บทที่ 2
บทที่ 2
ณอนผลักบานประตูเปิดสู่ทางเดินเข้าไปในคุก เขาเดินตามทางเดินยาว ๆ ไปยังห้องขัง เขาเคยมาคุกใต้ดินแห่งนี้นับร้อยครั้งแต่เขาก็ยังไม่คุ้นเคยกับมันอยู่ดี ความเย็น สัมผัสของความโหดร้ายทำให้เขารู้สึกตัวแข็งทื่อ เขามองเห็นภาพห้องที่มีประตูกรงเหล็ก หน้าต่างกรงเหล็ก ตาข่ายเหล็กล้อมรอบกรอบกระจก กรงเหล็ก ตู้ลิ้นชักเหล็กสิ่งเหล่านี้ไม่มีความรู้สึกอบอุ่นเจือปนอยู่เลย

ณอนทุบประตูเหล็กของเจ้าพนักงาน เขามองเห็นใบหน้าของ กลอเรีย ร็อดริเกซ เมียงมองดูเขาผ่านกรงเหล็ก ร็อดริเกซ เป็นคนร่างเตี้ย และอุ้ยอ้าย หล่อนมีดวงตาลาตินกลมโต หล่อนถลึงตาเป็นเชิงถาม หล่อนไม่เคยยิ้ม ไม่เยทำตัวให้ดูสบาย ๆ หรือแสดงความรู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น ประเภทที่กวนประสาทให้พวกผู้ชายอารมร์เสียได้ทุกวัน ทำไมเขาให้หล่อนมาทำงานที่นี่ ณอนนึกไม่ออกจริง ๆ
“สวัสดียามบ่ายครับ กลอเรีย “ เขากล่าวพร้อมกับเดินผ่านเธอไป สายรัดกระเป๋าถือของเขาหลุดออกในขณะที่เขากำลังควานหาเอกสารบางอย่าง
“สวัสดีตอนบ่าย คุณบาร์เร็ตต์ คุณสบายดีหรือ?” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตาอ่อนโยน
“ก็ดีครับ โรซาริโอเป็นไงบ้าง?” กลอเรียเคยแต่งงานแล้วและมีบุตรชายเล็ก ๆ คนหนึ่ง
“ภาคเรียนนี้เขาได้รับใบเชิดชูเกียรติ” ตาของหล่อนฉายแววอบอุ่นมากขึ้นกว่าเดิม “ ตรงไปที่นั่น และวางสัมภาระของคุณไว้บนโต๊ะ” หล่อนพูดพร้อมกับก้าวถอยห่างจากประตูเพื่อให้ณอนเดินผ่าน
แพตเตอร์สัน เจ้าหน้าที่เรือนจำอีกคนหนึ่งที่เข้าเวร ตัวอ้วนพองตาแฉะเพราะฤทธิ์เบียร์ เขาเหวี่ยงเท้าหมุนเก้าอี้เหล็กในห้องทำงานของเขา “ท่านทนาย” เขาทักพร้อมกับพยักหน้าทักทายณอน “บอกหน่อยสิ คุณลุ้นใครในแพคเกอร์ เกม?”
“ฟริสโก ลบสาม” ณอนตอบโดยไม่ได้ละสายตาไปจากเอกสารของเขา “อา.. มันช่วยเตือนความทรงจำของผม” เขาพูดพร้อมกับล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อและหยิบเอาธนบัตรใบละสิบดอลลาร์พร้อมกับบัตรพนันสีเขียวและวางไว้บนเคาน์เตอร์ข้าง ๆ เจ้าหน้า

แพ็ตเตอร์สัน เป็นที่รู้จักกันดีในช่วงเทศกาลแข่งขันฟุตบอลล์ เขาทำหน้าที่เป็นเจ้ามือรับแทงประเภทหกใบในท้องถิ่นนี้ ถ้าคนใดสามารถแทงผู้ชนะได้ถูกจำนวนหกคน เข้าจะได้รับหนึ่งพันเหรียญจากการแทงแค่สิบเหรียญ แม้แต่ผู้พิพากษาก็ยังแอบเข้ามาในห้องขังในตอนบ่ายวันศุกร์เพื่อมาวางแทงและจ่ายสิบเหรียญ
แพ็ตเตอร์สัน ดึงพวงกุญแจออกจากเข็มขัดของเขา “ว่าไง วันนี้จะตกเบ็ดเอาปลาตัวไหนล่ะ ท่านทนาย?”
“เรามีปลามากมายให้ตกในทะเลแถว ๆ นี้ หรือไม่ก็ในอ่างปลา” แพ็ตเตอร์สันชอบพูดติดตลก “บางทีเราอาจจะตกเอาปลาฉลาม แน่นอนฉลามเหล่านั้นผ่านเข้ามาทางประตูพร้อมกระเป๋าถือ”

ณอนได้อ่านคำรายงานของนายอำเภอ และได้อ่านชื่อเต็มของชายที่ผู้พิพากษาแมคลินขอร้องให้มาสืบพยานจำเลย “แชด ลี เคอร์ทิส” เขาตอบ
แพ็ตเตอร์สัน เอามือควานหากระดาษยับ ๆ ที่พิมพ์ออกมาจากพริ้นเตอร์บนราวที่ห้อยอยู่ที่ผนังห้อง “ โอ นี่ ใช่แล้ว เจ้าปิรันญา”
“ปิรันญาหรือ?”
“ใช่แล้ว เขาคือฆาตรกรไร้ศพ ใช่หรือเปล่าล่ะ ท่านทนาย? เรานึกคิดเอาเองว่าเขาคงเขมือบเหยื่อเข้าไปแล้ว เพราะไม่พบชิ้นส่วนของหล่อนแม้แต่ชิ้นเดียว”
แพ็ตเตอร์สันหัวเราะพร้อมกับผลักบานเปิดประตูเปิดออก ณอนปิดกระเป๋าดึงสายรัดให้แน่น ปากคาบใบรายงานของนายอำเภอเอาไว้ หอบเอาสำภาระแล้วเดินตามเจ้าหน้าที่เรือนจำไป
“เฮ้ คุณได้คนดังไว้ในอุ้งมือเชียวนะ บาร์เร็ตต์ ‘สิงห์ปืนยาว’ แชด เคอร์ทิส” แพ็ตเตอร์สันพูดพร้อมกับชี้มือไปที่ใบรายงาน
“ครั้งสุดท้ายที่ผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับเขาในนิตยสาร ไทม์ “ ณอนพูด “ เขายิงได้ทริบเปิล เอ เชียวแหละ แล้วเกิดบ้าบออะไรขึ้นมาล่ะ?”
“เขากันท่าคนอื่นไว้ และพยายามจะขว้างบอลล์ออกนอก แยงกี้ สเตเดียม”
“อย่างนั้นเชียวหรือ!” ณอนพูดพร้อมกับส่ายหัว
“แน่นอน ผมได้ยินว่าเกี่ยวกับการพนันในทีม บางทีอาจสูบโคเคนทั้งวัน อาจจะเป็นว่า ‘อา ให้ตายเถอะ ฉันจะโยนมันออกนอกสเตเดียมเฮงซวยนั่น!’ ” แพ็ตเตอร์สันหัวเราะกับการออกท่าทางของตัวเอง
“คุณได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้มาจากไหน?” ณอนถามอย่างสงสัย เพราะเจ้าหน้าที่เรือนจำดูจะร้ายไปกว่าเหล่าอีตัวแม่บ้านในเรื่องซุบซิบนินทา

“ลูกของผมติดเขาแจเลยในไฮสคูล พวกเขายังคงไปไหนมาไหนด้วยกัน” แพ็ตเตอร์สันตอบ จากนั้นก็หยุดไปครู่หนึ่ง เหมือนพยายามนึกถึงอะไรสักอย่างหนึ่ง เขาเอื้อมมือไปที่ประตูห้องขังที่ปิดอยู่ “คุณรู้ไหม ผมจำได้ว่าลูกชายของผมกลับมาบ้านหลังจากที่เคอร์ทิส ขว้างบอลล์ในวันนั้น มือของเขาเปื้อนเหมือนพยายามซ่อมเครื่องยนต์รถในขณะที่เครื่องยังคงทำงานอยู่ มือบวมเป่งและมีรอยแผลด้วย ผมเห็นเคอร์ทิสครั้งหนึ่งโดยมองผ่านเรด้าของปืนภาพขาวดำ เก้าสิบแปด เขากระโดดลงตรงเส้นใกล้ ๆ ลูกชายของผมในการฝึกซ้อม เก้าสิบแปด!” แพ็ตเตอร์สันผิวปาก “ ผมบอกได้เลยว่าเขาเป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดในเขต ออเรนจ์ เคานตี้ ในบรรดา ซีไอเอฟ ควอร์เตอร์แบ้ค เขาขึ้นนำเป็นผู้ที่ทำแต้มได้สูงที่สุดในการแข่งขันเบสบอลล์ และอยู่อันดับที่สามในระดับมืออาชีพ สามปีต่อมา โอคแลนด์ก็นำเขามาร่วมทีมจนเกือบจะสิ้นสุดฤดูการแข่งขัน ในขณะที่กำลังเล่นอยู่กับทีมบิกส์ เจ้าเบื๊อกนี่ก็พยายามจะข้างลูกบอลล์ออกจากแยงกี้ สเตเดียมบ้านั่น”

“นั่นเป็นสาเหตุให้เขาพลาดโอกาส ชวดเงิน ยี่สิบห้าล้านดอลลาร์ รวมถึงสัญญาต่าง ๆ ด้วย” ณอนพูดพร้อมกับผิวปากเสียดายที่เคอร์ทิสทำอะไรโง่ ๆ ทำให้ตัดอนาคตของตนเอง
“ห้องขังที่สามครับ ท่านทนาย” แพ็ตเตอร์สันบอกพร้อมกับปิดประตูตามหลังณอนเสียงดัง

ณอนเดินตรงไปที่ห้องทำงานแคบ ๆ และหาที่นั่ง มันเป็นห้องขนาดเท่าห้องส้วมเล็ก ๆ ที่พบเห็นตามปั้มน้ำมัน แต่ก็สะอาดพอใช้ ข้างในก่อกำแพงคอนกรีตและติดกระจกส่วนบนเพื่อใช้กั้นแยกออกเป็นสองห้อง ณอนต้องสัมภาษณ์ผ่านกระจกที่มีแผงลวดกั้น ซึ่งมีรอยนิ้วมือ รอยเลอะน้ำลาย และขี้มูกเปรอะเปื้อนหนาเตอะ เขาต้องมองหาตรงบริเวณที่มันใสสะอาดหน่อยเพื่อที่จะมองเห็นว่าลูกความของเขาหน้าตาเป็นอย่างไร สิ่งที่แตกต่างอีกอย่างหนึ่งของผนังทั้งสองด้านคือ จิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งพ่นด้วยสีดำอยู่ด้านในคุก โลโก้แกงส์ต่าง ๆ เครื่องหมายนาซี โรยด้วยพริกไทย และยังมีข้อความอื่น ๆ เช่น มันฝรั่งทอดแกล้มลูกหมา และ สาบานด้วยเลือด!

ณอนนั่งลงและอ่านแฟ้มประวัติของเคอร์ทิสอีกครั้งขณะที่เขารอ เขาได้อ่านมันคร่าว ๆ ไปแล้วครั้งหนึ่ง ชึ่งเขาจับเอาเฉพาะประเด็นสำคัญเพราะมันเป็นคดีอาญา สองสามนาทีผ่านไปจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงประตูดังแกร็ก เขาเงยหน้าขึ้นและเห็นแพ็ตเตอร์สันนำเคอร์ทิสเข้ามา เขาเป็นคนตัวใหญ่ หน้าตาดี ผมสลวย นัยย์ตาสีฟ้าใส สูงประมาณหกฟุตสามนิ้ว แต่เขาตัวหนาขึ้นกว่าตอนที่อยู่ชั้นมัธยมปลาย ราวกับว่าเขาใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายขลุกอยู่ในห้องยกน้ำหนัก

“นั่งลง” แพ็ตเตอร์สันบอก และเคอร์ทิสก็นั่งลงที่ม้านั่งเตี้ย ๆ เหมือนเด็กในคืนงานวันผู้ปกครองพบครู
“หวัดดี แชด” ณอนทัก “ผมชื่อณอน บาร์เร็ตต์ ผมเป็นทนาย ผู้พิพากษาแมคลินขอร้องให้ผมเป็นตัวแทนฝ่ายคุณ แต่ผมต้องการทราบข้อมูลบางอย่าง ก่อนที่ผมจะตกลงรับคดีของคุณ”
“ผมมนีทนายแล้วครับ” แชดพูดอย่างระมัดระวัง
“ครับ ผมรู้” ณอนพูด “ บิล เปลเซอร์ เกิดการขัดแย้ง”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เคอร์ทิสพูดด้วยท่าทีระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิม มันเหมือนสัญญาณเตือนอะไรบางอย่าง ณอนรู้ดีว่าบางครั้งเหตุไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่ไม่คาดการณ์อย่างเช่น ทำให้ใครบางตกใจ ภายในคุกแคบ ๆ อย่างนี้ การสูญเสียทนายก็ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ
“ ผมรู้มาเท่านี้แหละ แชด” เขาบอกพร้อมกับวางรายงานที่เขาเพิ่งกวาดสายตาอ่านลวก ๆ ลงบนตัก

“ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมผมจึงยังคงอยู่ที่นี่” แชดพูดเสียงดัง “คุณเปลเซอร์บอกผมว่า ผมจะออกจากคุกนี่เมื่อไหร่ก็ได้ หลังจากการไตร่สวนมูลฟ้อง ผู้พิพากษาจำเป็นต้องยกฟ้อง เขาบอกผมอย่างนั้น” เคอร์ทิสลุกจากม้านั่งถอยห่างออกไปสองสามนิ้ว แต่ใบหน้ายังแนบชิดกับกระจก จากนั้นก็เปลี่ยนช่องกระจกและพูดเสียงดัง “พวกเขาไม่พบศพของหล่อน พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโรบินตายหรือไม่ แล้วทำไมต้องขังผมไว้ที่นี่?”

