A Cloudy Day in Aarhus
  สวัสดีค่ะทุกคน :D
 หายไปนานมากๆ ไม่ได้อัพมาเกินครึ่งปี ยังจำกันได้อยู่มั้ยคะ แฮ่ๆ ขอโทษจริงๆ ค่ะที่หายไป คราวนี้กลับมาใหม่ จะพาไปเที่ยวเมือง Aarhus หรือเขียนเป็นภาษาแดนิชว่า Århus ค่ะ พร้อมแล้วตามมาเลย!

 หลังจากที่เราไปทัวร์ฝรั่งเศสตอนใต้กับสเปนจนได้ life experience ที่ชีวิตนี้ขอไม่เจออีก (ใครสงสัยคลิกบล็อกอ่านได้เลยค่ะ) ก็กลับมาพักใจที่โคเปนเฮเกนเกือบๆ สามอาทิตย์จนชีวิตค่อยอยู่กับร่องกับรอย ไม่ต้องมานั่งร้องไห้กับเรื่องเดิมๆ แล้วก็ได้เวลาออกเที่ยว Smiley โดยที่ครั้งนี้เราไปกับเพื่อนชาวฮ่องกงสองคนค่ะ

 Århus เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศเดนมาร์กรองจากกรุงโคเปนเฮเกน อยู่ที่เกาะ Jutland ค่ะ ตอนที่เราบอกเพื่อนเดนมาร์กว่าเราจะไปเที่ยวเมืองนี้ ทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกันว่าไป shopping หรอ เราก็งง ซื้อของทั้งทีทำไมต้องไปถึง Aarhus โคเปนมีก็มี walking street ยาวตั้งหนึ่งกิโลแหนะ เราก็บอกเปล่า ไปเที่ยวเฉยๆ เค้าก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไรเลยเมืองนี้ O________o เราก็แบบจริงหรอ ซื้อตั๋วไปแล้ว เอ้า! ไปก็ไป

 เราเลือกเดินทางโดยการนั่งรถไฟจาก Copenhagen Central Station ไปลงที่ Aarhus Central Station ใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมงค่ะ การซื่อตั๋วสามารถซื้อได้เลยที่สถานีหรือจะจองผ่านเว็บก็ได้ค่ะ เราเลือกไปซื้อตั๋วที่สถานีกับนายสถานีโดยตรง ซื้อทั้งขาไปและขากลับ ตอนซื้อเค้าก็ถามว่าจะ book ที่นั่งเลยมั้ย เราก็ถามว่าจำเป็นต้อง book มั้ย เค้าก็บอกว่าควรนะเพราะว่าถ้าไม่ book ไว้แล้วไม่มีที่นั่งเนี่ยต้องยืนสามขั่วโมงเลยนะ ไม่สนุกแน่ๆ แต่ก็แล้วแต่เธอละกัน แหม พูดงี้ book ก็ได้ทั้งขาไปและขากลับ ขาละ 30 DKK ค่ะ พอขึ้นไปบนขบวนรถไฟจริงๆ โอ้แม่เจ้า! อย่างโล่งงงงงง นี่ย้ายที่ทุกห้านาทียังได้เลย บ๊ายบาย 60 DKK ของหนู T_T (ที่นั่งบนรถไฟของเดนมาร์กจะมีแถบอิเลคทรอนิกอยู่ตรงที่เก็บของเหนือศีรษะค่ะ ถ้าที่ตรงนั้นมีคนจองไว้จะมีตัวหนังสือโชว์ว่ามีคนจองแล้วนะ ถ้าที่ไหนไม่มีก็นั่งได้เลยค่ะ เลือกที่นั่งได้เต็มที่)

 เราเริ่มเดินทางออกจากโคเปนตอนเช้า ระหว่างทางก็หลับเลยจ้า ตื่นมาอีกทีก็ถึงสถานีแล้วตอนเกือบๆ บ่ายค่ะ



Aarhus Central Station

 พอออกจากตัวสถานีแค่นั้นแหละ มองหน้ากับเพื่อนแล้วคุยกัน นี่เราจะไปไหนกันดีล่ะ 55555 สมกับเป็นมิ้นฟ้าผู้ไปตายเอาดาบหน้าของจริง โชคดีมากเลยค่ะที่ห้องที่หอของเรา เจ้าของห้องคนก่อนหน้าทิ้ง Lonely Planet ของประเทศเดนมาร์กเอาไว้ เราก็เลยเดินตามรอยหนังสือเล่มนี้กัน และด้วย skill กับอ่านแผนที่ที่สูงมากของทั้งคู่ เราก็เลย... เดินมั่วๆ และถามทางชาวบ้านตลอดทริปเลยค่า Smiley

 เดินออกมาจากสถานีปุุ๊บก็จะเจอ walking street อยู่ตรงหน้าเลยค่ะ ข้ามถนนแล้วก็เดินเล่นได้เลย โชคไม่ค่อยดีที่วันที่เราไปอากาศเมฆมัวหม่นมาก มีฝนปรอยๆ เป็นของแถมด้วย บรรยากาศเลยอึมครึมไปหน่อย



โบสถ์ตั้งเด่นเป็นสง่าใน walking street










ฝาท่อเมือง Aarhus



โบสถ์เวอร์ชั่น close up (อากาศไม่ดีจริงๆ ค่ะ ภาพมืดมากๆ T-T)



Aarhus Theatre

 เนื่องจากเราไม่รู้เลยว่า Aarhus มีอะไรน่าสนใจ ตามที่ Lonely Planet บอก จะมีโบสถ์ที่ยาวที่สุดในเดนมาร์กซึ่งก็คือโบสถ์ที่เราเจอตั้งแต่แรกเลย โบสถ์นี้มีชื่อว่า Århus Domkirke หรือเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Aarhus Cathedral ถ้าอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกลิงก์ได้เลยค่ะ

