นั่ง City Tour Tram ชมเมือง Cannes
  สวัสดีค่ะ :D

 หลังจากที่ตอนเช้าไปเดินชิคๆ ชิวๆ ริมหาดเมือง Nice ในตอนเช้า เราก็กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วก็ขึ้นรถไฟมุ่งหน้าไปเมือง Cannes ค่ะ นั่งประมาณ 40 นาทีจากเมือง Nie ก็ถึงแล้ว ถือว่าเป็นเมืองที่โผล่มาแบบงงๆ ว่า เห้ยยยย ทำไมอยู่ๆ ถึงไปได้ล่ะเนี่ย คือตอนนั้นเรานั่งรถไฟจาก Marseille มุ่งหน้าไปเมือง Nice แล้วผ่านเมือง Cannes พอดี เพื่อนคนนึงก็พูดขึ้นมาว่า เห้ยยย เมือง Cannes ที่เค้าจัดเทศกาลหนังกันนี่นา ดู lively ดีเนอะ ขากลับมาขึ้นเครื่องบินที่ Marseille เรามาแวะกันเถอะ และด้วยความที่พวกเราเป็นพวกที่ไม่เคยจะมีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจนก็เลยตกลง ไว้กลับมาแวะกัน

 นั่งรถไฟไปแป๊บเดียว ไม่นานเท่าไหร่ก็ถึงเมือง Cannes แล้วค่ะ มาถึงที่นี่พวกเราก็ฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีรถไฟกันเพราะไม่สะดวกที่จะหิ้วไปมา และด้วยความที่ไม่รู้ (อีกแล้ว) ว่าเมืองนี้มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง เราก็เลยเดินเล่นมั่วๆ ไปเรื่อยๆ ในเมืองค่ะ เมืองเค้าก็น่ารักดีนะ



ชอบจัง ดูกุ๊กกิ๊ก

 พวกเราก็เดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย เดินแวะเข้าร้านนู้นออกร้านนี้ตามสไตล์ window shopper ที่นี่เมืองเงียบดีค่ะ ถนนโล่งมาก

วันนั้นจำได้เลยเดินเข้าไปในร้าน Longchamp เจอคนจีนมาเที่ยวกันสองคน เค้าสองคนยืนชี้กระเป๋ารุ่น Le Pliage แล้วบอกว่าเอาสีละหนึ่งใบ O___________o ยืนอึ้งไม่ใช่เพราะอะไร คือเพื่อนเราจะเอาใบนึงแล้วมาทีหลังเลยชวด T^T (ตอนแรกจำผิดเป็นเมือง Monte Carlo อะ กลับมาดู diary อ่าว! ผิดเมือง)



ถนนสาย shopping ในเมือง Cannes



Ferrari Shop



ห้องน้ำสาธารณะเมือง Cannes ถ้าไม่มีป้าย บอกตรงๆ ไม่รู้นะเนี่ย

 พอเดินไปสักพักพวกเราก็หมดหนทางที่จะไปต่อเพราะไม่รู้จะไปไหนกันดี บวกกับมีเวลาน้อยนิด ต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินตอนกลางคืนเพราะเราก็เลยซื้อตั๋ว City Tour เป็นรถ tram วิ่งทั่วเมืองไว้ชมวิวเฉยๆ ค่ะ



 การนั่งรถ tram ชมเมืองก็ถือว่าเป็นอะไรที่ประหยัดเวลาดีนะคะ ข้อดีคือเราจะได้ชมเมืองแบบทั่วๆ แต่แบบ skim ถ้าอยาก deep in details ก็ควรศึกษาข้อมูลมาก่อนค่ะ รถ tram นี่จะมีจุดให้บริการอยู่ตรงแถวๆ ริมหาด จะมีรอบของการวิ่งรถ tram อยู่ค่ะ ถ้ายังไม่ถึงเวลารถออกแต่ได้จำนวนคนที่เยอะพอสมควร รถก็จะเริ่มออกวิ่ง

 ตอนแรกที่นั่งรถรอบเมือง พวกเราก็หูย ตื่นเต้นๆ สวยดีจังแต่ Nice สวยกว่านะ ฮ่าๆๆๆ แต่พอนั่งไปนั่งมาอยู่ดีๆ ความคิดที่คิดว่าเรากำลังอยู่ในเมืองพัทยาก็แว้บเข้ามาในหัว เมือง Cannes นี่มันพัทยา ฝรั่งเศสชัดๆ ร้านค้าริมหาดมีเอาพวกห่วงยาง ลูกบอลเป่าลมมีเรียงขายด้านหน้าร้านเหมือนแถวชายหาดเมืองไทยเปี๊ยบเลย แต่ที่เราแอบฮาคือมีต้นกล้วยระหว่างทางด้วยอะ ระหว่างที่ทางที่นั่งไปก็จะมีคุณไกด์บนรถรางเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวตึกและสถานที่ที่พวกเรานั่งรถรางผ่านค่ะ หลักๆ ก็เห็นจะเป็นโรงแรมนี่แหละ ที่ Cannes นี่คือโรงแรมเยอะมากกกกกกกก และแต่ละที่ก็จะมีคนดังๆ มาพักทั้งนั้น เราสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากเทศกาลหนังเมือง Cannes ค่ะ บางโรงแรมตั้งชื่อตามคนดังด้วยนะ แล้วก็ยังมี poster ภาพยนตร์ติดทั่วเมืองเลย นี่สิ! ค่อยรู้สึกว่ามาเยือนเมืองภาพยนตร์หน่อย

 นอกจากรถรางจะพาพวกเราทัวร์ทั่วเมือง Cannes ด้านล่างแล้ว รถรางยังพาเราขึ้นไปยังจุดชมวิวของเมือง Cannes ด้วยค่ะ พอมาถึงตรงนี้รถจะจอดให้พวกเราลงไปเดินชมวิวมุมสูงของเมือง ซึ่งวิวเอาจริๆง เราก็ไม่ได้ประทับใจเท่าไหร่นะ ชอบของเมือง Nice มากกว่า ส่วนหาดที่นี่เป็นหาดทรายค่ะ



มุมที่ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ ต้นไม้บังวิว







เค้าจอดนานเหมือนกันแฮะ ได้รูปมาเต็มเลย



มองมุมนี้ นึกว่าอยู่ Monte Carlo lol



แต่มุมนี้คล้าย Marseille อยู่นะ



ชอบบ้านแบบนี้อ่า น่ารัก









คันนี้แหละที่พาเราทัวร์เมือง Cannes



 พอดูวิวจนครบกำหนดเวลา รถรางก็เริ่มออกวิ่งค่ะ ระหว่างทางที่นั่งรถรางก็จะผ่านท่าเรือเมือง Cannes ด้วย ตอนที่ผ่านความรู้สึกคือ โหหหหหห มันหรูและดู lively มาก (ช่างต่างกับความรู้สึกตอนแรกที่เดินในเมืองจริงจัง) คือมันคึกคัก แล้วก็มีเรือยอตช์จอดเต็มท่าเรือไปหมดเลยค่ะ ตื่นเต้น 5555 แถมอากาศก็ดีสุดๆ ไปเลย แดดงี้จ้ามาก






วาดรูปเก่งจัง มันเป็นภาพสามมิติใช่ป่าวคะ









Casino ที่ตอนแรกเราคิดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ - -"





หมดรอบรถรางแล้วจ้า

 พอชม City Tour จบ คราวนี้วิ่งเลยจ้า ต้องไปขึ้นรถไฟกลับ Marseille เนื่องจากพวกเรารีบมาก เราเลยอดซื้อ Postcard ของที่นี่เลย T^T 



 ได้เวลาขึ้นรถไฟกลับ Marseille เพื่อขึ้นเครื่องไป Madrid แล้วค่ะ ไว้เจอกันที่ Madrid นะคะ บ๊ายบายยย :)



Create Date : 17 มิถุนายน 2557
Last Update : 17 มิถุนายน 2557 4:34:25 น.
Counter : 574 Pageviews.