โดยทั่ว ๆ ไป ณอนจะต้องแตะมือของลูกความเบา ๆ เพื่อทำให้เขามั่นใจ แต่ตอนนี้ นาฬิกาบอกเวลา ห้าโมงสิบเอ็ดนาทีแล้ว เวลาห้าโมงครึ่ง เจ้าหน้าที่จะเอารถบัสมาขนนักโทษกลับไปที่คุกประจำเขต และเคอร์ทิสก็ต้องไปขึ้นรถบัสคันนั้นไม่ว่าเขาอยากจะขึ้นหรือไม่ก็ตาม ณอนหยิบเอาหนังสือ “ฆาตรกร” ขึ้นมา ซึ่งได้รวบรวมสำนวนการสืบสวนคดีอาชญากรรม “ดูนี่สิ แชด ในนี้มีเอกสารหนากว่าสองนิ้ว เวลาที่ผมมีอยู่ก็คือ ต้องการรู้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกีบคดีของคุณ ดังนั้น ผมต้องทำข้อตกลงกับคุณนะ “ เขาวางหนังสือลง และพูดเบา ๆ “ ข้อแรก ผมมีคำถามจะถามคุณ จากนั้น ถ้ามีเวลาพอ ผมจะพยายามตอบตำถามของคุณ”
เคอร์ทิส ก้มตัวลงนั่งที่ตั่งตามเดิม พร้อมกับพยักหน้า
“ตกลง”
แชดยอมปฏิบัติตามอย่างรวดเร็วอาจทำให้ณอนรู้สึกแปลกใจถ้าเขาไม่รู้อะไรมาก่อน ปกติแล้วแชด เคยชินกับการรับคำสั่งจากผู้ควบคุมทีม ถึงแม้ว่าเขาอาจจะอยากอวดครวญบ้าง แต่เขาก็รู้สึกโล่งใจที่มีคนรับผิดชอบชีวิตของเขา

“ฟังนะ” ณอนบอก “ผู้หญิงที่คุณถูกกล่าวหาว่าฆาตรกรรมหล่อน ที่ชื่อ โรบิน เพ็นโรส เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ?”
“โรบิน เป็นแฟนผมตอนอยู่ไฮสคูล” แชดตอบ
ณอนพลิกด้านหลังกระดาษรายงานและจดตามที่แชดบอก “ ขอข้อมูลเกี่ยวกับหล่อนหน่อย แชด”
“ผมเคยรักเธอ” เขาเล่าเหมือนข้อความนั้นบอกชัดเจนหมดทุกอย่างแล้ว
“คุณเคยรักเธอ นั่นหมายถึงคุณแน่ใจว่าหล่อนตายแล้วใช่ไหม?”
“หล่อนคงตายแล้ว” เขาตอบ และเริ่มพูดเสียงดังอีกครั้ง “ หล่อนก็เคยรักผมด้วย หล่อนจะไม่ยอมให้ผมอยู่ที่นี่หรอกถ้าหล่อนยังคงมีชีวิตอยู่”
“เอาล่ะ “ ณอนพูดพร้อมกับยกมือขึ้นปรามตรงหน้าแชด “ สงบสติอารมณ์หน่อย เล่าเรื่องเกี่ยวกับหล่อนให้ผมฟังหน่อยซิ”
“ เอ่อ.. เธอเป็นคนสวยมาก” แชดเริ่มเรื่อง “ เธอเป็นนักแสดง เธอเคยแสดงหนังอยู่สองเรื่องในช่วงที่ทำสัญญา แหละเธอยังรับในละครแนวตลก ในเรื่อง ไชน์เฟล

ณอนพยักหน้า “เล่าต่อครับ”
“เราเป็นคู่ที่ดังมากในไฮสคูล ผมเล่นควอร์เตอร์แบค เธอเป็นหัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์หลัง จากจบไฮสคูลเธอก็ไปฮอลลีวูดเพื่อไขว่คว้าหางานแสดงที่เธอใฝ่ฝันส่วนผมได้ทำสัญญาเล่นในระดับโปร..”
“คุณหมายถึงเบสบอลล์มืออาชีพใช่หรือไม่?” ณอนรีบถาม เพราะเขาต้องการให้แชดรู้สึกว่าเขาคือ แฟนบอลของแชด เด็กคนนี้ต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่ฮีโร่ที่ใคร ๆ ยกย่อง ทาง ดี เอ ไม่ได้เสนอสัญญาผู้เล่นตัวจริงให้เขา

“ใช่ เบสบอลล์” แชดตอบ “ผมได้รับข้อเสนอทุนสำหรับฟุตบอลล์ด้วย แต่คนที่เก่ง ๆ หลายคนบอกผมว่า อนาคตของผมต้องเบสบอลล์ พวกเขารู้ดี” แชดเอนหลังพิงและหัวเราะสั้น ๆ ณอนสังเกตเห็นว่า แม้แต่อยู่ในคุกแบบนี้ เขายังหัวเราะได้สบาย ๆ นั่นเป็นสิ่งที่น่าคิด คณะลูกขุนต้องชอบ แชด เคอร์ทิสแน่
“แล้วเกี่ยวกับโรบินล่ะ?” ณอนถามต่อ “เกิดอะไรขึ้นกับเธอที่ฮอลลีวูด?”
“คือ.. ที่นั่นมันเป็นชีวิตที่ลำบากมากสำหรับเธอ สุด ๆ เลย เธอไปอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนไม่ดี อย่างเช่น ยาเสพติดอะไรพวกนั้น ผมรู้แค่นั้นแหละ ตอนที่เธอกลับมาที่นิวพอร์ท เธอสวยขึ้นมากเลย และมีเพื่อนเก่าแก่คนหนึ่งหางานให้เธอทำ” แชดก้มหัวลงและพยายามกลั้นน้ำตา “เธอทำงานเก่ง” เขาเล่าต่อ “ หาเงินได้มาก และกลับไปเรียนหนังสือต่อ”
“ถึงตรงนี้” ณอนบอก “ผมอยากย้อนไปถึงครั้งสุดท้ายที่คุณเห็นเธอมีชีวิตอยู่”
“เคอร์ทิสยักไหล่ “ ผมขับรถไปส่งเธอที่หน้าอพาร์ทเม้นในคืนวันศุกร์ เมื่อสองสามสัปดาห์ผ่านมา นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นเธอ”
“คุณพอจะทราบไหมว่ามีใครเห็นเธออีกไหมตั้งแต่คืนนั้น?”
“ไม่เลย ผมหมายถึงยังไม่เห็นมีใครพูดถึงเลย”
“เอาล่ะ” ณอนพูดพร้อมกับจดอะไรบางอย่างลงในใบรายงาน “ตอนที่คุณได้รับการไตร่สวนมูลฟ้อง เล่าให้ผมฟังหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“คือ ..มีเด็กคู่หนึ่ง บอกว่าพวกเขาเห็นผมทะเลาะกับโรบินที่ชายหาดและเห็นผมตบตีเธอ พวกเขาบอกว่า พวกเขาคิดว่าเธอตายแล้วตอนที่ผมแบกเธอไปที่รถของเธอ แต่เธอไม่ได้ตายนะ คุณบาร์เร็ตต์ เธอแค่เมาเท่านั้นเอง
“เอาล่ะแชด” ณอนพูดเบา ๆ “มีใครให้การเป็นพยานบ้าง?”
“ชายคนที่ชื่อ แฟรงค์ จอห์นสัน เขาให้การว่า ผมขอร้องเขาให้ช่วยกำจัดรถของโรบิน ก็มีอยู่แค่นั้น”
“เอาล่ะแชด” ณอนพูดต่อ “ การทะเลาะที่ชายหาดเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร?” เขารู้ว่าคำให้การของเด็กสองคนนั่นทำให้ตำรวจต้องตั้งข้อหาเคอร์ทิสเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายในศาลชั้นต้น

“นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม เธอเมามาก ทำให้เธอพล่ามเรื่องบ้าบออะไรก้ไม่รู้ออกมา” แชดพูด “ ผมคงได้ตบหน้าเธอไปครั้งหรือสองครั้งนี่แหละเพื่อทำให้อารมณ์ของเธอสงบลง มันก็แค่นั้นแหละ เธอสบายดีทุกอย่างตอนที่ผมไปส่งเธอที่บ้าน”

ณอนกวาดสายตาสำรวจดูแชดครู่หนึ่ง สิ่งที่เขาบอกมันขัดแย้งกันอย่างมากกับจากที่เด็กสองคนนั่นบอก พวกนั้นเล่าว่า ดูเหมือนว่าแชดทุบตีจนกระทั่งหล่อนตาย
“พวกคุณทะเลาะกันเรื่องอะไร?” ณอนถาม
“ก็แค่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ คุณก็น่าจะรู้”
“ไม่ ผมไม่รู้” ณอนพูดเชิงดุ “บอกผมมาตรง ๆ ว่า คุยกันเรื่องอะไร และเกิดอะไรขึ้น?”
“ก็แค่ทะเลาะกัน” แชดตอบอย่างเร็ว “ไม่มีอะไรสำคัญ ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเราทะเลาะกันเรื่องอะไร”

ณอนก้มมองดูรายงานของนายอำเภอ เขาลากนิ้วชี้มองหาข้อความที่อาจช่วยเขาได้ “แล้วชายคนที่คุณทิ้งรถไว้ให้ล่ะ?” เขาพูดพร้อมกับจ้องมองอีกครั้งเพื่อดูชื่อให้แน่ใจ “แฟรงค์ จอห์นสัน ใช่หรือไม่?”
“ผมไม่ได้ทิ้งรถไว้ให้เขา นายจอมโกหก เขามีปัญาหาอยู่เสมอ ๆ เขาคงแค่พูดโกหกเพื่อให้รอดตัวจากตำรวจ” แชดตอบ จากนั้นเขาก็ถามขึ้นว่า “ พวกเขาจะให้ผมอยู่อย่างนี้หรือคุณบาร์เร็ตต์ โดยที่ไม่มีศพของเธอมามาเป็นหลักฐาน?”

ณอนวางเอกสารทุกอย่างลงและโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อที่เคอร์ทิสจะได้มองเห็นใบหน้าเขาได้ชัดเจนผ่านกระจกมัวสลัวนั้น “ คุณก็รู้ แชด ผมก็ไม่ทราบว่า คุณเข้าใจลึกซึ้งขนาดไหนกับคดีนี้ มันดูเหมือนว่า พวกเขามีหลักฐานสำคัญหลายอย่างที่จะตั้งข้อกล่าวหาคุณ หลักฐานที่ถูกทำลายบางอย่าง”
“ผมไม่รู้เรื่องพวกนั้น” แชดโต้ “เจ้าเด็กที่ชายหาดนั่นคงไม่เห็นอะไรมากหรอก เพราะผมไม่ได้ฆ่าเธอ เธอแค่เมาจนสลบไป ก็แค่นั้น และแฟรงค์ จอห์นสัน” เขาพูดพร้อมกับหัวเราะ “ แฟรงค์ จอห์นสันก็ประเภทชอบเลี่ยงเพื่อเอาตัวรอด เขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เวลาเราเล่นด้วยกัน ตอนนี้เขาก็พยายามเลี่ยงเพื่อให้ตัวเองรอด เขาจะทำทุกอย่างเพื่อเงิน เขาคงกุเรื่องขึ้นก็ได้”

ณอนมองดูแชดอีกครั้ง เขารู้ว่าเด็กที่ให้การในวันนั้นอยู่ในอาการช็อค “มันอาจจะเป็นอย่างคุณพูดก็ได้ แต่สถานการณ์ในตอนนี้ โอกาสของคุณที่จะโน้มน้าวคณะลูกขุนได้แทบไม่มีเลย”
แชดไหล่ห่อลงทันที “แต่ผมไม่ได้ทำนะ”
ณอนหยุดชั่วครู่ ทนายความนั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้ให้คำปรึกษา นั่นเป็นสิ่งสำคัญของงานที่เขาทำ การพยายามอธิบายกฎหมายให้ลูกความเข้าใจ ให้คำแนะนำในเรื่องสิทธิ์และทางเลือก และเขาก็ต้องยึดเอากฎหมายเป็นหลัก การให้คำแนะนำแชดเพิ่งจะเริ่มต้น

“มันไม่สำคัญมากนักหรอกว่าคุณทำหรือไม่ มันขึ้นอยู่กับว่าหลักฐานที่พวกเขาจะกล่าวหาคุณมันมีน้ำหนักพอที่จะโน้มน้าวคณะลูกขุนได้หรือไม่” ณอนพูดต่อ “มันก็จริงที่พวกเขายังไม่พบศพ และพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องสร้างมันขึ้นมา ถ้าไม่มีศพมันก็จะเป็นการยากที่จะพิสูจน์ว่า หล่อนตายแล้ว นั่นแหละคือประเด็นว่าทำไมทนายความในเขตนี้จึงยากนักที่จะปิดคดีได้ เพราะว่าถ้าเขาตั้งข้อกล่าวหาเขาต้องหาหลักฐานมาพิสูจน์หรือไม่ก็ปล่อยจำเลยให้เป็นอิสระ มันเข้าข่ายของคุณ ทนายประจำท้องที่ก็รู้ มันเป็นการยากที่จะนำจำเลยขึ้นไตร่สวนเว้นเสียแต่ว่ามีหลักฐานแน่นหนาที่จะทำให้คุณดิ้นไม่หลุด และก็เป็นที่แน่นอนว่าเขาจะไตร่สวน เพราะทนายประจำท้องที่กำลังพยายามอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการไตร่สวนคดีอาญากับคุณ”

