จีนสั่งปิด"คาร์ฟูร์"หลังพบลอบขายเนื้อไก่หมดอายุ
ทางการจีนประกาศสั่งปิดห้างค้าปลีกคาร์ฟูร์สาขาหนึ่งในประเทศจีน หลังถูกเปิดโปงว่ามีการนำเนื้อไก่หมดอายุมาวางจำหน่าย รวมถึงมีการจำหน่ายเนื้อไก่เกินราคา จนกว่าจะสอบสวนกรณีดังกล่าวเรียบร้อย

สำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ท้องถิ่นมีคำสั่งปิดห้างคาร์ฟูร์ ห้างค้าปลีกรายใหญ่สัญชาติฝรั่งเศส สั่งปิดสาขาที่เมืองเฉิงโจว มณฑลเหอหนานเป็นการชั่วคราว หลังถูกสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีเปิดเผยว่า ห้างคาร์ฟูร์ได้เปลี่ยนฉลากวันหมดอายุของเนื้อไก่และเนื้อแกะ เพื่อยืดระยะเวลาการวางจำหน่าย รวมถึงเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนื้อไก่แบบธรรมดาให้เป็นเนื้อไก่พิเศษที่สามารถจำหน่ายในราคาแพงกว่าปกติ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของผู้บริโภค

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ทางการจีนสั่งตรวจสอบร้านฟาสต์ฟู้ดแมคโดนัลด์′สในกรุงปักกิ่ง หลังพบว่ามีปัญหาด้านคุณภาพของสินค้า

ทั้งนี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว หลังจากที่สำนักข่าวซีซีทีวีแพร่ภาพการกระทำดังกล่าว เนื่องในวันสิทธิผู้บริโภคโลก เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยคาร์ฟูร์สาขาประเทศจีนก็ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษสาธารณชนผ่านเว็บไซต์ และประกาศจะสอบสวนกรณีดังกล่าว พร้อมลงโทษลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

การสั่งปิดดังกล่าวยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้แก่บริษัทค้าปลีกและสินค้าสำหรับบริโภคจากต่างชาติ ที่มักถูกโจมตีต่อประเด็นด้านความปลอดภัยของอาหาร ที่ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่ทางการจีนใช้เป็นเป้าการโจมตี โดยเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทางการจีนได้สั่งปิดห้างค้าปลีกวอลมาร์ท 13 แห่งที่เมืองฉงชิ่งนาน 2 สัปดาห์ และควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ 3 ราย หลังต้องสงสัยว่าลอบติดฉลากให้เนื้อหมูธรรมดาเป็นเนื้อหมูออร์แกนิก เพื่อหวังให้ได้ราคาสูงขึ้น

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1332215175&grpid=03&catid=03



Create Date : 20 มีนาคม 2555
Last Update : 20 มีนาคม 2555 17:34:23 น.
Counter : 223 Pageviews.

0 comment
สาวแดนน้ำหอมเฮ ฝรั่งเศสยกเลิกคำว่า "มัดมัวแซลล์"นำหน้าชื่อสตรีแล้ว
สตรีชาวฝรั่งเศสไม่จำเป็นต้องเปิดเผยคำนำหน้าชื่ออีกต่อไป หลังจากที่รัฐบาลสั่งยกเลิกการใช้คำว่า "มัดมัวแซลล์" (mademoiselle) ซึ่งมีความหมายเหมือนกับคำว่า "Miss" ในภาษาอังกฤษ หรือ หมายถึง "นางสาว"

นายกรัฐมนตรีฟรองซัวส์ ฟียง ของฝรั่งเศส ประกาศคำสั่ง เลิกใช้คำว่า "มัดมัวแซลล์" ในเอกสารราชการทั้งหมด เนื่องจากคำดังกล่าวสามารถสื่อความหมายว่า ผู้หญิงที่ถูกกล่าวถึง ยังโสด ซึ่งหลายฝ่ายคิดว่า ไม่ยุติธรรม ขณะที่นางโรเซลีน บาเชโลต์ รัฐมนตรีกระทรวงเอกภาพสังคม กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นจุดสิ้นสุดของ"การเลือกปฏิบัติ"

โดยนายฟรองซัวส์ ฟียง ยังประกาศเลิกใช้วลี "นอม เดอ เชิร์น ฟีล" (nom de jeune fille) ซึ่งหมายถึง ชื่อก่อนแต่งงานของผู้หญิง หรือ ไมเดน เนม (Maiden name) ในภาษาอังกฤษ บนเอกสารราชการทั้งหมดเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องล้าสมัย ทั้งยังมีความหมายโดยนัยว่า เป็นหญิงพรหมจารี ได้ด้วย