0 comment
Sea, Rock and Sun in Nice
  สวัสดีค่ะทุกคน :D

 หลังจากที่เรากลับมาจาก Monte Carlo วันรุ่งขึ้นพวกเราก็มุ่งหน้าไปยังหาดของเมือง Nice ค่ะ นั่ง Tram ไป กะไว้ว่าเราจะไปหาอาหารเช้ากินเอาดาบหน้าแถวนั้นเอา เท่าที่จำได้ ทะเลไม่ได้อยู่แถว tram stop ค่ะ ต้องเดินเข้าไปในเมืองที่เค้าขายของกันก่อนถึงจะเจอทะเล

 ก่อนออกเดินทางไปหาด เรากับเพื่อนก็ขอแวะไปที่ post office กันก่อนเพื่อไปซื้อ stamp ค่ะ เราเป็คนที่ชอบเขียน postcard มากค่ะ เขียนทีเหมือนเขียงเรียงความ มากันหมดทั้งคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป เขียนจนเพื่อนงง ที่แค่นั้นแกยัดเข้าไปได้หมดได้ยังไง พอโดนถามแบบนี้เราก็งงสิ แล้วแกเขียนกันยังไงอะแค่ประโยคสองประโยค 55555

 stamp ที่นี่แปลกดี คือพอเข้าไปใน post office เค้าจะให้เลือกระหว่างซื้อกับเจ้าหน้าที่กับซื้อกับเครื่องค่ะ ถ้าซื้อกับเจ้าหน้าที่ก็จะเป็น stamp ปกติทั่วไปนี่แหละ ซึ่งโดยปกติแล้วที่ Europe ราคาของ stamp จะแบ่งออกเป็นสองราคาคือส่งใน Europe กับส่งนอก Europe ค่ะ หลังจากตระเวนทัวร์มาหลายที่เราพบว่าถ้าชอบส่ง postcard ให้ไปส่งที่เยอรมันค่ะ ถูกที่สุดแล้ว เอาล่ะ ถ้าแถวมันยาวไม่อยากรอก็ซื้อกับเครื่องก็ได้ เราตื่นเต้นไม่เคยซื้อ stamp กับเครื่องเลยขอลองดูหน่อย ตัวเครื่องจะเป็นระบบสัมผัสแบบจิ้มๆ หน้าจอแล้วก็มี option ให้เลือกเยอะมาก ถ้าเราจะซื้อ stamp เค้าจะให้เราระบุราคาพร้อมกับจำนวนที่อยากได้เลยค่ะ พอเลือกเสร็จก็จ่ายเงินผ่านเครื่องนั่นแหละ แต่ stamp ที่ได้ออกมามันเป็นจะเป็นแบบ print สดๆ เลยอะค่ะ เป็น sticker รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีข้อความ print ว่ากี่ Euro ซึ่งเราไม่ประทับใจอะ :( เลยยอมต่อแถวเพื่อซื้อ stamp กับคุณเจ้าหน้าที่

 พอซื้อเสร็จเราก็พร้อมที่จะออกเดินทางไปหาดกันแล้วล่ะ :D เราขึ้น tram ไปลงป้าย Messéna ค่ะ และเราก็ได้รู้ว่าแถวนี้น่ะหาของกินยากมากกกกกกกกกกกกกกกก (หรือเพราะไปตอนเช้าร้านยังไม่เปิดกันก็ไม่รู้)



ต้นปาล์มใช่มั้ยเนี่ย มีทั่วเมือง Nice เลย



ตึกเก่าในเมือง Nice สวย คลาสสิก

 พอหาอะไรทานกันเสร็จแล้วพวกเราก็เลือกเดินเล่นใน Old Town กันก่อนค่ะ ตึกที่นี่ classic แล้วก็มีเสน่ห์ให้เราตกหลุมรักง่ายๆ แบบไม่รู้ตัวเลยล่ะ เป็นตึกที่มีหน้าต่างทรงสูง ถ้าที่หน้าต่างมีระเบียงก็จะมีกระถางดอกไม้วางไว้ ชวนให้เห็นแล้วยิ้มตามจริงๆ ค่ะ :)



พร้อมลุย!



ชอบหน้าต่างกับโคมไฟแบบนี้จัง





ตอนเห็นตุ๊กตาพวกนี้ละตกใจ นี่สินค้านำเข้าจากประเทศไทยรเปล่านะ 555555





ชอบตึกนี้ด้วย ดูรกๆ แต่น่ารัก lol

 ใน old town นี่มีร้านขายไอศกรีมเยอะมากๆ ค่ะ แถมที่นี่ก็มีแต่รสแปลกๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้กินอีกด้วย (ตอนนั้นกระแสไอศกรีมรสแปลกๆ แหวกแนวยังไม่เป็นที่แพร่หลายในเมืองไทยค่ะ) ทั้งรส Coca Cola, Rose, Jasmine, Lavender และ M&M (จริงๆ มีเยอะกว่านี้แต่จำไม่ได้ค่ะ) เพื่อนเราเลือกรส Lavender ซึ่งชิมไปครั้งเดียวแล้วจะตราตรึงในความทรงจำอีกนานเพราะรสชาติมันเหมือนสบู่อาบน้ำมากๆ ส่วนเราเลือกรสมะลิ คือก็ไม่แย่ขนาด Lavender แต่ก็ไม่ได้อร่อยพอที่จะชวนให้เรากินจนหมด scoop



คราวหน้าจะไม่สั่งเด็ดขาด พวกรสดอกไม้ทั้งหลายเนี่ย เข็ด!



ตึกทรงหน้าแคบ เราชอบมากๆ



เป็นน้องหมาที่แปลกที่สุดที่เราเคยเห็นในชีวิตเลย ขายาวมากๆ



ป้ายร้านอาหารในเมือง Nice

 พอเดินเล่นใน Old Town จนคิดเอาเองว่าทั่วแล้วก็เดินไปมายังไงก็ไม่รู้ มาโผล่ตรงตลาดสดค่ะ มีพวกผักสดให้เลือกซื้อกันเลย มองลองผ่านตลาดไป เฮ้ย! ถึงแล้วอะ หาดเมือง Nice!!!!!!!!



skill การถ่ายรูปคือง่อยสุด รูปเอียงอย่างไม่น่าให้อภัย 5555



น้ำทะเลนี่สวยจริงๆ นะ :D



มองไปทางด้านหลังของหาดจะเป็นภาพนี้แหละค่ะ ลอดซุ้มประตูนั่นเข้าไปก็จะเจอ Old Town



คนเต็มหาดเลย มาอาบแดดกันเต็ม



ทำบันไดลงมาที่หาดไว้อย่างดีเลย







ยัยเอเชียหัวดำตนนี้ก็แต่งตัวแบบพร้อมมาชิวริมหาดมาก 55555 (เราเองแหละค่ะ)



แม้แต่นกพิราบก็ต้องมาหาดเมือง Nice!



