ยินดีต้อนรับสู่ Modoko's Blog ~* ... กรุณาลงชื่อให้กำลังใจใน ด้วยค่ะ ...
Group Blog
 
All blogs
 
โมเดลของการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์บนพื้นฐานการจัดการความรู้


A Model of E-Governance Based On Knowledge Management

Journal of Knowledge Management Practice, June 2005

Paul Manuel, Kuwait University





โมเดลของการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
บนพื้นฐานการจัดการความรู้


กนกวรรณ วีระประสิทธิ์
(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ธัญญดา วีระประสิทธิ์)

รหัสนักศึกษา 5107173 [ITM0056]
4 สิงหาคม 2551

บทคัดย่อ

การบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Governance) มีอุปสรรคมากมาย เนื่องจากว่า
มีคุณลักษณะที่แตกต่างจากการทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) และการเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) กล่าวคือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์และการเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใช้การจัดการข้อมูลข่าวสาร ส่วนการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใช้การจัดการความรู้ ซึ่งการจัดการความรู้ ก็คือ การจัดการข้อมูลข่าวสาร ทักษะ ประสบการณ์ นวัตกรรม และความสามารถ โมเดลของการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์บนพื้นฐานระบบการจัดการความรู้ มีการสร้างวัฏจักรการจัดการความรู้ของการเก็บเกี่ยวความรู้ (Knowledge capturing) การแบ่งปันความรู้ (Knowledge sharing) การเพิ่มพูนความรู้ (Knowledge enhancing) และการรักษาความรู้ (Knowledge preserving) การพัฒนาโมเดลการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์บนพื้นฐานระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารเป็นการใช้วัฏจักรประมวลผล โดยโมเดลนี้จัดเตรียมสำหรับสิ่งแวดล้อมที่ระบบจะค่อยๆ เติบโตไปพร้อมกับประชาชน


1. ที่มาของการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

การบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Governance เป็นคำจำกัดความที่ทางรัฐบาลใช้ในบริหารจัดการให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการดำเนินงานและบริการประชาชน ประโยชน์ของ E-Governance คือ สามารถกระทำการได้รวดเร็ว ลดการทำงานซ้ำซ้อน สามารถตรวจสอบทุจริต และป้องกันข้อมูลรั่วไหล

จุดประสงค์ของ E-Governance เพื่อที่จะช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ได้แก่ 1.การชำระค่าบริการ (ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์ และอื่นๆ) และชำระภาษี 2.การจัดระเบียบทะเบียนราษฎร์ ทะเบียนสมรส สูติบัตร และมรณบัตร 3.การสอบใบอนุญาตขับขี่และการต่อใบอนุญาตขับขี่ 4.การทำใบอนุญาตทำงานและหนังสือเดินทาง 5.การรับการร้องเรียน E-Governance จะช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ โดย E-Governance จะมีทั้งเอกสารต่างๆ ได้แก่ กฎระเบียบ ประกาศ จดหมาย และข้อมูลข่าวสารต่างๆ

โมเดลของ E-Governance มี 2 องค์ประกอบ คือ 1.ระบบการจัดการ 2.ภาครัฐและประชาชน ซึ่งระบบการจัดการมี 2 แบบ คือ การจัดการแบบภายในภาครัฐ และการจัดการระหว่างภาครัฐกับประชาชน และในระหว่างภาครัฐกับประชาชนก็มี 2 แบบเช่นกัน คือ ประชาชนตอบสนองต่อภาครัฐ และภาครัฐตอบสนองต่อประชาชน


1.1 การจัดการ

การจัดการ E-Governance จะต้องมีความปลอดภัย การจัดการภายในภาครัฐต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทั้งภายในหน่วยงาน และต่างหน่วยงาน ส่วนการจัดการระหว่างภาครัฐและประชาชน ก็จะมี
การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สร้างความร่วมมือระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงการติดตามผลและให้ความช่วยเหลือ


1.2 ภาครัฐและประชาชน

ภาครัฐเกี่ยวข้องกับประชาชนทางด้านการเงิน ได้แก่ ภาษี ค่าสาธารณูปโภค ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่วนด้านอื่นที่ภาครัฐเกี่ยวข้องกับประชาชน ได้แก่ เสียงของประชาชน ความต้องการ การเลือกตั้ง และอื่นๆ

