Group Blog
 
All blogs
 

ร้ายนัก (ไม่) รักเสียจะดีไหม ตอนพิเศษ

ร้ายนัก (ไม่) รักเสียจะดีไหม ตอนพิเศษ

มีผู้คนมากมายยืนออรออยู่ใกล้ๆ ทางเข้าออกของสนามบินดอนเมือง บ้างก็นั่งมองนาฬิกาด้วยความร้อนใจ บ้างก็มองจดจ่อไปยังประตูเลื่อนที่มีผู้โดยสารทยอยเดินออกมาเป็นระยะด้วยความตั้งใจ พวกเขากำลังรอคอยการกลับมาของใครบางคน

“ทำไมเครื่องดีเลย์ตั้งหนึ่งชั่วโมง” เสี่ยลักบ่น อดที่จะหัวเสียเล็กน้อยกับการเลื่อนเวลาลงจอดของเครื่องบินที่ลูกสาวคนเล็กโดยสารมาไม่ได้ วันนี้เป็นวันที่สิริสราจะได้กลับบ้านหลังจากที่เธอบินไปเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกากว่าสองปี

“คงมีอะไรขัดข้องนิดหน่อยมั้งคะ” อุรสา ลูกสาวคนรองบอกอย่างใจเย็น

“ได้ยังไง ป๊าอุตส่าห์มานั่งถ่างตารอยัยยี่ตั้งนาน ไม่ไหวเลย สายการบินอะไรนะ มาก็สาย แถมยังลงจอดตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นอีกต่างหาก คอยดูนะ คราวหน้าคราวหลังป๊าจะไม่ยอมให้ลูกป๊าใช้บริการสายการบินนี้อีกแล้ว” เสี่ยลักโวยวายโบ้ยโทษของความล่าช้าให้เครื่องบินโดยสารของลูกสาว

“เฮ้ย! ไอ้ลัก ใจเย็นหน่อยก็ได้โว้ย ยังไงวันนี้หนูยี่ก็ต้องกลับบ้านอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าลูกสาวจะหนีไปไหนหรอก” เสี่ยมกรเดินเข้ามาตบบ่าเพื่อนอย่างหยอกล้อ ตัวเขาเองก็มารอรับเหมันต์ ลูกชายคนเล็กซึ่งเดินทางกลับกรุงเทพฯ พร้อมสิริสราด้วยเช่นกัน

“นั่นสิครับป๊า เดี๋ยวยัยยี่ก็มาแล้ว” คิมหันต์ ลูกเขยของเสี่ยลักสนับสนุน

แต่ก่อนที่ผู้สูงวัยทั้งสองจะได้ถกเถียงอะไรไปมากกว่านี้ อุรสาก็ขัดจังหวะขึ้นมาก่อน

“ยี่กับเหมมาโน่นแล้วคะ!” เธอร้องออกมาด้วยความดีใจ

“จริงด้วย นั่นไง เจ้าเหมเข็นรถเดินตามหนูยี่ต้อยๆ อยู่นั่น” เสี่ยมกรพยักพเยิดชี้ชวนให้เพื่อนซี้มองตาม

สองหนุ่มสาวในชุดลำลองแสนสบายเหมาะกับการนั่งเครื่องบินนานๆ เดินโปรยยิ้มให้สมาชิกในครอบครัวมาลิบๆ

“ป๊าคะ ยี่กลับมาแล้วค่ะ คิดถึงป๊าที่สุดในโลกเลย” ลูกสาวคนเล็กก็กระโดดกอดผู้เป็นบิดาแน่นก่อนจะหอมแก้มที่เริ่มเหี่ยวย่นตามกาลเวลาอย่างคิดถึง

“สวัสดีครับป๊า” ผิดกับเหมันต์ที่พนมมือไหว้บิดาอย่างเรียบร้อย แม้จะเป็นการกระทำที่ดูห่างเหิน ทว่าสีหน้าของสองพ่อลูกก็ต่างเต็มตื้นด้วยความยินดี

“ป๊าดีใจที่เหมกลับมาพร้อมกับความสำเร็จ เหมไม่ได้ทำให้ป๊าผิดหวังเลย” ผู้เป็นพ่อโอบไหล่หนาของลูกชายอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อทักทายบิดาเรียบร้อย เหมันต์ก็หันไปทำความเคารพไหว้ผู้อาวุโสอีกที่เหลือบ้าง “สวัสดีครับเจ็กลัก”

สิริสราก็เช่นกัน หญิงสาวยกมือไหว้เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนใหญ่ของบิดาพร้อมทั้งเอ่ยทักท่านด้วยน้ำเสียงสดใส “สวัสดีค่ะเจ็กเล้ง”

“ไงหนูยี่ เรียนจบโทก็แล้ว กลับมาก็ถึงเมืองไทยแล้ว คิดจะตกลงปลงใจแต่งงานกับเจ้าเหมของเจ็กเมื่อไหร่” เสี่ยมกรแซวอย่างรื่นเริง เหมันต์และสิริสราคบกันมาสองปีแล้ว เขาอยากเห็นลูกชายตัวร้ายเป็นฝั่งเป็นฝาไปกับผู้หญิงดีๆ อย่างสิริสราเร็วๆ

คนถูกถามส่ายหน้าหวือและปฏิเสธทันควัน “โธ่! เจ็กเล้งขา ยี่เพิ่งอายุยี่สิบสี่เองนะคะ ความรู้ที่เรียนมาก็ยังไม่ได้เอาไปใช้ซักนิด แล้วอย่างงี้ยี่จะรีบแต่งงานไปทำไมล่ะคะ” เธองัดเหตุผลร้อยแปดมาอ้างซึ่งแปลความหมายได้ว่า ‘ไม่ เธอยังไม่อยากจะแต่งงานตอนนี้’

“ยี่ใจร้าย หลอกให้ผมคอยเก้อ” เมื่อเห็นคนรักทำท่าจะตัดรอน เหมันต์ก็รีบปรี่เข้าไปโอดครวญกับเธอเป็นการใหญ่

“หลอกอะไร ยี่ไม่ได้สัญญาอะไรกับเหมซะหน่อย ใครกันแน่ที่ขี้ตู่ไปเอง” หญิงสาวพูดพลางแกะมือตุ๊กแกของเขาออกด้วยความทุลักทุเล

“หน็อย ไอ้เหม ไอ้ลูกตัวแสบ หัดเกรงใจเจ๊กลักซะบ้างสิ จับมือถือแขนหนูยี่ต่อหน้าต่อตาอย่างนี้ ไม่กลัวถูกไม้ตะพดตีหัวแบะรึไง” เสี่ยมกรปรามลูกชายด้วยสายตาดุๆ

เหมันต์หันไปมองว่าที่พ่อตาซึ่งส่งยิ้มเหี้ยมเกรียมมาให้

เสี่ยลักไม่พูดว่าอะไร แต่สายตาของเขากลับจ้องมือของเหมันต์ที่กุมมือของสิริสราเขม็ง

คนวอนไม้ตะพดรีบปล่อยมือนุ่มที่เหลืออีกข้างราวกับว่ามันเป็นถ่านร้อนๆ รอยยิ้มเก้อผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้า

เมื่อเป็นอิสระ สิริสราก็เลิกใส่ใจแฟนหนุ่มและตรงรี่เข้าไปบีบมือทักทายพี่สาวคนรองและพี่เขยด้วยความคิดถึง “เจ๊ยู้ เฮียคิม คิดถึงจังเลย”

“เจ๊ก็คิดถึงยี่เหมือนกัน ไปเรียนตั้งสองปีไม่คิดจะกลับมาเยี่ยมเจ๊บ้างเลยนะ มัวแต่สวีทกับนายเหมจนลืมเจ๊หรือไง” อุรสาแซวยิ้มๆ

“เปล่าซักหน่อย ใครว่ายี่สวีทกับเหม คนเจ้าเล่ห์ร้ายกาจอย่างนั้น ไปให้ห่างๆ ยี่เลย” สิริสราว่าเหมันต์แก้เขิน เธอไม่ชอบให้ใครมาแซวเรื่องของเธอกับเหมันต์เพราะมันมักจะทำให้เธอหวนกลับไปคิดถึงตอนที่เธอและเขายังเป็นคู่กัดกันอยู่ หญิงสาวตะขวิดตะขวงใจที่กลืนน้ำลายตัวเอง ทั้งๆ ที่เคยพูดทำนองว่า ‘ต่อให้เหลือเหมันต์เป็นผู้ชายคนสุดท้ายในโลก เธอก็จะไม่เลือกเขาเป็นแฟน’ แต่ไปๆ มาๆ เธอกลับมาจับคู่กับเขาเสียได้

“ดูพูดจาเข้าสิ ไม่ถนอมน้ำใจเหมบ้างเลย ไม่น่ารักเลยนะเราเนี่ย” พี่สาวตำหนิ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของน้องสาวสักนิด

“ช่าย เจ๊ยู้พูดได้ถูกต้องที่ซู้ด” เหมันต์เอ่ยแทรกเสียงยาว ดีใจที่อย่างน้อยๆ ก็มีอุรสาคนนึงล่ะที่เข้าข้างเขา ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เข้าข้างสิริสราฝ่ายเดียว

สิริสราส่งสายตาเอาเรื่องให้คนพูดก่อนจะหันไปท้วงพี่สาวว่า “ทำไมเจ๊ยู้ต้องเข้าข้างเหมด้วยล่ะ เข้าข้างกันอย่างนั้น เดี๋ยวตานั่นก็ได้ใจกันพอดี”

“แต่เจ๊ว่าคนที่จะได้ใจคงจะเป็นยี่ซะมากกว่าละมั้ง เจ๊เห็นนายเหมกลัวยี่หงอเลยนี่” เห็นกันอยู่โต้งๆ ว่าเมื่อกี้น้องสาวเธอทำตาถลนใส่เหมันต์ยังไงบ้าง

“ยู้จ๋า หนังเหนียวอย่างนายเหม โดนแค่นี้ไม่กระเทือนหรอก…ยี่ เฮียอนุญาตให้จัดการนายเหมได้ตามสบายเลย” ประโยคหลังหันไปสนับสนุนน้องสะใภ้

“ทำเป็นพูดดีไปเถอะยัยยี่ แล้วจะเสียใจถ้าวันไหนเหมไม่เหลียวแล” อุรสาพูดขู่สิริสราก่อนจะหันไปถามสามีด้วยน้ำเสียงกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า “ส่วนคุณนะคุณคิม ไม่ต้องไปยุยงให้ท้ายยัยยี่เลย แค่นี้ยัยยี่ก็ร้ายจะแย่แล้ว ไม่สงสารนายเหมก็อย่าให้ถึงตาคุณบ้างก็แล้วกัน เอ๊ะ! หรือว่ายู้จะกลับไปเกเรเหมือนเมื่อก่อนดี เอาให้คุณปวดหัวเล่นๆ ดีไหม”

“โธ่ๆๆๆ ยู้จ๋า ผมไม่พูดอะไรแล้วก็ได้ ขอเพียงอย่างเดียว คุณอย่ากลับไปทำตัวเหมือนเมื่อก่อนเลยนะ ผมชอบที่คุณเป็นแบบนี้มากกว่า น่ารักกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ” คิมหันต์พูดอย่างกลัวๆ เขาไม่ต้องการให้ภรรยาสุดที่รักกลับไปทำตัวเกเรเหมือนสมัยก่อนเพราะกว่าจะปราบพยศเธอได้ เขาก็แทบหืดขึ้นคอ

“ขอบคุณคร้าบเจ๊ยู้ ถ้าเจ๊ยู้ไม่เข้าข้างผม สงสัยคงจะไม่มีใครเข้าข้างผมแหงๆ” เหมันต์สนับสนุนด้วยใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง แต่เขาก็รีบหุบหน้าบานๆ ราวกับดอกทานตะวันกะทันหันเมื่อเห็นคนแสนงอนตวัดสายตาจ้องเขาตาเขียวปั้ด

หน้าหงิกงอของแฟนสาวทำให้เหมันต์ใจฝ่อ เขาค่อยๆ กระดึ้บไปเกาะที่พึ่งพิงสุดท้ายอย่างออดอ้อน “ดูสิฮะเจ๊ยู้ น้องสาวของเจ๊ดุขนาดนี้ ผมยังรัก ฉะนั้น ถ้ายี่ไม่รักผมแล้วยี่จะไปรักแมวที่ไหน จริงไหมครับ” ชายหนุ่มหันไปหยอดดวงตาหวานฉ่ำให้แฟนสาว

“ฮึ! ไม่รักก็อย่ามารักสิ คิดว่ายี่สนเหรอ ไว้ยี่จะควงหนุ่มคนใหม่มาเย้ย เอาให้หล่อกว่า ดีกว่า น่ารักกว่าเหมด้วย แล้วอีกอย่างนะ ยี่ว่ายี่รักแมวดีกว่ารักเหม แมวน่ะน่ารัก นิสัยดี ตัวเบา กินน้อย ไม่เหมือนใครบางคน น่าเกลียด นิสัยเสีย ตัวหนัก แถมยังกินจุอีกต่างหาก” พูดจบสิริสราก็สะบัดหน้าพรืดและลากแขนพี่สาวเดินฉับๆ ไปยังรถของพี่เขยที่จอดอยู่ใกล้ๆ ทันที

เมื่อสองสาวเดินพ้นรัศมีแห่งการได้ยิน คิมหันต์ก็หันไปกระซิบกระซาบกับน้องชายว่า “นายเหมเอ๊ย เฮียว่างานนี้เหมคงจะลำบากซะแล้วล่ะ รักใครไม่รัก ดันมารักแม่เสือสาวตัวร้าย”

“เฮียว่าผมลำบาก แต่ตอนนั้นเฮียลำบากเรื่องของเจ๊ยู้ขนาดไหน เฮียยังไม่ยอมแพ้ ผมก็รักยี่เท่ากับที่เฮียรักเจ๊ยู้นั่นแหละ แล้วอย่างงั้นผมจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไง” ดวงตาของเหมันต์เป็นประกายด้วยปณิธานอันแรงกล้า

คำพูดของน้องชายโดนใจเขาเข้าอย่างจัง มันทำให้คิมหันต์คิดถึงวันคืนเก่าๆ ที่เขามีให้อุรสา คงเป็นเพราะความรักด้วยกระมังที่ทำให้เขาไม่ถอดใจยอมแพ้ง่ายๆ ก็อย่างว่าล่ะนะ อานุภาพแห่งรักมันรุนแรงจะตายไป เขารู้ดีเพราะเขาได้สัมผัสกับมันมาแล้ว

“ไม่รู้ล่ะ ผมสัญญากับตัวเองตั้งแต่อยู่ที่ซานดิเอโก้แล้วว่ากลับมาผมจะต้องจับยี่แต่งงานให้ได้” เหมันต์มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวคนรักไปก่อนจะส่ายหัวน้อยๆ และบ่นเปรยออกมาว่า “ยี่นะยี่ สนุกนักรึไงที่ได้ทรมานผม ไม่รู้หรือว่าผมกำลังจะขาดใจตายอยู่รอมร่อแล้ว”
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

ซอฟท์ คลอธ ไทยแลนด์มีโอกาสได้ต้อนรับพนักงานเก่าอย่างเหมันต์และสิริสราอีกครั้ง เหมันต์กลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขายตามเดิม ในขณะที่สิริสราต้องมารับหน้าที่ผู้ช่วยของเหมันต์แทนที่จะได้ทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดาเหมือนเช่นเมื่อก่อน

“ทำไมยี่จะต้องเป็นผู้ช่วยของเหมด้วยนะ” สิริสราถามเจ้านายคนใหม่ด้วยความสงสัย

“ยี่โตแล้วนะ จบก็ตั้งปริญญาโทแล้วด้วย ยี่ควรจะมาช่วยผมแบ่งเบาภาระแทนที่จะไปนั่งทำงานต๊อกต๋อยแบบเด็กๆ อย่างเดิมมากกว่า...หรือว่าไม่จริง” คำพูดของเหมันต์ฟังดูดีและเหตุผล แต่ความหมายแฝงของมันคือ ‘เขาอยากให้เธอมาทำงานเคียงข้างเขาต่อไปในอนาคต’

หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่อะไรบางอย่างในน้ำเสียงเนิบๆ ของเขาทำให้เธอรู้สึกสงสัยขึ้นมาตะหงิดๆ “อืม...เหรอ มันก็จริงอย่างที่เหมว่านะ...แน่ใจนะว่าไม่มีอะไรแอบแฝง” สิริสราย้ำถามประโยคหลัง ไม่ค่อยอยากจะไว้ใจคนเจ้าเล่ห์ตรงหน้าสักนิด

ดวงตาวาววับเหมือนพร้อมจะเอาเรื่องทุกเมื่อของหญิงสาวทำให้เหมันต์ขนลุกซู่ เขารีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “เปล่านะ ยี่คิดว่ามีอะไรแอบแฝงเหรอ ผมไม่เห็นจะเข้าใจ” เขาตีหน้าซื่อสุดฤทธิ์

เมื่อเห็นท่าทางไม่รู้อะไรของแฟนหนุ่ม หญิงสาวก็เลิกซักไซ้แต่ยังไม่วายขู่สำทับว่า “ไม่มีอะไรก็แล้วไป แต่อย่าให้ยี่จับได้นะว่าเหมแกล้งตุกติกอะไร ถ้ายี่จับได้ล่ะก็ ฮึ่ม! โกรธร้อยปีอย่ามาดีร้อยชาติเลย” ข่มขู่เสร็จสิริสราก็เดินกลับไปทำงานต่ออย่างสบายใจ

ลับหลังหญิงสาว เหมันต์ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

เฮ้อ...ขืนบอกกันตรงๆ คนที่จะตายเห็นทีจะไม่พ้นเขาแหงๆ

ความจริงเสี่ยลักอยากให้ลูกสาวทำงานในระดับล่างสักพักแล้วค่อยไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้ช่วยของเหมันต์มากกว่า แต่เขากลับขอร้องว่าที่พ่อตาให้ส่งสิริสรามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยของเขาแทน เพราะว่าตำแหน่งนี้จะช่วยเอื้ออำนวยให้เขาได้ใกล้ชิดกับเธอมากกว่าตำแหน่งพนักงานธรรมดา และเขาจะใช้โอกาสงามๆ นี่แหละ ขอเธอแต่งงาน
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

สิริสรารู้ว่าเหมันต์กำลังปกปิดอะไรบางอย่าง เธอพอจะเดามันได้จากที่ระยะหลังๆ มานี้เขาชอบพูดประโยคกินนัยกับเธอ แล้วไหนยังจะแววตาที่แฝงไปด้วยความหมายของเขาอีกล่ะ มันทำให้เธอคิดได้อย่างเดียวว่าเขากำลังจะขอเธอแต่งงาน!

แต่งงาน

ให้ตายสิ! แค่คิดก็แย่แล้ว

หญิงสาวบ่น ไม่ใช่ว่าเธอต้องการจะต่อต้านหรือไม่อยากจะแต่งงานกับเขา แต่สิ่งที่ทำให้ใจของเธอเป็นกังวลคือตัวของเหมันต์เอง

ที่ผ่านมาแม้ว่าเหมันต์จะรักและแคร์เธอมากมายขนาดไหน สิริสราก็ยังอดที่ระแวงไม่ได้ เธอไม่แน่ใจว่าลายเสือของเหมันต์จะโผล่ขึ้นมาอีกไหม หรือว่าถ้าเธอและเขาแต่งงานกันไปแล้ว เขาจะยังรักเธออย่างเสมอต้นเสมอปลายหรือเปล่า เพราะก่อนหน้าที่จะคบกัน เหมันต์ก็เป็นคนที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยสักเท่าไหร่

สรุปคือเธอกลัวว่าจะไม่ได้เป็นคนสุดท้ายในชีวิตของเขานั่นเอง!

สิริสรายังงงงวยไม่หายว่าเขามาหลงรักเธอได้ยังไง ในเมื่อแรกพบ ทั้งเธอและเขาต่างก็ศรศิลป์ไม่กินกัน แถมยังคอยงัดข้อหาเรื่องเอาชนะคะคานกันมาโดยตลอด เท่านั้นไม่พอ เธอสงสัยตัวเองด้วยซ้ำว่ารักเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะตั้งแต่วันที่เขาไปตามหาเธอที่อเมริกาเพื่อบอกความในใจของเขา เขาก็ไม่เคยบอกว่ารักเธออีกเลย ส่วนเธอก็ไม่ได้บอกรักเขาหลังจากนั้นเช่นกัน

นั่นสินะ เธอรักเขาตั้งแต่เมื่อไหร่

แม้จะคิดจนหัวแทบระเบิด เธอกลับไม่พบคำตอบใดๆ ของคำถามนั้น

หรือว่าเราจะไม่ได้รักเขาจริงๆ

สมองของเธอเริ่มสับสน ว่าไปแล้ว เธอก็ไม่เคยหลงรักใครมาก่อน แต่เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่าเวลาที่เขาอยู่ใกล้ๆ ใจของเธอก็มักจะเต้นแรงทุกครั้งไป

โอ๊ย! คิดแล้วปวดหัว ไม่คิดแล้วดีกว่า อีตาเหมบ้า! ชอบทำให้ยี่คิดหนักอยู่เรื่อย

สิริสราบ่นอุบในใจก่อนจะค้อนรูปถ่ายของเหมันต์ที่อยู่ในมืออย่างแสนงอน
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

ช่วงปลายปีอย่างนี้ ห้างสรรพสินค้าทั้งหลายในกรุงเทพฯ ต่างก็จัดรายการลดราคาประจำปีพร้อมกระหน่ำโปรโมชั่นพิเศษที่ทำให้ขาช้อปทั้งหลายตาโตกันไปเป็นแถบๆ ผู้คนมากมายเลือกที่จะมาเดินห้างเพื่อซื้อของขวัญให้คนที่ตัวเองรักหรือไม่ก็ซื้อรางวัลชีวิตให้ตัวเอง

สิริสราก็เช่นกัน พอเห็นป้ายโฆษณาลดราคาที่ไหน สาวนักช้อปอย่างเธอก็มักจะอดไม่ได้ต้องแวะเวียนเข้าไปดูทุกครั้ง วันนี้หญิงสาวตั้งใจมาเลือกชื้อของขวัญคริสต์มาสให้คนในครอบครัวและอาจจะมีของขวัญสำหรับคนรู้ใจพ่วงเข้าไปด้วยถ้าเหมันต์ไม่ออดอ้อนขอตามติดมาด้วยอีกคน

จะซื้อของขวัญให้กันทั้งที รู้ว่ามันเป็นอะไรก็ไม่ตื่นเต้นน่ะสิ อย่างงี้ก็รอไปก่อนก็แล้วกันนะ อีตาเหมจอมตื้อ

เธอแอบย่นหน้า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาจะต้องคอยทำตัวเป็นเงาตามติดเธออยู่เรื่อย

“ยี่ คริสต์มาสปีนี้เราไปฉลองกันสองคนเหมือนเดิมนะ”

สองปีมาแล้วที่เขาและเธอมีคริสต์มาสร่วมกัน ดินเนอร์เล็กๆ สองต่อสองในซานดิเอโก้ มันเป็นงานคริสต์มาสเงียบๆ แต่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุข

“อื้อ ก็เอาสิ แต่เหมต้องให้ยี่เป็นคนเลือกสถานที่นะ”

ทุกปีสิริสราจะเป็นคนเลือกสถานที่ดินเนอร์ ปีนี้ก็เช่นกัน แต่ปีนี้ที่กรุงเทพฯ แตกต่างไปจากเดิมตรงที่หญิงสาวเตรียมเรื่องเซอร์ไพรซ์พิเศษไว้ให้ชายหนุ่มด้วย
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

เนื่องจากวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อนของทั้งคู่ อาหารมื้อกลางวันจึงเป็นไปอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ กินข้าวเสร็จก็ถึงเวลาทำธุระสำคัญนั่นคือการเลือกซื้อของขวัญคริสต์มาส

สิริสราเขียนชื่อบุคคลที่เธอต้องซื้อของขวัญให้ใส่ไว้ในสมุดไดอารี่ หนึ่งในนั้นมีชื่อของเหมันต์รวมอยู่ด้วย

“ได้ของขวัญสำหรับเจ้าลมกับเจ้าฝนแล้ว” หญิงสาวใช้ปากกาขีดฆ่าชื่อ 'เจ้าลม' และ 'เจ้าฝน' ออกจากรายการ

'เจ้าลม' กับ 'เจ้าฝน' ที่สิริสราเอ่ยถึงคือหลานสาวของเธอหรือลูกสาวสองของคิมหันต์และอุรสานั่นเอง เด็กหญิงพระพายหรือสายลม หลานสาวคนโตวัยขวบกว่าของเธอที่ซนมหากาฬ และเด็กหญิงพิรุณหรือน้ำฝน หลานสาวคนล่าสุดที่ลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงเดือน

“เหมไม่ซื้ออะไรบ้างเหรอ” เธอหันไปถามแฟนหนุ่มผู้ติดตามซึ่งทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ไม่ล่ะยี่ ผมยังไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดี เล็งไว้ก่อน พอใกล้ถึงวันคริสต์มาสเหมค่อยออกมาซื้อทีเดียว” เหมันต์ตอบในขณะที่วินโดว์ช้อปปิ้งไปเรื่อยเปื่อย

“ทีนี่ก็เหลือแต่ของ...” เสียงลากยาวของสิริสราเรียกให้ชายหนุ่มหันไปมองหน้าเธอลุ้นๆ

ของผมไง

เขาต่อให้ในใจ

เมื่อนึกไม่ออก (หรือแกล้งทำเป็นนึกไม่ออก) ว่าขาดอะไร สิริสราจึงก้มมองลิสรายการในมือก่อนจะร้องอ๋อเสียงดัง “อ๋อ ใช่แล้ว การ์ดอวยพรของเพื่อนยี่ไง ไปเหม เราไปแผนกกิฟต์ช้อปกันเถอะ” เธอว่าพลางลากมือใหญ่ตรงไปยังซุ้มบัตรอวยพรที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้สังเกตเลยว่ารอยยิ้มกว้างขวางเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปเป็นรอยยิ้มบูดบึ้งราวกับดอกไม้เหี่ยวแห้งเป็นที่เรียบร้อย
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

“อุ๊ย! เสื้อตัวนั้นสวยจัง” สิริสราอุทาน ‘เสื้อตัวนั้น’ เป็นเสื้อเชิ้ตผ้าไหมอิตาลีสีดำไม่มีลาย มันดูเรียบหรูเงียบขรึมทว่าเด่นสะดุดตามาก

หญิงสาวจูงเหมันต์เดินไปดูเสื้อตัวสวยใกล้ๆ มือเล็กสัมผัสเนื้อผ้าเรียบลื่นเบาๆ “นิ่มด้วย” เธอหยิบมันออกมาจากราวแขวนและทาบเข้ากับร่างสูงของคนที่อยู่เคียงข้าง

“ยี่จะซื้อให้ผมเหรอ” มุมปากของเหมันต์โค้งขึ้นด้วยความยินดี

“เปล่าหรอก ยี่จะซื้อให้เฮียบีต่างหาก ลืมเขียนชื่อเฮียบีใส่ไว้ในลิส พอเห็นเสื้อตัวนี้ ถึงได้นึกออกว่าลืมเฮียบีไปซะสนิท” สิริสราว่าพลางพิศเสื้อที่ทาบอยู่บนร่างสูงอย่างชั่งใจ ไม่ใส่ใจหน้าหงิกง้ำของชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย

“เหมว่าเหมาะกับเฮียบีไหม” เธอถาม

“ไม่เห็นจะเหมาะเลย ของอย่างนี้ต้องให้แอนนาซื้อให้ต่างหาก แอนนาคงเลือกได้ดีกว่ายี่เป็นร้อยเท่า” เหมันต์ตอบพาลๆ เขากำลังขวางเพราะสิริสราซื้อของขวัญให้ทุกคนยกเว้นเขาคนเดียว

จริงๆ แล้วมันเหมาะกับผมต่างหาก

เขาบอกเธอในใจ อารมณ์ขุ่นเคืองผสมน้อยใจแล่นพล่านไปทั่วร่าง

นี่เขาไม่ได้พูดเข้าข้างตัวเองหรอกนะ เสื้อผ้าไหมตัวนี้เหมาะกับเขามากกว่าเฮียบีจริงๆ เฮียบีผิวคล้ำออกอย่างนั้น ใส่สีดำไปก็ไม่ขึ้นเท่ากับคนขาวๆ อย่างเขาหรอก

เฮียบีเป็นลูกพี่ลูกน้องของเหมันต์ซึ่งแต่งงานกับแอนนา เพื่อนสนิทของสิริสราเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งสองพบรักกันเพราะจอมยุ่งอย่างเหมันต์และสิริสรานั่นเอง (หมายเหตุ: เฮียบีและแอนนาจากเรื่องหัวใจรักไม่พักร้อน)

“ไม่เอา แอนนาให้ก็ส่วนแอนนาให้สิ ไม่รู้ล่ะ ยี่ตัดสินใจแล้ว ยี่จะซื้อตัวนี้” สิริสรากวักมือเรียกพนักงานขายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ “คุณคะ เอาตัวนี้ค่ะ ห่อของขวัญให้ด้วยนะคะ” เธอส่งเสื้อและเงินให้

สิริสราเหลือบมองคนข้างกายเป็นพักๆ เธอรู้ว่าเหมันต์กำลังงอนที่เธอลืมซื้อของขวัญคริสต์มาสให้เขา ความจริงแล้วเธอไม่ได้ลืมหรอก แต่เธอทำเป็นแกล้งลืมต่างหาก ด้วยเหตุนี้ หญิงสาวจึงเข้าใจที่มาของอารมณ์ขุ่นขวางของเขาได้เป็นอย่างดี เธอจึงทำเป็นไม่ใส่ใจกับหน้าบูดบึ้งของเขา

ตอนนี้ปล่อยให้เศร้าเพราะคิดว่าเธอลืมของขวัญไปก่อนก็แล้วกัน พอถึงวันคริสต์มาสจริงๆ แล้วเห็นของขวัญ เขาคงจะหายโกรธหายงอนเธอไปเอง

หญิงสาวคิดยิ้มๆ

เหมจะเชื่อไหมนะว่าครั้งแรกที่ยี่เห็นเสื้อตัวนี้ ยี่รู้เลยว่ามันทำมาเพื่อใคร
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

กลับถึงบ้าน สิริสราก็รีบแจ้นขึ้นห้องนอนส่วนตัว เธอรื้อของทุกชิ้นออกมาจากถุงกระดาษ จัดของขวัญแต่ละอย่างแยกใส่ถุงและเขียนชื่อแปะเป็นคนๆ ไป เมื่อเสร็จเรียบร้อย เธอก็หันไปเขียนการ์ดอวยพรทีละแผ่น กว่าจะเขียนครบทุกใบ เธอก็ได้กองจดหมายตั้งโต

มือเล็กกำลังจะเอื้อมไปหยิบถุงของขวัญที่เหลือถ้าไม่ติดว่าเสียงเคาะประตูขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน

“คุณยี่ขา ทานข้าวได้แล้วค่ะ” แม่บ้านขึ้นมาตามเธอให้ลงไปรับประทานอาหารเย็น

“พี่แจ่ม บอกป๊ากับม๊าว่าทานไปก่อน ขอยี่จัดการงานตรงนี้แป๊บนึง แล้วยี่จะตามลงไป” เธอเหลือของสำคัญอีกชิ้นที่ยังไม่ได้จัดการ

เมื่อแม่บ้านเก่าแก่เดินกลับออกไป สิริสราก็เอื้อมมือไปหยิบของขวัญชิ้นสุดท้ายออกมาวางตรงหน้า กระดาษห่อของขวัญที่หุ้มกล่องไว้อย่างดีถูกเธอแกะลอกจนเหลือแต่เนื้อในซึ่งเป็นกล่องเปล่าๆ หญิงสาวดึงสกอตเทปใสที่ตรึงปากกล่องออก ฝากล่องเปิดออกกว้าง ข้างในเป็นเสื้อผ้าไหมสีดำตัวเมื่อกลางวันนั่นเอง

หญิงสาวบรรจงม้วนเสื้อเป็นก้อนแล้วหยิบเนกไทสีเทาเข้มที่เธอแอบซื้อมาก่อนหน้านี้มาพันรอบๆ มันก่อนจะเอาเชือกป่านย้อมสีเดียวกันกับเสื้อมัดไว้ไม่ให้มันคลายตัวออก