เว็บทางการของโบสถ์ (เป็นภาษาแดนิช): http://aarhusdomkirke.dk/


ด้วยความที่ไม่รู้จะไปไหน ก็ขอเดินเข้าไปสำรวจโบสถ์เลยว่ายาวอย่างที่เค้าพูดมั้ย :)



เพดานโบสถ์สูงมาก





แบบจำลองโบสถ์ค่ะ ยาวจริงๆ ด้วย



รายละเอียดบนเพดาน สวยจัง



น่าจะเป็นสาวกของพระเยซูนะคะ



แม้แต่ประตูโค้งยังมีรายละเอียด

 พอเดินเสร็จก็ออกจากโบสถ์ เดินตามเส้นทางแบบไร้จุดหมายค่ะ ก็เข้าไปเดินใน walking street อีกรอบ ระหว่างที่เดินก็ไปเจอพรมแดงด้วย คาดว่าจะมี fashion show บ่ายนี้





หุ่นดีกันจริงๆ อิจฉามากกกกก

 เดินไปเดินมาก็ไปเจอโบสถ์อีกที่นึง ก็แวะเข้าไปชมอีกค่ะ อยู่ที่นี่หกเดือนเข้าโบสถ์ถี่กว่าเข้าวัดที่ไทยทั้งชีวิตอีกมั้งเนี่ย 5555555



โบสถ์นี้มีชื่อว่า Vor Frue Kirke i Aarhus ค่ะ ส่วนนี่คือเว็บไซต์ของโบสถ์ http://aarhusvorfrue.dk/



ภายในโบสถ์

 หลังจากโบสถ์ เราก็มีเป้าหมายใหม่แล้วค่ะ ถือว่าเป็น symbol ของเมือง Aarhus เลยก็ว่าได้ ระหว่างทางก็เดินมั่วๆ กันไปเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย





น่าจะเป็นบุคคลสำคัญของเมืองนี้ มีรูปปั้นแบบนี้เรียงเป็นตับเลยค่ะ



ทายถูกมั้ยคะ นี่คืออาคารอะไร? เอาจริงๆ ก็เราก็เพิ่งมารู้ตอนเขียน blog นี้นี่แหละ 55555 เป็น Financial Centre ค่ะ มีธนาคารหลักของเดนมาร์กมาเปิดทำการในอาคารนี้



ถึงแล้ววววววว!!!!

 ทายถูกมั้ยคะนี่คือตึกอะไร ที่นี่คือ Art Museum ที่ขึ้นชื่อมากๆ ของ Aarhus ค่ะ มีชื่อเรียกว่า ARoS ซึ่งจุดเด่นที่สุดของพิพิธภัณฑ์นี้ก็คือส่วนวงกลมบนยอดตึกค่ะ ส่วนเว็บไซต์ของที่นี่คลิกที่นี่ ได้เลยค่ะ (ดีใจด้วยนะคะ เป็นไม่กี่ลิงก์ของเดนมาร์กที่มีภาษาอังกฤษให้อ่าน จุดพลุ!!!)



จะเข้าไปแล้วน้า

 ไปถึงก็ต้องซื้อตั๋วก่อนค่ะ ซึ่งตั๋วนี้จะรวมส่วนของวงกลมสีๆ ที่เราเห็นจากรูปด้านบน ซึ่งเป็น highlight ของที่นี่ มีชื่อเรียกว่า Rainbow Panorama ค่ะ โดยที่ตั๋วนี้จะให้มาสองส่วนคือส่วนนิทรรศการกับเจ้า Rainbow อันนี้ โดยที่การที่เราจะเข้าไปดู Rainbow ได้จะต้องเข้าดูเป็นรอบๆ ตามที่เค้าระบุไว้ในตั๋ว รอบละครึ่งชั่วโมงค่ะ สำหรับราคา ถ้าเป็นบุคคลทั่วไป อายุเกิน 28 ปี ราคา DKK 110 ส่วนเราใช้สิทธิ์นักเรียนเหลือคนละ DKK 90 ค่ะ (จริงๆ ต่ำว่า 28 ปีก็ DKK 90 อยู่ดีนะ)



ยังไม่ถึงเวลาของ Rainbow Panorama ก็มานั่งเล่นก่อน

 ตัว Rainbow Panorama ความพิเศษของมันก็คือเป็นทางเดินวงกลม 360 องศาที่ล้อมด้วยกระจกไล่ตามสีรุ้งเลยค่ะ โดยที่เราจะสามารถมองเห็นเมือง Aarhus มุมสูงได้เต็มที่ผ่านกระจกสีต่างๆ ซึ่งโดยส่วนตัวเราว่าเก๋มาก ข้อดีของที่นี่คือไม่ค่อยมีตึกสูงเพราะถูกจำกัดด้วยกฎหมาย ทำให้เราสามารถมองเมืองได้เต็มตาจริงๆ ค่ะ



ได้เวลาเข้าไปเดินใน Rainbow Panorama แล้ว!!!





