อย่าทำดอกไม้จันทน์ร่วง
เรื่องที่ 36

อย่าทำดอกไม้จันทน์ร่วง

ดอกไม้จันทน์ เป็นสิ่งที่คนไทยใช้เป็นเครื่องบูชาและขอขอมาลาโทษครั้งสุดท้ายต่อคนตาย ดังนั้นหากมีการทำดอกไม้จันทน์ร่วงหล่นจากมือจะไม่นิยมก้มลงไปเก็บ เพราะถือกันว่าจะมีอาถรรพ์บางอย่างซึ่งพี่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้
ผ่านการทำบุญบ้านและเหตุการณ์ของหลานชายคนนั้นไปได้สองเดือน ครอบครัวพี่เดินทางไปร่วมงานเผาศพแม่ของเด็กคนหนึ่งซึ่งนับถือกันที่จังหวัดลพบุรี ประเพณีของคนพื้นที่แถบนั้นนิยมการจุดพลุเพื่อส่งวิญญาณ คนจุดได้ตั้งแท่นยิงไว้ใกล้บริเวณเมรุ เมื่อถึงเวลาเจ้าภาพก็เริ่มแจกดอกไม้จันทน์ให้กับแขกเหรื่อ ตอนี่พี่กำลังรับมันเหมือนมีลมเป่าจนดอกไม้จันทน์ร่วงหลุดจากมือ พี่ก็รีบก้มลงเพื่อจะเก็บแต่อะไรบางอย่างเตือนให้หยุดเลยชะงักและเงยหน้าขึ้น ก็เห็นแม่พี่กำลังมองอยู่ ท่านไม่พูดอะไรนอกจากส่งดอกไม้จันทน์ในมือให้ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าแม่จะไปเดินขึ้นไปเพราะบันไดเมรุสูงและชันมาก พี่เลยขึ้นไปวางกับนอกสาว ระหว่างเดินก็เริ่มมีการยิงพลุ พี่กับน้องมองหน้ากันเพราะมันหนวกหูมากแต่ก็ไม่ได้บ่นอะไร แต่ตอนกำลังขึ้นบันไดนั่นเอง
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวชนิดพื้นสะเทือนเลย พี่มองหน้ากันและถอยหลังลงมาเพราะรุ้แล้วว่ามีอะไรผิดปรกติ ตอนนั้นเองคนที่อยู่ด้านบนก็ส่งร้องร้องตะโกนเอะอะ ปรากฏว่าพลุลูกที่สองมันวิ่งเข้าไปในระเบิดในเมรุ สะเก็ดโดนแขกที่อยู่ด้านบนคนหนึ่งกะโหลกเปิดต้องหามส่งโรงพยาบาลกันด่วน พี่นึกฉุกใจถึงดอกไม้จันทน์ที่ทำตกลงพื้นทันที เพราะตอนนั้นมันมีลางสังหรณ์ส่วนหนึ่งเตือนว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น มาได้ข่าวตอนหลังว่าคนบาดเจ็บปลอดภัยพี่ก็โล่งใจแล้วคิดว่า
ถ้าตอนนั้นเราหยิบดอกไม้ขึ้นมาล่ะ เขาจะรอดไหม
ก็สุดแล้วแต่จะเดา
ผ่านไปได้อีกประมาณเดือนเศษ พี่ได้ข่าวว่าพ่อของคนที่รู้จักกันเสียชีวิตด้วยอาการมะเร็งในตับ ซึ่งก็เดินทางไปร่วมงานแต่แถบนั้นไม่มีการแจกดอกไม้จันทน์ก็เลยไม่มีเหตุการณ์อะไร
แต่ดูเหมือนอาถรรพ์มันยังไม่จบเพราะหลังจากงานศพนี้แล้วเพื่อนที่เคยทำงานด้วยกันก็ตาย คนข้างบ้าน คนรู้จักทั้งสนิทและไม่สนิทเสียชีวิตไล่เลี่ยกันเรียกได้ว่าตลอดทั้งปีนั้นพี่ต้องไปร่วมงานศพไม่ต่ำกว่าสิบครั้งก็ว่าได้
มาสิ้นสุดที่การมรณภาพของพระอาจารย์ที่ครอบครัวพี่นับถือ ท่านเต็มใจละสังขารและยกทุกอย่างให้กับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่เงินที่อยู่ในโลง
จริงๆค่ะ แม้แต่เงินที่อยู่ในโลง เพราะก่อนนำร่างท่านเข้าเตาเผา สัปเหร่อได้เปิดโลงและหยิบเงินทุกบาทที่สานุศิษย์ใส่ไว้ให้ออกไปหมด รวมทั้งเตรียมจะล้วงเอาเงินในปากไปด้วย แต่แม่พี่ซึ่งยืนดูอยู่บอกว่า เหลือไว้ให้พระอาจารย์เอาไปซื้อที่บ้างเถอะ นั่นแหละเขาถึงได้เลิก
อนาถนะคนเรา
ตายไปแล้วนี่มันไม่ได้ ไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตอนยังมีชีวิตอยู่จะแก่งเย่งชิงดีชิงเด่นอิจฉาริษยากันไปทำไม
กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ
หลังจากนั้นแล้วทุกอย่างก็ยุติ พี่เข้าใจเอาเองว่าท่านอาจารย์คงล้างอาถรรพ์ให้ หรืออาจจะเป็นเพราะเราถือดอกไม้จันทน์อย่างมีสติก็ได้
จริงๆแล้วเขาห้ามเก็บดอกไม้จันทน์ที่ร่วงลงพื้น หมายถึงเมื่อเรารับมาจากเจ้าภาพแล้วทำหลุดมือ คนเก่าแก่จะห้ามเก็บอย่างเด็ดขาดเพราะมันเหมือนกับเป็นการยอมรับงานศพในครั้งต่อไป แต่ถ้าเป็นการตกเช่น แกะจากห่อหรือวางในถาดแล้วลมพัดปลิวก็เก็บได้ เพราะยังไม่ถือว่าเป็นการเข้าพิธีเรียบร้อยแล้ว
นอกจากดอกไม้จันทน์แล้วยังมีข้อห้ามเรื่อง ห้ามคนมีแผลไปร่วมงานศพเพราะมันจะพุพองและกลายเป็นเนื้อร้ายไปในที่สุด โดนส่วนตัวของพี่แล้วมองว่าอาจจะเกี่ยวกับการติดเชื้อมากกว่า เพราะบางครั้งผู้เสียชีวิตอาจเป็นโรคิดต่อหรือมีเชื้อติดต่อที่เราไม่รู้ได้
อีกสิ่งหนึ่งที่ครอบครัวพี่ค่อนข้างถือก็คือ การรับประทานอาหารในงานศพ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องนี้กันมากนักแต่สำหรับพวกพี่ได้รับคำสอนมาว่า การรับประทานอาหารในงานแบบนี้เหมือนนั่งกินร่วมกับผี วิญญาณจะถือว่าเราเป็นพวกเดียวกันและไม่มีความยำเกรง บางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ คิดมากเกินไปหรือเปล่าแต่ครอบครัวพี่โดยเฉพาะทางฝ่ายแม่เชื่อถือกันมาแบบนี้จริงๆ
อาจจะเป็นเพราะตาพี่เป็นหมอโบราณ รักษาทั้งโรค และบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วย
ส่วนเทปต้นเรื่อง พี่ได้ทำการจำหน่ายไปแล้วค่ะ แต่จำไม่ได้ว่าให้ใครไป ไม่ไหวคิดทีไรก็ขนลุก แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง เพลงนี้มันก็เหมือนการเตือนสติว่า ชีวิตคนมันก็ได้แค่นี้ จงตั้งหน้าตั้งตาทำแต่ความดี ตายไปคนจะได้กล่าวถึงอย่างชื่นชม

