆนะ อย่าดื้ออย่าซน” เสี้ยวเทียนยังไม่วายแกล้งหยอก ก่อนจะหัวเราะอย่างถูกใจเมื่อเห็นพาสนาแยกเขี้ยวมาให้ รู้อยู่ว่าตอนนี้หญิงสาวไม่มีแรงจะทำอะไรเค้าหรอก แต่ถ้าเป็นตอนปกตินะ ไม่แน่เค้าซวยได้
.
.
.
“แวนเนส ทำไมมาเร็วจังวะ เมื่อกี๊เพิ่งโทรมาเอ…” เสี้ยวเทียนเอ่ยทักพร้อมกับเปิดประตูห้องให้ แล้วก็ต้องชะงัก เพราะหลังประตูไม่ใช่แวนเนสอย่างที่เค้าเข้าใจ แต่กลับเป็นคนที่เค้าไม่คิดว่าจะได้เจอ

“ขอเข้าไปหน่อยได้มั้ย” ร่างสูงหลังประตูเอ่ยออกมาเป็นประโยคแรก สีหน้าเรียบเฉยอย่างเดาความรู้สึกไม่ถูก

เสี้ยวเทียนเบี่ยงตัวหลบให้ทั้งที่ยังอึ้งๆ ...อาเจิ้น มันจะมาต่อยเราหรือเปล่าวะเนี่ย...

“อาเจิ้น เดี๋ยว” ชายหนุ่มเรียกไว้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะตรงเข้าไปหาพาสนาให้ห้อง

“ไม่ต้องห่วง แค่แวะมาเยี่ยมเฉยๆ เดี๋ยวชั้นก็กลับแล้ว” ร่างสูงหันมาตอบเรียบๆ แม้ว่าก่อนที่จะมาเค้าจะตั้งใจแล้วว่าจะเชื่อใจพาสนา และพร้อมจะฟังทุกเรื่องที่เธออยากบอก แต่ก็อดจะประชดไม่ได้

“ไม่ใช่อย่างนั้น ชั้นอยากคุยกับแกก่อน มาคุยกันก่อนได้มั้ย” เสี้ยวเทียนรีบอธิบายต่อ

“เดี๋ยวค่อยออกมาคุยก็ได้”

“ไม่ ชั้นขอเวลาแกแป๊บเดียว มาคุยกันก่อน” เสี้ยวเทียนไม่ยอมแพ้ เค้าฉุดแขนเพื่อนให้มานั่งด้วยกันที่โซฟากลางห้อง

“คือเรื่องที่เกิดขึ้น...” แค่พอเริ่มต้นจะอธิบาย เสี้ยวเทียนก็โดนอีกฝ่ายยกมือห้าม

“ไม่ต้องอธิบายหรอก อย่างที่ชั้นบอกพาส ชั้นไม่ได้โกรธอะไร ที่มานี่ก็เป็นห่วงเพราะเห็นว่าไม่สบาย ไม่ได้อยากจะมาทำให้เรื่องมันยุ่ง มีอะไรไว้ค่อยพูดกัน” ตอนนี้ในใจของคนพูดลอยเข้าไปหาคนในห้องด้วยความเป็นห่วงเสียแล้ว ไม่มีอารมณ์จะฟังอะไรทั้งสิ้น

“โว้ย ฟังก่อนสิวะ เอาแต่พูดๆๆ ฟังคนอื่นเค้ามั่ง แกกำลังเข้าใจผิดรู้มั้ย ชั้นอยากคุยกับแกให้รู้เรื่องก่อน ไม่อยากให้แกเข้าไปหาเค้าทั้งๆที่ก็ยังเข้าใจผิดอยู่แบบนี้” เสี้ยวเทียนเริ่มเสียงดังด้วยความหงุดหงิด จากที่พยายามพูดค่อยๆมาตลอดเพราะกลัวที่นอนอยู่อีกห้องจะให้ยิน เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไรเสี้ยวเทียนจึงเริ่มพูดต่อ

“ทุกเรื่องมันเป็นการเข้าใจผิด เริ่มตั้งแต่เรื่องข่าวเลยนะ ชั้นเชื่อว่าแกเริ่มคิดมากตั้งแต่เห็นข่าวใช่มั้ย” เจอรี่พยักหน้ายอมรับ เสี้ยวเทียนเลยพูดต่อ

“แกก็รู้ว่านักข่าวบ้านเรามันเป็นยังไง วันนั้นชั้นแค่ชวนพาสให้มันไปช่วยเลือกกีตาร์ แล้วก็ไปกินข้าวกัน แล้วก็ไปส่งมันไปเอารถที่บริษัท ส่วนอีกข่าว คืนนั้นชั้นก็ไม่ได้มาหาไอ้พาส ชั้นมาห้องแวนเนส ไอ้ไจ๋ก็มา แต่นักข่าวมันดันไม่เอาไปลงข่าว” เจอรี่ยังคงไม่พูดอะไร แต่ก็เห็นว่าเค้ากำลังตั้งใจฟัง เสี้ยวเทียนเลยพูดต่อ

“ส่วนเรื่องเมื่อคืนนั้น มันไม่ได้เป็นอย่างที่แกเห็น พาสมันขาเจ็บเพราะดันซุ่มซ่ามเดินไปเหยียบตะปู ชั้นเลยพามันไปหาหมอ มันเดินไม่ไหว ก็เลยต้องประคองกันมาอย่างที่นายเห็น คืนนั้นมันพยายามโทรไปอธิบายให้นายฟัง แต่นายก็ไม่รับโทรศัพท์เลย แล้วก็เพราะมันเดินไม่ถนัดนี่แหละ ชั้นเลยไม่อยากให้มันขับรถ กลัวมันจะขับไปชนใครตาย ก็เลยอาสามารับมัน เพื่อนขาเจ็บนะโว้ย แกจะให้ชั้นนิ่งดูดายได้เหรอวะ แกก็รู้นิสัยชั้นดีว่าเป็นยังไง” พูดไปเรื่อยๆสรรพนามที่ใช้ก็เริ่มเปลี่ยนไปตามอารมณ์คนพูด