เหมจะดีใจกับของขวัญสองชิ้นนี้ไหมนะ

เธอเผลอยิ้มให้ของขวัญตรงหน้าโดยไม่รู้ตัว

สิริสราวางก้อนของขวัญบนกระดาษสาสีแดงพิมพ์ลวดลายดวงดาวสีทองเล็กจ้อยและรวบมันเป็นรูปถุงก่อนจะเอาโบว์โปร่งใสสีเขียวเส้นโตผูกซ้อนกันหลายชั้น

“เย้! เสร็จแล้ว” หญิงสาวมองของขวัญชิ้นพิเศษของเธอด้วยความปลื้มใจพร้อมทั้งบิดตัวอย่างขี้เกียจ

“คุณยี่ขา คุณพ่อกับคุณแม่ให้พี่แจ่มขึ้นมาตามอีกรอบค่ะ” เสียงเคาะประตูและเสียงเตือนของแม่บ้านทำให้สิริสรารีบตอบกลับไปว่า

“เสร็จแล้วค่ะพี่แจ่ม ยี่กำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้แล้วค่ะ” เธอหันไปมองตั้งของขวัญเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตูห้องตัวเองลง
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

Silent night, holy night
all is calm, all is bright
round your virgin mother and child
holy infant so tender and mild
sleep in heavenly peace
sleep in heavenly peace

เสียงเพลง Silent night กล่อมคลอสองหนุ่มสองซึ่งกำลังเดินทางไปฉลองคืนพิเศษด้วยกัน มันเป็นคืนวันที่ 24 ธันวา หรือที่เรียกกันว่าคริสต์มาสอีฟนั่นเอง

รถ BMW Z5 ของเหมันต์ซึ่งขับโดยสิริสราเลี้ยวเข้ามาจอดใต้อาคารแห่งหนึ่งในตัวเมืองกรุงเทพฯ

“ถึงแล้วค่ะ” สิริสราบอกเสียงใส

เหมันต์หันไปมอบรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ “นี่มันอพาร์ตเม้นต์ของไอกับยูไม่ใช่เหรอ”

“ถ้าใช่แล้วจะทำไม” เมื่อเห็นสีหน้าที่ยังไม่คลายสงสัยของเขา สิริสราจึงตัดบทว่า “เอาน่าเหม อย่าเพิ่งถามอะไรยี่เลย เดินตามยี่มาเถอะ แล้วทุกอย่างจะดีเอง” เธอฉุดมือเขาให้เดินตามไปด้วย

ไม่ถึงสองนาทีพวกเขาก็เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องพักของไอและยู สิริสราหยิบกุญแจห้องออกมาจากกระเป๋าสะพายก่อนจะลงมือไขกุญแจและบิดลูกบิดประตู

บานประตูเปิดกว้าง ภายในห้องมืดตื๋อเนื่องจากไม่มีไฟดวงใดเปิดไว้แม้แต่ดวงเดียว หญิงสาวลากเหมันต์เข้ามาข้างในเมื่อเห็นชายหนุ่มยืนรีรออยู่หน้าประตู

ทันใดนั้น ไฟทึกดวงในห้องก็สว่างพรึบ ดวงตาสีน้ำตาลของเหมันต์สะดุดเข้ากับต้นคริสต์มาสูงใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้อง ใกล้ๆ กันนั้นมีโต๊ะไม้มะฮอกกานีตัวเขื่อง บนโต๊ะมีเชิงเทียนลูกสนซึ่งมีเทียนสีแดงและสีเขียวประดับตั้ง จาน ชาม และอุปกรณ์การกินครบมือถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

สิ่งที่เห็นทำให้เหมันต์ตะลึงจนถึงพูดไม่ออก

“นี่ไงคะ สถานที่ดินเนอร์ของเรา” สิริสราผายมือไปยังโต๊ะตัวนั้นด้วยความภูมิใจ เธออุตส่าห์มาจัดสถานที่ก่อนตั้งครึ่งค่อนวันเพื่อวันนี้โดยเฉพาะ

หญิงสาวขอยืมอพาร์ตเม้นต์ของเพื่อนรักหนึ่งคืนเพื่อทำเซอร์ไพรซ์วันคริสต์มาสอีฟให้เหมันต์ ไอและยุรยาสละห้องพักให้เธอด้วยความเต็มใจ แถมไอยังอุตส่าห์ใจดีสอนเธอทำอาหารอีกด้วย ส่วนยุรยาก็ช่วยเธอจัดห้องและดูเตาอบก่อนจะออกไปเดทกับมงกุฎ คู่รักของเธอ

“เราจะดินเนอร์กันที่นี่น่ะเหรอ” เหมันต์งงกับเซอร์ไพรซ์ไม่หาย

สิริสราผงกศีรษะ ดวงหน้าสว่างไสวด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง “ก็ใช่น่ะสิ เปลี่ยนบรรยากาศบ้างไง ยี่อยากลองทำอาหารให้เหมทานดูบ้าง”

เธอตักถั่วลันเตา แครอท และข้าวโพดอ่อนผัดเนยใส่จานก่อนจะเปิดเตาอบและหยิบหมูสีทองเกรียมสวยวางและราดน้ำเกรวี่ในหม้อซุปตามลงไป

“นั่งสิเหม วันนี้ยี่จะเป็นคนบริการเหมเอง” หญิงสาวรินค็อกเทลผลไม้ใส่แก้วทรงสูงและวางมันตรงหน้าชายหนุ่ม

“ยี่ทำทั้งหมดเองเหรอ” เหมันต์ไม่อยากจะเชื่อว่าสิริสราจะยอมทำอาหารให้เขาทานเนื่องจากเธอไม่ชอบทำอาหารเอาซะเลย ตอนเรียนอยู่ด้วยกันที่ซานดิเอโก้ เธอก็โบ้ยหน้าที่พ่อครัวให้เขารับไปแบบเต็มๆ แต่วันนี้เธอกลับอุตส่าห์ลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง และเป็นอาหารที่ทำเพื่อเขาเสียด้วยสิ

“แน่นอน ยี่ให้ไอสอนทำตั้งนานเชียวน้า รู้ไหม กว่ายี่จะปรุงรสให้อร่อยได้อย่างนี้ ยี่เสียหมูไปตั้งหลายชิ้นแน่ะ” เธอพูดโอ่ จำได้ดีว่ามันยากขนาดไหนตอนที่เธอหัดทำเป็นครั้งแรก

เหมันต์หั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ และจิ้มใส่ปากก่อนจะเคี้ยวช้าๆ โดยมีสิริสรายืนมองด้วยอาการลุ้นๆ ปนตื่นเต้น

“อร่อยไหม” เธอถาม

“อื้อ อร่อยสิ ไม่น่าเชื่อว่ายี่จะทำสเต็กได้อร่อยขนาดนี้ ปรกติถ้ายี่ทำอาหารทีไร ผมจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนกินเข้าไปให้มันหมดๆ ทุกที แต่คราวนี้นะ ถึงให้กินสิบจานก็สู้ไม่ถอย” แต่เหนือสิ่งอื่นใด เหมันต์ปลื้มใจกับการกระทำของเธอ

“หน็อยแน่เหม หลอกด่ายี่เหรอ ยี่รู้หรอกว่ายี่ทำอาหารไม่อร่อย เหมไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอาหารของยี่ถึงขนาดนั้นก็ได้ คนเค้าอุตส่าห์ตั้งใจทำให้กิน พูดมากอย่างงี้ วันหลังยี่จะไม่ทำอะไรให้กินแล้ว” สิริสราส่งค้อนวงเล็กให้อีกฝ่ายอย่างฉุนๆ

“โอ๋ๆๆ ยี่จ๋า อย่าทำใจน้อยสิจ๊ะ จะอร่อยหรือไม่อร่อย ผมก็กินได้หมดนั่นแหละ แค่ยี่ลงทุนทำอาหารให้ ผมก็ดีใจมากแล้ว” ชายหนุ่มรั้งเอวบางเข้ามากอดก่อนจะพูดเอาใจหญิงสาวว่า “แต่ยี่รู้ไหม สเต็กหมูของยี่อร่อยอย่างนี้เลย” เหมันต์ยกนิ้วโป้งให้ เขาไม่ได้ยอเธอหรอกนะ แต่มันอร่อยจริงๆ

ไม่นาน จานที่เต็มไปด้วยอาหารสองใบก็กลายเป็นจานว่างเปล่า

“ของหวานไม่มีนะ เพราะยี่ทำไม่เป็น” สิริสราบอกอายๆ การทำสเต็กหมูจานนึงให้อร่อยก็ใช้เวลามากพอแล้ว ขืนให้เธอทำของหวานเพิ่มอีก เธอคงเตรียมการไม่ทันแน่ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก บอกแล้วไงว่าแค่นี้ผมก็ดีใจแล้ว” เขาไม่คาดหวังให้เธอหัดทำอาหารเพื่อเขา แต่สิริสราเป็นคนที่ทำอะไรเหนือความคาดฝันอยู่แล้ว

คำชมของเขาทำเอาหญิงสาวยิ้มแก้มปริ “ยี่ดีใจที่เหมชอบ งั้นก็เหลืออย่างสุดท้ายแล้วล่ะ” มือที่ไขว้อยู่ด้านหลังค่อยๆ เลื่อนมาไว้ข้างหน้า ห่อของขวัญสีแดงผูกโบว์สีเขียววางเต็มอยู่บนสองมือเล็ก

“เมอร์รี่คริสต์มาสจ้ะ” ดวงตาสีอ่อนฉายแววจริงใจ

“แกะเลยนะ” น้ำเสียงของเหมันต์กระตือรือร้นจนคนให้หัวใจพองฟูด้วยความปลาบปลื้ม

สิริสราพยักหน้า ชายหนุ่มลงมือแกะห่อของขวัญอย่างตื่นเต้น เมื่อกระดาษห่อสีแดงเลื่อนหลุดออกไป ก้อนของขวัญก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เหมันต์คลายปมเชือกป่านและเนกไทก่อนจะคลี่ของข้างในออกดู

เสื้อตัวนั้น

เหมันต์ทาบเสื้อผ้าไหมกับตัวเอง ดวงตาสีน้ำตาลเป็นประกายวิบวับด้วยความประหลาดใจ “คุณไม่ได้ซื้อเสื้อตัวนี้ให้เฮียบีหรอกหรือ”

“เปล่า ของเฮียบีซื้อให้ก่อนหน้านั้นแล้ว เสื้อตัวนี้ยี่ตั้งใจจะซื้อให้เหมตั้งแต่แรกต่างหาก เห็นปุ๊บก็รู้ปั๊บว่ามันเหมาะกับเหมที่สุด”

ความน่ารักของสิริสราไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารหรือของขวัญทำให้เหมันต์รู้สึกว่าตัวเองฉุนเฉียวใส่เธอไม่เข้าเรื่อง “ขอโทษนะที่วันนั้นผมแกล้งพูดว่ายี่อย่างโง้นอย่างงี้” ชายหนุ่มบอกอายๆ

“ไม่เป็นไรหรอก ยี่ไม่โกรธ ยี่รู้น่าว่าเหมกำลังพาล คิดว่ายี่ลืมซื้อของขวัญให้เหม” หญิงสาวล้อเลียนอย่างไม่จริงจังนัก ซึ่งก็เรียกรอยยิ้มจากเหมันต์ได้อีกกระบุงโกย

“แล้วเหมล่ะ มีอะไรให้ยี่รึเปล่า หรือว่าลืมไปแล้ว” สิริสราแบมือทวง

“ไม่ลืมหรอก ใครจะกล้าลืมของขวัญของยี่ ผมยังอยากอยู่ดูโลกนี้ต่อไปนะ” เขาแซว ในเมื่อเธอเซอร์ไพรซ์เขาไปแล้ว คราวนี้คงถึงตาเขาเซอร์ไพรซ์เธอบ้าง

“เหมนะ พูดอย่างนี้เดี๋ยวยี่ก็ไม่พูดด้วยเลยนี่” หน้าของสิริสรางอราวกับจวักเมื่อได้ยินคำแซวไม่เกินจริงของเขา

“ว้า...แกล้งล้อหน่อยเดียวเอง งอนซะแล้ว อย่างนี้ไม่ให้ของขวัญเลยดีไหมน้า” เหมันต์ยั่วเย้า

“ไม่รู้ล่ะ เอาของขวัญมาให้ยี่ซะดีๆ” สิริสราเท้าสะเอวแบมือทวงคนตรงหน้ายิกๆ

“ครับผม” เขาแกล้งตะเบ๊ะให้เธอก่อนจะล้วงเอากล่องของขวัญใบเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อและเปิดมันออก แสงเพชรส่องวูบวาบล้อแสงไฟสีส้มทองจากโคมดวงใหญ่เหนือศีรษะของสองหนุ่มสาว เหมันต์บรรจงหยิบแหวนเพชรเม็ดเดี่ยววงจ้อยออกมา มืออีกข้างกุมกระชับมือนุ่มไว้ในอุ้งมือด้วยความทะนุถนอม

“แต่งงานกับผมนะ” เสียงทุ้มอ่อนหวานกระซิบแผ่ว

คำขอแต่งงานของเหมันต์ทำให้สิริสราถึงกับผงะไป ดวงตาสีอ่อนเบิกกว้างอย่างคาดไม่ถึง เธอไม่คิดว่าเขาจะจู่โจมเธอกะทันหันอย่างนี้

เหมันต์กำลังเลื่อนแหวนสวมใส่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ แต่สิริสรากลับสะบัดมือตัวเองออก

“ยี่!” ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่ค่ะเหม ยี่...ยี่ยังไม่อยากจะแต่งงาน” สิริสราตอบตามความคิดที่มีมาตั้งแต่ต้น

“ทำไม” เขามองเธอด้วยสายตาตัดพ้อ ไม่คิดว่าเธอจะตัดรอนเขาอย่างนี้

“ยี่...ยี่...” สิริสราไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอธิบายว่ายังไง เธอจึงหันหลังกลับและวิ่งออกไปจากห้อง ทิ้งให้อีกฝ่ายทรุดตัวนั่งแปะกับพื้นด้วยความรู้สึกหดหู่สิ้นหวัง
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

หลังจากผ่านพ้นคืนคริสต์มาสซึ่งล้มไม่เป็นท่าของทั้งสอง สิริสราก็พยายามหลบหน้าเหมันต์โดยไม่ยอมไปทำงานและอ้างว่าป่วย

“อายี่ วันนี้หนูไม่ไปทำงานอีกแล้วหรือ” คุณนายอี่ทรุดนั่งเคียงข้างลูกสาวที่นอนคลุมโปงอยู่บนเตียง

สิริสราโผล่หน้าออกมาจากโปงแล้วตอบว่า “ไม่ค่ะม้า วันนี้ยี่ปวดหัว ไปทำงานไม่ไหว”

“สองวันแล้วนะยี่ นี่หนูกะจะหยุดไปจนถึงปีใหม่เลยหรือไง” คุณนายอี่แตะหน้าผากเกลี้ยงเกลาของลูกสาวด้วยความเป็นห่วง อาการ ‘ปวดหัว’ ของสิริสราเหมือนคนป่วยใจมากกว่าป่วยกาย

“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ไว้ยี่หายป่วยเมื่อไหร่ยี่จะไปทำงานแน่ๆ” สิริสราหลุบตาลงต่ำเพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอถึงจะ ‘หายป่วย’

“ยี่ หนูมีอะไรจะบอกม้าไหม” มารดาคาดคั้นน้อยๆ ตั้งแต่กลับมาจากเดทกับเหมันต์เมื่อคืนวันคริสต์มาสอีฟที่ผ่านมา ลูกสาวของเธอก็ซึมไป นี่สงสัยคงงอนอะไรกันอีกแน่ๆ

“ไม่มีค่ะ” สิริสราส่ายศีรษะจนผมยาวกระจายเต็มหน้า

“ไม่มีแน่นะ” คุณนายอี่ถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ ลองถ้าสิริสราพูดแบบนี้ ไม่ว่าใครก็ง้างปากให้เธอพูดความจริงไม่ได้