แชดก้มหน้าต่ำจนคางชิดกับทรวงอก วันก่อนที่เขาได้พบกับทนาย เขาคิดว่าเขาคงจะเดินออกจากคุกพร้อมกับทนาย
“คุณบาร์เร็ตต์ ผมไม่มีวันทำร้ายโรบินหรอก” แชดพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ ผมรักเธอ คุณถามใคร ๆ ก็ได้ที่รู้จักเรา ถาม แครี่ โรบินสันก็ได้ หล่อนเป็นเพื่อนสนิทของเธอ”
“แครี่ โรบินสัน เป็นทนายความไช่ไหม?” ณอนถาม ถึงแม้ว่าเขาจะเคยเห็นหล่อนสองสามครั้งในงานปาร์ตี้และในสำนักงานที่เป็นสำนักงานเครือข่าย สิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับแครี่ โรบินสันก็คือชื่อเสียงและความนับหน้าถือตา หล่อนเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทของพ่อ หล่อนอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ และได้เป็นผู้ดูแลบริษัทใหญ่ ๆ หลายแห่งซึ่งรวมถึงสำนักงานของณอนด้วย หล่อนสามารถควบคุมทนายใหญ่ ๆในสำนักงานของจนพวกนั้นหงอเลย หล่อนเป็นคนน่าคบมากทีเดียวในช่วงเวลาอย่างนี้ แต่ถ้าจะต่อกรด้วยละก็ หล่อนมีใบหน้าที่พวกผู้ชายจะยอมทุ่มเงินจนสุดตัวเพื่อให้ได้หล่อนมา และหล่อนยังมีชื่อเสียงในศาลต่าง ๆ อีกด้วย ประเภทรวยมากและหยิ่งมากเป็นที่รู้จักกันดีในนิวพอร์ท สำหรับณอนแล้วเขาของเลี่ยง ขอไม่พบเธอจะดีกว่า
“แครี่จะบอกคุณเองแหละว่าผมไม่ได้ฆ่าเธอ หล่อนรู้ว่าผมรักโรบินมากแค่ไหน”
“ผมเชื่อคุณ แชด” ณอนตอบ “แต่โชคไม่ค่อยดีเลยนะ ความรักเป็นสิ่งแรกที่โจทย์จะนำมาพิสูจน์ความผิด ความรักมีแนวโน้มว่าเป็นสิ่งเดียวที่ก่อให้เกิดฆาตรกรรมโหดมากที่สุด”

พอแชดเงยหน้าขึ้น แววตาของเขาตื่นตระหนกด้วยความกลัว ณอนมองเห็นชัดเจน แต่เขายังคงมีงานต้องทำต่อก่อนจะถึงห้าโมงครึ่ง
“ผมสังเกตเห็นในแฟ้มของเปลเซอร์ มีโทรศัพท์หลายสายเรียกเข้ามา ชายนิรนามคนหนึ่งพูดสำเนียงแคริเบียน ซึ่งแจ้งว่าเขารู้ว่าเปลเซอร์จะหาโรบินเจอได้ที่ไหน” ณอนพูด” เขาได้เล่าเรื่องโทรศัพท์เหล่านี้ให้คุณฟังไหม?”
“ไม่เลย”
“คุณคิดบ้างไหมว่า พวกที่โทรเข้ามาเขาต้องการอะไร?”
“ไม่เลย และผมก็ไม่รู้เรื่องพวกนั้นเลย” แชดขยับเปลี่ยนที่นั่งจนเกือบชิดติดกับด้านข้างของณอน เขาเอามือกอดอก
ณอนพิจารณาดูแชดแว๊บหนึ่ง ชายหนุ่มผู้ไม่เคยใช้ชีวิตในคุกมาก่อน ท่าทางเขาไม่มีความ กระตือรือร้นที่จะให้ความร่วมมือกับทนายเอาเสียเลยทั้งที่รู้ว่าทนายจะช่วยให้เขาเป็นอิสระ

“คุณรู้ไหม แชด” ณอนพูดเบา ๆ “จุดแข็งของทนายจำเลยที่ดีน่ะ เขาสามารถอ่านคนออก อ่านพยาน และลูกความ หรือแม้กระทั่งอ่านใจของทนายคนอื่น ๆ ด้วย พฤติกรรมการแสดงออกของคนในเวลาตอบคำถามบอกผมได้มากกว่าสิ่งที่เขาพูด และในขณะที่สัมภาษณ์นี้ ผมมีความรู้สึกว่าว่าคุณบอกความจริงแก่ผม บางทีมันอาจมีความเคลือบแคลงบ้างในบางประเด็น แต่ก็อยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง จนกระทั่งเมื่อผมได้เอ่ยถึงชาวแคลิบเบียนที่โทรหา”

เขาทำให้แชดต้องนั่งกระวนกระวายอยู่บนม้านั่ง “คุณอยากจะบอกผมเพิ่มเติมอีกไหมเกี่ยวกับชายคนนี้?” ณอนถามขึ้นในที่สุด
“ฟังนะ” แชดตอบ “ ผมสาบานได้เลยว่าผมไม่รู้อะไรเลย”
ณอนลังเล จ้องมองดูเขา สำหรับลูกความเกือบทั้งหมด มันเป็นการดีที่จะบอกพวกเขาให้รู้ตัวว่า เมื่อเขาคิดว่าลูกความโกหกเขาจะหยุดไม่พูดต่อ หลังจากนั้นเขาก็นั่งมองดูสภาพห้องขังที่ยาวรายเรียงที่เขาพบเห็นบ่อย ๆ
“คุณคิดว่าพวกเขาจะดำเนินการไตร่สวนไหม?” แชดถาม “เพราะเปลเซอร์คิดว่า ถ้าไม่พบศพ ศาลก็จะยกฟ้อง”
“ผมเสียใจนะ แชด พวกเขาดำเนินคดีกับคุณแน่ ๆ พวกเขากำหนดจะไตร่สวนคุณพรุ่งนี้”
“แต่ผมไม่ได้ฆ่าเธอ ไม่มีเหตุผลที่ผมจะทำร้ายเธอ มันน่าจะเป็น...” แชดหยุดกึกพร้อมกับเบือนหน้าหลบณอน
“น่าจะเป็นใครฮึ?” ณอนซักต่อ “ คุณรู้ว่ามีใครบางคนที่มีเหตุผลพอที่จะฆ่าหล่อนใช่ไหม? คุณต้องบอกผมมาเดี๋ยวนี้เลย”
แชดส่ายหัว ยังคงหลบสายตาณอน
“เธอกำลังโกหกใช่ไหม เจ้าหนุ่ม” ณอนพูด “ ผมคิดว่าคุณรู้ว่าหล่อนตายแล้ว และคุณคิดว่าใครเป็นคนฆ่าหล่อน?”
พลันแชดก็พล่ามออกมา “ ผมไม่รู้หรอกว่าใครฆ่าเธอ”
“แต่คุณก็รู้ใช่ไหมว่าหล่อนตายแล้ว?”
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้น”
“ฟังนะ ผมรู้ว่ามันโกหกทั้งเพ จากที่ได้ฟังมา”
แชดไม่ตอบ สายตาจับอยู่ที่ผนังห้อง
“มองหน้าผมสิ แชด” ณอนตะคอก “มองหน้าผมสิ!”
เขาจึงค่อย ๆ หันมามอง
“แชด ผมคิดว่าไม่เป็นการฉลาดเลยนะที่ผมต้องมารับคดีที่มีความซับซ้อนอย่างนี้ และโดยเฉพาะเมื่อผมรู้ว่าลูกความของผมโกหก”
ณอนลุกเตรียมที่จะออกไป
“คุณบาร์เร็ตต์ ผมเสียใจครับ” แชดอ้อนวอน “ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามที่ผมคิดเอาไว้ ผมหมายถึงว่า เธอมีปัญหามากตอนที่เธออยู่ฮอลลีวูด เธอติดยางอมแงม คบคนไม่ดี ผมคิดว่าเธออาจเป็นหนี้เงินพวกนั้น คนที่ผมไม่รู้จัก”

ตอนนี้เขาเริ่มได้เรื่องจริง ๆ แล้ว “รู้จักชื่อพวกนั้นบ้างไหม?” ณอนถามต่อ
“ไม่เลย ผมเสียใจครับ ผมเล่นบอลล์อยู่ตลอดเวลา โรบินก็ใช้เวลาไปขลุกอยู่กับพวกนั้น”
แพ็ตเตอร์สันเดินเข้ามา ทำท่าพยักเพยิดบอกณอน “เสียใจนะณอน ” แพ็ตเตอร์สันกล่าว “เราต้องพาเขาไปเข้าแถวเตรียมขึ้นรถบัสแล้ว”
แชดลุกขึ้น เดินตามแพ็ตเตอร์สัน แล้วหันมามองณอน “คุณจะช่วยผมไหม?”
“ผมยังให้คำตอบตอนนี้ไม่ได้” ณอนตอบขณะมองแชดเดินผ่านประตูไปจนลับตา ความจริงก็คือ ณอนรู้ตัวแล้วว่าเขาอยากทำคดีนี้ แต่แชดเคอร์ทิสยังไม่รู้ ในที่สุดเขาก็นำตัวเองไปสู่คดีดังระดับโลก คดีที่หายากในโลก ณอนไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กหนุ่มคนนี้จึงไม่บอกความจริง ณอนรู้ดีว่าเขารู้มากกว่าสิ่งที่เขาบอก แต่เพราะอะไรล่ะ? มันจะคุ้มค่าไหมกับการยอมเสี่ยง หลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาฆาตรกรรม แล้วมาซ่อนตัวอยู่ในนี้?”



Create Date : 12 มกราคม 2554
Last Update : 12 มกราคม 2554 13:27:49 น.
Counter : 293 Pageviews.