simply touching



มองไปด้านหลังของหาด



 มีใครสังเกตบ้างมั้ยคะว่าหาดที่เมือง Nice ต่างกับหาดที่เมืองไทยยังไง? สิ่งแรกที่เราเห็นก็คือหาดนี้แปลกตรงที่เป็นหาดหินขาวแทนที่จะเป็นหาดทรายแบบบ้านเรา ตรงนี้เราไม่แน่ใจนะคะว่าเค้าเอาหินมาวางเองหรือว่าเป็นแบบนี้อยู่แล้วตามธรรมชาติแต่เดาเอาว่าน่าจะเป็นอย่างแรก ซึ่งก็สวยแปลกตาไปอีกแบบ หินที่นี่จะมนๆ เดินบนหาดละจะไม่บาดเท้าค่ะแต่แรกๆ ก็แอบเดินยากนิดนึง ละหินที่นี่มันมีเหมือนแป้งขาวๆ ติดเสื้อมาด้วยเวลาที่เรานั่งลงบนหาดค่ะ ยิ่งวันนั้นเราก็แต่งตัวได้เข้ากับบรรยากาศชิวริมทะเลมาก (dress มี legging พร้อมเสื้อกันหนาว = =) ลุกมาทีเลกกิ้งเปลี่ยนสีเลยค่ะ 55555 และเราเพิ่งมาสังเกตตอนเขียน blog นี่แหละว่าน้ำทะเลเค้าใสมาก แต่ไม่มีใครลงไปเล่นน้ำเลย มีแต่คนมาอาบแดด แปลกดีเนอะ

 หาดที่เมือง Nice นี่ยาวพอสมควรเลยล่ะค่ะ รอบๆ หาดก็จะเป็นเมืองละ มีตึกขึ้นรอบๆ วันนั้นที่เราไปโชคดีมาก อากาศดีสุดๆ แดดจ้าแต่มีลมพัดมาตลอดเวลา นั่งชิวริมหาดพร้อมกับนั่งเขียน postcard ไปด้วย perfect combination สุดๆ เราชอบมากค่ะ เขียนไปมีเสียงคลื่นให้ฟังเป็นระยะ ลมพัดมา อากาศไม่ร้อน โอ้ยยย ฟิน!

 ชิวได้ที่แล้วก็ได้เวลาออกเดินต่อค่ะ คราวนี้หันหน้าเข้าทะเลแล้วมองไปทางซ้ายมือ จะเป็นจุดชมวิวเมือง Nice ในเมืองสูงค่ะ เดินตามมากันเร็ว



อ่านว่าอร่อย ไทยใช่ป่าว มีร้านอาหารไทยติดริมหาดเลยนะเนี่ย



เดินไปเลยจ้า ทรงกลมๆ สูงๆ นั่นแหละจุดชมวิวสูง



มุมมองหาดจากริมถนนด้านบน สังเกตปลายหาดจะเป็นตึกเรียงกันเป็นตับเลย



มีจักรยานให้ปั่นรอบเมืองซะด้วย เราไม่ได้ปั่นค่ะ



ชอบรูปนี้ :)



จะขึ้นละนะ



ถึงแล้วข้างบน! เมือง Nice ในมุมสูง





ป้อมอะไรสักอย่างบนจุดชมวิว



 ชมวิวสูงของเมืองจนหนำใจแล้วก็ได้เวลาลงเดินไปขึ้น tram เพื่อกลับโรงแรมไปเอากระเป๋าค่ะ เราจะไปเมือง Cannes กันบ่ายนี้



ป้ายบ้านเลขที่ น่ารักมาก



อนุสรณ์สถานอะไรสักอย่าง น่าจะมีความสำคัญแต่เรากดชัตเตอร์หนึ่งแชะแล้วเดินผ่านไปเพราะรีบแล้วค่ะ













ตึกแบบนี้แหละ สวยคลาสสิก loveee <3



กังหันลมสีสดใส











 ลาแล้วนะเมือง Nice ไว้มีโอกาสเราจะกลับไปอีกแน่นอน จากตอนแรกที่ไม่ชอบฝรั่งเศสเพราะ Paris ตอนนี้เรากลับมารักฝรั่งเศสในแคว้น Provence แล้วค่ะ อิอิ เมืองน่ารักมากๆ แล้วเจอกันอีกทีที่ Cannes นะคะ ขอแว้บไปเอากระเป๋าแล้ววิ่งขึ้นรถไฟก่อน เจอกันตอนหน้าค่ะ บ๊ายบายยย :D




Create Date : 25 เมษายน 2557
Last Update : 25 เมษายน 2557 1:53:18 น.
Counter : 343 Pageviews.

0 comment
Couch surfing ในเมือง Nice
  สวัสดีค่า :D

 หลังจากนั่งรถไฟเพลินๆ สามชั่วโมงเราก็เดินทางจาก Marseille มาถึงเมือง Nice โดยสวัสดิภาพ :) มาถึงเมืองนี้ก็มีความรู้สึกอยู่ในใจว่าเราต้องชอบเมืองนี้แน่เลยเพราะมันแตกต่างจาก Paris อย่างเห็นได้ชัด! lol

 สำหรับเมืองนี้เรากับเพื่อนจะพักกับบ้านของคนท้องถิ่นหรือที่เรียกกันว่า couch surfing ค่ะ รูปแบบของการพักแบบนี้คือเค้าจะมีเว็บสำหรับ couch surfing โดยเฉพาะคือคนในประเทศนั้นๆ จะเปิดบ้านรับนักเดินทางแบบเราให้เข้าพักฟรี จะอยู่กี่วันก็แล้วแต่จะตกลงกันโดยที่อาจจะมีอะไรแลกเปลี่ยนกัน เช่น เราไปพักฟรีแต่ไปทำอาหารให้เค้ากิน ซึ่งในเว็บก็จะมีรายละเอียดของเจ้าบ้านแต่ละเมือง สามารถเข้าไปหาข้อมูลได้ที่ https://www.couchsurfing.org/ ค่ะ

 เนื่องจากตอนแรกแพลนกันไว้ว่าจะมีเพื่อนผู้ชายไปด้วยก็เลยจอง couch surfing ไปแต่พอตอนหลังเพื่อนมาด้วยกันไม่ได้แพลนก็เลยยังเหมือนเดิม เดินลากกระเป๋าออกมาจากสถานีรถไฟด้วยความงงสูงสุดว่าบ้านคุณ couch surfing นี่อยู่ตรงไหน ถึงจะ print google map ออกมาแล้วก็ตามที หันหลังให้สถานีรถไฟแล้วเลี้ยวซ้าย เดินต่อไปไม่ไกลจะเจอป้าย tram ค่ะ พวกเราซื้อตั๋ว tram กันแล้วก็ไปลงที่สถานีหนึ่ง ไปถึงก็งง ไหนอะบ้านคุณ couch surfing??