“ไม่มีจริงๆ ค่ะ” สิริสรายืนกรานเป็นกระต่ายขาเดียว

“ยี่จ้ะ ถ้ายี่ทนไม่ไหว ยี่ต้องบอกม้านะ อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว ม้าอยากให้ยี่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนมากกว่านะ” คุณนายอี่ลูบศีรษะทุยสวยอย่างรักใคร่ เมื่อสิริสราไม่อยากพูด เธอก็จะไม่บังคับฝืนใจลูกสาวให้ทำ แม้ใจจริงนั้นอยากจะรู้นักว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวเธอ

สิ้นคำพูดของมารดา สิริสราก็โถมตัวกอดเธอแน่นและกระพริบเปลือกตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่เอ่อท่วมขอบตา “รับรองค่ะม้า ถ้ายี่ทนไม่ได้ ยี่จะบอกม้าเป็นคนแรกเลย”


ตั้งแต่ถูกสิริสราปฏิเสธ เหมันต์ก็พยายามคิดอย่างหนักว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมแต่งงานกับเขาทั้งๆ ที่พวกเขาก็ออกจะรักกันมากมายขนาดนี้ เขาพยายามคิดทั้งวันแต่ก็คิดไม่ออก แต่ที่แย่ไปกว่าการคิดไม่ออกก็คือเธอจงใจหลบหน้าเขามาตั้งแต่เมื่อวานแถมยังมีทีท่าว่าจะหลบหน้าต่อไปอย่างนี้เรื่อยๆ เสียด้วยสิ

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานแต่แล้วเขาก็ต้องเปลี่ยนใจวางมันลงตามเดิม

ไม่เอาดีกว่า เมื่อวานโทรจนมือหงิกก็ไม่ยอมรับ วันนี้โทรไปก็คงจะเข้าอีหรอบเดิมนั่นแหละ

เหมันต์นิ่งคิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร

บุกไปที่บ้านเลยดีกว่า ยังไงวันนี้เขาจะต้องคุยกับเธอให้รู้เรื่อง ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ รังจะมีแต่เสียกับเสีย
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

เมโลดี้น่ารักดังมาจากโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียง สิริสราคว้ามันขึ้นมาดูและวางมันลงไปตามเดิมเพราะคนที่เธอไม่อยากเจอหน้าที่สุดในโลกเป็นคนโทรเข้ามานั่นเอง

เสียงโทรศัพท์ดับไปแล้ว แต่อีกไม่กี่นาทีต่อมามันก็ดังขึ้นอีก หญิงสาวหันไปทำหน้าบึ้งใส่เครื่องมือสื่อสารอันจิ๋วด้วยเพราะขุ่นเคืองคนที่โทรเข้ามา

“โอ๊ย! โทรมาอีกทำไม ไม่รู้รึไงว่าคนเค้าไม่อยากจะพูดด้วย” เธอบ่นอย่างเหลืออดก่อนจะทนรำคาญไม่ไหวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับ

“ฮัลโหล” สิริสราทักทายด้วยน้ำเสียงแข็งๆ ทว่าปลายสายกลับเงียบฉี่ ไม่มีการตอบรับกลับมาแต่อย่างใด

“ฮัลโหล!” คราวนี้เสียงแข็งขึงกลับเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกน นั่นทำให้เธอไม่ได้ยินเสียงเคาะประตูที่ดังเบาๆ กว่าจะรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ตามลำพัง หญิงสาวก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

“เข้ามาทำไม ยี่ไม่ได้อนุญาตให้เหมเข้ามาซักหน่อย” หญิงสาวหน้างอเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนบุกรุกความเป็นส่วนตัวของเธอ

“แต่ผมอยากเจอยี่นี่ เรายังคุยกันไม่รู้เรื่องเลยนะ” น้ำเสียงของเหมันต์แฝงไปด้วยความน้อยใจ มันเป็นความน้อยใจที่มาจากส่วนลึกในใจของเขา ทำไมเธอถึงเป็นคนไม่มีเหตุผลอย่างนี้นะ เธอน่าจะเปิดใจคุยกับเขา ไม่ใช่เอาแต่หนีเขาลูกเดียวอย่างนี้

“ถ้าเหมจะคุยเรื่องเดิม ยี่บอกได้คำเดียวว่ายี่ยังไม่อยากจะแต่งงาน” สิริสรายืนกรานเสียงแข็ง แต่ถ้าตั้งใจฟังดีๆ คนฟังจะสังเกตได้ถึงความเปราะบางที่แทรกอยู่ในความหนักแน่น

“ทำไม การแต่งงานกับผมมันเลวร้ายขนาดที่ว่ายี่รับไม่ได้เลยหรือ ยี่ไม่รักผมแล้วรึไง” ดวงตาสีน้ำตาลมองหญิงสาวอย่างตัดพ้อ

คำพูดของเขาทำให้สิริสราถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เธอก้มหน้าไม่กล้าสบตาเขาด้วยเกรงว่าจะใจอ่อนยอมความตามใจเขา

ไม่ใช่ว่ายี่ไม่รักเหม แต่ยี่ไม่พร้อมที่จะแต่งงานกับเหมต่างหาก เธอบอกความจริงในใจ

“ยี่...ยี่เปล่า” น้ำเสียงของเธอตะกุกตะกัก

“เปล่าแล้วคืนนั้นยี่ทำอย่างงั้นกับผมทำไม รู้ไหมว่าผมเจ็บ ยี่มีอะไรอยู่ในใจทำไมไม่บอกผม ยี่ปฏิเสธผมทำไม” ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในคืนนั้นนั้นยังคงประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของเหมันต์ราวกับว่ามันเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่นาทีนี้เอง เขายังจำถึงแรงสะบัดของเธอยามที่เขากำลังจะสวมแหวนให้เธอได้เป็นอย่างดี

“ยี่...ยี่...” สิริสราพูดไม่ออก ทว่าอีกฝ่ายกลับระบายความอัดอั้นออกมาเรื่อยๆ

“หรือว่าที่ผ่านมาผมเข้าใจไปเองฝ่ายเดียวว่าเราสองคนใจตรงกัน ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมยี่ไม่บอกผมตั้งแต่แรก ผมจะได้ไม่ต้องถลำลึกไปมากกว่านี้ เห็นผมเจ็บแล้วสบายใจนักเหรอ สนุกที่ได้หลอกลวงผมใช่ไหม” เสียงของเขาดังก้องเข้าไปถึงข้างในใจของสิริสราเลยทีเดียว

หญิงสาวส่ายหน้าไปมา ขอบตาร้อนผ่าว “ไม่ใช่อย่างนั้น เหมไม่เข้าใจ”

“ถ้าไม่ใช่แล้วทำไมยี่ถึงทำกับผมแบบนี้” เหมันต์ตรงเข้าไปจับต้นแขนเธอไว้แน่น ดวงตาสีน้ำตาลฉายแววเจ็บปวดจ้องลึกลงไปในดวงตาสีอ่อนราวกับต้องการค้นหาความจริงในใจของเธอ

“ยี่...ยี่...” สิริสราจะพูดได้เพียงแค่นั้น น้ำใสๆ เอ่อคลอเบ้าตาทั้งสองข้าง

“ทำไมยี่ไม่พูดออกมา ยี่เงียบอย่างนี้แล้วผมจะเข้าใจยี่ไหม อยากให้เราสองคนต้องผิดใจกันเพราะว่าต่างฝ่ายต่างเก็บความรู้สึกของตัวเองไว้ ไม่พูดออกมาตรงๆ เหมือนเมื่อก่อนอย่างนั้นนะหรือ” เหมันต์อ้างไปถึงเหตุการณ์พลิกผันที่ทำให้เขาและเธอได้ไปเรียนต่อด้วยกันที่อเมริกา

“ได้โปรดยี่ บอกผม อย่าปล่อยให้ผมเหมือนถูกทิ้งทั้งๆ ที่ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไร”

คำพูดของเขาเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย ด้ายอารมณ์ตึงเปรี๊ยะของสิริสราขาดผึง

“เปล่า เหมไม่ได้ผิดอะไร ยี่ไม่ดีเอง” สิริสราปาดน้ำตาลวกๆ ทว่าน้ำตาของเธอยังคงไหลรินต่อไปเรื่อยๆ

“ยี่กลัว ยี่ไม่มั่นใจในตัวเหม ยี่ต่างหากที่ไม่ดีเอง” เธอพูดย้ำซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

อาการขาดสติของหญิงสาวทำให้เหมันต์ต้องดึงเธอเข้ามากอดปลอบ “ไม่จริงหรอก ยี่เป็นคนดี เป็นคนน่ารักของเหมเสมอ” น้ำตาของเธอซึมผ่านเสื้อเชิ้ตของเขาจนมันเปียกชุ่มไปหมด

ชายหนุ่มดึงร่างบางออกห่างและจ้องลึกลงไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสนของเธอ “ยี่กลัวอะไร บอกผมได้ไหม เผื่อผมจะเปลี่ยนมันได้ แก้ไขมันได้ ผมสัญญา ผมจะเปลี่ยนนะ ผมยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อยี่ของผม”

แพขนตางอนยาวหลุบต่ำ เสียงสะอื้นทำให้คำพูดของสิริสราขาดห้วง “ฮึก...หะ...เหมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อยี่หรอก ยี่รักเหมที่เหมเป็นเหม ยี่ไม่รู้จริงๆ นะว่ายี่รักเหมมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ยี่เชื่อไหมว่าผมก็รักยี่มากเท่ากับที่ยี่รักผมเหมือนกัน ถ้าเรารักกันอย่างนี้แล้วคนเก่งของผมกลัวอะไรล่ะ” เหมันต์พยายามดึงความจริงออกมาจากปากของเธอ เขาไม่ต้องการให้มีอะไรมาขวางกั้นความรู้สึกของเขาและสิริสราอีก

“มะ...ไม่รู้สิ ยี่...ยี่กลัวว่าถ้าเราแต่งงานผูกพันกันแล้ว เหมจะกลับไปทำตัวเหมือนเมื่อก่อนอีก” สิริสราก้มหน้างุด ไม่กล้ามองหน้าเขาด้วยกลัวว่าจะไม่พบเห็นความรักในดวงตาคู่สวยของเขาอีกแล้ว

“ทำตัวเหมือนเมื่อก่อน?” ดูเหมือนเหมันต์จะจำไม่ได้ว่าเมื่อก่อนเขาเคยทำอะไรไม่ดีลงไปบ้าง

“ก็...ก็ยี่ไม่สวยเหมือนผู้หญิงที่เหมเคยควงด้วยนี่ นิสัยก็ไม่ดี เอาแต่ใจ ขี้ใช้ แถมยังขี้งอนที่สุดอีกด้วย คนอย่างเหมคงหาผู้หญิงดีๆ ได้อีกเยอะแยะไป เหมแน่ใจแล้วหรือว่าอยากจะหยุดตัวเองอยู่ที่ผู้หญิงนิสัยเสียอย่างยี่จริงๆ” พูดไปน้ำตาก็ร่วงไป

เมื่อฟังสิริสราระบายความใจในออกมาจนหมด เหมันต์ก็เริ่มเข้าใจต้นตอของปัญหาระหว่างเขาและเธอ

เธอไม่มั่นใจในตัวเขา

ชายหนุ่มหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองขึ้นมาซับน้ำตาให้หญิงสาวเบาๆ ลมหายใจอุ่นๆ ระบายออกมาอย่างช่วยไม่ได้ สงสัยงานนี้คงจะได้อธิบายกันยาว

เหมันต์โอบร่างบางแนบอกพร้อมทั้งลูบศีรษะเล็กๆ อย่างรักใคร่ “ยี่เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า แม้ว่ายี่จะไม่สวยและนิสัยไม่ดี แต่ถ้าผมไม่จริงใจไม่รักจริง จ้างให้ผมก็ไม่ขอยี่แต่งงานหรอกนะ แต่นี่เป็นเพราะผมมั่นใจในตัวเองแล้วก็มั่นใจในตัวยี่แล้วต่างหาก ผมถึงได้ตกลงปลงใจขอยี่แต่งงาน ยี่เชื่อไหมว่าผมวางแผนเรื่องขอยี่แต่งงานมาตั้งแต่ตอนที่พวกเรายังอยู่ที่อเมริกาโน่นแน่ะ แล้วอีกอย่างนะ ผมรักยี่เพราะยี่เป็นยี่ ยี่ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นหรอก เมื่อก่อนผมอาจจะเคยควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า แต่ตอนนี้ผมรู้ว่าหัวใจของผมอยู่ที่ใคร”

สิริสราเงยหน้ามองอีกฝ่ายตาแป๋ว หรือว่าเธอจะคิดมากไปเองจริงๆ

“เอาอีกแล้ว มองผมอย่างนี้อีกแล้ว ทีหลังอย่าไปมองใครอย่างนี้เชียวนะ” เหมันต์จ้องตาดุๆ ใส่

“ทำไมล่ะ” หญิงสาวถามอย่างไม่เข้าใจ

“โธ่! ยี่จ๋า ไม่น่าถามเลย ก็ยี่ทำหน้าแบบนี้ คนอื่นเค้าจะคิดว่ายี่เป็นหมูที่เอาไปหลอกต้มได้ง่ายๆ น่ะสิ” ก็เจ้าหล่อนเล่นมองด้วยดวงตาใสซื่ออย่างนั้น ผู้ชายที่ไหนมันจะอดใจทนไหว

“เพราะฉะนั้นห้ามมองคนอื่นด้วยสายตาแบบนี้นะ ผมอนุญาตให้ใช้มองผมได้คนเดียวพอ” เหมันต์ย้ำซ้ำพร้อมทั้งปัดผมรุ่ยร่ายที่ตกลงมาระสองข้างแก้มนิ่มให้เข้าที่

“เหมแน่ใจนะว่าอยากจะแต่งงานกับยี่” ยังมีความไม่แน่ใจแฝงอยู่ในน้ำเสียงของสิริสรา

“ยี่จ๋า แม่คุณทูนหัว รู้ไหมว่าผมไม่เคยมั่นใจอะไรเท่านี้มาก่อนแล้ว ถ้าวันนี้ยี่ยังไม่ยอมตกปากรับคำว่าจะแต่งงานกับผม ผมจะพายี่หนีจริงๆ ด้วย”

เมื่อเห็นร่างเล็กในวงแขนเงียบเสียงไป ชายหนุ่มจึงถามต่อไปว่า “แล้วอย่างงี้ตกลงจะแต่งงานกับผมไหมครับ คุณนายยี่”

สิริสราได้แต่เงยหน้าจ้องเขาโดยไม่พูดอะไรออกมาสักคำ น้ำตาที่ไหลรินเมื่อครู่แห้งเหือดหมดสิ้น เหลือแต่คราบน้ำตาทิ้งเอาไว้เป็นหย่อมๆ ดวงตาที่หมองหม่นมาหลายวันกลับดูสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่พูดอย่างนี้แสดงว่าตกลงแล้วนะ ไม่รู้ล่ะ ถือว่าตกลงแล้ว ผมไม่ยอมให้ยี่คืนคำด้วย” เหมันต์ถือโอกาสโมเม แต่เท่าที่สังเกตดูศีรษะที่เอียงซบเขาอยู่ในขณะนี้ เขาก็รู้ว่าหญิงสาวในอ้อมแขนได้บอกคำตอบของเธอไปเรียบร้อยแล้ว

ใช่ เธอจะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป

Right here with you is right where I belong
I lose my mind if I can't see you
Without you there's nothing in this life
That would make life worth living for
I can't make it if you're not there
I can't fight what I feel any more

I need to have your arms next to mine for all the time
Holding for all my life
I need to be next to you
I need to be next to you, oh I, oh I
Need to be, need to be next to you
Share every breath of you
I need to feel you in my arms baby, in my arms baby
I need to be next to you, oh I, oh

จบ
โดย มิถุนา
15/12/2003

หมายเหตุ*** เพลง Need to be next to you ของ Leigh Nash

















 

Create Date : 27 กันยายน 2553    
Last Update : 27 กันยายน 2553 1:36:35 น.
Counter : 418 Pageviews.  

เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ (ร้ายนัก (ไม่) รักเสียดีไหม ตอนพิเศษของเยาวเรศ)

เสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ

“อย่า...อย่านะ ได้โปรดอย่าทำฉันเลย” เสียงกระซิบปนสะอื้นเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบาง ร่างระหงคู้งอสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว หน้าผากเนียนเกลี้ยงย่นย่อตามอารมณ์ที่แสดงออกมา เม็ดเหงื่อเล็กๆ ผุดพรายไปทั่วหน้าผาก ดวงตาที่ล้อมด้วยแพขนตาดกหนายังคงปิดสนิท ทว่ากลับมีหยาดน้ำใสราวกับเพชรเจียระไนรินไหลออกมาจากหางตาเฉียง

“อย่าาาาา” หญิงสาวกรีดร้องดังลั่นก่อนจะสะดุ้งสุดตัวและตื่นขึ้นมาจากนิทรารมย์อันแสนทรมาน มือเรียวลูบแก้มไร้สีเลือดแผ่วเบาเพื่อเรียกขวัญที่กระเจิงหายให้กลับคืนมา

“ฝันอีกแล้ว” น้ำเสียงของเธอแหบพร่า ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ความทรงจำอันแสนเลวร้ายยังคงไม่เลือนหายไปจากใจของเธอ

ทำไมนะ ทำไมถึงลืมไม่ได้ ทั้งๆ ที่มันเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำเองไม่ใช่หรือ เธอรำพึงรำพันกับตัวเองแม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ในความฝันได้ฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของเธอมากว่าห้าปีแล้วก็ตาม

ดวงตาสีเข้มกระพริบถี่ๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุนที่หลงเหลืออยู่ก่อนจะชันกายขึ้นนั่งและหันมองไปรอบห้องที่ไม่คุ้นเคย แล้วสายตาของเธอก็พลันสะดุดเข้ากับร่างเปลือยของผู้ชายคนหนึ่ง เขาเป็นคนที่เธอไว้ใจ คนที่เธอเรียกว่าเพื่อน

หัวสมองสั่งการให้เธอทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เธอออกมากินข้าวกับ 'มัน' และเธอดื่มเหล้าเพราะเบื่อเซ็งกับรักที่ไม่สมหวัง และสุดท้ายก็จบลงที่เตียงนี่

เธอแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคนเมื่อรู้ความจริงมันไม่ได้ทำกับเธอเพียงแค่ครั้งเดียว ครั้งต่อๆ กับมันเหมือนเป็นนรกบนดินของเธอ ใครจะคิดว่ามันได้แอบถ่ายภาพเปลือยและอัดวีดีโอเทปไว้เพื่อแบล็คเมล์เธอในภายหลัง

เลือดในกายเธอเย็นเยียบดุจธารน้ำแข็งขั้วโลกเมื่อเห็นภาพอดสูของตนปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์ มือบางกำแน่นจน ร่างของเธอสั่นระริกด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ประดังประเดเข้ามาอย่างไม่สิ้นสุด จากนั้นเธอก็ตกเป็นทาสของมันหลายครั้งจน...

ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณกำลังจะมีเด็ก

น้ำเสียงแห่งความยินดีของคุณหมอลอดผ่านรูหูของเธอไปอย่างเชื่องช้าก่อนจะกรอกลับไปกลับมาในห้วงคำนึงของเธอไม่ต่างอะไรไปจากวีดีโอเทป หญิงสาวไม่รู้สึกรู้สมอะไรอีกแล้ว เธอโผเผกลับบ้านดุจนกปีกหัก

มันไม่ยอมรับในสิ่งที่ก่อ สมองเล็กๆ ของเธอสั่งการให้เธอหาพ่อให้เด็กในท้อง เธอเกือบจะทำสำเร็จหากเพียงเธอทำใจแข็งโกหกเขาคนนั้นต่อไปเรื่อยๆ แต่เธอก็ไม่สามารถทำได้ มโนธรรมในใจทำให้เธอตัดสินใจทิ้งฝันร้ายของเธอไว้แต่เพียงเบื้องหลัง
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

เธอมาอยู่ที่แอลเอห้าปีแล้วสินะ เยาวเรศคิด แผลใจของเธอเริ่มตกสะเก็ด แต่มันก็ยังไม่แห้งสนิท บางครั้งมันก็เปิดพะเยิบพะยาบ ยังผลให้เธอหวนกลับไปคิดถึงวันวานอย่างช่วยไม่ได้

หญิงสาวก้าวลงจากเตียงและตรงไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำแต่งตัว สายน้ำเย็นฉ่ำทำให้เธอรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาบ้าง เธอหยิบเสื้อผ้าง่ายๆ ขึ้นมาสวม...กางเกงยีนกับเสื้อยืดธรรมดา...ช่างต่างกับตัวเธอเมื่อสมัยก่อนลิบลับ

ห้าปีที่แล้ว เยาวเรศคนดังไม่คิดที่จะสวมเสื้อผ้าไร้แบรนด์อย่างนี้ แต่อะไรๆ ในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงกันได้

“น้องณินครับ ตื่นได้แล้วครับ” เยาวเรศปลุกบุตรชายวัยสี่ขวบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ครั้งแรกที่เธอรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์ เธอคิดจะทำแท้ง สองขาของเธอเคยย่างเหยียบไปยังสถานที่ต้องห้ามแล้วด้วยซ้ำ แต่ในวินาทีสุดท้ายที่เธอกำลังจะขึ้นขาหยั่ง เธอกลับวิ่งพรวดพราดออกมาจากคลินิกนั่น ก้อนสะอื้นแล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เธอทำไม่ได้ มันโหดร้ายเกินไป เธอได้ยินเสียงเลือดเนื้อในครรภ์ร้องประท้วง

แม่จ๋าอย่าทำร้ายหนู

เท่านั้นก็เพียงพอสำหรับการตัดสินใจครั้งใหม่ของเธอ เยาวเรศไม่อาจจะอยู่ในเมืองไทย ที่ๆ เธอมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักได้อีก เธอหลบมาพักพิงอยู่ที่รังใหม่ของเธอ...สหรัฐอเมริกา

เด็กชายตัวน้อยครางอืออาก่อนจะลุกขึ้นบิดตัวอย่างเกียจคร้าน พ่อหนูจ้องมองมารดาด้วยดวงตาวาวใสดุจลูกแก้ว

“มาครับ แม่เรศจะพาน้องณินไปอาบน้ำ แล้วเดี๋ยวเราจะได้ไปโรงเรียนกัน” หญิงสาวอ้าแขนรับลูกชาย

เด็กชายพัณณินโผเข้าใส่วงแขนอบอุ่นของมารดาด้วยความเต็มใจ เธอไม่เสียใจสักนิดที่ไม่ได้ทำลายสายเลือดครึ่งหนึ่งของเธอ พัณณินเป็นเด็กน่ารัก เลี้ยงง่าย ไม่โยเย ใบหน้าอ่อนใสดุจผ้าขาวไร้มลทินถอดแบบมาจากเธอแทบทั้งสิ้น
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

“พอตาณินเข้าโรงเรียนแล้วค่อยสบายกันหน่อยนะ ไม่อย่างงั้นคงได้เล่นซนอยู่ร้านทั้งวัน” เยาวมาลย์พูดกับน้องสาว เธอเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเยาวเรศ เธอย้ายตามสามีมาอยู่ที่ประเทศอเมริกานานกว่าสิบปี สามีของเธอทำงานให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในลอสแองเจิลลิส เมื่อหน้าที่แม่บ้านของเธอถึงจุดอิ่มตัว เธอก็ออดอ้อนขอเงินทุนจากสามีมาเปิดร้านอาหารไทย และด้วยฝีมือการทำกับข้าวที่ไม่เป็นสองรองใคร ร้านอาหารของเยาวมาลย์จึงมีลูกค้าอุดหนุนไม่ขาดสาย

ห้าปีที่แล้ว เยาวเรศบินมาหาเธอปุบปับ ทันทีที่เห็นใบหน้าซีดเซียวอมทุกข์ของน้องสาว เธอก็สันนิษฐานได้ในทันทีว่ามันจะต้องมีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับเยาวเรศอย่างแน่นอน

จริงดังที่เธอคาด น้องสาวของเธอท้องเพราะถูกข่มขืน เยาวเรศในตอนนั้นทั้งสับสนและเสียขวัญ เธออ้าแขนรับน้องสาวผู้บอบช้ำด้วยความเต็มใจ เยาวเรศขออาสาช่วยงานที่ร้านอาหารของเธอเนื่องจากไม่อยากกลับเข้าสู่วังวนงานแบบเดิม แม้จะมีคนมาติดต่อทาบทามให้เธอไปเป็นนางแบบภาพนิ่งหรือนางแบบโฆษณา เธอก็ปฏิเสธทั้งที่มันเคยเป็นงานที่สนุกและท้าทายในสายตาเธอ หญิงสาวรู้สึกเบื่อตัวเอง ไม่อยากจะปรากฏตัวหรือตกเป็นเป้าสายตาของคนหมู่มากเหมือนอย่างเมื่อก่อน

“ขาดตาณินไปเสียคน เรศว่าร้านมันเงียบๆ ไปนะคะ” เยาวเรศเหม่อมองออกไปนอกร้าน เธอนึกถึงแก้วตาดวงใจของเธอขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“จริงของเรศ ตอนแรกตาทิมของพี่เข้าโรงเรียน พี่ก็รู้สึกเหงาเหมือนกัน ดีนะที่ตาณินไม่ร้องไห้โยเยเหมือนตาทิม ไม่อย่างงั้นเราคงได้ปวดหัวกันอีกรอบแหงๆ”

‘ตาทิม’ ของเยาวมาลย์คือเด็กชายทิมหรือทิมมี่ ลูกชายคนเดียวของเธอ ปีนี้ตาทิมอายุแปดขวบแล้ว ทิมเป็นพี่ชายที่น่ารักของพัณณิน เขาดูแลน้องณินเป็นอย่างดีและชอบพากันไปเล่นซุกซนไม่เว้นแต่ละวัน การไปโรงเรียนวันแรกของ ‘ตาทิม’ เป็นไปอย่างทุลักทุเล เพราะลูกชายของเธอไม่อยากไปโรงเรียน พ่อคุณเล่นวาดลวดลายอาละวาดดิ้นแด็กๆ อยู่บนพื้น กว่าเธอและเยาวเรศจะจับปล้ำพาไปโรงเรียนได้ก็เล่นเอาเหนื่อยแทบแย่

“วันนี้พี่จะออกไปทำธุระข้างนอก” เยาวมาลย์เงยหน้าจากงานที่ทำแล้วพูดต่อว่า “ว่าจะฝากร้านไว้กับเรศสักชั่วโมงสองชั่วโมง”

“ได้สิคะ เรื่องแค่นี้เอง” น้องสาวรับคำ
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

ดวงตาของเธอคนนั้นหม่นหมองอีกแล้ว

จิระภัทร์มองผ่านบานกระจกใสแจ๋วเข้าไปข้างใน ภาพหญิงสาวนัยน์ตาโศกฉายชัดอยู่ตรงหน้า คงเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาแล้วกระมังที่จะต้องคอยสอดส่ายสายตาหาหญิงสาวใบหน้าสวย ดวงตาโศกคนนั้นทุกครั้งที่เขาเดินผ่านร้านอาหารร้านนี้

ทำไมนะ ทำไมเธอทำหน้าเศร้าแบบนั้น

ชายหนุ่มเฝ้าถามตัวเอง ไม่อาจจะคาดเดาคำตอบของคำถามนั้นได้
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

เยาวเรศพยายามเขย่งตัวเพื่อเอื้อมหยิบห่อทิชชูที่ตั้งอยู่บนชั้นบนสุดของชั้นวางของ แม้จะยืดตัวจนสุด แต่หญิงสาวก็ยังเอื้อมไม่ถึงอยู่ดี

“บ้าจัง อีกนิดเดียวเอง” เยาวเรศบ่นอย่างหัวเสีย ดวงหน้าสวยนิ่วหน้าน้อยๆ ด้วยความขัดใจ ทำไมจะต้องตั้งเอาไว้สูงๆ ด้วยนะ รู้ไหมว่าคนเค้าหยิบไม่ถึง เก้าอ้งเก้าอี้ก็ไม่มีให้ แย่ชะมัดเลย!

แล้วเธอก็รู้สึกถึงเงาดำทาบทับมาจากทางด้านหลัง มือใหญ่กร้านของชายผู้หนึ่งหยิบห่อทิชชูลงมาจากชั้นและยื่นส่งให้เธอ

“นี่ครับ” ภาษาไทยชัดเจนถูกนำมาใช้ในการสื่อสาร รอยยิ้มจางๆ แต่งแต้มไปทั่วใบหน้าของชายแปลกหน้าผู้มีน้ำใจ

“ขอบคุณค่ะ คุณเป็นคนไทยหรือคะ” เยาวเรศเอียงคอถามคนตรงหน้าที่ดูยังไงก็เหมือนคนอเมริกันเสียมากกว่า ดวงตาเขาเป็นสีเขียวใบโอ๊ก จมูกโด่งคมสัน ริมฝีปากบางเฉียบ ผมสีน้ำตาลทองยาวแค่ต้นคอและขดตัวเป็นลอนหนา ไม่เห็นจะเหมือนคนไทยซักนิด

“ผมเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกันครับ ชื่อจิระภัทร์ แล้วคุณ...” ชายหนุ่มเว้นวรรคให้อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้าคาดหวัง

เยาวเรศนิ่งไปเมื่อถูกรุกอย่างไม่คาดฝัน ตลอดระยะเวลาห้าปีที่อยู่ที่นี่ เธอไม่กล้ามีความสัมพันธ์แบบชายหญิงกับใครอีก มีผู้ชายเข้ามาสนใจเธอมากมาย พวกเขามักจะตามตอแยเธออยู่พักใหญ่ แต่พอเธอทำเฉยชา ไม่สนใจ และต่อความหวังให้ พวกเขาเหล่านั้นก็เดินจากไป อาจเป็นเพราะหัวใจของเธอมันด้านชาเสียจนเธอไม่รู้สึกอะไรอีกแล้วก็เป็นได้ หรือไม่เธอก็กลัว…กลัวไปเสียหมด...กลัวว่าเธอจะไม่ดีพอสำหรับเขาคนนั้น...กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก และที่สำคัญ...เธอไม่ไว้ใจผู้ชาย

เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ จิระภัทร์ก็ถึงกับหน้าม้านจนทำอะไรไม่ถูก

เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของเขา เยาวเรศจึงรีบตอบเพื่อไม่ให้เขาเสียใจว่า “เรศค่ะ เยาวเรศ เอ่อ...ดิฉันคงต้องไปก่อนแล้ว ขอบคุณนะคะที่ช่วย”

หญิงสาวตัดบทก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้จิระภัทร์มองตามเธอไปจนลับตา เขารู้สึกถึงกำแพงบางๆ ที่เธอสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัว มันเป็นกำแพงโปร่งใสแต่แข็งแรง ยากนักที่คนธรรมดาจะเข้าถึง
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

“สวัสดีค่ะ” เสียงประสานของพนักงานทุกคนในร้านอาหารไทยศิวะดลดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเมื่อเห็นลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน

“กี่ที่คะ” พนักงานสาวถามเป็นภาษาอังกฤษด้วยความเคยชิน

“หนึ่งคนครับ” แต่ผู้ถูกถามกลับตอบเป็นภาษาไทยชัดแจ๋ว

พนักงานสาวมองหน้าลูกค้าหนุ่มด้วยความประหลาดใจ “พูดไทยชัดจังค่ะ”

“ผมเป็นลูกครึ่งไทยอเมริกันครับ” เขาเฉลยพร้อมทั้งส่งยิ้มกว้างขวางให้ มันเป็นยิ้มหวานที่ทำให้พนักงานสาวแทบจะละลายลงไปกองกับพื้น

จิระภัทร์ได้ที่นั่งริมหน้าต่าง เมื่อสั่งอาหารเสร็จเรียบร้อย เขาก็เริ่มมองหาเยาวเรศ...ผู้หญิงดวงตาโศกคนนั้น

เสียงผลักประตูดึงความสนใจของเขาไปที่นั่น ร่างระหงในชุดกระโปรงติดกันแบบเรียบๆ ที่เดินออกมาจากหลังครัวทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เธอช่างดูเปราะบางเหลือเกิน เขาคิด

