ประสบการณ์จริง เรื่องมหัศจรรย์วันมาฆบูชา



ข้าพเจ้ามีโอกาสไปที่วัดมเหยงคณ์ จังหวัดอยุธยา ครั้งแรกคือ ในราวๆปี พ.ศ. 2547 เพื่อร่วมงานบวชเพื่อน เมื่อได้เข้าไปภายในบริเวณวัด ข้าพเจ้ารู้สึกสบายใจเพราะในวัดมีต้นไม้เยอะ เงียบสงบ นอกจากนี้ คนรักประวัติศาสตร์อย่างข้าพเจ้า ก็ชื่นชอบที่ได้เห็นวิหาร และสิ่งก่อสร้างต่างๆในบริเวณเขตวัดเก่า ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานด้วย นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า วัดมเหยงคณ์น่าจะสร้างก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยาอย่างน้อย ๔๐ ปี โดยพระนางกัลยาณี มเหสีของพระเจ้าธรรมราชา
เพื่อนได้ให้ข้อมูลว่าพระในวัดนี้ ปฏิบัติ รักษาศีลอย่างเคร่งครัด และเราสามารถมาบวชเนกขัมและอบรมปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานได้ ในช่วงวันสำคัญทางศาสนาหรือวันสำคัญๆต่างๆ โดยเจ้าอาวาสท่านจะสอนวิปัสสนาด้วยตนเอง แค่ได้ฟังข้าพเจ้าก็รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาพระคุณเจ้า พระภาวนาเขมคุณ (สุรศักดิ์ เขมรังสี) เป็นอย่างมาก
หลังจากวันนั้นข้าพเจ้าได้ไปอบรมปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานหลายครั้ง ครั้งละสามถึงสี่วันตามที่วัดกำหนดจัดเช่นในช่วงวันวิสาขบูชา เข้าพรรษา วันเฉลิมพระชนมพรรษา ทุกครั้งจะมีผู้คนหลั่งไหลมาปฏิบัติธรรมมากมาย บางครั้งมีเป็นแปดร้อยถึงพันคน เรียกได้ว่าเวลานอนกางมุ้งนี่มุ้งเกยกันเลยทีเดียว แม้ว่าทุกครั้งที่ไป ข้าพเจ้าจะเห็นพระอาจารย์อยู่ไกลๆ ข้าพเจ้าก็ดีใจและตั้งใจฟัง พยายามปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านสอน


ในวันที่ 19-24 ก.พ. 2548 ทางวัดจัดอบรมวิปัสสนาเนื่องในวันมาฆบูชา ครั้งนั้นน่าจะมีผู้ร่วมปฏิบัติธรรมเจ็ดร้อยกว่าคน ประมาณหกโมงเย็นของวันมาฆบูชา พระอาจารย์ (พระภาวนาเขมคุณ) ได้พาผู้ปฎิบัติธรรมสวดมนต์และนั่งสมาธิที่ลานวัดโบราณ ญาติโยมต่างปูเสื่อหรือปูผ้ายางกันแน่นลาน ข้าพเจ้าไปช้าจึงได้ที่นั่งหลังๆ ปูผ้ายางบริเวณฐานเจดีย์เก่าซึ่งไกลจากพระอาจารย์มาก