0 comment
บทที่ 1
ผู้พิพากษา ซิลเวีย เคลบรีส หญิงร่างผอมบาง เส้นเลือดดำปูดประปรายบนหลังมือของเธอ ใบหน้าซูบผอม เธอนั่งพิงพนักเก้าอี้และกรรโชกขู่ “ฉันของเตือนคุณสุภาพบุรุษทั้งสองนะ ถ้ายังไม่หยุดทะเลาะกันในห้องพิจารณาแห่งนี้ ฉันจะตั้งข้อหาหมิ่นประมาท”
เธอมองไปที่ ณอน บาร์เร็ตต์ ทนายจำเลยหนุ่ม และจากนั้นมองไปที่พยานโจทย์ นักสืบทอม แกมโบ ผู้ซึ่งรู้สึกไม่สบายใจถ้าไม่ได้พกปืนที่ผ่านการตรวจแล้วเข้ามาด้วย
“ได้ชินชัดเจนแล้วใช่ไหม?” เธอย้ำเตือนอีกครั้ง จากนั้นก็เอนหลังนั่งพิงพนักเก้าอี้ต่อ เธอรู้ว่าการข่มขู่ด้วยวิธีนี้มันใช้ไม่ได้ผล บาร์เร็ตต์ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ไม่เหมือนพวกทนายความที่เก๋าประสบการณ์ แต่เขาก็เป็นคนฉลาดและเป็นคู่ปรับที่น่ากลัว เวลาเข้ามาที่ห้องพิจาณาคดี เขามักจะหอบเอากระดาษโน้ตสั้นปึกใหญ่ ๆ เข้ามาด้วย และหนังสือที่ทำเครื่องหมายโดยใช้กระดาษสีเหลืองที่ไม่ใช้แล้วมาคั่นเอาไว้ เขาสามารถพิจาณาคดีตามที่ได้รับมอบหมายทั้งทนายฝ่ายโจษและบางครั้งก็รับหน้าที่เป็นทนายฝ่ายจำเลย
แกมโบ ซึ่งตอนนี้ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นเมื่อเขารู้สึกเสียหน้า
“เอาละ คุณบาร์เร็ตต์ ซักต่อได้” ผู้พิพากษาบอกเขา
ณอน ดึงเอาเอกสารที่มัดเป็นปึกออกจากกระเป๋าใส่เอกสารที่อัดแน่นนูนป่อง แล้ววางโป๊ะลงที่โต๊ะพื้นลาดเอียง เขาจงใจทำลักษณะคล้ายการกระแอมไอเพื่อต้องการทำลายความเงียบ เขาเป็นคนรูปร่างสูง หน้าตาดูเป็นคนหัวรั้น บุคลิกเหมาะสำหรับคนทำงานเจ็ดสิบห้าชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขามีผมสีน้ำตาลอ่อน ทรงผมเปิดหน้าตามสไตล์ของคนเล่นกระดานโต้คลื่น และหวีเรียบแปล้ไว้ด้านหลัง เวลาเขาลงเล่นกระดานโต้คลื่น น้ำเค็มของทะเลและผมที่เปียกน้ำจะไม่เข้าตาของเขา เพียงแค่ใช้มือปัดรวบอย่างเร็วก็ใช้ได้แล้ว แต่ในตอนนี้ผมเขาสั้นเกรียนกว่าเมื่อก่อนมาก ตอนนี้กำลังทำคดีอาชญากรรมให้กับบริษัทที่มีชื่อเสียงที่สุดในเซ้าเทิรนแคลิฟอร์เนีย
ขณะที่เขาค้นหาปากกาในกระเป๋าเอกสาร ณอนเลิกคิ้วขึ้นสูง และสำรวจพยานฝ่ายโจทก์อย่างรวดเร็ว แกมโบ เป็นคนหน้าบึ้ง คอย่นเหมือนสุนัขพันธ์บุลด็อก มืออวบอ้วนสะอาด เป็นคนประเภทกัดไม่ปล่อย เวลาเขาควบคุมอารมณ์ไม่อยู่หน้าของเขาจะแดงก่ำ ณอนจะดูออกอย่างง่ายดายเพราะมันแดงเหมือนการ์ดอวยพรวันคริสมาสยังไงยังงั้น
“เอาล่ะ .. จ่า เป็นเวลาเท่าไหร่ตอนที่คุณไปถึงบ้านของลูกความผม?” ณอนผงกศีรษะข้ามโต๊ะพิจารณาคดี ขณะที่ เท็ดดี้ เบอร์เกอร์ นั่งตัวลีบอยู่อย่างกระวนกระวาย เขาเป็นคนผิวคล้ำ ไม่นิ่ง อายุยี่สิบปลาย ๆ ท่าทางจัดเป็นคนอารมณ์ร้ายสุด ๆ ตามที่พบเห็นในศาล
เบอร์เกอร์ พนักงานบัญชีฝึกหัด โดนข้อหาฆ่ามยามอาวุโส ผู้ซึ่งทำงานกะกลางคืนในบริษัทที่เขาเป็นลูกจ้าง ยามโดนยิงที่ศีรษะห่างจากห้องทำงานของเขาสี่สิบฟุต หลังจากที่มีบันทึกคำให้การของเบอร์เกอร์ การฟ้องคดีอาญาต่อเบอร์เกอร์นั้นขึ้นอยู่กับการให้การสารภาพของเบอร์เกอร์ ซึ่งผู้ต้องหาให้ไว้ต่อแกมโบ หลังจากที่ยิงไปแล้วสองวัน ณอนกำลังพยายามเบิกความจากคำสารภาพ
“ผมไปถึงที่นั่นราว ๆ ห้าทุ่ม” แกมโบตอบ
“ คุณได้ถือใบสั่งจับกุมหรือหมายค้นไปด้วยหรือไม่ในตอนนั้น”
“ผมไม่จำเป็นต้องมีหมายครับ ท่านทนาย”
พื้นไม้เก่า ๆ ของห้องพิจารณคดีลั่นเสียงดังเอี๊ยดเมื่อณอนก้าวช้า ๆ เข้าไปยืนต่อหน้ายานฝ่ายโจทก์ ที่นี่เป็นศาลปกครองส่วนท้องถิ่น ห้องมีเพดานสูง ตู้โลหะสำหรับเก็บแฟ้มต่าง ๆ ตั้งเรียงรายชิดผนังห้องซึ่งบุด้วยไม้เพื่อให้รับกันกับบัลลังก์ผู้พิพากษาและห้องของคณะลูกขุน แท่นเบิกความเป็นไม้สีทึม ๆ มีพลาสติกสองแผ่นติดไว้มีข้อความว่า โจยท์ และ จำเลย และตั้งอยู่ด้านหน้าเพื่อที่คณะลูกขุนจะได้แยกออกว่าใครกำลังอยู่ในบทบาทไหน
“แล้วทำไมคุณจึงไม่จำเป็นต้องมีหมาย?” ณอนถามราวกับว่าเขาไม่เคยรู้มาก่อน
“งานสืบสวนของผมเพิ่งจะเริ่มต้น และยังไม่แน่ใจว่า เบอร์เกอร์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตรกรรมหรือไม่ ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย ผมก็ไม่จำเป็นต้องมีหมาย”
ณอนหมุนตัวรอบ ๆ เขาโยนปากกาและแผ่นกระดาษโน้ตลงบนโต๊ะทนาย ยิ้มให้กับตัวเอง เขาไม่ใช่เป็นคนประเภทเล่นไปตามบท เขารู้ดีว่า แกมโบเป็นตำรวจประเภทที่ต้องการเห็นการปิดคดี แน่นอนถ้านั่นมันหมายถึง ผู้บริสุทธิ์บางคนต้องติดคุก หรือบางคนอาจต้องทนรับความเจ็บปวดกับรอยฟกซ้ำดำเขียว ซึ่งไม่มีใครสนใจใยดีพวกเขา
“ถ้าอย่างนั้น ลูกความของผมก็ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย ใช่หรือไม่?” ณอนถามและเดินวนไป
ใกล้ ๆ แกมโบ
“ก็อย่างที่ผมพยายามจะอธิบาย ตอนนี้เรายังไม่มีอะไรน่าสงสัย เพียงแต่เป็นการสืบสวนตามหน้าที่ ยามที่รักษาการณ์อยู่บนตึกลูกความของคุณ เขาถูกยิงตายเสียชีวิต ผมเพียงแค่อยากรู้ว่า นายเบอร์เกอร์รู้อะไรบ้างไหม”