ดวงตาของเยาวเรศประสานกับดวงตาสีเขียวใสของชายหนุ่ม คิ้วของเธอขมวดมุ่นด้วยความประหลาดใจ จิระภัทร์ส่งยิ้มอ่อนๆ ให้เธอก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อนว่า

“สวัสดีครับคุณเยาวเรศ คุณจำผมได้ไหม”

“คุณจิระภัทร์” เยาวเรศเอ่ยเบาๆ จำดวงตาสีเขียวอ่อนโยนคู่นั้นได้เป็นอย่างดี

“เรียกแพทเฉยๆ ก็ได้ครับคุณเรศ เอ่อ...ผมขอเรียกคุณว่าเรศเฉยๆ นะครับ”

เยาวเรศไม่รู้จะตอบอะไรได้ดีไปกว่าการพยักหน้า

“คุณเรศทำงานที่ร้านนี่เหรอครับ” ทุกครั้งที่เขาเดินผ่านร้านศิวะดลและมองลอดเข้าไปข้างใน เขาจะต้องเห็นเธอง่วนอยู่กับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นจัดโต๊ะ จดออเดอร์ หรือแม้กระทั่งเสิร์ฟอาหาร

“ค่ะ ร้านของพี่สาวน่ะค่ะ” เธอตอบก่อนจะออกตัวว่า “เอ่อ...เดี๋ยวเรศขอตัวไปจัดการเก็บเงินโต๊ะนู้นก่อนนะคะ”

“ครับ” น้ำเสียงของจิระภัทร์เจือไปด้วยความผิดหวัง เขารู้สึกว่าเธอกำลังหลบเลี่ยงเขา คุณเรศ อะไรทำให้คุณกลัวอย่างนี้

อะไรบางอย่างในดวงตาของเธอทำให้จิระภัทร์ตัดสินใจลองทำตามหัวใจของตัวเอง
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ร้านศิวะดลก็ได้มีโอกาสต้อนรับหนุ่มลูกครึ่งนามว่าจิระภัทร์เป็นลูกค้าขาประจำ เจ้าตัวให้เหตุผลในการฝากท้องว่า ‘อาหารที่นี่อร่อยมาก ถูกปากกว่าแถวที่ทำงานซะอีก ยังไงก็รับผมไว้เป็นลูกค้าพิเศษซักคนนะครับ’

“นี่ยัยเรศ พี่ว่าเรื่องนี้มันชักจะยังไงๆ แล้วนา” เยาวมาลย์บุ้ยใบ้ไปยัง ‘ลูกค้าพิเศษ’ ด้วยสีหน้าสงสัยเป็นที่สุด

“เรื่องอะไรเหรอคะ” เยาวเรศถามเสียงซื่อ แม้จะรู้ดีว่าพี่สาวกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“ไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เลยนะยัยเรศ พี่รู้ว่าเรศไม่โง่ แต่ถ้าเรศอยากฟังจากปากของพี่ก็ได้ พี่จะบอกให้” ผู้เป็นพี่ค้อนควักให้อย่างไม่จริงจังก่อนจะพูดออกมาเพราะอดรนทนไม่ได้ “ก็เรื่องพ่อหนุ่มแพทยังไงล่ะ ดูสิ เล่นเทียวไล้เทียวขื่อ ทำตาปรอยใส่น้องสาวพี่ทุกวันอย่างนี้มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ” เยาวมาลย์กระซิบ

“แล้วทำไมหรือคะ เรศไม่เห็นว่ามันจะแปลกตรงไหนเลยนี่” เยาวเรศทำหน้าเฉย ไม่แสดงถึงความรู้สึกใดๆ ออกมาทั้งสิ้น

“ฝากพี่มาลย์ดูแลโต๊ะเขาแทนเรศก่อนนะคะ ขอเรศเข้าไปดูที่หลังครัวแป๊บนึง” หญิงสาวบอกเมื่อเห็นว่าน้ำในแก้วของจิระภัทร์พร่องลงไปมาก

เยาวมาลย์นิ่วหน้าน้อยๆ น้องสาวของเธอกำลังงัดกลยุทธ์หลีกเลี่ยงมาใช้อีกแล้ว “หนีไปก็ไร้ประโยชน์น่ะเรศ พี่ว่าเขาอยากจริงจังกับเรศนะ เขาไม่เหมือนคนอื่นที่ผ่านๆ มาหรอก” เมื่อเห็นดวงตาสีเขียวสดใสฉายแววจริงใจของจิระภัทร์ยามมองเยาวเรศ เธอก็อยากให้เยาวเรศลืมเรื่องเลวร้ายในอดีตและหันมาตักตวงความสุขจากปัจจุบันและอนาคตเสียเหลือเกิน

“เรศไม่มีค่าพอสำหรับผู้ชายคนไหนหรอกค่ะ” หญิงสาวพูดเสียงขื่น ความทรงจำอันแสนเลวร้ายหวนกลับมาหาเธออีกครั้ง

“ทำไมเรศคิดอย่างนั้น อย่าปิดกั้นตัวเองสิ พี่ไม่อยากให้เรศจมอยู่กับความทุกข์เลย เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป เรศก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดของเรศซักหน่อย” เยาวมาลย์ปลอบเสียงแผ่ว

เยาวเรศส่ายหน้าแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง เยาวมาลย์มองตามน้องสาวไปด้วยความหนักใจก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะของหนุ่มลูกครึ่ง

“สวัสดีค่ะคุณแพท”

“สวัสดีครับพี่มาลย์”

“ขอนั่งด้วยคนนะคะ”

“ตามสบายครับ” จิระภัทร์เชื้อเชิญ หลังจากฝากท้องที่ร้านศิวะดลมากว่าสองเดือน พนักงานทุกคนในร้าน ไม่เว้นกระมั่งเจ้าของร้านก็รู้จักเขาอย่างถ้วนหน้า

“พี่อยากคุยกับแพทเรื่องเรศ” เยาวมาลย์ถามชายหนุ่มออกไปตรงๆ และเชื่อว่าตัวเองจะได้คำตอบตรงๆ กลับมาเช่นกัน

“รู้ว่าแพทสนใจยัยเรศ”

คำพูดของผู้อาวุโสกว่าทำให้จิระภัทร์มองเธอด้วยความตั้งใจ “ผมรู้ว่าพี่ต้องรู้” เขาไม่ได้คิดจะปกปิดอะไร เท่าที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ทุกวัน เขาก็คิดว่าเขาแสดงออกมากพอแล้ว เพียงแต่ว่าคนใจแข็งอย่างเยาวเรศยังไม่ยอมเปิดใจให้เขาจนเขานึกสงสัยขึ้นมาครามครันว่าอะไรที่ทำให้เธอกลายเป็นคนแบบนี้ แต่จากสายตาของเขาที่เฝ้าสังเกตเธอ เขาก็เชื่อว่ามันจะต้องเป็นอะไรที่เลวร้ายมากอย่างแน่นอน

“ก่อนจะพูดอะไรไปมากกว่านี้ พี่ขอถามอะไรแพทอย่างได้ไหม” เธอชะโงกหน้าเข้าไปใกล้

“ได้สิครับ ถ้าเกี่ยวกับเรศ ผมยินดีตอบ” จิระภัทร์เงยหน้าสบตาอีกฝ่าย

“แพทชอบเรศจริงๆ ใช่ไหม” สีหน้าและน้ำเสียงของเยาวมาลย์จริงจังอย่างที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน

ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจก่อนจะตอบอย่างหนักแน่นว่า “ผมไม่มีคำตอบตรงๆ ให้พี่มาลย์หรอกครับ แต่ตั้งแต่ที่ผมได้เห็นหน้าเรศ ผมก็ไม่อยากจะให้เรศมีดวงตาเศร้าสร้อย” เขาสูดลมให้ใจเข้าเต็มปอด “ผมอยากเห็นเรศมีความสุขครับ”

คำตอบซื่อตรงของจิระภัทร์เพียงพอที่จะทำให้เยาวมาลย์ยอมรับในตัวเขา ดวงหน้าของเธอฉาบฉายไปด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ “ขอบใจที่อยากเห็นน้องสาวของพี่มีความสุขนะ พี่รู้ว่าแพทคงจะลำบากใจที่เรศไม่ยอมเปิดใจยอมรับอะไรง่ายๆ”

“ผมรู้ครับว่าเธอยังไม่ยอมรับผม แต่ผมไม่โทษเธอหรอก บางทีผมอาจจะพยายามไม่พอ” จิระภัทร์ไม่คิดจะโทษเธอ ยิ่งเธอหลีกหนี เขาก็ยิ่งสงสารและอยากปลอบประโลมหัวใจเธอ

“ขอบใจที่พยายามเพื่อน้องสาวพี่นะ แพทรู้ไหมว่าแพทเป็นผู้ชายคนแรกที่ทนอยู่กับเรศได้นานขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นนะเหรอ สองอาทิตย์ก็ไม่อยู่แล้ว” เธอมองอีกฝ่ายอย่างหนักใจ

“พี่อยากจะบอกอะไรผมหรือครับ”

“พี่ดีใจที่แพทใส่ใจน้องสาวพี่มาก แต่เรศไม่เหมือนผู้หญิงอื่น ถ้าแพทคิดว่าแพททนรอเรศไม่ได้ พี่ก็อยากจะให้แพทไปซะ”

“ทำไมครับ พี่มาลย์ไม่เห็นด้วยกับเรื่องของเราสองคน”

“ไม่จ้ะ พี่อยากจะช่วยแพทนะ เพียงแต่ว่า...” หญิงสาวพูดไม่ออก

“เพียงแต่ว่าเรศไม่ยอมเปิดใจให้ผม” จิระภัทร์ต่อให้จนจบประโยค

ลมหายใจผ่อนระบายออกมาจากจมูกของเยาวมาลย์ “จะว่าอย่างนั้นก็ได้มั้ง เรศไม่ยอมไว้ใจผู้ชายคนไหน”

“มีคนเคยทำให้เธอเจ็บช้ำ” ชายหนุ่มสันนิษฐาน

เยาวมาลย์ไม่ตอบ จิระภัทร์คิดว่าเขาเดาได้ถูกต้อง ‘เคยมีคนทำร้ายจิตใจเธอ’

“ผมไม่รู้หรอกครับว่าเรศเคยผ่านอะไรมาบ้าง แต่ผมอยากทำให้เธอไว้ใจผมและพร้อมจะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของเธอให้ผมฟัง มันอาจจะเป็นแผลที่เจ็บปวด แต่ผมจะไม่ยอมให้เธอฝังตัวอยู่แต่ในอดีตหรอกครับ ผมจะต้องนำเธอขึ้นมา...ขึ้นมามีความสุขบนผืนดินให้ได้”

เยาวมาลย์ไม่คิดจะห้ามอะไรจิระภัทร์อีกแล้ว น้องสาวเธอสมควรจะได้รับความสุขกับเขาบ้างสักที
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

“เรศไปรับตาณินก่อนนะคะ” เยาวเรศหันไปบอกพี่สาวที่กำลังง่วนอยู่กับการคิดบัญชี

“อ้าว! ทำไมวันนี้ไปรับตาณินเร็วจัง ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียนเลยไม่ใช่หรือ” เยาวมาลย์เงยหน้าขึ้นจากงานและถามน้องสาวด้วยความประหลาดใจ

“วันนี้โรงเรียนเลิกครึ่งวันค่ะ พรุ่งนี้จะมีงานกีฬาสี ทางโรงเรียนเลยปล่อยเด็กกลับเร็วกว่าปรกติเพื่อจะได้จัดเตรียมสถานที่ก่อนนะค่ะ” เยาวเรศอธิบาย

พี่สาวพยักหน้าและบอกว่า “งั้นก็รีบไปโรงเรียนเถอะ เดี๋ยวตาณินจะรอนาน”

เยาวเรศจึงกล่าวลาและเดินไปรับเด็กชายพัณณินที่โรงเรียนอนุบาลที่อยู่ห่างจากร้านศิวะดลไปไม่กี่บล็อก*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

“แม่เรศคร้าบ พรุ่งนี้แม่เรศจะต้องไปดูน้องณินแข่งวิ่งนะคร้าบ” พ่อหนูพัณณินพูดจ้อด้วยสีหน้ารื่นเริง เสียงใสดุจระฆังแก้วเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเพราะพรุ่งนี้เขาจะได้ร่วมงานกีฬาสีเป็นครั้งแรกในชีวิต

“จ้ะ แม่เรศต้องไปดูน้องณินแข่งวิ่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนเก่งของแม่จะต้องเอาที่หนึ่งมาให้ได้นะคะ” เยาวเรศลูบศีรษะทุยสวยของลูกชายด้วยความเอื้อเอ็นดู

ภาพของหญิงสาวกับเด็กชายตัวเล็กสะดุดดวงตาสีเขียวเขาเข้าอย่างจัง

เรศกับ...กับใครกัน

จิระภัทร์ไม่กล้าจะคิดต่อ แต่ความสงสัยทำให้เขาวิ่งข้ามถนนและเดินตามทั้งสองไปติดๆ

“คุณเรศ!” เขาตะโกนเสียงดัง

เยาวเรศและพัณณินหันไปมอง พวกเขาเห็นจิระภัทร์กำลังวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหา เธอและลูกหยุดเดินเพื่อรอเขา

“สวัสดีค่ะคุณแพท” เยาวเรศสบดวงตาสีใบโอ๊กอย่างเปิดเผยก่อนจะก้มลงไปบอกลูกชายว่า “น้องณินครับ สวัสดีคุณอาแพทเร้ว”

“สวัสดีคับคุณอาแพท” พ่อหนูน้อยยกมือป้อมๆ ทำความเคารพแบบไทยอย่างสวยงาม เยาวเรศไม่ลืมที่จะสอนวัฒนธรรมไทยให้ลูกชาย เพราะเธอยังไงเสีย ทั้งเธอและลูกต่างก็มีเลือดของคนไทยไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม

“สวัสดีครับ” จิระภัทร์รับไหว้พร้อมทั้งพิจารณาใบหน้าของหนูน้อยด้วยความสงสัย

“พัณณินหรือน้องณิน ลูกชายของเรศค่ะ” เยาวเรศกลั้นใจตอบออกไป แม้จะไม่อยากเห็นผลลัพธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เธอก็จะต้องฝืนใจทน

ใบหน้าแดงก่ำเพราะความเหนื่อยของจิระภัทร์เปลี่ยนเป็นสีเผือดขาว ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างเล็กน้อย ชายหนุ่มถอนหายใจหนักๆ “คุณ...คุณเรศมีลูกแล้วเหรอครับ” เขาถามอย่างไม่แน่ใจ

“ค่ะ” เยาวเรศตอบเสียงเบาราวกับเสียงกระซิบ ความคิดที่ว่าเขาแตกต่างไปจากคนอื่นเลือนหายไปสิ้น

ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านศิวะดล เยาวเรศพาเด็กชายพัณณินเข้าไปฝากไว้กับพี่สาวก่อนจะเดินออกมาหาชายหนุ่มที่ยืนนิ่งขึงอยู่ด้านนอก

“เรศคิดว่าคุณคงต้องการฟังเรื่องทั้งหมดจากปากของเรศ” ถ้าคุณรู้เรื่องทั้งหมด คุณอาจจะเต็มใจเดินออกไปจากชีวิตของเรศซะเดี๋ยวนี้ก็เป็นได้ หญิงสาวคิดเศร้าๆ ดวงตาคู่สวยหมองหม่น เคยคิดว่าทำใจรับกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้แล้ว แต่ทำไมพอจะเปิดปากเล่าให้ผู้ชายตรงหน้าฟัง เธอกลับไม่อยากทำเลย ทำไมต้องอาย ทำไมต้องแคร์ด้วยล่ะ เธอไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

จิระภัทร์พยักหน้าเบาๆ ไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบ ดวงตาสีเขียวใสครุ่นคิดและเต็มไปด้วยคำถาม

“คุณคงจะรู้จากพี่มาลย์ว่าเรศเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ห้าปี” หญิงสาวเกริ่น “เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรศ...เรศถูกคนที่เรศไว้ใจข่มขืน มันข่มขืนจนเรศท้อง” เยาวเรศพยายามบังคับปลายเสียงไม่ให้สั่น เธอไม่อยากจะแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น เธอไม่ต้องการให้เขามาเห็นใจเธอ