“แล้วนี่ที่มันไม่สบายอยู่ก็เพราะแผลมันอักเสบจนไข้ขึ้น เป็นตั้งแต่เมื่อวานเย็น ไม่รู้ไปวิ่งตามหมาที่ไหนมา แผลก็ยังไม่หายยังทำซ่าส์” เสี้ยวเทียนกัดเล็กๆ เล่นเอาคนที่นั่งฟังสะดุ้งโหยงรู้สึกเหมือนถูกกระทบยังไงก็ไม่รู้ ก็ไอ้หมาที่มันบอกน่ะ มันเค้าเองนี่หว่า ที่ปล่อยให้เธอวิ่งตามหาที่ชายทะเลเมื่อวานน่ะ

...โธ่ ที่พาสต้องมาไม่สบายขนาดนี้ก็เพราะเราเองหรือนี่... เจอรี่อดคิดโทษตัวเองในใจไม่ได้

“เป็นไง เคลียร์มั้ย ตกลงเรื่องทั้งหมด มันเป็นเรื่องเข้าใจผิด ที่คนงี่เง่าบางคนไม่ยอมรับฟังเหตุผลแท้ๆ” เอาน่า ไหนๆก็อธิบายทุกอย่างหมดแล้ว เค้าขอด่าไอ้เพื่อนตัวแสบซักทีเถอะ

“ก็...” เจอรี่อ้าปากจะเถียง แต่ไม่ทันร่างหนาที่เครื่องเริ่มติด

“ชั้นไม่นึกว่าแกจะเป็นไปได้ขนาดนี้เลยนะอาเจิ้น ทำตัวเป็นเด็กๆ แก่แล้วนะโว้ย หรืออายุสมองมันโตสวนทางกับร่างกายวะ แกเคยเป็นคนมีเหตุผล มีความรับผิดชอบไม่ใช่เหรอ นี่อะไร เอะอะก็พูดเองเออเอง เข้าใจไปเอง งานการก็ทิ้งหมด ที่สำคัญ แกรู้มั้ยว่าแกกำลังทำร้ายจิตใจคนที่รักและศรัทธาในตัวแกอย่างพาส นี่ไม่นับเรื่องที่แกทำให้พวกชั้นต้องมาดูแลแฟนแกแทนแกอีกนะ ชั้นกับแวนเนสไม่เป็นอันต้องทำอะไรกันล่ะ กลัวไอ้พาสมันจะฆ่าตัวตาย” จริงๆเสี้ยวเทียนก็รู้ล่ะ ว่าคนอย่างพาสนาน่ะ ไม่ทำอะไรปัญญาอ่อนอย่างนั้นหรอก แต่เห็นหน้าเพื่อนซีดเอาๆ เลยขอซ้ำเติมซะหน่อย แล้วก็ได้ผลเพราะสีหน้าคนฟังสลดลงไปถนัดใจ

“พาสเสียใจขนาดนั้นเลยเหรอวะ” พูดไปแล้วเจอรี่ก็แทบจะเขกกะโหลกตัวเองที่ถามอะไรไม่เข้าท่า

“ถามได้...คิดว่าตัวเองเสียใจเป็นคนเดียวหรือไงวะ” เสี้ยวเทียนอดจะโมโหแทนพาสนาไม่ได้

“ชั้น...ชั้นขอโทษ” เจอรี่ไม่รู้จะพูดอะไรให้มันดีกว่านี้ เค้ารู้ว่างานนี้เค้าเป็นคนผิดเต็มๆ

“คนที่นายควรจะขอโทษไม่ใช่ชั้น แต่เป็นคนในห้องโน่น”

“พาสเป็นยังไงบ้าง” เจอรี่ถามเสียงอ่อย

“จะเป็นยังไง พาสก็ยังเป็นพาส ตอนแรกก็ซึมไปเหมือนกัน อย่างที่โทรไปบอกนั่นแหละ เมื่อคืนตอนไข้ขึ้นไม่รู้สึกตัว มันก็เพ้อหาแต่แก แต่ตอนนี้ไม่รู้จริงๆว่ะ ว่ามันคิดอะไร มันดูนิ่งจนน่ากลัว เอาเป็นว่าในเมื่อรู้ตัวว่าผิดก็พยายามง้อหน่อยแล้วกันนะเพื่อน คราวนี้อาจจะหนักหน่อย แต่ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น จำไว้” ต่อให้หมั่นไส้เพื่อนยังไง แต่เสี้ยวเทียนก็อดที่จะให้กำลังใจด้วยการตบหนักไปที่ไหล่หนาไม่ได้ เพราะงานนี้ท่าจะหนักเอาเรื่องอยู่

“อืมมม” เจอรี่รับคำสั้นๆ ก่อนจะลุกเดินไปยังห้องนอนของพาสนา ตามด้วยเสี้ยวเทียน
.
.
.
“เสี้ยวเทียน ชั้นว่าประตูบ้านชั้นก็ไม่ได้อยู่ไกลนักนะ ทำไมแกใช้เวลานานจังวะ” เสียงพาสนาถามลอยมาเมื่อได้ยินเสียงคนเปิดประตูเข้ามา แต่ตาของหญิงสาวก็ยังไม่ละจากหนังสือในมือ

“แวนเนสมาแล้วเหรอ” หญิงสาวยังคงถามต่อ เมื่อไม่ได้ยินคำตอบจากฝ่ายที่บุรุกเข้ามาในห้อง แต่ก็ยังมีแต่ความเงียบ จนเธอต้องเงยหน้าขึ้นมามอง


“...........................”