“ถ้าเช่นนั้น นี่ก็เป็นการเบิกความพยานของคุณ” ณอนพูดพร้อมกับเปิดเอกสารที่เย็บเป็นปึกไว้อย่างรวดเร็ว “ประเด็นก็คือ ให้ผมอ่านทวนให้คุณฟังนะ วงเล็บเปิด ‘หลังจากที่ผมเคาะประตูหน้าบ้าน หนึ่งหรือสองนาทีผ่านไปก่อนที่นายเบอร์เกอร์จะเปิดประตู’ วงเล็บปิด ”
แกมโบสูดหายใจลึก ๆ ก่อนตอบ “ถูกต้อง”
ทั้งสองต่างรู้ดีว่า ณอนกำลังตีขอบเส้นรอบ ๆ แกมโบ เส้นแล้วเส้นเล่า และนักสืบก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้นอกจากพยายามหาทางดิ้นให้หลุดก่อนที่ณอนจะต้อนจนเขาจนจนตรอก
“และจากนั้น นายเบอร์เกอร์ก็ก้าวออกมา?”
“ถูกต้อง”
“ถูกต้อง” ณอนกล่าวและมีท่าทีลังเล เขาเอานิ้วหัวแม่มือเการิมฝีปากล่างท่าทางบอกว่าสับสน “แต่... ตอนนั้นฝนกำลังตกใช่ไหม?”
“ตกหนักมาก” แกมโบพูดตามความจริง
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่สอบปากคำนายเบอร์เกอร์ข้างใน?”
“ผมถามเขาว่า ผมเข้าไปข้างในได้หรือไม่ เขาตอบว่าไม่ได้ จากนั้นเขาก็ก้าวออกมาและปิดประตูตามหลังเขา”
“คุณจึงดำเนินการสอบปากคำเขา?”
“ถูกต้อง”
“โดยที่คุณไม่ได้เข้าไปข้างในบ้าน”
“ไม่ได้เข้าไป”
ณอนหยุดเดินและตรจดูรายงาน เขาสูงหกฟุตเศษ ๆ สูงกว่านักสืบประมาณสองสามนิ้ว แต่ในขณะที่แกมโบนั่งอยู่ บนแท่นเบิกความ สายตาของทั้งสองจึงอยู่ในระดับเดียวกัน
“ดังนั้น คุณจึงยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน และสอบปากคำนายเบอร์เกอร์?”
“ครับฝนกำลังตก”
ณอนพิงโต๊ะลูกขุน เอามือกอดอกท่าทางเหมือนไม่เชื่อในคำที่เขาพูด “มีใครบ้างอยู่ที่นั่น?”
“มีใครอีกนะหรือ?” แกมโบย้อนถาม ชะงักนิดหนึ่ง เพราะไม่แน่ใจว่าบาร์เร็ตต์ มีพยายนอื่นอีกไหม
“ใช่ ผมหมายถึง คุณมีคู่หูไหม? นักสืบน็อกส์ ใช่หรือไม่?”
“ใช่ ถูกต้อง” แกมโบตอบอย่างระมัดระวัง หรือบาร์เร็ตต์อาจเค้นเอาความจริงจากน็อกส์แล้วก็ได้ นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมชายคนนี้จึงเป็นตัวอันตราย แกมโบไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาจะขุดเจาะเรื่องอะไร “คืนนั้นน็อกส์ไม่ได้ไปด้วย” เขาพูดต่อ “เขาติดภารกิจที่บ้าน”
“ดังนั้น คุณจึงไปคนเดียว”
“ครับ ท่านทนาย ผมไปคนเดียว” เขาตอบพร้อม ๆ กับมองฌอนหัวจรดเท้าเผื่ออาจพบสัญญาณอะไรบางที่บ่งบอกว่าเขากำลังจะเอายังไงต่อไป
“มันไม่ดึกไปหน่อยหรือสำหรับจะสอบปากคำใครบางคน ตามที่คุณบอกว่าเป็นการสอบปากคำพยานทั่ว ๆ ไป”
“นักสืบที่ดีไม่จำเป็นต้องทำงานเก้านาฬิกาถึงห้าโมงเย็นเหมือนทนายความ” แกมโบแย้ง
“ถ้าคนคนนั้นไม่มีครอบครัวเหมือนอย่างน็อกส์ใช่หรือไม่?” ณอนตะคอกกลับ เขารู้คำตอบข้อนั้นดี ภรรยาของแกมโบสองคนล่าสุดได้ทิ้งเขาไป และลูก ๆ ของเขาก็ไม่ยอมพูดกับเขา ถ้าเขาไม่ได้เป็นตำรวจ เขาก็คงไม่มีชีวิตอยู่อย่างนี้หรอก
แกมโบขมวดคิ้ว
“ฟังนะ เมื่อลูกความของผมก้าวออกมานอกชานบ้าน แล้วเกิดอะไรขึ้น?” ณอนถามต่อ
“ผมบอกไปว่า ผมมีคำถามสองสามข้อจะถามเขากรณีการยิงกัน”
“จากนั้น?”
“คือเราต้องการให้แน่ใจว่าเขาไม่เห็นหรือไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
“มีอะไรอีกไหม?” ฌอนยิงคำถามอย่างรวดเร็ว เขาต้องการต้อนแกมโบให้จนมุมเมื่อเขาก้าวถึงหน้าผาแล้วณอนจะผลักให้เขาไปข้างหน้า เมื่อเขาไม่มีทางเลือกเขาก็ต้องกระโดด
“เออ..คือว่า” แกมโบพูดต่อ “ ผมเพียงอยากจะรู้ว่าทำไมเขาจึงทำงานล่วงเวลาในคืนจำเพาะอย่างนั้น”
“และเขาตอบว่าอย่างไร?”
“เขาบอกว่า นั่นไม่ใช่สิ่งผิดปกติสำหรับเขาที่ต้องทำงานล่วงเวลาเพื่อทำงานใหเสร็จทันเวลา”
“แล้วคุณบอกเขาว่าอย่างไร?”
“ผมบอกเขาไปว่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมได้ยินมา ผมสอบถามนายจ้างของเขา เขาบอกว่า เขาไม่เคยเห็นเบอร์เกอร์มาทำงานนอกเวลามาก่อน”
“แล้วเขาบอกคุณว่าอย่างไร”
“เขาบอกว่านายจ้างของเขาพูดผิด”
“เอาละ นี่เป็นการเบิกความให้การของคุณ “ ณอนกล่าวพร้อมกับกวาดสายตาดูรายงาน “คุณกล่าวว่า วงเล็บเปิด ‘นายเบอร์เกอร์ก็โพล่งออกมา “ผมอยู่ที่นั่นตอนที่เขาถูกยิง ผมกำลังถือเอกสารบางอย่าง ซึ่งเป็นเอกสารที่ผมไม่ควรจะเอาไป และยามก็ไล่ตามผม และชายคนนั้น ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ที่อยู่กับเรา ได้ยิงเขา ” ’ วงเล็บปิด”
“ถูกต้องครับ” แกมโบตอบ
“เพียงแค่โพล่งออกมา ใช่หรือไม่?”
“ใช่ครับ”
“เอาละ ผมเข้าใจ” ณอนพูดพร้อมกับเดินถอยหลังห่างจากแกมโบ เขาพูดเน้นเสียงหันไปทางผู้พิพากษา “ผมสับสนเล็กน้อย..จ่า คุณได้รายงานว่าลูกความของผมอยู่ ณ บริเวณเกิดเหตุการยิง และการเบิกความพยานของคุณคือเขาไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย?” ณอนผายมือออกกว้าง เป็นการบอกว่าไม่ชื่อ
“ถูกต้องครับ” นักสืบตอบ
ณอน หันขวับ สาวเท้าเข้าไปใกล้และพูดเสียงดัง “แล้วทำไมคุณไม่คุมขังลูกความของผม”
“ฟังนะ ท่านทนาย “ แกมโบโต้ตอบ เริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ “ ไม่ต้องมาเสียเวลาผ่าสมองของผมเพื่อหาในสิ่งที่คุณกำลังขุดคุ้ยเอาจากผมหรอกนะ” มือทั้งสองของเขาวางบนขอบแสตนด์ท่าทางเหมือนจะกระโดดข้ามไป “เบอร์เกอร์ ยังไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยผมจึง’ไม่คุมขังเขา! นอกจากนี้ ผมยังไม่มีโอกาสได้สอบปากคำเขา เขาทรุดฮวบลงลงตรงระเบียงทางเดิน เอามือทั้งสองปิดหน้า และเริ่มโพล่งคำสารภาพออกมา เฮ้.. มันทำให้ผมแปลกใจเหมือนกันนะ”
“ผมก็แปลกใจเช่นกัน” ณอนพูดโดยไม่ใส่ใจกับคำพูดเหน็บแนมของเขา เพราะขณะนี้ แกมโบกำลังยืนอยู่ ณ จุดที่เข้าต้องการ เขาจึงรีบต้อนต่อไป “จากนั้นคุณทำอะไรต่อ?”
“อ่านสิทธิ์ให้เขาฟัง ถามเขาว่าเข้าใจในสิ่งที่บอกไปหรือไม่” และเมื่อเขาพยักหน้า เขาพยักหน้าแทนคำตอบผมจึงใส่กุญแจมือเขา”
“จ่า แกมโบ” ณอนพูด เว้นจังหวะ เขาเดินเข้าไปชิดแสตนด์ ของพยานโจทก์อีกครั้ง และหาจุดยืนของตัวเองเพื่อให้ผู้พิพากษามองเห็นถนัดว่านักสืบกำลังให้การเท็จ “ลูกความของผมช่วงเวลาในคืนนั้นบอกแก่คุณไหมว่าเขาต้องการพูดคุยกับทนาย?”
“ไม่เลย จนกระทั่งผมจับกุมเขา”
“คุณแน่ใจ?”
“แน่ใจ” แกมโบพูดด้วยเสียงอันดัง เน้นเสียงหนักที่พยางค์แรก
“ไม่มีคำถามสำหรับพยานโจทก์อีกแล้วครับ ใต้เท้า” ณอนพูดโดยไม่ละสายตาไปจากแกมโบเผื่อว่าเขาอาจมีอะไรเพิ่มเติมอีก “ แต่กระผมใคร่ขอรบกวนให้นายแกมโบอยู่ที่เดิมก่อนขณะที่นางแอนน์ พอตเตอร์ ให้การต่อศาล”
เจ้าพนักงานศาลเดินไปที่ห้องโถง สองสามนาทีต่อมาเขาก็พาหญิงแต่งตัวดีคนหนึ่งเข้ามาในห้องพิจารณา หล่อนอายุราว ๆ สี่สิบปลาย ๆ รูปร่างสูงเพรียวใส่สูทผ้าไหมสีน้ำเงินราคาแพง เข้ากันกับร้องเท้าหนังส้นสูง หล่อนเป็นคนประเภทชอบตุ๊กตาที่ชอบให้คนอื่นปรนเปรอ อาชีพที่หล่อนสนใจมีเพียงอย่างเดียวคือทำตัวให้มีเสน่ห์ดึงดูดใจ การชม้ายชาตาของเธอเป็นงานที่เธอถนัด ผิวของเธอสีแทนเข้ม แขนเรียวเล็ก และผมสีบรอนด์จัดทรงอย่างดี
“คุณพอตเตอร์” ณอนเริ่มคำถามหลังจากที่เธอได้สาบานตนแล้ว “ขอบคุณเป็นอย่างมากที่เวลามาให้ ผมรู้ว่าคุณคงลำบากใจอย่างมากเลยในการมาที่นี่” เขาพูดราวกับว่ากำลังอ้อนวอนเธอให้ช่วยบริจาคเงินสมทบกองทุน เขาพยามช่วยให้เธอรู้สึกสบาย เธอมีอาการประหม่าตัวสั่นเหมือนนกกระจอก การทำตัวสุภาพให้มาก ๆ บางครั้งก็อาจเหมาะกับคนที่ชอบการการเอาอกเอาใจ เขาให้เวลาเธอเตรียมตัว เธอจัดกระโปรงให้เรียบร้อย มองหาที่วางกระเป๋า จากนั้นเขาก็เริ่มช้า ๆ เพื่อให้เธอคุ้นเคยกับเสียงของตัวเองที่สะท้อนก้องในห้องกว้างนี้
“เริ่มด้วย ในคืนวัที่ 2 พฤศจิกายน ของปีนี้ คุณอยู่ที่ไหนครับ?”
“เลขที่ 14997 โดเวอร์ ฮันทิงตัน บีช” หล่อนตอบเบา ๆ
“และคุณได้รู้จักกับจำเลย... นายเบอร์เกอร์ใช่หรือไม่?”
“ใช่ค่ะ” เธอตอบ “เขาเป็นเพื่อนบ้านของฉัน”
ณอนเอามือล้วงกระเป๋า และเดินเข้าไปหาเธออย่างช้า ๆ ท่าเดินของเขาเหมือนเดินเล่นในสวนสาธารณะ “คุณรู้จักกับนายเอบร์เกอร์นานเท่าไหร่?”
“ตั้งแต่เราย้ายเข้ามาเมื่อสามปีที่แล้ว”
“ใครคือ ‘เรา’ ?”
“สามีของฉัน จอห์น และตัวฉันเอง” เธอตอบ
เธอล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าลูกไม้ออกจากกระเป๋าสะพาย และไอเบา ๆ ใส่ผ้าเช็ดหน้า ณอนคิดว่าเป็นภาพที่น่าสงสาร แต่ผู้พิพากษาคงไม่มีเวลามาสนใจมากนัก อาจจะเรียกร้องความเห็นใจจากคณะลุกขุนได้ แต่สำหรับเคลบรีสแล้วนั่นไม่มีความหมายอะไรเลย ผู้หญิงคร่ำครวญ ผู้ชายร้องไห้ เด็กกำพร้าตัวเล็ก ๆ เข้าคุก เพราะพ่ออารมณ์ผิดปกติชักจูงในทางที่ผิดและถูกคุมขังสิบห้าถึงยี่สิบห้าปี เรื่องเหล่านี้ผู้พิพากษาพบเห็นอยู่ทุกวัน
“คุณจัดนายเบอร์เกอร์อยู่ในฐานะเพื่อนไหม?”
“ค่ะ” ตาของเธอเป็นประกายขณะที่เธอชำเลืองมองไปที่จำเลย และเธอฝืนยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก เบอร์เกอร์ยิ้มตอบ
“คุณและสามียังคงอาศัยอยู่ที่โดเวอร์อยู่หรือ?” ณอนถามต่อ
“เออ ไม่ค่ะ ฉันหมายถึง ฉันยังคงอยู่ที่นั่น” เธอพูดด้วยท่าทีลังเล
ณอนพยักหน้า และกึ่งขยิบตาเป็นเชิงบอกให้เธอพูดต่อ
“สามีของฉันย้ายออกไปเมื่อเดือนที่แล้ว” เธอตอบ “เราแยกทางกัน”
“ผมเข้าใจ อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้แยกทางกัน?”
“คือว่า.....” เธอเริ่มเล่า จากนั้นเธอมีท่าทีลังเล เธอกลอกสายตามองไปรอบ ๆ ห้องราวกับว่ากำลังมองหาทางออก ถ้าเพียงแต่ณอนสามารถทำให้เธอผ่านคำถามนี้ไปได้ เขารู้ดีว่า ส่วนที่เหลือไปจะง่ายขึ้น
“สามีของฉันรู้เรื่องระหว่างฉันกับเท็ดดี้” เธอกระซิบเบา ๆ
“ขอโทษ คุณต้องพูดให้ดัง” เคลบรีสตะคอกเสียง
นางพอตเตอร์สูดลมหายใจลึก ๆ และมองตรงไปที่เบอร์เกอร์ ราวกับว่ากำลังนั่งอยู่บนเรือกู้ภัยกลางทะเลเหตุเพราะเรือใหญ่กำลังถูกทำลายด้วยตอร์ปิโด
“เท็ดดี้กับฉันมีความสัมพันธ์กัน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เสียงอื้ออึงจากผู้ฟังดังขึ้น ผู้พิพากษาเคลบรีสส่งสายตาปรามพวกเขา การเปิดเผยความจริงอย่างนั้นมักก่อให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตได้ ดังนั้นท่านจึงปล่อยให้ห้องพิจารณาค่อย ๆ สงบลงไปเองโดยไม่ทุบค้อน
“ซักต่อ คุณบาร์เร็ต” เป็นสิ่งเดียวที่ท่านจะทำให้ห้องโถงเกิดความเงียบ
ณอนหันกลับไปหาพยานจำเลย เขารู้ว่า เขากำลังเป็นจุดสนใจ สายตาทุกคู่จ้องจับเขาอยู่ พลันแกมโบซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ก็โน้มตัวไปข้างหน้า มือที่อูม ๆ ของเขากำแน่น
“เท็ดดี้คนนั้น คุณหมายถึงนายเบอร์เกอร์ใช่หรือไม่?” ณอนถามเธอ
“ค่ะ” เธอตอบ พร้อมกับเหลือบมองเบอร์เกอร์อีกครั้งด้วยแววตาอ่อนโยน เป็นที่ชัดเจนว่าเธอมีสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับชายหนุ่ม ณอนไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุอันใด เบอร์เกอร์อ่อนกว่าเธอตั้งยี่สิบปี ตาโปนสีเข้ม ปากกว้างยาว หรือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์สำหรับผู้หญิง แต่เขาก็ดิ้นรนสู้ชีวิตด้วยการทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเล็ก ๆ ไร้อันดับ แห่งหนึ่ง ภาวะทางการเงินของเขาจัดอยู่แถวหน้าในศาลบุคคลล้มละลาย
“และ ในคืนวันที่ 2 เดือนพฤศจิกายน” ณอนซักต่อ “คุณจะบอกได้ไหมว่าคุณอยู่ที่ไหน?”
“ฉันอยู่ที่บ้านของเท็ดดี้ เออ ..นายเบอร์เกอร์” เธอลังเลนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “สามีของฉันออกนอกเมือง ฉันจึงค้างคืนที่นั่น”
ห้องโถงอื้ออึงอีกครั้ง ผู้พิพากษาเคลบรีส ทุบค้อนปังอย่างแรงหนึ่งครั้งทำให้ทุกคนเงียบ
“ขณะที่คุณอยู่ที่บ้านนายเบอร์เกอร์ มีใครมาที่หน้าบ้านไหม?”
“มีค่ะ”
“แล้วคุณและนายเบอร์เกอร์อยู่ที่ไหนในตอนนั้น?”
“เราอยู่บนเตียง” หล่อนถอนหายใจ การเปิดเผยเรื่องของตัวเองทุกครั้งมันเหมือนตัวเองโดนคมมีดกรีด เป็นช่วงเวลานานหลายเดือนแล้ว ที่พวกเขาตกเป็นข่าวซุบซิบใน จูเนียร์ ลีก นานพอ ควรกว่าเธอจะกล้าโผล่หน้าไปไหนมาไหนได้ มันไม่ใช่เรื่องสัมพันธ์สวาทที่ทำให้พวกนั้นช็อค หลาย ๆ คนก็ทำกัน หรือเล่นกับสามีคนอื่นบ้าง ส่วนเธอมีรสนิยมที่แย่มากเอามาก ๆ แถมยังโดนจับได้ และที่เลวร้ายกว่านั้น ยังต้องมาพัวพันกับการฆาตรกรรมเอื้อฉาวกับนายเบอร์เกอร์คนนี้
เธอเงยหน้าขึ้น พยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้ง และเล่าต่อ “เตียงของเราอยู่ใกล้หน้าต่าง ฉันนอนอยู่ข้างเตียง เท็ดดี้โน้มตัวคร่อมฉันขณะที่ชะเง้อมองดูว่ามีใครมาที่หน้าบ้าน”
“เขาได้บอกไหมว่าเห็นใคร?”
“ไม่ค่ะ เขาแค่พูดว่า ‘อย่าไปสนใจมันเลย’ แต่เสียงทุบประตูดังอยู่นานหลายนาที โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด เสียงทุบดังขึ้นและดังขึ้น” เธอเล่า “จากนั้นก็ได้ยินเสียงผู้ชายตะโกน ‘เบอร์เกอร์ นี่คือจ่าแกมโบ จากสำนักงานอำเภอ ผมต้องการจะคุยกับคุณ ผมรู้ว่าคุณอยู่ในนั้น ผมเห็นแสงไฟ’ ”