เริ่มแล้ว มาจุดแรกกับเมือง Aarhus ผ่านกระจกสีเขียว











ขอแชะหน่อย (อากาศเย็นจริงๆ ค่ะ ขนาดว่าเป็นเดือนพฤษภาคม เข้า Summer แล้วนะ)







คนล้นหลาม มีแต่ฝรั่ง ทัวร์จีนยังไม่มาลง lol (แต่นี่นานแล้วนะคะ ตั้งแต่ปี 2011 อะไรๆ อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้เนอะ)





ชอบรูปนี้ :D



จริงๆ ถ่ายมาเยอะมากแต่เอาลงแค่นี้ก่อนเนอะ เดี๋ยวคนอ่านจะเบื่อ ทำไมมีแต่รูป XD



มีคนแอบคุยกัน



เมือง Aarhus มุมสูง





ผู้คนเนืองแน่น



ดูจนหนำใจแล้วก็ได้เวลาท่องนิทรรศการ









คนประเทศนี้นี่หน้าตาดีแต่เด็กเลยนะ





มีมิ้นฟ้าหลายคนเลย :D

 ที่นี่ผลงานที่จัดแสดงจะเปลี่ยนเวียนไปเรื่อยๆ นะคะ สารภาพเลยว่าตอนดูนิทรรศการนี่คือ blank มาก ไม่ค่อยเข้าใจว่าเค้าต้องการจะสื่ออะไรอะ แบบคงล้ำเกินไปกว่าที่เราจะเข้าใจได้ 5555 ก็เลยบายจ้าาาาา ขอออกมาเดินข้างนอกดีกว่า


 ตอนที่ออกมา ตั้งใจจะไป Den Gamle By หรือ The Old Town ของ Aarhus นี่แหละค่ะ ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเขต Old Town แบบที่ Krakow หรือ Bratislava มี แต่จริงๆ แล้วมันคือพิพิธภัณฑ์ที่ทำเป็นส่วนเมืองเก่าของ Aarhus ในอดีตค่ะ ต้องเสียค่าเข้า เพื่อนเลยบอกอย่าไปเลย เราก็เออๆ ไม่ไปก็ได้ ตอนหลังมาคิดได้ ไอ้บ้าาาาาาาาาาาาา โอกาสเดียวในชีวิตที่แกจะได้มาเมืองนี้ DKK 70 เอง จ่ายไปดิวะ T-T ไม่ทันแล้ว ฮือ เสียใจ จริงๆ เมืองนี้เราอยากไป Aarhus Business School ด้วยค่ะแต่เพื่อนไม่อยากไปก็เลยอด จริงๆ ไปถึงช้าด้วยแหละเลยมีเวลาเดินในเมืองแป๊บเดียว T-T #ร้องไห้หนักมาก ถ้ามีโอกาสได้ไปอีกเราจะไม่พลาดอีกแล้ว!

 สำหรับใครที่สนใจ สามารถคลิกลิงก์นี้เพื่อเข้าสู่ official website ได้เลยค่ะ https://www.dengamleby.dk/the-old-town/ (ข่าวดี เว็บนี้มีภาษาอังกฤษด้วยค่ะ เย่!!!)

 หลังจากที่นู่นก็ไม่ไป นี่ก็ไม่ไปเลยเดินเตร็ดเตร่ในเมืองเพื่อหาซื้อโปสการ์ดมานั่งเขียนแล้วก็รอเวลารถไฟออกเพื่อกลับโคเปนค่ะ



เงียบเหงามาก



จักรยานมีอยู่ทุกที่จริงๆ :)



กลมกลืน :)



ทายถูกมั้ยคะว่าที่นี่ที่ไหน อิอิ มันคือตัว City Hall ของ Aarhus ค่ะ

 พอได้เวลาก็นั่งรถไฟกลับโคเปน หลับเหมือนเดิมเหมือนขามา ฮ่าๆๆๆๆ และก็จบแล้วค่ะสำหรับ one day trip in Aarhus ส่วนคราวหน้าจะไปไหนก็ขอคิดก่อนนะคะว่าจะเขียนถึงเมืองไหนดี 55555 แล้วเจอกันค่ะ :)



Create Date : 05 มิถุนายน 2558
Last Update : 12 มิถุนายน 2558 2:28:41 น.
Counter : 823 Pageviews.

0 comment
เดินท้าลมหนาวใน Odense
สวัสดีค่ะ :D

 หายไปนานพอสมควร ไม่รู้มีคนคิดถึงบ้างรึเปล่าแบบเมื่อไหร่หนอจะมาอัพบล็อกสักที lol พอดีช่วงที่ผ่านมายุ่งนิดหน่อยค่ะเลยไม่ค่อยได้เข้ามาอัพแต่ยังเข้ามาดูเรื่อยๆ นะ ถ้าใครมีคำถามก็ฝากได้ตลอดนะคะ จะพยายามตอบให้เร็วที่สุด

 พาไปอยู่ประเทศนู้นประเทศนี้มาตั้งนาน วันนี้เลยกะพาทุกคนไปเที่ยวเมือง Odense เมืองใหญ่และสำคัญเป็นอันดับที่ 3 ของเดนมาร์กค่ะ

 ประเทศเดนมาร์กแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ สามที่ค่ะคือเกาะ Sjælland (ที่ตั้งของเมือง Copenhagen), เกาะ Fyn (ที่ตั้งของเมือง Odense) และคาบสมุทร Jylland (ที่ตั้งของเมือง Århus เมืองใหญ่อันดับที่สองของเดนมาร์ก เป็นส่วนเดียวของเดนมาร์กที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านคือเยอรมัน) ดูเหมือนจะเดินทางยากเนาะสองเกาะกับอีกหนึ่งคาบสมุทรแต่จริงๆ แล้วเดินทางในเดนมาร์กง่ายมากๆ เพราะทั้งสามที่เชื่อมต่อกันด้วยรถไฟค่ะ และครั้งนี้ที่เราไป Odense ก็นั่งรถไฟไปค่ะ

 ถ้ามีอายุระหว่าง 16 - 26 ปีและได้ resident permit ของประเทศเดนมาร์ก, นอร์เวย์หรือสวีเดน (สำหรับฟินแลนด์เราไม่แน่ใจค่ะ) สามารถสมัครเป็นสมาชิกของบัตร wildcard ได้ เอาไว้ใช้ลดค่าตั๋วรถไฟที่เดินทางภายในประเทศเดนมาร์กและระหว่างประเทศที่มีเดนมาร์กเป็นประเทศต้นทางหรือปลายทางค่ะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.foreignersindenmark.dk/display.cfm?article=1000391&p=1000390&page=Wild+card ถ้าจะสมัครสมาชิกต้องทำ online ผ่านเว็บนี้ค่ะ http://www.dsb.dk/om-billetter-og-kort/indland/kort/unge-og-studerende/wildcard/ ซึ่งเว็บนี้นั้นภาษาเดนมาร์กล้วนจ้า lol ตอนที่เราสมัครคือช่วงเพิ่งไปอยู่โคเปนใหม่ๆ ภาษาเดนมาร์กไม่ค่อยแข็งแรงก็เลยมี Google Translate เป็นเพื่อนรักไปเลย ฮาาาาา

 ก่อนไป Odense ไม่กี่วันเราก็สมัครสมาชิกบัตร Wildcard นี่ล่ะค่ะซึ่งบัตรจะส่งมาให้ที่หอพักโดยจะใช้เวลาสักระยะหนึ่งแต่เวลาไปซื้อตั๋วรถไฟกับเจ้าหน้าที่จะต้องแสดงบัตร Wildcard ด้วย เอาไงล่ะทีนี้? ไม่ต้องตกใจค่ะว่าจ่ายเงินไปแล้วจะเสียสิทธิ์เพราะตอนที่เราสมัครเสร็จเค้าจะมีเลขสมัครมาให้ซึ่งเราต้องเอาเลขนั้นไปให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วเค้าจะ print ตั๋วชั่วคราวมาให้ใช้ซึ่งบัตรนี้มีอายุสามเดือนค่ะ ถ้าซื้อตั๋วรถไฟกับตู้ก็ไม่ต้องใช้ Wildcard แต่อาจจะโดนตรวจตอนอยู่บนรถไฟได้ค่ะ

 พร้อมแล้วก็ออกเดินทางไป Odense! trip นี้สั้นมากเป็น one-day trip แต่มีผู้ร่วมคณะตั้งแปดคนแหนะ และเนื่องจากว่ามีเพื่อนนำทางเราก็ลอยตัวเดินตามเพื่อนอย่างเดียว lol นัดเจอกันที่ Copenhagen Central Station ซื้อตั๋วรถไฟนั่งแป๊บๆ แค่ประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึง Odense Central Station ค่ะ (รถไฟนี่ใหม่มาก ชอบรถไฟที่เดนมาร์กจัง)



ร้านอาหารคุณยีราฟใน Odense Central Station

 ตอนที่ก้าวเท้าลงมาจากโบกี้รถไฟนี่ตาค้างเลย ว้าวววว! สถานีรถไฟที่นี่สวยมากกกกกก ดูหรูกว่า Copenhagen Central Station อย่างเห็นได้ชัดทำให้เริ่มไม่แน่ใจว่าเมืองไหนเป็นเมืองหลวงกันแน่นะ lol เป็นสถานีรถไฟผสมกับห้างย่อมๆ ค่ะ สวยดี เดินเพลินเลย ส่วนห้องน้ำที่นี่เสียค่าเข้าค่ะ จริงๆ ตึกนี้มีชื่อเรียกด้วยนะ "Odense Banegård Center" ส่วนเว็บนี้เป็นรูปของสถานีรถไฟค่ะ http://www.atp-ejendomme.dk/Erhvervslokaler/Odense/OBC_322_kvm เผื่อคิดว่าเราโม้ 5555

 เดินเล่นแป๊บๆ ก็ออกมาเดินข้างนอกค่ะ เพียงสัมผัสแรกที่ได้เจอกับลมหนาวที่ Odense ก็อยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ "หนาวไปม้ายยยยยยย???" เดินไปตัวสั่นไป Odense ต้อนรับพวกเราได้เย็นสะใจมากๆ ค่ะ ^^"



 เดินออกจากสถานีรถไฟแป๊บเดียวก็ไปเจอกับรูปปั้นด้านบน เห็นว่าแปลกดีก็ต้องขอแชะรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย เจ้าตัวเล็กๆ นั่นท่าเดิ้นใช้ได้เลยนะ เรากับเพื่อนก็เลยขอทำตามบ้าง ฮ่าๆ แต่ไม่มีรูปมาเป็นหลักฐานนะจ๊ะ



บรรยากาศรอบๆ เมือง



European Agency



 ตอนแรกเดินผ่านอาคารข้างบนนึกว่าเป็นศูนย์ราชการแบบสำนักงานจังหวัด Odense ไรงี้ มารู้ตอนหลังมากๆ ว่าคือ Odense Slot หรือ Odense Palace! O_________O ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่าเป็นวัง



สัญลักษณ์ที่มีอยู่ทั่วเมือง

 เนื่องจากทริปนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เราได้ออกจากโคเปนซึ่งตอนนั้น skill ด้านการเที่ยวถือว่าเป็นศูนย์และการไป Odense ครั้งนี้ก็ไม่ได้วางแผนว่าจะไปที่ไหนบ้าง ทำอย่างเดียวคือพก Lonely Planet ไปด้วยก็ต้องลงเอยด้วยการเดินมั่วล่ะค่ะ lol แล้วเดินไปเดินมาอีท่าไหนก็ไม่รู้ก็ได้เข้าไปใน Art Museum ที่เป็นเหมือนอาคารบ้านเรือนทั่วๆ ไปใน Odense ซึ่งต้องเสียค่าเข้าค่ะ พอรู้ว่าต้องเสียเงินพวกเราก็พร้อมใจกันเดินออกมา lol เจ้าหน้าที่เห็นแค่นั้นก็เลยรีบไปหยิบแบบสอบถามมาแล้วบอกว่านี่ๆ ถ้าทำแบบสอบถามนะได้เข้าฟรี! แค่นั้นแหละพวกเราก็พร้อมใจกันตอบแบบสอบถามอย่างพร้อมเพรียง 55555 แล้วก็ได้เดินเล่นข้างในอยู่นานสองนาน











 เดินจนหนำใจและเหมาโปสการ์ดอยู่คนเดียวมาเป็นกระบุงก็ได้เวลาออกเดินทางต่อค่ะ เดินไปเรื่อยๆ ก็ไปเจอกับ Walking Street คึกคักมากทั้งๆ ที่เราไปวันอาทิตย์ค่ะ เข้าใจว่าเพราะเป็นวันอาทิตย์แรกของเดือนเลยคึกคัก





We have the city's cutest customers. >_____<



คุณพ่อ Hans Christian Andersen

 งงกันรึเปล่าคะว่าคุณพ่อ Hans Christian Andersen คือใครกัน? ทำไมต้องมีรูปปั้นอันใหญ่ยักษ์มาตั้งอยู่ใจกลางเมือง Odense ด้วย? ถ้ารู้จัก The Little Mermaid, The Ugly Duckling หรือ Thumbelina คุณมาถูกทางแล้วค่ะ คุณพ่อ Hans Christian Andersen ก็คือผู้ประพันธ์นิทานเด็กชื่อก้องโลกนี่เอง ชื่อที่เรายกตัวอย่างมาคือผลงานของคุณพ่อหมดเลยค่ะ คุณพ่อเป็นคนดังในเดนมาร์กมากๆ และคนเดนมาร์กก็ภูมิใจในตัวคุณพ่อมากๆ ถ้าถามถึงคุณพ่อกับคนเดนมาร์กเค้าจะยิ้มไม่หุบเลยค่ะ เค้าบอกว่าเพราะคุณพ่อโลกถึงรู้จักเดนมาร์ก :) (แต่สำหรับคนไทยนี่นาจะเป็นเพราะนมโคไทย-เดนมาร์กรึเปล่า lol) เนื่องจากคุณพ่อเกิดและใช้ชีวิตในวัยเด็กที่เมือง Odense จึงมีการสร้างรูปปั้นคุณพ่อไว้เป็นอนุสรณ์ค่ะ ส่วนหัวของคุณพ่อที่โชว์อยู่ด้านหน้าเราพยายามหาข้อมูลแต่หาไม่เจอค่ะ เคยได้ยินคลับคล้ายคลับคลามาว่าเคยเกิดเหตุการณ์ที่มีคนมือบอนพยายามจะเลื่อยหัวรูปปั้นคุณพ่อแล้วขโมยไปได้สำเร็จ ทางการเลยต้องหล่อหัวคุณพ่อขึ้นมาใหม่ซึ่งภายหลังก็เจอส่วนหัวที่หายไปเลยเอาตั้งโชว์คู่กับรูปปั้นคุณพ่อค่ะ



เดินไปตามทางเท้า ถนนบ้านเค้าน่าเดินเล่นมากๆ



บ้านเดนมาร์กของแท้ต้องมีห้องบนหลังคา lol (ส่วนที่งอกมาจากหลังคาในรูปเลยค่ะ)

 เดินไปเดินมาก็ไปเจอกับโบสถ์ที่สำคัญของเมือง ว่าแล้วก็ทำตัวเป็นนักเดิน (หลง) ทางที่ดี เค้าไปแวะเดินดูด้านในสักหน่อย



โบสถ์วันอาทิตย์ตอนบ่ายที่ไร้เงาผู้คน



เหล่านักเรียนแลกเปลี่ยนกำลังชื่นชมสถาปัตยกรรม แซมด้วยชาว Scandinavian อีกจำนวนหนึ่ง

 มาถึงถิ่นคุณพ่อ Hans Christian Andersen ทั้งทีไม่แวะไปบ้านท่านทั้งทีก็ถือว่ามาไม่ถึงน่ะสิ! มีหรอมิ้นต์ฟ้าและผองเพื่อนจะพลาด ดูแผนที่กันซะดิบดีแล้วก็ลุยจ้า!



Traditional Danish House มากๆ ดูไปดูมาก็คล้าย Traditional Swedish House อยู่เหมือนกันเนาะ

 บ้านข้างบนนั่นแหละค่ะบ้านคุณพ่อสมัยเด็กๆ ซึ่งเข้าไปแล้วก็ต้องเสียค่าเข้าชมนะจ๊ะตั้ง 30 DKK แหนะ! ไม่คุ้มอย่างแรงเลยขอชื่นชมอยู่แต่ภายนอก ว่าแล้วก็เอากล้องโผล่เข้าไปในบ้านนิดนึงเพื่อเก็บ shot ข้างล่าง



 อะๆ งงกันใช่ป่าวว่าทำไมต้องมีรองเท้าอยู่บนโต๊ะ เนื่องจากบ้านหลังนี้คือบ้านคุณพ่อสมัยเด็กๆ เค้าก็จะสื่อถึงชีวิตในวัยเด็กของคุณพ่อค่ะว่าคุณพ่อของคุณพ่อ Hans Christian Andersen มีอาชีพเป็นช่างทำรองเท้าค่ะ

 จากนั้นก็เดินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อจุดมุ่งหมายใหม่ของเราซึ่งก็คือ H.C. Andersens Hus ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวกับคุณพ่อล้วนๆ เลยค่ะ



ระหว่างทางก็เจออีกหนึ่งโบสถ์ แวะเข้าไปทักทายสถานที่แป๊บๆ ก็ออกมา



บ้านใน Odense



มาถูกทางแล้ว เย่!



อาคารนี้ทำเราสงสัยตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ มันคืออะไร????



ถึงแล้วจ้า :D :D :D

 ที่นี่เสียค่าเข้าค่ะ 85 DKK คุ้มกว่าบ้านคุณพ่อตอนเด็กเยอะเลย ที่กว้างมากๆ เดินแบบเล่นเอาเหนื่อยเลยทีเดียว ข้างในก็จะพูดถึงชีวิตของคุณพ่อตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิต พูดถึงผลงานต่างๆ ของคุณพ่อ มีการจัดแสดงผลงานของคุณพ่อแล้วก็มีสิ่งของที่คุณพ่อเคยใช้จริงๆ ตอนยังมีชีวิตอยู่รวมไปถึงจดหมายที่คุณพ่อเคยเขียนส่งให้คนนู้นคนนี้ด้วยค่ะ





 ไหนๆ ก็เขียนถึงคุณพ่อละก็ต้องเล่าประวัติคุณพ่อซะหน่อย เดี๋ยวหาว่าเราไปบ้านเค้ามาอย่างเดียวแต่ดันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าของบ้านซักอย่าง lol อะแฮ่มๆ

 คุณพ่อ Hans Christian Andersen เกิดมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นช่างทำรองเท้าที่มีฐานะยากจนค่ะ คุณพ่อเป็นลูกคนเดียวเนื่องจากคุณพ่อมีลักษณะทางกายภาพที่หลายๆ คนวิจารณ์กันว่าอัปลักษณ์ เช่น สูงเกินไป เท้าใหญ่ ฟันไม่สวย จมูกโตเกินกว่าคนปกติทำให้ไม่มีเด็กคนไหนจะยอมเล่นด้วยเท่าไหร่หนัก มีแต่คนเอาสิ่ีงที่คุณพ่อคิดว่าเป็นปมด้อยมาล้อทั้งนั้นทำให้คุณพ่อต้องเล่นคนเดียวโดยมีคุณแม่ของท่านคอยเล่านิทานให้ท่านฟังซึ่งก็จะมีนิทานพื้นบ้านของเดนมาร์กอยู่ด้วยทำให้ท่านซึมซับสิ่งเหล่านี้มา พอท่านอายุได้สิบเอ็ดปีคุณพ่อของท่านก็เสียชีวิต คุณพ่อเป็นคนที่รักแม่มากนะคะแต่พออายุได้สิบสี่ปีท่านก็ทิ้งบ้านเกิดของท่านเข้าไปแสวงโชคที่ Copenhagen โดยเข้าร่วมกับคณะละครเวทีเพราะท่านมีความฝันว่าสักวันหนึ่งท่านจะได้เล่นละครเวทีแต่อยู่ไปอยู่มาก็หลายปีก็ไม่ได้เล่นสักทีเนื่องจากรูปลักษณ์ของคุณพ่อรวมถึงเสียงร้องที่ไม่ไพเราะพอที่จะมาเล่นละครเวทีได้ ผู้อำนวยการโรงละครเลยส่งท่านไปเรียนหนังสือต่อเพื่อให้อ่านออกเขียนได้แต่เนื่องจากท่านต้องไปเรียนร่วมชั้นกับเด็กอายุน้อยกว่าท่านเยอะทำให้ท่านรู้สึกอับอายมากอยู่เหมือนกัน เมื่อคุณพ่อเรียนจบก็มีผลงานออกมาเรื่อยๆ ค่ะเพราะท่านรู้แล้วว่าท่านคงไปทางละครเวทีไม่ได้แต่ด้านงานเขียนนี่น่าจะรุ่งซึ่งก็จริงเพราะชีวิตด้านงานของท่านนี่ต้องบอกว่ารุ่งมากๆ แต่ด้านความรักนี่ติดลบ รักใครไม่มีใครรักตอบทำให้ท่านเป็นโสดตลอดชีวิตค่ะ ด้วยความที่ท่านเป็นความที่มีจินตนาการล้ำมากๆ ท่านก็เขียนิทานสำหรับเด็กออกมาเยอะซึ่งแทบจะทุกเรื่องมีเค้าโครงมาจากชีวิตจริงของท่านค่ะเช่นลูกเป็ดขี้เหร่ท่านก็พูดถึงตัวท่านตอนสมัยเด็กๆ ว่ามีแต่คนบอกว่าท่านอัปลักษณ์แต่สุดท้ายท่านก็สามารถเขียนนิทานจนกลายเป็นวรรณกรรมชื่อดังได้ หรือมีเรื่องนึงที่พูดถึงตัวเอกที่ปวดฟันเพราะท่านฟันผุบ่อยๆ และมีปัญหาปวดฟันมาตลอดชีวิตค่ะ

 เที่ยวชมบ้านคุณพ่อจนได้เวลาพิพิธภัณฑ์ปิดก็ถึงเวลากลับโคเปนด้วยสภาพหิวโซ lol ถึงโคเปนนี่ซัดอาหารกันแบบอดอยากมากๆ แล้วก็จบ one-day trip in Odense ค่ะ :)

 สำหรับใครที่สนใจจะแวะไปท้าลมหนาวที่ Odense แบบเราบ้างก็ลองไปหาข้อมูลได้ตามเว็บข้างล่างนี้ค่ะ จริงๆ Odense มีที่เที่ยวเยอะเลยนะแต่อย่างที่รู้ๆ กันนะว่าเราเป็นพวกไม่ค่อยเตรียมตัวเลยไม่รู้ว่าแต่ละที่มีอะไรบ้าง ใช้ดวงนำทางอย่างเดียว lol


 เจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ พาไปไหนให้ลองคิดเล่นๆ ระหว่างรอ ในกลุ่มประเทศเชงเก้นนี่แหละไม่ยากหรอก ฮ่าๆ ลาไปด้วยภาพตึก Odense Banegård Center ค่ะ บ๊ายบายยยย*





Create Date : 13 กันยายน 2556
Last Update : 14 กันยายน 2556 0:12:55 น.
Counter : 1239 Pageviews.

0 comment
Legoland Billund : โลกวัยเด็กของผู้ใหญ่ :)
สวัสดีค่ะชาวบล็อก :) กลับมาตามคำเรียกร้อง (ของใครหรอ 5555)
จากบล็อกที่แล้ว ที่รีวิว Nyhavn ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม (หรอ?) ด้วยจำนวน comment ทั้งสิ้นศูนย์คอมเม้นท์ lol เราก็กลับมาอีกครั้งค่ะ วันนี้จะมารีวิวสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศเดนมาร์ก นั่นก็คือ Legoland ที่เมือง billund ค่ะ :)



อาจจะมีคนงงนะคะ ทำไม Legoland ต้องอยู่ที่เดนมาร์ก ส่วนเราไม่งงค่ะ เพราะตอนไปถึงเดนมาร์กใหม่ๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามี Legoland บนโลกนี้ lol

คำว่า Lego มาจากภาษาเดนมาร์ก "Leg godt" แปลว่า play well ค่ะ ส่วนทำไม Legoland ถึงต้องอยู่ที่เมือง Billund ก็เพราะว่าเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของคุณ Ole Kirk Christiansen ช่างไม้ชาวเดนมาร์กเจ้าของของเล่นเลโก้ โดยเริ่มแรกนี่เค้าก็จะทำของเล่นไม้ออกขาย จากนั้นก็พัฒนามาเรื่อยๆ จนกลายเป็นบล็อกพลาสติกอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ค่ะ

Legoland ที่นี่เป็น Legoland ที่แรกของโลก เปิดให้บริการมาจนถึงปีนี้ก็ 44 ปีแล้ว ที่นี่เป็นเหมือนสวนสนุก ผสมกับเมืองจำลองเลโก้ ของเล่นก็จะแนวเด็กๆ อะ แบบนั่งรถยิงปืนเลเซอร์เก็บ point ขึ้นไปยืนบนรถดับเพลิงแล้วต้องฉีดน้ำให้ตรงเป้ามากที่สุดและไปถึงอีกฝั่งเร็วที่สุด ดึงเชือกขึ้นลงแล้วมีโจรสลัดคอยเอามีดปลอมมาตัดขาเรา - -" ฟังดูเด็กใช่มั้ย แต่เราไปเล่นมาแล้วสนุกมาก 55555 คือมันตื่นตาตื่นใจอะ แบบเห็นเมืองจำลองเลโก้เราก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว ยิ่งได้เล่นเครื่องเล่นย้อนวัยเด็กแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งเลยล่ะ :)

พอเรามาถึงเลโก้แลนด์ก็จะเจอเจ้าข้างล่างนี่ก่อนเลย เป็นที่ขายตั๋วค่ะ มีทั้งแบบ one day pass กับ seasonal pass แต่เราไปแค่วันเดียว ซื้อแบบ one day pass ก็พอค่ะ แค่นี้ก็จนต้องกินแกลบแล้วจ้า T^T ตั๋วก็ไม่ได้แพงอะไรมากหรอก  แค่ DKK 279 เอง Q_Q



ซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวตะลุยวัยเด็กได้เลยค่ะ! :)



ผ่านประตูเข้ามาก็จะเจอเจ้านาฬิกาข้างบนก่อนเพื่อนเลยค่ะ ความสนุกก็จะเริ่มตรงนี้ล่ะ เพราะไม่รู้ว่าจะเดินไปไหนก่อนดี! เอางี้ ไปทักทายคุณลุง Hans Christian Andersen กันก่อนดีกว่า





อยู่ Billund แล้ว Nyhavn มาได้ไงเนี่ย?





Amsterdam ก็มาด้วย! (บ้านสีๆ แอบคล้าย Nyhavn อีกแล้ว ฮ่าๆๆๆ)



ขึ้นบอลลูนกันมั้ยจ๊ะ? (มันขยับขึ้นลงได้จริงๆ นะ!)









ปราสาท Rosenborg ที่ Copenhagen






อนุสรณ์ผู้พลีชีพในเหตุการณ์เรียกร้องการล้มกำแพงเบอร์ลิน (เดี๋ยวจะมาให้รายละเอียดเพิ่มตอนรีวิวกรุงเบอร์ลินนะคะ)



กรี๊ดดด! ยานแม่ Star Wars บุก Legoland จ้า!




ฮลโหลววว สิงโตทักทาย :)



หิวละ กินข้าวกันมั้ย? (แต่ในป้ายมันเป็นโฆษณาลดราคาร้านอาหารในโรงแรมเลโก้แลนด์นะคะ)





Mount Rushmore


เดินเหนื่อยละ หยุดฟังเปียโนสักนิด :)




เดินชิวมาเยอะ ได้เวลาของจริงแล้วจ้า lol ข้างบนเป็นคล้ายๆ กับสระน้ำกว้างๆ ที่จำลองเป็นทะเลที่มีโจรสลัดค่ะ เราก็จะได้ขึ้นไปอยู่บนเรือ มันจะบังคับตัวเองอัตโนมัติ บนเรือก็จะมีปืนติดอยู่กับเรือ เอาไว้ยิงเรือลำที่ผ่านมาเฉียดเรา แล้วบริเวณรอบๆ ก็จะมีปืนน้ำแอบซ่อน คนข้างนอกสามารถยิงน้ำใส่เราได้ค่ะ ฟังดูอาจจะแบบ เล่นไรอะ เด็ก! แต่เล่นจริงๆ แล้วมันส์มาก 555555 คือตอนเราเล่นมันจะมีเรืออีกลำตีขนาบกันมาแล้วเราก็เล่นยิงกันอยู่สองลำ lol สนุกค่ะ แนะนำ



เครื่องเล่นถัดมา อันนี้ก็สนุกอีกแล้ว lol คือเราแบบต่อแถวอยู่ แล้วมันจะให้เล่นเป็นรอบๆ อะค่ะ แบบสิบคนครบแล้ว คนที่สิบเอ็ดรอรอบถัดไป แล้วประเด็นคือมันตัดที่เรากับเพื่อนพอดี คนถัดไปเป็นเด็กที่ยืนมองพวกเราตาปริบๆ 555555 ขอโทษนะน้อง แต่พี่ก็อยากเล่นอะ T^T เจ้าเครื่องเล่นนี่ก็คือดึงเชือกขึ้นให้สูงที่สุดเพื่อหนีโจรสลัดตัดขาจ้า ฮี่ๆ



รถไฟเหาะ

จริงๆ ของเล่นมันเยอะกว่านี้นะคะ แต่เราไม่ค่อยได้ถ่ายอะ มัวแต่แย่งเด็กเล่น lol มีข้อสังเกตอยู่อย่างนึงคือ ที่นี่เป็นสวนสนุกที่เงียบที่สุดในโลก -*- คือมันจะมีเครื่องเล่นไวกิ้ง เด็กอายุประมาณสามถึงห้าขวบนั่งกันเต็ม พอเครื่องมันแกว่งๆ ไปมา เด็กนั่งเงียบจ้า! O______O เรากับเพื่อนยืนอึ้ง 55555 ตอนนั่งรถไฟเหาะนี่ พอมันขึ้นที่สูงแล้วลงมาเร็วๆ ก็มีแต่พวกเด็กไทยนี่แหละค่ะที่กรี๊ด พวกเดนมาร์กนั่งขำเราอยู่ข้างหลัง - -"



ตัวจระเข้นี่ก็มีเรื่องเล่า คือเรากำลังยืนรอเพื่อนอยู่ แล้วจระเข้มันจะขยับปากงับๆ เป็นจังหวะ พอมันงับปาก เป็ดว่ายน้ำหนีจ้า 5555555





เทพีเสรีภาพ


The US Parliament

ข้างบนว่าอึ้งแล้ว มีอึ้งกว่านี้อีกค่ะ นั่นก็คือ วัดพระแก้ว!!!!



เลโก้แลนด์เป็นอะไรที่สุดยอดสำหรับเราจริงๆ ค่ะ ได้มานี่ถือว่าคุ้มมากๆ ถ้าไม่ได้มา ตอนนี้คงนั่งเศร้าร้องไห้อยู่ที่เมืองไทย (ว่าไปนู่น) แต่ค่าใช้จ่ายในการมาก็แพงสมชื่อประเทศเดนมาร์กจริงๆ ค่ะ มาเลโก้แลนด์วันเดียวจนไปอีกหนึ่งเดือน T^T แต่ก็ยอมค่ะ เพราะไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้มาอีกรึเปล่า :) 
วิธีมานะคะ ถ้านั่งเครื่องบินมาลง Billund Airport Legoland หาไม่ยากค่ะ ถามคนในพื้นที่ได้ ถ้ามาจาก Copenhagen ให้เริ่มต้นที่ Central Station (Københavns Hovedbanegård) แล้วเดินไปซื้อตั๋วข้างในค่ะ บอกเค้าว่าจะไป Legoland เค้าจะรู้ทันที ค่ารถไฟบวกค่ารถเมล์ขาเดียว DKK 500 เพราะฉะนั้นไปกลับก็ DKK 1000 พอดี กรี๊ด! ถ้าจะไป เช็คเวลาก่อนก็ดีนะคะจะได้ไม่เสียเวลารอรถไฟ นั่งรถไฟไปลง Kolding 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถเมล์อีก 1 ชั่วโมง เดินต่ออีกนิดก็ถึง Legoland แล้วค่ะ :) แต่ขอเตือนก่อนนะคะว่า Legoland Billund ไม่ได้เปิดทั้งปีค่ะ ถ้าจะไป ลองเช็คในเว็บนี้ดูนะคะ http://www.legoland.dk/ เว็บนี้มีภาษาอังกฤษนะคะ ไม่ต้องห่วง อย่าเสล่อเหมือนเรานะคะ นั่งงมภาษาเดนมาร์กอยู่นานสองนานกว่าจะหาส่วนที่ต้องการเจอ lol 

ถ้าใครอ่านแล้วกรี๊ด อยากไปมาก แต่ไม่อยากไปเดนมาร์กเพราะว่าแพงหรือเดินทางไม่สะดวก ไม่เป็นไรค่ะ ยังมี Legoland ที่อังกฤษ, อเมริกาแล้วก็เยอรมนี เลือกได้ตามใจชอบเลยค่ะ ได้ยินมาว่ากำลังจะมี Legoland Malaysia ถ้าไม่อยากไปไกล ช่วงนี้เตรียมตัวเก็บเงิน ฝึกพูดมาเลย์ รอ Legoland Malaysia เปิดแล้วไปตะลุยได้เลยค่า :)

อ่านรีวิวนี้แล้วชอบใจ ขอคอมเม้นท์เป็นค่ารีวิวแล้วกันนะคะ อยากรู้ feedback บ้าง แชร์ด้วยยิ่งดีค่ะ ขอบคุณนะคะ :)
รีวิวนี้ทำนานมาก มีแต่รูป lol ขอให้สนุกกับการอ่านรีวิวของเรานะคะ ขอตัวไปก่อนนะ เจอกันโอกาสหน้าจ้า :)





Create Date : 17 กรกฎาคม 2555
Last Update : 17 กรกฎาคม 2555 1:31:35 น.
Counter : 2314 Pageviews.

11 comment

Cho2Cho
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



Travelling, cooking, reading, language learning and photo taking are my life. :)