ห้องทั้งห้อง ตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะมีหน่อยกล้าตายส่งเสียงทำลายความเงียบขึ้น

“เฮ้ย อาเจิ้น เดินเข้าไปสิวะ ยืนขวางประตูอยู่ได้” เท่านั้นแหละ เจอรี่ถึงได้สติ ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตียงพาสนา ส่งสายตาแห่งความห่วงใยไปให้คนบนเตียง ซึ่งพาสนาไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่เธอไม่อยากรับรู้มากกว่า เลยเลี่ยงเบือนหน้าหนีสายตาคมกล้านั้นไปคุยกับเสี้ยวเทียนที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กับบรรยากาศอึมครึมรอบๆตัว

“เสี้ยวเทียน แวนเนสจะมาหรือยัง” หญิงสาวบนเตียงแกล้งทำเหมือนเจอรี่ไม่มีตัวตน เธอมองผ่านเค้าไปยังเสี้ยวเทียนที่มายืนอยู่ที่ปลายเตียง

“มันโทรมาบอกว่าไม่มาแล้ว ติดธุระ” เสี้ยวเทียนโกหกเอาดื้อๆซะอย่างนั้น พลางนึกในใจว่า ...ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยโทรไปล็อบบี้ไอ้ตี๋เอา...

“อ้าว” คนบนเตียงอ้าปากค้าง

“เออ ชั้นก็มีธุระด่วนว่ะ ต้องไปแล้วเหมือนกัน โทษทีนะพาส” เสี้ยวเทียนเอ่ยต่อ ทำเอาปากเล็กๆที่อ้าอยู่แล้ว อ้ากว้างกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว ...มันจะทิ้งกันอย่างนี้เลยเหรอ...

“ไหนเมื่อกี๊นายบอกว่าช่วงนี้ลาพักร้อนไง ว่างตลอดไม่ใช่เหรอ แวนเนสก็ด้วยนี่” พาสนาถามอย่างร้อนรน ...อย่าบอกนะ ว่าจะทิ้งให้เราอยู่กับเกอเกอสองคน ยังไม่อยากอยู่กับคนไม่มีเหตุผลตอนนี้โว้ยยยย... หญิงสาวตะโกนอื้ออึงอยู่ในใจไม่กล้าพูดออกไปดังๆ เพราะกลัวเสียเหลี่ยม คนอย่างพาสนา ไม่เคยกลัวอะไรอยู่แล้ว

“เมื่อกี๊เสี่ยวจือพิ่งโทรมาเรียกตัวด่วน พอดีใครบางคนมันเบี้ยวงานน่ะ ชั้นเลยต้องไปแทน” เสี้ยวเทียนทำสีหน้าจริงจังประกอบ ทั้งๆที่ในใจชายหนุ่มต้องพยายามกลั้นยิ้มแทบแย่ จริงๆเสี่ยวจือโทรมาแล้วเหมือนกัน แต่เค้าก็ปฏิเสธไปแล้วด้วยความเป็นห่วงว่าจะไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนเธอ แต่ตอนนี้คงจะไม่ต้องเป็นห่วงแล้วกระมัง ...ดูท่าไอ้พาสมันสิ น่าขำชะมัด...

“จริงอ่ะ” พาสนายังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น

“อือ อาเจิ้น แกอยู่เป็นเพื่อนพาสมันหน่อยนะ ชั้นไปล่ะ”

“อ้าว เฮ้ย เสี้ยวเทียน เสี้ยวเทียน ยังคุยไม่รู้เรื่องเลย เสี้ยวเทียน” หญิงสาวตะโกนเรียก แต่ก็ไร้ผล เพราะพอเสี้ยวเทียนพูดจบเค้าก็หมุนตัวออกไปจากห้องทันที
.
.
“พาส”

“เอ่อ...”

หลังจากไม่มีใครยอมพูดอะไรมาพักใหญ่ ในที่สุดทั้งคู่ก็เอ่ยปากขึ้นพร้อมกัน

“พาสพูดก่อนสิ”

“ไม่เอา คุณพูดก่อน” พาสนาเกี่ยง น้ำเสียงที่ใช้ก็ไม่หวานใสเหมือนเคย แต่กลับเจือแววเศร้าและขุ่นมัวไว้อย่างปิดไม่มิด

“พาส พี่ขอโทษ” เจอรี่ใจหายไม่น้อยที่หญิงสาวพูดกับเค้าด้วยคำที่ดูอย่างเหินอย่างนี้ ชายหนุ่มไม่ได้หวังว่าคำพูดสั้นๆ คำขอโทษง่ายๆของเค้าจะทำให้เธอใจอ่อน เค้ารู้ว่าครั้งนี้เค้าทำผิดมากจริงๆ แต่อย่างน้อยแววตาจริงใจที่เค้าพยายามส่งไปให้เธอ ก็น่าจะทำให้เธอยอมฟังเค้าบ้าง

“อืม เสร็จธุระแล้วใช่มั้ย เชิญ ชั้นต้องการพักผ่อน” พาสนาเอ่ยเป็นเชิงไล่ โดยไม่แม้แต่จะชายสายตามามองร่างสูงที่ยืนคอตกอยู่ข้างเตียง

“พาส” เจอรี่พยายามเรียก แต่พาสนาก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจฟัง หญิงสาวเลื่อนตัวลงนอน ก่อนจะตะแคงไปอีกด้านหันหลังให้เค้าทันที

เจอรี่ก็ไม่ยอมแพ้ ชายหนุ่มตัดสินใจนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงที่เสี้ยวเทียนลากมาไว้ในห้องก่อนหน้านี้ พลางใช้สายตาพิจารณาร่างบางบนเตียงเงียบๆ จนในที่สุดพาสนาก็เป็นฝ่ายที่ทนไม่ได้เสียเอง

“นี่ บอกให้ออกไปได้แล้วไง ชั้นจะนอน” หญิงสาวหันมาตวาดเสียงแข็ง

“ก็นอนไปสิคะ เดี๋ยวพี่นั่งอยู่เป็นเพื่อน” เจอรี่ยังใจเย็น เค้าตั้งใจไว้แล้ว ว่าไม่ว่าพาสนาจะโกรธเค้าขนาดไหน เค้าก็จะไม่ยอมแพ้ รู้ตัวว่าผิดอยู่เต็มประตู ยังไงก็ต้องทำให้เธอหายโกรธให้ได้

“ไม่จำเป็น ชั้นอยู่คนเดียวได้ ไม่รบกวนคุณหรอก เชิญคุณกลับไปได้แล้ว” เธอบอกด้วยน้ำเสียงเย็นชา




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 23:44:21 น.
Counter : 122 Pageviews.  