ลักษณะการเงินที่ภาครัฐเข้ามาช่วยประชาชน คือ การกู้ยืมเงิน การตั้งกองทุนบรรเทาทุกข์ การบริจาคเงิน และการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) ได้แก่ การค้าระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภค (B2C) และการค้าระหว่างองค์กรธุรกิจ (B2B) โดยการค้าระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภคและการค้าระหว่างองค์กรธุรกิจ จะเป็นการเชื่อมต่ออุตสาหกรรมที่มีขนาดเล็ก ผู้ประกอบการ ชาวนา และผู้บริโภค ส่วนลักษณะทางด้านอื่น คือ การเรียนและการอบรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) การลงความเห็น การสำรวจ และการรายงานผล ซึ่ง E-Governance สามารถใช้อินเทอร์เน็ตและระบบเครือข่ายในกระจายความรู้อย่างมีคุณภาพได้ทั่วโลก


2. ภาพรวมของบทความ

ในมุมมองของวิศวกรรมซอฟท์แวร์ E-Governance คือ การประมวลผลของการรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของระบบกับผู้ใช้ระบบ ผู้ใช้ระบบต้องการให้ระบบมีความสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นองค์ความรู้ ซึ่ง E-Governance จะเป็นต้องมีการผนึกกำลังระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์อย่างเต็มที่ ประเทศเกิดจากภาครัฐและประชาชน ประชาชนเป็นคนสร้างชุมชนขึ้นมา E-Governance ที่ดีจะต้องจัดเตรียมรูปแบบเพื่อรองรับความหลากหลายของชุมชนและการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่มีความสนใจเฉพาะด้าน ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและองค์กรเข้าด้วยกัน

โมเดลของ E-Governance ในส่วนที่ 2 นี้พบว่า ประชาชนยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นและความต้องการอย่างเต็มที่ บทความนี้จะกล่าวถึงการวิเคราะห์ตัวแปรต่างๆ ที่มีผลต่อการการรวมข้อมูลข่าวสารและมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างภาครัฐกับประชาชน โมเดลของ E-Governance ที่อยู่บนพื้นฐานบนระบบการจัดการความรู้นี้จะช่วยวิศวกรที่วางแผนออกแบบการทำ E-Governance ซึ่งการออกแบบนี้มีอุปสรรคหลายอย่างที่จะทำให้ประชาชนยอมรับ ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่เบื้องหลังของการประสบความสำเร็จของ E-Governance คือประสิทธิภาพของการออกแบบรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับประชาชน

จากข้อมูล สู่ข่าวสาร และความรู้ ความแตกต่างของทั้ง 3 ยุคในมุมมองของวิศวกรรมซอฟท์แวร์ ทำให้เกิดระบบการจัดการความรู้ของ E-Governance ขึ้น

มีการศึกษาความแตกต่างระหว่างระบบการจัดการข้อมูลข่าวสาร (IMS) และระบบการจัดการความรู้ (KMS) ของ E-Governance พบว่า ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารเป็นพื้นฐานของ E-Governance แต่การพัฒนาโมเดลของ E-Governance อยู่ที่ระบบการจัดการความรู้


3. โมเดลของการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ประเทศเกิดจากภาครัฐและประชาชน ประชาชนเป็นคนสร้างชุมชนขึ้นมา E-Governance ที่ดีจะต้องจัดเตรียมรูปแบบ เพื่อรองรับความหลากหลายของชุมชนและการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่มีความสนใจเฉพาะด้านซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงระหว่างประชาชนและองค์กรเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เรียกว่า ระบบการจัดการชุมชน (Community Management System) ดังรูปที่ 1





รูปที่ 1 โมเดลของการบริหารจัดการภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (A Model of E-Governance)


E-Governance เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากการบริการของรัฐรูปแบบเดิมสู่การบริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพฤติกรรมของคน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะประสบผลสำเร็จได้จะต้องมีการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการสร้างชุมชนในการเรียนและอบรม โดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์จะต้องใช้ง่ายและสามารถเข้าถึงได้ทุกชุมชน รวมทั้งต้องมีการจัดระเบียบควบคุมด้วย

