ตะลอนไป...แม่ฮ่องสอน ตอน ปาย...กะเค้าเหมือนกาน
ดองบล็อกนี้ไว้นานมากกกกกกก จนเกือบจะหมดไฟมาอัพให้เสร็จ แต่ในทีสุดก็เสร็จจนได้นะคะ ^^"

-----------------------------------------------------------







สืบเนื่องจากกระทู้ในเว็บบอร์ดรุ่นว่ามีเพื่อนคนหนึ่ง want to go to Pai มากๆ และเมื่อมีคนนำ ก็ต้องมีคนตาม หลายคนมาลงชื่อยกมือไปด้วยกันให้พรึ่บ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมเราอยู่ด้วย


เราก็เลยไม่รอช้า สุมหัวกับหมอแนน ไอ้หมอฟันโรคจิตที่บุรีรัมย์ หาที่พักกันใหญ่ รวมทั้งหาข้อมูลเที่ยวปายกันด้วย คุณหมอฟันนี่ก็ท่าจะว่างงานสุดๆ นั่งเซิร์ชหาข้อมูลจนมันจำแผนที่ในปายได้ขึ้นใจเลยอ่ะ คิดดูแล้วกัน ทึ่งมันเจงๆ...


กำหนดวันเดินทางคือวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ เพราะทุกคนสะดวกวันนี้...ยกเว้นเจ้าของกระทู้...ฮา

คิดไปก็สงสารมันเหมือนกันที่เป็นตัวตั้งตัวตีแต่ดันอดไปเพราะว่าที่บ้านเกิดจะทำบุญบ้านขึ้นมาซะอย่างงั้น พวกเราก็ได้แต่ปลอบใจกันไปตามประสา แต่ก็ไม่มีใครคิดจะล้มเลิกทริปหรือแม้แต่เลื่อนออกไป...อิอิ ดูสิ รักเพื่อนกันขนาดไหน...

วันศุกร์ที่ 2 กุมภา พวกเรานัดกันที่ป้ายรถเมล์สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต เพราะเป็นจุดที่ทุกคนสะดวกที่สุด แล้วก็นัดรถตู้มารับที่นั่นด้วย กำหนดการสามทุ่มครึ่งล้อเคลื่อน แต่เราก็ alert เกินเหตุ ไปรอตั้งแต่สองทุ่ม

จริงๆ แล้วมีนัดกะน้องคนนึงที่เซ็นทรัลลาดพร้าวก่อนน่ะค่ะเพื่อไปเอาขาตั้งกล้องที่ยืมมันไว้ แต่มันก็มีธุระเลยต้องรีบเอามาให้ และเราก็ต้องรีบไป ด้วยประการฉะนี้...

ซักพักนึงเพื่อนๆ ก็เริ่มทยอยกันมาตามนัด เริ่มจากคุณฝายกับเพื่อนอีกสองคน หมอฟันแนนจอมเฝ่อวกับพี่หมอเจี๊ยบที่ตรงมาจากบุรีรัมย์ คุณหมอหมาปูน แล้วก็สองสาว คุณเซลส์สุดสวยปุ๋มกับผู้ติดตามชื่อน้องโย เป็นอันครบถ้วนตอนสี่ทุ่ม คณะเดินทางก็ขึ้นรถตู้ และมุ่งหน้าไปตามถนนวิภาวดีรังสิตไปยังจุดหมายปลายทาง...


บนรถมีเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าวตามประสาสาวๆ ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน แต่ก็ดังอยู่เพียงไม่นานนักเพราะต้นเสียงคือคุณเซลส์สุดสวยหนีไปเฝ้าพระอินทร์ก่อนเป็นคนแรก


ตอนแรกเราตกลงกับพี่หมูคนขับรถว่าพี่เค้าจะขอจอดนอนพักที่เชียงใหม่ซักสามชั่วโมง ให้พวกเราไปเที่ยวที่ไหนกันซักที่นึงก่อน (ประมาณว่าพวกเราอยู่พี่แกนอนไม่ได้อ่ะ ฮา...) ทีแรกพี่เค้าเสนอให้พวกเราขึ้นดอยสุเทพ แต่เราเห็นว่าบนดอยมันก็ไม่ได้มีอะไรให้พวกเราเที่ยวกันขนาดใช้เวลาสามชั่วโมงให้หมดไปได้ เราก็เลยเสนอว่าเป็นสวนสัตว์เชียงใหม่แทน เพราะคิดว่าน่าจะดีกว่า

พี่หมูจอดพักรถเป็นระยะๆ ตอนดึกๆ อากาศยิ่งเย็นลงๆ จนเริ่มสั่น ยิ่งตอนตีสี่ที่ไปจอดที่ลำปางนี่ยิ่งแล้วใหญ่ หนาวสุดๆ จนคุณปุ๋มออกปากว่า "เฮ้ย กลับกันเหอะ แค่นี้ยังบ่นหนาวกันเลยแล้วไปถึงปายไม่ตายกันเหรอวะ"


พี่หมูจอดนอนที่ลำปางจนสว่าง เราจึงได้ออกเดินทางต่อไปยังเชียงใหม่

ถึงเชียงใหม่ประมาณแปดโมงเช้า เราก็เสนอให้ไปกินมื้อเช้ากันที่กาดต้นพยอม เพราะอยากกินโจ๊กต้นพยอม (ที่อร่อยมั่กๆ) เป็นการส่วนตัว อิอิ ส่วนหมอแนนก็อยากจะกินข้าวเหนียวไก่ทอดกะไส้อั่วเลยแวะซื้อไปนั่งกินที่ร้านโจ๊ก ด้านหมอปูนก็ซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งที่เราโฆษณาชวนเชื่อว่าอร่อยที่สุดในโลกมาสิบไม้ (แต่ของเค้าอร่อยจริงๆ นะค้า ไม่ได้โม้...) ซื้อของตามรายทางเสร็จก็เข้าไปนั่งที่ร้านโจ๊กกัน คนเยอะทีเดียว แต่ก็ยังโชคดีที่มีโต๊ะยาวสำหรับพวกเรา 9 คน





ปาท่องโก๋ (ฟรี) กับโอวัลตินร้อนๆ แก้หนาวค่า



พออิ่มกันแล้วพวกเราก็ไปเดินช็อปปิ้งในกาดต้นพยอม หรือตลาดต้นพยอมกันซะหน่อย ตอนเช้าๆ ตลาดที่นี่จะคึกคักมากเลยนะคะ มีขายทุกอย่างทั้งของสดของแห้ง ของกิน หรือเสื้อผ้า มีหมดค่ะ และที่นี่เราก็ได้ถุงมือไปคู่หนึ่งด้วย โชคดีมากค่ะที่ตัดสินใจซื้อที่นี่ เพราะถ้าไม่เอาไปล่ะก็...บรึ๋ยยย หนาวตายแน่ๆ



สามสาวกำลังเลือกซื้อสตรอว์เบอร์รี่ลูกโตๆ ไปกินกันค่ะ กิโลละ 100 บาท



เก้าโมงครึ่งโดยประมาณ พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ เราถามพี่หมูว่าจะต้องไปนอนพักอีกรึเปล่า พี่แกบอกว่าไม่ต้องก็ได้ ไปปายเลยแล้วกัน ...เอางั้นเลยเหรอพี่... เอ้า! เอาก็เอา


พวกเราไปตามเส้นทางเชียงใหม่-แม่แตง ถึงแยกแม่มาลัย ก็เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 1095 แม่มาลัย-ปาย ทางช่วงนี้เริ่มจะคดเคี้ยวเลี้ยวลด ใครที่กลัวว่าจะเมารถก็รีบจัดการกินยาแก้เมาแล้วหลับซะตั้งแต่ตอนนี้กันเลย สงสัยว่าไอ้ 762 โค้งที่ว่าคงจะเริ่มนับโค้งแรกจากเส้นทางนี้แน่ๆ

ระหว่างทางนี่ก็ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกหมอกฟ้า (ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่พวกเราบรรจุไว้ในทริปนี้ แต่มีอันต้องล้มเลิกไป เพราะพี่หมูบอกว่าทางเข้าไม่ดี) โป่งเดือด และอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง


เวลาเกือบสามชั่วโมงผ่านไปเราก็เข้าสู่อำเภอปาย พวกเราจองที่พักกันที่ "บ้านปายนา" หมอแนนก็เลยโทรถามพี่เจ้าของว่าไปยังไง และได้ความว่าต้องข้ามสะพานไปอีกฝั่งหนึ่ง แต่บังเอิญตอนที่พวกเราไปนั้นสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำปายถูกรื้อเพื่อทำการซ่อมแซมอยู่ และมีทางเบี่ยงเล็กๆ อยู่ข้างล่าง พี่หมูแกเดินลงไปดูและประเมินสถานการณ์แล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า บอกว่า รถตู้ไปไม่ได้...

หมอแนนก็เลยโทรบอกเค้าว่ารถตู้ไปไม่ได้ ที่บ้านปายนาก็เลยเอารถกระบะมารับที่ตีนสะพานอีกฝั่ง ที่พวกเราจอดรถอยู่นั่นเอง


บ่ายโมงเศษเราก็เข้าที่พักกัน 6 คนก็ไปนอนที่บ้านปายนาที่จองบ้านได้แค่สองหลังและอนุญาตให้นอนได้ 3 คน อีก 3 คนคือ เรา หมอแนน และพี่หมอเจี๊ยบ ก็เลยต้องไปวอล์คอินหาที่พัก ซึ่งก็ได้ที่ "ปาย ไฮแลนด์" ตรงข้ามกับบ้านปายนานั่นเอง



ที่พักที่บรรยากาศน่ารักมากๆ ค่ะ แสดงแบบโดยคุณหมอปูน



หลังจากที่สามสาวได้ที่พักเช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราก็มารวมตัวกันที่บ้านปายนา เพื่อรับประทานอาหารกลางวันที่นั่น แล้วก็ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศ...


ประมาณบ่ายสามเราก็ไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์กัน โดยมีเรา คุณฝาย หมอแนน หมอปูน และคุณปุ๋มเป็นตัวแทนไป โดยเราวางโปรแกรมกันไว้ว่าพอได้รถแล้วจะขี่ไปชมพระอาทิตย์ตกที่สะพานไม้ไผ่ข้ามแม่น้ำปาย

แต่เราจะไปเช่ารถกันยังไงล่ะ เรากะหมอแนนก็ตกลงกันว่า โบกรถไปก็แล้วกัน ว่าแล้วก็นั่งคอยรถกระบะผู้โชคร้าย ไม่นานนักเราก็โบกได้รถกระบะสองแถวคันหนึ่ง คุณน้าคนขับใจดีมาก ขับพาไปส่งถึงหน้าร้านเช่ามอเตอร์ไซค์เลย แถมแนะนำร้านให้อีกด้วย ขอบคุณมากนะค้า

วันนั้นเป็นวันเสาร์ นักท่องเที่ยวเยอะมากๆ ร้านที่เราตั้งใจจะไปเช่าตอนแรกก็เลยไม่มีรถให้พวกเรา เราก็เลยต้องไปหาร้านอื่นแทน แล้วก็มีเหตุการณ์ชวนหงุดหงิดเล็กน้อย ซึ่งไม่ขอเล่าซ้ำนะคะ เดี๋ยวจะทำลายบรรยากาศซะเปล่าๆ


พอได้รถกันแล้วพวกเราก็ไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกที่สะพานไม้ไผ่ข้ามแม่น้ำปายตามโปรแกรมที่วางกันไว้



บรรยากาศยามเย็นริมน้ำปายค่ะ



พวกเราถ่ายรูปกันจนเย็นย่ำค่ำมืด จากนั้นเราก็ไปเดินเล่นกันที่ถนนคนเดินในตัวเมืองปาย มีของกิน ของที่ระลึกขายเต็มสองข้างทางเลยค่ะ และที่เยอะไม่แพ้กันก็คือ...ฝาหรั่งตาน้ำข้าวทั้งหลาย... (แอบเผลอคิดว่าตัวเองเดินอยู่ถนนข้าวสารซะอีก ฮี่ๆ)




ขนมของชาวไทยใหญ่ค่ะ จากซ้ายไปขวา "ส่วยทะมิน" เป็นข้าวเหนียว รสชาติคล้ายๆ สังขยาผสมกับหม้อแกงค่ะ อร่อยดีเหมือนกัน, "อาละหว่า" คล้ายกับส่วนทะมิน แต่ทำจากแป้งข้าวเหนียว (มั้ง) รสชาติไม่รู้เป็นไงค่ะเพราะไม่ได้ชิม ^^", "แปกี" เป็นมันฝรั่งบด รสชาติหวานปะแล่มๆ




ร้านค็อกเทลน่ารักๆ และร้านโปสการ์ดชื่อดังทั้งสองร้าน




หมวกน่ารักๆ จากฝีมือของชาวไทยภูเขาค่ะ หยิบมาถ่ายรูป แต่ไม่ซื้อ... (ใครขวัญอ่อนรีบผ่านรูปนี้ไปโดยไวนะคะ อิอิ)



พอเดินกันจนเมื่อยได้ที่ พวกเราก็เริ่มมองหาอาหารมื้อเย็นกัน คุณฝายกับเพื่อนอีกสองคนแยกไปหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ กิน และซื้อกลับไปแกล้มจิบไวน์ที่บ้าน ขณะที่สาวๆ ที่เหลือก็ลงความเห็นกันว่าน่าจะหาอาหารเมืองกินเพื่อให้ได้บรรยากาศ และพวกเราก็ได้ร้านอาหารพื้นเมืองร้านหนึ่งชื่อว่า "Little Home" บรรยากาศน่านั่ง ดูสบายๆ เป็นกันเองดี

เข้าไปนั่งเรียบร้อยก็สั่งอาหารกันด้วยความหิว แล้วก็นั่งรอ...รอ...รอ...และรอ...