 บ้านที่ยุโรปถ้ามีบ้านเลขที่นี่หาง่ายมากเลยค่ะเพราะบ้านเค้าเรียงตามบ้านเลขที่กัน เรากับเพื่อนก็เริ่มไล่เลย 1, 2, 3, 4 .... เอ๊ะ ทำไมทางมันแปลกๆ เดินมาตั้งนานไม่เจอสักที สรุปคือบ้านเค้าอยู่บนเขาค่ะ 55555 คือก็ไม่ได้แบบเขาเหมือนดอยสุเทพแต่เป็นทางขึ้นที่ชันมากกกกก พอไปถึงก็เจอเป็น apartment โทรหาเค้าแล้วเค้าก็ลงมารับพวกเราขึ้นไปค่ะ

 ห้องชุดของเค้าใหญ่พอสมควรเลยค่ะ เจ้าของบ้านเป็นผู้ชายฝรั่งเศส ทำงานเป็นบุรุษพยาบาลและอยู่ตัวคนเดียว วันนั้นที่พวกเราไปกันมีเพื่อนสาวกับลูกของเพื่อนมาด้วย ไปถึงก็เอาของเก็บเข้าห้องก่อนแล้วเค้าก็ชวนเราไปซื้อของทำอาหารเย็นแต่เนื่องจากรถของเขานั่งได้แค่สองคนคือคนขับกับคนนั่งอีกหนึ่งคน  เรากับเพื่อนเลยไม่มีใครเสนอตัวที่จะไป สุดท้ายก็ไม่มีใครไปเค้าเลยทำคล้ายๆ สตูว์เนื้อให้ทานค่ะ แต่เรากินเนื้อไม่ได้มื้อนั้นเลยกินอะไรไม่ลงเลย T^T พอกินเสร็จก็ได้เวลาพักผ่อน ทยอยอาบน้ำ ที่บ้านเค้าจะมีห้องนอนสองห้อง ห้องนึงเค้านอนคนเดียวส่วนอีกห้องนึงเป็นกลุ่มเรานอนกันซึ่งห้องนี้ประตูล็อกไม่ได้ค่ะ เพื่อนเราอาบน้ำไปแล้วสองคน เราไปอาบเป็นคนที่สาม ส่วนเพื่อนอีกคนนั่งคุยกับเจ้าของบ้าน 

 พอเราอาบน้ำเสร็จก็นั่งเล่นในห้อง เล่นมือถือไปเรื่อย พอเพื่อนคนสุดท้ายอาบน้ำเสร็จเข้ามาในห้องนี่เป็นประเด็นเลยค่ะ คือเพื่อนคนนี้หน้าตาน่ารักมาก หมวยๆ ตัวเล็กๆ เค้าก็เล่าว่าตอนที่เราไปอาบน้ำแล้วเค้าอยู่กับเจ้าของบ้านสองคน เค้ารู้สึกแปลกๆ แบบเจ้าของบ้านบังคับให้เพื่อนเราพูดว่า "I'm beautiful." แล้วเพื่อนเรามีแฟนอยู่แล้ว เค้าก็บอกว่าใครได้เป็นแฟนเพื่อนเรานี่ต้องโชคดีมากแน่ๆ แถมยังมาลูบหลังมือเพื่อนเราบ่อยๆ อีกด้วย คือตอนแรกเรากับเพื่อนคิดว่าเค้าน่าจะเป็นเกย์เพราะท่าทางน่าจะใช่เลยไม่ได้คิดอะไรอะค่ะ อีกอย่างคือตอนแรกที่จอง couch surfing ไปเพราะจะมีเพื่อนผู้ชายมาด้วยอีกคนแต่ตอนหลังเพื่อนติดเรียนมาไม่ได้ พวกเราก็ไม่ได้ยกเลิกไปเพราะคิดว่ามีตั้งสี่คน ไม่เป็นไรหรอก ก็เลยปรึกษากันว่าเอาไงดี ย้ายที่นอนกันดีมั้ย เพราะตามกำหนดการเดิมคือจะ couch surfing ทั้งหมดสามคืน ก็เลยให้โหวตกันว่าเอาไงดี ระหว่างที่คุยกันอยู่พวกเราก็เอากระเป๋าทั้งหมดไปกองไว้หน้าประตูเลย คือเริ่มไม่ไว้ใจแล้วอะ จู่ๆ เค้าก็พยายามดันประตูเข้ามาโดยที่ไม่เคาะก่อนด้วย สะดุ้งกันยกกลุ่มเลยงานนี้ เราเลยตะโกนออกไปว่ามีอะไรรึเปล่า เค้าบอกว่าเปล่า แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าพวกเราหลับกันรึยัง เริ่มหลอนแล้วสิงานนี้ - -"

 พอเช้าวันใหม่ คุณเจ้าของบ้านออกไปงานเท่านั้นแหละ เพื่อนเรารีบเร่งให้อาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วก็หนีออกจากบ้านเค้ากัน คือทำกันแบบเร่งมากๆ กลัวเค้ากลับบ้านมาละเจอพวกเราแล้วจะหนีไม่ได้ หนีไปลนไป เพื่อนเราคนนึงเอามือถือเราไปเช็คหาโรงแรมเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนเลยรู้ว่าจะหนีไปที่ไหนกัน จำอารมณ์ตอนหนีได้เลยว่าแบบกลัวกันมากเพราะคุณเจ้าของบ้านบอกว่าจะมารับไปเที่ยวรอบๆ เมือง Nice ตอนบ่าย จะไปนู่นไปนี่ พอหนีสำเร็จก็ส่ง message ไปบอกเค้าว่าพวกเราต้องกลับ Copenhagen ด่วนเพราะเพื่อนเข้าโรงพยาบาล! เท่านั้นแหละเค้าแบบส่ง message มาใหญ่เลยว่าเป็นอะไรรึเปล่า คือพยายามติดต่อแต่พวกเราไม่รับเลย คือเราก็แอบรู้สึกผิดนะ แต่ใจนึงก็เป็นห่วงเพื่อนเหมือนกัน T^T

 เอาจริงๆ พวกเราก็ไม่ได้หนีไกลขนาดนั้นอะค่ะ สุดท้ายก็มาอยู่แถว Train Station อยู่ดี คราวนี้พักที่โรงแรม Trocadero ราคา walk-in ถูกกว่าจองผ่านเนตอีกแหนะ ห้องพักโดยรวมโอเคเลยแต่ที่เสียบปลั๊กน้อยไปหน่อย ส่วนอาหารเช้าเราไม่ได้ซื้อค่ะ แถวโรงแรมมีร้านสะดวกซื้อกับร้านอาหารจีน ถ้าใครสนใจนี่เป็นเว็บของทางโรงแรมค่ะhttp://www.hoteltrocadero.net/en/

 พอเก็บของเรียบร้อยและมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว lol พวกเราก็ไป train station เพื่อต่อรถไฟไปเมือง Monte Carlo เมืองหลวงของประเทศ Monaco กันจ้า จะสนุกแค่ไหนไว้เจอกันบล็อกหน้านะจ๊ะ สรุปคือบล็อกนี้ไม่มีรูปเลย แถมกว่าจะมาอัพก็นานอีกต่างหาก เค้าขอโทษน้าทุกคน T^T แต่ก็ได้ข้อคิดกันไปใช่ป่าว คือโดยส่วนตัวเราว่า couch surfing มันก็ดีนะเพราะเราจะได้อยู่กับคน local จริงๆ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดวงด้วยแหละว่าจะไปเจอคนแบบไหน ถึงจะมี review ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% เนอะ พอมองย้อนกลับไปแล้วต้องขอบคุณเพื่อนในกลุ่มมากๆ ที่มีสติกันดีมากแล้วก็เป็น leader ด้วย ถ้าไม่มีนี่คงจะมึนๆ งงๆ เอาไงดีล่ะเนี่ย

 blog ตอนนี้ก็เลยจบแล้ว (แบบงงๆ) แต่มีพาเที่ยวเมือง Nice ด้วยน้า มาหลังจากไป Monte Carlo แน่นอนจ้า แล้วเจอกันที่ Monte Carlo นะ สัญญาว่าจะไม่นานขนาดนี้ บ๊ายบาย :)





Create Date : 12 เมษายน 2557
Last Update : 12 เมษายน 2557 22:07:26 น.
Counter : 400 Pageviews.