ระบบการจัดการความรู้ เป็นการสร้างวัฏจักรการจัดการความรู้ของการเก็บเกี่ยวความรู้ การแบ่งปันความรู้ การเพิ่มพูนความรู้ และการรักษาความรู้ ซึ่งการแบ่งปันความรู้เป็นส่วนสำคัญของระบบการจัดการความรู้ของ E-Governance โดยระบบการจัดการความรู้ของ E-Governance จะต้องมีการจัดเตรียมความรู้ โดยให้มีการไหลเวียนความรู้จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้รับอย่างราบรื่น

ผู้ใช้ระบบเข้าถึงข้อมูลจากหลายทาง ซึ่งผู้ใช้ระบบต้องการให้ระบบมีความสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ และสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นองค์ความรู้ ซึ่ง E-Governance จะเป็นต้องมีการผนึกกำลังระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์อย่างเต็มที่


3.1 ระบบการจัดการชุมชน

ประเทศประกอบไปด้วยหลากหลายชุมชน ได้แก่ กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มที่มีความคิดตรงกัน การแสดงความเห็นต่างๆ สถาบันต่างๆ องค์กรที่เกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม การสร้างธุรกิจ และการบริหารจัดการ แต่ละชุมชนก็อยากจะสร้างชุมชนออนไลน์ของตนขึ้นเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทั้งภาครัฐและสังคม

E-Governance เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชน เดิมคือภาครัฐจะเป็นฝ่ายดำเนินการและประชาชนเป็นผู้ตอบสนอง แต่ E-Governance ช่วยให้ทั้งภาครัฐและประชาชนได้เป็นทั้งฝ่ายดำเนินการและตอบสนอง ซึ่ง E-Governance จะประสบความสำเร็จได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับแผนการ การตัดสินใจ และการบริหารจัดการ ในโมเดลที่ดีผู้บริหารและผู้บัญญัติกฎหมายจะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ผู้ที่มีส่วนร่วมใน E-Governance จะรวมกันเป็นชุมชนขึ้น โมเดลของ E-Governance ทั้งภาครัฐบาลและประชาชนมีส่วนร่วมในพัฒนาระบบ วิเคราะห์เทคโนโลยีใหม่ ไปสู่ระบบใหม่หรือปฏิรูปไปสู่สังคมใหม่ กล่าวคือ E-Governance เป็นยานพาหนะที่นำไปสู่สังคมความรู้

การจัดการชุมชน จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการติดต่อสื่อสารทั้งแนวดิ่งและแนวราบ จุดเริ่มต้นของการจัดการชุมชน คือ ต้องดูแลกลุ่มและชุมชนในระดับชาติและพัฒนาไปสู่ระหว่างประเทศ การจัดการชุมชนเป็นการร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งตัวบุคคลและองค์กรที่มีการนำเสนอและการบริการที่เอื้อต่อการเข้ามามีส่วนร่วม





รูปที่ 2 ระบบการจัดการชุมชน (Community Management System)


การแบ่งประเภทโดยทั่วไปของชุมชน ได้แก่ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางการเมือง และทางศาสนา อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 ชุมชน จะมีปฏิสัมพันธ์ 2 แบบ ดังรูปที่ 2 ด้านซ้ายมือเป็นประเทศที่ชุมชนทั้ง 4 เป็นอิสระต่อกัน ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นประเทศที่ชุมชนทางสังคม ทางวัฒนธรรม และทางการเมืองอยู่รอบชุมชนทางศาสนา ซึ่งจะถูกแยกประเภทชุมชนโดยปกครองกันตามลำดับชั้น

โมเดลของ E-Governance ที่ดีจะต้องสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมทั้งหมดของชุมชน และมุ่งประโยชน์สู่ประชาชนทุกภาคส่วน

>> จำเป็นต้องสร้างชุมชนหลัก ระบบที่ช่วยอำนวยความสะดวก และผู้นำในการสื่อสาร เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญในสร้างชุมชนให้ประสบความสำเร็จ ระบบจะต้องมีเครื่องมือที่ชุมชนสามารถดูแลและจัดการได้เอง ซึ่งระบบนี้ก็จะเป็นที่พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลของคนในชุมชน

>> ช่วยเชื่อมระหว่างประชาชนและองค์กร โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยตอบคำถามและแนะแนวทางแก้ปัญหา

>> มีรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้ในการงาน บุคคลที่ใช้งานสามารถหากลุ่มหรือชุมชมที่สนใจได้ง่าย

>> มีการประสานงานของกิจกรรมที่หลากหลายของแต่ละที่และเหตุการณ์ต่างๆ ของชุมชน


3.2 ระบบการจัดการความเปลี่ยนแปลง

ระบบการจัดการความเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนที่ช่วยในการเปลี่ยนจากชุมชมแบบเดิมให้เปลี่ยนเป็นชุมชนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบการจัดการความเปลี่ยนแปลง (Riley, 2002) ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเปลี่ยนแปลงหน้าที่ในการบริหารจัดการ โลกาภิวัฒน์ การค้าเสรี การเพิ่มของจำนวนประชากรและสินค้า และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นการเผชิญหน้ากับความท้าทายและความเท่าเทียมกัน Thomas Riley (Riley, 2002) เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการจัดการ

การจัดการความเปลี่ยนแปลง จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องบุคคลและวัฒนธรรมองค์กรที่อาจจะเป็นปัญหาในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ E-Governance

การจัดการความเปลี่ยนแปลงจะกลายมาเป็นศูนย์กลางของเรื่องต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม องค์กรที่กำลังปรับเปลี่ยนสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ก็จะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดกว้าง นำไปสู่ความสำเร็จของ
E-Governance ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนไป การจัดการความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้ E-Governance ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือกันของทุกฝ่ายที่ยอมรับและทำงานในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่เกิดขึ้นนี้

ความสำเร็จของ E-Governance เกิดจากการออกแบบรูปแบบการใช้งานที่เหมาะกับผู้ใช้งาน ซึ่งต้องหาวิธีการดึงดูดและทำให้ยอมรับสื่อใหม่ๆ ปัจจัยที่สำคัญตัวหนึ่งที่วัดความสำเร็จของ E-Governance คือ ประสิทธิภาพของการออกแบบรูปแบบการใช้งานสำหรับผู้ใช้งาน

โมเดลของ E-Governance ที่ดีจะต้องมีรูปแบบการใช้งานที่ง่าย

>> ต้องรองรับเครือข่ายแบ่งปันความรู้ เช่น การอบรม การประเมินผล การเข้าถึงศูนย์กลางข้อมูล และการศึกษา

>> จัดเตรียมสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่าย มีการดูแลและจัดระเบียบระบบ ซึ่งจะเป็นตัวดึงดูดผู้ใช้ให้เข้ามาใช้งาน


3.3 ระบบการจัดการองค์ความรู้

ในประวัติศาสตร์ถูกแบ่งเป็นยุคต่างๆ ได้แก่ ยุคของข้อมูล, ยุคของข้อมูลข่าวสาร, และยุคขององค์ความรู้
(Ackoff, 1989; Davenport, 2002; Devlin, 1999, Kock et al, 1997) ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริง ข้อมูลข่าวสารคือการอธิบายของข้อมูล และองค์ความรู้ก็คือการประยุกต์จากข้อมูลข่าวสาร


3.3.1 ยุคของข้อมูลและยุคของข้อมูลข่าวสาร

ในช่วงปี 1970 เป็นยุคของข้อมูล ประชาชนมีความสุขกับระบบการจัดการข้อมูล (Data Management System: DMS) ต่อมาเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากประชาชนตื่นตัวกับการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในมุมมองของวิศวกรรมซอฟท์แวร์ มองว่าระหว่างข้อมูลและข้อมูลข่าวสารมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ด้านสถาปัตยกรรม DMS จะเป็นแบบ Single tier ส่วน IMS นั้นเป็นสถาปัตยกรรมแบบ N-tier