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป อาหารจานแรกมาเสิร์ฟค่ะ รสชาติอาหารถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว (เอ...หรือเป็นเพราะหิวก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ) แต่น่าจะปรับปรุงเรื่องเวลานิดส์นึงนะคะ เพราะระหว่างที่พวกเรารออาหารกันนั้น ก็มีฝรั่งโต๊ะหนึ่งถอดใจ ลุกออกจากร้านไปก่อน อย่างงี้ไม่น่าเป็นผลดีกับการท่องเที่ยวไทยเลยนะคะเนี่ย


ระหว่างที่รออาหาร น้องโย ผู้ติดตามของคุณเซลส์สุดสวยก็ออกไปเดินเล่นแถวๆ นั้นและกลับมาพร้อมกับขนมหน้าตาประหลาด เป็นข้าวเหนียวย่างไฟ ผสมงา ราดนม โรยน้ำตาล คล้ายๆ กับโรตี รสชาติก็ดีนะคะ (ถ้ามันไม่แข็งเกิ๊กเดิ๊กเพราะความหนาวซะก่อนอะนะ)



นี่ค่ะ ขนมที่ว่า น่ากินมิเคอะ



ประมาณสามทุ่ม พอกินข้าวกันเสร็จแล้วพวกเราก็กลับที่พักกัน อากาศเย็นมากค่ะ บ้านพักที่เรากะหมอแนนไปพักนั้นมีเทอร์โมมิเตอร์ติดอยู่ที่หน้าห้องด้วย ก่อนจะนอนคืนนั้นออกไปดูอุณหภูมิ...15 องศาค่ะ ชิลๆ



วันรุ่งขึ้นพวกเราตื่นกันตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพราะนัดพี่หมูคนขับรถไว้หกโมงเช้า โปรแกรมแรกวันนี้คือไปดูทะเลหมอกที่ห้วยน้ำดัง (บ้าพลังกันเกินไปป่าวเนี่ย)

ก่อนจะออกมาจากบ้านพักก็ดูอุณหภูมิอีก คราวนี้ 11 องศาค่ะ...ยังไหวอยู่

พวกเราขี่มอเตอร์ไซค์มายังจุดนัดหมายกันตรงเวลา แต่กว่าที่พวกเราจะออกจากปาย ก็เกือบหกโมงครึ่ง เพราะพี่หมูวนรถหากันไม่เจอ (พี่แกบอกงั้น)


นั่งหัวสั่นหัวคลอนกันมาเกือบๆ ชั่วโมงก็มาถึงห้วยน้ำดัง พวกเรามุ่งหน้าไปยังจุดชมวิวดอยกิ่วลม และเราก็ตรงไปดูเทอร์โมมิเตอร์ก่อนเป็นอย่างแรก...8 องศาค่ะคุณผู้ชม

ตอนที่พวกเราไปถึงก็เจ็ดโมงกว่าแล้ว ดวงอาทิตย์ยิ้มแฉ่งอยู่บนฟ้าตั้งนานแล้ว ก็เลยไม่ต้องหวังว่าจะได้ถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น แถมทะเลหมอกที่พวกเราใฝ่ฝันก็มองไม่เห็นเพราะหมอกมากเกินจำเป็น สรุป...เห็นแต่ฟ้าขาวๆ และหมอกขาวโพลนเต็มไปหมด นอกจากนี้ก็ไม่เห็นอะไรเลย พวกเราก็เลยแก้ขัดโดยการถ่ายรูป และถ่ายรูป...เพราะทั้งทริปนี้ไปกัน 9 คน มีกล้อง 8 ตัว เอิ้กๆ




ตากล้อง ตั้งกล้องกันใหญ่เลย




รูปหมู่ซะหน่อย นึง...ส่อง...สั้ม...ปวดฉี่




คล้ายๆ จะเป็นท่าบังคับของสถานที่ท่องเที่ยวไทย เหอๆ




ก่อนกลับ อุณหภูมิสูงขึ้นนิดนึงค่ะ ถ่ายมาให้ดู กลัวไม่เชื่อกัน อิอิ



9 โมงกว่าๆ พวกเราก็จากห้วยน้ำดังกันมาด้วยความผิดหวัง และมุ่งหน้ากลับปาย ก่อนถึงตัวเมืองปาย เราก็แวะถ่ายรูปกันที่สะพานประวัติศาสตร์ (ท่าปาย) ซึ่งเป็นสะพานที่สร้างในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รายละเอียดมากกว่านี้...ไม่รู้ค่ะ แหะๆ



สะพาน...ดูแล้วก็คล้ายๆ สะพานข้ามแม่น้ำแควเหมือนกันนิ



ถ่ายรูปกันได้ซักแป๊บก็มาหาอาหารเช้ากินกันที่หน้าที่ว่าการอำเภอปาย พี่หมอเจี๊ยบอยากกินส้มตำ เพราะรู้สึกพะอืดพะอมจากการเดินทาง ส่วนหมอแนนอยากกินขนมจีนน้ำเงี้ยว เราจึงตกลงกันว่าต่างคนต่างกินก็แล้วกัน

เรา หมอแนน หมอปูน คุณฝาย และคุณปุ๋ม เซลส์สุดสวย ก็เลยเดินเตร็ดเตร่มาจนเจอร้านข้าวซอย และก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยว ก็เลยตรงเข้าไปนั่ง แม้ว่าร้านนี้จะไม่มีขนมจีนน้ำเงี้ยวอย่างที่หมอแนนอยากกิน แต่ก็มีก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยวที่พอแทนกันได้ พวกเราก็เลยสั่งกันคนละชาม

พี่หมอเจี๊ยบและน้องโยหิ้วถุงส้มตำ ไก่ย่างตามมาสมทบที่ร้านและนั่งกินกันที่นั่นพร้อมทั้งสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยวและข้าวซอยมากินอีกด้วย ซักพักเพื่อนคุณฝายก็สั่งอาหารเจร้านข้างๆ มานั่งกินที่ร้านนี้อีกเหมือนกัน

เราไม่เคยกินก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยวมาก่อน แต่พอได้ลองแล้วก็ติดใจ เพราะมันอร่อยมากกกกกกกกกก จริงๆ นะคะ ไม่ได้โม้ นึกถึงแล้วยังอยากกินอีกเลยง่ะ




นี่ค่ะ หน้าตาของก๋วยเตี๋ยวน้ำเงี้ยว น่ากินมั้ยค้า...



และขอยืนยันความอร่อยด้วยภาพค่ะ



พอกินข้าวเช้ากันเสร็จตอนเกือบ 11 โมง พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อตามโปรแกรม นั่นก็คือวัดน้ำฮู และหมู่บ้านสันติชลค่ะ ไปกันเล้ย...


ใช้เวลาจากหน้าที่ว่าการอำเภอปายไม่นานนักเราก็มาถึงวัดน้ำฮู หนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ ที่เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่ออุ่นเมือง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองปาย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่แปลกคือ มีน้ำซึมออกมาในเศียรตลอดเวลา จนทางวัดได้นำน้ำที่ซึมออกมานั้นมาผสมเป็นนำมนต์ให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาได้นำกลับไปด้วย

และที่วัดแห่งนี้ยังมีเจดีย์ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างถวายแด่พระพี่นางสุพรรณกัลยา และมีพระราชานุสาวรีย์ของทั้งสามพระองค์อยู่ภายในวัดนี้ด้วยค่ะ




หลวงพ่ออุ่นเมืองคือองค์เล็กด้านหน้าค่ะ




เจดีย์ที่สันนิษฐานว่าสมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงสร้าง



ออกจากวัดน้ำฮูกันตอนเที่ยงพอดี ซึ่งก็เข้าโปรแกรมของพวกเราที่วางเอาไว้ว่าจะไปรับประทานขาหมู-หมั่นโถวอันเลื่องชื่อที่หมู่บ้านสันติชลหมู่บ้านของชาวจีนยูนนาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดน้ำฮู พี่หมูใช้เวลาขับรถเพียงไม่กี่นาทีก็มาถึงหมู่บ้านแล้ว

ที่หมู่บ้านนี้มีของที่ระลึกจำพวกชาจีนสารพัดกลิ่น และผลไม้แห้งจำพวกบ๊วย ท้อ ทั้งหลายให้เลือกซื้อกัน

และไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ ชิงช้าสวรรค์ค่ะ จริงๆ ไม่ทราบว่าเค้าเรียกว่าชิงช้าอะไร แต่เป็นชิงช้าที่เล่นได้คราวละ 4 คน หรือ 2 คน (ห้ามเล่นเป็นจำนวนคี่นะคะ สันนิษฐานว่า น่าจะเกี่ยวกับสมดุลของชิงช้านั่นเอง) โดยจะมีน้องๆ หนุ่มๆ หน้ามนมาคอยหมุนให้ เราก็ได้ลองเล่นเหมือนกันค่ะ แค่เที่ยวเดียวก็เสียว....สุดๆ เพราะเป็นโรคกลัวความสูงยิ่งกว่ากลัวหาแฟนไม่ได้ซะอีก ฮา..... แต่คุณหมอปูนนี่เล่นซะสามรอบ...ทึ่งเจงๆ




ป้ายหน้าหมู่บ้านค่ะ ต้องขออภัย...ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไรอะค่ะ




บรรยากาศเงียบสงบภายในหมู่บ้าน ที่ต้องเปลี่ยนไปเพราะเสียงวี้ดว้ายของยัยพวกนี้...



ตอนแรกคิดว่าจะกินข้าวกลางวันกันที่นี่ แต่เมื่อสำรวจประชามติแล้ว ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "อาหารเช้ายังไม่ย่อยเลย" โปรแกรมอาหารกลางวันของพวกเราก็มีอันต้องล่มไปโดยปริยาย

บ่ายโมงตรงพวกเราก็ออกจากหมู่บ้านสันติชลกลับที่พัก เพื่อพักผ่อนตามอัธยาศัย โดยนัดกันอีกทีตอนสี่โมงเย็นเพื่อขึ้นไปวัดพระธาตุแม่เย็น ชมวิวเมืองปายตอนเย็นๆ

พอถึงบ้านปายนา แต่ละคนก็มุดเข้าบ้านนอนกันเงียบ ส่วนเราสามสาวก็ต้องไปเช็คอินที่พักใหม่ ซึ่งหมอแนนจองไว้สำหรับตัวเองกับพี่หมอเจี๊ยบ แต่ก็ต้องหนีบเราไปด้วยเพราะมีน้องโยเพิ่มมาทีหลัง เราเลยต้องระเห็จไปนอนกะหมอแนนแทน

สามสาว (จริงๆ เป็นสี่เพราะหนีบเอาหมอปูนมาเป็นเพื่อนด้วย) ขี่มอเตอร์ไซค์หาที่พักใหม่ "Love Pai Home" ซึ่งอยู่อีกตำบลหนึ่ง เราก็ขี่รถไปตามป้ายเรื่อยๆ ไกลมากค่ะพี่น้อง ประมาณ 4-5 กิโลได้ ทางก็ค่อนข้างเปลี่ยว เพราะไม่ได้อยู่ในเมือง แต่บรรยากาศรอบนอกดีมากเลยค่ะ มีไร่กระเทียมอยู่สองข้างทางเป็นระยะ สดชื่นดีจริงๆ

ใช้เวลาชั่วเคี้ยวหมากแหลก (เอิ้กๆ) ก็มาถึงที่พักใหม่จนได้ พวกเราก็เข้าไปเช็คอินทันที

ที่นี่บรรยากาศดีมากค่ะ สมกับราคา 1250 บาทต่อคืน และการต้อนรับก็อบอุ่นมาก โดยคุณป้าแม่บ้านที่ใจดีและน่ารักมากๆ เลยค่ะ เสียดายไม่ได้ถามชื่อคุณป้ามา




บรรยากาศรอบๆ ใน Love Pai Home




บรรยากาศที่บ้านพักค่ะ บ้าน Fire



สี่สาวโฟร์แองจี้ลั้นลาถ่ายรูปกันอยู่ที่เลิฟปายโฮมจนใกล้เวลานัด แล้วเราก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาที่บ้านปายนากันอีกครั้งหนึ่ง แต่หมอแนนกะพี่หมอเจี๊ยบไปเปลี่ยนรถที่ร้านเพราะตัดสินใจจะเช่าต่ออีกวันเลยจะเอารถดรีมเพราะถูกหน่อย (แต่ไปๆ มาๆ หมอแนนเกิดเปลี่ยนใจ ไม่ยอมเปลี่ยนซะงั้น)


พวกเราอีกสามคันก็ขึ้นไปบนวัดพระธาตุแม่เย็นกัน ไหว้พระ ชมวิวกันซักพักก็ลงไปหาอะไรกินกันที่ถนนคนเดินอีกแล้ว