ตอนที่ 29

29.


“พวกนายกลับไปได้แล้วล่ะ จะให้เราพักผ่อนไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวจะนอนแล้ว” หญิงสาวเอ่ยเป็นเชิงไล่กลายๆ แกมประชด

“ก็นอนไปดิ เดี๋ยวพวกชั้นอยู่เป็นเพื่อน ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ห้องแวนเนสอยู่แค่นี้เอง เดี๋ยวไปหอบหมอนผ้าห่มมานอนที่โซฟานี่ก็ได้” เสี้ยวเทียนที่เงียบมานานพูดขึ้น แล้วก็ไม่ปล่อยให้หญิงสาวได้มีโอกาสปฏิเสธ เพราะพ่อตัวดี รีบบอกให้แวนเนสเฝ้าพาสนาไว้ ส่วนตัวเองก็เอากุญแจห้องแวนเนสไปจัดการย้ายข้าวของมาปักหลักที่โซฟาตัวยาวกลางห้องรับแขกของพาสนา

เมื่อเจ้าของห้องเห็นดังนั้น ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ฟึดฟัดๆเข้าห้องไป แม้ว่าจะเดินไม่ถนัดนัก แต่หญิงสาวก็พยายามยักแย่ยักยันไปโดยไม่ปริปากขอความช่วยเหลือจากใคร

“เฮ้ย” พาสนาร้องเสียงหลง เมื่อรู้สึกว่าร่างตัวเองถูกยกลอยขึ้นจากพื้น

“ปล่อยชั้นลงนะ มาอุ้มเค้าทำไมอ่ะ ปล่อย” หญิงสาวทั้งร้องทั้งดิ้น เมื่อหันไปพบหน้ากวนๆของเพื่อนหนุ่ม

“ก็อุตส่าห์จะช่วยพาไปส่งที่เตียง ยังไม่สำนึกบุญคุณอีก” ร่างหนายังไม่ยอมปล่อยเธอลง แถมทำตาเจ้าเล่ห์ใส่อีกต่างหาก

“ไม่สำนึกโว้ย ปล่อยสิวะ ปล่อย” พาสนายังไม่หยุดดิ้น จนเสี้ยวเทียนต้องขู่

“อยู่นิ่งๆ เดี๋ยวก็ตกไปหรอก ขาน่ะ อยากเดี้ยงหนักกว่าเดิมใช่มั้ย จะได้ช่วยสงเคราะห์” พลางชายหนุ่มก็ทำท่าจะปล่อยมือซะอย่างนั้น เล่นเอาพาสนาร้องเสียงหลง

“เฮ้ย อย่านะ วางลงดีๆดิ”

“อยู่นิ่งๆ จะถึงเตียงแล้วเห็นมั้ย” เสี้ยวเทียนบอกดุๆ ก้าวอีกไม่กี่ก้าวก็มาถึงเตียงของหญิงสาว เค้าค่อยๆวางร่างเล็กลงอย่างเบามือ ก่อนจะหยิบผ้าห่มมาห่มให้

“เสี้ยวเทียน” เสียงอ้อนๆเรียกให้ชายหนุ่มหันกลับมา แล้วก็พบกับตาใสแจ๋วที่ทำเอาใจแกว่งไปนิดหน่อย

“ชั้นยังไม่ได้อาบน้ำเลย เหม็นอ่ะ นอนไม่หลับหรอก ขอไปอาบน้ำก่อนนะ”

“ยังไม่ต้องอาบหรอก แกเป็นไข้อยู่นะ แค่ล้างหน้าก็พอ ไหนดูซิ ยังไม่เหม็นซะหน่อย” เสี้ยวเทียนพิสูจน์ โดยการก้มมาดมใกล้ๆ(มากๆ) เล่นเอาพาสนาเขินไปเหมือนกัน

“ไอ้บ้า ไม่เหม็นก็ไม่เหม็นสิ ไม่ต้องพิสูจน์ใกล้ขนาดนั้นก็ได้ งั้นแค่ล้างหน้าก็ได้ นายถอยไปสิ จะไปล้างหน้า” เธอแกล้งทำเสียงดุ

“เดี๋ยวพาไป” เสี้ยวเทียนพูดง่ายๆ แล้วก็จัดการอุ้มเธอตรงไปที่ห้องน้ำ จัดการให้เธอยืนพิงกับผนังอย่างดิบดี โดยห้ามเด็ดขาดไม่ให้ลงน้ำหนักที่ขาข้างที่เจ็บ เสร็จแล้วก็จัดการอุ้มหญิงสาวกลับมาที่เตียง ห่มผ้าให้ จัดการปิดไฟก่อนจะออกจากห้องนอนของเธอไป
.
.
.
.
เมื่อลับหลังร่างหน้าที่ออกไปที่ห้องรับแขกแล้ว ท่าทางเข้มแข็งที่เธอพยายามแสดงตลอดมาก็หายวับไปทันที หญิงสาวปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างเงียบๆ ไร้อาการฟูมฟายใดๆ จริงๆแล้วเธอก็ไม่แน่ใจว่า น้ำตานี้มันมาจากความเสียใจ ความเครียด หรือความซาบซึ้งใจในความเป็นห่วงของเพื่อนๆกันแน่ และเธอก็ไม่คิดจะหาคำตอบให้มันด้วย พาสนายังคงปล่อยให้น้ำตาไหลอยู่ต่อไป จนหลับไปทั้งคราบน้ำตาเช่นนั้น