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าว ระบุว่า นับจากนี้ให้ใช้คำว่า "มาดาม"กับผู้หญิง แทนคำว่า มาดมัวแซลล์ และใช้วลี ชื่อสกุล (family name) หรือ ชื่อที่เคยใช้ แทน วลี ชื่อก่อนแต่งงาน โดยนักรณรงค์เพื่อสิทธิสตรีชาวฝรั่งเศส ก็ออกมาแสดงความยินดีกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ โดยกล่าวว่า มันไม่ยุติธรรม ที่ผู้หญิงต้องถูกถามว่า แต่งงานหรือยัง เวลาทำธุรกรรมต่าง ๆ ขณะที่ ผู้ชาย ไม่ถูกถาม และเป็นมากกว่าชัยชนะทางสัญลักษณ์ต่อความเท่าเทียมกันทางเพศ

ขณะที่ปัจจุบันสตรีชาวฝรั่งเศสยังคงถูกร้องขอให้ระบุคำนำหน้านามเมื่อต้องกรอกเอกสารบางประเภท โดยในภาษาฝรั่งเศส คำว่า Madame (มาดาม) ใช้เรียกผู้หญิงทั่วไป หรือ ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ซึ่งเป็นการให้เกียรติ เหมือนกับคำว่า Mrs. (มิสซิส) ในภาษาอังกฤษ ส่วน Madamoselle (มัดมัวเเซลล์) ใช้เรียกผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน เหมือนกับคำว่า มิส (Miss) ในภาษาอังกฤษ ขณะที่ ผู้ชาย ใช้ monsieur (เมอซิเออร์) คำเดียว เหมือนกับคำว่า มิสเตอร์ ในภาษาอังกฤษ

ในภาษาเยอรมัน คำว่า "เฟราไลน์" (Fraulein) ซึ่งหมายความว่า "สาวน้อย" ได้เลิกใช้อย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ปี 1972 ขณะที่ในภาษาสเปน คำที่ใช้เรียกหญิงสาวว่า "ซินญอริต้า" (senorita) ถูกมองว่าเป็นเรื่องล้าสมัยแล้ว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1330053241&grpid=03&catid=03



Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2555 20:19:24 น.
Counter : 742 Pageviews.

0 comment
หนันจิงเลิกคบนาโกย่า ฉุนคำพูด “เหตุฆ่าล้างผลาญที่นานกิงอาจไม่เคยเกิดขึ้น”
สำนักข่าวซินหัว, ไชน่าเดลี, เฟิ่งหวง, เอเอฟพี - คณะผู้บริหารเมืองหนันจิง (นานกิง) สั่งระงับการติดต่ออย่างเป็นทางการกับเมืองนาโกย่า หลังจากนายกเทศมนตรีเมืองนาโกย่าไม่เชื่อว่า มีเหตุการณ์ที่กองทัพญี่ปุ่นฆ่าล้างผลาญชาวจีนในเมืองหนันจิงอย่างที่ระบุในประวัติศาสตร์จริง

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่า ในการสนทนากันระหว่างนายทากาชิ คาวามูระ นายกเทศมนตรีเมืองนาโกย่ากับนายหลิว จื้อเหว่ย สมาชิกคณะกรรมการประจำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขาเมืองหนันจิงในเมืองนาโกย่าเมื่อวันจันทร์ (20 ก.พ.) มีตอนหนึ่ง ที่นายคาวามูระกล่าวว่า เหตุการณ์ฆ่าล้างผลาญที่เมืองหนันจิง “อาจไม่เคยเกิดขึ้นจริงก็ได้” โดยเขาเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “การสู้รบตามปกติของการรบในสงครามทั่วไป” เท่านั้น

พร้อมกันนี้ นายคาวามูระยังได้เล่าว่า บิดาของเขาเป็นทหารเข้าร่วมรบในสงครามที่หนันจิงปี 2480(1937) และได้อาศัยอยู่ในหนันจิงโดยตลอดจนกระทั่งสงครามยุติเมื่อปี 2488 (1945) บิดาของเขาเล่าว่าได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวจีน “หากมี ‘เหตุการณ์สังหารหมู่ที่หนันจิง’ เกิดขึ้นจริงระหว่างสงคราม 8 ปีที่นั่น ทำไมชาวจีนจึงยังมีท่าทีต้อนรับอย่างอบอุ่น (อย่างที่บิดาของเขาเล่า) ? นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้”