วันนี้ผู้คนบางตาผิดกับเมื่อวานหน้ามือกับหลังมือเลยค่ะ สงสัยเพราะเป็นวันอาทิตย์ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็เลยกลับไปกันหมด แต่ถึงคนเดินจะน้อยมาก แต่ของที่มาขายสองข้างทางก็ยังคงมาตั้งร้านกันคึกคักเหมือนเดิม

พวกเราเดินไปเดินมาจนหิว ก็ได้เวลากินกันอีกแล้ว วันนี้เราแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอันประกอบด้วยหมอแนน พี่หมอเจี๊ยบ คุณปุ๋มและน้องโยอยากจะกินพิซซ่าที่อร่อยที่สุดในปาย ซึ่งเค้าจะจำกัดจำนวนที่ทำในแต่ละวันด้วย ส่วนอีกฝ่ายคือเรา หมอปูน คุณฝาย แมน และดา ก็ไปกินอาหารไทยกันที่ร้าน "บ้านปาย" ร้านขึ้นชื่อของปาย (ไม่ยอมกัน ฮี่ๆๆ)

และวันนั้นมีฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศระหว่างไทยกับสิงคโปร์พอดี ก็เลยเข้าทาง นั่งดูบอลที่ร้านนั้นซะเลย

ระหว่างพักครึ่ง เรากับหมอปูนก็เดินไปส่งโปสการ์ดกันที่ร้านมิตรไทย เพราะคืนนี้เป็นคืนสุด้ายที่เราจะได้อยู่ที่ปายนี่แล้ว ถ้าไม่ส่งคืนนี้ก็คงไม่ได้ส่งกันล่ะ




ก่อนส่งก็ประทับตรากันเซียะหน่อย จากนั้นก็ส่งได้ค่า



บอลจบพวกเราก็ยังเดินลั้นลากันต่อ ไม่ได้สำเหนียกกันเลยว่าจะต้องขี่มอเตอร์ไซค์กลับที่พักซึ่งอยู่ไกลและเปลี่ยวขนาดไหน จนสี่ทุ่มถึงได้ฤกษ์บอกลาถนนคนเดินกัน และแยกย้ายกันกลับที่พักเลย อากาศก็หนาวจับจิต ยิ่งขี่มอเตอร์ไซค์ออกนอกเมืองไปเรื่อยๆ อากาศก็เย็นลงเรื่อยๆ คืนนั้นถึงที่พักประมาณสี่ทุ่มครึ่ง และรีบอาบน้ำนอนกันเลย

อย่างที่บอกว่าหมอแนนจองที่นี่ไว้โดยบอกว่ามาพักกันสองคน พอเรามาด้วยก็เลยต้องกลายเป็นส่วนเกินนอนที่นอนเสริมที่พื้น แล้วดีไซน์ของบ้านนี้ก็เก๋ไก๋นะค้า...มีช่องลมอยู่ข้างล่างค่ะ แทนที่จะอยู่ข้างบน ดิฉันก็ต้องนอนตากแอร์เลยสิคะ แต่เราก็ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตาง่ายๆ ค่ะ ไปเกณฑ์กระเป๋าสัมภาระของทุกคนมาวางบังช่องลมเอาไว้...ฮี่ๆ เอาล่ะ คราวนี้ก็สบายแร้วววว


แต่ตกดึกมดน้อยก็ต้องกลายเป็นกุ้งแช่แข็งค่ะ เพราะอากาศหนาวมากกกกก จนต้องค่อยๆ หดขาเข้ามาเรื่อยๆ พอหดแล้วก็เอากลับไปไม่ได้ด้วย แง...


ผ่านพ้นค่ำคืนอันเหน็บหนาวรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ตอนเช้าก็รีบตื่นแต่เช้าเพราะนัดกันว่าจะออกจากปายกันแปดโมง แต่ก่อนไปเราก็ต้อง Have Breakfast กันซะก่อนค่า พอกินเสร็จก็ขี่มอเตอร์ไซค์สั่นหงึกๆ ไปที่ร้านรถ กะว่าจะไปเดินถ่ายรูปร้านรวงตอนเช้าๆ ซะหน่อย แต่ว่าเดินไม่ทันจะถึงไหนรถก็มาซะแล้ว ก็เลยไมได้เก็บภาพตอนเช้าเลย



Breakfast ที่ Love Pai Home ค่ะ น่ากินมั้ยคะ






บรรยากาศเมืองปายตอนเช้า ยืมรูปหมอปูนมาค่ะ



เมื่อพร้อม พวกเราก็จากปายกันตอนแปดโมงนิดๆ และยิงยาวมากินข้าวเทียงกันที่กาดทุ่งเกวียน ลำปาง และที่นี่ก็ได้ของฝากติดไม้ติดมือกลับไปกันตรึม

เราแวะพักรถอีกทีที่สิงห์บุรีและเก็บรูปนี้มาเป็นรูปสุดท้ายของทริปค่ะ



...ปาย...แสดงแบบโดยคุณปุ๋มและน้องโยค่ะ



พวกเราถึงกรุงเทพฯ กันประมาณสามทุ่ม และแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน

เป็นอันว่าจบการเดินทางไป ปาย ด้วยประการฉะนี้ เหอๆ หมดมุขจะปิดค่ะ ขอจบดื้อๆ เลยก็แล้วกันนิ อิอิ


ปล. รูปปลากรอบทั้งหมดต้องขอขอบคุณ หมอแนน และหมอปูนด้วยนะคะ

ปล.สอง รูปอื่นๆ ของทริปนี้ ดูได้ ที่นี่ เลยค่ะ



Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 17 มีนาคม 2550 22:14:07 น.
Counter : 1018 Pageviews.

2 comment
ตะลอนไป...เชียงใหม่ ตอน พืชสวนโลก Again
เนื่องจากเดือนมกราคมของทุกปี เป็นงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งปีนี้จัดเร็วกว่าปกติเล็กน้อย

และแน่นอน...เราก็ต้องไปแสดงความยินดีกับน้องๆ ที่ได้เป็นบัณฑิตกันซะหน่อย (จริงๆ ก็หาเรื่องเที่ยวนั่นเองแหละ เหอๆ)

เราไปถ่ายรูปกับน้องๆ ในวันซ้อมใหญ่ แล้วพอวันจริงก็ไม่ได้ไปถ่ายรูปอีกเพราะคิดว่าวันจริงบัณฑิตก็ต้องใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เราก็เลยชวนเพื่อนสนิทไปลั้นลาที่งานพืชสวนโลกอีกรอบ หลังจากที่คราวก่อนไปแล้วเดินไม่ทั่ว ซ้ำยังถ่ายรูปไม่หนำจิต

งานนี้เราไปขึ้นรถแดงที่เซนทรัลแอร์พอร์ตพลาซ่า ซึ่งต้องเสียค่าบริการคนละ 20 บาท คนค่อนข้างเยอะนะคะ เลยต้องนั่งรอต่อคิวซักพักนึง

ที่คิวรถนี่ก็มีคู่มือชมงานแจกฟรีตั้งแต่ที่นี่เลย ไม่ต้องรอไปหยิบที่หน้างานค่ะ



ไปถึงตอนเที่ยงพอดี แดดร้อนได้ใจมั่กๆ ดีที่คราวนี้ใส่เสื้อแขนยาวไป แต่...ไม่มีหมวก พอลงรถ ก่อนเข้างานก็แวะขึ้นไปบนเนินราชพฤกษ์ซะหน่อย เพราะคราวก่อนไม่ได้ขึ้น ร้อนดีจริงๆ ค่ะทั่นผู้ชม อยู่ข้างบนได้แป๊บเดียว ก็เดินฝ่าเปลวแดดลงมาที่ร่มคันใหญ่ยักษ์ ซึ่งเป็นจุดเด่นอีกจุดของงาน ก่อนที่จะผ่านประตูเข้าไปภายในบริเวณงาน

มาคราวที่แล้วถ่ายไปแล้ว คราวนี้เปลี่ยนมุมค่ะ อิอิ


นี่เป็นลวดลายบริเวณเสาก่อนประตูเข้างานค่ะ



เข้าไปในงานได้ก็เดิน เดิน และเดินค่ะ แดดร้อนเปรี้ยงๆ แต่เราสองสาวก็บ่ยั่น เดินเข้าสวนโน้นออกสวนนี้แบบรีบทำเวลา เพราะว่าเพื่อนซี้เราดันมีธุระกับที่บ้านตอนสี่โมงเย็น เราพยายามเก็บตกจากคราวที่แล้วให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสวนของภาคเอกชน สวนภูฏานที่คราวที่แล้วปิดไม่ให้เข้าเพราะเจ้าชายจิกมี่ (ตอนนี้ต้องเป็นกษัตริย์จิกมีแล้วสิเนอะ)เสด็จฯ หอคำหลวง แล้วก็เรือนกล้วยไม้ค่ะ

เราก็เดินถ่ายรูปอย่างเดียวเลย ส่วนเพื่อนก็เดินตามไม่บ่นซ้ากคำ น่ารักเจรงๆ...


สวน ปตท. มั้งคะ ถ้าจำไม่ผิด อิอิ


อันนี้สวน กทม. ค่ะ




ดอกไม้ในสวนจังหวัดอยุธยา ดอกรักเร่ (ใช่มั้ยหว่า?)


ภายในหอคำหลวง


ป้ายสีแดงกับฟ้าสีเข้มๆ ค่ะ


ดอกไม้ริมทาง อิอิ...


สวนแอฟริกาใต้


อันนี้ลานโพธิ์แห่งความจงรักภักดี บริจาคเงินหนึ่งร้อยบาทก็จะได้ใบโพธิ์มาเขียนคำถวายพระพร และทราบมาว่าเค้าจะรวบรวมใบโพธิ์ทั้งหมดนี้ไปหล่อเป็นพระพุทธรูปด้วยค่ะ





อีกสวนหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย ตั้งใจไว้ตั้งแต่ที่บ้านเลยว่าจะต้องไปให้ได้ก็คือสวนเนเธอร์แลนด์ค่ะ เพราะได้ข่าวว่ามีทิวลิปมาให้ยลกันแล้ว เรากับเพื่อนก็ตั้งใจเจาะจงเดินหาสวนนี้กันเลยทีเดียว

ลองจินตนาการกันดูสิคะว่าทิวลิปจากเนเธอร์แลนด์จะสวยงามขนาดไหน...

เราไปถึงสวนเนเธอร์แลนด์จนได้ แล้วก็ต้องพบกับทิวลิปที่รอคอยซึ่งเหลืออยู่เพียงสองกอเล็กๆ แล้วก็เริ่มจะเหี่ยวซะแล้วด้วย แต่ด้านหลังของกังหันลมก็มีโรงเรือนอยู่หลังหนึ่ง เรากับเพื่อนเข้าใจว่าทิวลิปส่วนใหญ่คงอยู่ในนั้น เลยไม่รอช้ารีบพากันเข้าไปข้างในค่ะ

พอเข้าไปแล้วก็ต้องผิดหวังอย่างแรง เมื่อภายในนั้นมีแต่โต๊ะขายของที่ระลึกซึ่งก็คือพวงกุญแจรองเท้าไม้ และแก้วเบียร์ที่วางเรียงเป็นชั้นๆ ไว้ เพื่อ?

ด้วยความผิดหวังเป็นล้นพ้น เราก็เลยต้องออกมาเก็บภาพทิวลิปเหี่ยวๆ นั้นอย่างไม่มีทางเลือก เฮ่ออออออออ


นี่ค่ะ ทิวลิปที่รอคอย...




ส่วนนี่เป็นลิลลี่ที่สวนเนเธอร์แลนด์เช่นกัน



ออกจากสวนเนเธอร์แลนด์ก็ไปที่สวนญี่ปุ่นกันต่อค่ะ ถึงคราวก่อนจะเข้าไปแล้ว แต่เพื่อนอยากจะเข้า เราก็เลยแวะซะหน่อย แล้วก็ได้รู้ว่าถ้าไม่เข้ามาต้องเสียดายแน่ๆ

เป็นเพราะว่าวันนั้นมีชาวญี่ปุ่นมาสาธิตกิจกรรมต่างๆ ในสวนเยอะแยะเลยค่ะ ที่เราติดใจและใช้เวลากับมันมากเป็นพิเศษก็เห็นจะเป็น "ลูกข่าง" นี่แหละค่ะ เค้าสอนพันแล้วก็ให้ลองโยนดู เราลองอยู่เป็นนานกว่ามันจะหมุน พอหมุนได้ครั้งนึงก็ติดใจค่ะ ลองอีกหลายรอบ แต่ก็ล้มเหลว

พิธีชงชาแบบโบราณที่สวนโอซาก้า


ลูกข้างสีสันสดใสค่ะ




สาวญี่ปุ่นมาคอย "อาริงาโตะ โกไซมัตส" ตรงทางออก (ไม่แน่ใจว่าสาวญี่ปุ่นจริงรึเปล่า แต่เค้าไม่พูดภาษาไทยค่ะ )


แล้วก็มาถึงไฮไลท์ของทริปนี้ นั่นก็คือ เรือนกล้วยไม้ค่ะ
กล้วยไม้เยอะมากๆ เลยนะคะ แล้วก็สวยๆ ทั้งนั้นเลยด้วย เลยใช้เวลาอยู่ในนั้นนานหน่อยค่ะ แล้วก็เป็นจุดสุดท้ายที่เราแวะด้วย แต่ถึงกระนั้น ภายในเรือนกล้วยไม้ก็ยังเดินถ่ายรูปไม่หมดนะคะ เยอะจริงๆ ค่ะ

กล้วยไม้บางส่วนค่ะ









ไปพืชสวนโลกคราวนี้ถึงเวลาจะน้อยไปนิด แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าทีเดียวค่ะ เพราะรูปออกมาเป็นทีน่าพอใจไม่หยอก ฮี่...