ณอนพอใจในสิ่งที่เธอพูด เขาไพล่มือประสานไว้ข้างหลัง ใช้คำถามนำสองสามคำถาม แล้วปล่อยให้เธอเล่าต่อไปเรื่อย ๆ “ต่อจากนั้น นายเบอร์เกอร์ทำอะไร?”
“เออ.. คือว่า มันค่อนข้างดึกสำหรับชุมชนที่เงียบเช่นนั้น และชายคนนั้นก็ตะโกนดังลั่นตรอกว่าเขาเป็นตำรวจและต้องการจะสอบปากคำเท็ดดี้ เท็ดดี้อยากให้เขาเงียบก่อนที่คนทั้งเมืองตื่น เขาจึงลุกจากเตียง สวมเสื้อคลุม และเดินลงบันไดไป ฉันได้ยินเสียงพวกเขาคุยกันที่หน้าประตู”
“คุณได้เห็นไหมว่าชายคนนั้นเป็นใคร?”
“ตอนแรก ๆ ไม่เห็น หลังจากนั้นสองสามนาที เขาก้าวถอยหลัง ฉันจึงเห็นว่าเป็นเขาคนนั้น” เธอพูดพร้อมกับชี้มือไปที่แกมโบ
“มีเพียงจ่าแกมโบ คนเดียว หรือมีใครอื่นอีกไหม?”
“ฉันไม่เห็นมีใครอีก”
“เล่าต่อครับ” ณอนพูด
“เห็นแว็บเดียวจากนั้นก็มองไม่เห็นอีกเลยเพราะว่าพวกเขาเปลี่ยนตำแหน่ง”
“คุณหมายความว่าอย่างไร ‘เปลี่ยนตำแหน่ง?’” ณอนถาม พร้อมกับเอานิ้วมือทำเป็นวงกลมตรงหน้าของเขาเหมือนกำลังผสมเครื่องดื่ม
“คือว่า จ่ายืนอยู่ใต้ระเบียง ส่วนเท็ดดี้ ยืนอยู่ตรงทางเดิน”
“หมายความว่านายเบอร์เกอร์ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน?”
“ใช่ค่ะ”
แกมโบกลอกกลิ้งลูกตาไปมา
“ต่อจากนั้นคุณก็มองไม่เห็นจ่าอีกเลย?” ณอนถามต่อ
“เห็นแต่มือที่จิ้มหน้าอกเท็ดดี้หลายครั้ง”
ณอน เดินกลับไปที่แท่นวางเอกสารพร้อมกับเหลือบตามองแกมโบ ขากรรไกรล่างของเขาเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ตอนนี้ณอนได้ตัวตำรวจคนที่ไปบ้านเบอร์เกอร์ตอนดึก และบังคับลูกความของเขาให้ยืนท่ามกลางสายฝนที่หนาวเหน็บในขณะที่เขาสอบปากคำ และในบนชั้นบนบ้านมีพยานเฝ้ามองดูอยู่แน่นิ่งไม่ไหวติง
“เอาล่ะ คุณพ็อตเตอร์ มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากที่จ่ากำลังสอบปากคำนายเบอร์เกอร์ท่ามกลางสายฝน?”
“เอ่อ เขาเริ่มยั่วโทสะเท็ดดี้” เธอตอบ “ตะคอกใส่หน้าเขา ใช้ภาษาหยาบคาย”
“คุณยกตัวอย่างให้ฟังได้ไหม คุณพ็อตเตอร์?”
“ฉันพูดในศาลนี้ได้หรือ?” เธอพูดพร้อมกับมองไปที่ผู้พิพากษา
“คุณสามารถพูดในนี้ได้ คุณพ็อตเตอร์” ผู้พิพากษาเคลบรีสพูดด้วยความเห็นอกเห็นใจ “ไม่มี คำหยาบคายคำไหนในภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ ที่ศาลแห่งนี้ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน”
“จ่าเรียกเท็ดดี้ว่า ไอ้ ย...แม่” เธอพูดอย่างรวดเร็ว
ผู้พิพากษาเคลบรีสเลิกคิ้วขึ้นสูง ณอนยิ้ม และรีบดำเนินการซักต่อ “ แสดงว่า จ่าหยาบคายกับนายเบอร์เกอร์ใช่หรือไม่?”
“ใช่ค่ะ เขาแช่งด่าและตะคอกใส่เท็ดดี้ ‘เรารู้นะว่าแกฆ่าเขา มันจะทำให้ง่ายขึ้น ถ้าแกยอมให้ความร่วมมือแต่โดยดี’ ”
“นายเบอร์เกอร์ โต้ตอบอย่างไร?” ณอนซักต่อ
“เขาพูดตั้งหลายครั้งว่า ‘ ผมจะไม่ยอมให้การใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าไม่มีทนายของผมอยู่ด้วย’ ”
“คุณมั่นใจใช่ไหมว่าเขาได้พูดเช่นนั้น?” ณอนซักต่อพร้อมกับเอานิ้วหัวแม่มือกดลงที่โต๊ะลูกขุน
“แน่นอนทีเดียว” เธอตอบ “เขาพูดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นายแกมโบก็ไม่อนุญาตให้เขาเข้าบ้าน”
“ไม่อนุญาตให้เขาเข้าบ้านงั้นหรือ?” ณอนทำเสียงขู่อย่างน่ากลัว
“ไม่เลยค่ะ เท็ดดี้อ้อนวอนเขา ‘ ข้างนอกนี้มันหนาวมาก ผมอยากจะเข้าไปข้างใน’
จะต้องมีการตอบโต้ต่ออีกเป็นแน่ ณอนคิด เขาเดินเข้าไปใกล้เธอ “แล้วจ่าพูดอย่างไรต่อสิ่งที่เขาขอ?”
“เขาพูดว่า ‘ดี บางทีมันอาจจะช่วยให้แกคิดได้ดีขึ้นบ้าง’ ” นางพอตเตอร์พูดชัดถ้อยชัดคำ เธอพูดเสียงดังเวลาตอบคำถาม “ ‘ข้าจะไม่ปล่อยให้แกไปไหนทั้งสิ้น จนกว่าแกจะบอกในสิ่งที่ข้าต้องการรู้’ ”
“นั่นเป็นคำพูดของเขาใช่หรือไม่?” ณอนถามพร้อมกับมองไปที่แกมโบ นักสืบนั่งมือทั้งสองข้างกำแน่น ขบกรามกรอด ตาทั้งคู่จ้องจับมาที่บาร์เร็ตต์
“ใช่ค่ะ”
“เอาล่ะ จากนั้นมีอะไรเกิดขึ้น?”
“นายแกมโบบอกเท็ดดี้ว่า เขามีพยานเห็นเท็ดดี้ยิงยามคนนั้น ดังนั้นเท็ดดี้ควรให้ความร่วมมือ หรือต้องการถูกจับส่งห้องรมแก๊ส แต่ถ้าสารภาพตอนนี้ เขาอาจช่วยได้”
“จ่าแกมโบบอกว่า ‘เขาอาจสามารถช่วยนายเบอร์เกอร์ได้ถ้าเขาสาราภาพ อย่างนั้นใช่หรือไม่?” ณอนซัก เลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยท่าทีที่ไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่ค่ะ”
“แล้วนายเบอร์เกอร์ตอบอย่างไรกับข้อเสนอนนั้น?”
“เขาบอกว่าเขาต้องการพบทนาย และขอกลับเข้าข้างในบ้าน เป็นอยู่อย่างนี้เกือบครึ่งชั่วโมง นายแกมโบยังคงตะคอกใส่เท็ดดี้ ‘แกฆ่าเขา ใช่ไหม? แกฆ่าเขา’ ตะโกนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เท็ดดี้ยังคงอ้อนวอนขอกลับเข้าข้างใน” ขณะนางพ็อตเตอร์ให้การ พลันสายตาของเธอก็สลดลงราวกับว่าเธอเห็นลูกหมาโดนรถทับตาย “เขาสวมใส่เสื้อคลุมบาง ๆ เท่านั้น เขาเปียกโชกและหนาวจนตัวสั่น”
“จ่าแกมโบได้อนุญาตให้นายเบอร์เกอร์เข้าข้างในบ้านหรือไม่?”
“ไม่เลยค่ะ” เสียงของเธอดังและแข็งกร้าวขัดกับบุคลิกความเป็นสุภาพสตรีของเธอ “สุดท้าย ก็เกิดความเงียบขึ้นนานพอสมควร จากนั้นฉันก็ได้ยินเท็ดดี้ พูดเสียงสั่นเพราะความหนาว ‘.ใช่’ และ ‘ใช่’ ครั้งแล้วครั้งเล่า ‘...ยิงเขา’ ”
“เอาล่ะ” ณอนกล่าว “เพียงแค่คำว่า ‘ยิงเขา’ ” เขาหยุดชั่วอึดใจ ก่อนจะเอ่ยข้อความที่ฟังดูโหดร้ายนั้น จากนั้นก็ซักต่อ “มีอย่างอื่นอีกไหม?”
“นั่นคือทั้งหมดที่ฉันได้ยิน” เธอตอบ “ยกเว้นคำที่จ่าพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ‘ เจ้าเด็กน้อย’ ฉันได้ยินอย่างชัดเจน ‘เจ้าเด็กน้อย บอกข้ามาว่ามีใครอยู่กับแกบ้าง’ มันเป็นคำที่ไม่ให้เกียรติกันเลย ฉันอยากจะเดินลงไปสมทบและอยากจะตบหน้าหยาบคายของเขาสักฉาด” เธอพูดพร้อมกับเชิดคางหันไปทางนักสืบ
“นั่นคือเหตุการณ์ทั้งหมดใช่หรือไม่?”
“ใช่ค่ะ”
ณอนหันหลังให้กับพยานจำเลย ไม่นานเขาก็หันกลับไปหาเธออีก และพูดช้า ๆ
“เอาล่ะ คุณพ็อตเตอร์ คราวนี้คิดให้ดี ๆ นะครับ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเตือนสติ เขาชะโงกหน้าเข้าไปหาเธอ “คุณได้ยินเสียงจ่าแกมโบบอกกับนายเบอร์เกอร์ไหมว่าเขามีสิทธิ์ที่จะขอปรึกษาทนาย?”
“ไม่เลยค่ะ” เธอตอบ “เท็ดดี้พยายามบอกเขาว่าเขาต้องการปรึกษาทนาย แต่จ่าไม่อนุญาต”
“แสดงว่าคุณได้ยินนายเบอร์เกอร์ขอมีทนายใช่หรือไม่?”
“ค่ะ ตั้งหลายครั้ง”
“และก่อนที่คุณจะได้ยินนายเบอร์เกอร์พูดด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า ‘ยิงเขา’ ใช่หรือไม่?”
“ใช่ค่ะ”
“หมดคำถามแล้วครับ ใต้เท้า” เขาพูดจบ และเดินไปนั่งข้าง ๆ ลูกความของเขา เบอร์เกอร์ กวาดสายตามองหน้าณอนและถามว่า “เธอทำได้ยังไงนี่?” ณอนพยักหน้าแสดงความเห็นด้วยจากใจจริง แต่ในใจเขากลับคิดว่าเธอตอแหลสิ้นดี
จอร์จ เลนด์ ผู้ช่วยทนายประจำเขต ลุกขึ้นช้า ๆ เพื่อทำการซักค้าน เลนด์ทำงานอยู่ในศาลเก่า ๆ แห่งนี้มานานถึงยี่สิบห้าปี นับว่าเป็นคนเก่าแก่ เขาก็มีความสามารถในการซักไซ้ไล่เลียงพยานโดยเฉพาะเมื่อเขาคิดว่ามันคุ้มกับความพยายาม เลนด์รู้ดีว่า ตอนนี้ บาร์เร็ตต์ได้ต้อนแกมโบจนจนมุมแล้ว คณะลูกขุนจะไม่มีโอกาสได้ฟังคำสารภาพ ไม่ว่าเขาจะใช้เวลานานพอสมควรจากการซักนางพ็อตเตอร์ ผู้พิพากษาเคลบรีสไม่สนใจหรอกถ้าเธอคิดจะโกหกชายหนุ่มทุกคนในนิวพอร์ท
เลนด์ ถามสองสามคำถามอย่างเร็ว เสร็จแล้วก็นั่งลง หลังจากไตร่ตรองดูอย่างรอบคอบโดยใช้เวลาไม่นาน ผู้พิพากษาเคลบรีส จึงแถลงกฎของศาล
“ศาลแห่งนี้ ยินยอมให้นายบาร์เร็ตต์ ได้ดำเนินการซักค้านหยุดยั้งข้อกล่าวหา ระหว่าง นายเบอร์เกอร์กับจ่าแกมโบ และอย่างน้อยที่สุด โดยอ้างจากข้อมูลที่เขามีอยู่ นายแกมโบได้ตั้งข้อสงสัยนายเบอร์เกอร์ว่าเป็นผู้ต้องสงสัย และไม่สมควรสอบปากคำนายเบอร์เกอร์ใด ๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับการฆาตรกรรมโดยไม่แนะนำเสิทธิ์เบื้องต้น ตามความเป็นจริงแล้ว ดิฉันคิดว่า ทนายบาร์เร็ตต์ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า จ่าแกมโบได้ทำการบังคับขู่เข็ญให้นายเบอร์เกอร์สารภาพ” จากนั้นท่านก็ทุบค้อนตีลงที่โต๊ะ “ศาลขอเลื่อนการพิจารณา”
ณอนลงมือเก็บเอกสาร รวบรวมด้วยมือทั้งสองข้างเหมือนคนเล่นโปกเกอร์กำลังกวาดรวบรวมชิปที่ล้นมือ “นั่นคือชัยชนะที่สำคัญของพวกเรา” เขาพูดกับเบอร์เกอร์ ในขณะที่พยายามยัดเอกสารลงกระเป๋า
“ว่าไงนะ?” เบอร์เกอร์ถามด้วยท่าทีร้อนรน
“เห็นแล้วใช่ไหม ว่า ถ้าพวกเขายังคงต้องการให้มีการพิจารณาคดีอีก” เขาพูดพร้อมกับพยักหน้าให้เลนด์
“คุณคิดว่าเขาจะดำเนินการต่อไหม?”
“พวกเขามีคดีลักขโมยที่หินกว่านี้ และพวกเขาก็จัดฉากให้คุณในข้อหาฆาตรกรรม ใช่ ผมค่อนข้างแน่ใจว่า เขาต้องดำเนินการต่อ แต่ถ้าไม่มีคำสารภาพ พวกเขาต้องค้นหาหลักฐาน ไม่มีอาวุธปืน ไม่มีพยาน แบบที่ผมเรียกว่า น้ำหนักไม่พอขาดแรงจูงใจ”
เจ้าพนักงานศาล มายืนประกบเบอร์เกอร์ทั้งสองข้าง เขาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีตกใจ เจ้าพนักงานทั้งสองจับข้อศอกของเขาแน่น เบอร์เกอร์ยืนตัวตรงไม่มีการขัดขืน เบอร์เกอร์ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ทุกครั้งที่เจ้าพนักงานศาลมาพาเขาไป เขามักจะตัวแข็งทื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นข้างในห้องขังของเมืองใหญ่แห่งนี้ ไม่นานเขาก็พบตัวเองต้องมานั่งทานอาหารมื้อเที่ยงร่วมกับนักโทษคนอื่น ๆ ที่ชอบก่อเรื่องวิวาทหลังจากที่เพิ่งตีคนอื่นถึงตายมาหมาด ๆ
“จะมาคุยวันอังคารนะ” ณอนพูดขณะที่เจ้าพนักงานศาลกำลังนำตัวลูกความของเขาไป
ณอนดึงสายรัดกระเป๋าใบเก่า ๆ ของเขา ก่อนที่เขาจะเข้ามาเรียนโรงเรียนกฎหมาย พ่อของเขา ก่อนตายไม่นาน ได้ยืมเงินมาจากเพื่อนขี้เมาของเขาเพื่อซื้อกระเป๋าใบนี้ให้เขา เป็นเวลานานนับสิบปีที่เขาใช้มันในหน้าที่ทุบตบมันบ่อย ๆ มันเริ่มมีรอยขาด สายรัดด้านบนใช้การไม่ได้มานานแล้ว เข็มขัดเท่านั้นที่ทำให้กระเป๋ายังพอใช้การได้ แต่ณอนก็ปฏิเสธที่จะซื้อใบใหม่ เพราะมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่พ่อให้เขา มันเหมือนเป็นเชิงบอกว่า “เออ.. พ่อคิดว่า โรงเรียนกฎหมายนี่เป็นความคิดที่ไม่เข้าท่าเลยนะ แต่พ่อก็รักลูก ไปเรียนให้สนุก นะลูก”
เขาหนีบกระเป๋าไว้ใต้วงแขนนราวกับว่ามันเป็นลูกบอลล์ หูหิ้วของมันหลุดออกตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่เขาก็ยังไม่มีเวลาซ่อมมัน เขาได้แต่เตือนตัวเองเสมอว่าอย่าลืมแวะส่งซ่อมที่ร้านขายเครื่องหนังใน ซาน คลีเมนต์
ซีลิค เจ้าพนักงานของศาลแมคลิน ซึ่งยืนอยู่ในห้องโถง เดินเข้ามาหาณอนในขณะที่เขากำลังจะเดินผ่านประตูห้องพิจารณา
“มีข้อความจาก แมคลินครับคุณบาร์เร็ตต์ เขาต้องการพบคุณด่วน”
“เขาได้บอกไหมว่าเรื่องอะไร?”
“ผมคิดว่า คุณได้รับคัดเลือกให้สืบพยาน ‘คดี ไร้ศพ’
ณอนรู้ได้ทันทีว่า ซีลิคพูดถึงเรื่องอะไร สามสัปดาห์ก่อนหน้านั้น แชด เคอร์ทิท อดีตขวัญใจยอดนิยมจากโรงเรียนไฮสคูลของท้องถิ่น ถูกจับกุมในข้อหาฆาตรกรรมอดีตแฟนสาว นักแสดงสาวสวยที่ชื่อ โรบิน เพนโรส หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นพาดหัวข้อข่าวทุกวัน และแพร่สะพัดไปตามสื่อต่าง ๆ เนื่องจากอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน สาวสวยคนนั้นได้หายไปเป็นเวลานานถึงหกสัปดาห์ และมีคนพบเห็นครั้งสุดท้ายขณะทะเลาะกันกับ เคอร์ทิท บนชายหาด เจ้าพนักงานได้ตั้งข้อกล่าวหา เคอร์ทิท แต่ยังขาดพยานหลักฐานเกี่ยวกับการตายของหล่อน ยังไม่พบศพของโรบิน เพนโรส
“แมคลินก็รู้ว่าทางสำนักงานของผมไม่อนุญาตให้ผมรับการแต่งตั้งจากศาลแน่” ณอนบอก
“ผู้พิพากษาบอกว่า เขาพนันได้เลยว่า คุณต้องหาวิธีรับคดีนี้ได้อย่างแน่นอน”
“แล้วเปลเซอร์ล่ะ?” ณอนถามถึงทนายของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบการต่อสู้คดี
“เกิดการขัดแย้งกัน” ซีลิคตอบ “เขาเกือบร้องไห้ตอนที่เขาบอกผู้พิพากษา”
ณอนรู้ดีว่า เจ้าหน้าที่ศาลไม่ได้พูดเกินความจริงไปมากนัก คดีไร้ศพ เป็นคดีอาญาที่ท้าทายกฎหมายสำหรับทนายที่มีหน้าที่รับผิดชอบคดี เป็นการทดสอบความสามารถเลยทีเดียว คดีไร้ศพเป็นคดีที่เกิดขึ้นน้อยมาก และเจ้าพนักงานก็ไม่สามารถที่จะทำสำนวนได้ถ้าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะนำมากล่าวหาจำเลย สำหรับทนายที่รักกฎหมายก็รักที่ไล่ล่าแกะลอยหาหลักฐานจากรายงานต่าง ๆ ตัวชี้แนะเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจนำไปสู่การไขปริศนาได้ รักการทะเลาะเบาะแว้งของทนายดี ๆ ทั้งสองฝ่ายที่ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี มีทนายคนไหนล่ะที่ไม่ชอบคดีอย่างนี้ และตอนนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า คดีนี้ต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน – ฆาตรกรรมไร้ศพ
ณอนต้องพยายามอย่างมากเพื่อกลั้นยิ้มเอาไว้ “และพวกเขาก็ยังไม่พบศพหล่อนใช่ไหม”
“ไม่พบแม้แต่ปลายเล็บเท้า”