คืนนั้น เสี้ยวเทียนกับแวนเนสที่นอนอยู่ในห้องรับแขกต้องสะดุ้งตื่นขึ้น เพราะเสียงจากในห้องนอนของพาสนา

“แม่...แม่ขา พาสหนาว หนาวจังเลย แม่กอดพาสหน่อยสิคะ แม่ แม่ แม่อย่าเพิ่งไป แม่ แม่จ๋า กลับมาก่อน...” เมื่อเปิดประตูเข้าไป ทั้งสองก็พบว่าหญิงสาวกำลังเพ้ออย่างหนัก น้ำตาไหลอาบทั้งสองแก้ม ดูน่าสงสารจนบอกไม่ถูก

“พาสๆ พาสตื่นสิ” เสี้ยวเทียนกับแวนเนสพยายามเข้าไปปลุก แต่หญิงสาวก็ยังไม่รู้สึกตัว

“เฮ้ย พาสตัวร้อนมากเลยว่ะ” แวนเนสร้องอย่างตกใจ เมื่อมือไปสัมผัสโดนผิวกายของหญิงสาว ที่ตอนนี้ร้อนระอุไปทั้งตัว

“เกอเกอ เกอเกอ พาสหนาว เกอเกออยู่เป็นเพื่อนพาสนะ อย่าทิ้งพาสไปไหนนะ เกอเกอ” คราวนี้หญิงสาวเพ้อหาเจอรี่ ร่างบางที่อยู่ใต้ผ้าห่มดูสั่นเป็นลูกนก ภาพตรงหน้าทำเอาเสี้ยวเทียนถึงกับขบกรามจนเป็นสันนูนด้วยความสงสารเพื่อน ตอนนี้เค้าไม่รู้จะทำยังไงดีให้ เพราะไม่ว่าจะเรียกยังไง พาสนาก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว ชายหนุ่มตกใจและเป็นกังวลจนแทบจะทำอะไรไม่ถูก

“เสี้ยวเทียน ไปเอาผ้าขนหนูชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้พาสหน่อย” แวนเนสดูจะมีสติดีกว่า ร้องบอกเสี้ยวเทียน ซึ่งรีบไปทำตามโดยเร็ว
.
.
.
คืนนั้นทั้งคู่แทบจะไม่ได้นอน เพราะกว่าจะทำให้พาสนาสงบลงได้ ก็เข้าวันใหม่ไปหลายชั่วโมงแล้ว และอาการของหญิงสาวก็ยังไม่คงที่นัก แม้ว่าไข้จะลดลงบ้าง แต่เธอก็ยังมีอาการเพ้ออยู่เป็นระยะๆ และชื่อที่หลุดออกมาจากปากเธอมากที่สุด ก็เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก ‘เจอรี่’ หรือเกอเกอของเธอนั่นเอง

อาการของพาสนาดูจะกำเริบขึ้นอีกครั้งเมื่อตอนรุ่งสาง ทำให้แวนเนสตัดสินใจว่าจะไปรับหมอมาดูอาการเธอที่ห้อง เพราะสภาพในขณะนี้ รับหมอมาตรวจคงจะสะดวกกว่า

“เป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ” เสี้ยวเทียนกับแวนเนสถามแทบจะเป็นเสียงเดียวกัน เมื่อคุณหมอจัดการตรวจร่างกายหญิงสาวเสร็จ

“คนไข้อ่อนเพลียมากครับ อาการไข้ขึ้นสูง เป็นผลสืบเนื่องจากแผลที่ขาอักเสบ นี่ผมจัดการทำแผลให้เธอใหม่แล้ว ต่อไปต้องดูแลให้คนไข้ทำแผลเป็นประจำนะครับ แล้วก็ห้ามใช้ขาโดยเด็ดขาด อย่างน้อยก็จนกว่าปากแผลจะปิดสนิท นี่ผมฉีดยาลดไข้ให้แล้ว คิดว่าอีกซักพักน่าจะดีขึ้น ถ้าแผลไม่อักเสบขึ้นมาอีกก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ”

“ขอบคุณคุณหมอมากนะครับ ไปครับ เดี๋ยวผมไปส่ง” แวนเนสพูดพลางทำท่าจะเดินนำคุณหมอไปที่ประตู หากแต่ก็โดนเรียกไว้ก่อน

“เอ่อ โทษนะครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยครับ” คุณหมอดูจะมีท่าทีลังเลเล็กน้อยที่จะถามคำถามนี้

“ครับ ได้เลยครับ”

“คือ ช่วงนี้คนไข้มีเรื่องเครียดอะไรอยู่หรือเปล่าครับ” คุณหมอตัดสินใจถามตรงๆ

“ทำไมคุณหมอถึงทราบล่ะครับ”

“จากการพูดคุย แล้วก็สีหน้าคนไข้น่ะครับ หมอแนะนำนะครับ ทางที่ดีพวกคุณไม่ควรปล่อยให้คนไข้คิดมาก เพราะว่าไม่เช่นนั้น คนไข้อาจจะพักผ่อนได้น้อย อาการก็จะแย่ลง อันนี้มันเป็นเรื่องของจิตใจแล้วล่ะครับ ถ้าจิตใจไม่สู้ ร่างกายก็จะอ่อนแอตามไปด้วย” คุณหมอแนะนำ

“ครับ ขอบคุณมากนะครับคุณหมอ พวกเราจะพยายามดูแลเธอไม่ให้คิดมากอีก” เสี้ยวเทียนรับปาก ทั้งๆที่ในใจเค้าก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้มั้ย

“ถ้า ไม่ไหวจริงๆโทรหาหมอได้นะครับ หมออาจจะพิจารณาสั่งยานอนหลับให้เพิ่ม แต่ขอดูอาการคนไข้ก่อน ไม่อยากให้พึ่งยา”