แต่ก็น่าเสียดายนะคะ มีอีกตั้งหลายส่วนที่ยังไม่ได้เข้าไปชม ทั้งโลกแมลง อาคารนิทรรศการสวนนานาชาติ (ที่ดอกซากุระกำลังเบ่งบาน) หรืออาคารนิทรรศการหมุนเวียน ซึ่งก็คงจะหมดโอกาสแล้วล่ะค่ะ ใครที่อยู่ใกล้ๆ หรือมีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมไปเที่ยวกันนะคะพี่น้องงงงง



Create Date : 17 มกราคม 2550
Last Update : 23 มกราคม 2550 20:52:11 น.
Counter : 388 Pageviews.

11 comment
ตะลอนไป...กาญจนบุรี ตอน ไทรโยคหน้าหนาว...หนาวเข้ากระดูกดำ


ไปเที่ยวคราวนี้ ถ่ายรูปมาแบบไร้สติ ขำๆ นะคะ เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพทิวทัศน์สวยๆ เหอเหอเหอ


เมื่อต้นเดือน ได้รับเมล์จากเพื่อนสาธิตว่า วันที่ 23-24 ธ.ค. จะจัดมีตติ้งใหญ่ไปค้างต่างจังหวัดซักคืน โดยคุณหมอหมาเป็นคนกำหนดวัน (เนื่องเพราะคุณเธอว่างอาทิตย์นั้นอาทิตย์เดียว อาทิตย์อื่นทำงานหมด) ตอนแรกก็คุยกันว่าจะไปเที่ยวทุ่งทานตะวันที่สระบุรี แล้วนอนค้างกันที่ไร่กุสุมา

แต่แล้วคุณอั๋น สุดหล่อประจำรุ่นก็เสนอทางเลือกใหม่ ชวนไปล่องแพเมืองกาญจน์ พร้อมทั้งร่างกำหนดการส่งเมล์หาเพื่อนๆ ด้วยตัวเองเลยทีเดียว (ปกติจะมีเลขาฯ จัดการให้ ) แต่ว่าผลการตอบรับก็ไม่เป็นที่น่าพอใจของคุณอั๋นนัก เพราะมีคนร่วมอุดมการณ์แค่ 8 คน ส่วนใหญ่ติดเคลียร์งานก่อนสิ้นปีกันหมด

แล้วก็ดูเหมือนว่าทริปนี้จะล่มแหล่ไม่ล่มแหล่เพราะหัวเรือใหญ่เอ้อระเหยลอยชายจนเราเกือบจะตัดสินใจไม่ไปกะมันแล้ว เพราะเห็นไม่ตระเตรียมอะไรซักอย่าง จนกระทั่งมาติดสินใจกันได้ในวันก่อนเดินทางว่าจะไปนอนที่บ้านพักของอุทยานฯ แทนที่จะลงแพ เพราะคนน้อยเกินไป คุณเซฟตี้ตัวอ้วนก็เลยโทรไปจองบ้านพักเสร็จสรรพ

วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม

สมาชิกที่ร่วมทริปครั้งนี้แบ่งเป็นสองสายคือ พวกที่มากจากกรุงเทพ 4 คน ประกอบด้วย คุณอั๋น คุณโอ เซฟตี้ตัวอ้วน คุณปูน หมอหมา และคุณฝาย นศ.ป.โท ส่วนพวกที่อยู่นครปฐมก็มีเรา คุณบอล คุณเก่ง และคุณโต้ง

เรานัดเจอกันที่บ้านคุณอั๋น กว่าสายที่มาจากกรุงเทพฯ จะเดินทางมาถึงก็สิบเอ็ดโมงกว่าเข้าไปแล้ว ทั้งที่กำหนดการของเราจะออกจากนครปฐมสิบโมง

พวกเราไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านใกล้ๆ บ้านอั๋นกันก่อนโดยมีคุณกิ๊ฟ (ที่บ้านอยู่ติดกะอั๋น) มากินด้วย พวกเราเลยช่วยกันไซโคกิ๊ฟกันใหญ่ให้ไปด้วยกัน แต่กิ๊ฟก็ปฏิเสธเพราะวันอาทิตย์ติดธุระ

ระหว่างที่กินก๋วยเตี๋ยว พวกผู้ชายก็ถกเถียงกันเรื่องรถ เพราะคุณโต้งเกิดจะเอารถไปอีกคันเพราะบอก่ว่าจะกลับก่อน ถ้าโต้งเอารถไปก็กลายเป็นว่ามีรถ 3 คัน กับคน 8 คน...ไม่บาลานซ์กันซะเลย ในที่สุดพวกมันก็ตกลงกันได้ โดยโต้งยอมจอดรถไว้บ้านอั๋น แล้วไปรถเก่ง

กว่าจะกินอิ่มก็ปาเข้าไปเที่ยงครึ่ง...ไม่พูดพล่ามทำเพลง รถยนต์สองคันมุ่งหน้าไปยังจังหวัดกาญจนบุรีทันที...

รถแล่นไปได้ชั่วโมงนิดๆ ก็เข้าเขตจังหวัดกาญจนบุรี เราเห็นรถคันข้างหน้า (รถเก่ง) จอดข้างทางที่หน้าร้านไส้อั่ว คันของอั๋นก็จอดตาม ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่ามันจอดทำไม แต่พอจอดแล้วก็เลยซื้อไส้อั่วกันไปสองกล่องใหญ่พร้อมกับถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึกซะหน่อย...




ระหว่างที่คุณปูนจ่ายเงินค่าไส้อั่ว คุณโอก็เกิดปวดห้องน้ำ เลยลากเราข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งซึ่งมีป้อมตำรวจอยู่เพื่อไปขอเข้าห้องน้ำ

ยืนตะโกนเรียกพี่ตำรวจอยู่ตั้งนานสองนานก็ไม่มีเสียงตอบรับจากสวรรค์ คุณโอเลยจัดการเชิญตัวเองเข้าไปทำธุระเองซะเลย แถมออกมายังขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกซะอีกด้วย





เวลาบ่ายสามโมงครึ่ง พวกเราก็มาถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติไทรโยค ทางที่เข้าสู่ที่ทำการอุทยานฯ นั้นผ่านบ้านพักที่พวกเราจองไว้ ทำให้พวกเราได้เห็นที่พัก และนั่นก็ทำให้คุณอั๋นและคุณเก่งมีความเห็นตรงกันว่า "แ_งไม่น่าอยู่เลยว่ะ"

พวกเราก็เลยตัดสินใจกันได้ในวินาทีสุดท้ายนั่นเองว่าจะไปพักในแพเหมือนเดิม ทีนี้ก็ต้องไปยกเลิกบ้านพักที่จองไว้ล่ะสิ ซึ่งคุณอั๋นก็ยินดีเป็นทัพหน้าไปขอยกเลิก เพราะคุณโอขอถอนตัวด้วยเหตุผลที่ว่า "ฉันจองแล้ว ถ้าแกจะไม่เอาแกก็ไปยกเลิกเอง ฉันเกรงใจเค้าว้อย"...อืม เป็นคนดีมั่กๆ




และแล้วเราก็จัดการเรื่องที่พักกันได้เรียบร้อย ระหว่างที่อั๋นไปยกเลิกบ้านพัก เก่งก็ไปติดต่อแพไว้เรียบร้อย ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแพที่ว่านี้มันจะมีมากมายประดามีขนาดนั้น เห็นป้ายชื่อแล้วน่าจะประมาณหลายสิบแพได้ เรียกว่าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่พักกันเลยทีเดียว (ถึงว่า...มันถึงไม่อนาทรร้อนใจอะไรกันเล้ย...)





พอลงแพ พวกเราก็ตกลงเรื่องอาหารกับทางเจ้าของแพ เราตัดสินใจสั่งวัตถุดิบมาทำอาหารกินกันเอง และสั่งกับข้าวเพิ่มอีกสองสามอย่าง โดยเมนูเด็ดที่จะทำกันก็มี ปลาทับทิมนึ่งมะนาว ปลาทับทิบทอดกระเทียม ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ และขาดไม่ได้ ไข่เจียวหมูสับ ฮ่า...


หลังจากตกลงเรื่องอาหารเรียบร้อย เรือหางยาวก็เริ่มลากพวกเราออกไปกลางน้ำ ล่องไปตามแม่น้ำแคว ชมทิวทัศน์และธรรมชาติริมแคว

ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เราได้มาล่องแพแบบนี้ ก็ตื่นเต้นไปอีกแบบ ไปดูบรรยากาศกันค่ะ

คุณหมอหมากำลังดื่มด่ำกับธรรมชาติ (ด้วยจรรยาบรรณจึงไม่อาจเปิดเผยหน้าตาได้ ฮ่า...)


นี่ก็อีกรูป...ท่าทางคุณเธอจะตื่นเต้นเอามากๆ นะเนี่ย โฮะๆๆ


ส่วนคุณพี่อั๋นสุดหล่อก็ไปนั่งถ่ายเอ็มวีอยู่หน้าแพโน่น


ชื่นชมธรรมชาติกันซ้า...


น้ำตก...ไม่แน่ใจว่าน้ำตกอะไรอ่ะค่ะ ไทรโยคน้อยหรือไทรโยคใหญ่น้อ...


และนี่ก็เป็นที่พักริมแคว ดูๆ แล้วน่าอยู่มากเลยทีเดียวค่ะท่านผู้ชม


ผ่านน้ำตกอีกแห่งหนึ่งแล้ว...ไม่ไทรโยคใหญ่ก็ไทรโยคน้อยนั่นแหละ เหอเหอเหอ




ล่องแพไปได้ซักพักเรือก็พาพวกเราล่องกลับ และไปปล่อยไว้ที่เนินทรายริมแควคุ้งไหนซักคุ้ง ไม่นานนักเรือหางยาวก็เอาวัตถุดิบในการทำอาหารเย็นของพวกเรามาส่งให้ เราสี่คน มด โอ ปูน และฝาย หัวหน้าเชฟ ก็ลงมือประกอบอาหาร โดยมีคุณเก่งผู้น่ารักมาช่วยขอดเกล็ดปลาทับทิมตัวใหญ่ (มากกกกกกกก) สองตัว แล้วแถมยังช่วยสับหมูให้ด้วย ส่วนอีกสามหนุ่มที่เหลือน่ะเหรอ ก็นั่งดื่มด่ำธรรมชาติและแอลกอฮอล์กันตั้งแต่อาทิตย์ยังไม่ทันลับขอบฟ้าน่ะสิ


เริ่มเข้าครัวกันตั้งแต่ห้าโมงเย็นเศษๆ ในแพนี่มีเครื่องครัวครบครัน มีทั้งเตาถ่านและเตาแก๊ส แต่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมพวกเราถึงเลือกที่จะลำบากกัน นั่งก่อเตาถ่านกันเฉย...แถมพยายามอยู่ตั้งนานสองนานไฟก็ยังไม่ติด แต่คุณโอผู้เป็นแกนนำในการก่อเตาก็ยังคงพยายามต่อไป จนสำเร็จในที่สุด เฮ่อ...

ส่วนเราก็ตำพริกกระเทียมเตรียมทำน้ำราดปลานึ่งมะนาว ตำไปตำมา เงยหน้าขึ้นมามองบรรยากาศรอบตัว...เจ๊ย!!! พระอาทิตย์จะตกดินอยู่แล้ว ว่าจะถ่ายรูปซะหน่อย

คิดได้ดังนั้นก็เลยละมือจากครกกับสากไปคว้ากล้องมากอดเสาแพถ่ายภาพนี้ออกมาได้ค่ะ





กว่าที่พวกเราจะทำกับข้าวเสร็จก็ทุ่มกว่า และแล้วก็ได้เวลาหม่ำอาหารเย็นแสนอร่อยซะที อร่อยจริงๆ นะคะ ไม่ได้โม้...อิอิ


ตอนที่นั่งกินข้าวอยู่นี่เองที่พวกเรารู้สึกว่าอากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างทยอยไปงัดเสื้อกันหนาวออกมาใส่ ยกเว้นคุณอั๋นและคุณเก่งที่ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวมา ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นคนบอกเพื่อนๆ ว่า "หนาวน้า...อย่าลืมเอาเสื้อกันหนาวมากันด้วยล่ะ" เหอะเหอะ สม...