Create Date : 26 ธันวาคม 2553
Last Update : 26 ธันวาคม 2553 16:13:27 น.
Counter : 219 Pageviews.

0 comment
เบิกโรง...
ทอดด์มักพาบรรดาผู้หญิงของเขามาที่นี่เสมอ –ที่ หอคอยรักษาการณ์ทางทะเล หมายเลข 18
นิวพอร์ทบีช จนกระทั่งเขามีโอกาสได้เป็นเจ้าของอาพาร์ทเม้นเหมือนอย่างพี่ชายของเขาโน่นแหละ ซึ่งมีห้องที่ติดระบบเสียงรอบทิศ เตียงน้ำขนาดใหญ่ และตู้เย็นที่แช่เบียร์ไว้เต็ม ในตอนนี้ที่นี่จึงเป็นสถานที่ดีที่สุดที่จะพาหญิงสาวมาในเวลากลางคืน หอคอยของที่นี่จะอยู่ติดกับชายหาดซึ่งเป็นหน้าผาสูงชันทอดยาวตามชายฝั่ง ลานจอดรถจะจอดแถวเรียงเดี่ยว รถจะหันหน้าไปทางทะเล ทอดด์ชอบหลังที่ 18 นี้มากเพราะมันตั้งอยู่ในที่หลบมุมตรงเนินเว้าของชายฝั่ง ดังนั้นถ้าไฟหน้ารถส่องตรงมาที่หอคอยแสงไฟก็จะผ่านเลยไปปะทะผิวน้ำทะเบื้องหลังแทน

หอคอยแต่ละหลังจะมีห้องกระจกสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก และมีระเบียงยื่นออกมา ขนาดความกว้างหกฟุต ซึ่งเป็นที่สำหรับยามรักษาการณ์ปฏิบัติหน้าที่ตลอดทั้งวัน โดยนั่งขาเหยียดตรง ประสานมือไว้ที่ท้ายทอย จมูกขาว ๆ ที่พอกด้วยครีมกันแดด หันหน้าไปทางทะเล ก่อนแสงอาทิตย์จะลับขอบฟ้า เมื่อเงาของหอคอยทอดยาวหลายร้อยฟุตลงสู่ทะเล พวกยามรักษาการณ์ก็จะปลดบันไดไม้สีเทาออกไปจัดเก็บไว้ตรงร่มเงาใต้ระเบียง จากนั้นก็จะหยิบเอากระดานโต้คลื่น อุปกรณ์ช่วยในการลอยตัว กางเกงขาสั้นที่นำมาสำรอง แล้วก็กลับบ้าน เมื่อไม่มีบันไดเสียแล้วคนที่จะขึ้นหอคอยได้นั้นคงต้องเป็นสุดยอดนักกระโดดสูงเลยแหละ และคงไม่มีใครมาวุ่นวายที่นี่หรอก เพราะไม่มีข้าวของอะไรจะให้ทำลายหรือลักขโมย

ทุกอย่างดำเนินไปได้สวย ทอดด์นำเอาบันไดเชือกสั้น ๆ และบนหลังเขามีผ้าห่ม มีหมอนนุ่ม ๆ เล็ก ๆ อันหนึ่งที่เขาเอามาด้วยเพื่อให้เพื่อนหญิงของเขารู้สึกสบายเท่าที่เขาจะทำได้ ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่เขาปรารถนา กับเบียร์อีกหกขวดและคืนนี้พลาดไม่ได้..สำหรับเพื่อนหญิงของเขาคนนี้
“พร้อมจะรับเบียร์เพิ่มอีกรึยัง?” เขาถามนิโคล เธอเป็น เจ วี เชียร์ลีดเดอร์หน้าใหม่ หน้าตาจิ้มลิ้ม ผมบลอนด์ ยาวตกถึงกลางหลัง และบั้นท้ายงอนสวย
“รอเดี๋ยวสิ” เธอพูดพร้อมกับยกขวดขึ้นชูระดับสายตาและเขย่าเพื่อดูว่ายังมีเหลือติดก้นขวดอยู่หรือเปล่า “ได้เลย”
เขาเปิดขวดแล้วพาดแขนโอบไหล่ของเธอ ยื่นขวดให้ตรงหน้า เธอยิ้มและดื่มเอื๊อกใหญ่ ๆ จนเหลือครึ่งขวด เมื่อเธอเรอออกมาเธอเอาปลายนิ้วมือปิดปากแล้วหัวเราะคิกคัก
ทอดด์โน้มตัวไปข้างหน้าและจูบที่แก้มของเธอเบา ๆ เธอหันขวับมาและเผยอริมฝีปากกดรับจูบจากเขา เมื่อเขาสอดลิ้นเข้าในปากของเธอ เธอดูดอย่างดูดดื่ม ขอบคุณพระเจ้าสำหรับ มาดอนน่า เขาคิดในใจ วิดีโอของหล่อนเป็นเสมือนการเรียนเรื่องเพศศึกษาขนาดย่อมเลยแหละ
ทั้งสองอยู่ในอ้อมกอดของกันและกัน ดื่มด่ำกับการจูบที่ร้อนแรง เขาค่อย ๆ สอดมือข้างหนึ่งเข้าไปข้างในเสื้อของเธอ เธอปล่อยให้มือของเขาหยุดอยู่ตรงหน้าอกตรงยกทรงของเธอ จากนั้นเขาก็สอดมืออีกข้างหนึ่งเข้าไปข้างในเสื้อด้านหลังของเธอ ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดครั้งเดียวอย่างช่ำชอง ยกทรงก็หลุดออกจากอกของเธอ
ในขณะที่พวกเขากำลังคลอเคลียกันอยู่นั้น ทอดด์ซึ่งจะคอยหรี่ตาจ้องมองไปที่ชายหาด เผื่อว่าอาจมีตำรวจ หรือพวกก่อกวนหรือใครก็แล้วที่อาจมาขัดจังหวะความสุขของพวกเขา พลันเขาก็เห็นรถมัสแตงสีขาว มุ่งหน้าตรงขึ้นไปที่หน้าผาข้างบน เขาลืมตาขึ้นและเฝ้ามองดู มันเลี้ยวเข้าไปจอดชิดหน้าผาห่างจากขอบราว ๆ สองสามนิ้ว หัวของรถโผล่ยื่นพ้นแนวโขดหินที่ทอดยาวเป็นขอบหน้าผา

มีหญิงคนหนึ่งกระโดดออกจากรถก่อนที่มันจะจอดสนิท ฝุ่นคลุ้งตลบรอบ ๆ ตัวหล่อน หล่อนกระแทกประตูปิดอย่างแรงด้วยมือทั้งสองข้าง แล้วเดินโซซัดโซเซลงหน้าผา ในจังหวะนั้นก็มีชายร่างใหญ่ แขนยาว กระโดดออกมาและวิ่งไล่ตามหล่อนไป ทอดด์ เลื่อนริมฝีปากไปข้างแก้มของนิโคลเพื่อให้มองเห็นได้ชัด
“อ-ย่า-หยุด” หล่อนกระซิบ พอหล่อนลืมตาขึ้นและมองเห็นความไม่ชอบมาพากลบนสีหน้าของเขาซึ่งขัดกับสภาวะอารมณ์ของเขาในตอนนี้ “เกิดอะไรขึ้น”
“ซู..ซูซซซ”

ผู้หญิงคนนั้นวิ่งไปตามทรายหาด มุ่งหน้าตรงมายังหอคอย ชายคนนั้นพุ่งกระโดดสองครั้งและทะยานโจนลงไปยังพื้นทราย ลักษณะการกระโดดบ่งบอกได้เลยว่าเขาเป็นนักกีฬา เมื่อร่างเขาแตะพื้นเขาม้วนตัวหนึ่งรอบ มือยังคงเอื้อมไล่ไขว่คว้าหล่อน พอเขาลุกขึ้นได้ก็วิ่งไล่ตามหล่อนทันที ถึงแม้เท้าของเขาจะจมลงไปในทรายซึ่งทำให้เขาวิ่งไม่สะดวก แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายาม คลื่นม้วนตัวเหมือนหางไก่โต้งวิ่งเข้ากระทบฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า น้ำแตกกระเซ็นกระสายอยู่เบื้องหลังของเขา เขาตามหล่อนทันก่อนที่หล่อนจะวิ่งมาถึงหอคอย เขาคว้าแขนของหล่อนในจังหวะที่หล่อนกำลังก้าวขาจึงทำให้หล่อนผงะหงายเชถลาจนเกือบจะหกล้ม