ด้านระบบ DMS จะเป็นแบบ homogenous ส่วน IMS นั้นเป็นแบบ heterogeneous

ด้านการออกแบบ Model DMS จะเป็นในเชิงการบำรุงรักษาข้อมูล ส่วน IMS นั้นเป็นในเชิงการอธิบายข้อมูล

ด้านการพัฒนา Model DMS จะมุ่งไปที่ผู้ใช้งาน ส่วน IMS นั้นมุ่งไปที่ไปที่ผู้ดูแลระบบ


3.3.2 ระบบข้อมูลข่าวสารและระบบองค์ความรู้

อะไรคือความแตกต่างระหว่างข้อมูลข่าวสารและองค์ความรู้? “ผลงานที่ผ่านมาของ Wall Street ที่ประสบผลสำเร็จและกินส่วนแบ่งตลาดโดยรวมคืออะไร?” คำตอบก็คือข้อมูลข่าวสาร “ฉันมีเงินอยู่ 1 ล้านดอลลาร์ ฉันจะลงทุนใน Wall Street ได้อย่างไร?” คำตอบก็คือความรู้ ความรู้ คือ การรวบรวมข้อมูลข่าวสาร ทักษะ ประสบการณ์ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถ ซึ่งการเก็บเกี่ยวความรู้นี้เป็นหน้าที่ที่ท้าทายของเหล่าวิศวกรคอมพิวเตอร์ ระบบการจัดการความรู้เป็นหัวข้อวิจัยที่น่าสนใจสำหรับเหล่านักวิทยาการคอมพิวเตอร์ในปีนี้ (Malhorta, 1998)

ความแตกต่างระหว่างข้อมูลข่าวสารและความรู้จากมุมมองของ E-Governance สมมุติว่ามีระบบหนึ่งจำลองเป็นองค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกาได้มีการร่างกฎหมายที่จะจำกัดผู้รับเหมาทางด้าน IT จากสัญญาผู้รับเหมารายย่อยในโครงการของรัฐบาลเพื่อความมั่นคงในแต่ละประเทศ ทำให้ประเทศต่างๆ อย่างเช่น อินเดีย ได้วางแผนที่จะอธิบายต่อ WTO ว่าเป็นการค้านต่อการค้าเสรี ซึ่ง WTO เป็นองค์กรที่เหมือนกับสหประชาชาติ (UN) ที่ทำหน้าที่คอยไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าระหว่างสองกลุ่ม ซึ่งการไกล่เกลี่ยหรือการพิจารณาบทลงโทษ รวมไปถึงข้อบัญญัติ ประสบการณ์ และความเข้าใจในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง พื้นฐานของ E-Governance บนพื้นฐานของการจัดการข้อมูลข่าวสาร จะไม่จัดการกับเนื้อหาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ดังที่กล่าวไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความรับผิดชอบ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้ คือ การเล่นไปตามบทบาทของผู้เป็นสื่อกลางนั่นเอง

ในมุมมองของวิศวกรรมซอร์ฟแวร์ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้ จะชี้ให้เห็นว่า ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่โมเดลของ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้

โครงการ ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารมุ่งพัฒนาโครงการ ส่วน E-Governance บนพื้นฐานของการจัดการความรู้มุ่งไปที่การบำรุงรักษาของโครงการ

ความต้องการ ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารมีการจัดระเบียบและมีโครงสร้างที่ดี (สามารถแสดงได้ในรูปของ SQL Statements) ส่วน E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้ไม่สามารถแยกประเภทและจัดระเบียบได้

การขับเคลื่อน ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารมีการขับเคลื่อนทางธุรกิจที่ถูกควบคุมโดยทีมใดทีมหนึ่ง ส่วน E-Governance บนพื้นฐานของการจัดการความรู้มีการขับเคลื่อนโดยประชาชน

ระบบ ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารเป็นโครงการแบบ Homogenous ด้วยระบบHeterogeneous ส่วน E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้จะเป็นโครงการแบบ Heterogeneous บนระบบ Hydrogenous

การออกแบบสำหรับผู้ใช้งาน ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารมีการออกแบบรูปแบบการใช้งานตามความต้องการของผู้ออกแบบ ส่วน E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้มีการออกแบบรูปแบบการใช้งานให้ง่ายและสะดวกสำหรับผู้ใช้งาน