นั่งกินไปคุยไปจนเกือบสามทุ่ม เราก็ย้ายวงจากด้านหน้าแพ เข้ามาด้านในแล้วดึงผ้าใบลงมากันลม อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ พวกเรานั่งเล่นเกม เล่นไพ่ เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง กันไป จนไม่รู้จะหาอะไรทำกันแล้ว

ประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ คุณอั๋นก็งัดเกม "กล้าดี จริงใจ" ออกมาเล่น โดยอธิบายกติกาว่า จะหมุดขวดและถ้าปากขวดชี้ไปที่ใคร คนนั้นจะมีสิทธิถามคำถามใครก็ได้หนึ่งคำถาม และคนที่ถูกถามต้องตอบความจริง ห้ามโกหก และพวกเราทั้ง 8 ก็ลงนามในสนธิสัญญากันว่า สิ่งต่างๆ ที่อยู่ในเกมนี้จะทิ้งไว้ในแพ ไม่เอาขึ้นฝั่ง และไม่เอากลับไปด้วย

ดังนั้นไม่ขอเล่าละกันนะคะว่าได้รู้ความลับอะไรมาบ้าง อิอิ แต่บอกได้คำเดียวว่าหลายๆ อย่างที่ได้รู้ ทำให้ตะลึงตึงๆ กันเลยทีเดียว เหอ เหอ

แต่พอมานั่งคิดดู ถ้าเราจะตอบสิ่งไม่จริง มันก็ไม่มีใครรู้อยู่แล้ว ก็มันมีเรารู้อยู่คนเดียวนี่หว่า... แต่ก็แปลกนะคะ เพื่อนๆ ทุกคน ตั้งอกตั้งใจเล่นเกมนี้กันมากๆ แบบว่าจริงจังกันเสียเหลือเกิน คิดแล้วก็ขำวุ้ย ฮ่าๆๆๆๆ



ระหว่างนั้นก็มีเหตุการณ์ประหลาดให้พวกเราได้ตื่นเต้นกันเล็กน้อยค่ะ คือว่าเราเห็นเปลวไฟจากแพใกล้ๆ ที่พวกเราเข้าใจว่าเค้าหลับกันหมดแล้ว เพราะเห็นดับไฟเงียบ แต่ก็มีเปลวไฟลุกโชติช่วงขึ้นมา เหมือนมีใครก่อกองไฟกองย่อมๆ บนแพ พวกเราสังเกตอยู่นาน นึกสงสัยกันไปว่าไฟไหม้รึเปล่า เพราะเห็นไฟมันเริ่มกองใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่พักเดียวมันก็ดับไป แล้วมันก็ลุกขึ้นมาอีก คราวนี้มันเป็นเปลวไฟขนาดใหญ่ เหมือนว่ากำลังลุกลามในแพ

เก่งเกือบจะไปช่วยดับไฟอยู่แล้ว แต่จู่ๆ เปลวไฟนั้นก็ราลงไปจนแทบจะดับ เออ...แปลก จนป่านนี้พวกเราก็ยังสรุปกันไม่ได้ว่า เปลวไฟที่เห็นกันนั้นมันเกิดจากอะไร แต่อย่างน้อยก็ดีที่มันไม่เป็นอย่างที่พวกเราคาดเดากันอ่ะนะ


คืนนั้นเราไม่รู้ว่าอุณหภูมิเท่าไหร่แน่ รู้แต่ว่ามันหนาวววววมาก...หนาวก็หนาว แต่ก็ไม่ยอมหลับยอมนอนกัน...เอ่อ อันที่จริงก็อยากจะหลับจะนอนล่ะนะ แต่คุณอั๋นน่ะสิ ไม่รู้บ้าพลังอะไรนักหนา คอยป่วนเพื่อนไม่ให้นอน

ประมาณตีสามพวกเราสามสาวก็จะเข้าไปนอนในห้อง เพราะคุณหมอปูนรู้สึกหนาวผิดปกติ จัดการขนสัมภาระของทุกคนรวมทั้งกระเป๋ากล้องเข้าไปไว้ในห้องเพื่อหลบน้ำค้าง กำลังจัดที่นอนกัน แต่จู่ๆ คุณเธอก็บอกว่า "หายหนาวแล้ว ไปกินเหล้าต่อกันเถอะ"

ในที่สุด เราก็ต้องออกไปนอนข้างนอกเป็นเพื่อนคุณโอกับคุณปูนที่นั่งดริ๊งค์กะคุณอั๋น คุณโต้ง และคุณบอล จนกระทั่งตีสี่นิดๆ คุณโต้งก็บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่แล้วก็เดินเข้าห้องแล้วล็อคประตูซะอย่างงั้น และนั่นก็ทำให้วงดริ๊งค์แตกไปโดยปริยาย...


ตัดภาพกลับมาที่ตอนเช้าเลยก็แล้วกันนะคะ

เราตื่นตอนหกโมงครึ่ง...อันที่จริงก็หลับๆ ตื่นๆ อยู่ตลอดเวลาเพราะความหนาว โชคดีที่สุดที่เอาถุงเท้าไปด้วย เพราะว่าถ้าเท้าเย็นคงไม่ได้หลับแน่ๆ แล้วก็โชคดีอีกนิดตรงที่ในแพมีผ้าห่มเยอะมาก เกือบๆ สามสิบผืนได้มั้ง เพราะทั้งคุณเก่งและคุณอั๋นเหมากันไปคนละห้าผืนเลยทีเดียว


ตื่นมาก็ไม่รู้จะทำอะไรค่ะ เพราะมันหนาวจนทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้าจะให้นอนซุกผ้าห่ม (ที่ไม่ค่อยจะอุ่น) ต่อไป ก็ไม่เอาเหมือนกัน ก็เลยเดินไปเดินมา แปรงฟันก็ไม่ได้เพราะสัมภาระอยู่ในห้อง ถ่ายรูปก็ไม่ได้อีก ด้วยเหตุผลเดิม...

เดินไปเดินมาเห็นกีต้าร์วางอยู่เฉยๆ ก็เลยหยิบมาบรรเลงปลุกเพื่อนๆ ซะเรย

คุณโอที่ตื่นมาพร้อมเราก็ไปเคาะห้องเรียกคุณโต้ง ทั้งเคาะทั้งทุบ ตะโกนดังลั่นอยู่นานสองนาน คุณฝายก็ตื่นมาช่วยถีบประตู มันก็ยังไม่ยอมตื่นมาเปิดประตู โอก็ยังพยายามต่อไป จนในที่สุด คุณตำรวจหนุ่มถึงได้สติมาบิดลูกบิดประตูก่อนจะหันกลับไปล้มตัวลงนอนต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นั่นแหละ เราถึงเอากล้องออกมาถ่ายรูปได้

นี่ค่ะ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าอากาศหนาวขนาดไหน ขนาดเจ็ดโมงกว่าแล้วนะเนี่ย



อันนี้ถ่ายมาขำๆ ค่ะ ไม่มีไรทำอ่ะ




หลายๆ คนทยอยกันตื่น (ยกเว้นคุณโต้ง ) เราก็จัดการล้างหน้าแปรงฟัน (ส่วนเรื่องอาบน้ำไม่ต้องคิดถึงมันค่ะ ฮา...) แล้วก็รออาหารเช้า ที่เราสั่งไว้เป็นข้าวต้มเครื่องที่เค้าจะมาส่งให้ตอนแปดโมงเช้า ไม่นานนักข้าวต้มก็มาส่ง หอมฉุย น่ากินมั่กๆ แถมยังมีเรือมาขายกาแฟ โอวัลติน และไข่ลวกด้วย เราก็เลยสั่งโอวัลตินร้อนมากินแก้หนาวกันคนละแก้ว


อิ่มกันแล้ว ส่วนใหญ่ก็นอนแก้หนาวกันต่อ ส่วนเรากับคุณหมอปูนเกิดคึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ได้ยินเพลงของแพข้างๆ ก็ร้องเต้นกันอย่างกับอยู่บนแพเค้าหยั่งงั้น พอเพลงเค้าจบ หรือไม่ถูกใจก็หาเพลงมาร้องกันเอง ทำเอาพวกที่เหลือนอนคลุมโปงกันเป็นแถว ฮี่...



เก้าโมงครึ่งคือเวลาที่พวกเรานัดเรือมารับ พอใกล้เวลาเราก็ช่วยกันเก็บของ และรอเวลา เกือบๆ สิบโมงเรือหางยาวลำเดิมที่เอาพวกเรามาปล่อยไว้ ก็มาลากพวกเราเข้าฝั่ง เป็นอันผ่านพ้นค่ำคืนอันหนาวเหน็บไปได้โดยสวัสดิภาพ บรื๋อออออ...



ออกจากแพ เราก็ตกลงกันว่าจะไปแวะน้ำตกผาตาดกันก่อนที่จะกลับนครปฐม

ระหว่างทางไปน้ำตกเราก็แวะถ่ายรูปกันกลางทางที่ค่อนข้างจะเปลี่ยว ไม่มีรถราแล่นผ่านมาเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะยังเช้าอยู่ หรือไม่ก็หนาวเกินไปที่ใครจะมาเที่ยวน้ำตก



คุณอั๋นโฆษณาไว้ก่อนจะออกจากไทรโยคว่า น้ำตกผาตาดนี้เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยมาก ถึงขนาดขนานนามว่า "ทีลอซูสอง" เลยทีเดียว

ใช้เวลาไม่นานนัก พวกเราก็มาถึงบริเวณอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ หลังจากจอดรถกันแล้วก็ออกเดินไปตามทางเล็กๆ ไปสู่ตัวน้ำตก เป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร

พวกหนุ่มๆ เตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนกัน ยกเว้นคุณโต้งกะคุณฝาย เดินไปได้พอให้ร่างกายอบอุ่น ก็มาถึงตัวน้ำตก
เห็นแล้วอึ้งเลยค่ะ...นึกถึงโฆษณาการท่องเที่ยวที่พี่ติ๊ก เจษเป็นพรีเซ็นเตอร์ขึ้นมาทันที อย่าเพิ่งหาว่าเว่อร์เลยนะคะ เพราะว่ามันสวยจริงๆ ขนาดคนที่แพบอกว่าไม่ค่อยมีน้ำยังสวยขนาดนี้เลย แต่เสียดายที่กล้องกิ๊กก๊อกของเราเก็บภาพมาได้แค่นี้อ่ะค่ะ ไม่สามารถเอาภาพทั้งหมดมาให้ดูได้




เราพยายามจะปีนขึ้นไปให้สูงที่สุด จนกระทั่งคุณเก่งบอกว่าไปต่อไม่ได้แล้ว เลยไต่น้ำตกลงมา พวกเราใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนจะออกมากินข้าวกลางวันกันที่ร้านอาหารภายในอุทยานนั่นเอง ซึ่งคุณอั๋นไปจัดการสืบราคามาเรียบร้อยก่อนจะเดินเข้าไปน้ำตก

กะเพราไก่ไข่ดาวและหมูกระเทียมคือเมนูมื้อกลางวันของพวกเรา รสชาติไม่เลวเลยทีเดียวนะคะ ยืนยันได้ว่าไม่ได้อร่อยเพราะความหิวแน่นอนค่ะ



พวกเราอำลาอุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ตอนเที่ยงครึ่งและแวะกินซ่าหริ่มกับซื้อของฝากกันที่โรงงานวุ้นเส้นท่าเรือ แล้วก็ถึงนครปฐมโดยสวัสดิภาพตอนบ่ายสามโมงครึ่ง ก่อนที่สี่คนที่มาจากกรุงเทพฯ จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ กันต่อ


เป็นอันสิ้นสุดทริปสุดหฤหรรษ์ปนหฤโหด (เพราะความหนาว) ไปอีกหนึ่งทริป เฮ่อ...



Create Date : 25 ธันวาคม 2549
Last Update : 30 ธันวาคม 2549 22:17:43 น.
Counter : 3409 Pageviews.

1 comment
ตะลอนไป...เพชรบุรี ตอน Nikon Trip
เมื่อวาน วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม

จะต้องบอกละเอียดขนาดนั้นทำไมกันละเนี่ย เหอๆ
แค่จะบอกว่า เมื่อวานได้มีโอกาสไปร่วมทริปถ่ายรูปกับห้องนิคอนของพันทิปที่จังหวัดเพชรบุรี

บรรยากาศสนุกสนานมากมายค่ะ คนเยอะมากๆ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ไปเจอหน้าค่าตาน้าๆ โปรๆ ทั้งหลายที่เคยแต่คุยกันทำความรู้จักกันผ่านตัวหนังสือในเว็บบอร์ด รู้สึกอบอุ่นมากๆ เรย...

เริ่มเล่าที่เช้าวันเดินทางเลยดีกว่า ตามกำหนดการ น้ายางแตกหัวหน้าทริปนัดเวลาหกโมงเช้าที่หน้าสนามศุภฯ เราก็เลยต้องเดินทางจากนครปฐมไปค้างหอพี่สาวตั้งแต่เย็นวันเสาร์ อีกอย่างเพราะงานนี้พี่สาวไปด้วย (เพราะโดนหลอกว่าจะให้ไปเป็นนางแบบ Portrait ) ก็เลยไปนอนด้วยแล้วเช้าก็ไปพร้อมกัน

วันนั้นต้องตื่นตีสี่ครึ่งเพื่อความชัวร์ เพราะเป็นทริปแรกก็เลยต้องเจียมเนื้อเจียมตัว ขืนไปสายคงดูไม่งาม ฮา....