0 comment
Follow Postcards in Marseille
สวัสดีค่ะ :)

 ขอโทษนะคะที่หายไปนานมากๆๆๆๆๆ เกือบๆ สามเดือนได้แหนะ แหะๆ ครั้งนี้เรากลับมาพร้อมกับ trip ยิ่งใหญ่อีก trip หนึ่งในชีวิตการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ยุโรปของเราค่ะ (อีก trip นึงคือ Easter Trip ที่ได้เขียนไปแล้ว สามารถตามอ่านแบบ timeline ได้โดยเริ่มที่ Keukenhof ที่ The Netherlands ค่ะ) เป็น trip ที่โหด มันส์ ฮาและเศร้าเคล้าน้ำตาสุดๆ ต้องติดตามไปเรื่อยๆ จนจบนะ อิอิ ซึ่ง Trip นี้ตาม plan แต่แรกจะไปฝรั่งเศสตอนใต้ สเปนแล้วก็โปรตุเกสค่ะ แต่เนื่องจากราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงเอาเรื่องมากๆ เลยต้องเปลี่ยนแผนเป็นเฉพาะฝรั่งเศสตอนใต้กับสเปนค่ะ

 Timeline ของ trip นี้จะเริ่มจาก Marseille แล้วตามด้วย Nice, Monaco, Monte Carlo, Cannes, Madrid, Sevilla และ Barcelona กินเวลาเกือบๆ สองสัปดาห์ ระหว่างทริปจะเดินทางด้วยรถไฟทั้งหมดค่ะ มีแค่ข้ามประเทศเท่านั้นที่นั่งเครื่องบินนะคะ

 Trip นี้เกิดขึ้นจากการที่เพื่อนที่ไปแลกเปลี่ยนด้วยกันอยากไปเที่ยวแถวฝรั่งเศสตอนใต้กับสเปนก็เลยชักชวนนักเรียนแลกเปลี่ยนด้วยกันไปด้วย ซึ่งตอนแรกมีกันทั้งหมดหกคนค่ะ ผู้หญิงห้าคนกับผู้ชายอีกหนึ่งคนแต่เนื่องจากเพื่อนผู้ชายและเพื่อนผู้หญิงอีกหนึ่งคนติดเรียนที่โดดไม่ได้เลยจะตามมาสมทบที่ Madrid ค่ะ เพราะฉะนั้นช่วงที่ยังอยู่ในฝรั่งเศสจะเป็นกลุ่มหญิงล้วนสี่คนนะคะ

 ออกเดินทางทริปนี้ด้วยการที่เราไปงาน Valborg หรือเทศกาลคนเมาที่ Lund ก่อนค่ะ (ตามไปอ่านได้ที่
 เนื่องจากทริปนี้เราเน้นนั่งรถไฟแต่เราไม่ได้ซื้อตั๋วรถไฟ Eurial Pass ล่วงหน้าเลยต้องไปต่อคิวซื้อที่ Copenhagen Central Station ซึ่งถ้าวางแผนล่วงหน้านานๆ แนะนำให้ซื้อออนไลน์ผ่านทาง official website ของเค้าจะได้ราคาที่ถูกกว่าไปซื้อที่สถานีรถไฟมากๆ เลยค่ะ แถมไม่ต้องมาต่อแถวยาวเหยียดรอซื้อด้วย (พอดีวันนั้นมีเทศกาลคนเมาคนเลยเต็มห้องจำหน่ายตั๋ว ยืนจนเมื่อยเลยทีเดียว) ตอนที่ซื้อก็ต้องยื่น passport ให้เจ้าหน้าที่ดูด้วยค่ะ เราเลือกซื้อแบบสิบวันสามประเทศซึ่งประเทศที่เราเลือกต้องมีอาณาเขตติดต่อกันนะคะเช่นเราซื้อ ฝรั่งเศส สเปนแล้วก็เยอรมัน ถ้าเป็นฝรั่งเศส สเปน สวีเดนแบบนี้ซื้อไม่ได้ค่ะเพราะสวีเดนไม่ได้มีอาณาเขตติดต่อกับฝรั่งเศสและสเปนเลย เอาเป็นแค่มีตัวกลางเชื่อมก็พอ ไม่จำเป็นว่า A ต้องติดกับ B และ C ส่วน B ก็ต้องติดกับ C ด้วย เอาแค่ A เป็นจุดเชื่อมก็พอแล้วค่ะ

 พอไปดิ้นๆ และเม้าท์มอยจนแทบไม่ได้นอนกันแล้ว อีกวันนึงก็คือวันเดินทางไป Marseille ค่ะซึ่งทุกคนก็อยู่ในสภาพพร้อมหลับอยู่ตลอดเวลามากกว่าพร้อมจะไปเที่ยว lol แถมเมื่อวานเสื้อเราก็โดนเบียร์หกเลอะใส่จากฝรั่งที่เมาแล้วก็เปิดกระป๋องเบียร์สาดไปรอบๆ - -" เราก็ตื่นเช้ามาเพื่อซักผ้าโดยเฉพาะเพราะเอาเสื้อไปจำกัด แหะๆ ทีนี้แหละหายนะแรกมาเยือนเพราะเรากับเพื่อนจำเวลาขึ้นรถไฟผิดค่ะ! ผ้ายังไม่แห้งด้วยซ้ำ ต้องรีบลากกระเป๋าวิ่งสุดชีวิตเพื่อไปขึ้นรถไฟแบบฉิวเฉียดมากๆ (ปาดเหงื่อเบาๆ - -") โดยที่รถไฟขบวนนี้เรานั่งจาก Lund ไปลงที่ Gothenburg เมืองใหญ่อันดับสองของประเทศสวีเดนเพื่อนั่งเครื่องบิน Ryan Air ไปลงที่ Marseille ค่ะ



ผลของการกะเวลาผิดพลาด เอาผ้ามาตากบนรถไฟ! Smiley

 นั่งรถไฟประมาณสามชั่วโมงก็ไปถึง Gothenburg Central Station ค่ะ สถานีดูหรูนิดๆ มีห้างย่อมๆ เอาไว้ให้ shopping ด้วย เอาเข้าจริงเราชอบ Central Station ที่ยุโรปมากๆ เลยนะ มันดูครบวงจรแบบมีอะไรหลายอย่างให้ทำไม่ใช่แค่ไปนั่งรอขึ้นรถไฟอะ อย่างที่ Berlin ก็ออกแบบซะสวยเชียว ปลาบปลื้ม lol เอาล่ะ พอไปถึงก็ต้องไปอีกอาคารนึงเพื่อต่อรถบัสไปที่ Gothenburg City Airport ค่ะซึ่งรถบัสที่นี่มันแปลกมากๆ หรือเราสื่อสารกับพนักงานผิดพลาดก็ไม่รู้คือ flight บินเราประมาณหกโมงเย็นแล้วตอนนั้นประมาณบ่ายสามเราก็ไปหาซื้อตั๋วขึ้นรถบัสไปสนามบิน พนักงานก็บอกว่านั่งรถบัสก่อนเวลาไม่ได้ O_____________o อะไรยังไงคือนั่งรถบัสก่อนเวลาไม่ได้ คือเค้าบอกว่าไฟลท์พวกเรายังไม่ถึงเวลาที่เครื่องจะออกต้องนั่งรอรถบัสเป็นรอบๆ เช่นรถบัสรอบสามโมงสำหรับไฟลท์ห้าโมงเท่านั้นอะไรประมาณนี้อะค่ะ เรากับเพื่อนก็มึน อ่าว ถ้ามาช้าตกรถบัสก็ไม่ได้บินแล้วใช่มั้ย - -" เอาล่ะ รอก็รอ ระหว่างนั้นเราก็ทำกิจกรรมหลักฆ่าเวลา นั่นก็คือนั่งเขียนโปสการ์ดค่ะ! 5555 และเดินเข้าเดินออกร้านสะดวกซื้อจนพนักงานจำหน้าได้ เขินจัง Smiley แล้วก็ซื้อไก่ทอดมากินด้วย ปาร์ตี้กันตรงลานขนส่งเลยทีเดียว lol พอได้เวลาก็ขนกระเป๋าขึ้นรถบัสเพื่อมุ่งหน้าไปสนามบินค่ะ