“ครับคุณหมอ”

“งั้นหมอกลับก่อนนะครับ มีอะไรก็ตามหมอได้นะครับ” คุณหมอทิ้งท้าย ก่อนจะกลับไป โดยแวนเนสเป็นคนขับรถไปส่ง
.
.
.
ตอนนี้ในห้องเหลือแต่เสี้ยวเทียนกับพาสนา ชายหนุ่มเดินเข้าไปดูหญิงสาวในห้อง และพบว่าเธอหลับไปเพราะฤทธิ์ยาที่คุณหมอฉีดให้เมื่อสักครู่ ไม่มีอาการเพ้อมากมายอย่างเมื่อคืนนี้แล้ว ร่างหนาทรุดตัวลงนั่งที่ด้านหนึ่งของเตียง พลางเอื้อมมือมาลูบผมหญิงสาวเบาๆอย่างสงสาร

…พาสเอ้ย แกอย่าดื้อนักเลยวะ ทิฐิน่ะวางมันลงซะบ้างเถอะ... เสี้ยวเทียนคิดในใจ

ชายหนุ่มใช้เวลาอยู่นานในการพิจารณาใบหน้ายามนอนหลับของเพื่อนสาว แม้ว่าตอนนี้เธอจะหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยา แต่สีหน้าก็ยังดูเคร่งเครียดและเป็นกังวลอยู่มาก เสี้ยวเทียนนึกถึงภาพของเธอเมื่อคืน ตอนที่เพ้อไม่มีสติ สีหน้าทรมานและคราบน้ำตาเต็มข้างแก้ม ทำเอาเค้าแทบขาดใจ สงสารก็สงสาร แต่ไม่รู้จะช่วยเพื่อนยังไง เค้าเกลียดความรู้สึกแบบนี้ที่สุด ความรู้สึกที่ว่าเห็นคนที่เรารักเดือดร้อนอยู่ตรงหน้า แต่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ แน่นอนเค้ายอมรับว่าเค้ารักพาสนา รักอย่างที่ชายหนุ่มอย่างเค้าจะพึงรักเพื่อนรักซักคนได้ แม้จะรู้จักกันไม่ถึงปี แต่อุปนิสัย ความจริงใจ และอีกหลายอย่างของพาสนา สามารถทำให้เค้านับเธอเป็นเพื่อนรักอีกคนได้อย่างไม่อายปาก แล้วเวลานี้ เพื่อนของเค้าสองคนกำลังเป็นทุกข์ แต่เค้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ชายหนุ่มเชื่อว่า ตอนนี้เจอรี่ก็คงเสียใจไม่ต่างไปจากพาสนาเท่าไหร่ เพียงแต่ฝ่ายนั้น ไม่มีปัญหาเรื่องความเจ็บป่วยเหมือนหญิงสาวตรงหน้าเค้าเท่านั้นเอง

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังตัดสินใจจะโทรไปบอกเจอรี่เรื่องพาสนาอยู่นั้น ร่างบางข้างตัวเค้าก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น

“เสี้ยวเทียน” พาสนาเอ่ยปากเรียกเบาๆ เมื่อเห็นว่าร่างสูงที่อยู่ข้างๆเป็นใคร แว๊บแรกเธอแอบนึกดีใจเพราะคิดว่าคนที่อยู่ข้างๆ จะเป็นเจอรี่

...งั้นที่คิดว่าเมื่อคืนเกอเกอมาอยู่กับเราก็คงไม่ใช่สินะ ใช่สิ เค้าจะมาได้ยังไงล่ะ คงเป็นแวนเนสกับเสี้ยวเทียนนั่นแหละ... หญิงสาวบอกตัวเองอย่างเศร้าๆ

“พาส ตื่นแล้วเหรอ หิวมั้ย เดี๋ยวไปหาอะไรมาให้กิน” เสี้ยวเทียนก้มหน้ามาถามอย่างเอาใจใส่

“ยังไม่หิวอ่ะ อยากกินน้ำ”

“น้ำเหรอ เดี๋ยวนะ” ร่างหนาจัดการรินน้ำใส่แก้วพร้อมหลอดมาให้เธอ

“ขอบใจนะ เรื่องเมื่อคืนด้วย นายกับแวนเนสอยู่เป็นเพื่อนชั้นทั้งคืนเลยใช่มั้ย พวกนายใจดีจัง” หญิงสาวเอ่ยปาก หลังจากดื่มน้ำเสร็จแล้ว

“บ้า จะมาขอบคุณทำไม เรื่องเล็กน้อย เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ” เสี้ยวเทียนก็เขินไปเหมือนกันเมื่อโดนชมซึ่งๆหน้า

“อืม ขอบคุณนะเพื่อน” พาสนาบอกอย่างจริงใจ พร้อมกับส่งยิ้มกระจ่างใสมาให้ แม้ว่ามันจะดูเซียวๆไปบ้าง แต่เสี้ยวเทียนก็ยินดีที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ ดีกว่าต้องทนเห็นรอยน้ำตาแบบเมื่อคืนนี้

“แกนอนต่อเถอะ เดี๋ยวชั้นไปหาอะไรให้กิน ถึงไม่หิวก็กินซะหน่อย แล้วก็กินยา คราวนี้ห้ามดื้อแล้วนะ พวกชั้นไม่ยอมแกแล้วจริงๆด้วย” เสี้ยวเทียนขู่ยิ้มๆ พลางเอื้อมมือมาขยี้หัวพาสนาเล่น

“โหย ได้ทีรังแกคนป่วยเชียวนะ อย่าให้ถึงตาเราบ้างแล้วกัน คอยดู” พาสนาโอดครวญอย่างไม่จริงจังนัก ตั้งแต่เมื่อคืนเธอก็รู้แล้วว่าทั้งคู่เป็นห่วงเธอมากขนาดไหน