แต่ตาเจ้ากรรมมันก็ดันข่มไม่ลง มาหลับเอาตอนเลยตีสามไปแล้วด้วยความเคยชิน แล้วตอนตีสี่ครึ่งนาฬิกา เอ้ย มือถือมันก็ดัง ตรี๊ด ตรี๊ด...ตรี๊ด ตรี๊ด... เราก็เลยต้องตื่นขึ้นมาอาบน้ำ (เย็นๆ) ฉะนั้นแล

อาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ สองศรีพี่น้องก็ขึ้นแท็กซี่ไปยังจุดนัดหมาย ไปถึงตอนตีห้า ห้าสิบ ก็พบว่ามีคนมารออยู่ประปราย ฟ้ายังมืดไม่รู้ใครเป็นใคร เราก็ยืนรอเก้ๆ กังๆ กันสองคน ซักพักก็มีคนทยอยมาเรื่อยๆ แล้วรถก็มาตอนฟ้าสาง...รู้สึกจะ 6 โมง 45 (ทั้งที่น้ายางแตกบอกไว้ในกระทู้ว่ารถออกหกโมงครึ่ง )

กว่าจะรวบรวมพลพรรคกันครบก็เป็นเวลา 7 โมงเช้ากว่าๆ แล้วก็ได้ฤกษ์ออกเดินทาง

ไปถึงเพชรบุรีประมาณสิบโมง จุดแรกที่ไปแวะถ่ายรูปกันก็คือถ้ำเขาหลวง ซึ่งภายในถ้ำจะมีพระพุทธรูปมากมาย จุดเด่นของที่นี่ก็คือ จะมีอุโมงค์อยู่ด้านบน ทำให้แสงส่องลงมาได้สวยงาม แต่ตอนที่พวกเราไปนั้นลำแสงไม่ได้ส่องลงมาอย่างที่คาดหวังกันไว้

มีน้าท่านหนึ่งไปถามแม่ชีที่ดูแลภายในบริเวณนั้น แม่ชีท่านบอกว่าต้องเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แสงถึงจะส่องตรงลงมาพอดี น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ในถ้ำเขาหลวงนี้เราไม่ค่อยได้ถ่ายรูปซักเท่าไหร่ เพราะว่าแสงน้อยมากๆ และเราก็ไม่มีขาตั้งกล้อง แถมใช้ฟิล์ม ISO 100 อีก รูปในถ้ำนี้เลยออกมาเบลอซะส่วนใหญ่ งือ...

อ้อ ลืมไป...ตอนที่เดินลงมาถึงปากถ้ำเราก็ต้องแปลกใจว่าใครมาจุดธูปเยอะแยะขนาดนี้ พอลงไปจึงถึงบางอ้อว่า น้าในกลุ่มเรานี่เองที่สร้างสเปเชี่ยลเอฟเฟ็กต์ตระการตาขนาดนี้เพื่อจะได้ภาพสวยๆ

แล้วพอเราเดินไปถึง น้าเค้าก็เลยขอให้เรายืนอยู่ตรงบันไดปากถ้ำนั่นเองเพื่อเป็น Subject ในการถ่ายรูป ว่าแล้วก็มีกล้องหลายตัวเล็งมากันใหญ่ อิชั้นก็เลยต้องกลายเป็นนางแบบจำเป็น...ซะงั้น


ภายในถ้ำเขาหลวง





นี่บรรยากาศการถ่ายพอร์เทรต ที่เดียวกับที่เราไปยืนนั่นแหละ อิอิ




แล้วนี่ก็น้องคนหนึ่งที่ไปด้วย เห็นตัวแค่เนี้ยถ่ายรูปเก่งนะคะจะบอกให้...น้องมะพร้าวค่ะ




เมื่ออยู่ข้างในไม่ค่อยได้รูป เราก็เลยตัดสินใจเดินออกไปข้างนอกดีกว่า เฮ่อ...




ออกมาแล้วก็มาถ่ายรูปเล่นกับคุณพี่สาว แล้วก็นั่งรอพวกน้าๆ เค้าทยอยออกมากัน ที่ถ้ำเขาหลวงนี้ก็เต็มไปด้วยลิง ป้ากำปงฯ บอกว่า ลิงที่นี่สุภาพที่สุดแล้ว แต่เรากับพี่สาวก็ยังไม่วายเกือบโดนลิงกัดอ่ะ บรึ๋ยยยยย สยองมั่กๆ

ลิงน่ารักๆ ก็มีเหมือนกันนะคะ




ออกจากถ้ำเขาหลวงก็ 11 โมงครึ่ง พวกเราไปกินผัดไทกันก่อนที่ร้านผัดไทท่ายาง ใกล้ๆ กับวัดใหญ่สุวรรณาราม หลังจากอิ่มหมีพีมันกันแล้ว เราก็ไปถ่ายรูปกันต่อที่วัดใหญ่สุวรรณารามหรือวัดสมเด็จเจ้าแตงโม (ที่เราเคยเรียนทักษะสัมพันธ์กันตอน ม. 1 จำกันได้มั้ยคะ อิอิ) ซึ่งเป็นวัดที่มีความสำคัญทางด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างยิ่ง เนื่องจากมีศาลาการเปรียญที่เป็นตำหนักเก่าของสมเด็จพระเจ้าเสือสมัยอยุธยา ซึ่งยังคงมีอายุยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน

และที่ศาลาการเปรียญนี้นะคะ ที่ประตูมีรอยขวานจามด้วย ไกด์กิติมศักดิ์ของทริปนี้ (เจ้าป้ากำปงพิราเทวี) เล่าประวัติให้ฟังว่า พม่ามาจามไว้เพราะคิดว่ามีสมบัติอยู่ข้างใน แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่าทำไมถึงมีแค่รอยเดียว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น...อืม น่าคิด...

ภายในศาลาการเปรียญนี่ก็สร้างความอึ้ง ทึ่ง (แต่ไม่เสียว) ให้กับเราอย่างมากมายเลยค่ะ เข้าไปแล้วขนลุก เมื่อได้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนลงบนไม้ ลวดลายทองที่เขียนไว้ที่ขื่อ แป เพดาน เรียกว่าทุกซอกทุกมุม ไม่มีส่วนไหนที่ว่างเปล่าไร้ลวดลาย เห็นแล้วก็ทึ่งในความวิจิตรงดงามของฝีมือช่างไทยในสมัยนั้น แม้ว่ามันจะเลือนรางไปตามกาลเวลานับร้อยปีก็ตาม

แต่น่าเสียดายค่ะ ที่ไม่ได้ถ่ายรูปข้างในมา เพราะเหตุผลเดิม... แสงน้อยไปหน่อย ถ้าจะถ่ายก็คงต้องใช้แฟลช เลยไม่อยากถ่ายเพราะถ่ายมาก็ไม่สวย อีกอย่างกลัวว่าแสงแฟลชจะทำปฏิกิริยากับลวดลายภายในอ่ะค่ะ...ไม่รู้คิดมากไปป่ะเนี่ยเรา... เลยถ่ายมาแต่ด้านนอก

ศาลาการเปรียญที่วัดใหญ่สุวรรณาราม

ประตูที่ถูกพม่าจามขวานไว้ค่ะ




ด้านนอกของศาลาการเปรียญ




ข้างในเค้าก็พอร์เทรตกันนะคะ






นอกจากศาลาการเปรียญแล้วก็มีโบสถ์ที่ประดิษฐานรูปเหมือนของสมเด็จเจ้าแตงโม และพระประธานที่แปลก คือมีนิ้วเท้าหกนิ้ว เจ้าป้ากำปงฯ บอกว่าช่างเค้าตั้งใจนะคะ แต่ด้วยเหตุผลกลใดนั้น...แหะๆ ฟังไม่ทันค่ะ

แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่เราไม่ได้เข้าไปในโบสถ์เพราะมัวแต่ขลุกอยู่ในศาลาการเปรียญซะนาน จนหมดเวลา ก็เลยไม่ได้รูปพระพุทธรูปหกนิ้วมาฝากกัน ไว้ไปคราวหน้าจะแก้ตัวนะคะ


พอออกจากวัดใหญ่สุวรรณารามก็ไปที่เขาวัง หรือพระนครคีรี ตอนแรกก็มีการโหวตกันว่าจะเดินขึ้นหรือว่าจะนั่งรถรางขึ้นไป ตอนแรกเสียงส่วนใหญ่ยกมือว่าจะเดินขึ้น รวมทั้งเราด้วย แต่ไปๆ มาๆ ยังไงไม่รู้ สรุปกันว่าขึ้นรถรางเฉยเลย

แต่ก็ดีเหมือนกันค่ะ เพราะขืนเดินขึ้นไปดีไม่ดีอาจโดนลิงฉกกระเป๋ากล้องได้ เหอๆ


ในที่สุดเราก็ไปขึ้นรถรางไฟฟ้ากันซึ่งอยู่คนละด้านกับทางเดินขึ้นนะคะ ค่าโดยสารไปกลับ 30 บาท และค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์อีก 20 บาท รวมแล้วก็คนละ 50 บาท

นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้นั่งรถรางขึ้นเขาวัง รู้สึกไม่ค่อยดีเลยแฮะ ก็มันเจี๋ยว....อ่า

จำได้ว่าเคยไปเขาวังครั้งหนึ่ง นานมากกกกกกก ตอนนั้นไม่แน่ใจว่ามีรถรางรึยัง เพราะไม่เคยขึ้น เดินขึ้นไปขาลากกันเลยทีเดียว แต่ตอนนั้นยังเด็กๆ คงจะไม่รู้สึกเหนื่อยอะไรมากมาย (มั้ง)

ภายในโดมที่จอดรถรางที่เราต้องไปต่อแถวรอ




ก็มีภาพบนเขาวังมาให้ชมกันซักเล็กน้อยนะคะ ไปคราวนี้ได้ภาพมาน้อยมาก แม้ว่าจะกดจนหมดฟิล์มไปสามม้วน!!! (เพราะว่ารูปส่วนใหญ่เป็นรูปพี่สาวอ่ะค่ะ ก็...นะ บอกเค้าว่าจะให้ไปเป็นแบบ ก็เงี้ยแหละ)









ลงมาจากเขาวังก็ห้าโมงเย็น เราก็เลยแวะซื้อโปสการ์ดกับแสตมป์ที่ร้านค้าด้านล่าง เพราะเห็นว่ามีตู้ไปรษณีย์อยู่ใกล้ๆ ว่าจะส่งไปให้คุณหมอฟันที่บุรีรัมย์กะคุณหมอหมาซะหน่อย คิดว่าเพื่อนคงปลื้มที่เรานึกถึงมัน

นั่งเขียนโปสการ์ดอย่างมีความสุขอยู่ดีๆ ก็มีน้าท่านหนึ่งมาตาม บอกว่ารอเราสองคนอยู่ กรรม...มดน้อยก็ต้องรีบปั่นใหญ่เลยสิคะ แล้วก็วิ่งกระหืดกระหอบไปขึ้นรถ แต่แล้วก็ยังออกรถไม่ได้ เพราะมีน้าคนนึงยังอยู่บนยอดเขา พอโทรไปถามก็ได้ความว่า รถรางไม่ยอมลงเพราะคนไม่เต็ม เป็นอันว่าเราก็หลุดพ้นข้อหาช้าที่สุดต้องให้คนอื่นเค้ารอไปได้อย่างหวุดหวิด อิอิ

กลับมาถึงกรุงเทพฯ ประมาณสองทุ่มครึ่ง เราก็ลาน้าๆ ทั้งหลายกลับ เป็นอันสิ้นสุดการตะลอนกับทริปนิคอนในครั้งนี้ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ เต็มไปด้วยความอบอุ่นแห่งมิตรภาพที่ไม่เสแสร้ง

...บางที การออกไปเจอผู้คน ออกไปเจอโลกใหม่ๆ ที่เรายังไม่รู้จัก มันก็ให้อะไรมากกว่าที่เราคิดนะ...



Create Date : 18 ธันวาคม 2549
Last Update : 21 ธันวาคม 2549 0:52:36 น.
Counter : 297 Pageviews.