ขณะนั้น นายหลิว จื้อเหว่ย มิได้กล่าวโต้แย้ง เพียงกล่าวว่า ชาวหนันจิงรักสันติภาพ การศึกษาประวัติศาสตร์ก็เพื่อที่จะปกป้องสันติภาพ มิใช่ธำรงความเกลียดชังเคียดแค้น

การแสดงความเห็นของนายคาวามูระ ทำให้จีนโกรธจัด และยอมรับไม่ได้ ทางการเมืองหนันจิงจึงประกาศระงับการดำเนินความสัมพันธ์กับเมืองนาโกย่า ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ในทันที โดยโฆษกทางการเมืองหนันจริงระบุว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นการบิดเบือนความจริงในประวัติศาสตร์ และ “ทำร้ายความรู้สึกของชาวเมืองหนันจิงอย่างรุนแรง”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ประณามความคิดเห็นนั้นเช่นกัน

“การฆ่าล้างผลาญที่เมืองหนันจิงเป็นการก่ออาชญากรรมอย่างโหดเหี้ยมทารุณ โดยฝีมือของกองทัพญี่ปุ่นระหว่างสงครามและการรุกรานเมืองจีน และปรากฏหลักฐาน ที่โต้แย้งไม่ได้”นายหง เล่ย โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศระบุ

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือระหว่างคณะผู้แทนสองฝ่าย เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศของเมืองนาโกย่าได้พยายามอธิบาย โดยระบุว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น และนั่นเป็นความเห็นของนายคาวามูระคนเดียว มิได้หมายรวมถึงเทศบาลนครนาโกย่าทั้งหมด

เทศบาลเมืองนาโกย่า ได้สำรวจความเห็นของชาวเมืองต่อกรณีที่นายคาวามูระตั้งข้อสงสัยเหตุการณ์หนันจิง เจ้าหน้าที่รวบรวมการสำรวจถึงคืนวันอังคาร(21 ก.พ.) ผลปรากฏว่า 55% เห็นด้วยกับคำพูดของทาเกะชิ และ 25% คัดค้านคำพูดของทาเกะชิ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ฆ่าล้างผลาญเมืองหนันจิงอุบัติขึ้นในปีพ.ศ.2480 หลังจากญี่ปุ่นเข้ายึดครองเมืองหนันจิง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจีนในเวลานั้น โดยเชื่อกันว่า คนจีนถูกทหารญี่ปุ่นสังหารกว่า 3 แสนคน และสตรีหลายพันถูกข่มขืนอย่างป่าเถื่อน บ้านเมืองถูกทำลายย่อยยับ

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการแดนอาทิตย์อุทัยบางคนยังคงโต้แย้งเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิต โดยประเมินว่า น่าจะมีแค่ 2 หมื่นถึง 2 แสนเท่านั้น

จนถึงปัจจุบันนี้ ชาวจีนมากมายยังรู้สึกโกรธแค้นชิงชังญี่ปุ่น ที่ก่อสงคราม และเข้ายึดครองจีนมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2480-2488 อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างชาติทั้งสองเริ่มฟื้นฟูดีขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 หลังจากทั้งสองฝ่ายยอมสลัดทิ้งความหวาดระแวง ที่มีต่อกันมานานหลายทศวรรษ จนกระทั่งความสัมพันธ์ได้เสื่อมทรามลงอีกครั้งเมื่อเดือนก.ย. 2553 หลังจากญี่ปุ่นได้จับกุมไต้ก๋งเรือของจีน ซึ่งขับเรือไปชนเรือตรวจการณ์ของญี่ปุ่นในบริเวณหมู่เกาะ ซึ่งชาติทั้งสองมีข้อพิพาทการอ้างสิทธิ์ครอบครองกันอยู่.
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000024356

เห็นข่าวนี้แล้วโมโห เราก็เชื้อจีนเหมือนกัน ที่ญี่ปุ่นทำ พวกมันไม่เคยยอมรับผิดในระดับประเทศเลย หลีกเลี่ยงได้หลีกเลี่ยงตลอด

ถ้าพวกแกแน่จริง เวลาอยู่ต่างประเทศซ่าให้ออกซิว่ะ ตอนอยู่ต่างประเทศถูกคนชาติอื่นขุดความชั่วขึ้นมา ไม่เคยเห็นญี่ปุ่นปฎิเสธได้ซักที เอ่ยถึงแบบอ้อมๆบางทีพวกเมิงยังก้มหน้ารับผิด ไม่กล้าเถียง ไอ้เรารึ เห็นสีหน้าแบบนั้นก็ไม่กล้าตอกย้ำซ้ำเติม แต่ระดับรัฐบาลนี่กวนบาทาจริงๆ



Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2555 20:41:54 น.
Counter : 255 Pageviews.