“ฮ่าๆๆ เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ เมื่อคืนไข้ขึ้นตั้ง 40 องศา ดีนะไม่ช็อคตาย คราวนี้ล่ะห้ามดื้อห้ามซนรู้มั้ย ชั้นกับแวนเนสเอาจริงแล้วนะ”

“จ้า ไม่ดื้อแล้วจ้า...ว่าแต่ พวกนายไม่ต้องไปทำงานกันเหรอ ไม่ต้องอยู่เฝ้าชั้นก็ได้นะ ชั้นอยู่ได้ ไปทำงานกันเถอะ นี่แวนเนสไปไหนล่ะ” พาสนาถาม เธอไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเสียงานเสียการเพราะเธอ

“ไม่อ่ะ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ชั้นขอพักเบรคพอดี ส่วนแวนเนสมันก็มีแต่งานซ้อมเต้น เตรียมอัลบั้มมัน เบี้ยวนิดเบี้ยวหน่อยได้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องไปห่วงคนอื่นเลยแก ห่วงตัวเองเถอะ นี่ถ้าอาเจิ้นมันรู้ว่าแกดื้อขนาดนี้นะ มันจับตีก้นไปแล้ว” เสี้ยวเทียนพลั้งปากไปแล้วก็แทบจะตบปากตัวเอง เพราะใบหน้าที่เริ่มจะสดใสของพาสนาเมื่อกี๊ สลดลงทันควัน

“แกนอนต่อนะ เดี๋ยวข้าวเสร็จแล้วจะมาปลุก เช้านี้กินข้าวต้มแล้วกันนะ กินง่ายดี” ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะเข้ามาดันตัวหญิงสาวให้ล้มลงนอนต่อ ห่มผ้าให้ แล้วจึงออกไปเตรียมอาหาร
.
.
.
.
.
ข้าวต้มเสร็จพอดีกับที่แวนเนสกลับมา ทั้งคู่จึงตัดสินใจลากโต๊ะเล็กๆเข้ามานั่งกินเป็นเพื่อนพาสนา พยายามหาเรื่องรื่นเริงมาคุย เพื่อไม่ให้เธอคิดมากตามคำแนะนำของคุณหมอ ซึ่งพาสนาก็รู้ดี ว่าเพื่อนทั้งสองของเธอเป็นห่วง ไม่อยากให้เธอคิดมาก หญิงสาวจึงพยายามทำตัวร่าเริง ไม่ให้ใครต้องมาเป็นห่วง

หลังอาหาร เสี้ยวเทียนกับแวนเนสปล่อยให้พาสนานอนพัก ส่วนตัวเองก็มานั่งปรึกษากันที่ห้องรับแขก

“ชั้นว่าจะโทรบอกอาเจิ้นนะ ว่าพาสมันไม่สบายมาก” เสี้ยวเทียนเปิดประเด็น

“ก็ดี แค่เมื่อคืนก็รู้ ว่าพาสมันอยากเจออาเจิ้นขนาดไหน โทรไปบอกมันแล้วกัน เพราะถ้าจะให้ไปเอง ก็ไม่กล้าทิ้งพาสไว้อย่างที่นายบอกเมื่อวานนั่นแหละ ว่าแต่จะเคลียร์กับมันเรื่องที่เข้าใจผิดกันด้วยหรือเปล่า”

“เรื่องนั้นไว้ก่อน รอมันมาแล้วค่อยพูดต่อหน้าดีกว่า ตอนนี้แค่บอกมันว่าพาสไม่สบาย มันก็คงรีบวิ่งแจ้นมาแล้วมั้ง” เสี้ยวเทียนพูดพลางนึกภาพตาม แล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ...อาเจิ้นมันห่วงของมันจะตาย เดี๋ยวคงตาลีตาเหลือกมา...

“โทรเข้าบ้านนะ โทรเข้ามือถือมันไม่รับหรอก” แวนเนสเตือนเมื่อเสี้ยวเทียนหยิบโทรศัพท์มาทำท่าจะโทรออก ร่างหนาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะกดเบอร์บ้านเลี่ยวมาม่า

“หม่าม๊าครับ ขอสายอาเจิ้นหน่อยครับ...ครับเรื่องสำคัญ ยังไงก็ต้องให้มันมารับสายให้ได้นะครับ...ครับ ครับ ผมจะรอครับ”
.
.
.
หลังจากถือสายรอไม่นาน ในที่สุด เสี้ยวเทียนก็ได้ยินเสียงเจอรี่มาตามสาย

“เหวย”

“อาเจิ้น”

“มีอะไร” คำถามแบบมะนาวไม่มีน้ำนั่น ทำเอาเสี้ยวเทียนนึกหมั่นไส้เพื่อนตัวเองขึ้นมาตะหงิดๆ ...ฮ่วย อาเจิ้นมันไปหัดโรคกวนประสาทแบบนี้มาจากไหนวะ...

“ถามมาได้ มีอะไร แล้วแกมีอะไรล่ะวะ ถึงได้หลบหน้าหลบตา หายหัวจนเค้าเดือดร้อนกันไปทั่ว” เสี้ยวเทียนอดกัดนิดๆไม่ได้ตามนิสัย

“ตกลงจะโทรมาเรื่องนี้ใช่มั้ย เห็นหม่าม๊าบอกว่ามีเรื่องสำคัญ ถ้าเป็นเรื่องนี้ก็ขอเวลาชั้นสักพักแล้วกัน อย่าเพิ่งมาพูดอะไรกันตอนนี้เลย” น้ำเสียงของเค้าดูเศร้าไปจนเสี้ยวเทียนรู้สึกได้

“เฮ้ย อาเจิ้นฟังก่อน อย่าเพิ่งวางหูนะ” เสี้ยวเทียนรีบเรียกไว้ เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะชิงวางหูไปเสียก่อน

“...” เจอรี่ไม่ยอมพูดอะไร แต่เสี้ยวเทียนก็รู้ว่าเพื่อนยังคงฟังอยู่ เลยตัดสินใจพูดต่อ