*/*/*/*/*






Create Date : 24 มกราคม 2553
Last Update : 24 มกราคม 2553 10:05:00 น.
Counter : 1292 Pageviews.

1 comment
อาถรรพ์เพลงมอญร้องไห้
เรื่องที่ 35

อาถรรพ์เพลงมอญร้องไห้

หลายคนคงจะรู้จักเพลงมอญร้องไห้ บางคนคงได้ฟังมาแล้วจากการได้ไปร่วมงานสวดศพ ทุกคนคงรู้สึกเหมือนกันว่ามันช่างเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองที่น่าขนลุก ยิ่งประกอบกับเสียงคร่ำครวญจากนางร้องไห้หน้าศพแล้วยิ่งเพิ่มความหดหู่จนบางครั้งผู้ร่วมงานถึงกับนั่งน้ำตาซึม

โดยปรกติแล้วผู้คนส่วนใหญ่ไม่นิยมนำเพลงนี้มาฟังเล่น หรือแม้แต่กระทั่งหาซื้อมาเก็บไว้ในบ้านเพราะความเชื่อที่ว่ามันเป็นเพลงสำหรับงานอวมงคล ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีขายแพร่หลายกันนัก และวงดนตรีที่เล่นเพลงนี้ได้ก็จำกัดแค่วงที่เรียกว่า ปี่พาทย์มอญ

เดี๋ยวนี้โลกได้พัฒนาไปเยอะ มีรายการเกี่ยวกับผี จิตวิญญาณหรือการลองของ ตามรอยผีกันมาก แถมเด็กบางคนยังทำเป็นว่าชื่นชอบที่จะฟังเพลงนี้เสียเหลือเกินซึ่งพี่เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาคิดอะไรกัน

อาจจะรู้สึกตื่นเต้นในการฟังก็ได้

ประสบการณ์ที่พี่ต้องไปเกี่ยวข้องกับเพลงนี้ก็สบเนื่องมาตั้งแต่ปี 2543 ที่จำได้เพราะเคยนำเรื่องนี้ไปเล่าในรายการวิทยุและบันทึกเทปเก็บไว้ ตอนนั้นคุณแม่จะทำบุญบ้านพี่เลยไปหาซื้อเพลงมงคลพวกเพลงมหาฤกษ์อะไรทำนองนี้มาเปิดระหว่างที่พระทำพิธีและฉันท์เพล

เชื่อไหมว่าตอนนั้นเดินอยู่หาอยู่หลายร้าน ตอนนั้นพวกซีดียังไม่เป็นที่แพร่หลาย ส่วนใหญ่จึงเป็นรูปแบบเทปคาสเส็ต พี่เดินไปที่ร้านเจ้าประจำแล้วถามว่ามีเพลงมงคลไหมพวกมหาฤกษ์อะไรทำนองนั้นน่ะ ด้วความที่เพลงกลุ่มนี้คนไม่ค่อยซื้อถ้าไม่จำเป็นทำให้ขายยากแลยไม่มีการวางโชว์ เจ้าของร้านบอกว่ามีแต่ต้องหาเอง

เอ้า หาเองก็หาเอง

แกลากลังกระดาษออกมาวางแล้วไปนั่งหน้างอ พี่เลยรีบนั่งคุ้ยหาแล้วดึงออกมาได้สี่ห้าตลับเพราะเห็นหน้าปกเป็นรูปเครื่องดนตรีไทย ตอนหอบไปจ่ายถึงได้สังเกตเห็นคำว่า นางหงส์ ซึ่งเป็นเพลงในกลุ่ม มอญร้องไห้ ตอนนั้นใจหายวาบและฉุกคิดขึ้นมาเองว่า เราต้องเจองานศพแน่

งานบุญบ้านผ่านไปด้วยดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่เองก็ลืมไปแล้วด้วยจนกระทั่งสองอาทิตย์หลังจากนั้น พวกพี่ก็ได้รับข่าวที่น่าตกใจว่า น้องคนหนึ่งถูกรถเมล์ทับตาย