1 comment
"นินจาหญิงอิหร่าน" ย้อนแย้งทว่า"แข็งแกร่ง"เบื้องหลังผ้าคลุมสีดำ
นินจาคืออะไร..

เราเรียกคนที่ฝึกวิชานินจุทสุว่า นินจา ผู้หญิงที่ฝึกนินจา เราเรียกว่า คุโนอิชิ

เดิมทีนั้นนินจุทสุเป็นวิชาการต่อสู้และป้องกันตัวเพื่อการอยู่รอดและการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ มีการศึกษาเส้นทางโคจรของดวงดาว, การใช้สมุนไพรรักษาโรค และศึกษาการทำสมาธิเพื่อให้จิตใจผ่อนคลาย นินจาในสมัยแรกๆ นั้นจึงไม่ข้องเกี่ยวกับผู้คนมากนัก

เมื่อประวัติศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงไป นินจาถูกเรียกใช้เพื่อการลอบสังหารในการต่อสู้และสืบราชการลับ ไม่ต่างไปจากนักฆ่าและจารชน ในสงครามระหว่างเจ้าผู้ครองเมืองผู้มีอำนาจด้วยกันเอง นินจาได้ถูกฝึกพิเศษในแวลาอันสั้นเพื่อเน้นการทำลายศัตรูทุกวิถีทาง นินจาที่ถูกฝึกพิเศษนั้นต้องเรียนรู้การใช้อาวุธทุกประเภท รวมทั้งการสอดแนม การใช้วัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด และการใช้เทคนิคพรางตัวต่างๆ จากจุดนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของนินจาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ประกอบกับผู้สร้างภาพยนตร์ได้สร้างบุคลิกของนินจาเกินจากความเป็นจริงไปมาก ยิ่งทำให้นินจาถูกเข้าใจผิดไปจากเดิมมากขึ้น

แต่สิ่งที่ทราบกันดีก็คือ ต้นกำเนิดของนินจามาจากแดนอาทิตย์อุทัยอย่างญี่ปุ่น

แต่ไม่ต้องแปลกใจหากสิ่งที่เราจะเห็นต่อไปนี้ก็คือ นินจาหญิง ที่แปลกกว่านั้นก็คือ พวกเธอมาจากประเทศที่เราไม่คาดคิดอย่างอิหร่าน

ปัจจุบันมีสตรีอิหร่านกว่า 3,500 คน ที่กำลังฝึกฝนเพื่อเป็นนินจา แม้ว่าที่นี่จะเป็นหนึ่งในประเทศมุสลิมที่สตรีถูกจำกัดบทบาทางสังคมในระดับต่ำ รวมถึงที่มีประวัติการละเมิดสิทธิสตรีร้ายแรงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ตาม ที่อาจทำให้พวกเธอตกอยู่ในสถานะ"ผู้อ่อนแอ" และ"ผู้จำนวนต่อโชคชะตา"

จึงไม่แปลกใจที่สายตาของคนภายนอกจะมองว่าพวกเธออ่อนแอ จากเพียงการมองผ่านผ้าคลุมศีรษะ และจากข่าวสารที่พวกเขารับรู้ แต่ผู้หญิงที่นี่ก็มีความเข้มแข็งมากกว่าที่คนภายนอกเข้าใจ และจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่พวกเธอต้องเผชิญนี่เอง ที่ทำให้พวกเธอหันมาฝึกฝนสิ่งที่ทำให้พวกเธอแข็งแกร่ง และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น อาทิ การเล่นกีฬาต่างๆเช่นเดียวกับผู้ชาย ซึ่งรวมถึงการฝึกศิลปะการต่อสู้ต่างๆ