พระอาจารย์พาสวดมนต์และเทศนา ตอนท่านเริ่มเทศน์ข้าพเจ้าดูเวลาคือประมาณทุ่มกว่าๆ ข้าพเจ้าก็นั่งสมาธิหลับตาฟังพระอาจารย์ เมื่อท่านเทศน์จบ ท่านบอกให้เจริญวิปัสสนาต่อไป ตอนนั้นรู้สึกใจสงบ อากาศเย็นสบาย ซักพักเดียว ได้ยินเสียงพระอาจารย์พูดว่าสมควรแก่เวลา เมื่อลืมตา ข้าพเจ้าตกใจมาก! ใกล้ๆตัวข้าพเจ้าไม่มีใครเหลืออยู่ แสงเทียนก็ดับไปแล้ว รอบตัวมืด เงียบ ทั้งลานนั้นเหลือเพียงสิบกว่าคน และนั่งกระจายอยู่ไกลกันมาก ข้าพเจ้าเห็นพระอาจารย์นั่งอยู่ไกลๆ กับแสงเทียนด้านหน้าท่าน ท่านเรียกทุกคนไปใกล้ๆ บอกว่าตอนนี้เที่ยงคืนกว่าแล้ว ข้าพเจ้าคิดในใจว่า “เรานั่งวิปัสสนามาเกือบสี่ชั่วโมง ทำไมรู้สึกว่านั่งเพียงพักเดียว” พระอาจารย์กล่าวว่า “ไหนๆก็เลยเที่ยงคืนแล้วขอชวนทุกคนที่เหลือไปสวดมนต์กันที่วัดข้างๆ ท่านจะนำไป ก่อนไปให้นับจำนวนกันก่อน” เราจึงนับได้สิบหกคน ให้เดินเป็นแถวแบบคู่ ข้าพเจ้ากับจับคู่กับคุณยายท่านนึง และเป็นคู่เดินหลังสุด จัดขบวนเรียบร้อยแล้วพวกเราเดินตามพระอาจารย์ไปเดินตัดทุ่งไปยังวัดช้างที่อยู่ข้างๆกัน ระหว่างเดินคุณยายชวนข้าพเจ้าคุย ข้าพเจ้าเห็นว่าคุณยายฟันเกและฟันดำ จึงถามคุณยายว่า “ยังกินหมากอยู่เหรอคะ” คุณยายพยักหน้า แล้วพูดว่า ”อย่าทิ้งการวิปัสสนา วิปัสสนาได้บุญมาก” และทำนายอนาคตข้าพเจ้าสองสามประโยค ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงพูดเพื่อชมและให้กำลังใจ นอกจากนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกัน


“วัดช้าง”เป็นวัดร้าง ข้าพเจ้าเคยมองไปในตอนกลางวัน เห็นเพียงซากเจดีย์องค์เดียวท่ามกลางหญ้ารก ระหว่างเดินพระอาจารย์บอกว่า “ไม่ได้ใช้ไฟฉายเราใช้แสงจันทร์กัน” ท่านเล่าว่า “วัดนี้เป็นวัดที่ควาญช้างนำช้างทรงของกษัตริย์และพระมเหสีมาพักรอ ระหว่างพระองค์ท่านไปทำบุญ ” เมื่อไปถึงวัดก็มีเพียงซากเจดีย์ที่ยังไม่ได้บูรณะรกเรื้อไปด้วยป่าหญ้า ฐานเจดีย์นั้นสูงใหญ่กว่าที่ข้าพเจ้าคิดไว้มาก พระอาจารย์พาขึ้นไปยังฐานเจดีย์นั้น บอกว่า ให้ค่อยๆเดินตามขึ้นมา ไม่ต้องออกนอกทาง และให้นั่งรอบเจดีย์ฝั่งนั่งซ้ายขวาของท่าน ข้าพเจ้ารู้สึกว่าอากาศที่วัดช้างเย็นมากผิดปกติ บรรยากาศช่างมืด เงียบ วังเวง ท่านจุดเทียนหนึ่งเล่มและพาสวดมนต์ นั่งวิปัสสนา แล้วอุทิศส่วนบุญให้เปรต ในระหว่างแผ่ส่วนบุญ มีลมพัดมาแรงวูบหนึ่ง แต่เย็นเยือกจนข้าพเจ้าขนลุก พลันข้าพเจ้าได้ยินเสียงวี้ดยาวนาน “วี้ดดด” เสียงช่างแหลมและโหยหวน ดังแล้วหยุด แล้ว ” วี้ดดดดด” อีกอย่างต่อเนื่อง ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่กล้ามองไปรอบข้าง หรือพูดถามใคร ว่าได้ยินอะไรหรือไม่ เห็นทุกคนดูสงบดี จึงพยายามนั่งนิ่งๆ
เมื่อแผ่ส่วนบุญแล้ว พระอาจารย์พาพวกเราเดินตัดทุ่งและข้ามถนนไปยัง ”วัดกุฎีดาว” ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม วัดมเหยงคณ์ คุณยายไม่ได้มาเดินกับข้าพเจ้าแล้ว แต่เดินตามใกล้พระอาจารย์ พระอาจารย์เล่าว่า “วัดนี้เป็นวัดฝาแฝดกับวัดมเหยงคณ์ เพราะเจดีย์และอุโบสถสร้างลักษณะคล้ายกันและยุคเดียวกัน” เมื่อถึงวัด ข้าพเจ้าประทับใจทันที ตั้งแต่ซุ้มประตูวัด สีขาวงดงามและสภาพสมบูรณ์ เมื่อเดินเข้าบริเวณวัดยิ่งเห็นว่า “วัดกุฎีดาว ช่างสวยงามสมกับชื่อวัด นับแต่พื้นวัด ซากเจดีย์ ตลอดจน อุโบสถ มีสีขาวสะอาด แลดูงดงามท่ามกลางแสงจันทร์ พระอาจารย์พาเดินรอบอุโบสถและเจดีย์สามรอบ ให้ทำพวกเราจิตใจสงบเป็นกุศล ระหว่างเดินข้าพเจ้าสุขใจพลางคิดว่า “ช่างสะอาดและงดงามจริงๆ วัดสวยงามขนาดนี้ก่อนกลับบ้านต้องมาเที่ยวให้ได้” เมื่อเดินครบสามรอบแล้วพระอาจารย์พาเข้าไปนั่งสวดมนต์และเจริญวิปัสสนาภายในอุโบสถร้าง โดยให้สวดมนต์บทบูชาเทวดา ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่น่าจะสวดไม่ได้ (ส่วนข้าพเจ้าถือเป็นครั้งแรกที่ได้ยิน) แต่คุณยายสองท่านนั่งแถวทางด้านหน้าๆสวดได้ และสวดเสียงไพเราะมาก จากนั้นแผ่เมตตาอุทิศส่วนบุญอุทิศให้เทวดา ที่วัดนี้พระอาจารย์บอกให้ตั้งจิตอธิษฐานขอพร
เมื่อเดินกลับถึงวัด พระอาทิตย์เริ่มขึ้นพอดี ก่อนแยกไปพระอาจารย์พูดยิ้มๆว่า “นับดูซิว่ากลับมากี่คน ลืมใครไว้บ้าง” เราจึงช่วยกันนับจำนวน ได้สิบสี่คน!!! หายไปจริงๆ !! ทุกคนต่างซักถามและพยายามนึกหน้าว่าใครหายไป เมื่อทบทวนได้คุณป้าคนนึง พูดออกมาว่า “ก็คุณยายสองคนนั้น ที่สวดมนต์ดังๆนั่นแหละ กินหมากฟันดำทั้งสองคน” คุณป้าจำได้เพราะนั่งติดๆกัน ข้าพเจ้าขนลุกซู่ พยายามไม่กลัวหรือคิดมาก และแผ่กุศลให้คุณยาย เมื่อข้าพเจ้าแยกออกมาก็ยังเห็นคนในกลุ่มพูดคุยกันอยู่ด้วยความตื่นเต้น