“พาสมันไม่สบายมาก” บอกได้แค่นั้น ก็โดนขัดด้วยน้ำเสียงร้อนใจของคนที่ทำเสียงไม่สนใจโลกเมื่อสักครู่

“พาสเป็นอะไร ไปหาหมอหรือยัง หมอว่ายังไงบ้าง แล้วทำไมไม่ดูแลกันให้ดีวะ” ประโยคสุดท้าย เจอรี่เริ่มโมโห

“เป็นไข้ เมื่อคืนไข้ขึ้นตั้ง 40 เมื่อกี๊หมอมาดูแล้ว ฉีดยาแล้วก็บอกให้นอนพัก คิดว่าอีกซักพักอาการคงดีขึ้น แล้วได้ที่มาด่าบอกทำไมไม่ดูแลเนี่ย แกด่าตัวเองเถอะ ทำไมไม่มาดูแลมันวะ รู้มั้ยว่าพาสมันคิดมากแค่ไหน เมื่อคืนก็เพ้อถึงแกทั้งคืนเลย”

“...” เสี้ยวเทียนรออยู่นานแต่ก็ไม่เห็นอีกฝ่ายจะพูดอะไร เลยลองเรียกดู

“อาเจิ้น”

“อืม หมอมาดูก็ดีแล้ว นายก็ดูแลพาสดีๆแล้วกัน เค้าเลือกนายแล้ว อย่าทำให้เค้าเสียใจนะ อย่าลืมเค้ามาอยู่นี่คนเดียว ไม่มีใคร เอาเป็นว่าฝากบอกว่าขอให้หายไวไวแล้วกันนะ” หลังจากชั่งใจอยู่นาน ในที่สุดเจอรี่ก็พูดประโยคนี้ออกมา

“อะไรวะ แกจะไม่มาดูมันหน่อยเหรอ มันกำลังต้องการกำลังใจนะ”

“ชั้นคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก ตอนนี้คนที่จะเป็นกำลังใจให้พาสได้น่าจะเป็นแกมากกว่า อย่างที่บอก ขอให้หายไวไวแล้วกัน ชั้นคงไม่สะดวกจะไปเยี่ยม”

“เฮ้ยอาเจิ้น เรื่องชั้นกับพาส มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดนะ ชั้นอธิบายได้ แวนเนสกับไจ่ไจ๋ก็เป็นพยานได้ มันไม่มีอะไรจริงๆ นายฟังชั้นก่อน ชั้นกับพาสไม่ได้มีอะไรกันนะ พาสมันรักนายนายก็รู้ ตอนนี้มันเครียดมากนะ ไม่ต้องมาทำตัวเป็นพระเอกเสียสละได้มั้ย มันกำลังต้องการกำลังใจจากแกนะ อาเจิ้น อาเจิ้น อาเจิ้น” เสี้ยวเทียนร้องเรียกเพื่อนดังลั่น แต่อีกฝ่ายชิงวางหูไปก่อนแล้ว

“ไอ้บ้าเอ้ย!” เสี้ยวเทียนสบถดังลั่น โมโหจัดจนแทบจะขว้างโทรศัพท์ในมือทิ้ง ยังดีที่แวนเนสรั้งแขนไว้ทัน ไม่อย่างนั้นโทรศัพท์ลูกรักราคาแพงหูฉี่ของเค้า คงเหลือแค่เศษ

“เฮ้ย เสี้ยวเทียนใจเย็นๆ พาสมันนอนอยู่ เดี๋ยวมันก็ตื่นขึ้นมาหรอก” แวนเนสพยายามห้าม

“แกดูมันนะดูมัน พูดเองเออเอง ไม่ฟังคนอื่น พูดจนปากจะฉีกว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดๆมันก็ไม่เชื่อ แล้วนี่ไอ้พาสแคร์มันจะตาย ไม่สบายก็เพ้อหาแต่มัน แล้วดูมันซิ จะมาดูดำดูดีซักนิดก็ไม่มี พูดมาได้เค้าเลือกนายแล้ว มันเลือกซะที่ไหนล่ะโว้ยยยยยยย” เสี้ยวเทียนเริ่มเหลืออด ...ไอ้เพื่อนบ้า นี่มันชีวิตจริงนะไม่ใช่ละครน้ำเน่า ทำเป็นพระเอก เอะอะอะไรก็เสียสละ...

“เอาน่า เดี๋ยวชั้นลองคุยกับมันดูมั้ย ช่วยกันพูด” แวนเนสเสนอตัวมาช่วยเหลือ

“ไม่ต้องแล้ว มันจะเชื่ออย่างนั้น จะโง่อย่างนั้นก็ปล่อยมัน ชริ บอกจะยกพาสให้ชั้น แล้วอย่ามาขอคืนทีหลังแล้วกัน คอยดู”

“เฮ้ยเสี้ยวเทียน นายอย่าบอกนะว่า...” หนุ่มตี๋ทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก ในใจก็คิดไปว่า ...หรือเสี้ยวเทียนมันจะชอบพาสจริงๆวะ...

“ทำไม ในเมื่อมันจะเข้าใจอย่างนั้นก็ปล่อยมันไป เพื่อนคนเดียวชั้นดูแลได้ ไม่ต้องง้อมัน” เสี้ยวเทียนประกาศลั่น ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของพาสนา ดีใจอยู่หน่อย ที่หญิงสาวไม่มีทีท่าว่าจะตื่นมาได้ยินเรื่องที่เค้ากับแวนเนสคุยกันเมื่อสักครู่




 

Create Date : 13 ตุลาคม 2549    
Last Update : 13 ตุลาคม 2549 23:45:23 น.
Counter : 137 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

+mosminly+
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หลังไมค์ถึงมอสซี่เชิญกดเลยค่ะ
Friends' blogs
[Add +mosminly+'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.