ฟาติมา มอเมอร์ ครูสอนวิชานินจุทสุ ให้สัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์เพรส ทีวีของอิหร่าน ว่า การฝึกนินจาเริ่มได้รับความนิยมจากผู้หญิงอิหร่านมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการฝึกจะช่วยเป็นการสร้างสมดุลให้เกิดแก่ร่างกายและจิตใจ และบทเรียนที่สำคัญที่สุดในการฝึกวิชานี้ก็คือ การแสดงความเคารพต่อตนเอง และความอ่อนน้อมถ่อมตน ทั้งนี้ นักเรียนจะได้รับการฝึกการใช้อาวุธอันตราย ซึ่งรวมถึง ธนู ดาบ กระบอง 2 ท่อน และมีดบินแบบญี่ปุ่น

ด้าน เซนเซอัคบาร์ ฟาราจี ผู้อำนวยการโรงเรียนสอนวิชานินจุทสุ ที่ก่อตั้งเมื่อ 22 ปี ก่อน กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้สนใจเรียนแล้วกว่า 24,000 คน เขากล่าวว่าการเป็นนินจา คือการรู้จักความอดทนอดกลั้น รู้จักระงับใจ และแข็งแกร่ง การฝึกนินจุทสุทุกวันนี้ประกอบด้วย การวอร์มอัพให้ร่างกายตื่นตัว, การฝึกเทคนิคต่างๆ เช่น การล๊อค การทุ่ม การโจมตี การบิดหักข้อมือ การต่อสู้แบบต่างๆ เช่นการป้องกันตัวเมื่อถูกจู่โจมจากผู้ประสงค์ร้ายมากกว่า 2 คนขึ้นไป การป้องกันตัวจากมีดหรือของมีคมต่างๆ

ทั้งนี้ ตัววิชานินจุทสุ มีปรัชญาพื้นฐานมาจาก 5 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และจิต วิญญาณ โดยทุกสถาบันนินจาในประเทศต่างๆ ล้วนมุ่งให้ผู้ฝึกเข้าสู่ความรู้ ปัญญา และหลักปรัชญาของวิชานี้ก็คือ ความรักและสันติ นอกจากนั้น ความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชายเป็นอีกหลักการหนึ่งที่ทำให้คนนิยมฝึกนินจุทสุ ซึ่งเน้นที่ความตั้งใจที่จะพัฒนาร่างกายและจิตใจให้ประสานกันผ่านศิลปะการป้องกันตัว ไม่ว่าบุคคลที่ฝึกจะแข็งแรงหรืออ่อนแอ

หากยังจำกันได้ สตรีมุสลิม 2 คนแรกของโลกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ในปี 2005 ก็มาจากอิหร่านนี่เอง แม้ว่าจะได้รับความบอบช้ำจากการเดินทางอย่างแสนสาหัส แต่สตรีทั้งสอง ซึ่งเป็นทันตแพทย์ และกราฟฟิค ดีไซเนอร์ ก็พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเธอทำได้

ในปี 2004 กลุ่มสตรีชาวอิหร่านได้ก่อตั้งทีมรักบี้ขึ้น จนกระทั่งปี 2006 มีผู้มาเข้าร่วมถึง 1,000 คน นักรักบี้หญิงรายหนึ่งกล่าวว่า แม้ว่าผู้ชายหลายคนจะดูถูกว่าพวกเธอไม่มีวันทำได้ แต่พวกเธอก็ไม่ยอมแพ้และทำได้สำเร็จ
ในปี 2007 ผู้หญิงอิหร่านก็ได้เข้าการคัดเลือกเพื่อแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ท่ามกลางคำขู่จากทางการว่า หากพวกเธอละเมิดกฎทางศาสนาแม้แต่เพียงนิดเดียวระหว่างการแข่งขัน พวกเธออาจได้รับบทลงโทษอย่างรุนแรง กระทั่งเหลือเพียง 3 คนที่ได้ไปต่อยังกรุงปักกิ่ง หนึ่งในนั้นคือ ซารา โกชจามาล ผู้หญิงอิหร่านคนแรกที่เข้าคัดเลือกแข่งเทควันโด้ ซึ่งเธอสามารถไปไกลถึงรอบสี่คนสุดท้าย ขณะที่ศิลปะการป้องกันตัวแบบจีน อย่างวูซู พวกเธอก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน
https://www.youtube.com/watch?v=MJjpFYVvwBo

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1329477719&grpid=03&catid=03