ประมาณสิบโมงเช้า ข้าพเจ้าลาศีลเก็บข้าวของเรียบร้อย ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไปนั่งเล่นวัดกุฎีดาวสุดสวยให้นานๆเลย เมื่อขับรถออกไปถึงถนนด้านหน้าวัดมเหยงคณ์ ข้าพเจ้ามองหาวัดกุฎีดาว “เอ…เราจำได้ว่าวัดอยู่ตรงกันข้ามกัน น่าจะเห็นชัดเพราะวัดมีสีขาว ทำไมเราหาไม่เจอ” จึงจอดรถเดินข้ามถนนไป เมื่อข้ามถนนไปเห็นประตูวัดเก่าๆรกๆ ต้นหญ้าคาสูงเท่าเอวอยู่ข้างซุ้มประตูวัดหนึ่ง “สงสัยเรามาผิดที่” จึงเดินไปวัดข้างๆ ก็ไม่ใช่อีก ป้ายบอกเป็นวัดจักรวรรดิ ข้าพเจ้าเดินกลับมาซุ้มประตูรกๆอีกครั้ง เหลือบไปเห็นป้ายวัดกุฎีดาว ข้าพเจ้าตะลึง นอกจากซุ้มประตูมีต้นหญ้าและวัชพืชรกเต็ม ซุ้มประตูยังเก่าและสกปรก แต่จำลักษณะบริเวณทางเข้าได้ ข้าพเจ้าตัดใจเดินลอดซุ้มประตูเข้าไป ภาพที่เห็น ยังจำติดตาถึงวันนี้ พื้นวัดไม่ใช่สีขาวแต่สีน้ำตาล พื้นแตกร้าว สกปรกด้วยขยะ มีมูลของสุนัขหลายกอง เห็นได้ชัดว่าอุโบสถยังไม่มีการบูรณะและสภาพเจดีย์หักดูมอมแมม ข้าพเจ้าเดินวนรอบเหมือนเส้นทางเมื่อใกล้เช้า จึงเห็นว่ามีเศษขวดเศษแก้ว เกลื่อนพื้นไปหมด แล้วเมื่อคืนพวกเราเดินเท้าเปล่าทุกคนและเดินวนสามรอบ น่าแปลกที่ไม่มีใครเหยียบเศษแก้วแม้แต่นิดเดียว! เมื่อขึ้นไปในอุโบสถที่นั่งสวดมนต์ก็เห็นบริเวณพื้นอุโบสถสกปรกและดำ มีเศษข้าวกล่อง จานสังกะสี กระป๋องน้ำอัดลม วางอยู่บนแท่นที่น่าจะเคยประดิษฐานพระประธานของวัด ไม่ได้สะอาดเหมือนเมื่อคืนเลย
ข้าพเจ้าออกจากวัดกุฎีดาวด้วยความกังขา และระลึกถึงคุณพระอาจารย์ที่ท่านได้พามาสวดมนต์ และได้พบประสบการณ์มหัศจรรย์ นั่นเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่ข้าพเจ้าได้เดินตามและฟังท่านพูดคุยอย่างใกล้ๆ ในตลอดการสอนวิปัสสนาของท่าน พระอาจารย์ไม่เคยพูดถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ใดๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัตตัง ข้าพเจ้าเชื่อว่า ท่านได้สอนเราด้วยการแสดงให้เห็นถึงทุกสิ่งที่เป็นไปได้ในโลกแห่งธรรมะ เพื่อให้เราได้รับรู้ ไตร่ตรอง และทำสิ่งที่เป็นกุศล
แม้ผ่านมาสิบ ข้าพเจ้าไม่เคยลืมประสบการณ์ของการไปปฎิบัติธรรมครั้งนั้น ได้ยินเสียงเปรตที่น่าสงสาร ได้คุยกับคุณยาย ได้เห็นภาพวัดกุฎีดาวที่งดงามท่ามกลางแสงจันทร์ และคิดว่าเทวดาที่รักษาวัดทุกวัด ท่านยังอยู่และรักษาวัด ตลอดมาขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าทำแล้วตั้งใจแล้วจงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายและเปรตทั้งหลายที่วัดมเยงคณ์ วัดช้างและวัดกุฎีดาวด้วยเทอญ
บรรยากาศคล้ายกับการสวดมนต์และฟังธรรมในคืนวันมาฆบูชา ข้าพเจ้านั่งบริเวณฐานเจดีย์ ไกลจากพระอาจารย์มากๆ

วัดช้าง เห็น

เจดีย์อยู่ไกลๆ ในตอนนั้นหญ้ายังไม่ได้ตัดเรียบแบบนี้ แม้ตอนกลางวันยังดูวังเวง

บริเวณซุ้มประตูวัดกุฏีดาว ดูแบบนี้ยังค่อนข้างรก ในตอนนั้นหญ้าขึ้นสูงกว่านี้




Create Date : 27 มีนาคม 2559
Last Update : 3 เมษายน 2559 16:38:58 น. 1 comments
Counter : 1024 Pageviews.

 


โดย: โสมรัศมี วันที่: 24 สิงหาคม 2559 เวลา:16:12:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สมาชิกหมายเลข 3082029
Location :
ขอนแก่น Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เขียนด้วยใจ ไม่ใส่ไข่ เพื่อแบ่งปันเรื่องดีๆ
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สมาชิกหมายเลข 3082029's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.