 ระหว่างทางไปนี่คือแบบร้างมากกกกกกก ไร้ซึ่งคน มีแต่ทุ่งนาและบ้านที่แบบหนึ่งตารางกิโลเมตรเมตรมีหนึ่งหลัง lol และสนามบินก็ไกลมากด้วย พอไปถึงนี่ตะลึงอึ้งกว่าเดิม O________o เพราะสนามบินชื่อว่า City Airport เราก็อืมๆ มันต้องประมาณ Copenhagen Airport แน่นอน (คิดได้อลังการมาก) แต่พอไปถึง เฮ้ย! สาบานว่านี่คือสนามบิน? มันแบบเล็กมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไงอะค่ะ เอาเป็นว่าสนามบินต่างจังหวัดที่ไทยยังใหญ่กว่ามากๆ ด้วยซ้ำทั้งๆ ที่นี่เป็น International Airport แต่มีแค่ชั้นเดียว แถมช่องที่ต้องสแกนอาวุธมีอยู่ประตูเดียวและเจ้าหน้าที่คนเดียว! ห้องน้ำมีห้องน้ำหญิงหนึ่งห้องและห้องน้ำชายหนึ่งห้องคือแบบตกใจมากจริงๆ พอจะขึ้นเครื่องก็ต้องเดินเท้าไปถึงประตูเครื่องบินเลยจ้า lol แถมประตูที่กั้นระหว่างสนามบินกับลานบินเป็นประตูแบบเลื่อนขึ้นเลื่อนลงแบบบ้านตึกที่ขายของที่เอาขึ้นแล้วมันจะม้วนเก็บข้างบนอะ นึกภาพกันออกป่าว?

 นั่งไปประมาณชั่วโมงสองชั่วโมงก็ไปถึง Marseille Provence Airport ค่ะ สนามบินที่นี่ต่างจากที่ Gothenburg City Airport ลิบคือดีกว่ามากๆ เสียอย่างเดียวตอนที่เครื่องแลนด์พวก Ryan Air พลเมืองชั้นสองต้องขึ้นบันไดหนีไฟแคบๆ เพื่อออกมาด้านหน้าสนามบิน lol แถม Ryan Air นี่เป็นสายการบินที่ป่วงที่สุดเท่าที่เคยนั่งมา สองชั่วโมงนี่คือไม่ได้นอนเลย ขายของตลอดเวลา นิตยสารจะอ่านยังต้องเสียเงินเลยอะคิดดู! แล้วพอเครื่องลงจอดก่อนเวลาก็จะมีเสียงแตรแบบเวลาประกาศผลรางวัลเพื่อบอกว่าพวกเรามาถึงก่อนเวลาจ้า เย่!

 ตอนที่ไปถึงก็สามทุ่มกว่าแล้วค่ะออกมาก็มืดตึ๊ดตื๋อเลย ที่สำคัญคือหลงทางจ้าหาโรงแรมไม่เจอ lol เดินวนกันในสนามบินนานมาก สุดท้ายก็เดินไปเจอปั๊มน้ำมันแล้วก็ถามทางพร้อมกับลากกระเป๋าไปด้วย หลงได้พักใหญ่ๆ ก็เจอโรงแรม! น้ำตาจะไหล Smiley

 โรงแรมที่เราพักชื่อ Etap Hotel ค่ะเป็น Budget Hotel ในเครือ Ibis โรงแรมไม่ใหญ่ค่ะ เข้าไปก็เป็นห้องพักเล็กๆ แคบๆ มีทีวีให้หนึ่งเครื่องซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ดูเพราะเหนื่อยมาก แทบจะสลบตอนเดินหาโรงแรม เฮือก
 ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยจากการเดินทางแค่ไหน เมื่อมาถึงที่พวกเราก็พร้อมสู้ตายค่ะ! ฮ่าๆ ตื่นเช้ามากันพร้อมเพรียงเก็บกระเป๋าพร้อมเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง Marseille ซึ่งพวกเราโชคดีมากเพราะที่โรงแรมมีบริการรถตู้พาไปส่งที่จุดขึ้นรถบัสเข้าเมืองฟรีค่ะ แอบมีฮากันตอนจะขึ้นรถตู้ พวกเราก็เดินกันปกติไปทางซ้ายแล้วก็งง อ้าว ทำไมไม่มีประตูอะ แล้วพวกเราจะขึ้นกันยังไง ยืนงงมองหน้ากัน คนขับก็งง พอเราได้สติก็หัวเราะ 55555 เฮ้ย! ที่นี่ยุโรปประตูอยู่ฝั่งขวา! กลายเป็นฮากันไป

 ไม่นานก็ไปถึงจุดรอรถบัสเข้าเมืองค่ะ อยู่แถวสนามบินซึ่งคนเยอะมาก เราต้องซื้อตั๋วเที่ยวเดียวเข้าเมืองก่อนค่ะ ปลายทางของเราคือ Marseille Central Station ซึ่งอยู่ไกลจากสนามบินพอสมควร มาถึงปุ๊บพวกเราก็เอากระเป๋าไปฝากไว้ตรงจุดฝากกระเป๋าในสถานีแล้วก็เดินตัวปลิวออกมาชมเมืองค่ะ สารภาพก่อนว่าก่อนมาที่นี่ไม่มีใครทำการบ้านกันมาเลยว่าที่นี่เป็นยังไง ที่เที่ยวมีอะไรบ้าง คือตามมีตามเกิดกันสุดๆ ที่แย่กว่านั้นคือไม่มีใครรู้จักเมืองนี้มาก่อน! - -" คณะเดินทางสัญจรกันมากๆ ฮ่า ซึ่งเหตุผลที่มา Marseille ก็เพราะว่าตั๋วเครื่องบินถูกค่ะ! lol ตอนแรกจะนั่งจาก Copenhagen มาลงที่ Nice แต่ราคาสูงไปเลยต้องเปลี่ยนแผน แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ วิญญาณนักเดินทางเข้าสิง! พวกเราก็เดินตามสัญชาตญาณกันเลยจ้า lol

 ในเมือง Marseille ตอนช่วงแรกๆ ที่เดินยอมรับว่ารู้สึกกลัวมากทั้งๆ ที่เป็นตอนกลางวันแสกๆ คือในเมืองนี้มีคนดำเยอะอ่าค่ะ มีคนเมาแล้วก็ขอทานอยู่ทั่วเมืองเลย แล้วแบบนี้จะเริ่มเดินจากตรงไหนดีล่ะเนี่ย



 และแล้วเพื่อนเราก็ ปิ๊ง! เอางี้ มิ้นต์ฟ้าชอบซื้อ postcard ใช่ปะ งั้นเราก็ไปที่ที่มันอยู่ใน postcard ละกัน และก็ไม่น่าเชื่อ มัน work มากจ้า lol