น้องคนนี้เป็นหลานของน้ายุเพื่อนแม่ ถึจะดื้อแต่เขาก็รักและเคารพน้ายุมาก เวลาน้ายุไปหาแม่ที่บ้านน้องคนนี้ก็จะคอยตามไปเป็นเพื่อน ความที่ช่างพูดเลยทำให้สนิทกับพวกพี่จนถึงขนาดพูดจาหยอกล้อกันได้

พวกพี่รีบไปหาน้ายุที่บ้าน แกร้องไห้และเล่าให้ฟังว่าวันนั้นน้องขี่มอร์เตอร์ไซด์ออกจากบ้านเพื่อไปเรียนตามปรกติ ถนนที่ใช้เป็นถนนใต้ทางด่วนที่ตอนนั้นยังไม่ได้เปิดเป็นทางการ พวกรถเมล์ชอบใช้เป็นทางลัดวิ่งออกจากอู่และขับเร็วชนิดฝุ่นตลบลมพัดผ้าบนราวแห้งเลย

คนที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่ามอร์เตอร์ไซด์น้องวิ่งชิดซ้ายนำหน้าไม่เร็วนัก แต่ไม่รู้ว่าคนขับรถเมล์เกิดอาการหมั่นไส้หรืออารมณ์ค้างมาจากไหน เขากดแตรไล่เด็กหลายครั้งและแกล้งเร่งความเร็วจี้จนเด็กต้องเร่งเครื่องหนี คนเล่าบอกตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรเลยหันหน้าไปทางอื่น ตอนนั้นเองที่ได้ยินเสียงดังโครม แกรีบหันไปดูก็เห็นทั้งรถและน้องคนนั้นเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถเมล์แล้ว
เขาก็ร้องเอะอะโวยวาย รถเมล์น่ะเหรอคะ

วิ่งต่อไปหน้าตาเฉยและหายลับไปกับการจราจร

แน่นอนว่ามีการฟ้องร้อง แต่คงเดาได้นะคะว่าคดีความเป็นยังไง ปลาเล็กน่ะไม่มีทางสู้ปลาใหญ่ได้หรอกค่ะ งานนี้ตายฟรี

ข้ามส่วนนี้ไปแล้ววกกลับไปหาช่วงต้นตอนที่พี่ได้ยินข่าวเรื่องน้องคนนี้ก่อน พอได้ฟังจู่ๆก็คิดถึงเรืองเพลงมอญร้องไห้ขึ้นมา หรือนี่จะเป็นลางสังหรณ์ที่เกิดขึ้นตอนซื้อเทป พี่พยายามปัดความคิดนี้ออกไป แต่ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อน้ายุบอกว่า อยากได้เพลงนี้ไปเปิดในงานแต่หาซื้อไม่ได้ เพี่เลยเดินไปหยิบมาให้แกแล้วบอกว่า ให้ยืมเฉพาะงานนี้เท่านั้นนะ

ที่พูดแบบนี้เพราะมันเป็นเคล็ดน่ะค่ะ คนโบราณบอกว่าของแบบนี้ห้ามยกให้หรือออกปากชมว่าเพลงนี้ไพเราะน่าฟัง เหมือนที่ห้ามชื่นชมดอกไม้หน้าศพว่าสวยงามถูกใจน่ะแหละค่ะ

ในช่วงงานศพตอนรอเผา เจ้าภาพก็แจกดอกไม้จันทน์ พี่ไปกับแม่ แต่แม่พี่จะไม่ขึ้นไปชงค์หน้าศพ พี่เลยขึ้นไปแทน ตอนบันไดอยู่ๆดอกไม้จันทน์ในมือก็ตกลงพื้น พี่ก้มลงไปเก็บ ตอนนั้นเองที่มีภาพในหัวว่าพี่จะต้องไปงานศพอีกซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงคิดแบบนั้น และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่อง อย่าทำดอกไม้จันทน์ร่วง

ตอนจุดเตาเผาพี่ได้ยินเสียงกรีดร้อง ปรากฏว่าแม่ของเด็กที่ชื่อเยาว์เขาร้องไห้จะตามลูกไปให้ได้ ร้องแบบปิ่มว่าจะขาดใจแถมมีการดิ้นทุรนทุรายด้วย ซึ่งญาติๆก็พยายามห้ามแต่แกไม่ยอมฟัง จนกระทั่งแม่พี่ต้องบอกเหตุผลนั่นแหละถึงได้หยุด

แล้วเหตุผลอะไรกันที่ทำให้น้าเยาว์หยุดร้องไห้

แม่เล่าให้พี่ฟังในตอนหลังว่า ตอนกำลังเผาและน้าเยาว์กรีดเสียงร้องไห้โหยหวน ควันที่ลอยออกมาจากปล่องเมรุมันม้วนตัวลงมาด้านล่างและทำท่าจะเข้าไปข้างใน แม่พี่เลยให้ญาติเด็กไปบอกน้าเยาว์ว่าให้หยุดร้องเดี๋ยวนี้ไม่อย่างนั้นวิญญาณของลูกจะไม่สงบ เกิดความอาลัยอาวรณ์ดีไม่ดีอาจจะพาแม่เขาไปด้วย ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้นเพราะขนาดบริเวณวัดมีลมพัดค่อนข้างแรงแต่ควันก็ยังคงลอยต่ำลงมาเรื่อยๆจนเกือบจะถึงบันได้เมรุอยู่แล้ว ดีที่น้าเยาว์ยอมฟังและเงียบเสียงลง เท่านั้นแหละค่ะ ควันที่ลอยลงมาก็ค่อยๆกระจายออกและลอยสูงขึ้นไป

ทุกคนที่เห็นเหตการณ์ในตอนนั้นต่างมองหน้ากันด้วยความรู้สึกทั้งตระหนกและแปลกใจแต่ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย

แต่ผลจากการทำดอกไม้จันทน์ร่วง ทำให้พี่ต้องเจอกับเหตุการณ์ระทึกขวัญในอีกสองสามเดือนต่อมา

*/*/*/*/*








Create Date : 30 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2552 12:19:08 น.
Counter : 12290 Pageviews.