4 comment
ตะลอนไป...เชียงใหม่ ตอน ราชพฤกษ์ 2549
วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน

วันนี้ตื่นเต้นตั้งแต่เช้า เพราะเป็นวันที่จะได้เดินทางไปเชียงใหม่แล้ว หลังจากที่วางแผนล่วงหน้ากับเพื่อนและรุ่นน้องคนหนึ่งมาเกือบสองเดือน เพื่อที่จะไปเที่ยว "งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติ ราชพฤกษ์ 2549"

และวันที่ 25 ก็เป็นวัน Sportday ของ มช. พอดี พ่อสองหนุ่มก็เลยถือโอกาสนี้ขึ้นไปถ่ายรูปสาวๆ ซะรวดเดียวเลย เราก็เลยตกลงกันว่าจะไปเที่ยวงานกันวันศุกร์ที่ 24 เพื่อหลีกเลี่ยงการผจญกับผู้คนเยอะๆ ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์

ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะแล้วก็ให้ไอ้แก๊ป รุ่นน้องไปซื้อบัตรเข้างาน และซื้อตั๋วรถทัวร์เผื่อเราด้วย ส่วนกฤษณ์เพื่อนอีกคนจะไปจากพะเยา และไปเจอกันที่เชียงใหม่

บ่ายสามโมงเราก็ออกจากนครปฐมเพื่อไปหอพี่สาวแถวเตาปูนเพื่อรอเวลาอาบน้ำอาบท่า เพราะว่ารถทัวร์ออกสามทุ่มครึ่ง ไปถึงก็หกโมงกว่าๆ เลยใช้เวลาสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนมากนัก พอสองทุ่มครึ่งเราก็ออกจากหอพี่สาวไปเจอกับไอ้แก๊ปที่หมอชิต

เราไปถึงก่อนก็เลยนั่งรอ ซักพักหนึ่งไอ้แก๊ปก็โทรมา
"พี่ อยู่ตรงไหนอ่ะ"
"อยู่ตรงข้างประชาสัมพันธ์เนี่ย"
"ประชาสัมพันธ์ไหนอ่ะพี่ มันมีหลายอัน เอางี้ พี่เห็นผู้ชายหน้าตาดีๆ แบกของพะรุงพะรังเดินอยู่ป่ะ"


ได้ยินดังนั้น สายตาเราก็ไปสะดุดเข้ากับผู้ชายแบกของพะรุงพะรังพอดี (ย้ำว่าไอ้หน้าตาดีๆ นั่นไม่ได้ใช้ประโยชน์เลย) เราก็เลยโบกไม้โบกมือ จนพบกันในที่สุด

พอเจอกันก็เม้าท์ เม้าท์ และเม้าท์ ใครว่าผู้ชายไม่เม้าท์ เราขอเถียงขาดใจก็งานนี้ และไอ้ของพะรุงพะรังของมันนั่นก็ไม่ใช่ของตัวเองเลย เพราะล้วนแล้วแต่เป็นของที่มีคนฝากซื้อทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ของกฤษณ์ กล้องของน้องที่ชมรม เฉพาะเลนส์ตัวเดียวนี่ก็หนักเกือบสามกิโลเข้าไปแล้ว จะว่าไปก็เห็นใจมันเหมือนกันนะเนี่ย

คุยกันจนได้เวลารถออก เราก็เดินไปขึ้นรถกัน และได้จบบทสนทนาลงเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืนเศษ...


วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน

รถทัวร์เข้าจอดที่สถานีขนส่งอาเขตตอนเจ็ดโมงครึ่ง น้องปาล์ม น้องสาวที่น่ารักมารับพี่ชมรมและเพื่อนชมรมตั้งแต่เช้า แล้วก็พาไอ้แก๊ปไปส่งที่บ้านป้า ก่อนจะพาเรามาอาบน้ำที่หอพี่สาวของน้องเค้าซึ่งจะเป็นที่พักของเราตลอดสองคืนนี้ด้วย เนื่องจากว่าพี่สาวของน้องปาล์มจะไปธุระที่กรุงเทพฯ เสาร์อาทิตย์นี้พอดี เราก็มีที่นอนฟรี ส่วนน้องปาล์มก็มีคนนอนเป็นเพื่อน ได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย ฮี่...

ตอนแรกที่ประชุมกันทาง msn ก่อนหน้านี้นั้น เรานัดกันว่าจะไปเจอกันที่ชมรมตอนเก้าโมงเช้าเพื่อไปหาอะไรกินกันก่อนที่จะไปที่งาน เพราะเราตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด เพราะว่าเราซื้อบัตรแบบเข้าครั้งเดียว ก็เลยตั้งใจจะไปตั้งแต่ประตูเปิดและอยู่ยาวจนประตูปิดกันเลยทีเดียว แต่ไปๆ มาๆ กว่าเราจะอาบน้ำเสร็จ กว่าจะผจญรถติด (เพราะหอพี่สาวน้องปาล์มอยู่ในเมือง) พวกผู้ชายก็โทรมาบอกว่าตอนนี้รออยู่ที่ร้านเย็นตาโฟศรีพิงค์แล้ว แต่ซักพักก็โทรมาบอกอีกว่า...อิ่มแล้ว ไปรอที่ชมรมแล้วกันนะ... เรากะน้องปาล์มก็เลยไปกินต้มเลือดหมูแถวตลาดต้นพยอมกันสองคน น้องปาล์มโฆษณาชวนเชื่อไว้ตั้งแต่ตอนออกมาจากหอว่าอร่อยมากๆ ซึ่งก็อร่อยอย่างที่น้องเค้าบอกจริงๆ ซะด้วย ใครที่ได้ไปแถวนั้นอย่าลืมแวะไปชิมนะ ชื่อร้านโจ๊กศรีพิงค์ มีทั้งข้าวต้ม โจ๊ก แล้วก็ต้มเลือดหมูนี่หละ เราสองคนก็เลยสั่งต้มเลือดกินกันสบายใจพร้อมกับตุนข้าวเหนียวหมูปิ้งไว้เป็นมื้อกลางวันอีกด้วย



กว่าจะเสร็จภารกิจกับอาหารเช้า เราสองสาวก็เข้าไปถึงชมรมเกือบสิบโมง ไปถึงก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ออกเดินทางกันเลยทีเดียว งานนี้รวบรวมสมัครพรรคพวกได้หกชีวิต (จากเดิมที่นัดกันไปแค่สามคน แต่ชวนกันไปชวนกันมาเลยกลายเป็นหกคนซะนี่...)

เราตัดสินใจว่าจะขับรถไปจอดบริเวณที่จอดรถใกล้ๆ ที่จัดงานเพื่อความสะดวก ว่าแล้วเราหกคนก็ขึ้นไปอัดกันในรถฮอนด้าแอคคอร์ดของกฤษณ์ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังตำบลแม่เหียะในทันที...

ประมาณสิบโมงครึ่งพวกเราก็ขับมาจนถึงบริเวณที่จอดรถ ก็เลือกได้ร้านรับฝากรถร้านหนึ่ง จ่ายค่าจอดไป 50 บาท ก่อนจะนั่งรถแดงต่อเข้าไปในงานคนละ 5 บาท ใช้เวลาไม่นานนัก รถแดงก็มาจอดส่งพวกเราที่หน้างาน แล้วเราก็ต้องตะลึงกับภาพที่เห็น...ผู้คนมหาศาลเข้าแถวยืนรอเพื่อเข้างาน น้องที่มาด้วยอีกคนถึงกับออกปากว่า
"ผมมากี่ครั้ง ไม่เคยต้องเข้าแถวเลยนะพี่"


ก่อนที่เราจะเดินทางกันประมาณสองสัปดาห์ ก็มีข่าวว่า มกุฏราชกุมารจิกมี เคียเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน จะเสด็จฯ มาเยือนประเทศไทย และจะเสด็จฯ มาทอดพระเนตรงานมหกรรมพืชสวนโลกในวันที่ 24 พ.ย. ด้วย พวกเราสามคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีก็ถึงกับเซ็ง เนื่องจากกังวลถึงความไม่สะดวกสบายต่างๆ นานาที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ...สวนบางแห่งอาจปิดไม่ให้เข้าชม คนอาจจะมารับเสด็จกันเยอะ... พวกเราก็ได้แต่หวังว่ามันจะเป็นแค่ความไม่สะดวกเล็กๆ น้อยๆ และไม่ทำให้พวกเรา "เซ็ง" จนเกินไปนัก

ภาพตัดกลับมาที่หน้างาน...วรื้ดดดด

ผู้คนยืนเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อทยอยเข้างาน ทั้งที่มีทางเข้าถึงหกช่องทาง ทำเอาเราถึงกับหน้ามุ่ย...ทำไมน้า...อุตส่าห์วางแผนล่วงหน้าเสียดิบดี แต่ก็เอาเถอะ...ไม่มีความแน่นอนในโลกใบนี้ เราได้แต่ไปยืนต่อแถวเหมือนกับคนอื่นๆ และพยายามทำใจให้สนุกสนานสมกับที่รอคอย

หลุดจากที่ตรวจบัตรไปได้ก็ไปเจอร่มยักษ์ที่เป็นจุดเด่นอีกแห่งของงานนี้



และบริเวณนั้นก็มีเหล่ามาสคอตของงานยืนต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ ดูท่าว่างานนี้จะเป็นงานที่มีมาสคอตมากที่สุดในโลกแล้วล่ะมั้ง เหอๆ หลายคนก็ไปยืนถ่ายรูปกับเจ้าดอกทิวลิป (จำชื่อไม่ได้ซะแล้ว) เราเดินไปเห็นตัวนึงยืนว่างงานเพราะไม่มีใครไปถ่ายรูปด้วยเลย แล้วก็มีพนักงานสาวคนหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับบ่นดังๆ ว่า "ไม่มีใครมาถ่ายรูปกับก้านยาวเลยเนอะ" เราก็เลยไปถ่ายรูปด้วยให้มีงานทำซะหน่อย เหอๆ



พอเข้าไปในงานได้ก็เริ่มวางแผนการเดินกัน เพราะว่าเวลามีน้อย เราก็เลยตัดสินใจจะไปดูสวนนานาชาติก่อนเป็นอย่างแรก แล้วตอนบ่ายแดดจัดๆ ค่อยเข้าไปดูในอาคารจัดแสดงต่างๆ แต่ก่อนที่จะถึงสวนนานาชาติ ที่บริเวณลานด้านหน้าก็จะมีทุ่งดอกไม้ แล้วก็งานศิลปะที่นำมาจัดแสดง







เดินไปอีกหน่อยก็มาเจอถังขยะจุดแรก กิ๊บเก๋ยูเรก้ามากๆ ก็เลยขอเก็บภาพเป็นที่ระลึกซะหน่อย





อากาศร้อนได้ใจเลยทีเดียว ตอนแรกเอาเสื้อแขนยาวไปก็ใส่ได้แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะมันร้อนนนนน...

พวกเราเสียเวลาอยู่กับลานกลางแจ้งนี้นานพอสมควร จนเราคิดว่ามันนานเกินไปแล้วนะเฟร้ย แต่ก็ไม่มีใครคิดจะเคลื่อนย้ายกันเลย มดน้อยก็เลยต้องออกโรงเดินล่วงหน้าไปก่อน...ไม่มีผู้นำ มันก็ไม่มีผู้ตาม...ถือคตินี้มาตลอดแต่ไหนแต่ไร แล้วมันก็ได้ผลแฮะ โฮะๆๆๆๆ



จากสวนกลางแจ้งเราก็มุ่งหน้าไปยังสวนนานาชาติกันต่อเพื่อเก็บสวนแต่ละประเทศให้ได้มากที่สุด ระหว่างทางที่เดินไปนั้นก็ผ่านอาคารศูนย์นิทรรศการซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่เจ้าชายจิกมีจะเสด็จฯ ทอดพระเนตร ตอนแรกเห็นธงภูฏานโบกสะบัดสลับกับธงชาติไทยสวยดีเลยเก็บภาพมา แต่ไหงเป็นงี้ล่ะเนี่ย...



สวนนานาชาติสวนแรกที่เดินไปถึงก็คือสวนของประเทศภูฏานซึ่งปิดไม่ให้เข้าชมตามคาด เราก็เลยได้แต่เยี่ยมๆ มองๆ และกดภาพจากด้านนอกมาแทน...ไม่ได้เข้าไปถ่ายข้างใน ถ่ายข้างนอกก็ยังดีฟะ



ถัดจากสวนภูฏานก็เป็นสวนของเบลเยี่ยม เค้าจัดสวนในโพรงไม้ (แต่เป็นโพรงไม้จำลองนะ) หญ้าที่ใช้ก็เป็นหญ้าเทียมหมดเลย ไม่รู้ต้นไม้ข้างในโพรงนั้นจะเป็นของปลอมด้วยป่าว เพราะเข้าไปดูไม่ได้ เอิ้กๆ





จากสวนเบลเยี่ยมก็ไปต่อกันที่สวนเนปาลที่อยู่ตรงข้ามกันนั่นเอง







ในสวนเนปาลนี่ก็มีร้านขายของที่ระลึกจากเนปาลด้วย เป็นพวกสร้อย จี้ เครื่องประดับของเนปาล แต่เราก็ไม่ได้ซื้อเพราะเห็นคนมุงกันเยอะเชียว แบบว่าขี้เกียจเบียดเสียดยัยเยียดกะเค้าอ่ะ

พอออกจากสวนเนปาลก็ตรงไปยังสวนอินเดียต่อ แต่ว่าเดินไม่ทั่ว เดินอยู่แค่ข้างนอกเท่านั้นเอง แล้วก็ได้รูปมานิดหน่อย (นิดหน่อยจริงๆ )





จากนั้นก็ไปต่อที่สวนประเทศลาว อินโดนีเซีย แล้วก็คั่นด้วยสวนของโครงการหลวงที่จำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขาเผ่าต่างๆ ให้ชมกันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีไม้ดอกไม้ประดับนานาพันธุ์ แล้วก็ผักแปลกๆ ต่างๆ ด้วย แต่เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะว่าตอนนั้นแดดเริ่มร้อน (จริงๆ ร้อนตั้งแต่เข้างานมาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มหรอก) ก็เลยขอนั่งพักใต้ร่มไม้ (ที่หายากมากๆ ในงาน ) เป็นการพักเหนื่อยไปด้วย นึกเสียดายเหมือนกันนะเนี่ยที่ไม่ได้ถ่ายรูปสาวชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่แต่งตัวเต็มยศ หน้าตาจิ้มลิ้มที่อยู่บริเวณนั้นด้วย สงสัยจะต้องไปอีกรอบ ฮี่...