การออกแบบสถาปัตยกรรม ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารมีพื้นฐานอยู่ที่การผสมผสาน ซึ่งเป็นการรวมกันของโครงการเล็กๆ ส่วน E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้มีพื้นฐานอยู่ที่การประกอบกัน ซึ่งเป็นการ นำโครงการหลายๆ โครงการมาประกอบกัน

กระบวนการ ระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารเป็นกระบวนการบนพื้นฐานของวัฏจักร เป็นวัฏจักรของการพัฒนาซอร์ฟแวร์จากความต้องการทางวิศวกรรมสู่ความเปลี่ยนแปลง ส่วน E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการเป็นกระบวนการบนพื้นฐานของเส้นทาง


3.3.3 กระบวนการบนพื้นฐานของเส้นทาง

โมเดลแสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้ (Deen & Johnson, 2003) โมเดลของระบบการจัดการความรู้ที่ดีนั้นเป็นการผสมผสานกันของวิวัฒนาการและนวัตกรรม วัฏจักรของการจัดการความรู้ (Haggie & Kingston, 2003; Riley, 2003; Spek & Spijkervert, 1997) มีอยู่ 4 ส่วน คือ

1. การเก็บเกี่ยวความรู้ (Knowledge capturing)
2. การแบ่งปันความรู้ (Knowledge sharing)
3. การเพิ่มพูนความรู้ (Knowledge enhancing)
4. การรักษาความรู้ (Knowledge preserving)

E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารและ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้ จากมุมมองของกระบวนการซอฟท์แวร์มีความแตกต่างกันอย่างไร? พิจารณา E-Governance ของระบบการจัดการความรู้ของรัฐควีเบค (Quebec) ประเทศแคนาดาในปี 1990 หากถามตามระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารถึงความเอาใจใส่ในประชามติของการปกครองสูงสุดของประเทศว่า “Quebec ต้องการที่จะแยกตัวออกจากแคนาดาใช่ไหม?” ก็จะต้องตอบว่า “ไม่” ในปี 2000 ยังคงตอบเหมือนเดิม และในปี 2010 ก็ยังคงตอบในทิศทางเดิม ในความเป็นจริง ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมของประชากรของ Quebec กำลังมีการเปลี่ยนแปลง โดยจะเปลี่ยนแปลงจากคำว่า “ไม่” ไปสู่คำว่า “ใช่” ซึ่งต้องการระบบที่เปลี่ยนพฤติกรรม สะท้อนทัศนคติ และพัฒนาไปพร้อมๆ กับประชาชน อีกนัยหนึ่ง คือต้องการระบบที่ทำให้มีคำตอบว่า “ ไม่” ในปี 1990 และตอบว่า “ระหว่าง ใช่และไม่” ในปี 2000 และมีคำตอบที่แตกต่างไปในปี 2010 ตามความเหมาะสมของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนในรัฐควีเบคในปี 2010 E-Governance บนพื้นฐานของความรู้มีการจัดเตรียมเพื่อสิ่งเหล่านี้

โมเดลของกระบวนการที่ได้รับความนิยมของวัฏจักรการพัฒนาซอฟท์แวร์ คือ วัฏจักรแบบน้ำตก วัฏจักรแบบเส้นขด และวัฏจักรแบบซ้ำ ในวัฏจักรของระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารของ E-Governance เป็นส่วนของการพัฒนาและการบำรุงรักษาในระยะเวลาที่แตกต่างกัน การบำรุงรักษาจะเริ่มหลังจากส่วนของการพัฒนาได้เสร็จสิ้น ช่วงของการพัฒนาจะมีระยะเวลาน้อยมากเมื่อเทียบกับส่วนของการบำรุงรักษา วัฏจักรการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้น ไม่เหมาะสมสำหรับ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้ เนื่องจากส่วนของการพัฒนาและการบำรุงรักษาของ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้เป็นแบบต่อเนื่องกันไป เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุดบนเส้นทางคู่ขนานกัน ดังรูปที่ 3 ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการแบบเส้นทางของ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้ ส่วนของการพัฒนาและการบำรุงรักษาเป็นกิจกรรมที่ขนานกันไป