7 comment
ศีรษะสยองขวัญ
เรื่องที่ 28

ศีรษะสยองขวัญ

ตอนแรกคิดจะตั้งชื่อตอนนี้ว่า ศีรษะมาร แต่มาคิดดูอีกทีมันเหมือนไม่เหมาะเลยเปลี่ยนเป็นศีรษะสยองขวัญดีกว่า บางคนอาจถามว่าทำไมไม่ตั้งว่าหัวสยองไปเลยล่ะ
มันธรรมดาเกินไปน่ะสิ
เรื่องเล่าในครั้งได้ยินมาจากพี่ตา คนรู้จักที่เคารพนับถือแม่มาก พี่ตาเป็นคนแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยง่าย แถมใจแข็งเป็นอะไรก็ไม่ค่อยยอมบอกกัน กว่าจะรู้อีกทีก็แทบต้องหามไปส่งโรงพยาบาล
ก่อนเกิดเรื่องสยองนี่เหมือนกัน พี่ตาปวดท้องมากแต่คิดว่าอาจจะเป็นอาการของ
โรคกระเพาะจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก สองสามวันแรกแค่กินยาแล้วนอนพักพอทุเลาก็ไปทำงานต่อ แต่อาการมันก็ไม่ดีขึ้น แถมบางครั้งมันปวดหนักจนตัวงอ พี่ตาเลยตัดสินใจไปโรงพยาบาล
หลังสอบถามอาการอย่างละเอียด พี่ตาบอกว่าแพทย์สั่งเอ็กซเรย์ทันที และแทบหงายหลังทั้งยืนเมื่อทราบผล แพทย์บอกว่าอาการปวดเกิดจากเนื้องอกในมดลูก ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่นัก และหลังจากตรวจชิ้นเนื้อแล้วแม้จะไม่เป็นเนื้อร้าย แต่เพราะอาการปวดเรื้อรังประกอบกับกลัวการแพร่กระจาย แพทย์จึงตัดสินใจทำการผ่าตัด
สองอาทิตย์หลังการตรวจพบ พี่ตาเดินทางไปโรงพยาบาลอีกครั้ง การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น ก้อนเนื้องอกถูกเอาออกไปจนหมด แม้จะเป็นการผ่าตัดเล็กแต่แพทย์ก็ให้พี่ตานอนโรงพยาบาลสองคืนเพื่อตรวจดูอาการ แต่เพียงผ่านไปแค่คืนเดียวเท่านั้น ตอนเช้าพี่ตาก็ติดต่อให้ครอบครัวมารับกลับบ้าน แม้ทางโรงพยาบาลจะทักท้วงยังไงพี่เขาก็ไม่ยอมฟัง ยืนกรานขอกลับบ้านท่าเดียว
เมื่อกลับไปนอนพักรักษาตัวจนหายดีแล้วพี่ตาจึงไปหาแม่ของพี่ที่บ้าน หลังจากเล่าอาการเจ็บป่วยให้ฟังเสร็จเรียบร้อยแล้วพี่ตาจึงบอกสาเหตุที่ไม่ยอมอยู่ที่โรงพยาบาลให้ฟัง มันเป็นเหตุการณ์ซึ่งก็เล่นเอาพวกพี่ที่นั่งเสนอหน้าฟังอยู่ด้วยถึงกับขนลุก
พี่ตาเล่าว่าคืนแรกที่นอนโรงพยาบาล ทางบ้านยังไม่ได้มาค้างด้วย หลังพยาบาลเข้ามาตรวจบาดแผลและเช็คอาการทั่วไปเสร็จเรียบร้อยแล้วพี่ตาก็เริ่มง่วงและผล็อยหลับไป มารู้สึกตัวอีกครั้งก็กลางดึกเพราะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างฟังดูคล้ายสุนัขกำลังหอบหายใจดัง
แฮ่ก
แฮ่ก
แฮ่ก
พี่ตาพยายามกวาดตามองรอบห้องเพื่อที่มาของเสียงแต่ก็ไม่เจออะไร มาเอะใจอีกทีเพราะรู้สึกเย็นวาบแถวหน้าท้อง พี่เขาเลยผงกหัวขึ้นมอง ภาพที่ปรากฏทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
เพราะสิ่งที่เห็นคือหัวคน!
เป็นหัวคนเท่านั้นไม่มีลำคอ มันเหมือนถูกจับมาวางแหมะอยู่บนหน้าท้อง ผมดำยุ่งเหยิงแผ่กระจายคลุมลงไปถึงเตียง พี่ตาบอกตอนที่กำลังอ้าปากค้างอยู่นั้นเจ้าหัวสยองก็เหลือบตาขึ้นมา มันแสยะยิ้มให้และแลบลิ้นยาวยืดออกมาเลียแผลผ่าตัดพร้อมกับหัวเราะ
แฮ่ แฮ่
เท่านั้นแหละค่ะ พี่ตาก็แหกปากร้องตะโกนดังลั่น ดีที่เป็นห้องพักพิเศษแบบสี่เตียงซึ่งบังเอิญวันนั้นไม่มีผู้ป่วยคนอื่นอยู่ด้วย ดังนั้นเหตุการณ์จึงไม่วุ่นวายอะไรมาก แต่พี่ตาก็ไม่ยอมนอนอีกแถมยังขอให้พยาบาลนั่งเป็นเพื่อนจนสว่าง พอรุ่งเช้าจึงขอออกจากโรงพยาบาล
หลังเล่าจบแม่บอกว่าเป็นเรื่องปรกติของโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยคนเจ็บและคนตาย วิญญาณบางดวงเป็นคนไร้ญาติพอตายลงก็ไม่มีคนทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ถ้าฝังใจดุร้ายหน่อยก็จะออกมาก่อกวนคนอื่นในรูปแบบน่าสยองขวัญ
แม่ได้แนะนำให้พี่ตาไปทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้ผีไม่มีญาติทั้งหลายโดยระบุสถานที่ที่พบโดยเฉพาะ พวกเขาจะได้เลิกตามมารบกวน

*/*/*/*/*














Create Date : 31 สิงหาคม 2552
Last Update : 31 สิงหาคม 2552 10:40:27 น.
Counter : 249 Pageviews.