คุณรูปปั้น



ชอบบ้านสไตล์นี้จัง มีกระถางดอกไม้ยื่นออกมาตรงระเบียง

 และสถานที่แรกที่พวกเราไปก็คือ Longchamp Palace ค่ะ สวยดี แต่ที่นี่ไม่มีกระเป๋า Longchamp ขายนะคะ ฮ่าๆ ถามว่ามากันได้ยังไง ก็เอา postcard ยื่นให้คนแถวนั้นดูแล้วถามว่าไปยังไงเค้าก็บอกทางค่ะ น่ารักมากๆ ^^



Longchamp Palace





มีวัยรุ่นฝรั่งเศสมานั่งเล่นด้วยแหนะ



ดอกทิวลิปที่มีอยู่เกลื่อนยุโรป lol









 ถ่ายรูปด้านหน้ากันหนำใจแล้วก็ได้เวลาเดินสำรวจบริเวณด้านในค่ะ เดินทะลุเข้าไปด้านหลังมีสวนกว้างมากๆ



สงบดีนะ



 เดินไปเรื่อยๆ ก็ได้เวลาเดินไปตรง center ของเมืองค่ะ ที่นี่เป็นเมืองท่าด้วยนะ มีเรือจอดเต็มไปหมดเลย





Marseille Port

 คงจะงงกันป่าวอะว่าพวกเราไปที่ท่าเรือกันทำไม? พวกเราไปขึ้นรถบัสเพื่อขึ้นไปยอดเขากันค่ะ เอามาจากใน postcard อีกแล้ว lol ยังจำความรู้สึกตอนนั่งรถบัสได้จนถึงทุกวันนี้เลยแม้เวลาจะผ่านไปสองปีกว่าแล้วก็ตาม คือเราได้นั่งนะคะแต่นึกสภาพว่ารถบัสคนเบียดและเยอะมาก (เอาง่ายๆ นึกตอน rush hour แล้วต้องขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพฯ แบบสายสองก็ได้อะ) คือเบียดกันสุดๆ แต่ประเด็นคือรถบัสที่นี่ไม่มีแอร์ค่ะและเป็นระบบปิดเพราะเอาไว้ใช้เวลาเปิดฮีตเตอร์ในหน้าหนาว! ไกลก็ไกล แถมยังต้องขึ้นเขา บวกกับเป็นหน้าร้อนของเค้าอีกประมาณยี่สิบห้าองศาด้วย ร้อนมากกกก อันนี้ไม่ได้ดัดจริตน้า ฮ่าๆ 25 องศาสำหรับบ้านเราคือเย็นสบายใช่ปะคะ แต่ที่นั่นหน้าร้อนคือร้อนแห้งอะ ผิวไหม้อะไรแบบนี้ แล้วแดดเปรี้ยงๆ โอ๊ยยยย หนูจะเป็นลม เฮือกกกก



ถึงซะที เฮือกกกก

 หลังจากจะเป็นลมบนรถบัสก็มาถึงบนเขาโดยสวัสดิภาพค่ะ ข้างบนนี้จะมี Chapel อยู่หนึ่งที่ซึ่งเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่ออะไร ^^" เป็นเหมือนจุดชมวิวอะค่ะ จากตรงนี้มองเห็น Marseille ทั้งเมืองเลย  เอาจริงๆ จากในภาพเมืองเค้าดูแห้งแล้งเนาะ มันดูไม่เขียวเลยอ่า แต่ตอนที่ไปเดินในเมืองกลับชอบนะ ชอบรูปแบบตึกรามบ้านช่องของเค้า :)



คุณโบสถ์ที่สามารถมองเห็นยอดลิบๆ ได้ตอนอยู่ในตัวเมือง Marseille









ข้างใน Chapel ค่ะ

 เข้าใจว่า Chapel นี้เป็น top attraction ของ Marseille นะเพราะตอนที่ไปคนเยอะมากๆ พอดูจนทั่วแล้วก็ได้เวลาลงจากเขาค่ะ



ถึงแล้วท่าเรือที่รัก <3 เรือเต็มไปหมด





ตัวอะไรไม่รู้ แปลกดีนะ :)





ไม่รู้ว่าตึกอะไร เดาว่าน่าจะเป็นอาคารราชการสักอย่าง



มีสวนสนุกแบบเล็กมากๆ อยู่ข้างๆ ตึก



เห็นสิ่งปลูกสร้างบนยอดเขามั้ยคะ นั่นแหละ Chapel ที่พวกเราไปกันมา



ถ่ายจากบริเวณลานกว้างหน้า Central Station ค่ะ



Merseille Central Station

 เนื่องจากตอนที่อยู่ Central Station ฝนเริ่มตกเลยอดเดินรอบๆ เลยค่ะ เดินไปมาเดินข้างในก็ได้เวลานั่งรถไฟออกเดินทางไปเมือง Nice ใช้เวลาทั้งหมดสามชั่วโมงค่ะ

 และการเดินทางแบบ follow postcard ก็จบลงแบบงงๆ และรวดเร็ว lol ตอนหน้าเราจะไปเที่ยวเมือง Nice กันค่ะ ที่นี่แหละจุดเริ่มต้นเรื่องโหด มันส์ ฮาของทริปนี้ (เอ๊ะ! หรือว่าเริ่มตั้งแต่เกือบจะตกรถไฟที่ Lund แล้วนะ lol) แล้วเจอกันใหม่คราวหน้านะคะ จะพยายามไม่ทิ้งช่วงไปนานน้า ฮ่าๆ บ๊ายบายยยยย :)



Create Date : 17 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2556 16:40:19 น.
Counter : 710 Pageviews.

5 comment
ตะลอนปารีสในวันฝนพรำ ตอนสาม
กลับมาแล้วค่าาาาา :D

วันนี้จะมาต่อโปรเจ็คตะลอนทัวร์ปารีสให้จบค่ะ พร้อมแล้วไปตะลอนฝนในปารีสด้วยกันเลยค่ะ!

ตอนนี้ก็จะพูดถึงวันสุดท้ายที่เราไปเที่ยวปารีสค่ะ วันนี้โปรแกรมจะค่อนข้างแน่นเพราะซื้อตั๋วเครื่องบินของ easyjet เพื่อบินต่อไปมิลานตอนทุ่มนึง ซึ่งจากโซนหนึ่งไปสนามบินก็เกือบๆ หนึ่งชั่วโมง เท่ากับว่าเราต้องเริ่มออกเดินทางช้าสุดสี่โมงครึ่งเพื่อเผื่อเวลาเช็คอินด้วยค่ะ โดยที่วันนี้เราไปทั้งหมดสามที่คือ Eiffel Tower, Louvre Museum และห้าง Lafayette ค่ะ (ทำเวลาทันได้ไง สุดยอดจริงๆ 5555)

(จริงๆ ไม่ค่อยชัวร์เวลานะคะ จำไม่ได้ ตอนแรกบอกสี่โมงเย็นใช่มั้ย ขอแก้ใหม่เป็นทุ่มนึงนะเพราะพอคิดไปคิดมา จำได้ว่ากว่าจะถึงในเมืองมิลานก็สามทุ่ม ขอโทษด้วยนะคะ)



บอกได้เลยว่าตั้งแต่มาปารีส วันนี้เป็นวันแรกที่รู้สึกว่าอยู่ปารีสจริงๆ และเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ซะด้วย เพราะวันก่อนๆ เล่นออกนอกเมืองหมดเลย 5555 ตอนเช้ามีพี่คนไทยบินกลับไทยก็รออยู่ส่งเค้าที่ metro แล้วก็ออกเดินทางมาดู Eiffel Tower เป็นอย่างแรกค่ะ วันนี้ฝนยังไม่ตกตอนเช้า แต่ไม่มีแดดเลย อย่างที่เห็นในภาพเลยค่ะ