หญิงสาวข่มอารมณ์เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ตลอดเวลาที่พูด เธอไม่กล้าที่จะสบดวงตาคู่สวยเขาเลย เธอกลัวที่จะเห็นความสมเพช ความเวทนา และความรับไม่ได้ในสายตาของเขา

“เรศไม่ตำหนิถ้าคุณจะรังเกียจคนอย่างเรศ”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่เธอได้พูดกับเขา
*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*+.+*

ครบอาทิตย์แล้วสินะที่เขาหายหน้าหายตาไปหลังจากที่เขาได้รู้ความจริง เยาวเรศคิดอย่างขมขื่น คงไม่มีใครอยากจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเธอ ไม่มีคำว่า ‘โอกาส’ สำหรับคนที่พลาดพลั้ง

ไม่มีอีกแล้ว ดวงตาสีเขียวที่ยิ้มได้คู่นั้น เขาเดินเข้ามาแล้วก็จากไปพร้อมกับหัวใจของเธอ

เพิ่งรู้ว่าเธอก็มีใจให้เขาเหมือนกัน ทำไมมันถึงได้เจ็บปวดอย่างนี้...เจ็บปวดยิ่งกว่าตอนที่เธอเสียเหมันต์ไปซะอีก เยาวเรศเหม่อมองออกไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย น้ำอุ่นใสเอ่อล้นขอบตาร้อนผ่าว ภาพตรงหน้าเธอล้วนมัวเบลอไปหมด เงาเลือนรางของใครบางคนเขยิบเข้ามาใกล้เธอทุกทีๆ หญิงสาวยกหลังมือขึ้นปาดน้ำตาแรงๆ ก่อนจะอ้าปากค้างด้วยความคาดไม่ถึงเมื่อเห็นภาพของจิระภัทร์ชัดเจน

“เรศ”

เสียงของเขานุ่มทุ้มและอ่อนโยนเสียจนเยาวเรศทนไม่ได้ต้องเป็นฝ่ายเบือนหน้าหลบไปอีกทาง ทำร้ายกันถึงขนาดนี้แล้วยังจะมาดูดำดูดีกันอีกทำไม

จิระภัทร์เข้าใจอาการของหญิงสาวได้เป็นอย่างดี เขาทำกับเธอถึงขนาดนั้น ถ้าเธอไม่โกรธหรือไม่น้อยใจเขา เขาก็คงจะเป็นฝ่ายแปลกใจและบอกได้คำเดียวว่าเธอไม่เคยมีใจให้เขาเลย ตอนที่เขาเดินเข้ามาและเห็นเธอร้องไห้เงียบๆ เขาอยากจะเข้าข้างตัวเองนักว่าเธอร้องไห้ให้เขาใช่ไหม

ชายหนุ่มเชยคางมนให้หันมาสบตาเขา แม้เยาวเรศจะพยายามขืนหน้าไว้แต่ก็ไม่เป็นผล เธอจึงหันมาสบตาเขาเต็มตา

“คุณแพท” เยาวเรศกระซิบเมื่อเห็นดวงตาที่แฝงไปด้วยความห่วงใยของเขา เธอมองหน้าชายหนุ่มอย่างงงงัน เธอไม่เข้าใจว่าเขาจะกลับมาหาเธออีกทำไม

“ผม...ผมขอโทษที่หายหน้าหายตาไปนาน ผมกลับไปทบทวนเรื่องของเราแล้ว และผมคิดว่า...” จิระภัทร์เงียบเสียงไป มือใหญ่ล้วงลงหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้ายขวา เขาเปิดมันออก แหวนทองคำขาวประดับยอดด้วยเพชรกลมน้ำสะอาดสีขาวใสเป็นประกายวูบวาบอยู่ตรงหน้าเธอ

“เรศ ผมไม่อาจสูญเสียคุณไปได้ ได้โปรดให้ผมยืนอยู่เคียงข้างคุณด้วยเถอะ ผมจะรักพัณณินเหมือนที่รักคุณ อดีตคุณจะเป็นยังไงผมไม่สน ผมแค่อยากจะมีอนาคตร่วมกับคุณ ผมอยากดูแลคุณ เรศ คุณจะให้เกียรติแต่งงานกับผมไหม” จิระภัทร์เอ่ยเสียงนุ่มดุจกำมะหยี่ ดวงตาสีใบโอ๊กถ่ายทอดความความรู้สึกลึกซึ้งที่มีให้หญิงสาวตรงหน้า

เยาวเรศถึงกับตกตะลึงเพราะคำพูดของเขา ตัวของเธอเบาหวิวราวกับว่าเธอกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน “คุณแพท” เธอกระซิบเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจ

“นะครับ” จิระภัทร์ทอดเสียงหวาน ทั้งอ้อนวอนและออดอ้อน


“มันไม่เร็วไปหน่อยหรือคะ” น้ำเสียงของเธองงงวยเพราะไม่แน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอ

ชายหนุ่มส่ายศีรษะเบาๆ “เรศ คุณรู้ไหมว่าผมรอคุณมานานแค่ไหน ผมเฝ้ามองคุณมานาน...นานมากเหลือเกิน ผมมองผ่านกระจกหน้าร้าน สงสัยนักว่าทำไมผู้หญิงสวยอย่างคุณถึงได้มีดวงตาอมทุกข์เศร้าหมอง ผู้หญิงอย่างคุณไม่เหมาะกับความเศร้าโศก คุณเหมาะกับเสียงหัวเราะและความสุข และเหนือสิ่งอื่นใด ผมบอกกับตัวเองว่าผมจะทำให้คุณมีความสุขให้จงได้”

“แต่งงานกับผมนะครับ” จิระภัทร์เอ่ยซ้ำอีกครั้ง

น้ำตาของเยาวเรศร่วงพรูลงมาเป็นสาย ชายหนุ่มตกใจที่จู่ๆ ทำนบน้ำตาของเธอก็พังครืน

“เรศ คุณร้องไห้ทำไม ผมพูดอะไรผิดหรือ” เขาละล่ำละลักถามด้วยความห่วงหาระคนตกใจ

เยาวเรศเงยหน้าสบดวงตาสีเขียวเข้มทั้งน้ำตา หลังมือของเธอถูกนำมาใช้แทนกระดาษทิชชู “เรศไม่ได้เป็นอะไร เรศเพียงแต่ดีใจ เรศเคยคิดว่าหัวใจของเรศด้านชาจนไม่อาจจะรับรู้ความรักจากใครได้อีกแล้ว จนกระทั่งเรศได้มาเจอคุณ คุณนำความสุข นำแสงสว่างเข้ามาสู่ชีวิตเรศโดยที่เรศไม่รู้ตัว วันที่คุณเดินจากเรศไป เรศ...เรศเสียใจมาก...มากอย่างไม่เคยมีมาก่อน” เธอสารภาพความในใจ

“เรศ” จิระภัทร์ครางอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง นี่เขาไม่ได้ฝันไปใช่ไหม เขาบอกกับตัวเองก่อนจะมาหาเธอว่าถ้างานนี้เขาไม่ได้จัดงานเลี้ยงฉลอง เห็นทีเขาคงจะได้กินแห้ว บ๊วย ระกำ และท้อต่างข้าว แต่ถ้าสาวเจ้าตอบอย่างนี้ เขาก็สมควรจะยิ้มได้แล้วใช่ไหม

“เรศรักคุณ เรศจะแต่งงานกับคุณ จะมีอนาคตร่วมกับคุณค่ะ” เยาวเรศส่งมือให้ชายหนุ่มรับด้วยความเต็มใจ เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นยามเมื่อมือของเธออยู่ในอุ้งมือของเขา เธอเชื่อว่าความอบอุ่นแบบนี้จะเป็นตัวนำพาเธอขึ้นไปสู่ผิวน้ำที่สว่างสดใส เธอจะไม่นอนจมอยู่ใต้ท้องทะเลอันแสนมืดมิดคนเดียวอีกต่อไปแล้ว

จิระภัทร์สวมแหวนให้เธออย่างระมัดระวังก่อนจะดึงตัวว่าที่เจ้าสาวเข้ามากอดแนบอกอย่างทะนุทนอม

“ผมก็รักคุณ ขอบคุณที่ไว้ใจผม” เขากระซิบบอก

If ever you got rain in your heart
Someone has hurt you, and torn you apart
Am I unwise to open up your eyes to love me
And let it be like they said it would be
Me loving you girl, and you loving me
Am I unwise to open up your eyes to love me

Run to me whenever you're lonely (to love me)
Run to me if you need a shoulder
Now and then, you need someone older
So darling, you run to me

จบเรื่องเสี้ยวหนึ่งแห่งความทรงจำ
หมายเหตุ
***เพลงRun to me ของ Oscar De La Hoya
โดยมิถุนา
29/4/2003




 

Create Date : 27 กันยายน 2553    
Last Update : 27 กันยายน 2553 1:36:10 น.
Counter : 944 Pageviews.  

โชคชะตาแห่งรัก

โชคชะตาแห่งรัก

หญิงสาวผมซอยสั้นแบบบ๊อบวิ่งกระหืดกระหอบลงนั่งเก้าอี้ประจำตัว เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากกว้าง ผิวแก้มแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาดแห่งวัยสาว เธอพิมพ์พาสเวิร์ดเข้า MSN อย่างรัวและเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจ การไซน์อินก็เสร็จสมบูรณ์ หญิงสาวพิมพ์ข้อความส่งถึงเพื่อนสาวทาง MSN ทันที

UNA: ลิลลี่จ๋า รู้ไหมว่าวันนี้ฉันเจอใครอีกแล้ว

ไม่นานนักเสียงตอบก็ดังขึ้น

Lilly: นายฟ้าน่ะเหรอ

UNA: ทำไมถึงรู้ล่ะ

Lilly: ยัยบ๊องอุ๊เอ๊ย! ก็ฉันเห็นเธอเจอแต่นายฟ้าทุกวันคนเดียวทั้งกะปีทั้งกะชาติน่ะสิ

อุณากรรณเจอนายรถไฟฟ้าหรือที่เธอเรียกย่อๆ ว่า "นายฟ้า" บนรถไฟฟ้า BTS มาร่วมเดือนแล้ว หญิงสาวสะดุดกับใบหน้าคมคายของชายหนุ่มตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอสบตาเขา แน่ล่ะ...เขาไม่ได้สนใจเธอหรอก ก็เธอน่ะกะโปโลจะตายไป

เธอก็เห็นหน้านายฟ้าทุกวัน เขาขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีปลายทางอ่อนนุช พูดง่ายๆ ก็สถานีเดียวกันกับเธอนั่นแหละ แถมยังยืนอยู่ในโบกี้รถไฟฟ้าเดียวกันร่วมสิบป้ายเสียด้วย แต่เธอจะลงก่อนเขาที่สถานีสีลม ส่วนเขาน่ะเหรอ เธอไม่รู้หรอกว่าชายหนุ่มที่เธอเรียกว่าฟ้าจะลงที่สถานีไหน. แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ขอเพียงเธอได้เห็นหน้าเขาทุกเช้าเธอก็พอใจแล้ว

UNA: แหม...ยัยลิลลี่ก็ รู้ทันเค้าอีกแล้ว

Lilly: ชอบเขาขนาดนั้น ทำไมไม่เข้าไปทำความรู้จักกับเขาเลยล่ะ 

UNA: จะบ้าเหรอ เดี๋ยวเขาก็หาว่าฉันไม่เต็มเต็งหรอก ไม่รู้จักแล้วจู่ๆ จะให้เดินเข้าไปบอกว่า...สวัสดีค่ะดิฉันชื่ออุณากรรณค่ะ แล้วคุณล่ะคะ ชื่ออะไร...แบบนี้นะเหรอ ไม่เอาด้วยหรอก

Lilly: แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่ถึงจะได้มีแฟนกับเขาเสียทีล่ะ เดี๋ยวก็ถูกคาบไปกินแบบคราวก่อนอีกหรอก

เมื่อสมัยที่ยังเรียนไม่จบ อุณากรรณเคยแอบชอบหนุ่มรุ่นพี่คนนึงในคณะ แต่ด้วยความขี้อายของเธอทำให้เธอไม่กล้าบอกรักเขา จนในที่สุดก็มีสาวสวยรวยเสน่ห์ต่างคณะก็คว้าชายหนุ่มคนนั้นไปเสียก่อน

จะว่าไปแล้ว อุณากรรณก็ไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่อะไร เจ้าหล่อนน่ารักพอตัวเชียวล่ะ เสียอยู่อย่างเดียว ขี้อายกับซุ่มซ่ามไปหน่อยเท่านั้น (เท่านั้นจริงๆ นะ)

UNA: ฮึ (-_-) งอน ไม่พูดด้วยแล้ว ฉันไปทำงานต่อดีกว่า บ๊าย บายนะ
><><><><><

วันนี้อุณากรรณอยากจะเล่าเรื่องของนายฟ้าเสียเต็มประดา หญิงสาวรีบกินข้าวกลางวันอย่างรวดเร็วเพื่อจะได้ขึ้นไปเม้าท์กับเพื่อนสาวไวๆ

UNA: ลิลลี่จ๋า ฉันมีเรื่องสำคัญจะเล่าให้ฟังอีกแล้ว เรื่องนายฟ้าไงล่ะ

เสียงร้องของ MSN ทำให้จุลดิษฐ์เงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำอยู่และมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยความสงสัย
...เราไม่ได้เปิด MSN ไว้นี่ ทำไมถึงมีเสียงเรียกขึ้นมาได้นะ

ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาอย่างระวังระไว ฉับพลัน...เสียงร้องของ MSN ก็ดังเตือนเขาอีกครั้ง

UNA: รู้ไหมว่าวันนี้เขายิ้มให้ฉันด้วยนะ กรี๊ด...คนอะไร ยิ้มแล้วหล่อระเบิดไปเลย

และแล้วจุลดิษฐ์ก็หาตัวต้นเหตุพบ เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ทางด้านหลัง คิ้วเข้มขมวดมุ่น

โต๊ะยัยลี่นี่นา ลืมล็อคเอ้าท์ก่อนไปพบลูกค้าหรือไงนะ แย่จริงๆ เชียว สะเพร่าแบบนี้ได้ยังไง เกิดใครแอบมาใช้ MSN หรือแอบเข้าไปดูเมลล์บ๊อกซ์ก็แย่กันพอดีน่ะสิ...เขาส่ายหัวให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องอย่างเอือมระอา...สงสัยกลับมาต้องว่าเสียหน่อยแล้ว

UNA: อยากรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงยิ้มให้ฉัน

อุณากรรณพิมพ์ข้อความต่อไปเรื่อยๆ ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบกลับมาก่อนเพราะว่าอยากจะเล่าให้เพื่อนสาวฟังเสียเต็มแก่

UNA: ฉันกระเปิ๊บกระป๊าบล้มใส่เขาตอนรถไฟฟ้าเบรกน่ะสิ น่าอายมากแต่ก็...คุ้มมมมมม  ต้องขอบคุณพี่คนขับที่เลี้ยวโค้งเข้าสถานีสยามอย่างรวดเร็ว อิ อิ

เสียงของ MSN ดังขึ้นสองครั้งติดๆ กัน จุลดิษฐ์อดที่จะรำคาญไม่ได้

เพื่อนยายลี่กระมัง ท่าทางจะมีเรื่องคุยกันเยอะ ไม่รู้ว่าจะทักทายอะไรกันนักหนา...จุลดิษฐ์บ่นในใจก่อนที่จะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับไปว่า...ลิลลี่ไม่อยู่ ออกไปพบลูกค้าตั้งแต่สิบโมงแล้ว

แต่ชายหนุ่มก็ต้องชะงักมือไปเมื่อได้รับข้อความที่ฝ่ายตรงข้ามส่งเข้ามาอีกระลอก ความอยากรู้ทำให้เขาเงยหน้าอ่านข้อความในกรอบ MSN ที่ขึ้นต้นด้วยชื่อ UNA

UNA: ฉันต้องล้มลงไปกองกับพื้นแน่ๆ ถ้าเขาไม่จับฉันไว้ ตอนนั้นฉันยืนใกล้เขามากเลยนะ ใกล้จนได้กลิ่นตัวของเขาเลยล่ะ กลิ่นน้ำหอมเอสเคปของเคลวิน ไคลน์จางๆ โอ๊ย! ห๊อม หอม ขนตาเขาก็ย๊าว ยาว พอฉันขอบคุณเขา เขาก็ยิ้มให้ฉัน ยิ้มจนฉันแทบจะละลายลงไปกองกับพื้นเลยล่ะลิลลี่ > o <

แน่นอนว่าอุณากรรณไม่อาจเห็นใบหน้าของชายหนุ่มที่เธอเข้าใจว่าเป็นเพื่อนได้ คิ้วดำหนาของเขาขมวดแน่น ใจไพล่ไปนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อเช้า...แม่สาวหน้าใสที่ยืนยิ้มอายๆ ในวงแขนของเขา ความสงสัยทำให้จุลดิษฐ์ย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้อความที่อยู่ข้างบนอย่างถ้วนถี่

UNA: นี่! ยัยลิลลี่ อยู่ตรงนั้นหรือเปล่ายะ ถ้าอยู่ก็ช่วยเซย์ฮัลโหลมาด้วยสิ วันนี้เป็นอะไร...แปลกจัง เงียบไปไม่ตอบกลับมาบ้างเลย

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาพิมพ์ตอบกลับไปในทันทีว่า

Lilly: ยังอยู่

Lilly: นี่ ถามจริงๆ เถอะ

Lilly: ชอบเขามากเลยเหรอ

กว่าจะรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไป จุลดิษฐ์ก็กดเอ็นเทอร์ส่งข้อความสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว

UNA: ชอบสิ รักแรกพบเลยเชียวแหละ คราวพี่เอกฉันยังไม่เป็นขนาดนี้เลย

...เจ้าหล่อนจะตกใจไหมถ้ารู้ว่าตอนนี้กำลังสารภาพรักกับผู้ชายคนนั้นอยู่...