รูปที่ 3 กระบวนการบนพื้นฐานของเส้นทาง (A path based process)

โมเดลของ E-Governance จะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

>> การจัดการข้อมูลข่าวสาร (Computer Associates, 2003; Riley, 2003) รวมไปถึงการรักษาความรู้การจัดเก็บและส่งคืนข้อมูล เอกสาร และบันทึกต่างๆ ของภาครัฐ ระบบจะต้องมีความสามารถในการทำสถิติและรายงานแนวโน้มสำหรับการวางแผนในอนาคต

>> การจัดการเหตุการณ์ (Binney, 2001; Day & Wendler, 1998; Zack, 1999) รวมไปถึงการเก็บเกี่ยวความรู้ ระบบต้องจัดเตรียมรูปแบบสำหรับการตัดสินใจ การแสดงความคิดเห็น การสุ่มตัวอย่าง ประชามติสำหรับชุมชน การให้บริการกับชุมชนมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและเครือข่ายการวิจัย ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดเก็บและทำการส่งต่อข้อมูลให้ผู้ใช้งาน

>> การจัดการข้อมูลส่วนตัว (Riley, 2002) ระบบจะต้องมีการออกแบบรองรับการจัดการข้อมูลส่วนตัว การแสดงความคิดเห็น การสุ่มตัวอย่าง การลงประชามติ และมีการจัดการและบำรุงรักษาอย่างเข้มงวด มีการดูแลเรื่องลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา

>> การจัดการความสามารถ (Binney, 2001; Day & Wendler, 1998; Zack, 1999) รวมไปถึงการแบ่งปันความรู้ ระบบจะต้องมีการแบ่งปันความรู้ เพื่อพัฒนาองค์กรในการแบ่งปันความสามารถ ประสบการณ์ และความรู้ เป้าหมายของการแบ่งปันความรู้ก็เพื่อสนับสนุนและพัฒนาองค์กรพร้อมๆ กับการพัฒนาของชุมชน ซึ่งจะมีการให้บริการแก่สมาชิกและผู้ที่สนใจ เช่น การฝึกอบรม การให้คำปรึกษา และมีการอำนวยความสะดวกต่างๆ

>> การจัดการความสร้างสรรค์ (Binney, 2001; Day & Wendler, 1998; Zack, 1999) รวมไปถึงการเพิ่มพูนความรู้ ระบบจะต้องจัดเตรียมรูปแบบที่หลากหลายเพื่อรองรับผู้ใช้งาน ระบบจะต้องเอื้อต่อการใช้งานของนักกิจกรรมทางสังคม นักวิจัย นักธุรกิจ และกลุ่มคนที่ปฏิบัติงานบนพื้นฐานของความรู้ ซึ่งเมื่อทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันก็จะสร้างนวัตกรรมที่นำไปสู่เทคโนโลยีใหม่ องค์กรรูปแบบใหม่ ทักษะความเป็นผู้นำใหม่ๆ การร่วมมือกันทั้งในองค์กร ระหว่างองค์กร และภายนอกองค์กร


3.4 ระบบการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน

การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (Computer Associates, 2003) เป็นการศึกษาภายใต้ห่วงโซ่ของกิจกรรมขององค์กร (ERP) การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (Madhavan, 2003) ครอบคลุม ดังนี้

>> การจัดการความปลอดภัย ความปลอดภัยเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความสำเร็จของ E-Governance โดยมีการป้องกันในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

>> การจัดการซอฟท์แวร์ ซอฟท์แวร์เป็นหนึ่งในส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบ จุดสนใจของระบบการจัดการซอฟท์แวร์ คือ องค์กร การควบคุม, และการป้องกันซอฟท์แวร์ภายในชุมชนของ E-Governance

>> การจัดการเครือข่าย E-Governance จะมีข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ที่ทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน มีฐานข้อมูล มีการจัดเตรียมรูปแบบที่มีคุณภาพสูง ระบบจะต้องมีการดูแลความปลอดภัย สามารถพัฒนาได้ มีโปรแกรมในการจัดการเครือข่ายของ E-Governance