ทางเข้าไปชม Eiffel Tower มีหลายทางนะคะ แต่เพื่อนบอกว่าทางนี้จะได้เห็นวิวที่ชัดกว่า เป็นแบบ Panorama เลยทีเดียว แต่เนื่องจากทริปนี้เราไม่ได้วางแผนอะไรจริงจังเลยพลาดที่จะได้ขึ้นหอไอเฟลค่ะ :( เสียดายมากๆ



แต่ถึงจะไม่ได้ขึ้นหอไอเฟล เรากับเพื่อนก็ถ่ายรูปกันกระจายค่ะ 555 มาทั้งทีอะเนาะ แล้วช็อตที่ไม่น่าพลาดสำหรับคนไทยทุกคนไม่ว่าจะไปไหนก็ตามก็ต้องเป็นภาพข้างล่างนี้ 



5555 ตอนที่ถ่ายที่ทุกคนพร้อมมาก ฝรั่งรอบด้านก็หัวเราะใหญ่เลย แต่คนไทยไม่แคร์ lol แต่พอพวกเราถ่ายรูปช็อตกระโดดกันเสร็จ หันไปรอบๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทุกคนกระโดดถ่ายรูปท่าเดียวแบบพวกเราหมดเลย 5555 (แอบภูมิใจที่เป็นผู้นำเทรนด์ lol)

และรอบๆ นั้นที่ขาดไม่ได้ก็คือของที่ระลึกหอไอเฟลขนาดต่างๆ ค่ะ ส่วนมากคนที่ขายจะเป็นชาวนิโกรเดินหิ้วมาเป็นพวงๆ เลย เราก็สนใจอยากจะซื้อมาฝาก จริงๆ เราอยู่เฉยๆ คนขายก็จะเดินมาหาเราเองค่ะ ตอนแรกเค้าเสนอราคามาที่ 4 for 1 Euro เราก็แพงอะ ต่อไปเรื่อยๆ ตอนแรกเราขอ 10 for 1 Euro คนขายสะดุ้งเลยค่ะ 5555 เราก็บอกไม่ได้ก็ไม่เอา ก็เดินไปเรื่อยๆ เค้าก็เดินตาม ก็ต่อราคาไปเรื่อยๆ ทีนี้ต้องระวังนะคะ ถ้าต่อเล่นๆ พอได้ราคาแล้วไม่เอาอาจจะซวยได้ อันนี้เพื่อนเตือนมาเพราะเค้าเดินข้างเราตอนต่อราคาเลย สุดท้ายก็ไปได้ที่ 7 for 1 Euro ค่ะ เลยเหมามายี่สิบเอ็ดอัน! ซึ่งก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่านี่ชั้นจะเหมามาทำไมเยอะแยะ????? สุดท้ายก็แจกไม่หมด สองปีผ่านไปมันก็ยังอยู่ในห้องตัวเองอยู่ดี 55555

หลังจากถ่ายรูปกับหอไอเฟลกันจนพอใจแล้วก็ไป Louvre Museum ต่อค่ะ มันอยู่ใกล้ๆ กัน ถ้าเป็นนักเรียนในกลุ่ม EU ให้ยื่นบัตรนักเรียนให้เจ้าหน้าที่ค่ะ มันจะมีช่องพิเศษสำหรับนักเรียน แล้วเราก็จะได้ตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ฟรีค่ะ กี่ครั้งก็ได้นะคะ :)



เนื่องจากตอนที่ไปก็ตอนบ่ายสองแล้ว เวลาเหลือน้อยมาก ต้องกลับไปเอากระเป๋าที่หอเพื่อนเพื่อไปสนามบินและยังต้องไปห้าง Lafayette เพื่อซื้อ Longchamp - -" (คือ ณ จุดนั้นก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องไปซื้อด้วยเนี่ย ผ่านไปสองปีเพิ่งได้ใช้ - -") บวกกับพิพิธภัณฑ์มันกว้างมาก เราก็เลยเดินไปทักทายโมนาลิซ่าแล้วก็เดินเล่นข้างในนิดหน่อยก็ได้เวลาไปห้างจ้า รูปโมนาลิซ่าหาไม่ยาก ตรงที่มีคนมุงเยอะๆ คือรูปอื่นเข้าถึงระยะประชิดได้เลย แต่รูปนี้เป็นรูปเดียวที่มีกรอบพลาสติกครอบตัวรูปอีกที แล้วก็มีที่กั้นไม่ให้เข้าถึงในระยะประชิดตัวค่ะ จริงๆ พิพิธภัณฑ์นี้น่าสนใจมากเลยนะ เสียใจ น่าจะเอาเวลาที่ไปดิสนีย์แลนด์มาเดินเล่นที่นี่แทน T-T






เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยมาก ประทับใจ :)

พอดูเสร็จก็ออกมาข้างนอกไปห้างต่อเพื่อไปซื้อ Longchamp ข้างในห้างสวยดี สถาปัตยกรรมแบบเก่าๆ หน่อย คลาสสิคดีค่ะ แต่ Longchamp shop ที่นี่ต้องเข้าคิวอะ เราแบบงง เฮ้ย! ต้องเข้าคิวด้วยหรอ นึกว่ามแแต่หลุยส์ที่ต้องเข้าคิว พอไปถึงก็รีบๆ เลือก ได้คนละใบสองใบ ตอนนั้นใกล้ตกเครื่องแล้วค่ะ กระเป๋าก็ยังไม่ได้กลับไปเอา รีบกลับไปที่หอเพื่อน ทีนี้เพื่อนไม่ได้ไปส่งที่สนามบินแต่บอกทางว่าต้องไปทางนี้ๆๆๆ เราก็โอเคๆ แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่จำทาง - -" ก็ไปหลงใน metro คือที่เมืองไทย BTS มันจะแบ่งชัดเจนว่าฝั่งนี้วิ่งไปแบริ่งเท่านั้น ฝั่งนี้วิ่งไปหมอชิตอย่างเดียว แต่ที่ฝรั่งเศสคือใช้รางร่วมกันอะค่ะ เราก็แบบ เฮ้ย! ช็อค คือมันมีจอบอกนะว่าขบวนถัดไปที่จะเข้าเทียบเนี่ยจะไปไหน แต่ประเด็นคือมันบอกสุดสายซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าผ่านสนามบินรึเปล่า - -" ซึ่งคนแถวนั้นเค้าก็ดูรีบๆ อะค่ะ บวกกับหาคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็ซวยกันใหญ่เลย แต่สุดท้ายก็รอดมาได้ เกือบตกเครื่องแหนะ 5555 แล้วก็บินถึงมิลานอย่างปลอดภัยค่ะ :)

ทริปนี้สอนอย่างดีเลยว่าทำอะไรต้องมีการวางแผน 5555 แต่ถึงจะรู้ก็เหอะ ทริปอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างจากนี้เท่าไหร่ คราวหน้ามาต่อกันที่มิลาน อิตาลีนะคะ :)



Create Date : 27 มีนาคม 2556
Last Update : 30 มีนาคม 2556 18:23:41 น.
Counter : 738 Pageviews.

0 comment
1  2  

Cho2Cho
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



Travelling, cooking, reading, language learning and photo taking are my life. :)