ทั้งสองหยุดยืนอยู่ตรงจุดที่แสงไฟสาดส่องมาจากหลอดไฟใต้ระเบียงหอคอยพอดี จึงทำให้ทั้งทอดด์และนิโคลมองเห็นได้อย่างชัดเจน ผู้หญิงคนนั้นผมยาวสีบรอนด์เหมือนนิโคล แต่อายุแก่กว่าเธอมาก อายุเท่า ๆ กับสาว ๆ ที่พี่ชายของเขาออกเดทด้วย อายุเป็นสิ่งที่พวกเธอเหล่านั้นไม่สนใจตราบที่ผู้ชายมีคอนโดเป็นของตนเองและมีรถบีเอ็มดับปรูว ที่จะพาพวกเธอไปที่นั่น
หน้าตาของหล่อนดูเลอะเทอะ ลิปสติกเลอะเปอะเปื้อนไปที่แก้ม ผมเผ้ายุ่งเหยิงดูราวกับว่ามีใครบางคนพยายามจะดึงมันให้หลุดออกจากหนังศีรษะ หล่อนพยายามดิ้นให้หลุด เตะแข้งเตะขาเหมือนกำลังต่อสู่กับคู่ต่อสู้และพยายามจะเตะปลายคางของฝ่ายตรงข้าม ทอดด์ค่อนข้างแน่ใจว่าหล่อนโดนตบมา ขณะที่ชายคนนั้นจับตัวหล่อนไว้ หล่อนเหวี่ยงตัวและหมุนไปรอบ ๆ สบถบางอย่างออกมาเกี่ยวกับการ “ฆ่า” และหล่อนก็จิกเล็บสีแดงของหล่อนลงไปที่ตัวเขา

ทอดด์กับนิโคลถอยร่นไปจนชิดผนังห้องกระจก เพื่อให้อยู่ไกลจากระเบียงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พวกเขาเห็นชายคนนั้นจับไหล่ของหล่อนทั้งสองข้างและเขย่าอย่างแรง รูปร่างของเขาใหญ่มาก สูงประมาณหกฟุตสองหรือสามนิ้ว ร่างกายกำยำล่ำสัน ขณะที่เขาเขย่า ศีรษะของหล่อนก็ส่ายหมุนไปรอบ ๆ ราวกับตุ๊กตา รูปร่างของหล่อนไม่ถึงกับเล็ก หล่อนตัวสูงรูปร่างเหมือนนักว่ายน้ำ ไหล่ผายกว้าง ขาเรียวงาม และแล้วชายคนนั้นก็ตบหน้าหล่อน ฝ่ามือของเขาฟาดลงไปที่แก้มของหล่อนอย่างแรง จนทอดด์สามารถได้ยินเสียงดัง เปี๊ยะ
นั่นทำให้หล่อนหยุดร้องไห้ไปชั่วขณะหนึ่ง หล่อนยืนแข็งทื่อ จากนั้นก็พยายามสงบสติอารณมณ์ สะอึกสะอื้นซึ่งลักษณะไม่ต่างไปจากทารกที่ร้องไห้ราวกับว่าเจ็บปวดแสนสาหัส จากนั้นหล่อนก็ทรุดฮวบลงไปในอ้อมแขนของเขา และซุกหน้าลงบนอกของเขาสะอื้นร่ำไห้ เขาโอบแขนรอบคอของหล่อนและจับให้แหงนหน้ามองดูเขา ครู่เดียวหล่อนก็หยุดร้องไห้ และหล่อนจ้องมองดูเขา แสงไฟจากหอคอยส่องตรงใบหน้าของเธอเหมือนไฟสป็อตไลท์จากกล้องถ่ายรูป หล่อนสวยเหมือนดาราภาพยนตร์เลย ทอดด์คิด
ทอดด์กับนิโคลนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่เหนือพวกเขา และเงี่ยหูฟัง เสียงคลื่นทะเลกลบเสียงของพวกเขา คงได้ยินแต่เสียงคลื่นซัดสาดเข้าสู่ฝั่งตรงนั้นตรงโน้น สัยงดังโครมโครม ฟองน้ำแตกกระจายลงสู่พื้นทราย ในขณะที่คลื่นสงบลงและคลื่นลูกใหม่กำลังก่อตัว เสียงทะเลาะกันของพวกเขาก็ดังแทรกความเงียบ
“โอ้ พระเจ้า แชด” เสียงผู้หญิงร้องออกมา “เรากำลังเจอปัญหานะ”
“คุณหมายถึงอะไร....?” เขาตะคอกกลับแต่เสียงคลื่นได้กลบคำพูดของเขาตอนท้ายประโยค
“เขาสงสัยเรา” เป็นข้อความที่พวกพวกเขาได้ยินจากปากผู้หญิง
“เดี๋ยวสิ ....” ชายร่างใหญ่คนนั้นพูด “เธอ ......ปัญหา,โรบิน พวกเราจะกำจัดเธอ... พวกเราจะกำจัด.....”
คลื่นลูกใหญ่สั่นสะเทือนมาถึงหอคอย

พวกเขายังคงขึ้นเสียงโต้กลับไปกลับมาอีกหลายประโยคแต่จับความไม่ได้ จากนั้นหล่อนก็ก้าวถอยหลังและตบหน้าเขาทีหนึ่งและวิ่งหนีเขาอีก เขาวิ่งตามหล่อนอย่างกระชั้นชิดและทันตรงบริเวณแผ่นหินที่ตั้งตระหง่านซึ่งส่วนปลายของหินจมลงในทราย เขารวบไหล่ของหล่อนจับพลิกให้นอนลงและขึ้นทับตัวหล่อนเอาไว้ หล่อนพยายามดิ้นรนหนี แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขารวบตัวหล่อนไว้ได้อย่างง่ายดายด้วยมือเพียงข้างเดียว มือข้างหนึ่งฟาดไปที่หน้าของหล่อน และฟาดซ้ำอีกครั้ง
“เขากำลังตบตีหล่อน” นิโคลกระซิบ

ชายคนนั้นยืนขึ้นและถึงหญิงคนนั้นลุกขึ้นด้วยมือข้างหนึ่ง หล่อนดิ้นและหลุดไปได้ คราวนี้หล่อนวิ่งหายลับไปข้างหลังแผ่นหิน เขาวิ่งตามหล่อนไปติด ๆ ตะโกนไล่หลัง และหล่อนเริ่มอ่อนล้า

เหตุการณ์ผ่านพ้นไป ทอดด์หยิบเบียร์มาเปิดอีกขวด พั่งพิงผนังห้อง ไม่มีอารมณ์จะทำอะไรต่อทั้งนั้น เขาใช้เวลาเกือบชั่วโมงเล้าโลมนิโคลอย่างละมุนละไม พลันก็มีชายร่างยักษ์มาตบหน้าหญิงสาวสุดสวยต่อหน้าต่อตาพวกเขา
“เรากลับกันเถอะ ทอดด์” นิโคลเอ่ยขึ้น
“เอาเบียร์อีกไหม?”
“ฉันต้องกลับบ้านแล้วนะ แม่จะเลิกงานตอนสามทุ่ม”
“ง้นกลับเลย” เขาคว้าบันไดเชือกมาจับมันไว้ข้างหนึ่ง และหย่อนมันลง มันคลี่ออกและตกลงไปถึงพื้น เบา ๆ เข้าโน้มตัวก้มลงตรงไม้แผ่นกระดานของระเบียง แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อชายคนนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง
ทอดด์คลานถอยห่างออกจากระเบียงประมาณหนึ่งหรือสองฟุตและยกนิ้วมือแตะที่ริมฝีปากเป็นสัญญาณเตือนนิโคล
ชายคนนั้นแบกผู้หญิงมาด้วย แขน ขาและหัวของหล่อนระเกะระกะเหมือนเขาหอบผ้าห่มที่ไม่ได้พับ นิโคลและทอดด์ต้องกลั้นหายใจเมื่อชายคนนั้นเดินโยกตัวโคลงเครงลอดผ่านพวกเขาไป หล่อนคงหมดสติ คอเหยียดโค้งไปข้างหลัง ตาแข็งทื่อ อ้าปากและริมฝีปากบวมเป่ง
“หล่อนตายแล้ว!” นิโคลเคร้นเสียงลอดไรฟัน
ทอดด์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้หล่อนเงียบ และได้แต่ภาวนาขออย่าให้ชายร่างใหญ่คนนี้สังเกตเก็นบันไดเชือกของเขา
ชายคนนั้นเดินย่ำทรายตรงไปที่ฝั่ง ไถลลื่นครั้งสองครั้งเมื่อเท้าเขาเหยียบลงบนตะไคร่น้ำที่ปกคลุมก้อนหินที่ลาดชัน ทอดด์สามารถมองเห็นผมของหล่อนแกว่งไปมาและแขนทั้งสองข้างเด้งหน้าเด้งหลังขณะที่เขายกหล่อนขึ้น
ชายคนนั้นเดินขึ้นไปจนถึงยอดโขดหิน และกระโดดไปที่ชะง่อนหิน เขาเปิดประตูรถมัสแตง ดึงเบาะนั่งออกแล้วโยนผู้หญิงลงข้างหลังเขา จากนั้นเขาคลานไปที่ที่นั่งคนขับปิดประตูอย่างแรง ครู่ต่อมาไฟหน้ารถเปิด แสงไฟสาดส่องมาที่หอคอย ที่ครอบไฟด้านหน้าของรถมัสแตงหย่อนห้อยตกไฟหน้ารถจึงสาดส่องลงที่พื้น จึงส่องไม่ถึงนิโคลลกับทอดด์
หนุ่มสาวทั้งสองนอบราบอยู่กับพื้น รถผ่านเลยไปประมาณสองสามฟุต จากนั้นก็หยุด ชายคนนั้นส่องไฟฉายสาดตรงไปมาที่หอคอย
“พระเจ้าช่วย เขาเห็นเราเข้าแล้ว!”
“เงียบน่า นิโคล!”
“เขาฆ่าหล่อน ทอดด์ เขาฆ่าผู้หญิงคนนั้น!”
“ช่างเถอะ! ..หุบปากทีสิ!”
ประตูรถเปิดออก ชายคนนั้นก้าวเดินออกมา เครื่องยนต์ยังคงติดอยู่ ลำแสงของไฟหน้ารถสว่างมาถึงหอคอย
“เผ่นกันเถอะ!” นิโคลทำท่าจะร้องไห้
ทอดด์มองดูรอบ ๆ เขาไม่มีที่จะไป ถ้าพวกเขาวิ่งตรงไปที่ชายหาดโดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ที่นั่นก็จะมองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด เขาอาจวิ่งไปได้เร็ววกว่าชายคนนั้นแต่ก็ไม่แน่ใจนัก เขาเป็นนักกีฬา ลักษณะท่าทางของเขาบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเขาเคยเป็นนักกีฬาชั้นมัธยมปลายมาแน่นอน
สิ่งที่พวกเขาต้องรีบทำคือ ดึงบันไดเชือกกลับ และถ้าชายคนนี้พยายามปีนขึ้นมาหาพวกเขา ทอดด์ก็จะตีด้วยขวดเบียร์
ชายคนนั้นเดินไปที่ขอบหน้าผาและมองไปที่ชายหาดโดยอาศัยแสงสว่างจากไฟหน้ารถของเขา ขณะที่นิโคลนอนราบอยู่ที่ระเบียง เงาของขวดเบียร์สีน้ำตาลทอดผ่านบนใบหน้าของเธอ
ทันใดนั้น ชายคนนั้นกระโดดข้ามโขดหินที่วางเรียงรายอยู่บนหน้าผา ... เขามาแน่ ทอดด์คิดขณะที่เขาดึงบันไดเชือกขึ้น จากนั้นก็คว้าขวดเบียร์มาถือไว้ในมือ
ชายคนนั้นหยุดอยู่ระหว่างกึ่งกลาง ก้มลง และหยิบบางอย่างขึ้นมา
“เสื้อขนสัตว์ของหล่อน” นิโคลกระซิบ “มันเป็นเสื้อขนสัตว์ของหล่อน”
“จริงด้วย” เขาพูดพร้อมกับวางขวดเบียร์ลง
ชายคนนั้นกระโดดกลับมาที่รถมัสแตงคราวนี้เขาหันหัวรถเลี้ยวกลับและบึ่งออกไป
ทอดด์มองนิโคล ตัวเธอสั่นเทิ้มเหมือนคนที่ลงว่ายน้ำเย็น ๆ ในตอนกลางคืน เขาจับมือเธอและช่วยเธอขณะไต่ลงบันได
“หล่อนตายแล้ว ใช่ไหม?” เธอพูดพร้อมกับร้องไห้ขณะเดินไปที่รถ
“คงไม่มั้ง อาจเมาละหมดสติ”
“แต่ดูเหมือนคนที่ตายแล้ว”
“ไม่มั้ง” ทอดด์แย้ง พยายามทำเสียงให้ฟังดูปกติ นิโคลอาจพูดถูก หล่อนเหมือนคนตายแล้ว หรืออาจตายแล้วจริง ๆ










Create Date : 13 ธันวาคม 2553
Last Update : 13 ธันวาคม 2553 23:09:44 น.
Counter : 178 Pageviews.

0 comment

Maya_II
Location :
มุกดาหาร  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]



Star sign : Gemini
Hobby : Reading & Writing
Interest : variety