เยี่ยมมาก ต่อไปถ้าผู้หญิงเหล่านี้แต่งงานจะได้ป้องกันตัวจากผู้ชายงี่เง่าได้ ผู้ชายงี่เง่าคนไหนเห็นข่าวนี้คงเซ็งน่าดู ‘ต่อไปนี้จะทำร้ายร่างกายผู้หญิงเหล่านี้ไม่ได้ง่ายๆแล้วสิ แย่จังเลย’ สะใจฉันละ
เราก็อยากเรียนอยู่หรอก แต่แก่ไปหน่อย ขี้เกียจด้วยอะไรด้วย เสียดาย
ถ้ามีลูกสาว ไม่ว่าจะคลอดเองหรือรับมาเลี้ยง ส่งมันเรียนอะไรพวกนี้ตั้งแต่เด็กเลยดีกว่า
จะได้ไม่เสียดายเหมือนเรา



Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2555 5:10:40 น.
Counter : 246 Pageviews.

0 comment
โพลล์เผยชาย1ใน3เชื่อหญิงรักจริงต้องเสียตัว
โพลล์เผยผู้ชาย1 ใน 3 เชื่อว่ารักจริงผู้หญิงต้องยอมเสียตัว แถมขี้หึงตัวเองมีคนอื่ืนได้แต่แฟนห้ามยุ่งกับคนอื่น

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยผลสำรวจเรื่องทัศนคติผู้ชายกับความรุนแรงที่ซ่อนแฝงในความรัก จากกลุ่มตัวอย่างเพศชายอายุ 12-35 ปี จำนวน 1,000 คน ใน 10 จังหวัด อาทิ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม เชียงใหม่ฯลฯ พบว่า 43% ระบุว่าผู้ชายมีสิทธิหึงหวงไม่ให้แฟนหรือภรรยาออกนอกบ้านหรือคุยกับผู้อื่น และอีก 31% ระบุว่าตัวเองมีสิทธิมีคนอื่นได้แต่แฟนหรือภรรยาห้ามมีคนอื่น

ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างอีก 36% ยังเชื่อว่าผู้หญิงต้องแสดงออกถึงความรักด้วยการยอมมีเพศสัมพันธ์ และอีก 23% มองว่าเป็นโอกาสดีที่จะแสดงความรักด้วยการยอมมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์

นอกจากนี้ ในประเด็นเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า 36.5% มองว่าการดื่มในวันวาเลนไทน์กระตุ้นให้มีเพศสัมพันธ์ และอีก 21.3% เชื่อว่าลูกผู้ชายตัวจริงต้องดื่มเหล้าเคล้านารี อย่างไรก็ตาม การสำรวจครั้งนี้ยังมีมิติด้านดีคือผู้ชายถึง 82.4% ไม่นิยมความรุนแรง มองว่าการทำร้ายร่างกายคนรักเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

นายจะเด็จ กล่าวว่า ผลการสำรวจครั้งนี้ แสดงว่าผู้ชายมีทัศนคติเรื่องเพศและความรุนแรงดีขึ้นแต่ยังมองความรักในมิติเดียวว่าต้องครอบครองเป็นเจ้าของ หึงหวงและรู้สึกเสียศักดิ์ศรีหากแฟนไปคุยกับคนอื่น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะบ่มเพาะความรุนแรง

"คงต้องเร่งปลูกฝังค่านิยมเพื่อให้เกิดความรักที่ให้เกียรติกัน เช่น ตั้งสติเมื่ือเกิดความหึงหวง ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ใช่ของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดเป็นทางออก และเมื่อถึงที่สุดแล้วหากไม่สามารถประคองความรักได้ ต้องคิดว่าไม่ใช่คู่เราและจากกันด้วยดี และรณรงค์ให้ผู้หญิงรู้จักปฏิเสธ"นายจะเด็จ กล่าว

นายจะเด็จ กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่การสร้างทัศนคติที่ดี ให้เกียรติและรู้จักปฏิเสธ เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ดีกว่าการแก้ปลายเหตุด้วยการเคอร์ฟิวเด็ก หรือ นั่งเฝ้าตามหน้าโรงแรมม่านรูด

http://www.posttoday.com/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B/137039/%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A21%E0%B9%83%E0%B8%993%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7

ผู้ชายพันธุ์ลูกหมามีอยู่เยอะเหมือนกันนะเนี่ย อิอิ
สบายใจอยู่เป็นโสดมากขึ้นเรื่อยๆ หุหุ



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2555 18:21:28 น.
Counter : 217 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

นางสาวคานทอง
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



All Blog