1 comment
เส้นทางสนธยา
เรืองที่ 24 เส้นทางสนธยา

หลายปีก่อนวัยรุ่นมีความนิยมการกระทำอย่างหนึ่ง ซึ่งคิดว่าปัจจุบันก็คงจะยังคงมีอยู่ตราบใดที่ความอยากรู้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในตัวมนุษย์ ความนิยมนั่นก็คือการพิสูจน์สิ่งลึกลับ ผีหรือวิญญาณตามสถานที่ต่างๆ ทั้งบ้านร้าง วัดหรืออาคารสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่มักจะไม่พบเจออะไร
จะไปเจอได้ยังไง ก็เล่นร่ำน้ำเมาจนเป๋แถมพวกมาก อย่าว่าแต่ผีเลย คนด้วยกันเองก็เผ่นเหมือนกัน
เหตุการณ์ที่พี่ไปพบในครั้งนี้จะว่าเป็นเหตุบังเอิญก็ว่าได้ เรื่องของเรื่องก็คือในระยะนั้นมีคำร่ำลือเกี่ยวกับวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งแถวๆย่านบางกรวย ว่ามีผี วิญญาณปรากฏตัวออกมาให้คนเห็น รยละเอียดไม่ได้บอกว่าเป็นผีอะไร แต่ที่แน่ๆก็คือวัยรุ่นแห่งกันไปพิสูจน์ที่วัดแห่งนั้นแทบทุกคืนจนชาวบ้านชาวช่องแทบไม่ได้หลับได้นอน
ก็นะเล่นขนพวกไปเต็มคันรถ แถมเปิดเพลงสนั่นชนิดทุเรียนร่วงจากต้น วัดก็เก่าอยู่แล้วยังปีนขึนไปกระโดดโลดเต้นจนผู้หลักผู้ใหญ่ต้องออกมาตักเตือนและสั่งห้ามถึงได้เพลาๆกันลงไป
หากน้องบางคนชอบนอนดึก คงได้ฟังรายการวิทยุเกี่ยวกับเรื่องผี พี่เองก็ได้ยินเรื่องราวของวัดนี้จากรายการที่ว่านี่เหมือนกัน เพียงแต่ผู้จัดให้ความเคารพต่อสถานที่มากกว่าผู้ฟังบางกลุ่มเท่านั้น เขาพยายามย้ำเตือนเสมอว่า วิญญาณจะปรากฏตัวออกมาก็ต่อเมื่ออยู่ในความสงบ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีคนสนใจกันเท่าไหร่
นอกเรื่องนอกราวมาไกล วกกลับเข้าเรื่องกันดีกว่า
ถนนเส้นบางกรวยไทรน้อยเมือ่หลายปีก่อนไม่ได้เจริญเหมือนสมัยนี้ เส้นทางเป็นเพียงถนนสองเลนพอที่จะให้รถวิ่งสวนกันไปมาได้เท่านั้นซ้ำสภาพรอบข้างก็ยังเป็นสวนผลไม้ แทบจะเรียกว่าเป็นป่าก็ได้ ขนาดขับรถผ่านเข้าไปเวลาเที่ยงอากาศยังเย็นสบายไม่ร้อนเลยสักนิดเพราะได้ร่มไม้ช่วยบัง
ถนนภายในนั้นเหมือนรังมด ถ้าจำทางไม่แม่นอย่าได้ขับเข้าไปเพราะอาจจะไปโผล่ในที่ประหลาดหรือกลางสวน ดีไม่ดีได้หลุดไปจอชมวิวริมฝั่งเจ้าพระยาได้เลย
เมื่อก่อนบ้านพี่อยู่แถบติวานนท์ซึ่งได้ชื่อว่ารถติดมหาศาล แท็กซี่ยังส่ายหัวไม่ยอมวิ่ง เวลาพี่จะไปโรงพยาบาลศิริราชก็มักจะใช้เส้นทางนี้เพราะวิ่งไหลลื่นไม่ขัดใจคนขับ ซึ่งทางที่ช็เป็นสายหลัก วิ่งตรงยาวตั้งแต่ท่าอิฐ(อันนี้ไม่แน่ใจ)ไปจนถึงทางออกแถวๆตากสินเลย
มีอยู่วันหนึ่งพี่ได้เล่าเรื่องวิญญาณในวัดนี้ให้แม่ฟัง แม่อยากจะไปดูเหมือนกันแต่ในฐานะที่เป็นวัดเก่าแก่มากกว่าเรื่องผีเรื่องสาง ก็พยายามหาเส้นทางที่จะไป ถามชาวบ้านก็แล้ว ถามคนรู้จักที่เคยไปก็แล้ว วิ่งวนไปวนมาหลายรอบก็ไม่เคยเจอจนกระทั่งเกือบจะล้มความตั้งใจอยู่แล้ว แต่มันเหมือนถึงเวลาที่จะได้พบ เพราะพวกเราหลุดเข้าไปเจอวัดนั้นจนได้