พอออกจากโครงการหลวง เหลือบดูนาฬิกาก็เป็นเวลาเกือบบ่ายโมง เพื่อนและน้องๆ ที่ไปด้วยเริ่มบ่นหิวข้าวกันเป็นระยะ เราก็เลยเดินไปศูนย์อาหาร (ที่อยู่ไกลมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก) ระหว่างทางก็เก็บภาพจากสวนต่างๆ ที่เดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นสวนญี่ปุ่น สวนเนเธอร์แลนด์ หรือสวนจีน แต่ก็ไม่ได้แวะเข้าไปเลยซักสวน (ยกเว้นสวนญี่ปุ่นสวนเดียว) เสียดายมาก...







และระหว่างทางเราก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ เพราะระยะทางจากจุดที่เราอยู่ คือสวนนานาชาติไปยังศูนย์อาหารนั้น คาดว่าเกือบสองกิโลเมตรได้ พวกเราทั้งหกก็เดินฝ่าเปลวแดดอันร้อนระอุนั้นไปด้วยความหิว




เห็นหอคำหลวงอยู่ลิบๆ


พวกเราใช้เวลาเดินไปยังศูนย์อาหารประมาณ 15 นาที เรากับน้องปาล์มก็ควักข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ซื้อไว้ตั้งแต่เมื่อเช้าออกมา ส่วนคนอื่นๆ ก็ไปแลกคูปองซื้ออาหารกลางวันมานั่งกินกัน ราคาอาหารก็ไม่ถือว่าแพงจนเกินไป จานละ 30-40 บาท แต่ปริมาณก็สมน้ำสมเนื้อ ส่วนเรื่องรสชาติ...ขอไม่ออกความเห็นละกัน เหอๆ

พวกเรานั่งทอดหุ่ยกันอยู่ที่ศูนย์อาหารกว่าครึ่งชั่วโมง เพราะไม่มีใครอยากจะเดินออกไปผจญเปลวแดดอีกครั้งหลังจากได้หลบเข้ามาอยู่ในร่มซึ่งเปรียบเหมือนสวรรค์สำหรับพวกเรา แต่เราไม่ได้คิดเหมือนคนอื่นๆ นะ อย่างที่บอกว่าเราตั้งใจมางานนี้มากๆ เพื่อเก็บภาพให้มากที่สุด เราก็เลยอยากจะทำเวลา อีกอย่างหนึ่งคืออาคารแสดงกล้วยไม้จะปิดตอนบ่ายสามโมงเพราะเจ้าชายจิกมีจะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร กว่าเราจะยุรยาตรออกจากศูนย์อาหารมาได้ก็บ่ายสองโมงครึ่งเข้าไปแล้ว และกว่าจะเดินมาถึงอาคารแสดงกล้วยไม้อีก แต่ยังไม่ทันจะเดินถึงก็ต้องมาติดขบวนรับเสด็จตรงอาคารศูนย์นิทรรศการ ซึ่งจะต้องผ่านจุดนี้ไปก่อนถึงจะไปถึงอาคารกล้วยไม้ พวกเราก็ถามคุณตำรวจว่าอาคารกล้วยไม้ปิดรึยัง แล้วก็ได้คำตอบว่าปิดแล้ว ก็เลยเบนเข็มไปยังอาคารบัวและไม้น้ำแทน ทีแรกพวกเราสามสาวก็ไปร่วมขบวนรอรับเสด็จกะเค้าด้วยเพราะไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เผื่อจะโชคดีได้เห็นพระพักตร์เจ้าชายสุดหล่อขวัญใจคนไทยทั้งประเทศกะเค้ามั่ง แต่ยืนรอตากแดดหัวแดงอยู่พักหนึ่ง (เค้าเล่นให้ถอดหมวกรอเลยนี่นา) เจ้าชายก็ยังไม่เสด็จฯ ออกมาซะที เราก็เลยเลิกล้มความตั้งใจและจะเดินตามพวกผู้ชายไปที่อาคารบัว แต่เดินไปได้หน่อยก็ต้องติดแหงกอยู่กับฝูงชนที่รอรับเสด็จอยู่ที่ด้านหน้าอาคาร เราสามคนก็เลยหยุดอยู่ตรงนั้นเพื่อรอรับเสด็จอีกครั้ง...ครั้งนี้ดีหน่อยที่มีร่มเงาของอาคารบังแดดได้บ้าง เลยรออยู่อย่างไม่ทรมานมากนัก เหอๆ

ยืนรออยู่ครู่ใหญ่ๆ ก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าด และแสงแฟลชวูบวาบ ใช่แล้ว...มกุฎราชกุมารแห่งภูฏานเสด็จฯ ออกมาจากอาคารศูนย์นิทรรศการแล้ว ผู้คนที่ยืนรอรับเสด็จอยู่พากันเบียดเข้ามาเพื่อที่จะได้เฝ้าชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด แต่ที่มันดูขัดหูขัดตาเราอย่างมากก็คือเสียงกรี๊ดนี่แหละ...พระองค์ท่านทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ไม่ได้เป็นดาราเกาหลีซะหน่อยนะนั่น...

เราไม่ได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์หรอก เพราะบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าบังมิดหมดเลย ก็เลยเห็นแต่ตอนเสด็จฯ มาขึ้นรถรางพระที่นั่งแต่ก็เห็นแค่ด้านหลังเท่านั้น...ความจริงถ้ายืนรออยู่ที่เดิมก็อาจจะได้เห็นพระพักตร์ท่านก็ได้นะเราว่า...

เอาเป็นว่าพอเจ้าชายเสด็จฯ ไปยังอาคารอื่นบรรดาฝูงชนก็สลายไปในพริบตา เรากะน้องสาวสองคนก็เดินไปยังอาคารแสดงบัวและไม้น้ำ ข้างในเย็นสบายมากเหมาะสำหรับหลบร้อนตอนบ่ายสามเป็นอย่างดี แต่ว่าในนี้เราไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่เพราะไม่ถนัดใช้แฟลช

เดินเวิ่นเว้ออยู่ในนั้นได้ซักพัก เราก็ชักอยากจะไปที่อื่นต่อ ขณะที่คนอื่นๆ ยังไม่อยากออกไปผจญเปลวแดดข้างนอก ไอ้ครั้นจะไปอาคารแสดงกล้วยไม้ก็ไปไม่ได้เพราะยังไม่เปิด เราก็เลยบอกว่าจะไปอาคารที่จัดแสดงกระบองเพชร น้องอีกคนที่ทำหน้าที่เป็นไกด์ก็บอกว่าต้องเดินไปทางศูนย์อาหารที่เราเพิ่งเดินมา แถมมันอยู่เลยศูนย์อาหารไปอีกด้วย.. เอาไงล่ะทีนี้...แต่จะให้นั่งอยู่แต่ในนี้ก็ไม่เวิร์คเพราะเราจะมาถ่ายรูปปปปปป

ในที่สุดเราก็ขอร้องแกมบังคับขู่เข็ญน้องๆ ให้เดินไปที่อาคารกระบองเพชรกัน เราเดินไปถึงอาคารแสดงพืชเมืองหนาวกันก่อน มีเจ้าหน้าที่ยืนประกาศผ่านโทรโข่งว่าภายในนั้นมีทั้งต้นกีวี และดอกทิวลิปให้ชม พวกเราก็เลยตรงเข้าไป แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่ามีคนยืนเข้าแถวรอเข้าชมยาวทีเดียว เราก็เลยเปลี่ยนแผนเข้าไปในอาคารอื่นที่อยู่ใกล้ๆ กันนั้นก่อน พวกเราก็เลยเข้าไปที่อาคารพืชเมืองร้อน มีเฟิร์นที่มีอายุกว่าสี่ร้อยปีให้ดูด้วย จากนั้นเราก็ไปยังอาคารพืชทะเลทรายกันต่อ มีกระบองเพชรหลายพันธุ์ที่เราไม่เคยเห็นมาจัดแสดงให้ดูมากมาย พวกเราอยู่ในนี้กันนานทีเดียว







พอออกจากอาคารพืชทะเลทรายพวกเราก็เข้าไปอาคารพืชไร้ดินต่อ ก่อนต้องจำใจไปต่อแถวเพื่อเข้าไปในอาคารพืชเมืองหนาว ในนี้มีพืชเมืองหนาวหลายชนิดให้ได้ดูกันทั้งผักและผลไม้ มีลูกผสมระหว่างบร็อคโคลี่กับคะน้ามาให้ดูด้วย ชื่อว่าอะไรก็จำไม่ได้ซะแล้วอ่ะ แต่มีดอกสีเหลืองคล้ายๆ กับดอกกวางตุ้ง นอกจากนี้ก็มีต้นลาเวนเดอร์ โรสแมรี่ และอีกหลายๆ ชนิดที่เราๆ เคยแต่ได้ยินชื่อ ไม่เคยได้เห็นต้นเป็นๆ มาให้ได้ชมกัน และก็ไฮไลท์ที่สำคัญก็คือ ทิวลิปสีเหลืองจากเนเธอร์แลนด์ที่มีอยู่หย่อมหนึ่งให้ถ่ายรูปกัน...





พอออกจากอาคารพืชเมืองหนาว แดดก็เริ่มหมดและมีอากาศเย็นเสียบเข้ามาแทนที่ทันที พวกเราทั้งหกก็เดินย้อนกลับมาที่บริเวณลานการแสดงใกล้ๆ กับหอคำหลวง สามหนุ่มก็ไปถ่ายรูปนางรำกันอยู่หน้าเวที ส่วนน้องผู้หญิงสองคนก็ไปนั่งดูการแสดง (ความจริงไปนั่งพัก ฮา....) ส่วนเราก็เลยเดินไปถ่ายรูปหอคำหลวง เพราะมางานนี้ทั้งทีไม่มีรูปหอคำหลวงกลับไปคงเสียเที่ยวแย่...



เสียดายที่ขณะนั้นหอคำหลวงยังไม่เปิดให้เข้าชมเพราะเจ้าชายเพิ่งจะเสด็จฯ ออกไปครู่ใหญ่ๆ จึงขอทำการ 'เคลียร์' ก่อน เราก็เลยเดินถ่ายรูปแต่ด้านนอก ขณะที่ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ รูปที่ถ่ายมาก็เลย...เฮ่อออออ ซึ่งก็เป็นอันรู้กันนะว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่มีรูปมาให้ชมกันแล้ว เหอๆ

พอฟ้ามืดเราก็มาสมทบกับคนอื่นๆ ที่บริเวณลานการแสดงและนั่งรอรุ่นพี่อีกคนที่ตามมาสมทบหลังเลิกงาน ก่อนที่จะไปชมการแสดงม่านน้ำ ชุด "ลูกของแม่ พ่อของแผ่นดิน" ซึ่งเป็นเรื่องราวความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระราชกรณียกิจต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงเริ่มตอนหนึ่งทุ่ม พวกเราเดินไปถึงตอนประมาณหกโมงกว่าๆ ก็พบว่ามีคนมาจับจองที่นั่งกันเต็มหมดแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่มีพื้นที่เหลือพอให้พวกเรายืนดูได้บ้าง ดีนะที่เราไม่ได้ตั้งใจมาถ่ายรูป ไม่เช่นนั้นคงมีหงุดหงิดกันแน่นอน...

การแสดงจบลงประมาณทุ่มสี่สิบห้านาที พวกเราก็เดินกลับมาที่ทางออก ซึ่งขณะนั้นมีการแสดงขบวนพาเหรดที่บริเวณหน้าหอคำหลวงพอดี แต่ก็ไม่ได้ดูเพราะแต่ละคนหมดอารมณ์ที่จะถ่ายรูปกันแล้ว ก็เลยเดินออกไปขึ้นรถแดงไปยังที่จอดรถ ระหว่างทางออกนั้นก็มีร้านค้าขายของที่ระลึกมากมายตลอดรายทางที่มีระยะทางกว่าสามร้อยเมตรเลยทีเดียว

ออกมาได้ก็ขึ้นรถสองแถว (ไม่ใช่รถแดง) ที่จอดรออยู่บริเวณทางออก ค่าโดยสารคนละ 5 บาทเช่นเคย ไม่นานก็มาถึงที่จอดรถ และเป็นอันสิ้นสุดการเดิน 'มาราธอน' อันแสนยาวนานเสียที เฮ่อ...

งานนี้แม้จะร้อน จะเหนื่อย จะมีหงุดหงิดบ้าง แต่ก็ทำให้เรามีความสุขมาก มีความสุขที่ได้ถ่ายรูป มีความสุขที่ได้เห็นต้นไม้ใบหญ้าสวยๆ งามๆ และเปิดหูเปิดตา เห็นอะไรที่เราไม่เคยเห็น...

นี่ก็กะว่าถ้าวีซ่าผ่าน เดือนมกราคมจะไปแก้มืออีกซักรอบ...ฮี่

หมายเหตุ : รูปเพิ่มเติม เชิญที่นี่ ได้เลยนะคะ หรือที่ "โชว์รูม" ก็ได้ค่ะ



Create Date : 29 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 4 ธันวาคม 2549 15:36:03 น.
Counter : 1009 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

มดน้อยต้อยตีวิด
Location :
นครปฐม  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Blog นี้เปิดทำการตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๙

-------------------------------------------------

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ห้ามผู้ใดละเมิดโดยการนำรูปภาพและข้อความต่างๆ บางส่วนหรือทั้งหมดใน Blog นี้ไปเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ส่วนตัวหรือในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้สูงสุด
::ผลงาน::
New Comments