รอยยิ้มเอียงอายของเธอลอยวนเวียนอยู่ในความคิดเขา สมองสั่งการให้จุลดิษฐ์พิมพ์คุยกลับไป งานที่ตั้งใจว่าจะสะสางให้เสร็จก่อนลงไปกินข้าวเป็นอันถูกลืมไปโดยปริยาย

Lilly: รู้ได้ยังไง

UNA: ก็...ก็ไม่รู้สิ หัวใจมันบอกว่ารักมั้ง  ลิลลี่ก็รีบหาบ้างสิ จะได้กระชุ่มกระชวยแบบเราไง อิ อิ

Lilly: จริงๆ แล้วเราก็แอบชอบคนๆ นึงอยู่เหมือนกัน เจอบนรถไฟฟ้า

UNA: จริงอ่ะ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฉันไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย ทีเรื่องของตัวเองไม่เห็นจะบอกเราเลยนะ ปล่อยให้เราเล่าเรื่องของนายฟ้าให้ฟังฝ่ายเดียว ที่แท้ก็แอบมีเหมือนกันเหรอ เรานึกว่าลิลลี่จะเป็นคนไม่มีหัวใจเสียแล้วนะเนี่ย แล้วไงต่อล่ะ เรื่องเขาคนนั้นของลิลลี่น่ะ

Lilly: เรื่องมันยาวน่ะ เย็นนี้มาเจอเราได้ไหม จะได้เล่าให้ฟัง

UNA: ได้สิ ดีเหมือนกัน ไม่ได้เจอลิลลี่มาตั้งนานแล้ว ว่าแต่เราจะไปเจอกันที่ไหนดีล่ะ

คนตอบไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

Lilly: ที่สีลมก็ได้ ร้าน Coffee World ตรงพัฒน์พงศ์ก็แล้วกัน

UNA: โอเค หกโมงเจอกัน เราอาจจะไปเลทนิดนึงนะ พอดีมีงานต้องเคลียร์น่ะ
><><><><><><

จุลดิษฐ์มานั่งรอแม่สาวรถไฟฟ้าของเขาก่อนเวลานัดประมาณสิบห้านาที

ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงที่เขาเจอทุกวันบนรถไฟฟ้าจะเป็นเพื่อนกับลิลลี่ โลกช่างกลมจริงๆ...ตั้งแต่เมื่อกลางวัน เขาก็ได้แต่พร่ำถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงนัดเธอออกมา ทำไมน้า ทำไม...ไม่รู้สิ รู้แต่เพียงว่าเขาก็อยากจะเจอหน้าเธอเหมือนกัน ราวกับไม่อิ่มที่เห็นเธอทุกเช้า ยิ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อเช้าที่ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับเธอโดยบังเอิญด้วยแล้ว กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลาเวนเดอร์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาตลอดเวลา

ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งกระสับกระส่าย...เธอจะว่ายังไงที่เห็นเขานะ...จะโกรธ แปลกใจ หรือว่าดีใจ...แล้วถ้าเธอโกรธเขาล่ะ เขาจะทำยังไงดี...เฮ้อ...คงไม่หรอกมั้ง เธอเองก็ชอบเขาไม่ใช่หรือ

ชายหนุ่มสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อขับไล่ความคิดไม่พึงประสงค์ออกไปให้พ้นสมอง

เธอบอกใน MSN ว่าเธอชอบเขา เขาเป็นรักแรกพบ...เขาพยายามหาเรื่องคิดเข้าข้างตัวเอง

...แต่ถ้าเกิดว่าผู้หญิงที่มาไม่ใช่เธอคนนั้นล่ะ อาจจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำซ้อนกับใครก็ได้ มันไม่ใช่เหตุการณ์ที่ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยสักหน่อย...

...เฮ้ย! คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกมั้ง น้ำหอมเอสเคปของเคลวิน ไคลน์ และตอนเกือบจะล้มในรถไปฟ้าที่สถานีสยามก็น่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันได้แล้วนี่...

เสียงกระดิ่งประตูทำให้จุลดิษฐ์ดึงสติให้หลุดออกจากภวังค์ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นและมองตรงไปยังบานประตู หัวใจของเขาเต้นระรัวเมื่อเห็นร่างเล็กๆ เดินก้าวเข้ามาใกล้...เธอมาแล้ว

อุณากรรณหันซ้ายหันขวามองหาเพื่อนสาวคนนัด...ทำไมยังไม่มาอีกนะ นี่ก็ตั้งหกโมงครึ่งแล้ว ลิลลี่เลิกงานห้าโมงไม่ใช่หรือ

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมาเตรียมกดหมายเลข แต่จู่ๆ มือใหญ่ของใครบางคนก็ฉวยเอาโทรศัพท์ไปจากมือของเธอเสีย อุณากรรณเงยหน้าขึ้นเตรียมอาละวาดใส่คนทำ แล้วเธอก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นหน้าคนที่เกือบโดนเธอว้าก

"นายฟ้า!" ดวงตาของอุณากรรณเบิกกว้างเพราะแปลกใจที่เห็นนายฟ้า...นายฟ้าของเธอ

"ครับ ผมเอง" ชายหนุ่มพูดเสียงนุ่ม ยอมรับชื่อที่หญิงสาวตั้งให้โดยดุษฎี มือใหญ่จับจูงหญิงสาวที่ยังงงๆ มองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจไปยังที่โต๊ะของเขา...เธอจะรู้ตัวไหมว่าเผลอเรียกชื่อที่ตั้งให้เขาออกมาโดยไม่รู้ตัว เอาไว้เขาจะถามเธอว่าทำไมเธอถึงเรียกเขาว่านายฟ้า

ความเย็นเริ่มเข้ามาครอบคลุมเมื่อมืออุ่นๆ ของเขาเลื่อนออกไป สติทั้งหมดกลับเข้ามาแทนที่ อุณากรรณยังคงงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ทำไมจู่ๆ นายฟ้าถึงได้มาปรากฏตัวต่อหน้าเธอได้นะ "เอ่อ...ขอโทษค่ะ คือ...ฉันนัดเพื่อนเอาไว้แล้ว"

"ผมเป็นคนนัดคุณออกมาเอง" เขาสารภาพอย่างกล้าๆ กลัวๆ

คำสารภาพทำให้ดวงตาของอุณากรรณเบิกกว้าง เธอแย้งออกมาว่า "ไม่มีทางหรอก คุณจะนัดฉันได้ยังไง ฉันนัดเพื่อนของฉันที่ชื่อลิลลี่ต่างหาก ฉันไม่รู้จักชื่อคุณเลยด้วยซ้ำ แล้วอย่างนี้ฉันจะนัดคุณออกมาได้ยังไง"

"จุลดิษฐ์ครับ"

"คะ? อะไรนะคะ"

ใบหน้าเหวอๆ ของเธอในตอนนี้ทำให้เขาต้องเผลอปล่อยยิ้มออกมา "ก็ชื่อผมไงครับ ตอนนี้คุณรู้จักผมแล้วนะ"

"ค่ะ คุณจุลดิษฐ์ แต่ดิฉันคงต้องไปแล้วล่ะค่ะ เพื่อนฉันกำลังรอฉันอยู่" อุณากรรณทำท่าจะลุกขึ้นยืน แต่อีกฝ่ายกลับรั้งข้อมือเธอไว้อย่างนุ่มนวล

"คุณอาจจะไม่เชื่อผม แต่เพื่อนคุณไม่มาหรอก เพราะว่าเมื่อตอนเที่ยง คุณคุยกับผม ไม่ได้คุยกับลิลลี่" ชายหนุ่มจงใจเน้นชื่อของลิลลี่

"คุณรู้จักลิลลี่" ดวงตาของหญิงสาวเบิกกว้างกว่าเดิมถึงสองเท่า

"ครับ ผมเป็นหัวหน้างานของลิลลี่เอง" จุลดิษฐ์รับคำ รอว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาถ้าเธอรู้ว่าเขาเอาชื่อเพื่อนเธอมาแอบอ้าง

"ถ้าอย่างนั้น..." อุณากรรณพูดไม่ออกแต่เข้าใจทุกอย่างได้ในทันที

ถ้าอย่างนั้นเราก็สารภาพรักกับเจ้าตัวไปแล้วน่ะสิ...ความคิดในสมองทำให้ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

จุลดิษฐ์ยิ้มอ่อนๆ ให้หญิงสาว "คุณอยากรู้ไหมว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณ"

อุณากรรณส่ายหัวยิก ไม่อยากรู้คำตอบเพราะรู้สึกว่าทุกอย่างมันรวดเร็วจนเธอตั้งตัวไม่ติด

เขาไม่สนใจกิริยาของเธอ แต่กลับพูดต่อไปว่า “ผมก็รู้สึกแบบเดียวกันกับคุณ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นคุณบนรถนั่น"

"ฉันไม่เชื่อหรอก คุณไม่เคยมองฉันเลยนี่" อุณากรรณอดไม่ได้ที่จะพูดประท้วง ความจริงเธอควรจะดีใจไม่ใช่หรือที่เขาก็รู้สึกแบบเดียวกันกับเธอ

"คุณไม่เห็นเองต่างหาก ผมชอบแอบมองคุณ เวลาคุณเผลอ พอคุณลงจากรถ ผมก็จะมองตามหลังคุณไปจนลับตาทุกที" ดวงตาของเขาฉายแววจริงใจ

"ฉัน...ฉัน..." หญิงสาวเอ่ยตะกุกตะกัก พูดไม่ออกกลายเป็นใบ้ไปเรียบร้อยแล้ว

"ผมรู้ว่ามันอาจเร็วไป แต่ผมจะไม่บังคับคุณหรอก ผมแค่อยากบอกว่าผมอยากรู้จักคุณให้มากกว่านี้ คุณจะให้โอกาสแก่เราทั้งคู่ไหมครับ"

อุณากรรณมองหน้าเขาด้วยความลังเล...เราก็ชอบเขามากไม่ใช่หรือ แล้วเขาก็ชอบเราเหมือนกันนี่ กล้าๆ หน่อยสิยัยอุ๊ เดี๋ยวก็กินแห้วอีกหรอก

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะตอบเขาว่าอะไร หญิงสาวจึงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาของเธอฉายแววเชื่อมั่นเต็มเปี่ยม "สวัสดีค่ะ อุ๊...อุณากรรณค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก คุณอยากจะลองคบกับฉันไหมคะ"

คำพูดของเธอทำให้เขาตั้งตัวไม่ติด ตอนแรกที่เห็นท่าทีของหญิงสาว เขานึกว่าเขาจะต้องไปโรงพยาบาลให้หมอดามอกแล้วเสียอีก

"ว่ายังไงคะ อุ๊ยังรอคำตอบอยู่นะ" อุณากรรณยิ้มหวานให้

ริมฝีปากของจุลดิษฐ์ฉีกกว้างด้วยความยินดี

"ด้วยความเต็มใจครับ” เขากุมมือเธอไว้หลวมๆ "ผม...ผมอยากขอบคุณโชคชะตาที่ทำให้เราได้มาพบกันโดยบังเอิญ" เขาช้อนตาขึ้นสบตาเธอ

"แต่ผมยังสงสัยอะไรอยู่อย่างนึงครับ ทำไมคุณถึงเรียกผมว่านายฟ้าล่ะ" เขาถามสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ

"ว้า...ความจริงอุ๊ไม่อยากบอกเลยนะเนี่ย" อุณากรรณยิ้มเขินๆ รู้ตัวว่าทำเปิ่นต่อหน้าเขามากมายเหลือเกิน

"น่า...บอกหน่อยนะ ก็ผมอยากรู้นี่" ชายหนุ่มตื้ออ้อนๆ

"ก็...ก็เราเจอกันบนรถไฟฟ้าทุกเช้าไม่ใช่หรือคะ แล้วอุ๊ก็ไม่รู้จักชื่อคุณเลย จะเม้าท์กะยัยลิลลี่ทั้งที เรียกแต่เขาคนนั้นๆ มันฟังดูแปลกๆ ยังไงพิกล อุ๊ก็เลยเรียกคุณว่านายฟ้าที่ย่อมาจากนายรถไฟฟ้าไงคะ” เธอยิ้มซนๆ จนจุลดิษฐ์อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบให้เธอ

ถึงแม้ว่าตอนนี้จุลดิษฐ์และอุณากรรณจะยังไม่รู้จักกันดีเท่าไหร่นัก แต่จากนี้ไป ทั้งคู่จะช่วยกันดูแลต้นรักที่เพิ่งแตกหน่อให้เติบโตเป็นต้นรักที่สมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน...หญิงสาวเชื่อมั่นอย่างนั้น...เธอเชื่อในโชคชะตาแห่งรัก

จบเรื่องโชคชะตาแห่งรัก
โดย มิถุนา
22.22 น. 16/1/2003




 

Create Date : 27 กันยายน 2553    
Last Update : 27 กันยายน 2553 1:29:47 น.
Counter : 419 Pageviews.  


มิถุนายน
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 32 คน [?]





บล็อกนี้เริ่มต้นจากการเก็บรวบรวมนิยายของมิถุนาให้เป็นหลักแหล่ง และต่อมาได้เพิ่มความชอบเกี่ยวกับเครื่องสำอาง การท่องเกี่ยว การกิน และเรื่องจิปาถะอื่นๆ ค่ะ ว่างๆ ก็แวะมาทักทายกันบ้างนะคะ

มิถุนา (busaba401แอตhotmail.com)

แวะทักทาย/ฝากคำถามได้ที่ cbox นะคะ แล้วจะมาตอบให้ทุกคนค่า








Fanpage นิยายของมิถุนา
(เฉพาะนิยายนะคะ ไม่ได้อัพเรื่องเครื่องสำอางค่ะ)
มิถุนา Mithuna นิยาย

โฆษณาหน้าของคุณด้วยเลยสิ



E-book ของมิถุนา
คืนปรารถนา
มิถุนายน
www.mebmarket.com
ทั้งหมดเริ่มต้นจากความเข้าใจผิด...อชิระคิดว่ามิลินท์หักหลังเขา เขาจึงใช้ความรักที่เธอมีให้เขาเป็นเครื่องมือในการแก้แค้น มิลินท์จาก...
ร้ายนัก(ไม่)รักเสียดีไหม
มิถุนายน
www.mebmarket.com
เมื่อยอดคุณป๊า ที่ถือคติที่ว่า “เรือล่มในหนอง ทองจะไปไหน” พยายามจับคู่ลูกๆ ที่เหลือให้ครบ อดีตคู่กัดสมัยละอ่อนเลยได้โคจรมาพบกันอีกครั้งในฐานะเจ้าบ่าวและเจ้าสาว...
New Comments
Friends' blogs
[Add มิถุนายน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.