วันนั้นน้องสาวพี่ขับรถกลับจากศิริราชตามปรกติ รถก็วิ่งตามเส้นทางเดิม อยู่ๆเขาหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าไปในทางเล็กๆที่เราไม่รู้จัก พี่ถามว่าเข้ามาทำไมเขาก็ตอบว่าเห็นคนชี้บอกก็เลยเลี้ยวตาม เจ้าตัวเองยังงงว่าเลี้ยวทำไมเพราะเขาเป็นคนที่มั่นใจในการขับรถมาก ขนาดหลับยังพารถวิ่งได้ = =”
กำลังมองหาที่กลับรถเพื่อเข้าสู่เส้นทางเดิม จู่ๆแม่ที่กำลังช่วยมองทางก็อุทาน
นั่นวัดอะไร
พวกพี่หันไปมองพร้อมกันเป็นจังหวะเดียวกับที่รถวิ่งเข้าไปจอดตรงลานกว้างพอดี ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาประมาณบ่ายสามหรือสี่ ท้องฟ้าแจ่มใสมาก น้องสาวพี่เดินไปถามชาวบ้านแถวนั้นก็ต้องขนลุกซู่เพราะคำตอบที่ได้มาก็คือ
วัดมะนาว
ใช่ค่ะ วัดที่เราเพียรพยายามหามาหลายวัน บทจะเจอก็เจอกันแบบไม่คาดฝัน น้องสาวพี่มองไปรอบๆแล้วทำท่าขนลุกในขณะที่พี่รู้สึกอึดอัดขึ้นมา ส่วนแม่ไม่พูดอะไร ท่านเดินขึ้นไปบนทางศิลาเก่าๆทันที
ตอนนั้นเองอยู่ๆท้องฟ้าก็มืดครึ้มลง กระแสลมพัดวูบลงมาจนต้นไม้ใบหญ้าบริเวณนั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง ไม่ได้อุปานหรือคิดเข้าข้างตัวเพราะพี่กลับมองภาพเหล่านั้นเหมือนมีคนยืนอยู่เต็ม เสียงลมกระทบใบไม้ดังซู่ซ่า ฟังคล้ายเสียงโห่ร้องของทหาร
เหตุการณ์เกิดขึ้นแค่ชั่วอึดใจ แต่สำหรับพี่มันนานหลายนาที แม่เดินวนรอบวัดแล้วกลับลงมา จากนั้นก็ชวนขึ้นรถแล้วหใกลับบ้ายเลยโดยห้ามทุกคนมองกลับไปทางด้านหลัง
แหม เจอขนาดนั้นถึงไม่บอกลูกก็ไม่กล้ามองหรอกค่ะ
เราหลุดจากเส้นทางนั้นออกไปจนถึงถนนรัตนาธิเบศน์ พี่เลยถามแม่ว่าที่นั่นมีอะไร แม่บอกหลายอย่างเพราะที่นั่นเป็นสถานที่เก่าแก่เป็นทางเดินทัพของทหารโบราณ พี่ออกแนวงง น้องสาวเลยอธิบายว่าตอนไปถามชาวบ้าน เขาเล่าให้ฟังว่าสถานที่บริเวณนั้นเคยเป็นที่พักทัพตั้งแต่สมัยอยุธยาตอยปลายเรื่อยไปจนถึงสมัยพระเจ้าตาก ถ้าสังเกตให้ดีวัดในแถบนั้นส่วนมากมักจะมีชื่อเกี่ยวข้องกับกองทัพเช่นวัดบางอ้อยช้าง วัดทับทัน(อันนี้ไม่แน่ใจ) ส่วนวัดมะนาวที่เราจากมานั้นเป็นที่พักทัพหลังจากการสงคราม เพราะข้างๆมีแม่น้ำไหลผ่านเหมาะแก่การตั้งค่าย และแน่นอนว่าย่อมมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บล้มตายที่นี่ด้วยเหมือนกัน
หรือนั่นคือเสียงโห่ร้องที่พี่รู้สึก
หลังจากนั้นอีกสองสามวันพวกพี่พยายามหาทางกลับเข้าไปในวัดนั้นอีกครั้ง แต่ทำยังไงก็หาไม่เจอแม้จะวิ่งไปในเส้นทางเดิมก็ตาม
หรือจะเป็นอย่างที่แม่บอก
เราจะเจอก็ต่อเมื่อถึงเวลา
เราจะเห็นก็ต่อเมื่อพวกเขา ต้องการ