>> การจัดการทรัพยากร ได้แก่ การจัดหา การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ การจัดการดูแลซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ การจัดการใบอนุญาต การจัดการค่าที่กำหนด การวางแผน และความเหมาะสมของโครงสร้างพื้นฐาน

หากมีความชำนาญในระบบการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ก็ไม่ต้องใช้ระบบการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน


4.สรุป

โดยทั่วไป E-Governance อยู่บนพื้นฐานของการจัดการข้อมูลข่าวสาร จะใช้แนวคิดของ “ศูนย์กลางความรู้” ที่แบ่งปันความรู้ แต่โมเดลของ E-Governance บนพื้นฐานระบบการจัดการองค์ความรู้นี้ ถูกสร้างในวัฏจักรการจัดการความรู้ของการเก็บเกี่ยวความรู้ การแบ่งปันความรู้ การเพิ่มพูนความรู้ และการรักษาความรู้ ซึ่ง Model นี้แบ่งปันความรู้ที่สนับสนุนความรู้ที่เป็นพลวัตร

การพัฒนาโมเดลของ E-Governance บนพื้นฐานของการจัดการข้อมูลข่าวสารได้ประยุกต์กระบวนการพื้นฐานแบบเป็นวัฏจักร E-Governance เป็นการผสมผสานของการตอบสนองของผู้ใช้งานและนวัตกรรม บทความนี้ได้ศึกษาโมเดลของการพัฒนาของ E-Governance บนพื้นฐานของระบบการจัดการความรู้ ซึ่งโมเดลได้จัดเตรียมไว้เพื่อให้สิ่งแวดล้อมและประชาชนผู้ใช้งานพัฒนาไปพร้อมกัน


5.เอกสารอ้างอิง

Ackoff, R.L., 1989, From Data to Wisdom, Journal of Applied Systems Analysis, 16

Binney, D., 2001, The knowledge management spectrum - understanding the KM landscape, Journal of Knowledge Management, 5.1

Computer Associates, 2003, Next Generation IT Organizations: An Evolutionary Approach to On-Demand Computing - A Research Report, Enterprise Management Associates, Computer Associates International Inc.

Davenport, K., 2002, Northeast Iowa Regional Library System, Library Journal, 127.8

Day, J.D, and Wendler, J.C., 1998, Best Practice and Beyond: Knowledge Strategies, McKinsey Quarterly, 1

Devlin, K., 1999, InfoSense: Turning Information into Knowledge, W .H. Freeman, New York.

Deen, S.M, and Johnson, C.A., 2003, Formalizing an engineering approach to cooperating knowledge-based systems, IEEE Transactions on Knowledge and Data Engineering, 15.1

Haggie, K, and Kingston, J., 2003, Choosing Your Knowledge Management Strategy, Journal of Knowledge Management Practice, 4, http://www.tlainc.com/jkmpv4.tm

Kock, N.F, McQueen, R.J, and Corner, J.L., 1997, The Nature of Data, Information and Knowledge Exchanges in Business Processes: Implications for Process Improvement and Organizational Learning, The Learning Organization, 4.2

Madhavan, M., 2003, White paper guideline to design a highly available infrastructure, Wipro Technologies, http://www.wipro.com/itservices/infrastrucmgmt

Malhorta, Y., 1998, Tools@Work - Deciphering the Knowledge Management Hype. Journal of Quality & Participation, special issue on Learning and Information Management, 21.4

Riley, T.B., 2002, Change Management and the Relationship to eGovernment, eGov Monitor Weekly, December

Riley, T.B., 2003, Knowledge Management and Technology, International tracking survey report 2003, Government Telecommunications and Informatics Services, Public Works and Government Services, Canada

Spek, V.D, and Spijkervet, R., 1997, A. Knowledge Management: Dealing Intelligently with Knowledge, Knowledge Management Network (CIBIT/CSC)

Zack, M.H., 1999, Developing a Knowledge Strategy, California Management Review, 41.3

About The Author:

Paul Manuel, Department of Information Science, Kuwait University, P.O. Box 5969, Safat 13060, Kuwait

Email: p.manuel@cfw.kuniv.edu







Create Date : 27 มกราคม 2552
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2553 9:52:57 น. 0 comments
Counter : 768 Pageviews.

modoko
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add modoko's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.