Less than 24 hours in Warsaw
สวัสดีจ้า :D

 หลังจากนั่งรถไฟฉึกฉักจาก Wieliczka เราก็มาถึง Warsaw ตอนค่ำค่ะ โผล่ออกมาพระอาทิตย์ตกดินซะแล้ว เนื่องจากครั้งแรกที่มาถึง Warsaw เราก็อยู่แค่ในสถานีรถไฟไม่ได้ออกมาป้วนเปี้ยนข้างนอกเลยไม่รู้ว่าสภาพบ้านเมืองเค้าเป็นยังไง หลังจากที่ไปตะลอนในเมืองอื่นๆ ของโปแลนด์มาก็คิด (เอาเอง) ว่าไม่น่าจะหนีห่างจาก Bratislava มากนักเพราะเจ้ารถไฟชั้นสามนี่เองที่ทำให้เราคิดเช่นนั้น 5555 (แต่จริงๆ แล้วสถานีรถไฟที่ Warsaw ดีกว่าที่ Brstislava มากๆๆๆๆๆๆ)

 คิดเช่นนั้นก็โอเค เดินออกจากสถานีรถไฟกันเถอะ ไป hostel กันได้แล้ว พอออกมาข้างนอกก็ต้องอ้าปากค้าง! เฮ้ย! สาบานเถอะว่าตอนนี้กำลังอยู่ในเมือง Warsaw, Poland!!! คือมันดูเจริญมาก ผิดกับที่คิดไว้ตอนแรกสุดๆ มีแต่ตึกสูงๆ เต็มไปหมด ไม่เหมือนเมืองอื่นในยุโรปที่เคยไปมาเลย นึกว่าอยู่กรุงเทพ 55555 ยืนตะลึงพอเป็นพิธีก็ได้เวลาเดินหา hostel ค่ะ ตามแผนที่บอกว่าอยู่อีกฝั่งนึงของ Central Station พวกเราก็เลยโอเค เดินตัด Park กว้างๆ นี่แหละ ลุย!

 Park ที่ว่าเนี่ยมันเป็นสวนสาธารณะที่แปลกดีนะเพราะว่าไม่มีรั้วค่ะ เหมือนเป็นเกาะอยู่กลางเมืองใหญ่คือสวนนี้กว้างมากๆ เดินไปทางไหนก็เหมือนกันหมดเลย สรุปคือหลงทางนั่นเอง 5555 เดินหากันนานมาก หาถนนไม่เจอ เอาจริงๆ ตอนกลางคืนสวนนี่ก็แอบเปลี่ยวอยู่นะ ถ้ามาคนเดียวแนะนำให้เดินตามถนนค่ะ แต่นี่มากันห้าคนเลยคึก ไม่กลัวอะไรกันเลย เดินหลงไปหลงมาจนในที่สุดก็หาเจอ เย่! hostel ที่เราพักชื่อ Oki Doki Hostel ค่ะ

 ตัว hostel นี่ก็เหมือน hostel ทั่วไปค่ะคือจะอยู่ตามตึกอาคารต่างๆ ที่เค้าแบ่งให้เช่าซึ่งส่วนมากจะเป็นตึกเก่าๆ แต่อันนี้พอผลักประตูเข้าไปแค่นั้นแหละ ตะลึงเพราะบันไดขึ้นมันใหญ่อลังการงานสร้างมากๆ 5555 นึกภาพบ้านพระเอก นางเอกในละครที่บันไดขึ้นบ้านมันใหญ่ๆ อะค่ะ อันนี้กว้างมากๆ แล้วก็แบ่งทางขึ้นออกเป็นสองฝั่ง hostel ที่นี่โอเคเลยค่ะถึงแม้ห้องน้ำมันจะห่วยก็ตาม T____T คือห้องน้ำมันเป็นผ้าม่านอะ ไม่มีประตู ยังดีที่แยกหญิงชาย ส่วนห้องนอนเราเลือกเตียงสองชั้นค่ะซึ่งชั้นบนมันสูงมาก เราว่าห้องนึงสูงสามเมตรได้อะซึ่งเตียงชั้นบนเวลานั่งหัวก็เกือบชนเพดาน O____________o แถมไม่มีที่กั้นเตียงด้วยนะ ตกลงมาคอหักชัวร์ 55555 พอเก็บของเสร็จก็ออกไปตระเวนดูเมืองพร้อมกับหาของกินค่ะ



 ตึกข้างบนนี่ตื่นตาตื่นใจสำหรับเรามากเพราะมันใหญ่มากๆๆๆๆ อยู่แถวบริเวณสวนสาธารณะที่เราเดินผ่านตอนหลงทางอะค่ะ สวยมาก เราชอบ รู้สึกว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ค่ะ





น่าจะเป็น Central Station นะ







 เดินไปเดินมาก็จบที่เพื่อนแท้ยามยาก McDonald เจ้าเก่าที่คุ้นเคย lol เมนูก็เมนูเดิม 5555 ตอนที่ไปต่อแถวรอสั่งอาหารที่คนโปแลนด์มองพวกเรากันใหญ่เลย สงสัยไม่เคยเห็นเอเชียเดินหลงทาง 5555 ต่อแถวอยู่ก็มีคุณลุงข้างหลังพูดกับเราว่าเนี่ยพนักงานที่กำลังบริการพวกเราอยู่ชอบ Asian girls พวกเราก็ หือ??? อะไรนะ และที่ชอบคือกางเกงพนักงานที่นี่ด้านหลังจะเป็นสัญลักษณ์ McDonald ที่เป็นตัว M สีเหลืองอยู่ด้านหลังตรงกระเป๋ากางเกงค่ะ เพื่อนเราชอบมาก พยายามจะถ่ายให้ได้ แต่ดูเผินๆ เหมือนพวกโรคจิตไปแอบถ่ายก้นชาวบ้านเลย 5555 ซื้อเสร็จก็เดินวนๆ แถว hostel เพื่อหาตู้ไปรษณีย์เอาโปสการ์ดไปหย่อนค่ะ ก็เดินไปเรื่อยๆ เจอ Ni Hao ตลอดทาง (นี่ไม่เคยเห็นคนเอเชียกันรึยังไง? - -") ถามทางคนแถวนั้นเค้าก็บอกว่า Post Office อะอยู่แถวๆ นั้น เดินไปเลย พอไปถึงก็พบว่าตู้ไปรษณีย์ที่เราไปหย่อนมันไม่ใช่ตู้แบบบ้านเราอะค่ะแต่เป็นช่องให้พอใส่จดหมายลงไปได้ซึ่งเจาะกับผนังอะ (นึกภาพออกป่าวอะแบบเป็นกำแพงแล้วมีช่องเล็กๆ ให้หย่อนจดหมาย) เค้าจะแบ่งออกเป็นสองฝั่งเป็น priority กับ economic ค่ะ (จริงๆ เป็นภาษาโปแลนด์ อ่านไม่ออก ถามคนแถวนั้นเอา) พอส่งเสร็จก็นึกขึ้นได้ว่าเพิ่งซื้อโปสการ์ดมาเพิ่มตอนถึง Warsaw ที่ Central Station แต่แสตมป์ไม่พอเลยเดินไปตรงช่องเล็กๆ เหมือนเป็นร้านขายของย่อมๆ อะค่ะ ถามเค้าว่ามีแสตมป์ขายมั้ยเค้าก็บอกว่าให้เดินขึ้นไปข้างบน พวกเราก็งง ทำไมไม่ขายให้ฟระ เดินขึ้นก็ได้

 พอขึ้นไปถึงแค่นั้นแหละ คุณพระช่วย! ไปรษณีย์โปแลนด์ยังทำงานอยู่ ณ เวลาสี่ทุ่ม!!!!!! เกิดมาไม่เคยเห็นสถานที่แบบนี้ทำงานตอนกลางคืน 55555 ตอนแรกยังไม่ชัวร์เห็นเปิดไฟก็เลยผลักประตูเข้าไป ชัดเลยจ้า เจ้าหน้าที่นั่งประจำอยู่ที่เคาท์เตอร์ 555555 พอเข้าไปถามหาแสตมป์ พูดชัดเจน stamp เจ้าหน้าที่งง บอกไม่รู้จักแสตมป์ O____________o คุณพระ! ได้ฌโปรดบอกว่าขณะกำลังอยู่ที่ไปรษณีย์ แถวเจ้าหน้าที่ก็พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้อีก กว่าจะซื้อได้นี่อยากจะกรี๊ดดังๆ (ปาดเหงื่อ)

 หลังจากซื้อแสตมป์เสร็จด้วยความยากลำบาก ก็
ไปเจอร้านขาย Kebab ร้านนี้คนขายตลกอะ แบบเค้าจะใส่ถุงมือข้างนึงแต่ข้างที่ใส่ถุงมืออะใช้เก็บเงินถอนเงิน ส่วนข้างที่เป็นมือเปล่าใช้หยิบอาหาร - -" เอ่อ คือ 555555 ซื้อเสร็จก็เดินกลับ hostel ค่ะ ที่นี่มี bar ให้นั่งดื่มด้วย ตอนจะเดินเข้าห้องก็ไปนั่งกินตรงโซฟาแถวนั้นพอดี ใกล้ๆ กันมีแก๊งหนุ่มสเปนนั่งดริ๊งกันอยู่ มองกันไปมองกันมาสุดท้ายไปนั่งคุยกัน (เฮ้ย! - -") คือเราเอาของไปเก็บในห้องอะ ออกมาอีกทีเพื่อนย้ายโต๊ะกันเรียบร้อย แล้วที่ upset คือทุกคนมีคนให้จับคู่นั่งคุยกันหมดยกเว้นเรากับเพื่อนอีกคน - -" เลยมานั่งเล่นเกมกันสองคน 5555555555 แต่กลุ่มนั้นหน้าตาดีกันยกกลุ่มเลยนะ เพื่อนเรายังพูดเลยว่าสเปนส่วนไหนเนี่ยจะได้ไปเที่ยว 555555 จนดึกมาแล้วพวกเราก็จะไปนอนเค้าก็ชวนพวกเราไปผับต่อ เอ่อ พรุ่งนี้ต้องนั่งรถไฟกลับโคเปนแต่เช้าเลยนะก็เลยปฏิเสธ เค้าก็ตื๊อแบบไปเหอะๆ (จริงๆ น่าจะตื๊อเพื่อนเรานะไม่ใช่เรา T_______T) เพื่อนเลยโบ้ยมาให้เราตอบ ถ้าเราไปเพื่อนก็ไป แต่เราไม่เที่ยวเลยเซย์โน บอกไปว่าพรุ่งนี้ต้องนั่งเครื่องกลับแต่เช้า ก็เลยแยกย้ายกัน

 ตอนเช้าตื่นมาตอนประมาณเจ็ดโมง แอบยิ้ม เราตื่นเช้าเลยนอนเขียนโปสการ์ดบนเตียงแล้วเดี๋ยวค่อยเอาไปส่ง 5555 จากนั้นก็เตรียมตัวไป Central Station เพื่อกลับโคเปนค่ะ สวนกับกลุ่มสเปนเมื่อคืนด้วย ไปร้านกาแฟหาอะไรกิน เพื่อนสองคนขอแยกตัวออกไปเดินเล่น รอพักใหญ่ๆ เพื่อนกลับมาพร้อมกับถุงชอปปิ้งซึ่งตอนนั้นคือไม่ทันแล้วจ้า วิ่งอย่างเดียวเพื่อรถไฟ!



ตอนเช้ารถติดแบบกรุงเทพเด๊ะ



สาบานนะว่าวิ่ง ยังจะมีอารมณ์ถ่ายรูปอีก!

 มาคราวนี้นั่งกันจนเมื่อยเลยล่ะค่ะ กว่าจะถึงโคเปนก็นู่นสามสี่ทุ่มได้มั้ง มีไปเปลี่ยนขบวนรถไฟที่ Lubeck หรือ Hamburg นี่แหละค่ะไม่แน่ใจ ช่วงนั้นมีบราวนี่ราดไอศกรีมของ McDonald มั้งขาย อร่อยมาก ตอนรอเปลี่ยนขบวนรถไฟก็ไปซื้อกิน พอจะข้ามจาก Hamburg เข้า Denmark จะต้องนั่งเรือแทนค่ะ เค้าจะจอดรถไฟให้เราลงมาแล้วเอาโบกี้ไปจอดในเรืออีกที ระหว่างที่ข้ามทะเลเราก็จะอยู่บนเรือก็จะอารมณ์ duty free ย่อมๆ มีขายของด้วย พอถึงฝั่งเดนมาร์กแล้วก็กลับไปนั่งรถไฟแบบเดิมค่ะ



ระหว่างรอรถไฟเข้าเดนมาร์ก



คลื่นน้ำจากเรือ สวยจัง :)

 พอถึงโคเปนก็แยกย้ายกับเพื่อนกลับหอตัวเอง ทีนี้แหละด้วยความที่จากบ้านไปนานตั้งสิบสองวันพอเท้าแตะสถานี Flintholm จะเดินกลับบ้านปุ๊บเกิดอาการกลัว 5555 ทำไมมันมืดจังไม่มีคน มันจะปลอดภัยป่าว ติดมาจากการไปเที่ยวมาชัดๆ เลยทั้งที่ช่วงก่อนสามทุ่มเดินออกจากหอมารอรถเมล์คนเดียวเพื่อนั่งไป do grocery shopping 5555 จากนั้นก็อยู่โคเปนไม่นานแล้วก็เริ่มทริปไปฝรั่งเศสตอนใต้กับสเปนค่ะ :)

 มหากาพย์ (ย่อมๆ) Easter Trip สิบสองวันก็จบลงแล้วค่า แล้วเจอกันใหม่นะคะ บ๊ายบาย :)



Create Date : 02 สิงหาคม 2556
Last Update : 4 สิงหาคม 2556 0:13:55 น.
Counter : 305 Pageviews.

0 comment
เดินลงใต้ดินลึกกว่าหนึ่งร้อยเมตรที่ Wieliczka Salt Mine
 สวัสดีค่ะทุกคน :D

 หลังจากเมื่อวานเจอฝนใน Krakow อย่างจุใจแล้ววันนี้ก็ได้เวลาย้ายทัพไปที่อื่นค่ะ เริ่มต้นเช้าวันใหม่มาก็ต้องวิ่งกันเลยทีเดียวเนื่องจากจำเวลารถไฟผิด นึกได้ว่าจำผิดก็อีกยี่สิบนาทีรถไฟจะออกก็จัดแจงวิ่งหน้าตั้งกันทั้งหมดห้าคนไปที่ Krakow Central Station เพื่อนั่้งรถไฟไป Wieliczka เพื่อไปเที่ยวเหมืองเกลือชื่อดังของที่นี่ค่ะ

 ตอนแรกที่จะไปเนี่ยไม่รู้หรอกว่าเหมืองมันอยู่ที่เมือง Wieliczka เรียกกันติดปากอย่างเดียวว่า Salt Mine ไอ้เราก็พาลเซ่อนึกว่าซ้อลท์มายเป็นชื่อเมือง กว่าจะรู้ว่าเป็นเหมืองเกลือก็วันก่อนไปถึง ส่วนชื่อเมืองเนี่ยมารู้ตอนใกล้ๆ เขียนบล็อกตอนนี้เนี่ยแหละ 5555 (ความรู้รอบตัวเป็นศูนย์ - -") เอาล่ะ หลังจากที่พวกเราวิ่งไปถึงสถานีรถไฟก็ทันเวลาพอดีค่ะ ได้ขึ้นรถไฟ :D ถ้าพลาดขบวนนี้ต้องรออีกนานเลยแต่เนื่องจากพวกเราไม่เคยมีคนไปก็เลยมั่วๆ สถานีที่จะลงเอา เห็นนักท่องเที่ยวลงเยอะก็ลงตามเลย ผลปรากฎว่าลงผิดสถานี ลงก่อนถึงสถานีจริงไปหนึ่งสถานีจ้า 5555 แต่เพราะสถานีมันห่างกันไม่มากก็เลยเดินลากกระเป๋ากันไปแทนค่ะเพราะไม่รู้เลยว่าขบวนถัดไปจะเมื่อไหร่ แต่ก็เป็นการหลงทางที่คุ้มค่านะเพราะข้างทางระหว่างลากกระเป๋านี่สวยเพลินตามากๆ





มีดอกไม้สีเหลืองเล็กๆ น่ารักมาคอยทักทาย :D







ลากกระเป๋ากันจริงจัง Smiley

 ถึงพวกเราจะมั่วสถานีที่ลงรถไฟแต่พวกเราก็ไม่มั่วทางเดินไป Salt Mine นะคะเพราะพวกเราเดินเลียบทางรถไฟไป! ไม่หลงแน่นอน ฮ่าๆ แผนที่ก็ไม่มี sense ล้วนๆ เลยทริปนี้ เดินๆ ไปก็เห็นชุมนุมรถทัวร์อยู่ลิบๆ ไม่ผิดแน่นอน พวกเรามาถูกทางแล้ว!





เมืองเงียบมาก







มาถูกทางแล้วจ้า (^^)/



ถึงแล้วจ้า :D

พอไปถึงแล้วก็เข้าคิวซื้อตั๋วเข้าชมค่ะ เวลาเข้าชมที่นี่จะแบ่งเป็นรอบๆ ค่ะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีทุกๆ ต้นชั่วโมงซึ่งแต่ละรอบนี่ก็จะแบ่งย่อยเป็นภาษาต่างๆ อีกเพราะต้องเข้าชมพร้อมกับไกด์ค่ะ ภาษาอังกฤษไม่ได้มีทุกชั่วโมงเพราะฉะนั้นเช็คเวลากันดีๆ นะ เนื่องจากตอนที่ไปยังไม่ถึงคิวเข้ารอบภาษาอังกฤษพวกเราเลยซื้อตั๋วแล้วก็ไปเดินเล่นบริเวณรอบๆ ภายในเหมือนก่อน + หาที่ฝากกระเป๋าเพราะของพวกเราเยอะมากกกกก เหมือนจะย้ายบ้านกันเลยทีเดียว สรุปฝากได้ค่ะ ไม่เสียเงิน เอาวางไว้ตรงแถวๆ ป้อมอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ ป้อมยาม





 ภายในบริเวณแถวนั้นก็มีร้านอาหารค่ะแต่เป็นร้านเล็กๆ เมนูไม่หลากหลาย ถ้าจำไม่ผิดมีที่นั่งแค่สองโต๊ะเอง มีไอศกรีมวอลล์ขายด้วยแหละ (แต่ไม่ได้ใช้ชื่อ Wall)



 พอได้เวลาเราก็เดินตามไกด์เข้าไปในเหมืองค่ะ เริ่มแรกจะต้องเดินลงบันไดที่วนไปวนมาแต่ไม่ใช่บันไดวน (งงมั้ยอะ?) ลงไปลึกอยู่นะประมาณเกือบๆ ร้อยเมตรได้ล่ะมั้ง เดินกันจนเวียนหัวเลยทีเดียว lol บันไดที่เดินลงเป็นบันไดไม้ค่ะ มีราวบันไดให้จับก็เดินๆ กันไป น่าแปลกที่ว่าลงมาลึกมากแต่ยังมีอากาศหายใจอยู่แถมยังเย็นอีกด้วย ความรู้สึกเหมือนมีลมพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา พวกเราอยู่ใกล้ไกด์สุดเลย เดินนำหน้า 5555 ไกด์พูดภาษาอังกฤษได้ดีค่ะ เค้าก็จะคอยบรรยายว่าที่นี่เกิดขึ้นได้ยังไง chamber นี้ต้องการสื่อถึงอะไร นู่นนี่นั่น

 Salt Mine ที่นี่แต่ก่อนสร้างขึ้นเพื่อทำเหมืองเกลือเอาเกลือไปขายค่ะ ต่อมาก็ได้มีการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่นี่เป็น World Heritage ด้วยนะ ข้างในเหมืองก็จะแบ่งเป็นจุดๆ เรียกว่า chamber ค่ะซึ่งแต่ละ chamber ก็จะแกะสลักเกลือออกมาเป็นรูปปั้นต่างๆ ตามเรื่องราวของนิทานพื้นบ้านโปแลนด์ค่ะซึ่งเราเข้าว่าเพราะเหตุนีั้ล่ะมั้งเลยได้เป็น World Heritage คือมันเจ๋งมากตรงที่ว่ามันลึกลงมาเป็นร้อยเมตรแต่ก็สามารถแกะสลักรูปปั้นจากเกลือได้และ chamber ก็มีเยอะมาก ตอนที่เราเดินลงสุดบันไดวนไม้นั่นก็ยังมีทางลาดลงให้เดินลงลึกต่อไปอีกค่ะ



รูปนี้เห็นชัดเลยใช่ป่าวว่ารูปปั้นน่ะทำมาจากเกลือจริงๆ นะ



รูปปั้นนี้น่าจะเป็น King สักคนของโปแลนด์ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเหมืองเกลือนี้ขึ้นมาค่ะ

 รหว่างทางที่เดินกำแพงในเหมืองก็เป็นเกลือหมดเลยแหละ เข้าใจว่าพื้นตรงที่เราเดินผ่านก็เป็นเกลือเหมือนกัน ไกด์บอกว่าลองเลียผนังชิมได้นะว่าเค็มมั้ยเพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นเกลือจริงรึเปล่า เดี๋ยวจะหาว่าเค้าโกหก เอาจริงๆ เราก็ไม่กล้าชิม ไม่รู้ว่ามีใครมาเลียไปแล้วบ้าง 55555 แต่ก็มีคนทำจริงๆ นะแล้วเค้าก็บอกว่าเค็ม lol

 นอกจากนี้เรายังได้ไปสระน้ำเกลือใหญ่ๆ ด้วยค่ะ เค้าบอกว่าน้ำมันเค็มมากจนไม่มีสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ได้เลย ตอนที่ไปดูสระน้ำเกลือสระนี้ไกด์ก็บอกว่าเคยมี princess from Thailand มาด้วยแต่เค้าจำไม่ได้ว่าพระนามอะไร เราก็ปลื้มใหญ่เลย :) ถึงตอนแรกเค้าจะคิดว่าเราเป็นคนจีนก็เหอะ lol

 เนื่องจากว่าช่วงที่ทำเหมืองเนี่ยคนงานส่วนมากจะอยู่อาศัยกันใต้ดินเลยค่ะเพราะว่าเหมืองอยู่ลึกพอสมควร จะขึ้นบกก็แอบลำบาก (มาก) อยู่และคนงานส่วนมากอีกนั่นแหละนับถือศาสนาคริสต์เค้าก็เลยมีการสร้างโบสถ์ไว้ภายในเหมืองด้วยค่ะเอาไว้ให้ชาวเหมืองมาทำพิธีทางศาสนา





 ภาพข้างบนคือโบสถ์ที่กล่าวถึงไปเมื่อกี้ค่ะ ของจริงสวยมากๆ ถ้าสังเกตดีๆ ที่ผนังด้านข้างนั่นเป็นภาพแกะสลักจากเกลือค่ะ มีภาพ The Last Supper ด้วยแหละ ทำได้เหมือนคนในภาพมีชีวิตจริงๆ เลยล่ะ ประทับใจ ส่วนโคมไฟระย้าที่เปิดไฟอยู่ก็ทำมาจากเกลือเช่นกันค่ะ สำหรับการถ่ายรูปนั้นช ในเหมืองเกลือนี้ถ่ายรูปได้ค่ะแต่ต้องเสียเงิน 10 PLN แล้วเค้าก็จะให้สติ๊กเกอร์มาแปะบนเสื้อค่ะ

 ทีนี้มันมีเรื่องนึงฮามาก คิดกี่ทีก็ขำคือเราเป็นคนที่ชอบส่งโปสการ์ดมากค่ะแถมเขียนยาวประหนึ่งประกวดเรียงความอีกต่างหากแต่ตั้งแต่มาโปแลนด์เนี่ยหาซื้อแสตมป์ไม่ได้สักที ไป Auschwitz ก็ไม่มีขาย Krakow ก็ไม่มีขายอีก อะไรกันเนี่ย! ถามหาที่ร้านขายโปสการ์ดเลยนะ เราก็แบบเฮ่ออออ ฉันจะได้ส่งโปสการ์ดมั้ยเนี่ย??? (เวลาไปเที่ยวกังวลมันอยู่เรื่องเดียวสินะ) มีโปสการ์ดแต่ไม่มีแสตมป์แล้วจะส่งยังไง อยากได้โปสการ์ดจากเมืองนี้พร้อมกับแสตมป์จากเมืองนี้ด้วยอะ ตอนอยู่ในเหมืองก็ไปหาซื้อโปสการ์ดตามปกติที่ร้านขายของที่ระลึก ได้มาเป็นโปสการ์ดพร้อมก้อนเกลือจากในเหมืองค่ะ มีตัวปั๊มของทางเหมืองให้ปั๊มเล่นด้วยแต่ก็ไม่มีแสตมป์ขายอีก ตอนนั้นเริ่มเครียด เอาไงดี โปสการ์ดสิบกว่าใบยังไม่ได้ส่งเลยเพราะไม่มีแสตมป์ T____T ก็เดินเครียดๆ ออกมาจะกลับขึ้นข้างบน ทีนี้สายตาเห็นลิบๆ เฮ้ย! ร้าน kiosk มันต้องมีแสตมป์ขายแน่นอน เดินจ้ำด้วยความเร็วไปเลยเพราะมั่นใจว่าต้องมี ส่วนเพื่อนบอกไม่น่าจะมีนะ ขนาดบนดินยังไม่มีขายเลย ใครจะเอามาขายใต้ดิน 150 เมตร?? เออหวะ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ ไปถามปรากฎว่ามีขายจ้า! 55555555 ยืนอึ้งกันเลย อะไรกันเนี่ยชั้นเดินหาบนบกจนทั่วไม่มีขายแต่ดันมาขายใต้ดินเนี่ยนะ - -" ว่าแล้วก็เหมาแสตมป์มาเลยเพราะไม่รู้ว่าจะมีให้ซื้ออีกมั้ย 55555

 พอซื้อเสร็จก็เดินไปขึ้นลิฟต์ขึ้นข้างบนค่ะ โปรดอย่าคิดว่าเป็นลิฟต์แบบทั่วไปที่พวกเราเห็นกัน มันเป็นลิฟต์สี่เหลี่ยมที่จุคนได้ประมาณยี่สิบคน ลักษณะคือเป็นเหล็กรอบๆ แต่เป็นเหล็กสานแบบประตูบ้านคนจีนที่เค้าค้าขายอะค่ะ อธิบายไม่ถูก ตอนขึ้นก็จะมืดๆ เร็วๆ หน่อย พอขึ้นมาบนดินก็สว่างจ้าเลย



ถ่ายซะหน่อยก่อนขึ้นลิฟต์กลับข้างบน

 พอขึ้นมาก็กินข้าวกันก่อนที่ร้านในเหมืองนั่นแหละค่ะแล้วก็ไปเอากระเป๋าตรงป้อมยามที่ฝากไว้แล้วก็เดินไปที่สถานีรถไฟเพื่อนั่งรถไฟไป Warsaw ค่ะ :)

 ตอนนี้ก็จบแล้วจ้ากับ Salt Mine ที่ Wieliczka แล้วเจอกันใหม่ที่ Warsaw นะคะ บ๊ายบายยย :D



Create Date : 29 กรกฎาคม 2556
Last Update : 2 สิงหาคม 2556 10:26:59 น.
Counter : 288 Pageviews.

0 comment
เดินเล่นใน Krakow
 สวัสดีค่ะ :D
 หลังจากไปตะลุย The Concentration Camp in Auschwitz มาเรียบร้อยก็ได้เวลานั่งรถไฟไปเดินเล่นในเมือง Krakow แล้วค่ะ นั่งรถไฟเพลินๆ โยกไปเยกมาอยู่สองชั่วโมงก็มาถึง Krakow แล้วจ้า :D :D :D

 ก่อนจะมาถึงเมืองนี้ขอสารภาพแบบตรงๆ เลยว่าในโปแลนด์เนี่ยรู้จักอยู่แค่สองเมืองคือ Warsaw กับ Auschwitz Krakow นี่ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งมาเคยได้ยินก็วันก่อนมาถึงเมืองนี้นี่แหละ lol ซึ่งจริงๆ แล้วเนี่ยเมืองนี้ก็ออกจะดีงพอตัวเลยนะ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโปแลนด์แถมยังเป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย profile เยี่ยมใช่ได้เลยใช่ม้า ;)

 พอรถไฟมาถึงที่ Krakow Central Station พวกเราห้าคนก็เกิดอาการงงอีกแล้วค่ะ hostel ไปทางไหนอะ?? 5555 คือเป็นอย่างนี้ทุกเมืองจริงๆ นะ เวลาไปเมืองไหนที่ไม่คุ้นทางแนะนำให้ search ที่ทางใน google map ก่อนค่ะ ดูว่ามันใกล้สถานที่สำคัญอะไรบ้างแล้วก็ print ออกมาเอาไว้กันหลง แล้วก็จดที่อยู่กับเบอร์โทรของที่พักมาด้วยนะ ที่ยุโรปบ้านเลขที่เค้าเรียงกันหาง่ายค่ะ ตอนที่เดินก็งงๆ หลงๆ กันอยู่พักนึงเลยล่ะ แต่พอไปถึงก็ชอบมากๆ ได้อยู่ห้องส่วนตัว ที่นี่ชื่อ Zodiakus Hostel ค่ะ


ห้องนั่งเล่นที่ hostel ค่ะ





 เราชอบที่นี่มากเลย มันดูอบอุ่นให้บรรยากาศแบบอยู่บ้านดีค่ะแถมอยู่ไม่ไกลจาก Town Square ด้วย เดินแป๊บเดียวก็ถึง hostel นี้จะอยู่ในอาคารหลังใหญ่ๆ ค่ะ จะมีบ้านโผล่ๆ มาหน่อยว่านี่แหละ hostel ตึกมันจะดูเก่าๆ หน่อยแต่ตอนไปนอนเราไม่เจออะไรนะคะ :)

 เก็บของเสร็จแล้วก็ได้เวลาออกสำรวจเมือง! เอาเลยจ้าเดินตามสัญชาตญาณ 55555 ตัว hostel อยู่ทางซ้ายมือเดินตรงไปเรื่อยๆ มองทางขวามือจะเห็นเป็นสวนสาธารณะมีทางให้เดินเข้าไปก็ข้ามถนนเดินไปเรื่อยๆ เลยค่ะ คนแถวนั้นเดินไปทางไหนก็ตามเค้าไปเลย (นี่แหละวิธีเที่ยวของเรา 5555)



นี่ไงสวนสาธารณะที่บอก ร่มรื่นมากๆ :)



ระหว่างทางเดินไป Town Square ค่ะ





ถึงแล้ว! :D :D :D :D



คนมานั่งฟังกันเป็นกิจจะลักษณะเลยทีเดียว



 อันข้างบนนี่ตอนแรกเห็นคืออึ้งมาก! เหย! ทำได้ไงอะ???? O_________o เรากับเพื่อนเดินรอบ 360 องศา ตะแคงมอง ก้มมอง ยืดคอมองก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดีว่าเค้าทำยังไง แถมมีการยักคิ้วหลิ่วตามาให้อีกแหนะ! ปลายผ้านั่นตอนแรกก็คิดว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างซ่อนไว้ พอลมพัดเท่านั้นแหละ เหวอเลย ผ้ามันปลิวได้! สรุปเป็นเพราะอะไรอะ ทำได้ไง? คือยืนมองนานมากๆ คิดยังไงก็คิดไม่ออก สุดท้ายเลยไปเดินหาของกินดีกว่า 55555
 (ป.ล. ข้างบนนี่เป็นอันแรกในชีวิตเลยที่เห็นกับตา หลังจากนั้นไม่เคยเจออีกเลยจนกลับไทย จากวันนั้นถึงวันนี้เริ่มเห็นคนทำกันแทบจะทุกที่จนได้คำตอบแล้วว่าเค้าทำได้ไง ใช้เวลาทั้งสิ้นสองปีหลังจากนั้น 5555 ก็คือตัวไม้ที่เค้ากุมไว้ในมือมันจะมีไม้ต่อเข้าไปอีกตรงแขนเสื้ออะค่ะ ข้างในจะเป็นโครงเก้าอี้แบบนั่งสบายเลยล่ะ ก็ว่าอยู่ทำไมลอยตัวได้นานจัง 55555)



ครึกครื้นสุดๆ

 โชคดีที่ว่าวันที่เราไปเป็นวันเสาร์เลยมีขายของตรง Town Square ส่วนวันอื่นเราไม่แน่ใจนะคะว่ามีรึเปล่า ตรงจุดนี้เหมือนเป็นจุดรวมนักท่องเที่ยวยังไงยังงั้น



เปิดท้ายขายของ



โบสถ์อะไรก็ไม่รู้ น่าจะเป็นโบสถ์สำคัญแต่ไม่รู้ชื่อ :P อยู่ใจกลาง Town Square เลยจ้า



มีรถม้าด้วยแต่ไม่ได้นั่งค่ะ เดาไว้ก่อนว่าแพงชัวร์



คุณกระต่ายกับตะกร้าไข่ Easter ตัวสูงมากกกกกก

 เดินเล่นรอบๆ ได้สักพักก็อยากกินขนมเลยเดินหาร้านนั่งค่ะ คือร้านรอบ Town Square เป็นร้านอาหารหมดเลย ไม่รู้จะเข้าร้านไหนดีเพราะไม่รู้จักสักร้านเลยสุ่มๆ เอาค่ะ แหะๆ


 ร้านสวยใช่มั้ยล่ะ? แต่ไม่ได้กินขนมที่ร้านนี้หรอกนะ 5555 เข้าไปถ่ายรูปเฉยๆ :P จริงๆ คือตอนเข้าไปไม่เห็นมีคนนั่งหรือพนักงานเลยไม่แน่ใจว่าเค้าเปิดอยู่รึเปล่าเลยเดินออกมาไปเข้าร้านใกล้ๆ แทนค่ะ

 ร้านใหม่ที่เข้าไปนี่คือคนเยอะมากกกกกก แถมร้านก็ยาวสุดๆ เราเดินผ่านด้านหน้าของร้านมาด้านหลังค่ะ มีสองชั้นด้วยแหนะ เท่าที่สังเกตพนักงานร้านนี้สวยมากๆๆๆๆๆๆๆๆ หุ่นก็ดีสุดๆ ยังพูดกับเพื่อนเลยว่าร้านนี้คัดหน้าตากับหุ่นป่าววะ 55555 แต่เอาจริงๆ เลยนะเท่าที่ไปมาคนโปแลนด์นี่หน้าตาดีทั้งประเทศจริงๆ นะ ผู้หญิงก็สวยบวกหุ่นดี ผู้ชายก็หล่อมากๆ แค่มาเดินดูคนในประเทศก็คุ้มแล้ว :P



 เมนูนี้ fail มาก คุณหลอกดาว! คือในเมนูมันดูดีมากเลยอะค่ะแต่พอเค้าเอามาเสิร์ฟเท่านั้นแหละ มองหน้ากันในโต๊ะแล้วก็พูดขึ้นมาว่านี่เราไม่ได้สั่งอันนี้นี่นา! เพราะฉะนั้นอย่าโดนรูปในเมนูหลอกแบบเรานะคะ T^T



อันนี้ไอศกรีม ธรรมดาค่ะ

 ตอนนั่งดูเมนูในร้านก็คุยกันว่าโห! ที่โปแลนด์นี่ค่าครองชีพถูกจัง (จริงๆ มันก็ไม่ได้ถูกขนาดนั้นหรอกนะแต่พอเทียบกับเดนมาร์กเท่านั้นแหละ เกือบทุกที่ในยุโรปถูกไปเลยจ้า lol) ราคาก็พอๆ กับเมืองไทยอะค่ะ แบบร้านที่ดูดีหน่อยราคาก็แพงหน่อยไรงี้ก็คุยกันเลย เหย ค่าครองชีพถูกแบบนี้อยู่กันสี่ห้าวันไม่เกินคนละพันห้าร้อยบาทชัวร์! คือมั่นใจกันมากว่าถูกไม่มีทางใช้เงินเกิน ที่ต้องกะไว้ก่อนเพราะว่าที่โปแลนด์ใช้สกุลเงินของตัวเองค่ะ ถ้าเกิดเงินเหลือมาเอาไปแลกทีนี่ขาดทุนสุดๆ เพราะ exchange rate ไม่ค่อยดีแถมถ้ากด ATM ทีนึงก็เสียค่าธรรมเนียมอีก ผ่านไปแค่เกือบๆ สามวันเท่านั้นแหละ เงินหมดจ้า ได้กดเงินอีกรอบเลยจ้า 5555



กินเสร็จก็ออกเดินสำรวจ Town Square ต่อ







 รูปข้างบนเดาได้ป่าวว่ามันคืออะไรแล้วรสชาติเป็นยังไง? ใบ้ก่อนว่าเค้ากินกับแยมผลไม้ค่ะ อันนี้ไม่ได้ซื้อกินเองหรอกนะ เพื่อนซื้อมาแล้วแบ่งให้กิน แพงเหมือนกันนะถ้าจำไม่ผิดชิ้นละ PLN 5 ตอนที่เพื่อนเอามาให้ลองก็บอกเราก่อน "ทายไม่ถูกแน่นอนว่ารสชาติเป็นไง ภาพที่เห็นกับรสชาติมันคนละอย่างเลย" เราก็อืม มันน่าจะเป็นอารมณ์ของหวานป่าวอะแบบแป้งปิ้งแล้วกินกับแยมผลไม้ (ว่าแต่แป้งปิ้งอะไรเนี่ยชิ้นละตั้งเกือบหกสิบบาท!) พอลองชิมเท่านั้นแหละ เออแฮะ ภาพที่เห็นกับสิ่งที่เป็นมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน รสชาตินี่มันไส้กรอกทอดชัดๆ! แล้วแยมผลไม้นี่เอามาทำอะไร? มันเข้ากันมั้ย??? =___= มันคือชีสนมแพะย่างค่ะ อร่อยดีนะ ถ้ามีโอกาสต้องลอง!





เก้าอี้หมีพูห์!!!!



คุณตุ๊กตาหมี



ตึกอะไรไม่รู้ สวยดีนะ

 พอเดินเล่นกันจนเหนื่อยก็ได้เวลากินอาหารเย็นกันแล้วค่า ก็คิดๆ กินอะไรกันดี สายตาก็หันไปเจอร้านกลางแจ้งพอดีน่าจะเป็นอาหารพื้นเมืองนะ ลองดูๆ







 เนื่องจากนร้านกลางแจ้ง จ่ายเงินเสร็จก็ต้องหาที่นั่งเอาเองพวกเราก็เลยเล่นเก้าอี้ดนตรีกับคนแถวนั้นซะเลย 5555 รสชาติโอเคค่ะ พอกินเสร็จก็เดินต่ออีกนิดหน่อยแล้วก็ได้ยินเสียง "คนไทยรึเปล่าคะ" หูยยย คนไทยนี่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกจริงๆ นะ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอที่นี่ก็ได้เจอ 55555 คุยไปคุยมาน้องเค้าเป็นเด็กมอปลายมาแลกเปลี่ยนที่  Czech ค่ะ โรงเรียนปิดช่วง Easter พอดีก็เลยมาเที่ยวกัน ดีจังเลยนะน้องได้เที่ยวเนี่ย (ได้ข่าวว่าเธอก็เที่ยวอยู่ไม่ใช่หรอยะ???)

 จาก Town Square พวกเรายังไม่อยากกลับ hostel กันก็เลยเดินต่อแล้วก็เกิดความคิดไปนั่ง drink กันมั้ย ก็เดินหาเอาแถวๆ town square นั่นแหละค่ะ ร้านที่เราไปมันอยู่ในซอกหลืบหน่อยๆ เพื่อนเราก็สั่งที่มันเป็นแอลกอฮอล์ใส่มาในแก้ว shot ที่มีไฟลุกอะค่ะ เวลาดื่มก็ให้รีบเอาหลอดจิ้มแล้วก็ดูดขึ้นมา เรากับเพื่อนตื่นเต้นที่ได้เห็นไฟลุก! 55555 ส่วนเราไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็สั่งโกโก้เย็นมาดื่มแทนค่ะ รสชาติเฉยๆ



 นั่งเม้าท์และชิวจนหนำใจก็ได้เวลากลับ hostel ค่ะ วันรุ่งขึ้นวางแผนกันไว้ว่าจะไปปราสาทบนเขากัน :)

 แต่พอตื่นเช้ามาเท่านั้นแหละ ฝนตกจ้า!!!! ตกหนักอีกต่างหาก T__________T หนูอยากจะร้องไห้ รอจนฝนซาลงมาหน่อยก็เดินลุยฝนไปที่ town square แล้วก็พบกับความว่างเปล่าเพราะฝนตก ฮือออออ ทำไงดีล่ะคราวนี้ วันอาทิตย์ซะด้วยยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่และสายตาก็หันไปเจอกับตุ๊กตุ๊กโปแลนด์ก็เลยจ้างพี่เค้าขับวนรอบๆ เมืองค่ะ ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ได้เห็นอะไรหรอกเพราะฝนตกฟ้าครึ้ม พี่เค้าเอาพลาสติกกันฝนลงทั้งสองด้านก็ไม่เห็นอะไรเลยทีนี้ พี่เค้าก็ขับผ่านหลายที่นะ ปราสาทบนเขา (สุดท้ายไม่ได้เข้าไป) Jewish Museum แล้วพี่เค้าก็ตลกมากๆ ด้วย ขับผ่านมหาวิทยาลัยที่นึงพี่เค้าก็บอกว่านี่ยูรู้ป่าว นี่นะเป็น the biggest university in Krakow! พวกเราก็โห จริงอะ โม้ป่าวเนี่ย เค้าก็เห้ย จริงดิเพราะทั้งเมืองมีอยู่มหาวิทยาลัยเดียว ตึง! แล้วก็มานั่งทายอายุพวกเราว่าแต่ละคนอายุเท่าไหร่ คนนี้สิบห้า คนนี้น่าจะสิบเจ็ด คนนี้สิบเก้า คนนี้ยี่สิบ นั่งไล่ทีละคนเลยแต่ทายไม่ถูกหรอกนะ ฮิๆ พอเฉลยไปว่าพวกเราอายุยี่สิบกันหมดแล้วก็หัวเราะแบบพวกเราหน้าเด็กล่ะสิ ฮ่าๆๆๆ พี่ตุ๊กตุ๊กก็บอกว่าอืม จริงๆ แล้วไอทายจาก personality ของพวกยูน่ะ รู้มั้ย พวกยูนะ childish กันมากๆ! พวกเราก็เอ่ออออ นี่คือชมกันใช่มั้ย  - -"

 คราวนี้พี่ตุ๊กตุ๊กเลยถามมั่ง ทายซิว่าไออายุเท่าไหร่ พวกเราก็จัดเต็ม สี่สิบ? 5555 พี่ตุ๊กตุ๊กร้องเสียงหลงเลย โอ้ว โน้วววววว แก่เกินไป พวกยูจะบ้าหรอ ทายใหม่ซิ พวกเราก็สามสิบห้า? สามสิบ? 5555 สรุปไม่มีใครทายถูกเลยพี่ตุ๊กตุ๊กเลยบอกพอๆๆๆๆๆ ไออายุแค่ยี่สิบสามเท่านั้นแหละ ทีนี้เพื่อนเราคนนึงก็พูดเป็นภาษาไทยว่า โหย ยี่สิบสามจริงหรอวะ หน้าโคตรแก่เลย พวกเราก็หัวเราะกันเสียงดังมาก ลั่นถนนเลยทีเดียว พี่ตุ๊กตุ๊กก็พูดขึ้นมาว่า นี่! ถึงไอจะฟังไม่ออกว่าพวกยูคุยอะไรกันแต่ไอรู้นะว่าพวกยูหาว่าไอหน้าแก่ใช่มั้ย? เท่านั้นแหละฮากันทั้งคัน 5555 พี่ตุ๊กตุ๊กยังมีการหยอดอีกว่าเนี่ยรู้มั้ยวันนี้นะพวกยูเป็นกลุ่มลูกค้าที่ดีที่สุดของไอเลย ไวเท่าความคิดว่าเราก็สวนกลับไปว่าเพราะพวกเราเป็นลูกค้ากลุ่มแรกใช่มั้ย เค้าก็บอกว่า I don't wanna be mean but yes. 55555 โอ๊ย พี่ตุ๊กตุ๊กจะฮาไปไหน

 พอแยกกับพี่ตุ๊กตุ๊กก็กลับมาสู่ town square เหมือนเดิมและแน่นอนฝนก็ยังตกเหมือนเดิม :( ไม่รู้จะทำอะไร หาของกินละกัน ไปร้านที่เมื่อวานถ่ายรูปแล้วไม่มีพนักงานเลยเดินออกมาละกัน ฮ่าๆๆ



แก้หนาวได้ดีมาก :)



เมนูนนี้เป็นผักโขมกับเบคอนค่ะ คำแรกก็อร่อยดีแต่หลังจากนั้นพะอืดพะอมสุดๆ เบคอนจะเปรี้ยวไปไหน ไม่ผ่าน!!!!

 นั่งอยู่ในร้านนานมาก เป็นชั่วโมงเลยเพราะไม่รู้จะไปไหน ฝนตกตลอดเวลา :( สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินออกจากร้านมาเพราะนั่งนานมากแล้วก็ไปหาร้านใหม่นั่งต่อ 5555



 ร้านนี้เราจำชื่อร้านไม่ได้อะค่ะ ทางเข้ามันจะเป็นหน้าร้านแคบๆ แล้วก็เดินลงใต้ดินลงมา ตอนที่ไปถึงร้านยังไม่เปิดค่ะ พนักงานก็หน้าตาบูดบึ้งมากเหมือนไม่อยากบริการ ถามไปก็บอกว่าร้านยังไม่เปิด อีกสิบสองนาทีถึงจะเปิดพูดแบบเหวี่ยงๆ ใส่พวกเรา เราก็แบบงง อะไรฟระ เพิ่งมาถึงทำไมต้องเหวี่ยง เพื่อนเราอีกคนแบบไม่ยอม ไหนๆ ก็มาแล้วรออีกแป๊บเดียวจะเป็นไรไปก็ยืนรอจนได้เวลาก็ไปหาที่นั่งในร้านค่ะ





สปาเกตตี้แซลมอน รสชาติใช้ได้ค่ะ

 จริงๆ ร้านนี้ตกแต่งสวยดีนะ ผนังทำเป็นหินแล้วมีโพรงให้เข้าไปนั่งข้างในด้วย เจ๋งดี พวกเราก็นั่งไปเรื่อยๆ แบบคนไร้จุดหมายอะค่ะ ฝนตกไม่มีที่ไป นั่งไปนั่งมาก็รู้ว่าเดี๋ยวตอนสองหรือสามทุ่มนี่แหละจะมีดนตรีสดก็เลยนั่งยาวเลยค่ะทีนี้ กว่าจะออกจากร้านก็สี่ทุ่ม! สรุปวันนี้กินมาราธอนจริงๆ นะไม่ได้ทำอะไรเลย กินอย่างเดียว lol ตอนที่ออกมาจากร้านก็นั่งอ่านป้ายร้าน เค้าบอกว่าเป็น the best restaurant in town พวกเราก็แบบจริงอะ พนักงานบูดบึ้งเหลือเกิน พออ่านประโยคถัดไป Please dress properly. เท่านั้นขำลั่นเลยก็เล่นแต่งกันซะเสื้อยืดกางเกงยีนส์ มิน่าล่ะพนักงานมองแล้วเหวี่ยงใส่ กลายเป็นโจ๊กประจำวันไปเลยค่ะ :D



สุดท้ายฝนก็ยังไม่หยุดตก

 จากนั้นก็เดินกลับ hostel กันค่ะ วันรุ่งขึ้นจะไป Salt Mine กันแล้วก็ต่อรถไฟเข้า Warsaw ค่ะ แล้วเจอกันใหม่นะคะ บ๊ายบายยยย :)



Create Date : 24 กรกฎาคม 2556
Last Update : 29 กรกฎาคม 2556 21:50:53 น.
Counter : 690 Pageviews.

2 comment
The Concentration Camp in Auschwitz
 สวัสดีค่ะ :D
 หลังจากที่ผ่านวันอันแสนทรหดไม่รู้กับชะตาชีวิตตัวเองเมื่อวานมาแล้ว วันนี้ก็พร้อมออกเดินทางไปทัศนศึกษาที่ค่ายกักกันชาวยิวสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่เมือง Auschiwitz ประเทศ Poland แล้วค่ะ ตามมาเลย!

 เนื่องจากเมื่อวานคุณลุงเจ้าของโรงแรมผู้ใจดีเสนอว่าจะให้ลูกชายขับรถพาพวกเราไปส่งที่ค่ายกักกันแต่พวกเราลืมถามเวลากันค่ะก็กะๆ กันเอาเอง สิบโมงไรงี้มั้ง เราตื่นตอนแปดโมงครึ่งก็นั่งทำนู่นทำนี่ชิวๆ พอสักเก้าโมงเพื่อนอีกคนมาเคาะประตูห้องบอกว่าถ้าจะไปค่ายให้ลงไปข้างล่างภายในห้านาที โห! รีบกันสุดชีวิตเลยค่ะ ตลอดทริปที่ Poland นี่รีบและวิ่งกระจายมากๆ

 พอลงมาข้างล่างที่รถลูกชายเค้าก็ดูนอยด์ๆ นิดนึง ก็สมควรอยู่เพราะพวกเราช้ากันเอง หนูขอโทษค่ะ :'( แต่เค้าใจดีมากนะคะเห็นเราถือกระเป๋ามาก็ช่วยเอาเก็บหลังรถให้ ภาษาอังกฤษดีใช้ได้เลยทีเดียว ขับรถไปไม่นานเท่าไหร่ก็ถึงค่ายกักกันแล้วค่ะ ลูกชายเจ้าของโรงแรมก็บอกว่าถ้าดูเสร็จจะไปสถานีรถไฟให้เรียก taxi จากตรงนี้เลยมีเยอะแยะ

 เราไปถึงตอนประมาณเก้าโมงกว่าค่ะ ที่นั่นมีบริการรับฝากของก็เอาของไปฝากกันก่อน บริเวณด้านหน้าก็จะมีร้านขายของที่ระลึก ส่วนมากจะเป็นหนังสือที่เขียนโดยนักโทษค่ายกักกันที่มีชีวิตรอดออกมาค่ะ เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมีเยอะและหลายเล่มมากๆ แล้วก็มีโปสการ์ดขายค่ะ

 ด้านหน้าสุดของค่ายนี้จะเป็นตึกใหญ่ๆ ซึ่งข้างในก็จะมีที่ขายตั๋วเข้าชม จุดรับหูฟัง จุดติดต่อไกด์ ห้องน้ำ จุดรับฝากของค่ะ ตอนนั้นก็ยังยืนงงๆ กันว่าซื้อตั๋วยังไง เจ้าหน้าที่ก็รีบไล่พวกเราใหญ่เลยบอกว่ารีบเข้าไปในค่ายเร็วๆ นะ เข้าก่อนสิบโมงไม่ต้องเสียเงิน เข้าฟรี! พวกเราก็รีบเดินเลย 5555 ถ้ามาหลังสิบโมงจะเสียค่าเข้าชมเป็นรอบๆ อะค่ะ แต่ละรอบก็จะมีไกด์คอยพาเดินรอบๆ ค่ายกักกัน


บริเวณทางเดินจากด้านหน้าจะเข้าสู่ค่ายกักกัน ดูวังเวงบอกไม่ถูกเนอะ



ต้นไม้ใหญ่ๆ ต้นนั้นดูแล้วให้ความรู้สึกวังเวง หดหู่บอกไม่ถูกแฮะ

 อธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับค่ายกักกันแห่งนี้ก่อนนะคะ ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง Hitler ผู้นำชาวเยอรมันฝ่ายอักษะ (คนละฝั่งกับฝ่ายพันธมิตรที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สองนะคะ) ในช่วงนั้นเนี่ย Hitler เกลียดชาวยิวมากๆ (เราไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงนะว่าเป็นเพราะอะไร) ตอนแรกก็จำกัดสิทธิ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของชาวยิวในประเทศก่อนเช่น ห้ามใช้ระบบชนส่งมวลชนสารธารณะในประเทศ ต้องไปโรงเรียนสำหรับชาวยิวเท่านั้น บนเสื้อต้องมีดาวสีเหลืองปักอยู่บนเสื้อเพื่อบ่องบอกว่าตัวเองเป็นชาวยิว กำหนดเวลาเข้า-ออกบ้านซึ่งกฎพวกนี้ก็ลามไปยังประเทศข้างเคียงที่ตกเป็นอาณานิคมของเยอรมันในเวลานั้นด้วยนะคะ เช่น กรุง Amsterdam ที่ประเทศ The Netherlands ที่มีครอบครัวชาวยิว The Franks คอยหลบการจับกุมของกลุ่มนาซีเป็นเวลากว่าสองปี Anne Frank สมาชิกคนสุดท้องของบ้านก็คอยเขียนไดอารี่เล่าเรื่องราวระหว่างหลบซ่อนจนกลายเป็นหนังสือที่มีการแปลออกวางขายอยู่ทั่วโลกค่ะ Anne Frank คือใคร? กดลิงค์ตามไปอ่านเพิ่มเติมได้เลยค่ะ -> http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=minthfah&month=24-05-2013&group=1&gblog=3 และ http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=minthfah&month=19-06-2013&group=12&gblog=2

 จากตอนแรกก็แค่เริ่มจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวันก็ยังพอทน แต่หลังๆ นี่สิเริ่มออกโฆษณาชวนเชื่อให้กับชาวยิวโดยเฉพาะว่าตอนนี้ทางฝ่ายอักษะมีสถานที่ที่หนึ่งที่ไปแล้วอยู่สบายกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้มากๆ ไม่ต้องไปหลบๆ ซ่อนๆ กลัวพวกนาซีเลย มีบ้านให้อยู่ มีอาหารให้กิน หูยยย ชีวิตสบายสุดๆ พอชาวยิวได้ยินอย่างนั้นก็เอาสิ ชีวิตตอนนี้เหมือนตกนรกทั้งเป็นอยู่แล้ว มีทางเลือกดีขนาดนี้ยังไงก็ต้อง say yes แถมทางรัฐบาลยังเตรียมรถไฟพาเดินทางไปฟรีอีกต่างหาก! สุดยอด!!! ช่วงแรกๆ นี่ชาวยิวขนกันไปทั้งบ้านเลยค่ะ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าแต่งตัวกันดีมากๆ เตรียมพร้อมกันสุดๆ แต่หารู้ไม่ว่าพอไปถึงเท่านั้นแหละ ทางฝ่ายทหารจะแบ่งชาวยิวทั้งหมดที่โดยสารมาทางรถไฟออกเป็นกลุ่มๆ ค่ะ กลุ่มผู้ชายหนุ่มๆ ที่ดูมีแรง ทำงานได้จะถูกจับแยกออกมาแบบให้ผ่านเข้าไปอยู่ในค่ายกักกันเลย ส่วนอีกกลุ่มนึงค่ะกลุ่มผู้หญิงท้อง เด็ก คนแก่ คนป่วยจะถูกแยกออกมาเพื่อเอาไปฆ่าทิ้งค่ะ! อ่านกันไม่ผิดหรอกเพราะพวกเค้าคิดว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีแรงทำงานแน่นอน ส่วนผู้หญิงนี่เราเข้าใจว่าน่าจะดูเป็นคนๆ ไปว่าจะให้ไปอยู่ในค่ายหรือจะเอาไปฆ่า ซึ่งก่อนที่จะฆ่าทิ้งหรือปล่อยเข้าไปอยู่ในค่ายกักกัน ทุกคนจะถูกริบทรัพย์สินที่พวกมาทั้งหมด รองเท้า เสื้อผ้าโดนโยนจับทิ้งหมด ยิ่งถ้าใครมีฟันปลอมก็จะโดนถอนออกค่ะเพราะสมัยก่อนฟันปลอมทำมาจากทอง และทุกคนจะถูกกล้อนผม! ทั้งหญิงและชายค่ะเพื่อเอาผมไปทำเป็นเส้นไหมเอาไว้ทอผ้า! O__________________o เฮ่อ ยิ่งพิมพ์ยิ่งหดหู่

 สำหรับค่ายกักกัน Auschwitz แห่งนี้ถือว่าเป็นค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ Anne Frank และ Margot Frank เคยโดนจับเป็นเชลยอยู่ที่นี่ (ค่ายกักกันที่อื่นก็มีนะเช่นที่เบอร์ลิน) ในบริเวณค่ายก็จะแบ่งออกเป็น block ค่ะ หนึ่ง block ก็คือที่อยู่หนึ่งหลังที่ให้เชลยไว้พักผ่อน (จริงๆ คำว่าพักผ่อนนี่หรูไปนะ เอาเป็นว่าใช้อยู่เวลาไม่ต้องทำงานละกัน) มี Gas Chamber ที่เอาไว้รมควันเชลยให้ตาย รอบๆ ค่ายกักกันก็จะมีลวดไฟฟ้าล้อมรอบและป้อมสังเกตการณ์อยู่เป็นระยะค่ะ คือถ้าใครคิดจะหนีนี่คือตายสถานเดียวเพราะลวดไฟฟ้านี่ไฟฟ้าแรงสูงเลยล่ะ แค่เฉียดๆ นี่อาจจะถึงตายเลย ส่วนบนป้อมก็จะมีทหารคอยถือปืนสอดส่องเชลยค่ะ ถ้าเชลยพยายามหนีแต่หนีไม่รอด (ซึ่งเราคิดว่าไม่น่าจะมีคนรอด) ก็จะถูกยิงเป้าค่ะ

 สำหรับชีวิตของเชลยในค่ายนี้เริ่มจากต้องตื่นแต่เช้า ไม่แน่ใจว่าหกโมงเช้ารึเปล่าเพื่อมาเข้าแถวตอนเช้า ยืนกลางแดดเป็นเวลานานๆ บางคนก็เป็นลมสลบลงไปคาพื้นเลยค่ะ ต้องนึกภาพก่อนว่าเชลยได้กินข้าว (คำนี้ก็ดูหรูไปอีกแล้วเพราะมันดูไม่น่าใช่อาหารเลย) แค่วันละสองมื้อเท่านั้นคือตอนเช้ากับเย็น ส่วนมากจะเป็นซุปผักเละๆ และขนมปังก้อนเล็กๆ เท่านั้นค่ะ นั่นแหละอาหารทั้งวัน! แต่งานที่ต้องทำตลอดวันคือพวกงานก่อสร้าง ใช้แรงงานทั้งนั้น แถมเวลานอนนี่ เฮ่ออออ บางคนโชคดีหน่อยได้นอนราบกับพื้นปูนแข็งๆ แต่บางคนสิคะต้องยืนนอนโดยที่เค้าจะก่ออิฐขึ้นมาขนาดพื้นที่ 1 x 1 ตารางเมตรแล้วให้คนสี่คนเข้าไปนอนในนั้น!!!! แล้วแบบนี้มาเข้าแถวตอนเช้าทุกวันจะไม่เป็นลมได้ไงไหว :( ซึ่งพวกทหารก็อำมหิตเหลือเกิน คนเป็นลมก็ทำโทษเค้าเพราะห้ามเป็นลมตอนเข้าแถว เฮ่ย! คือบ้าไปแล้ว!

 เดี๋ยวนะมิ้นต์ฟ้า! ไหนบอกจะเล่าคร่าวๆ ล่อมาสี่ย่อหน้านี่คืออะไร? ยังไม่ผ่านประตูค่ายกักกันเข้าไปดูข้างในเลยนะ! lol จริงๆ บล็อกนี้อ่านแล้วจะหดหู่มากนะคะเลยไม่อยากให้เครียดกันมาก แหะๆ วันที่เราไปขนาดว่าแดดจ้ามากๆ ยังหดหู่เลย นี่ถ้าไปตอนฝนตกหรือหน้าหนาวนี่ยิ่งไม่อยากจะคิด :(



บริเวณด้านหน้าทางเข้าค่ายกักกันค่ะ เขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า Arbeit mach frei. แปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Work will set you free. ค่ะ

พอเดินผ่านประตูเข้ามาสิ่งแรกที่สังเกตเห็นเลยคือประตูค่ายสูงใหญ่มากๆ ไม่มีทางที่จะปีนหนีได้แน่นอน รั้วลวดไฟฟ้าล้อมรอบไปหมด และที่สำคัญ block เรียงกันเป็นตับเลยค่ะ



รั้วลวดไฟฟ้าที่มองแล้วขนลุก



ประตูทางเข้า block 24



ที่เห็นทางซ้ายมือคือ block หมดเลยค่ะ



ป้อมสังเกตการณ์

 เนื่องจากตอนที่เราไปไม่มีไกด์เรากับเพื่อนก็เลยเดินมั่วๆ อะค่ะ ตึกไหนเข้าได้ก็เข้าหมดเลยจำไม่ได้ว่าภาพข้างในตึกพวกนี้มาจากตึกไหนแต่สามารถอธิบายเรื่องราวของภาพได้ค่ะ



 ภาพข้างบนคือกรอบแว่นตาของเชลยค่ะ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น อย่างที่เล่าไว้ตอนแรกๆ ว่าเชลยทั้งหมดจะถูกริบทรัพย์สินส่วนตัว ในบริเวณเดียวกันก็จะมีตู้กระจกที่เต็มไปด้วยรองเท้าของเชลยค่ะ เรากับเพื่อนลองสังเกตดูแล้วพบว่ารองเท้าส่วนมากเนี่ยดูมีราคาหมดเลย รองเท้าของผู้หญิงจะเป็นรองเท้ามีส้นค่ะ ส่วนรองเท้าผู้ชายเป็นรองเท้าหนัง แสดงให้เห็นว่าชาวยิวสมัยก่อนมีฐานะและไม่รู้จริงๆ ว่าที่ต้องมาค่ายคือมารอความตาย :( ใกล้ๆ กันก็เป็นตู้กระจกโชว์ขาเทียมของเชลยค่ะ แล้วก็มีตู้กระจกโชว์จานชามช้อนส้อมที่ใช้ในค่ายกักกันตอนนั้นจริงๆ ด้วย เดินถัดมาอีกนิดก็จะเจอพรมที่ถักมาจากผมของเชลยค่ะ โอ้ย! พิมพ์ไปขนลุกไป เพื่อนเราถ่ายรูปของพวกนี้มา ถ่ายไปถ่ายมาเริ่มกลัว ร้องไห้แล้วลบภาพทิ้งเลย มันหดหู่จริงๆ ค่ะ :(



รั้วลวดหนามไฟฟ้าที่มีอยู่ทุกที่



 จากตึกนั้นที่มีตู้กระจกโชว์สิ่งของเราก็เข้ามาอีกตึกนึงค่ะ ภายในตึกนี้จะจัดแสดงภาพแล้วก็สิ่งของอื่นๆ ในค่ายกักกันค่ะ รอบๆ ก็จะมีข้อความของผู้นำคนสำคัญติดอยู่บนผนังรอบๆ ค่ะ ตอนนั้นมีกรุ๊ปที่มากับไกด์มาพอดี เราก็ไปเนียนๆ เหมือนมาด้วยกัน 5555 ก็เค้าอยากได้ความรู้ด้วยอะ



 ภาพข้างบนเต็มไปด้วยชื่อเมืองต่างๆ ในยุโรปค่ะ ส่วนจุดดำๆ แล้วมีเส้นสีดำโยงไปหาคำว่า Auschwitz Concentration Camp หมายความว่าเชลยชาวยิวที่โดนจับมาที่ค่ายกักกันแห่งนี้มาจากเมืองไหนในยุโรปบ้าง



ภาพเด็กๆ เดินเข้าแถวเพื่อมาที่ค่ายกักกันค่ะ (ชื่อภาพคือ On the Way to Death) สังเกตได้ว่าเด็กๆ แต่งตัวกันดีทุกคนเพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมาเจอกับอะไรบ้าง



 ภาพนี้ลองทายกันดูค่ะว่ามันคืออะไร? ติ๊กต่อกๆๆๆๆๆๆ หมดเวลา เฉลย! ถ้าบอกไปแล้วต้องตกใจแน่นอนเพราะมันคือกระป๋องที่ใส่ยาเอาไว้รมควันเชลยในห้องรมควันค่ะ! ที่เอามาจัดแสดงนี่แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น!



ออกมาเจอกับ block อีกหนึ่งหลัง



 จากรูปนี้ทำให้เรารู้ว่าเราเข้าใจผิดมาตลอดว่าค่ายกักกันมีแต่เชลยชาวยิว! ภาพข้างบนเค้าพูดถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ปักบนเสื้อของเชลยเพื่อบอกว่าเชลยคนนี้เข้ามาที่ค่ายกักกันนี้ด้วยสาเหตุอะไร แบ่งเป็นเชลยประเภทไหน คร่าวๆ ก็จะมีนักโทษการเมือง, ชาวยิปซี, นักโทษสงครามโซเวียต, อาชญากร, พวกต่อต้านสังคม เป็นต้น (ในภาพเค้าใช้คำว่า prisoner แต่เราขอใช้คำว่าเชลยนะคะ) ถ้าอ่านไม่ออกเพราะตัวหนังสือเล็กเกินไปคลิกเข้าลิงก์นี้ได้เลยค่ะ http://en.m.wikipedia.org/wiki/File:KL_Auschwitz_distinguishing_marks.png



เสื้อผ้าที่เชลยต้องใส่ระหว่างอยู่ในค่ายกักกัน



 รูปปั้นข้างบนมีชื่อว่า Starvation แปลว่าการอดอาหารค่ะ ภาพนี้เราเข้าใจว่าเค้าต้องการสื่อถึงเชลยในค่ายที่ต้องอดทนกับความหิวโหยเพราะอาหารอันเล็กน้อยที่ได้รับจากค่ายกักกัน รูปปั้นนี่มองใกล้ๆ แล้วขนลุกซู่เลยทีเดียว แววตาของรูปปั้นมันดูมีชีวิตมากๆ ค่ะ



ที่นอนบางส่วนของเชลยค่ะ บางส่วนได้นอนกองฟาง



ภาพข้างบนคืออ่างล้างมือ/ล้างหน้าของเชลยค่ะ ใน block แต่ละหลังจะแบ่งเป็นห้องๆ ส่วนมากก็จะมีแค่ห้องเอาไว้นอนกับห้องน้ำค่ะ ตรงประตูจะทำเป็นกระจกใสให้มองเข้าไปข้างใน ห้องน้ำนี่เน้นใหญ่ใช้ได้ทีละหลายๆ คน บางห้องที่เราเห็นมีชักโครกแบบเป็นสายยาวๆ ข้างบนเอาไว้ดึงเวลาจะราดน้ำ บางห้องก็เป็นส้วมหลุมค่ะ ที่แย่และโหดร้ายมากก็คือชักโครกหรือส้วมหลุมพวกนี้จะอยู่ติดๆ กันไม่มีแบ่งเป็นห้องเพื่อความเป็นส่วนตัวเลยค่ะ บางครั้งต้องไปเข้าห้องน้ำกลางทุ่ง สภาพชีวิตที่นี่แย่มากจริงๆ :(



ห้องนี้ชื่อว่า Block Master's Room ค่ะ เป็นห้องพักของเชลยอีกประเภทหนึ่งแต่เป็นประเภทพิเศษที่เรียกว่า Kapo หรือ Prisoner Functionary ค่ะ ตามความหมายของ Wikipedia เค้าให้นิยามไว้ว่าประมาณว่า kapo หรือ prisoner functionary ก็คือหัวหน้าของเชลยอีกทีแต่คือเค้ายังเป็นเชลยอยู่นะ เจ้าหน้าที่ที่คุมเชลยจากทางการจะเรียกกันว่า SS Men แต่พวก kapo นี่จะคัดเลือกจากพวกเชลยด้วยกันซึ่งส่วนมากเน้นไปที่พวกนักเลงๆ หน่อย พวกนี้มีหน้าที่คอยคุมพวกเชลยในค่ายและมีสิทธิ์ลงโทษเชลยเหล่านี้ได้ และได้รับสิทธิ์พิเศษกว่าเชลยปกติคือได้ห้องส่วนตัว, ได้เสื้อที่ดีกว่าและมีโอกาสที่จะโดนเอาไปฆ่าน้อยลงค่ะ kapo พวกนี้ต้องทำอะไรตามใจ SS Men เพื่อที่จะคงสถานะ kapo ของตัวเองไว้เพราะถ้าโดนลดตำแหน่งก็ต้องกลับไปเป็นเชลยแบบเดิมซึ่งเดาว่าน่าจะซวยกว่าเดิมเพราะตอนเป็น kapo น่าจะไปทำคนอื่นไว้เยอะ คนในค่ายก็ไม่ค่อยชอบหน้าแถมยังต้องโดน kapo คนใหม่คุมอีกทีพวกนี้เลยเลือกที่จะ please SS Men มากกว่า please เชลยในค่ายค่ะ ถ้าใครอยากอ่านต้นฉบับตามลิงก์นี้ไปได้เลยค่ะ >http://en.wikipedia.org/wiki/Kapo_(concentration_camp)


ป้ายด้านหน้าห้อง Master Block's Room


ห้องนอนอีกหนึ่งแบบเหมือนจะดูดีแต่หนึ่งเตียงนอนอย่างน้อยเตียงละสองคนค่ะ

ทายถูกมั้ยคะว่านี่คืออะไร? เฉลย ที่นอนของเชลยค่ะ


 ตอนที่เดินใน block ก็ขนลุกเป็นช่วงๆ ค่ะถึงแม้เค้าจะเปิดไฟสว่างก็ตาม ทางเดินข้างในเป็นทางเดินแคบๆ ค่ะซึ่งผนังสองข้างระหว่างทางเดินก็จะติดรูปเชลยเอาไว้เต็มไปหมด คนหนึ่งคนจะโดนถ่ายสามด้าน ด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังค่ะแล้วก็จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับคนๆ นั้นว่าชื่ออะไร มาจากไหน มาที่ค่ายนี้เมื่อไหร่ ซึ่งเชลยแต่ละคนพอมาอยู่ที่ค่ายกักกันก็จะโดน stamp (จริงๆ น่าจะเอาเหล็กร้อนวางบนแขน) หมายเลขเชลยลงบนแขนค่ะ ตอนที่เราเดินนี่มองรูปเชลยแต่ละคนแล้วน่าสงสารมาก บางรูปมีดอกไม้วางไว้ด้วย เดินๆ อยู่กับเพื่อนสักพักได้ยินเสียงผู้หญิงฝรั่งสองคนคุยกัน "นี่ๆ block นี้แหละที่แม่ฉันเคยอยู่" เรากับเพื่อนแบบเหวอไปเลย



ป้าคนนี้อินเนอร์แรงมาก เห็นตอนแรกตกใจเลย



 ภาพข้างบนมีใครทายได้มั้ยคะว่าคืออะไร? ที่นี่คือลานประหารเชลยค่ะ ช่วงแรกๆ ที่เชลยไม่เยอะเค้าจะยิงเป้ากันตรงนี้ซึ่งลานประหารนี่อยู่ตรงกลางระหว่าง block 2 block ถ้าสังเกตจะเห็นว่า block อื่นหน้าต่างจะปกติแต่หน้าต่าง block ข้างๆ ลานประหารจะปิดทึบด้วยไม้ค่ะ เข้าใจว่าไม่ให้เชลยคนอื่นเห็นว่ามีอะไรตรงนี้และเพื่อกันเสียงเข้าไปใน block ค่ะ ตอนที่เดินตรงนี้เห็นรอยกระสุนจริงๆ ด้วยอะ ตอนนั้นขนลุกมากๆ (เดินที่นี่ขนลุกและหดหู่ตลอดเวลา)




block ข้างลานประหารค่ะ ส่วนเสาข้างๆ เอาไว้แขวนคอนักโทษโดยเอาคอปกเสื้อด้านหลังคล้องกับตะขอบนเสา



ลานประหาร


 จากจุดนี้เราก็ไปดูอีกสถานที่นึงซึ่งคิดว่าถ้าพูดถึงค่ายกักกันทุกคนต้องคิดถึงสิ่งนี้แน่นอนนั่นก็คือ Gas Chamber หรือห้องรมควันเอาไว้ฆ่าเชลยค่ะ วิธีฆ่าของเค้าก็คือโดยปกติเวลาเชลยอาบน้ำเค้าก็จะอาบกันที่ห้องห้องนี้แหละค่ะ อาบทีละ block เวลาอาบก็อาบรวมๆ กันหมดเป็นห้องกว้างๆ แล้วข้างบนจะเป็นสปริงเกอร์ที่พ่นน้ำออกมาให้อาบ ทีนี้ตอนที่เค้าจะฆ่าเชลยก็ให้เชลยเข้าไปอาบน้ำตามปกติแต่น้ำที่พ่นออกมากลับเป็น gas ที่เอาไว้ฆ่าเชลยแทนค่ะ ซึ่งการฆ่านี้เร็วมากๆ พอฆ่าแล้วเชลยตายหมดก็จะมีคนมาขนศพของเชลยออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ block อื่นๆ เข้ามาในห้องต่อค่ะ



ภายใน Gas Chamber

 ตอนที่เข้าไปในห้องตรงทางเข้าจะเป็นทางเข้าเล็กๆ แบบเดินลงบันไดลงไปค่ะ เข้ามาก็จะเจอกับภาพข้างบนก่อนเลยเป็นคล้ายๆ กับอนุสรณ์ไว้อาลัยให้แก่เชลยที่เสียชีวิตจากการรมควัน ข้างในก็จะมีเจ้าหน้าที่ประจำจุดเป็นระยะๆ ซึ่งตอนที่เราเข้าไปเนี่ยคนเยอะมากแล้วก็เสียงดังด้วย เจ้าหน้าที่ต้องดุเลยค่ะบอกว่ากรุณาเงียบเพื่อให้เกียรติสถานที่ด้วยเพราะที่นี่เคยมีคนเสียชีวิต




อันนี้เราไม่แน่ใจนะคะแต่คิดว่าน่าจะเป็นเตาเผาศพเชลย



ป้ายเตือนว่าห้ามเข้าใกล้ ไฟฟ้าแรงสูงค่ะ


 ในที่สุดเราก็เดินดูค่ายกักกันน่าจะทั่วเสียที ได้เวลาออกไปข้างนอกแล้วค่ะ! ออกมาก็แวะซื้อหนังสือกับโปสการ์ด (ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังอ่านหนังสือไม่จบชื่อ Hope is the Last to Die กับอะไรไม่รู้อีกสองเล่ม แหะๆ) แล้วก็เดินไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ค่ะ ห้องน้ำที่นี่เสียค่าเข้าคนละ 1-2 PLN ราคาประมาณนี้แหละ เสร็จแล้วก็ขึ้น taxi ไปสถานีรถไฟเพื่อนั่งไป Krakow ค่ะ (taxi จอดเต็มลานจอดรถเลย หาไม่ยาก) ที่นี่ taxi หรูอีกแล้ว Benz มาเลยจ้า 5555




รางรถไฟ มีดอกไม้ขึ้นด้วย :)




รถไฟที่เล่าไปคราวก่อน สู้รถไฟชั้นสามเมืองไทยได้ป่าว? 555


 ตอนที่ไปถึงสถานีก็เที่ยงกว่าแล้วค่ะ หนูหิวววว กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ที่สถานีมีร้านพิซซ่าอยู่ด้านหน้าพอดีเราก็เลยไปสั่งพิซซ่ากับไก่ทอดมากิน เค้าทำให้ดูตรงนั้นเลยเราก็ไปยืนจ้องแบบหูวววววชีสเยิ้มๆ ใส่ชีสเยอะมาก พี่เชฟเก่งจังเลย พอพี่เชฟเห็นหน้าเราก็แอบยิ้มแบบขำๆ เราด้วย 55555




พิซซ่ายักษ์! อร่อยมากๆ จ้า


 จากนั้นพวกเราก็นั่งรถไฟไป Krakow กันค่ะ สองอีกสองชั่วโมงก็ถึงแล้ว สำหรับ blog นี้เขียนนานมากจริงๆ หวังว่า blog นี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้คนเข้าใจว่าค่ายกักกันมันเลวร้ายขนาดไหนและอย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเลยค่ะ สำหรับตอนนี้ขอตัวก่อนนะคะแล้วเจอกันอีกทีที่ Krakow บ๊ายบายยยย :)





Create Date : 13 กรกฎาคม 2556
Last Update : 13 กรกฎาคม 2556 4:11:26 น.
Counter : 721 Pageviews.

1 comment
An Unforgettable Experience in Auschwitz
สวัสดีค่ะ :)

 ครั้งนี้กลับมาแล้วพร้อมกับเรื่องเล่ามากมายที่เกิดขึ้นใน Poland พร้อมแล้วลุยค่ะ!

 หลังจากที่เรานอนบนรถไฟข้ามคืนจาก Cologne ก็มาถึง Warsaw ตอนเช้าอีกวันนึงค่ะ ตามที่นั่งกันคือเพื่อนเราสองคนนั่งติดริมหน้าต่าง เรากับเพื่อนอีกคนนั่งถัดจากคนที่นั่งติดหน้าต่าง (ฝั่งละสองคน) จากนั้นตอนค่ำก็มีผู้ชายคนนึงบอกว่าเรียนหมออยู่ที่ NYU มานั่งด้วย ไปๆ มาๆ เค้านั่งผิดโบกี้ค่ะ! (หรืออาจจะไม่ได้จองตั๋วที่นั่งล่วงหน้าแล้วสุ่มนั่งมั่วเอา) เพราะมีเจ้าของที่ตัวจริงมาทวง 5555 เป็นผู้ชายเยอรมันมานั่งแทนค่ะ นั่งฝั่งตรงข้ามเรากลายเป็นว่าฝั่งเรานั่งกันสองคนส่วนอีกฝั่งนั่งกันสามคน พวกเราก็คุยกันเสียงดังวางของเกลื่อนห้อง สงสารหนุ่มเยอรมันมากๆ lol พอตอนเช้าตื่นมาสักเก้าโมงกว่าๆ ทุกคนก็เตรียมตัวแต่งหน้าเก็บของรอลงจากรถไฟ เพื่อนที่นั่งติดกับเราก็ค้นๆ กระเป๋าปรากฎว่ากระเป๋าตังค์เพื่อนเราหายค่ะ! ทีนี้ตื่นตูมกันยกห้องรีบเช็คของตัวเองกันใหญ่ว่ามีของใครหายบ้างมั้ยซึ่งทุกคนของอยู่ครบเว้นแต่เพื่อนที่นั่งติดเราคนเดียวค่ะ ตอนนั้นเริ่มเครียด ของโดนขโมยตอนไหน? ซึ่งตอนที่สงสัยกันหนุ่มเยอรมันก็ไม่อยู่ ก็นั่งคิดๆ กัน เป็นไปได้หรือเปล่าที่นจะมีคนเข้ามาขโมยตอนพวกเรานอนกัน (ห้องมันล็อคไม่ได้ค่ะ) เอ๊ะ! ถ้าเข้ามาขโมยเราก็น่าจะโดนก่อนเพื่อนนะเพราะเรานั่งใกล้ประตูกว่าเพื่อนแถมอีกฝั่งก็ไม่มีคนนั่งหรือเพื่อนอีกคนน่าจะโดนมากกว่าเพราะวางกระเป๋าไว้กับพื้นเลย

 ตอนนั้นเริ่มพุ่งประเด็นใหม่ เอ๊ะ!  หรือว่าจะเป็นหนุ่มเยอรมัน???? แต่ทำไมต้องจ้องเพื่อนเราคนเดียวล่ะแถมยังขโมยยากสุดอีกต่างหากเพราะเพื่อนนั่งในสุดแต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้เลยไปแจ้งเจ้าหน้าที่บนรถไฟค่ะขอค้นกระเป๋าเค้า เค้าก็ให้ค้นนะคะแต่สุดท้ายก็ไม่เจอ ซวยจริงๆ เลยหนุ่มเยอรมันโดนตั้งเป็นผู้ต้องหาซะงั้น T____T ก็เลยมานั่งถกกันว่าอาจจะหายที่ Cologne รึเปล่าเพราะตอนนั้นก็วุ่นๆ กับการหา platform อาจจะมีคนล้วงตอนนั้นหรือกระเป๋าตังค์หล่นก็ได้เพราะถ้าโดนขโมยน่าจะเป็นเราที่โดนมากกว่าเพราะน่าจะขโมยง่ายสุด สุดท้ายก็ไม่รู้ค่ะว่าหายไปได้ยังไงก็ขอเตือนทุกคนที่จะไปเที่ยวนะคะว่าขโมยมีอยู่ทุกที่ ระวังตัวกันด้วยนะคะ

 กว่าจะถึง Warsaw ก็สิบเอ็ดโมง รถไฟเลทค่ะ ตอนนั้นหิวมากกกกกกกก ข้าวเช้าก็ไม่ได้กินแถมใกล้จะกินข้าวเที่ยวแล้วเนี่ยแถม Warsaw Central Station เป็นอะไรที่งงๆ ที่สุดในชีวิตละ มันจะขึ้นๆ ลงๆ บอกไม่ถูกอะค่ะเอาเป็นว่าหลงง่ายมากๆ เดินรอบๆ สถานีแล้วก็เจอเพื่อนแท้ยามหิว Mcdonald!!! 5555 เราก็เหมือนเดิมสั่ง Happy Meal Set ได้ของแถมมาเยอะมาก Happy Meal ที่นี่ให้มาทั้งหมดห้าอย่างค่ะ มี Nugget (ให้เลือกระหว่าง nugget กับ hamburger), โยเกิร์ต, นม (สตรอเบอร์รี่กับอะไรอีกอย่างจำไม่ได้) ของเล่นแล้วก็แอปเปิ้ลค่ะ! เราตะลึงทีสุดก็แอปเปิ้ลเขียวนี่แหละ มาเป็นลูกเลยแหละ ก็ว่าทำไมกล่องมันหนักๆ โยเกิร์ตนี่อร่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มีมูสลี่โรยหน้าด้วย ถ้ามาห้ามพลาดนะคะ ส่วนนมนี่ก็เก๋มากคือในขวดมันเป็นจะเป็นนมจืดธรรมดานี่แหละแต่หลอดมันเป็นรสสตรอเบอร์รี่! เวลาดูดนมก็จะได้รสสตรอเบอร์รี่ด้วย เก๋ใช่ม้าาาา แถมตอนจ่ายนี่รูดบัตรเครดิตนะจ๊ะ lol ไม่ได้สั่งแพงเลยแต่โปแลนด์ใช้สกุลเงินของตัวเองค่ะ ตอนนั้นเรามีแต่เงิน Euro กับ Danish Krone สั่งไปแล้วก็เลยขอเค้ารูดบัตรประมาณ 11 PLN  (1 PLN ประมาณ สิบสองบาทไทยค่ะ)

 เดี๋ยวจะหาว่าโม้เรื่อง Happy Meal ตามลิ้งค์ไปได้เลยค่า :Dhttp://mcdonalds.pl/pl/happy-meal

 พอซื้อเสร็จก็ขึ้นรถไฟไป Auschwitz ค่ะ อยากไปดู Concentration Camp มากๆ (ตอนเบอร์ลินตัดใจไม่ไปเพราะกะจะมาที่นี่แทน เป็นค่ายกักกันที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ) เท่าที่ทราบมาคือใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมง ตอนที่นั่งก็นั่งเป็นห้องเหมือนเดิมแต่เป็นแปดที่นั่งแทน มีคนเข็นของแจกบนรถไฟด้วยอะ ชอบๆ 5555 รถไฟสภาพโอเคเชียวล่ะ พอไปถึง Krakow Central Station ก็ต้องต่อรถไฟอีกหนึ่งต่อเพื่อไป Auschwitz ค่ะ เหมือนเจ้าหน้าที่จะรู้ว่าพวกเรากำลังจะไปไหน ชี้ทางบอกเลย พวกเราก็วิ่งสู้ตายขึ้นรถไฟ ขบวนนี้นี่แหละของจริงมากๆ ยิ่งกว่ารถไฟชั้นสามไทยอีกต่างหาก คุณพระ! ไม่คิดว่าจะได้เจอรถไฟแบบนี้ในยุโรป lol แถมขับเหวี่ยงอีกต่างหาก โยกไปโยกมาอย่างกับอยู่ในสวนสนุก 5555 นั่งไปครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ถึงสักทีเลยถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่าสองชั่วโมงจ้าไม่ใช่ครึ่งชั่วโมง!!! O__________________________o  คุณพระ!!! บอกลูกทีเถิดว่าลูกฝันไป T____T

 ณ จุดนั้นกว่าจะไปถึง Auschwitz ค่ายคงปิดไปแล้ว T_________T ทำอะไรไม่ได้ค่ะต้องนั่งไปให้ถึง Auschwitz กะว่าจะนอนที่นั่นก่อนหนึ่งคืนแล้วอีกวันค่อยไป Krakow (แผนเดิมคือดูค่ายกักกันให้เสร็จแล้วนั่งรถไฟกลับไปนอนที่ Krakow) เพราะถ้าวันนี้นั่งรถไฟไป Krakow วันรุ่งขึ้นก็ต้องกลับมาอยู่ดี พอมาถึงที่ Auschwitz Central Station เท่านั้นแหละ คุณพระ! โปรดบอกลูกทีว่านี่ลูกอยู่ในยุโรป T___________T สถานีรถไฟยิ่งกว่าที่ Bratislava ซะอีก (แต่จริงๆ ก็ไม่แปลกนะเพราะทั้งเมืองมีแค่ค่ายกักกันที่เป็น attraction) คนไปไหนหมด?? นี่มันเมืองร้างรึเปล่า?? เอาไงดี เดินออกไปข้างนอกก่อนละกัน เห็นป้ายโฆษณาโรงแรมพอดี รอดตายแล้ว เย่! โทรไปที่เบอร์บนป้ายปรากฎคนรับโทรศัพท์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง T______T ทำยังไงกับชีวิตดี อะ ไปกดตังค์โปแลนด์มาใช้ก่อนละกัน โรงแรมนั่นห่างจากจุดที่เรายืน 7 km แท็กซี่ไม่มีสักคัน (อย่าว่าแต่แท็กซี่เลย รถส่วนตัวหรือรถเมล์ยังไม่มีโผล่มาสักคัน) ไม่เป็นไร ชิวๆ เดินลากกระเป๋าไปกันเถอะ! Q_______Q โถ ชีวิตเด็กไทยในต่างแดน

 แต่ตอนนั้นหิวกันมาก สี่โมงกว่าแล้วมองไปเจอร้านอาหารอยู่หนึ่งร้านชื่อ Skorpion Restaurant อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเลยค่ะ ร้านดูดีใช้ได้เลยเข้าไปกินกันก่อน พอนั่งปุ๊บขอรหัส wifi ด่วนเลยค่าต้องหาโรงแรม สงสัยคุยกันเสียงดังปนๆ ภาษาอังกฤษ สักพักมีพนักงานผู้หญิง (สวยเชียวล่ะ) เดินมาถามว่ากำลังหาโรงแรมกันอยู่หรอ เจ้าของร้านนี้มีโรงแรมนะ คนละ 70 PLN ต่อคืนเท่านั้น! กินเสร็จเดี๋ยวขับไปส่งเลย หูววว ณ จุดนั้นทุกคนตาวาวเลยค่ะแต่ยังไม่ตกลง ต่อราคาเหลือ 50 PLN เค้าก็ให้ก็ยังคุยกันอยู่เอาไงดี เราขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ออกมาอีกทีทุกคนตกลงเรียบร้อย O_____o โรงแรมบนป้ายโฆษณาไม่เอาแล้วใช่ปะ 55555  สรุปไม่ได้กินข้าวก็เก็บของขึ้นรถเค้า เจ้าของร้านขับไปส่งเองเลยค่ะ อยู่ดีๆ เรากับเพื่อนก็รู้สึกเอะใจ หลอกเราไปขายป่าววะ 5555 เลยถามว่าไกลป่าวกว่าจะถึงโรงแรม เค้าก็บอกว่าสามนาที ณ จุดนั้นถ่ายทั้งป้ายทะเบียนรถแล้วก็นั่งจับเวลากับเพื่อนสองคนดูว่าจะโดนหลอกไปขายป่าว 5555 ระหว่างทางก็เป็นป่าไม่มีบ้านคนเลย Q____Q น่ากลัวชะมัด แต่สุดท้ายก็ถึงโรงแรมอย่างปลอดภัย เย่! จุดนี้อยากขอเตือนคนที่ไปเที่ยวว่าอย่าไปไว้ใจคนง่ายๆ แบบพวกเรานะคะเพราะอาจจะไม่ได้โชคดีแบบพวกเราก็ได้ มานั่งคิดๆ กันดูนี่แบบโคดบ้าเลยอะ ใครพูดอะไรเชื่อกันหมด

 พอไปถึงโรงแรมน่ารักมากค่ะชื่อ Zajazd Skorpion Hotel เป็นอาคารสองชั้นแถมเชฟเป็นคนจีนอีกต่างหาก สนุกเลยทีนี้เพราะทุกคนพูดจีนได้หมด คุยกับเชฟสนุกมาก แถมอาหารก็อร่อยถูกปากราคาไม่แพงอีกต่างหาก (กินกันห้าคนหารออกมาจ่ายคนละ 15.7 PLN ทั้งๆ ที่สั่งมาเต็มโต๊ะ) กินเสร็จก็เดินไปซื้อของที่ Netto ในปั๊มน้ำมันค่ะ เดินไกลอยู่เหมือนกันนะ ซื้อซีเรียล น้ำ โยเกิร์ต ขนมไว้เผื่อกินพรุ่งนี้ แหนะ ข้าวเช้าไม่กินของเค้ายังเอาของไปฝากไว้ที่ตู้เย็นเค้าอีกต่างหาก 55555 แถมเจ้าของพอรู้ว่าพรุ่งนี้พวกเราจะไป Auschwitz Concentration Camp กันก็เสนอว่าเดี๋ยวให้ลูกชายเค้าขับรถไปส่งพวกเราฟรีถึงค่าย! ใจดีสุดๆ ไปเลย



เตียงนุ่มมากๆ จ้า

 หมดวันแล้วค่า นอนสลบเลยทีเดียว ที่นอนสบายมากๆ ห้องน้ำก็สะอาด ชอบมากๆ ค่ะ ไป Auschwitz Concentration Camp มาแล้วเป็นยังไงจะมาเล่าให้ฟังตอนต่อไปนะคะ ตอนนี้ก็บ๊ายบายค่า :D



Create Date : 12 กรกฎาคม 2556
Last Update : 12 กรกฎาคม 2556 5:16:08 น.
Counter : 395 Pageviews.

2 comment

Cho2Cho
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



Travelling, cooking, reading, language learning and photo taking are my life. :)