*/*/*/*/*/*
















Create Date : 07 สิงหาคม 2552
Last Update : 7 สิงหาคม 2552 11:15:30 น.
Counter : 215 Pageviews.

1 comment
ผีที่อินเดีย ภาคเจอผีที่เนปาล
เรื่องที่ 22 ผีที่อินเดีย((ภาคเจอผีที่เนปาล)

พี่เดินทางไปประเทศอินเดียสามครั้ง แต่ละครั้งมักจะเจอเรื่องราวน่าขนลุกพอให้ตื่นเต้นตกใจกัน มากบ้างน้อยบ้างตามสถานการณ์ และการเดินทางในครั้งที่สามนี้ก็เช่นเดียวกัน พี่ได้เจอทั้งเรื่องราวที่น่าทึ่ง และน่าขนลุกชนิดคุ้มค่าการเดินทางกันเลยทีเดียว
การเดินทางไปในคราวนี้เป็นการเดินทางที่ใช้เวลามากกว่าทุกครั้งเพราะไปทั้งอินเดียและเนปาล พวกเราได้แวะสังเวชนียสถานเกือบครบตั้งแต่นาลันทา คยา พาราณสี ซึ่งได้ล่องเรือในแม่น้ำคงคาและเจอปลาโลมาอิระวดีด้วย การเดินเท้าในเขตชุมชนของอินเดียเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะหากมัวแต่มองสองข้างทางโดยไม่ดูพื้นแล้วละก็ ท่านอาจจะเหยียบกับระเบิดที่ผลิตโดยมนุษย์ได้
อย่างที่เคยบอก ตามวัฒนธรรมของคนที่นั่นมักจะขับถ่ายกันบนท้องถนน และทุกสถานที่ยกเว้นเทวสถานและสวนสาธารณะ เพราะตำรวจจับ ดังนั้นไม่ว่าจะเดินไปทางใด อย่าได้ทำตัวโรแมนติคเป็นอันขาด เพราะท่านอาจจะเหยียบอุนจิแขกได้ทุกเมื่อ ขนาดมัคคุเทศก์ที่ไปกลายครั้งยังพลาดเหยียบเข้าไปเต็มเปา ต้องดยนรองเท้าคู่เก่งทิ้งไปเลยล่ะค่ะ
ด้วยวิถีชีวิตแบบนี้ ทำให้ผีอินเดียมักจะมีกลิ่น อึ แทนที่จะเป็นกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนผีไทย แถมการปรากฏตัวก็มันจะมาในแบบเงาดำขนาดใหญ่มากกว่าจะให้เห็นเป็นรูปร่าง ซึ่งในข้อนี้พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การไปอินเดียในครั้งที่สามนี้พี่ไม่ค่อยเจออะไรมาก แต่เพื่อนร่วมทางบางคนที่ทำตัวไม่ค่อยเหมาะสมนักเจอเข้าไปเต็มๆ ก็นะเล่นพูดจาไม่เข้าท่าในวัดนี่นา เจ้าที่เขาก็เลยมาสั่งสอนน่ะสิ ไม่โดนอะไรมากมายนักหรอก แต่มายืนทะมึนคร่อมเตียงเท่านั้นเอง แต่ก็เล่นเอาหมอนั่นหายซ่าไปนาน
ตัวพี่เจอเรื่องน่าทึ่งที่กุสินารา ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นบริเวณที่เรียกว่า สาลวโนทยาน ที่นั่นจะมีต้นไม้ใหญ่น้อยครึ้มไปหมด เพราะมีโบราณสำคัญทางศาสนาอยู่ หลังจากสักการะบูชากันเรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราเดินชมรอบๆ ที่นี่มีลิงเยอะมากแต่ก็ไม่ได้เข้ามาวุ่นวายอะไรนัก ถ้าเราไม่เผลอวางของกินเอาไว้
ตอนที่มักคุเทสก์กำลังอธิบายรายละเอียดต่างๆให้ฟังนั่นเอง อยู่ๆก็มีลิงสีขาวมาจากไหนไม่รู้ กระโจนมานั่งบนหินก้อนใหญ่หน้าพี่ ใช้คำว่าลิงสีขาวคงไม่เหมาะนัก เรียกว่าพญาวานรเลยจะดีกว่า หากใครเคยดูภาพยนตร์อินเดียคงจะนึกภาพออก ตัวของพญาวานรใหญ่มาก หางยาวสวยท่าทางน่าเกรงขาม เขามองคนรอบๆก่อนจะมองหน้าพี่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง บอกตามตรงว่าตอนนั้นทึ่งมากกว่ากลัวค่ะ พี่ก็มองตาเขาชนิดไม่หลบ พญาวานรจ้องพี่อยู่ครู่หนึ่งก็กระโดดขึ้นต้นไม้แล้วหายไป เจ้าหน้าที่อุทยานดูจะตื่นเต้นตกใจมาก เขาบอกว่านั่นน่ะเป็น จ่าฝูง ที่ไม่เคยออกมาให้ใครเห็น ขนาดพวกเขาทำงานมานานยังไม่เคยได้พบ พี่ถามว่าใครถ่ายรูปไว้มั่ง ปรากฏว่าไม่มีเลยสักคน น่าเสียดายที่สุด เพราะต่อให้เป็นสารคดีของตะวันตก ก็ไม่เคยมีใครเคยเจอ
ผ่านเรื่องราวน่าทึ่งไป พวกเราก็เดินทางเข้าสู่ประเทศเนปาล พวกพี่พักที่โรงแรมในกัตมัณฑุหนึ่งคืนเพื่อจะได้ไปชมเดอรบาร์สแคว์ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นฏรงแรมระดับสี่ดาวที่บริการดีพอควร แถมมีเครื่องประดับจากหินสวยๆขายในราคาที่ไม่แพงด้วย พี่ให้พวกผู้ใหญ่อาบน้ำอาบท่ากันก่อนเพราะอากาศหนาวมาก ถึงจะมีเครื่องทำน้ำร้อนก็เถอะแต่พออาบเสร็จเปิดประตูออกมาตัวแทบแข็งเลย สรุปคือกว่าพี่จะได้อาบก็ปาเข้าไปเกือบทุ่มนั่นแหละ
พอถึงคิวพี่ ก็เริ่มทำธุระส่วนตัว ตอนที่กำลังนั่งปล่อยอารมณ์อย่างสบายอยู่นั้นพี่ก็ได้ยินเสียงเหมือนใครบางคนเคาะกำแพงด้านหลังดัง ตึก ตึก ตึก ตอนแรกก็นึกว่าคงเป็นเสียงห้องด้านข้าง พอมานั่งนึกอีกที เอ....ปีกที่เราอยู่นี่มันอยู่รอบนอกนี่หว่า แถมห้องก็อยู่ชั้นห้า ข้างนอกมันก็ต้องโล่งๆไม่มีอะไรสิ พอคิดเสร็จก็มีเสียงเคาะอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าเดิมแถมรัวถี่ยิบ
ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก
ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นพี่คงเผ่นออกจากห้องแล้ว แต่ความที่อั้นมาสองวันทำให้พี่ไม่มีอารมณ์จะกลัวอะไร เลยพูดไปดังๆว่า
ไม่ได้มากวน ขอนอนแค่คืนเดียว เนี่ยมาไหว้พุทธนาถ พรุ่งนี้ก็จะออกเดินทางแล้ว
สงสัยผีเนปาลตนนี้จะฟังภาษาไทยออก เสียงเคาะเงียบหายไปทันที พี่ก็นั่งทำธุระต่อจนเสร็จอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้วเดินมาเปิดม่านดู ด้านหลังของกำแพงเป็นที่โล่งๆ
แล้วเสียงที่ได้ยินน่ะ มันคืออะไร
ไม่มีเวลาคิดหรอกค่ะ ได้เวลาอาหารพอดีพี่เลยรีบแต่งตัวลงไปร่วงวงกับทุกคน จากนั้นก็เข้านอน ซึ่งก็ผ่านคืนนั้นไปได้ด้วยดี วันรุ่งขึ้นก็เริ่มทัวร์รอบเมืองจนกระทั่งบ่าย พวกพี่ต้องรีบเดินทางขึ้นไปบนนากาก็อตเพื่อพักที่โรงแรมระดับห้าดาวชื่อหิมาลายาฮิลล์
ที่เน้นว่าห้าดาวไม่ใช่คุยโอ่อะไรหรอกค่ะ แค่อยากจะบอกว่าทำเลที่ตั้งของโรงแรมนี้ดีมากที่สุด เพราะสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยได้โดยรอบ 360 องศา โดยไม่มีอะไรมาบัง พูดง่ายๆก็คือเป็นโรงแรมที่สร้างบนยอดเขานั่นเอง มองลงไปจะเห็นหุบเขาลึกโดยรอบ ซึ่งสวยมากในเวลากลางวัน แต่อย่าได้เผลอไปมองในตอนกลางคืนเป็นอันขาด
ทำไมน่ะเหรอ
พี่เป็นพวกอุตริชน โรงแรมแห่งนี้มีดาดฟ้าที่สามารถขึ้นไปชมความงามของดวงดาวยามค่ำคืนได้ ความที่ร่างกายต้องปรับความดันทำให้พี่กินยาและหลับไป มาตื่นอีกทีก็ตอนดึก คนอื่นเขาดูดาวกันไปจนหมดแล้ว ด้วยความเสียดายพี่เลยแอบย่องออกไปคนเดียว ทั้งที่หนาวแทบแข็งแต่ก็คุ้มเพราะเป็นคืนเดือนมืด ดาวเต็มฟ้าสวยมากชนิดที่ไม่มีโอกาสได้เห็นในกรุงเทพหรือปริมณฑลแน่ๆ พี่ดื่มด่ำกับความงามของดวงดาวอยู่ครู่ใหญ่ ลมก็เริ่มแรงขึ้น จมูกก็เริ่มชา เลยตัดสินใจหันหลังจะกลับห้อง ตอนนั้นแหละที่หางตาเห็นแสงอะไรแว่บๆอยู่ในหุบเขา ก็นึกว่าชาวบ้านคงจุดดอกไม้ไฟเล่นกันเลยหันไปมอง สิ่งที่เห็นทำให้พี่ยืนตัวแข็งก้าวขาไม่ออกเลยล่ะ
มันเป็นดวงไฟค่ะ ดวงไฟกลมๆขนาดเท่าฝ่ามือกางจำนวนห้าดวงกำลังลอยฉวัดเฉวียนไปมาอยู่ในหุบเขา ดูเหมือนมันกำลังจะลอยสูงขึ้นและเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา
พี่ทำยังไงน่ะเหรอคะ
ผีไทยยังพอสวดมนตร์ได้ แต่นี่ผีเนปาล ไม่รู้ว่าจะฟังภาษาเราออกไหม ถึงจะเป็นบทสวดบาลีสันสกฤตก็เถอะ แต่ถ้าเกิดนับถือกันคนละลัทธิล่ะ ไม่เสี่ยงหรอกค่ะ พี่กระโดดทีเดียวเข้าไปในตัวอาคารและเผ่นกลับห้องเลย
พี่มุดตัวอยู่ในผ้าห่มจนถึงเช้า หลังทานอาหารเสร็จและเตรียมเช็คเอ้าท์ก็นั่งคุยกัน พี่เล่าเรื่องที่เจอให้แม่ฟังเลยโดนเทศนาชุดใหญ่ว่าทำไมออกมาข้างนอกคนเดียวแบบนั้น พี่เลยถามว่าตกลงแสงไฟที่เห็นนั่นน่ะคืออะไร แม่บอกว่าวันนี้ไปที่แม่น้ำภัคมาติแล้วจะรู้เอง
พวกเราเดินทางจากที่พักมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำภัคมาติ ซึ่งเป็นสถานที่เผาศพอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูเหมือนกับริมฝั่งคงคาที่พาราณสี พวกเราไม่สามารถลงไปในบริเวณนั้นได้จึงยืนดูอยู่ด้านบนห่างจากที่เผาพอสมควร ความจริงแล้วภัคมาติกับนากาก็อตนั้นห่างกันมาก พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงบอกให้มาดูที่นี่ พอมาถึงแล้วพี่ถึงได้รู้ เพราะตอนนั้นกำลังมีการทำพิธีเผาศพจำนวนสามคน ไฟกำลังลุกโชนเลยล่ะ ตอนที่กำลังยืนมองก็ได้ยินเสียงดัง
โพละ !
พี่เห็นควันสีขาวพุ่งออกมาจากส่วนหัวของร่างที่กำลังไหม้ แม่บอกว่านั่นน่ะคือทางออกวิญญาณ ทีนี้คงรู้แล้วนะว่าดวงไฟเมื่อคืนคืออะไร
พี่พยักหน้าหงึกหงัก
ที่แท้ก็วิญญาณนั่นเอง
จะบอกตรงๆเลยก็ไม่ได้ ทำไมต้องให้มาเห็นแบบนี้ด้วย ช่างสรรหาวิธีสอนลูกได้น่ากลัวเหลือเกิน

*/*/*/*/*










Create Date : 26 มิถุนายน 2552
Last Update : 26 มิถุนายน 2552 17:29:55 น.
Counter : 303 Pageviews.

1 comment
1  2  3  

กิสึเนะ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



moony ค่ะ เป็นคนชอบสร้างจินตนาการมาตั้งแต่เด็ก เคยวาดการ์ตูนไว้เป็นเล่ม แต่เก็บไว้อ่านเอง นิยายเรื่องแรกที่เขียนเป็นแนวจีนกำลังภายใน ตอนหลังรู้จักเน็ตจึงเริ่มสร้างสรรเรื่องอื่นบ้างแต่ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี