… GREATEST LOVE OF ALL …

I believe the children are our future. Teach them well and let them lead the way
Show them all the beauty they possess inside. Give them a sense of pride to make it easier
Let the children's laughter remind us how we used to be

Everybody's searching for a hero. People need someone to look up to
I never found anyone who fulfilled my needs. A lonely place to be and so I learned to depend on me

I decided long ago. Never to walk in anyone's shadows. If I fail, If I succeed
At least I lived as I believed. No matter what they take from me. They can't take away my dignity

Because the greatest love of all is happening to me. I've found the greatest love of all inside of me
The greatest love of all is easy to achieve. Learning to love yourself, it is the greatest love of all

And if by chance that special place. That you've been dreaming of
Leads you to a lonely place. Find your strength in love ….

MiniPenzman
Location :
Quebec, Canada

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ไดอารี่ออนไลน์เล่มนี้
แม่ตั้งใจทำเก็บไว้ให้ ลูกน้อยของแม่
ที่กำลังจะเกิดมาเป็นกำลังใจ
ให้แม่ดำเนินชีวิตต่อไป
อย่างมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
และมีความหวังมากยิ่งขึ้น
อย่างที่แม่และพ่อเอง
ก็ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าชีวิตของเรา
จะมีเป้าหมายชีวิตที่มีความชัดเจน
ได้มากมายถึงเพียงนี้




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add MiniPenzman's blog to your web]
Links
 

 

ที่มาของชื่อหนู

5 มกราคม 2551

กว่าจะหาได้ แสนสาหัส สากรรจ์เลยลูกเอ๊ย..

หนูรู้มั้ย พ่อของหนูตั้งชื่อให้หนูตั้งแต่เราสองคนยังไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ มันเป็นเรื่องตลกที่พ่อตั้งชื่อลูกชายไว้ก่อนล่วงหน้าหลายสิบปีทั้ง ที่เขายังไม่รู้เลยว่าเขามีโอกาสจะมีลูกหรือเปล่า แถมตั้งแต่ชื่อลูกชายไว้ด้วย ไม่ได้ตั้งชื่อลูกสาวเอาไว้..

ALBERT คือชื่อของหนูที่พ่อตั้งเอาไว้ มาได้อย่างไรเหรอ
พ่อเอาชื่อของพ่อ มารวมกับชื่อของปู่จ๊ะ.. แม่จะเปลี่ยนก็ไม่ได้ แต่ก็แอบมีกัดพ่อเล็กๆ เหมือนกันว่า แล้วแม่ไม่มีสิทธิ์ตั้งชื่อลูกเลยเหรอ ถ้าแม่อยากให้ชื่อลูกมีชื่อแม่ปนอยู่ด้วยล่ะ ได้มั้ย? พ่อบอก เอาไว้ให้มีลูกสาวแล้วให้แม่เป็นคนตั้ง เอาชื่อแม่ผสมกับชื่อยายก็ได้ พ่อให้สิทธิ์เต็มที่ แต่ถ้าเป็นลูกชาย พ่อของให้ใช้ชื่อนี้ เพราะฝันมานานแล้วอยากให้ลูกชายชื่อเหมือนตัวเอง มี INITIAL เหมือนกัน จะได้ส่งต่อแหวนประจำตระกูลให้กับหนูเอาไว้ดูต่างหน้า โอ้โห้คิดไกลสุดๆ เลยพ่อเรา แม่หมั่นไส้เลยเหน็บไปทีว่า พ่อเห็นแก่ตัว..

แม่ก็เออ... ถ้าตั้งใจขนาดนั้นก็ไม่อยากขัด ALBERT ก็ ALBERT แต่ขอแม่ตั้งชื่อไทย เป็นชื่อกลางให้ลูกด้วยนะ เพราะแม่อยากให้ลูกรู้สึกว่า ลูกก็มีเลือดไทยอยู่ในตัวครึ่งหนึ่ง หนูจะได้ไม่ลืมกำพืดของตัวเอง แล้วชื่อกลางแม่อยากเอาตัวอักษรต้นในชื่อของแม่มาตั้งชื่อหนูนะ พ่อบอก GREAT IDEA !!

หนูรู้มั้ยกว่าแม่จะได้ชื่อของหนูมา แม่หาอยู่ครึ่งปีเห็นจะได้ เล่นเอาแม่ท้อ และหงุดหงิดไปหลายรอบ เพราะหลักการตั้งชื่อแบบไทยเรา มันมีศาสตร์ของมันอยู่นะลูก หลายคนอาจจะคิดว่าแม่งมงาย ซึ่งรวมถึงพ่อของหนูด้วย แต่แม่กลับไม่คิดว่าแม่เป็นคนงมงาย แม่ทำเพื่อความสบายใจของแม่ว่า ได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้หนู แม่ไม่ชอบทำอะไรฉาบฉวย สักแต่ว่าทำ หากโตขึ้นมาแล้วหนูอยากเปลี่ยนชื่อ เพราะเห็นว่าไม่ดี หรืออะไร มันจะเป็นเรื่องยุ่งยากมากในแง่เอกสารและอะไรหลายๆ อย่าง แม่จึงคิดว่า มันน่าจะดีที่สุด ถ้าแม่หาชื่อที่ลงตัวที่สุดเอาไว้ก่อน เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนที่หนูจะคลอด และทำสูติบัตรให้หนู จะได้ไม่ยุ่งยากต้องวิ่งไปแจ้งเกิด แจ้งเปลี่ยนชื่อเองอีกทีหลัง..

เอาเป็นว่านับตั้งแต่ท้องหนูได้ 2 เดือน แม่ก็เริ่มมองหาชื่อแล้วล่ะ ก่อนที่แม่จะรู้ว่า หนูเป็นลูกชาย หรือลูกสาว แม่ต้องหาชื่อทั้งสำหรับผู้หญิง และผู้ชาย เท่านั้นไม่พอ ยังต้องดูชื่อที่สะกดด้วย อักษรไทย และชื่อที่สะกดด้วยอักษรอังกฤษด้วย ออกมาแล้วความหมายดีมั้ย มันไม่ง่ายนะลูก ตั้งชื่อที่สะกด 2 ภาษาแบบนี้ แถมต้องดูด้วยว่า ผลรวมชื่อ ออกมาแล้วความหมายดีหรือเปล่า แล้วพอเอามารวมกับนามสกุลแล้ว ผลรวมที่ได้ ออกมาดีที่สุดหรือเปล่า ครึ่งปีเต็มๆ ที่แม่หาชื่อให้หนู ทั้งจากเวบไทย เวปอังกฤษ เวปฝรั่งเศส ท้อแล้ว ท้ออีก ไม่รู้จะพูดว่าไงเลย.. ชื่อที่แม่ตั้งให้ เลือกมาจากชื่อเป็นพันชื่อได้มั่ง แม่คิดว่าชื่อนี้แหละที่ลงตัว และดีที่สุดในความคิดของแม่

ที่แม่ต้องหาตัวสะกดทั้งแบบไทยและอังกฤษ เพราะเราคิดว่า หากลูกอยู่ที่แคนาดา ก็คงต้องใช้ชื่อที่สะกดด้วยอังกฤษ แต่ถ้าโตขึ้น หลังเรียนจบ หนูเปลี่ยนใจอยากกลับมาอยู่เมืองไทย หนูจะได้มีชื่อไทยที่สะกดด้วยภาษาไทยไว้ใช้ด้วยไงจ๊ะ ลูกจะได้ไม่ต้องไปลำบากหาชื่อไทย สะกดไทยที่มีความหมายดีๆ ให้ตัวเองอีก... เป็นไง แม่กับพ่อ รอบคอบมั้ยลูก อิอิ

แบบสะกดด้วยอักษรไทย...

อัลเบิร์ต (แปลว่า นักปราชญ์) ได้เลขกำลัง 40 ถือเป็นเลขดี เป็นเลขอิทธิพลที่ได้รับจากเลข 0 ความมฤตยูเข้ามาพัวพัน จึงทำให้บุคคลเลข 40 มักจะเพ้อฝันถึงสิ่งแปลก ๆ ชอบสิ่งเร้นลับมหัศจรรย์ มีรสนิยมแปลก ๆ ชอบสร้างความประหลาดใจให้แก่วงสังคมอยู่เสมอ ส่วนใหญ่เชื่อใจคนง่าย มักชอบเดินทาง ชอบเปลี่ยนที่อยู่บ่อย ๆ ชอบคิดชอบค้นของแปลกใหม่ ๆ

พงษ์พิชญ์ (แปลว่า ตระกูลนักปราญช์) ได้เลขกำลัง 50 มักจะใช้ชีวิตในต่างประเทศ เพื่ออยู่หรือศึกษา ชอบคบคนต่างชาติต่างศาสนา ชอบศึกษาศาสนาธรรมะและความเร้นลับของธรรมชาติ มีญาณพิเศษสัมผัสกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ชื่อ อัลเบิร์ต พงษ์พิชญ์ ได้เลขกำลัง 90 ชีวิตมักจะได้รับการคุ้มครองจาก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตวิญญาณ โอปปาติกะ ภาษายุทธจักรเครื่องรางของขลัง เรียกว่าเป็นคนมี "องค์รักษา" เป็นเลขที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตมักจะพัวพันกับสิ่งศักสิทธิ์และวิญญาณตลอดเวลา ในชีวิตจะประสบความสำเร็จพอสมควร

นามสกุล ได้เลขกำลัง 24 เป็นเลขดี ไม่มีส่วนเสีย เลข 24 เป็นดาวคู่มิตร จึงทำให้เป็นคนมีเพื่อนมาก และเพื่อนฝูงมักจะให้การอุปถัมภ์ค้ำชูเป็นอย่างดี เป็นคนมีกิริยามารยาท นุ่มนวลเป็นที่รักของคนทั่วไป เป็นคนมีสติปัญญาว่องไวแตกฉานมีเสน่ห์รุนแรง เป็นคนหยั่งรู้การณ์ไกล เข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว เป็นคนละเอียดละอ่อน ไม่ฉาบฉวย เข้าถึงอารมณ์ศิลป์ ไม่ชอบแสดงอำนาจ มักจะมีโชคลาภได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่น เลข 24 บวกกันได้ เลข 6 เป็นดาวแห่งศิลปิน ใครที่เป็นศิลปินอยู่จะได้เป็นศิลปินเอก สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกได้อย่างดีเยี่ยม เลข 24 ยังเหมาะกับการค้า เพราะมีความชำนาญงาน ปฏิภาณเฉียบแหลม เข้าใจงานอย่างลึกซึ้งเอาใจใส่ เข้ากับใครๆ ได้ง่าย ลอตี้ ได้เลข อักษร 5 : ธาตุไฟ นิสัยใจร้อน แต่ค่อนข้างสุขุม พูดจาเฉียบแหลม แต่ติดจะดื้อรั้น ให้ระวังโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรควิกลจริต โรคเกี่ยวกับเท้า ต้นขาและโคนขา

อัลเบิร์ต พงษ์พิชญ์ + นามสกุล ได้เลขกำลัง = 6
ดาวศุกร์ เป็นดาวศิลปะ สุนทรียะ ความรัก คนเลข 6 จึงมีเสน่ห์ รักสวยรักงาม มีรสนิยมดี ชอบศิลปะและดนตรี สนุกสนานบันเทิง เป็นพวก "สุขนิยม" ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุขโดยไม่อิจฉาริษยา นอกจากนี้ยังรวมไปถึง โภคทรัพย์ ทรัพย์สินต่างๆ ในดวงชะตาชายหมายรวมถึง ความรัก ภรรยา ความปรารถนา อันสวยงาม กำลังดาวได้เลข 14 เลข 14 เป็นเลขดาวคู่วิชาการ อันประกอบด้วย ดาวอาทิตย์ (1) เป็นดาวเกษตร เจ้าเรือนธาตุไฟ หมายถึงพลัง และดาวพุธ (4) เป็นดาวเกษตร เจ้าเรือนธาตุดิน หมายถึงสติปัญญา ช่วยเหลือสนับสนุนกัน ส่งเสริมให้มีสติปัญญาไหวพริบดี เป็นคนชอบคิดค้น และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นเลข 14 เป็นเลขกำลังดาวจักรพรรดิ์จึงทำให้เป็นคนเข้มแข็ง มีพลังในการต่อสู้ สุขุมลุ่มลึก แก้ปัญหาได้ดี มีปฏิภาณดีเยี่ยม และยังเป็นคนที่ชอบสอนผู้อื่น ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของดาวพฤหัส (5) ที่ได้จาก 1 รวมกับ 4 ทำให้บุคคลหมายเลข 14 จึงมีทั้งโลกียปัญญา (ความรู้สำหรับหากิน) และโลกุตรปัญญา (ความเข้าใจในโลกและชีวิต)

แบบสะกดด้วยอักษรอังกฤษ..

ALBERT PONGPICH ได้เลขกำลัง = 74
เป็นดาวคู่ธาตุที่ดี จึงเป็นเลขที่ดีพอสมควร เต็มไปด้วยความกลมกลืนเป็นอย่างดี จึงส่งผลให้ชีวิตพบกับความสำเร็จดีพอสมควร แต่ความก้าวหน้าของชีวิตจะไปไม่ถึงจุดสูงสุด เป็นคนรวนเร หูเบา เชื่อคนง่าย และติดจะเพ้อฝัน เป็นคนที่มักจะวิตกกังวลทุกข์ใจอยู่เสมอ

นามสกุล ได้เลขกำลัง = 34
เป็นคนมีสติปัญญาแตกฉาน ว่องไว มีปฏิภาณดี เป็นบุคคลกล้าหาญ กล้าพูดกล้าทำ เป็นคนเปิดเผย แม้ชีวิตจะพบอุปสรรคมากมาย แต่ก็สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยสติปัญญาของตัวเองเสมอ

ALBERT PONGPICH + นามสกุล ได้เลขกำลัง = 9
เป็นเลข แห่งความลึกลับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่พิสูจน์ไม่ได้ มักมีความคิดฉับพลัน มีญาณสังหรณ์ที่แม่นยำ เลื่อมใส ศรัทธา สนใจในศาสนาเร้นลับสนใจของเก่าแก่ ชอบสะสมของเก่า อีกอย่างหนึ่งเชื่อกันว่าดาวเกตุ (9) เป็นดาวคุ้มภัยให้ความแคล้ว คุกตาราง อุบัติเหตุได้ และยังช่วยให้อายุมั่นขวัญยืน ให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี

พอรับได้มั้ยลูก หนูว่ามันงมงายหรือเปล่า..




 

Create Date : 06 มกราคม 2551    
Last Update : 6 มกราคม 2551 3:04:48 น.
Counter : 252 Pageviews.  

SOLUTION เพื่ออนาคตของหนู

SEPTEMBER 2007……บทสรุปทางออกของเรา เพื่ออนาคตของหนู..

หนูรุ้มั้ย แม่กับพ่อตัดสินใจกันแล้วว่า เราจะทิ้งทุกอย่างที่มี ที่เป็น ที่ทำให้เราอยู่อย่างสุขสบายในเมืองไทย ไปอยู่แคนาดา
บ้านเกิดเมืองนอนของพ่อหนู แม่ว่า มันจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตของหนที่ต้องมีชีวิตอยู่ไปอีกอย่างน้อยๆ ก็ 60-70 ปีข้างหน้า

สำหรับแม่แล้ว แม่รู้สึกว่า มันเป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของแม่เลยก็ว่าได้ เพราะอยู่เมืองไทย แม่ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอะไรอีก ทุกวันนี้แม่อยู่ได้อย่างสบายๆ ไม่เดือดร้อนใคร แม้กระทั่งพ่อของหนู หากวันใดวันหนึ่ง พ่อของลูกเกิดจากไป จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ แม่ก็อยู่ได้ด้วยตัวของแม่เองอย่างไม่ลำบากเลย แต่... แต่ที่แม่และพ่อตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่เมืองไทย ไปเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ที่แคนาดา เป็นเพราะแม่คิดถึงอนาคตของหนูว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งๆที่ตอนที่แม่คิดเรื่องนี้ แม่เพิ่งจะตั้งท้องหนูได้แค่ 5 เดือนเศษๆ ..

แม่ตั้งคำถามกับตัวเอง... ครอบครัวเราจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากมีหนู..
ความมั่นคงในครอบครัวจะเป็นอย่างไร...
สถานะทางการเงินจะเป็นอย่างไร...
อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราสามารถวางแผนได้เพื่ออนาคตอันไม่แน่นอนของเราทั้ง 3 คน...
ตอนนี้แม่อายุ 36 ปี กว่าจะคลอดหนูก็ปาเข้าไป 37 พอดี แม่ลองนับนิ้วไป กว่าแม่จะเลี้ยงหนูโต จนเรียนจบปริญญาตรี แม่ก็อายุ 37+23 = 60 ปี ส่วนพ่อ ก็ปาเข้าไป 44 + 23 = 67 ปี แม่เกษียณแล้ว ลูกยังเรียนไม่จบเลย ส่วนพ่อไม่ต้องพูดถึง จะอยู่ถึง 67 มั้ย เพราะสูบบุหรี่จัดเหลือเกิน สูบมาตั้ง 25-26 ปีแล้ว เพิ่งจะมาตัดสินใจเลิกก็เมื่อรู้ว่า กำลังจะมีลูกนี้เอง

แม่คิดๆ ดู เราสองคน พ่อกับแม่ อยู่ในโลกนี้ได้อีกอย่างมากก็ไม่น่าจะเกิน 30 ปี ซึ่งถ้าแม่อยู่ได้ถึงวันนั้นก็คงจะดี แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างที่แม่อยากให้มันเป็นล่ะ.. ถ้าแม่เกิดเป็นอะไรตายขึ้นมาก่อนที่หนูจะเรียนจบล่ะ หนูจะทำยังไง ใครจะเลี้ยง ใครจะส่งเสียหนู แล้วชีวิตหนูจะเป็นอย่างไร.. (พ่อหนูชมว่าแม่ เป็นคนมองการไกล และเป็นนักวางแผนที่ดี (ไม่รู้ชม หรือเหน็บว่า แม่เป็นคนคิดมากเพราะแม่เล่นคิดข้ามช๊อตทีเดียว 30 ปี พ่อเหน็บแม่ว่า นิสัยไม่เหมือนคนไทย เกิดผิดที่หรือเปล่า คนไทยเขาไม่คิดกันยาวๆ ขนาดนั้นหรอกนะ ขนาดคนที่บริหารประเทศ หรือพวกนักการเมืองยังไม่คิดยาว 30-40 ปี แบบแม่เลย... (นึกในใจ เอ..นี่กำลังเหน็บตรู หรือนักการเมืองไทยฟ่ะเนี่ย)

แม่คิดไป.. จริงอยู่ พี่ป้าน้าอาที่เมืองไทย คงจะไม่ทอดทิ้งหนูหรอก เขาคงเลี้ยงดูหนูได้ แต่แม่คิดว่า มันไม่ถูกต้อง ที่แม่จะทิ้งหนูไว้ที่เมืองไทยให้เป็นภาระของพี่ป้าน้าอา เพราะแต่ละคนก็มีครอบครัวของตัวเอง มีภาระต้องเลี้ยงดูลูกๆ ของตัวเองกันทั้งนั้น อีกอย่างหากแม่เป็นอะไรไป ้าๆ อาๆ หนูก็คงไม่อยู่ในโลกนี้แล้วล่ะ คงจะเหลือก็แค่อาคนเล็ก และหลานๆ ของแม่ ซึ่งก็อายุไล่ๆ กับหนูนั้นแหละ แก่กว่ากันก็เต็มที่ 10 ปี หากเหตุการณ์ที่แม่สมมติมันเกิดขึ้นจริงๆ แล้วแม่จะทำอย่างไรดี เพื่อให้มัน safe ที่สุดสำหรับอนาคตของหนู..

แม่จึงไตร่ตรองดูว่า หากเราย้ายไปอยู่แคนาดา อย่างน้อยหนูก็จะได้รับการศึกษาจากระบบที่ดี ที่มีมาตรฐานมากกว่าระบบการศึกษาของบ้านเรามาก เมื่อหนูเรียนจบ หนูอยากจะไปทำงานที่ไหนในโลกก็ได้ เพราะระบบการศึกษาของแคนาดาเป็นที่ยอมรับอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งดีกว่าบ้านเรามากมาย
แม่จึงคิดว่า อย่างน้อย แม่ก็ควรจะปูพื้นฐานทางด้านการศึกษาที่ดีให้ลูก ตั้งแต่หนูยังเล็ก หากแม่มีอันต้องจากโลกนี้ไปก่อน หนูก็ยังมีโอกาสที่ดี และยังสามารถเอาพื้นฐานทางการศึกษาของตัวเองไปต่อยอดให้ตัวเองมีอนาคตที่ดีได้ อีกอย่าง เห็นพ่อบอกว่า.. ที่นู๊นรัฐบาลมีสวัสดิการให้เด็กเรียนหนังสือฟรีจนหนูอายุ 18 แล้วยังมีเงินสงเคาะห์บุตรให้อีกเดือนหนึ่งก็หลายตังค์ ตั้งแต่เกิดจนดหนูอายุครบ 18
เงินสงเคราะห์ที่ได้จากรัฐมา แม่ก็จะเก็บไว้เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้หนู เผื่อหนูอยากเรียนสูงๆ ส่วนเงินเก็บของแม่และพ่อ ที่มีก็คงต้องเป็นของหนูอีกเหมือนกันเมื่อหนูโตขึ้น

ส่วนเรื่องที่ต้องลำบากเพราะต้องไปเริ่มทุกอย่างใหม่จากศูนย์ แม่คิดว่า คงไม่เป็นไร ชีวิตเราคงไม่มีอะไรยากเกินกว่าความตั้งใจจริง ขอเพียงแค่เราไม่จำกัดตัวเองว่า อันนี้เราทำได้ อันนั้นเราทำไม่ได้ คนเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชควาสนา แม่ว่ามันขึ้นอยู่กับความตั้งใจและความพยายาม ถ้าเราตั้งใจและพยายามจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ มันก็ต้องสำเร็จ ขอเพียงอย่าท้อ อย่าทิ้ง หรือลืมเป้าหมายที่เราตั้งใจจะไปให้ถึงเท่านั้น และจงเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า เรามีศักยภาพเพียงพอ ที่จะทำได้ โลกนี้ไม่มีอะไรยากเกินความตั้งใจของมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราหรอก..คนอื่นเขาลำบากกว่าเราตั้งเยอะ เขายังเอาตัวรอดเลย ในแมื่อคนอื่นเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ซิ..

พ่อบอกไปอยู่แคนาดา เราก็ไม่ถึงกับลำบากหรอก เพียงแต่อาจจะเก็บเงินได้น้อยกว่าอยู่เมืองไทย เพราะต้องจ่ายภาษีเข้ารัฐเยอะ แต่เราก็มั่นใจได้ว่า ภาษีที่จ่ายเข้ารัฐ มันจะเป็นสวัสดิการสังคมที่ย้อนกลับมาให้ลูกเราได้รับในเรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในหลายๆ ด้าน เพราะบ้านเมืองเขาไม่มีคอรัปชั่นอย่างบ้านเรา

ด้วยความเป็นคนที่อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริง หรือที่บางคนชอบว่า ว่าแม่เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย หรือคิดมาก มันจึงทำให้แม่คิดข้ามช๊อตไปอีกหนึ่งช๊อตว่า หากย้ายไปอยู่แคนาดา แล้ววันหนึ่ง พ่อหนูเกิดไปติดใจผู้หญิงอื่น แล้วทิ้งแม่ล่ะ แม่จะทำยังไง...
แม่ต้องคิดร้ายๆ เผื่อเอาไว้ล่วงหน้าก่อน เพราะอนาคตมันไม่แน่นอน ถ้ามันไม่เกิดขึ้นก็ถือเป็นโชควาสนาของแม่ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ล่ะ แม่จะแก้ปัญหาอย่างไร แม่ต้องเตรียมการ อะไรเผื่อไว้แต่เนิ่นๆ หรือเปล่า ซึ่งไม่ต้องห่วงนะลูก แม่มี Solution เตรียมเอาไว้ให้เราแล้ว หากมันมีอันต้องเกิดขึ้นจริงๆ มันไม่ยากเกินไปนักที่ต้องเผชิญและแก้ปัญหา แม่มั่นใจว่าเรา 2 คน จะอยู่กันได้อย่างไม่ลำบาก โดยไม่ต้องย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยด้วยซ้ำ ..

ส่วนพ่อของหนูเหรอ... เขาดีใจมากมายที่แม่ชวนเขากลับไปอยู่แคนาดา ไปเริ่มต้นกันใหม่ เพื่อเหตุผลเดียวก็คือ อนาคตของหนู เหมือนที่แม่บอกไปนั้นแหละ พ่อบอก พ่อเห็นด้วยอย่างมาก เพราะพ่อเป็นห่วงอนาคตของหนู พ่อบอก ปีแรกๆ ที่อยู่เมืองไทย ดูเหมือนเมืองไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่มากเหลือเกิน แต่หลังจาก 5 ปีผ่านไป พ่อกลับรู้สึกว่า สิ่งสวยงามที่พ่อเห็นตอนแรก เป็นแค่ภาพลวงตา ยิ่งอยู่นานๆ พ่อยิ่งสติแตก ยิ่งรู้ว่า ใกล้จะได้กลับไปอยู่แคนาดา ยิ่งสติแตกมากกว่าเดิม แม่รู้สึกได้เลยว่า พ่อเริ่มนับถอบหลังที่จะได้กลับไปอยู่แคนาดาทุกวัน เดี๋ยวนี้ พูดทุกวัน อีกไม่กี่เดือนก็จะได้กลับไปอยู่บ้านแล้ว หลุดพ้นกับความเครียดทั้งหลายทั้งแหล่ที่เมืองไทยเสียที อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องประสาทเสียทุกครั้งที่ขับรถออกนอกบ้าน ว่าวันนี้จะตายบนถนนหรือเปล่า มันทำให้แม่รู้สึกเลยว่าที่ผ่านมา พ่อต้องอดทนอยู่เมืองไทย เพราะความรักที่มีต่อแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง แม่รู้สึกว่าตัวเองเห็นแก่ตัว ที่ไม่อยากทิ้งบ้านเกิดเมืองนอน พ่อแม่พี่น้องและความสะดวกสบายของตัวเองไปอยู่แคนาดา เมื่อครั้งที่พ่อถามแม่ ตอนที่เราเพิ่งจีบกันใหม่ๆ...

พ่อบอกว่า ไม่อยากให้หนูโตมาในสังคมไทยที่เขาเห็น เขารู้ อย่างทุกวันนี้ พ่อบอกคนไทยน่ารัก อัธยาศัยดี ยิ้มง่าย รักสนุก ชอบสังสรรค์ เฮฮาปาร์ตี้ แต่คนไทยเป็นคนไม่มีวินัย มักง่าย ทำอะไรฉาบฉวย ลูบหน้าปะจมูก ทำอะไรเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ เรื่องง่ายๆ ขำๆ ไปซะหมด อะไรๆ ก็ชอบพูดว่า ใจเย็นๆ.. สบายๆ.. ไม่เป็นไร... ไม่ต้องซีเรียส ไม่ใช่เรื่องของเรา อยู่เฉยๆ เดี๋ยวดีเอง นิสัยการขับรถก็แย่ ประมาทและคึกคะนองกันเหลือเกิน มีอุบัติเหตุให้ตายกันได้ทุกวัน หากต้องให้ลูกเสี่ยงชีวิตบนถนน เพื่อไปโรงเรียนวันละ 2 ครั้ง อาทิตย์ละ 10 ครั้ง เดือนละ 40 ครั้ง ปีละอย่างน้อย 480 หน กับคนที่สักแต่ว่า ขับรถได้ ไม่ใช่ขับรถเป็น หรือพวกเมาแล้วขับ กว่าลูกจะเรียนจบ อัตราเสี่ยงตั้งกี่เปอร์เซ็นต์ พ่อคงทำใจไม่ได้ ถ้าวันหนึ่งรู้ว่า ลูกต้องจากไปเพราะคนบางคนขับรถด้วยความประมาท หรือคึกคะนอง ไม่กลัวกฏหมาย ไม่สนใจกฏจราจร มีที่ไหน คนขับรถถูกกฏจราจร โดนตะโกนด่าหยาบๆ คายๆ เกือบโดนยิง เพราะขับช้า และไม่ยอมหลีกทางให้ทั้งๆ ที่อยู่เลนกลางแท้ๆ.. ตำรวจบ้านเราก็อย่างว่า พ่อบอก ไม่เห็นพึ่งอะไรได้เลย เผลอๆ ทำตัวเป็นมาเฟียเองเสียอีก โดนจับบนถนนเหรอ ไม่ยากแค่จ่าย 50 บาท พี่ตำรวจก็ปล่อยแล้ว เผลอๆ ไม่ได้ทำผิดอะไร โดนเรียกจอด อ้างนู๊น อ้างนี่ขอเงินเฉยๆ ซะงั้นแหละ พ่อบอก POLICE FORCE บ้านเรามันห่วยแตก...

ไหนจะปัญหา CORRUPTION อีก มีกันทุกหย่อมหญ้า ทุกองค์กรมีหมด ไม่ว่าจะเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐ พ่อบอกเอาง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว เรื่อง CORRUPTION ในบริษัทที่แม่ทำงาน ซึ่งแม่เคยเล่าให้พ่อฟัง .. ขนาดผู้บริหารระดับสูงยังไม่สนใจเลย ไม่มีใครสนใจทั้งนั้น เพราะทุกคนคิดว่า ไม่ใช่เเรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่อยากเดือนร้อน แม่อุตส่าห์ยอมเสี่ยงเดินไปคุยกับผู้บริหารระดับสูงให้ตรวจสอบ พร้อมทั้งมีหลักฐานและข้อมูลให้ด้วย แม่ทำเพราะ แม่รู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับแม่ และพนักงานอีกหลายร้อยคนที่เหลือที่เขาทำงานด้วยความจริงจัง และตั้งใจ เพียงเพื่ออยากให้เงินเดือนขึ้น และได้โบนัสเยอะๆ เหมือนกันทุกๆ คน ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งได้ไปปีหนึ่งเป็นล้านๆ แบบลับๆ แล้วไอ้เงินก้อนนั้นก็กลับกลายเป็นค่าใช้จ่าย ที่บริษัทเอามาหักลบจากยอดผลประกอบการ แทนที่ผลกำไรจะมากขึ้น กลับน้อยลง เพราะส่วนต่างมันอยู่ในกระเป๋าคนบางคนที่ Corruption พอกำไรน้อย แล้วโบนัส กับเงินเดือนขึ้นของพนักงานคนอื่นมันจะเหลือได้อย่างไร แม่คิดว่าคนที่กำลัง corruption ในบริษัทกำลังเอาเปรียบแม่ และพนักงานคนอื่นๆ อยู่ แม่จึงตัดสินใจเสี่ยงเดินไปคุยกับผู้บริหารระดับสูง แต่ผลปรากฏว่า เขาไม่ทำอะไรเลย จนทุกวันนี้ แม่ลาออกจากบริษัทมาตั้งหลายเดือนแล้ว แม่ก็ยังได้ข่าวว่า พวกที่ CORRUPTION ก็ยังทำงานอยู่ในบริษัทฯ อย่างอยู่ดี มีสุข รวยเอา รวยเอา มีรถหลายคัน มีบ้านหลังใหญ่โต ทั้งๆ ที่เขาเงินเดือนน้อยกว่าแม่อีก.. มันเป็นอะไรกันหนอ สังคมนี้

พ่อบอกเอาแค่ใกล้ๆ ตัว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องซื้อสิทธิ ขายแสียง เรื่องการเมือง หรือเรื่องเห็นแก่ อามิตสินจ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากได้ โดยไม่สนใจว่า ใครจะเป็นไงอีก พ่อบอกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกเนี่ยสะท้อนให้เห็นเลยว่า สังคมไทยเป็นอย่างไร แล้วไอ้ที่พ่อเจอมากับตัว ได้เห็น ได้รู้ ได้ยิน จากเพื่อนๆ ฝรั่ง หรือจากเพื่อนๆ นักการเมืองท้องถิ่นที่พ่อรู้จักอีล่ะ จากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ และไอ้ที่ไม่เป็นข่าวอีกล่ะ ตลอด 5 ปีที่อยู่เมืองไทยอย่างคนเสพข่าวสารข้อมูลมากๆ พ่อบอกว่า บอกตรงๆ เขามองไม่เห็นอนาคตของลูก ถ้าต้องอยู่และเติบโตที่เมืองไทย...

เฮ้อ... แม่พูดไม่ออกเลย เสียใจและหมดหวังลึกๆ กับความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา
ไม่อยากเชื่อเลย จากฝรั่งคนหนึ่งที่เคยรักเมืองไทยสุดๆ คนที่เคยทำตัวเป็นฑูตการท่องเที่ยว ชวนเพื่อนๆ ให้มาเที่ยวเมืองไทย คนที่เคยคิดว่า เมืองไทยเป็น Heaven on Earth เมื่อสมัยปีแรกที่มาอยู่ แต่ตอนนี้กลับมีความคิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ แต่จะว่าไปทุกอย่างที่พ่อพูด แม่เถียงไม่ออกสักคำ เพราะมันเป็นตรรกะที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตและสังคมไทย ที่คนไทยอย่างแม่เห็นเป็นความเคยชิน ไม่ใช่เรื่องแย่ หรือแปลกประหลาดอะไร... แต่ตอนนี้แม่บอกตรงๆ แม่เริ่มมีความคิดเห็นคล้ายๆ พ่อของลูกแล้วแหละ... ยิ่งนับวัน แม่ยิ่งรู้สึกว่า บ้านเมือง และสังคมมันแย่ลงทุกวันจริงๆ บ้านเรามันชักจะไม่น่าอยู่ขึ้นทุกวัน... เฮ้อ สงสารในหลวง และประเทศชาติ ..

สรุป...
คิดไป คิดมา หลายร้อยตลบ ทั้งเรื่องอนาคตและความปลอดภัยในชีวิตของหนู เรื่องงาน เรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต เปรียบเทียบกับความยากลำบากที่แม่จะต้องเผชิญ เรื่องความเป็นอยู่ที่ต้องประหยัด จับจ่ายใช้สอยไม่คล่องมือเหมือนอยู่เมืองไทย ไหนจะเรื่องศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจที่ไปไหนมาไหน ก็มีแต่คนรู้จัก และให้เกียรติ์อีก เราอยู่เมืองไทย เราเป็นคนไทย ถือเป็น First Class Citizen เราจะเดินยืดหน้า ยืดตาด้วยความภาคภูมิใจ ไปไหนมาไหนก็สบายใจ เพราะเรารู้สึกว่า เมืองไทยเป็นบ้านเรา ประเทศของเรา จะดีจะชั่ว เราก็ภูมิใจที่ได้เกิดและเป็นคนไทย แต่หากไปอยู่แคนาดา ก็ต้องกลายเป็น Second class citizen ยังไงความรู้สึกมันก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพราะมันไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของเรา ฝรั่งดีๆ ที่รู้จักเราเขาก็คงให้เกียรติ์เรา แต่ฝรั่งแย่ๆ โลกแคบๆ ที่มีประสบการณ์ไม่ดีกับหญิงไทยบางกลุ่ม ก็คงดูถูกเรา เรื่องน่าเศร้าอีกเรื่องที่ผู้หญิงไทยอย่างแม่ต้องอับอาย และต้องคอยมานั่งอธิบายให้ฝรั่งฟังเพราะการกระทำของหญิงไทยบางกลุ่ม ที่มักง่าย..

คิดไป คิดมา สำหรับแม่ ถึงแม้มันจะเป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่แม่กำลังเผชิญ..
แต่แม่ก็คิดว่า มันคุ้ม ที่แม่ตัดสินใจแบบนี้ อย่างน้อยแม่ก็รู้สึกนับถือตัวเอง ที่กำลังแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตน้อยๆ ชีวิตหนึ่งที่แม่ทำให้เขาเกิดมา ด้วยการให้อนาคตที่แม่ตัดสินจากประสบการณ์ชีวิตของแม่เอาเองว่า มันจะดีกว่าสำหรับหนู และครอบครัวของหนูต่อไปในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ไม่ว่าแม่จะยังอยู่ในโลกนี้หรือไม่ก็ตาม หากหนูเติบใหญ่ เป็นเด็กดี มีอนาคต ประสบความสำเร็จในชีวิต และไม่ทำตัวให้เป็นภาระของสังคมและคนอื่น แม่ก็คงจะยิ่งภาคภูมิใจในตัวหนู และรู้สึกนับถือตัวเองยิ่งขึ้นไปอีกที่ในชีวิตแม่ แม่ไม่เคยทำตัวให้เป็นภาระ หรือสร้างภาระใดๆ ทิ้งไว้ให้กับสังคมเบื้องหลัง หรืออย่างน้อยแม่ก็เชื่อว่า ลูกของแม่จะภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ เหมือนที่แม่ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของคุณตากับคุณยาย..




 

Create Date : 03 มกราคม 2551    
Last Update : 4 มกราคม 2551 18:18:05 น.
Counter : 162 Pageviews.  

ความฝัน และเหตุการณ์ประหลาด

หนูรู้มั้ย..

คนไทย มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องฝัน กับคนท้องว่า อย่างไร
คนไทยเชื่อว่า หากผู้หญิงคนไหนกำลังจะตั้งท้อง หรือมีลูก คนๆ นั้นมักจะฝันแปลกๆ
หากฝันว่า เห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือได้พระ หรือมีคนเอาพระมาให้ แสดงว่าจะได้ลูกผู้ชาย ที่เป็นคนดี มีบุญ มีวาสนามาเกิด
หากฝันว่า ได้เครื่องประดับ หรือแก้วแหวนเงินทอง เพชร พลอย แสดงว่าจะได้ลูกสาว
และหากถ้าบ้านใด มีสัตว์เลื้อยคลานที่เรียกกันว่า ตัวเงินตัวทอง เข้าบ้าน แสดงว่า จะได้ลาภเป็นสัตว์สองเท้า หรือจะมีเงินมีทองเข้าบ้าน ไม่ขาดมือ

แม่ก็ไม่รู้ว่ามันจริง ไม่จริง แต่ได้ยินผู้ใหญ่ คนเถ้าคนแก่เขาพูดกันมาตั้งนมนาน ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
แม่จำได้ มีสองเหตุการณ์เกิดขึ้นกับแม่ช่วงที่ยังไม่รู้ตัวว่า ตั้งท้องหนู คือ เรื่องฝัน และเรื่องตัวเงินตัวทอง ที่มาในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

เรื่องฝัน...
แม่จำได้ว่า แม่ฝันเรื่องนี้ ไม่กี่วันก่อนที่แม่จะรู้ตัวว่า กำลังตั้งท้องหนู
ปกติ คนเราเวลาฝัน พอตื่นหรือสักพักก็จะแค่คับคล้ายคับคลาว่าฝันประมาณไหน จำรายละเอียดอะไรไม่ค่อยได้แม่นยำ แม่เองก็เป็น แต่สำหรับฝันเรื่องนี้ แม่จำได้แม่น ไม่ลืมเลย.. แม่ฝันว่า อยู่ที่ไหนสักแห่ง เหมือนกับไปเที่ยวสักที่ไหนสักที่หนึ่ง ที่ไม่ใช่วัด แต่ความรู้สึกมันขลังๆ คล้ายๆ เป็นโบราณสถานหรืออะไรสักอย่างเนี่ยแหละ แล้วจู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่แม่ไม่รู้จักกัน เอาองค์จตุคาม มาให้ ซึ่งองค์จตุคามเป็นพระที่ดังมากๆ ตอนนั้น ในเรื่องอิทธิฤทธิ์ โดยเฉพาะในเรื่องทำมาหากินแบบสุจริต ใครขออะไรก็จะไดเสมดังใจหวังถ้าเป็นคนที่ทำมาหากินสุจริต คนฮิตและห้อยคอองค์จตุคามกันทั่วบ้าน ทั่วเมือง รวมไปถึงคนมาเลย์ คนสิงคโปร์ เพื่อนแม่ที่ออฟฟิศ ที่ทำงานอยู่ที่บ้านเขาด้วย จะเรียกว่า ดังข้ามประเทศก็ได้ แม่จำได้ว่า ในฝัน ผู้ชายคนนั้นเอาองค์จตุครมมาให้แม่ 2 องค์ รุ่นมั่งมีศรีสุข 1 องค์ กับอีกองค์รุ่นโคตรเศรษฐี หรือรุ่นอะไรก็จำไม่ได้แล้ว เขากำมือยื่นมาให้แม่ เขาบอก อ่ะ..เขาให้ แม่ก็งงๆ แต่ก็ยื่นมือออกไปรับมาดู เพราะสงสัยว่าเป็นอะไร พร้อมถามไปว่า มาให้แม่ทำไม ไม่อยากได้หรอก ที่บ้านมีพระแล้วเยอะแยะ แม่เลยยื่นพระคืนเขาไป เขาก็ไม่ยอมรับคืน ยื้อกันไป ยื้อกันมาอยู่นั่นแหละ แม่ก็ยืนกรานบอกเขาไปว่า ไม่เอ๊า ไม่เอา.. ยังไงๆ ก็ไม่เอา ไม่รู้จะเอาไปทำไมเยอะแยะ ไม่ชอบห้อยพระที่คอ มันใหญ่ ไม่สวย (ขนาด 5 นิ้วนะลูก ห้อยคอแล้วเหมือนนักเลงพระเลยอ่ะ) ที่บ้านมีแล้วเพื่อนให้มา 2 องค์ รุ่นเงินไหลมา กับรุ่นอยู่เย็นเป็นสุข วางไว้อยู่บนหิ้งพระแน่ะ ไม่ได้ใส่เลย ผู้ชายในฝันเขาก็ยัดเหยียดให้ เอาไปเถอะ ไม่ใส่ก็เก็บไว้บูชา ของดีหายากนะ อยากให้เเราได้เอาไว้ ไม่อยากให้คนอื่น แล้วเขาก็ยัดเยียดองค์จตุคาม 2 องค์นั้นใส่มือแม่ แล้วหันหลังเดินหายไปเฉยๆ แม่ก็สะดุ้งตื่น ก็อาบน้ำแต่งตัวไปทำงานแบบงงๆ นี่แม่ฝันอะไรฟ่ะ สงสัยจะกินก่อนนอนมากเกินไปอีกแล้ว เลยทำให้ฝันเป็นตุเป็นตะ...

พอค่ำๆ ยายโทรมาหาแม่ ถามสารทุกข์สุกดิบ เรื่องงาน เรื่องกิจการเสื้อฟ้า ไปเรื่อยเปื่อยตามประสาคนเป็นแม่ที่คิดถึงลูก และเป็นห่วงเป็นใย เห็นทำทั้งงานออฟฟิศ และธุรกิจส่วนตัว จนไม่มีเวลาจะกินจะนอน.. แม่ก็เลยเล่าให้ยายหนูหรืออาม่าฟังว่า แม่ฝันแบบนี้ ยายก็บอกแม่ว่า สงสัยแม่จะท้อง เผลอๆ อาจได้ลูกแฝดด้วย เพราะฝันว่าได้พระ 2 องค์ แม่ยังอดขำยายหนูไม่ได้เลย ว่าจะเป็นไปได้ไง เพราะแม่ไม่ได้กุ๊กกิ๊กกับพ่อมาเกือบเดือนแล้ว ไหนจะเครียดงานที่ออฟฟิศ กับงานส่วนตัวอีก นอนก็แทบไม่ได้นอน ร่างกายคงไม่พร้อมหรอก อีกอย่างแม่อยู่กับพ่อมาตั้ง 4-5 ปีแล้ว ไม่เคยกินยาคุม ยังไม่มีเลย แม่ยังแอบคิดด้วยซ้ำว่า ไม่แม่ก็พ่อ คนใดคนหนึ่งเป็นหมัน หรือสุขภาพไม่แข็งแรง แม่ยังบอกยายเลยให้เอาไปตีเลขซื้อหวย เพราะไม่เคยฝันแบบนี้ โอกาสถูกหวย อาจมีมากกว่าโอกาสที่แม่ตั้งท้องซะอีก 555

แต่ที่ไหนได้ ปรากกฏว่า แม่ตั้งท้องหนูจริงๆ แถมได้ลูกชายอีกต่างหาก แม่เลยคิดว่า ที่คนโบร่ำโบราณเขาเชื่อ มันอาจจะจริงก็ได้ เพราะแม่เจอกับตัวเองเต็มๆ...

หลังจากฝันไม่กี่วัน... อีกเหตุการ์ณก็เกิดขึ้น ซึ่งแม่แปลกใจมากๆ ว่าเขามาจากไหน มาได้อย่างไร
เจ้าสัตว์เลื้อยคลานที่เรียกกันว่า ตัวเงินตัวทอง... วันนั้นแม่ไม่อยู่บ้าน อยู่ที่ร้านเสื้อของเรา.. ตอนค่ำๆ พอกลับบ้าน พ่อหนูก็บอกแม่ว่า พ่อเห็นตัวเงินตัวทองอยู่ในสวนหน้าบ้านเรา แม่ได้ยินก็งง อะไรนะ? พ่อก็อธิบายให้ฟังรูปร่างแบบนี้ แบบนี้ เหมือนที่เห็นที่บ้านคุณตา คุณยายของหนูเป๊ะเลย ตัวเขื่องๆ ไม่ใหญ่มาก ขนาดเท่าเจ้า midnight หมาของเรานะแหละ.. แม่ยังว่าพ่อ บ้าน่า เขาจะเข้ามาได้อย่างไร บ้านเราไม่ได้อยู่ติดป่า ติดเขา ติดแม่น้ำสักหน่อย เราอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรนะ พ่อบอก ก็เห็นจริงๆ ตอนแรกก็ไม่รู้เพราะนั่งอยู่ในออฟฟิศ แต่ได้ยินเสียเหมือนตัวอะไรเลื้อยบนหญ้า เสียงดังสวกๆ คิดว่าเป็นงู ก็เลยลุกขึ้นมาดู เลยเห็นว่าเป็นตัวเงินตัวทอง พอเจ้า midnight เห่าเท่านั้นแหละ เขาก็วิ่งหนีหมุดลงท่อระบายน้ำหน้าบ้านออกไปเลย.. แม่ฟังแล้วก็ขนลุก มาได้ไงหว่า อยู่มาตั้ง 4-5 ปีไม่เคยเห็นมี จู่ๆ ก็โผล่มา พอแม่เล่าให้ยายกับตาฟัง ยายกับตาก็บอกดีแล้ว ถ้าเขามาอีกก็ไม่ต้องไล่ ให้เอาข้าว ให้เขากิน เขามาให้ลาภเรา.. แม่ก็เออๆ ออๆ ไปอย่างงั้นแหละ ไม่ได้ เชื่อหรือว่าปฏิเสธอะไร แต่ทุกคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาเข้ามาได้ยังไง บ้านเราอยู่ในแมืองแท้ๆ .. แม่เล่าให้เพื่อนบ้านฟัง เพราะแม่อยากรู้ว่า ตัวเงินตัวทองเคยเข้าบ้านเขามั้ย เขาเคยเห็นมันเดินเพ่นพ่านแถวนี้บ้างหรือเปล่า เพราะเขาเป็นแม่บ้านอยู่บ้านเลี้ยงลูกเฉยๆ เขาอาจจะเห็นก็ได้ เขาบอก ไม่มีนะ ไม่เคยเห็น เขาว่า สงสัยแม่จะท้องแน่ๆ เลย เพราะคนบ้านนอกเขาเชื่อว่า ถ้าตัวเงินตัวทองเข้าบ้านจะได้ลาภเป็นสัตว์สองเท้า หรือจะได้ลูกดีๆ มาเกิด เอาเงินเอาทองมาให้พ่อ ให้แม่ หนูเชื่อมั้ย ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้แม่กับพ่อก็ไม่เคยเห็นตัวเงินตัวทองเข้าบ้านอีกเลย มันก็แปลกดีนะ

แม่ก็ไม่รู้ว่า ควรจะเชื่อหรือเปล่า เพราะมันเป็นความเชื่อของคนโบร่ำโบราณ หรือว่า มันเป็นแค่เรื่องแปลก เรื่องบังเอิญ ที่เกิดขึ้นจริงกับตัวแม่ ในช่วงที่เพิ่งรู้ตัวว่าตั้งท้องหนู ได้แค่ไม่กี่วัน...




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2550    
Last Update : 28 มีนาคม 2551 22:16:39 น.
Counter : 382 Pageviews.  

วันที่รู้ตัวว่า...ท้อง

24 พ.ค. 2007 ... วันที่แม่รู้ว่าหนูอยู่ในท้องของแม่

แม่จำได้แม่นว่า วันนี้ตอนเช้าแม่ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกดีใจ ที่เหลือเวลาทำงานอีกแค่ 1 วัน
แม่ก็ไม่ต้องไปทำงานออฟฟิศอีกแล้ว แม่ได้แต่คิด ต่อไปนี้แม่จะลุยธุรกิจการ์เม้นต์ของเราเองเสียที ปีกว่าๆ ที่ทำมา มันก็ไปได้ดี และเริ่มเข้ารูป เข้าร่างแล้ว ลองดูสักตั้ง คนอื่นเขาสร้างเครื่องบิน สร้างขีปนาวุธ สร้างของยากๆ เขายังทำกันได้เลย เรื่องแค่นี้มันคงไม่ยากเกินไป สำหรับคนสมองหมา ปัญญากระบือ อย่างแม่ ที่จะทำให้มันประสบความสำเร็จ ถ้ามันเกิดไม่สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ก็คิดซะว่า แม่ได้ลองแล้ว ได้พยายามแล้ว ดีกว่า ไม่เริ่มทำอะไรเลย หรือมัวแต่นั่งคิดว่า ฉันทำไม่ได้หรอก มันยากเกินไป จริงมั้ยลูก..

แม่ก็แค่คิดง่ายๆ ว่า เรา เหนื่อยเอง รวยเองดีกว่า ถ้าไม่ขี้เกียจ และมีใจสู้ บวกเลือดบ้านิดหน่อย คงจะทำได้ ไม่ยาก เป็นลูกจ้างเขา ทำงานหนักไป เจ้านายก็ไม่เห็น ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นใหญ่เป็นโตกับเขาซะที เพราะความที่แม่เป็นคนทำแต่งาน ขวานผ่าซาก และไม่ชอบประจบสอพลอ หรือมานั่งคอยหาของกำนัลให้เจ้านาย ทำให้แม่เป็นได้แค่ รองผู้จัดการ... ตำแหน่งสุดท้ายก่อนตัดสินใจลาออกมา

ครั้นจะให้แม่เปลี่ยนนิสัยตัวเอง เพื่อค่านิยมที่ผิดๆ แบบนี้ ที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งแม่ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ แม่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เพราะแม่คิดว่า มันเป็นค่านิยมที่ไม่ดี จะว่าไป มันก็คือรูปแบบหนึ่งของการคอรัปชั่นนั้นแหละ แม่ว่า มันเป็นพฤติกรรมที่น่าดูถูก ไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง และไม่น่านับถือ ในสายตาของแม่ แม่จึงได้แต่ก้มหน้า ก้มตาทำงานไป ......

คิดแต่ว่า หากเรารับผิดชอบหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดในวันนี้ ทำตัวให้มีศักดิ์ศรี อย่าให้คนอื่นดูถูก วันหน้า ชีวิตเราก็จะดีเอง ทุกสิ่งที่จะเกิดในอนาคต คือผลของการตัดสินใจในทุกรูปแบบที่แม่ได้กระทำในวันนี้ แม่ไม่สนใจว่า คนอื่นจะเห็น จะรู้หรือไม่ ว่าชีวิตแม่ แม่ได้ทำอะไรไปบ้าง ใครไม่เห็น ไม่รู้ก็ช่างเขา แต่คนที่รู้อยู่แก่ใจว่า อะไร เป็นอะไรคือ ตัวแม่เอง.. อย่างน้อย แม่ก็มีความภาคภูมิใจในตัวเองที่ ทำอะไรที่มันถูก มันควร มาตลอดชีวิต และพูดได้เต็มปากว่า แม่ไม่เคยทำตัวให้เป็นปัญหา ของสังคม หรือของใครๆ

สิ่งที่แม่พูดกับตัวเองเสมอมาตลอดชีวิตของแม่ นับตั้งแต่วันที่แม่เริ่มคิดอะไรๆ แบบผู้ใหญ่เป็นก็คือ ทุกอย่างที่แม่ทำ แม่ต้องทำให้ดี ให้ถูกต้อง เพื่อที่ว่า วันหนึ่ง หากแม่มีลูก แม่จะได้สั่งสอนคนที่มาเกิดเป็นลูกของแม่ได้อย่างเต็มปาก และเต็มภาคภูมิว่า ความซื่อสัตย์ สุจริต และกตัญญูรู้คุณคน แปลว่าอะไร สะกดอย่างไร ไม่ใช่สักแต่พูดด้วยปาก...

เกือบ 15 ปีเต็มๆ ที่แม่ทำงานออฟฟิศที่แสนจะน่าเบื่อหน่าย แต่ก็ต้องทำเพราะไม่รู้ว่าจะไปทำอาชีพอะไรที่มันมั่นคงกว่านี้ เพราะตากับยายของหนู บอกว่า ให้ทำงานเอกชน อย่าไปทำราชการ เพราะเงินเดือนน้อย และระบบเส้นสายก็เยอะ เราไม่ใช่ลูกเจ้าขุนมูลนาบ โอกาสจะก้าวหน้าในวงราชการมีน้อยมาก จนถึงไม่มีเลย

แม่ก็เลยต้องทำงานออฟฟิศตามๆ เขาไป เพราะตอนนั้นยังคิดอะไรไม่ค่อยออก คิดแต่ว่า ตากับยายส่งเสียให้แม่เรียนจบมาขนาดนี้ ทำก็ทำ จนได้ดีมีตำแหน่งมาขนาดนี้...

แม่ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกของแม่ที่มีต่อตาและยายของหนูอย่างไร มันเกินคำบรรยายจริงๆ ลูก หนูรู้มั้ยชีวิตนี้แม่ไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณตากับยายยังไงถึงจะหมด คงไม่มีอะไรมาเทียบกับหัวใจที่เสียสละ อันแสนยิ่งใหญ่ของตากับยายได้แล้วลูกจ๋า ทั้งๆ ที่ตากับยายเป็นแค่ชนชั้นแรงงาน อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ท่านทั้งสองต้องเสียสละทำงาน เพื่อส่งเสียให้น้องๆ ได้เรียนหนังสือ แต่ด้วยความที่ท่านขยัน หมั่นเพียร สู้งาน หนักเอาเบาสู้ รู้จักใช้เงิน ไม่ฟุ้งเฟ้อตามสังคม จึงทำให้ตากับยายขยับฐานะมาเป็นชนชั้นกลางที่พอมีอันจะกิน ทั้งๆ ที่ท่านมีลูก 9 คน หนูรู้มั้ยว่า การมีลูกมากขนาดนี้ ท่านต้องเสียหยาดเหงื่อแรงงาน และเสียสละความสุขส่วนตัวมากมายมหาศาลขนาดไหนเพื่อส่งเสียลูกๆ ให้ได้เรียนหนังสือจบสูงๆ จะได้มีโอกาสที่ดีในชีวิต เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ไม่ต้องมาใช้แรงงานเหมือนกับท่าน แถมตาของหนูยังต้องทำงานส่งเสียเลี้ยงดูน้องๆ ของท่านรวมถึงอาก๋ง อาม่าอีก เพราะตาของหนูเป็นลูกคนโตของตระกูล... แม่ไม่รู้ว่า หัวใจของผู้ชายคนที่เป็นตาของลูกทำด้วยอะไร แต่มันทำให้แม่คิดว่า ถ้าจะมีคู่ครอง ต้องมีให้ได้อย่างตาของหนู ไม่ต้องรวยทรัพย์สิน แต่ให้รวยน้ำใจ รวยในความมีศีลธรรม รวยในมนุษยธรรม รวยในความดี รวยในความคิด และมีหัวใจอันยิ่งใหญ่ อย่างที่หายากเหลือเกินในสังคมสมัยนี้

ไม่ต้องดูอื่นไกล เอาแค่น้องสาว น้องชายของตาหนู แต่ละคนรวยกันทั้งนั้น หนูรู้มั้ย ที่แม่พูดว่า เขารวยนะ เขาไม่ได้รวยธรรมดานะลูก เขารวยติดอันดับหนึ่งในห้าของจังหวัดเลยนะลูก หนูจงรู้ไว้ว่า ญาติผู้ใหญ่ฝั่งคุณตาของหนูแต่ละคน ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก เขารวยกันชนิดที่เรียกว่า รุ่นหลานเขาอยู่ได้แบบสบายๆๆๆ โดยไม่ต้องทำงานไปตลอดชีวิตเลยละลูก ผิดกับตาของหนูราวฟ้ากับเหว บรรดาน้องๆ ที่รวยจนล้นพวกนั้นแหละ ที่คุณตาของหนูเป็นคนทำงานด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย เลี้ยงดูปูเสื่อมาตั้งแต่สมัยนั่งสำเภามาจากเมืองจีนกับอาม่า อาก๋ง... คุณตาของหนูใช้แรงงานเข้าแลกตั้งแต่อายุ 6 ขวบได้เงินเดือนๆ หกสลึง เพื่อเลี้ยงดูทุกคนทั้งครอบครัว... แต่พอเขารวย พวกเขาก็มองไม่เห็นหัวคุณตาหนูเท่าไหร่ โดยเฉพาะน้องสาวคนสุดท้องของตาหนู เขาลืมไปแล้วว่า ทุกวันนี้ที่เขามีเงินเป็นหลักพันล้าน เป็นเพราะคุณตาของหนูทำมาหาเลี้ยงเขา และหยิบยื่นเงินทองให้เขาได้มีโอกาสในการเริ่มต้นทำธุรกิจที่เขาอยากจะทำ เขาลิมไปแล้วว่า คำว่า กตัญญูรู้คุณคน สะกดอย่างไร เขาหลงกับความอยากมี อยากได้ อยากเป็นไปแล้ว เขาลืมไปแล้วว่า รากเหง้าของเขามาจากไหน...

หนูรู้มั้ย บรรดาญาติๆ ของแม่ ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน พวกลูกคนมีกระตังที่แม่ว่านะ ไม่มีใครได้ดีกันสักคน.. เพราะอะไร เพราะพวกเขาถูกเลี้ยงด้วยเงิน พ่อแม่เขาไม่เอาใจใส่จริงๆ จัง ที่จะอบรมสั่งสอนลูกๆ ของเขา ให้เป็นเด็กดี มีความคิด ความอ่าน ชีวิตของพวกเขา เงินคือสิ่งสำคัญ เขาคิดแต่ว่า มีเงิน เดี๋ยวก็มีหน้า มีตา มีคนนับถือเอง มีเงินแล้วจะมีทุกอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้ว แม่อยากจะบอกว่า เงินและทรัพย์สิน มันไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตของเรา มันเป็นแค่เครื่องมืออำนวยความสะดวกในชีวิตเท่านั้น แต่มันไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต

หนูรู้มั้ย ญาติๆ ของแม่ ที่รุ่นราวคราวเดียวกัน บ้างก็เรียนไม่จบ บ้างเรียนจบเมืองนอก เมืองนา แต่ไม่มีใครเอาถ่านกันสักคน ทุกคนเอาแต่แบมือขอเงินพ่อแม่ งานการไม่ยอมทำ แม่เห็นภาพพวกนั้นตั้งแต่เด็กๆ แม่จำได้สมัยเด็กๆ แม่แอบน้อยใจบ่อยๆ ว่า ทำไม ตากับยายไม่รวยเหมือนน้องๆ คนอื่นๆ ทุกครั้งที่แม่ขอเงินซื้อขนม แม่จะได้ก็ทีละบาท หรือ 2 บาทเป็นอย่างมาก แต่พวกญาติๆ พวกนั้นขอเงินพ่อแม่เขาที่ละ 20 บาท 50 บาท หรือบางทีก็เป็นร้อย ยิ่งโต เขายิ่งขอกันเป็นจำนวนมาก... หนูรู้มั้ย ทุกวันนี้ เขาขอเงินพ่อแม่กันทีเท่าไหร่ เป็นหลักล้านนะลูก

หนูไม่ต้องตกใจหรอก แม่ไม่ได้โกหก แล้วหนูก็ไม่ต้องคิดด้วยว่า แม่รวย เพราะญาติๆ ของแม่รวย แม่ยากจน แม่เป็นมนุยษ์เงินเดือน แม่ไม่มีให้หนูขอที่เป็นหมื่น เป็นล้านเหมือนเขา แม่ให้หนูได้ก็แค่เป็นพัน ถ้าหนูอยากได้มากกว่านั้น หนูต้องขยันทำงานหาเงินเอาเองนะลูก

ตอนนั้นที่แม่ยังเด็ก แม่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไม ตากับยายถึงได้ยากจนเหลือเกิน ในขณะที่น้องๆ รวยเอา รวยเอา ทั้งๆ ที่ตาเป็นพี่ชายคนโต ตาของหนูเป็นคนทำงานหนัก ตาของหนูก็ต้องรวยกว่าน้องๆ ซิ ในความเป็นเด็ก แม่คิดอยู่แค่นั้น

มาวันนี้ เมื่อแม่โตขึ้น มีโอกาสได้คุยกับตาและยายของหนู แบบที่ผู้ใหญ่คุยกัน แม่จึงรู้ว่า ตาของหนูไม่รวยเหมือนน้องๆ เพราะตาต้องเลี้ยงคนทั้งครอบครัว ตั้งแต่ อาม่า อาก๋ง บรรดาน้องๆ อีก 7 คน ไหนจะลูกๆ ตัวเองอีก 9 คน ที่ต้องส่งเสียให้เรียนหนังสือ ตาจึงไม่เคยเหลือเงินเก็บ เป็นมหาเศรษฐีเหมือนน้องๆ ตาของหนูเกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ให้โดยไม่เคยเรียกร้องเอากลับคืนแม้แต่บาทเดียว ตาของหนูเป็นคนหยิ่งและทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเองมาก มากเหลือเกิน ตาเคยบอกว่า ยอมเหนื่อยจนกระอักเลือดตายดีกว่า ยอมขอใครกิน

แม่เคยถามตาของหนูว่า อาๆ เคยให้เงินบ้างมั้ย ตาบอก เคย นานๆ ที ให้นิดๆ หน่อยๆ พอเป็นพิธีเวลาตรุษจีน แต่ตาก็จะคืนกลับไปให้หลานๆ ลูกๆ ของพวกเขา ตาบอกว่า ไม่เคยเอาเงินของน้องๆ แม่ถามว่าทำไมล่ะ ก็ในเมื่อตาทำเลี้ยงพวกเขามาตั้งแต่ตาอายุ 6 ขวบ หากเขาจะให้เงินตาบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะรับ หนูรู้มั้ย ตาตอบแม่ว่ายังไง ตาบอกว่า ไม่ต้องมาให้หรอก ตามีแรงทำมาหากินเองได้ แค่ให้พวกอาๆ เอาตัวรอด และไม่ต้องมาขอเงินตาก็พอแล้ว ตาเป็นพี่ชายคนโต ตาต้องให้น้องๆ ไม่ใช่ขอจากน้องๆ ตาเล่าให้แม่ฟังว่า บรรดาน้องๆ นะ จะลงทุนทำอะไร ก็มักจะมาขอเงินจากตาเสมอ ทำแล้วก็เจ๊ง ไม่รู้กี่ครั้งกี่หน แต่ตาก็ให้ ไม่เคยปฏิเสธ ไม่เคยเรียกร้องเอาคืน เพราะเห็นว่าน้องๆ เอาไปทำมาหากิน ไม่ได้เอาไปใช้สุ่รุ่ยสุร่ายอะไร คุณตาเป็นพี่ คุณตาต้องเสียสละให้น้องๆ ทีนี้หนูรู้หรือยังว่า ทำไมตากับยายของหนูถึงได้ไม่มีอะไรเหลือเป็นทรัพย์สมบัติให้ลูกหลานตัวเอง เหมือนญาติๆ คนอื่นๆ ของหนู

ส่วนยายของหนู
ในขณะที่ตาของหนู เป็นเสาหลักเรื่องหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว
คุณยายของหนู เป็นเสาหลักในการเลี้ยงดูแม่และป้าๆ อาๆ ของหนู ให้เป็นเด็กดี มีความคิด ความอ่าน มีจริยธรรม มโนธรรม และมนุษยธรรม คุณยายของหนูเป็นแม่ที่ประเสริฐยิ่งนัก ทุกอย่างที่แม่ และป้าๆ อาๆ ของหนู เป็นผู้เป็นคน ในทุกวันนี้ แม่กล้าพูดได้เลยว่า เป็นเพราะคุณยายของหนู ที่อบรมเลี้ยงดูลูกๆ ทุกคนด้วยหัวใจที่มีความรัก และเสียสละอันยิ่งใหญ่ แม่คิดว่า หากวันหนึ่งคุณยายของหนูต้องจากโลกนี้ไป ท่านคงได้ไปเกิดเป็นเทพ เป็นนางฟ้าอย่างแน่นอน เพราะท่านเป็นคนมีจิตใจเมตตามาก ไม่เคยกล่าวร้ายใคร ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งถ้าจะบรรยายความดีงามของท่าน คงต้องใช้เวลาหลายวัน...

แม่ไม่รู้ว่า พ่อแม่ คนอื่นเป็นอย่างไร เขาอาจจะมีหัวใจอันยิ่งใหญ่เหมือนตากับยายของหนูก็ได้

แต่แม่รู้อยู่อย่างหนึ่งว่า แม่ภูมิใจและคิดว่าตัวเองมีบุญเหลือเกิน ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของคุณตากับคุณยายของหนู แม่ไม่เคยอายที่จะบอกใครๆ ว่า ตากับยายของหนู เป็นชนชั้นใช้แรงงาน ที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แม่ไม่เคยอายในกำพืดของตัวเอง แม่กลับภูมิใจ ที่คนไม่มีการศึกษาอย่างตากับยาย สามารถเลี้ยงดูลูกๆ ให้อยู่ในศีลธรรม มีมนุษยธรรม และเติบโตมาอย่างเด็กที่ไม่เคยขาดความอบอุ่น เป็นคนดีของสังคม ที่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังๆ อย่างเช่น หนู และ ลูกๆ หลานๆ ญาติๆ ของหนู หรือคนอื่นๆ รอบๆ ตัวที่เรารู้จัก

แม่มองย้อนไปในสังคมรอบๆ ตัว แม่เห็นคนมีความรู้เยอะแยะมากมาย ที่ร่ำรวยเงินทอง มีความสะดวกสบายทุกอย่าง แต่เขากลับเป็นทุกข์ เพราะลูกๆ เป็นเด็กไม่ดี ไม่น่ารัก อย่าที่หวังและตั้งใจ เหมือนเช่น ญาติๆ ผู้ใหญ่ของหนูที่ทุกวันนี้ มีเงินมากมายมหาศาล แต่เป็นทุกข์เพราะลูกๆ เป็นเด็กไม่ดี เป็นทุกข์เพราะเป็นห่วงว่า เมื่อตัวเองจากโลกนี้ไปแล้ว ลูกๆ จะอยู่กันอย่างไร ถ้าไม่มีพ่อแม่อยู่เป็นที่พึ่ง..

แม่เห็นคนมีการศึกษาหลายร้อยคนรอบๆ ตัวที่เลี้ยงลูก ด้วยค่านิยมผิดๆ ปลูกฝังแต่ค่านิยมที่ไร้สาระในความรู้สึกของแม่ ปล่อยให้ลูกซึมซับเอาตัวอย่างผิดๆ จากสังคมไปใช้ เพียงเพราะว่า ไม่เอาใจใส่อย่างจริงจัง ที่จะอบรม สั่งสอน หรือตั้งใจฟังเวลาลูกๆ เล่าเรื่องราวต่างๆ หรืออาจเป็นเพราะว่า บรรดา พ่อแม่เหล่านั้น ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงิน มาเลี้ยงดู ส่งเสียลูกๆ ของตัวเองให้เรียนหนังสือ จนเหนื่อยและไม่มีเวลาให้กับลูกๆ ซึ่งมันก็คงไม่ผิด เพราะคนเหล่านั้นโดนสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมบีบบังคับให้ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แม่เองก็กำลังจะเป็นหนึ่งในนั้น แต่แม่สัญญาว่า แม่จะมีเวลาให้หนูเสมอ

ทุกครั้ง ที่แม่มองคนเหล่านั้น แม่จะยิ่งรู้สึกว่า แม่โชคดีมากมาย ที่เกิดมาเป็นลูกของตากับยาย แม้ท่านจะจนกว่า พ่อแม่หลายๆ คน มีโอกาสทางสังคมน้อยกว่า คนที่เรียนจบสูงๆ แต่แม่เชื่อว่า วันนี้ในช่วงเวลาบั้นปลายแห่งชีวิต ท่านประสบความสำเร็จอย่างมากมายมหาศาล ท่านมีลูกๆ ที่รัก และคอยดูแลเอาใจใส่ ไม่ปล่อยให้ท่านเหงา เหี่ยวเฉาอยู่บ้านเหมือนคนแก่หลายๆ คน ที่ลูกๆ ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ เอาแต่เที่ยวเตร่ เฮฮาไปกับเพื่อนฝูง โดยทิ้งพ่อแม่ตัวเองไว้ที่บ้าน ตามลำพัง เผลอๆ เอาหลานมาทิ้งไว้ให้เลี้ยงทั้งๆ ที่อายุเยอะแล้ว หูตาก็ไม่ค่อยดี เดินเหิน ขาแข้งก็ไม่ค่อยแข็งแรง แม่เห็นคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ตกอยู่ในสภาพแบบนั้นแล้วแม่สงสารเขาจัง...

แม่หวังว่า เมื่อหนูเกิดมา ดูจะได้เห็นแววตาอันเปี่ยมสุขของตากับยาย แม่หวังว่า ตากับยายจะอายุยืน และอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของหนู และของแม่ ให้หนูได้มีโอกาสเห็น และเข้าใจว่า ความสุขที่ล้นออกทางสายตาของคนแก่เป็นอย่างไร หนูรู้มั้ยว่า แม่แอบหวังอยู่ลึกๆ ว่า แม่อยากให้หนูรักพ่อกับแม่ เหมือนที่พ่อกับแม่ รักตายาย และปู่กับย่าของหนู

ในชีวิตแม่ แม่ไม่เคยคาดหวังว่า โตขึ้น แม่อยากให้หนูเป็นอะไร แม่ไม่ต้องการอะไรจากหนู แม่ขอเพียงอย่างเดียว ขอให้หนูเป็นเด็กที่ "คิดเป็น" เพราะแม่เชื่อว่า ถ้าหนูคิดเป็น ทุกอย่างในชีวิตของหนูก็จะราบรื่น และความสำเร็จในด้านอื่นๆ ก็จะตามมาเอง

แม่จำได้ไม่เคยลืม......

ยายของหนูมักจะชอบพูดว่า เราทำอะไร คนอื่นไม่รู้ ไม่เห็น แต่ผีสางเทวดาท่านรู้ ถึงเราจะเถียงว่า ผีสางเทวดาในโลกไม่มี ท่านไม่รู้หรอก แต่อย่าลืมว่า มีอยู่คนหนึ่งที่รู้ดีทุกอย่าง รู้ดีที่สุด นั่นคือ ตัวของเราเอง

ยายจะบอกแม่เสมอว่า จะทำอะไร จะตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ ให้คิดแค่ว่า สิ่งที่เราทำ มันทำให้คนอื่นเดือดร้อนมั้ย มันเบียดเบียนเขาหรือเปล่า มันควรหรือไม่ควร ใครมีบุญคุณกับเราบ้าง เราต้องจดจำและตอบแทน แล้วชีวิตเราจะประสบแต่ความสุข ความเจริญ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้...

สำหรับหนู...

หนูอาจจะเสียใจ ถ้าแม่จะพูดว่า แม่ไม่เคยอยากมีลูก เพราะแม่รู้ว่า การมีลูกหนึ่งคน มันเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ และมันต้องเสียสละมากมายแค่ไหน แม่กลัว กลัวว่าจะทำได้ไม่ดีเหมือนตากับยายของหนู แม่กลัวว่า หนูจะไม่รักแม่เหมือนที่แม่รักตากับยาย แม่กลัวว่าสังคมรอบๆ ตัว จะชักนำหนูให้เป็นเด็กไม่ดี ถึงแม้แม่จะอบรมสั่งสอนหนู เหมือนที่คุณตา คุณยาย อมรบสั่งสอนแม่มา แม่ไม่อยากทำให้คุณตาคุณยายผิดหวัง ที่มีหลานเป็นเด็กไม่รักดี แม่กลัวทำให้นามสกุลของคุณตาคุณยายเสื่อมเสียเกียรติ์ เพราะแม่อบรมสั่งสอนหนูไม่เป็น แม่กลัวว่า แม่จะเลี้ยงหนูได้ไม่ดี แม่กลัวว่า พอหนูโตขึ้นแล้วหนูจะเป็นเหมือนหลายๆ คนที่แม่เห็นทุกวันนี้ มันเป็นความเศร้าและสะเทือนใจของคนเป็นพ่อ เป็นแม่ที่เห็นลูกตัวเองไม่มีอนาคต ทำตัวเป็นเด็กไม่น่ารัก และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของสังคม ไม่เป็นที่น่านับถือของคนทั่วไป แม่กลัว....

และแล้ว.... เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2550
แม่ก็รู้ตัวว่า แม่กำลังจะมีหนู
ประจำเดือนแม่ขาดหายไป 10 วัน ซึ่งแม่ทำงานยุ่งจนลืมนึกไป แถมแม่ก็อยากกินแต่ น้ำพริกปลาทู ทั้งๆ ที่มันเป็นอาหารที่ไม่ใช่สำรับปกติของแม่ เพราะพ่อของหนูจะบ่นว่า กลิ่นมันแรง แม่เลยแถบจะไม่ค่อยได้กิน นับตั้งแต่แต่งงานกับพ่อของหนูมา

เพราะน้ำพริกปลาทูนี้แหละที่ทำให้แม่เริ่มเอ๊ะใจ แล้วนึกได้ว่า ประจำเดือนขาดไปตั้ง 10 วันแล้ว แม่เลยไปซื้อที่ตรวจครรภ์มาหลังจากเลิกงานวันที่ 23 พ.ค. 2007

เช้าวันที่ 24 พ.ค. แม่จึงตรวจผล.... มันขึ้นขีดแดง 2 ขีด

ความรู้สึกตอนนั้น แม่ดีใจมากนะที่เห็นมันขึ้น 2 ขีด มันเป็นความรู้สึกปลื้มใจ ที่รู้ว่ากำลังมีชีวิตน้อยๆ อยู่ในพุงของแม่ ตอนนั้นยังไม่ทันได้คิด ได้ตั้งตัวอะไรทั้งสิ้น ลืมไปเลยว่า แม่ไม่อยากมีลูก รู้แต่ว่า ณ ช่วงเวลานั้น แม่มีความปิติ มานี มานะ มากๆ

ในที่สุด พ่อของหนู จะได้มีลูกสมใจอยากของเขาสักที หลังจากที่เขาบ่นแม่มานาน ว่าแม่ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เลย หนูถึงยังไม่มาเกิดสักที แต่แม่ก็ไม่เคยไปเช็ค เพราะแม่ไม่ได้อยากมีลูกสักเท่าไหร่ เหมือนอย่างที่แม่บอก....

หลังจากตรวจผล แม่ก็แต่งตัวไปทำงานตามปกติ โดยวางผลตรวจตั้งครรภ์ไว้บนเคาน์เตอร์ในห้องน้ำ กะว่าเดี๋ยวพ่อตื่นมาคงจะเห็นเอง จนกระทั่งเย็น แม่กลับมาบ้าน เห็นพ่อหนูเฉยๆ ไม่พูดอะไร ไม่รู้ว่าซื่อบื้อ หรือไม่ทันสังเกตก็ไม่รู้ แม่เลยเดินไปหยิบที่ตรวจครรภ์มายื่นให้พ่อดู

พ่อทำหน้างงๆ ถาม "What ?"
แม่บอก “You don’t know what does it mean?”
พ่อยังทำหน้ามึน “ What does it mean?” (สงสัยจะแกล้งบื้อซะละมั้ง)
แม่บอก “ I am pregnant”
พ่อตกใจ “Are you sure? Really? (เริ่มสติแตก หน้าตาเหรอหรา แล้วก็เริ่มยิ้มแบบไม่ค่อยมั่นใจ)
“May be the tester is not correct” (อยากตบกระโหลกพ่อหนูจริงๆ ตกลงเขาอยาก หรือไม่อยากมีลูกกันแน่ฟ่ะ แม่ชักงงๆ กับปฏิกริยาของเขาแล้วเนี่ย)

จากนั้นพ่อของหนูก็ไม่พูดอะไร คว้ากุญแจมอเตอร์ไซด์ออกไป บอกว่าเดี๋ยวมา
พ่อหนูกลับมาบ้านพร้อมด้วยที่ตรวจตั้งครรภ์อีก 3 อัน ต่างยี่ห้อ ต่างบริษัทกัน บอกแม่ว่าให้ตรวจคืนนี้ 1 อัน พรุ่งนี้เช้าอีก 1 อัน และตอนเย็นหลังเลิกงานอีก 1 อัน

พ่อบอก เอาให้ชัวร์ ก่อนที่เขาจะโทรไปบอกปู่ของหนูว่า เขาทำสำเร็จแล้ว เขาทำหลานคนแรกให้ปู่ได้แล้ว พอผลทั้ง 3 อันตรงกันคือขึ้น 2 ขีด พ่อของหนูดีใจมากมาย โทรไปบอกปู่ที่แคนาดา ปู่ของหนู ดีใจกระโดดโลดเต้น ทิ้งโทรศัพท์ วิ่งไปตามถนน ชูมือยงโย่ยงหยก ตามประสาคนแก่อายุ 73 ปากก็ตะโกนบอกเพื่อนบ้านคนโน้น คนนี้ ไปทั่ว

เฮ้ย !!! ฉันจะมีหลานแล้ว ไชโย ไชโย นึกทีไร แม่ก็อดขำปู่ของหนูไม่ได้ซักที

ส่วนแม่ แม่โทรไปบอกยายกับตาของหนู
ตากับยายไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะหนูเป็นหลานคนที่ 10 ของครอบครัวแล้ว แต่เขาตื่นเต้นที่แม่ท้อง ตรงที่ว่า หนูเป็นหลานลูกครึ่ง ไทย-ฝรั่ง คนแรกในตระกูลของเรา หนูรู้มั้ยว่า หนูมี 4 เชื้อชาติในตัว คือ ไทย จีน แคนาดา และฝรั่งเศส แม่เคยอ่านงานวิจัย เขาบอกว่า เด็กที่มีหลายเชื้อชาติผสมอยูในตัว จะมีระดับสติปัญญาดีกว่า เด็กทั่วไปที่เกิดมาจากพ่อแม่ที่มีเชื้อชาติเดียวกัน เพราะยีนจะมีการพัฒนาอย่างมากมาย เพราะการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ แม่ก็หวังให้เป็นเช่นนั้น แต่ขอให้ระดับสติปัญญาของหนูดีกว่า คนอื่นๆ ในทางที่ถูกที่ควรนะลูก...

วันหลังแม่จะมาเขียนความในใจตอนต่อไป ฝากไว้ให้หนูได้เข้ามาอ่านอีก ถ้าบล็อคนี้จะยังอยู่ตรงนี้ ไม่สูญหายไปเสียก่อนที่ลูกจะมีโอกาสได้เข้ามาอ่าน

แม่หวังว่า วันหนึ่งที่แม่ไม่มีโอกาสได้อยู่เลี้ยงดู อบรมสั่งสอนหนูในโลกใบนี้แล้ว
ความในใจของแม่บนบล็อคนี้ จะเป็นสิ่งที่ช่วยขัดเกลาจิตใจ และอบรมสั่งสอนหนูเป็นตัวแทนของแม่และพ่อ ให้กับหนูได้นะจ๊ะ

จากแม่ของหนู.... เพนนี

7 ธ.ค. 2551




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2550    
Last Update : 17 ธันวาคม 2550 2:36:58 น.
Counter : 311 Pageviews.  

ความเครียด มาเยือน หลังจากตั้งสติได้

แม่เรียกมันว่า ทุกข์.. สีชมพู

แม่เรียกมันว่า ทุกข์.. สีชมพู เพราะมันเป็นความเครียดที่ ทำให้แม่มีพลัง และมีจุดมุ่งหมายในชีวิตมากขึ้น แม่พร้อมจะยืนหยัดต่อสู้ ไม่วาอะไรจะเกิดขึ้น

ช่วง 2 อาทิตย์แรก แม่จำได้ว่า แม่กับพ่อยังคงมีความรู้สึกปลาบปลื้มใจที่รู้ตัวว่า จะมีหนูมาอยู่เป็นเพื่อนเราในอีก 9 เดือนข้างหน้า ประกอบกับแม่เพิ่งลาออกจากงานมาอยู่บ้าน มาเริ่มทำธุรกิจของเราเอง ความรู้สึกมันโล่งดีมากช่วงนั้น เหมือนแม่ได้ปลดปล่อยจากความน่าเบื่อหน่ายตลอด 15 ปี แห่งชีวิตการทำงานเป็นลูกจ้างเขา และที่สำคัญ แม่รู้อยู่ลึกๆ ในใจว่า วันนี้ แม่ดีใจมากที่แม่กำลังจะมีหนู ทั้งๆ ที่แม่ไม่เคยอยากมีมาก่อนเหมือนที่แม่เคยเล่าให้ฟังไปแล้ว

มีอยู่คืนหนึ่งในช่วงนี้ ที่แม่ขับรถไปส่งเสื้อที่โรงงานลูกค้า วันนี้แม่ไปคนเดียว เพราะพ่อของหนูหลับอยู่ แม่จึงไม่อยากปลุกพ่อขึ้นมา เพราะเห็นว่า ทั้งวัน ทั้งคืนพ่อยังไม่ได้นอนเลย... ขากลับบ้าน ประมาณตีหนึ่งกว่าๆ เห็นจะได้ แม่ขับรถกลับบ้านด้วยความง่วงนอนเต็มที ใจไม่อยากจอดรถนอนข้างทาง เพราะแม่ไปคนเดียว แม่กลัวพวกมิจฉาชีพจะเห็นว่าเป็นผู้หญิงมาคนเดียวและจะฉวยโอกาสเอา อีกอย่าง แม่กำลังขับรถอยู่บนโทลเวย์ บูรพาวิถี จะจอดก็กลัวรถคันอื่นจะขับมาเสยเปล่าๆ เพราะคนไทยขับรถทั้งเร็ว ทั้งประมาทกันเหลือเกิน เลยตัดสินใจขับไปเรื่อยๆ เปิดทั้งเพลง กินทั้งบ๊วยเค็ม แถมตบหน้าตัวเองอยู่เป็นพักๆ ด้วย เพื่อให้ไม่หลับใน หนูรู้มั้ย ในที่สุด แม่ก็หลับใน รถเสียหลัก เบี่ยงเข้าข้างทาง เกือบจะชนขอบปูนกั้นถนนอยู่แล้ว ห่างแค่ประมาณครึ่งเมตรเห็นจะได้ แม่ตกใจตื่นขึ้นมา หักหลบรถแทบไม่ทัน ก็ไม่รู้ว่า เป็นเพราะผีสางเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ กรรมดีที่แม่ทำ หรือเป็นหนู ที่ปลุกให้แม่ตื่นทันเวลา หักรถทันโดยไม่มีอุบัติเหตุ แม่สะดุ้งหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง จนขับรถกลับบ้านได้ด้วยความปลอดภัย..

กลับมาถึงบ้าน แม่เห็นพ่อยังหลับอยู่บนโซฟา แม่ก็อาบน้ำเข้านอน นอนไม่หลับเลย
ใจคิดแต่ว่า ถ้าแม่เกิดแท้งหนูขึ้นมา แม่คงจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตที่ทำอะไรไม่รอบคอบ ให้ความสำคัญแต่กับเรื่องงาน จนลืมนึกถึงชีวิตน้อยๆ ของหนู ไหนจะพ่ออีก ถ้าแม่เป็นอะไรขึ้นมา พ่อจะทำยังไง พ่อคงต้องกลับบ้านที่แคนาดา แล้วทรัพย์สินที่มี พ่อจะทำยังไง เพราะทุกอย่างเป็นของแม่ที่ทำหามาได้เอง ไม่ใช่ของพ่อหนู แล้วใครจะเดินเรื่องนิติกรรมให้พ่อ ป้าๆ อาๆ ของหนูก็คงจะช่วยเหลือพ่ออยู่หรอก แต่พ่อจะรู้สึกอย่างไร จะเหงามั้ย พ่ออายุตั้งเยอะแล้ว กลับไปอยู่แคนาดาแล้วจะทำไง พ่อคงต้องเริ่มจากศูนย์ใหม่ เพราะพ่อทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีที่แคนาดา เพียงเพื่อจะได้มาอยู่กับแม่ที่เมืองไทย พ่อไม่มีสมบัติอะไรเลย นอกจากประกันชีวิต และประกันอุบัติเหตุที่แม่ทำไว้ให้กับพ่อ เผื่อว่า แม่เป็นอะไรไปก่อนแบบกระทันหัน พ่อจะได้มีเงินก้อนซื้อตั๋วเครื่องบิน และพ็อคเก็ตมันนีเพื่อตั้งตัวในช่วงปีแรกๆ เท่านั้นเอง.. ส่วนเงินเก็บสำรองที่พ่อกับแม่ช่วยกันหา ช่วยกันสร้าง แม่ก็เอาไปลงทุนเพื่อให้ดอกผลมันงอกเงย เผื่อเป็นไว้เป็นก็อกสำรองยามฉุกเฉิน หากโรงงานเย็บผ้าของเราเกิดไปไม่รอด เงินส่วนนี้พ่อคงจะเอาติดตัวไปได้ แต่แม่คิดว่าพ่อของหนูก็คงจะไม่เอา เพราะเขาเป็นคนหยิ่ง และทะนงตัวพอๆ กับตาของหนูนั้นแหละ ทรัพย์สินอย่างอื่น ซึ่งเป็นของแม่ พ่อก็คงไม่เอาอีกเหมือนกัน แม่รู้นิสัยเขาดี

ยิ่งคิด ยิ่งเครียด เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้แม่คิดไปไกล คิดยาวไปถึงอีก 20-25 ปีข้างหน้าเกี่ยวกับตัวหนู อนาคตของหนู และครอบครัวของเรา

แม่อ่านในเวปไซด์ เขาบอกว่า คนท้องขับรถได้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งท้องใหญ่ติดพวงมาลัยนั้นแหละ ไม่มีผลกระทบอะไรกับเด็กในแง่ของการสั่นสะเทือน เพราะลูกลอยอยู่ในน้ำคร่ำ เพียงแต่จะเหนื่อยง่าย และเพลีย หรือง่วงนอนมากกว่าคนปกติ ใจแม่ยังคิด ยังงี้หวานฉันเลย เพราะฉันจะได้บู๊งานจนกระทั่งคลอด หรือพุงค้ำพวงมาลัยนั้นแหละ แต่หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ทำให้แม่ฉุกคิดได้ว่า แม่คงจะลุยโรงงานเย็บผ้าของเราเต็มที่อย่างที่ตั้งใจไว้ไม่ได้แล้ว เพราะสังขารไม่อำนวย เขาบอกว่า คนท้องช่วง 3 เดือนแรกจะเหนื่อยง่าย และง่วงนอนมาก เนื่องจากร่างกายมีการปรับตัวและต้องทำงานหนัก ซึ่งแม่ก็ว่าจริง เพราะช่วง 3 เดือนแรก แม่นอนเป็นหมูอืดทั้งวี้ทั้งวัน จนพ่อหนูขำว่า แม่นอนเหมือนคนไม่เคยนอนมาตลอดชีวิต แต่พ่อก็ไม่ได้ว่าอะไร พ่อบอกดีแล้วที่แม่นอนเยอะ เพราะหนูจะได้โตเร็วๆ และแข็งแรง อีกอย่างแม่ก็เพิ่งลาออกจากงานมาใหม่ๆ พ่อก็อยากให้แม่ได้พักผ่อนและ enjoy กับชีวิตช่วงนี้ให้เต็มที่ พ่อบอกว่า หลังจากหนูคลอด เราคงมีงานชิ้นใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบไปตลอดชีวิต คงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบอิสระไปเที่ยวแบบโลดโผน อย่างคนตัวเปล่าไม่มีภาระเหมือนเมื่อก่อนไปอีกนานหลายปี ซึ่งแม่ก็รู้สึกขอบคุณพ่อที่มีความเข้าใจให้กับแม่เหลือเกิน พ่อของหนูเป็นคนที่น่ารักมากนะลูก เขาคอยเป็นกำลังใจให้แม่เสมอมา...

ใจแม่คิดไป....

- ฉันท้อง สังขารไม่เอื้อให้เลือดบ้า เลือดบู๊ในตัวมันทำงาน แล้วฉันจะทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี
- ฉันจะอุ้มท้องไปวิ่งหาออเดอร์ตามโรงงานเหมือนที่ตั้งใจไว้แต่ตอนแรกได้มั้ย?
- ลูกค้าเขาเห็นสภาพฉัน เขาจะไม่คิดเหรอว่า ท้องยังงี้จะทำงานให้เขาได้หรือเปล่า?
- ถ้าฉันยังขับรถตะลอน ตะลอนอย่างนี้อยู่ ฉันจะเกิดอุบัติเหตุมั้ย ?
- ฉันกำลังพาลูกเสี่ยงชีวิตไปกับฉันด้วยใช่มั้ย?
- แล้วพ่อของหนูล่ะ พ่อจะทำยังไง พ่อต้องอยู่คนเดียวตอนแก่ เพราะแม่เห็นแก่ตัว ทำแต่งาน จนลืมเรื่อง FAMILY VALUE เหรอ แม่กำลังเอาเปรียบหนูกับพ่อของหนู ใช่มั้ย?
- ถ้าแม่ไม่ทำ แล้วใครจะทำ? พ่อของหนูก็เป็นฝรั่ง ภาษาไทยก็ไม่คล่องขนาดฉะฉาน ไปหาลูกค้าจะคุยธุรกิจกันรู้เรื่องเหรอ?
- know how เรื่องการ์เม้นต์ พ่อก็ไม่ค่อยมี แล้วจะได้ออเดอร์มั้ย?
- พ่อทำได้อย่างเดียวคือเป็นคนขับรถให้แม่ ให้ไปคนเดียว พ่อก็ไม่ชำนาญทางในกรุงเทพอีก หลงกันอุตลุต มานักต่อนักแล้ว เพราะป้ายทางบ้านเรา บางทีก็มีแต่ภาษาไทย บางทีก็มี 2 ภาษา แถมเจอนิสัยคนไทยขับรถเข้าไปอีก พ่อสติแตกแน่ๆ พ่อหนูปรับตัวกับนิสัยการขับรถของคนไทยไม่ได้สักที แม่ปล่อยให้ไปคนเดียวแม่ก็เป็นห่วง จะจ้างคนขับรถเพิ่มอีกหนึ่งคน ก็เป็นค่าใช้จ่ายfix อีก แล้วจะไว้ใจได้มั้ยว่า ไม่ขโมยเอาเสื้อฉันไปขายพร้อมกับรถ? จะจ้างเป็นจ๊อบๆ ดึกดื่น เที่ยงคืน เขาก็ไม่อยากไปกันเท่าไหร่ เราก็ต้องไปกันเองอีก เพราะเป็นเวลาพักผ่อนของเขา
- แล้วฉันจะทำยังไงกับชีวิตดี ?
- นานแค่ไหนที่ฉันไม่สามารถจะกลับไปลุยธุรกิจได้อย่างเต็มตัวอีก ?
- อย่างเร็วก็คงต้องหลังจากที่หนูเลิกกินนมแม่ หรืออย่างช้าก็จนกว่าหนูจะเข้าโรงเรียน ?
- แล้วฉันจะหารายได้จากตรงไหนมาใช้จ่ายในครอบครัว?
- จะหมุนเงินยังไง ถ้าฉันจะหยุดกิจการสัก 2 – 3 ปี ?
- แล้วฉันจะทำยังไงกับจักรเย็บผ้า 20 ตัวนี้?
- แล้วลูกน้องล่ะต้องออกกันหมด ฉันทำบาป ทำกรรมกับลูกน้อง และครอบครัวเขาหรือเปล่าเนี่ย เขาตกงานจะทำยังไง คนหาเช้า กินค่ำ ?
- แล้วเงินที่ลูกน้องขอยืมไปล่ะ จะทำยังไง ตั้งหลายสตังนะนั่น ทุกคนรวมๆ กัน ฉันอยู่ได้เป็นปีเลย
- แล้วตากับยายล่ะ จะผิดหวังในตัวแม่มั้ย นี่แม่กำลังจะทำให้คนอื่นเขาดูถูกตากับยายว่า เลี้ยงลูกสาวยังไง ให้เอาตัวไม่รอดหรือเปล่า ?

เฮ้อ เครียด เครียด เครียด

ธุรกิจเสื้อผ้า มันไม่ใช่งานง่ายๆ นั่งทำที่โต๊ะเหมือนงานออฟฟิศนะลูก มันเป็นงานที่ต้องบู๊ล้างผลาญ ใช้หัว ใช้ไหวพริบ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา ต้องลุย ดึกดื่น เที่ยงคืน จำเป็นต้องไปส่งของก็ต้องไป เพราะไม่งั้นลูกค้าจะได้ของไม่ทันใช้ มันเป็นธุรกิจที่โคตระเหนื่อยเลยละลูก ไหนจะปัญหาเรื่องลูกน้อง เรื่องช่างเย็บอีก ทำธุรกิจเองมันเหนื่อยกว่า เครียดกว่า งานออฟฟิศร้อยเท่า ต้องบริหารทั้งเวลา ทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งคน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราคนเดียว แต่แม่กลับชอบงานแบบนี้นะ เพราะมันเหมือน แม่ได้พิสูจน์ตัวเองว่า แม่เป็นคนเอาถ่าน หนักเอาเบาสู้เหมือนตากับยายของหนู จะรอดหรือจะเจ๊งให้มันรู้กันไปเลยว่า เป็นเพราะแม่ไม่มีน้ำยา มีแต่ขนมจีน ฮิฮิ มันเป็นประสบการณ์ที่แม่ สามารถจะเก็บไว้เล่าให้หนูฟัง หรือให้คำปรึกษาหนูได้ เมื่อหนูโตขึ้น มันมีค่าทางจิตใจ ยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองนะลูก ไม่ว่ามันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม...

ถ้าหนูถามแม่ว่า มันมีค่ามากกว่าเงินทองอย่างไร...

แม่จะบอกว่า... หนูหาเงินทองได้ง่ายกว่า ประสบการณ์ทั้งหลายที่มันผ่านเข้ามาในชีวิต ถ้าหนูไม่มีเงิน แต่เป็นคนหนักเอา เบาสู้ ไม่เกี่ยงงาน ไม่จำกัดตัวเองว่า ฉันทำอันนี้ได้ ฉันทำอันนั้นไม่ได้ หนูก็จะคิดหาวิธีหาเงินได้ไม่ยากนะลูก เงินทองนะ มีลอยอยู่ในอากาศตรงหน้าหนูเยอะแยะ มันขึ้นอยู่กับว่า หนูตั้งใจจะคว้ามันเอาไว้หรือเปล่า เช่น ถ้าหนูไม่มีเงินเลย ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน คิด หนูอาจไปรับจ้างล้างจาน ตามร้านอาหาร เพื่อแลกกับข้าว 3 มื้อก็ได้ หรืออาจไปเดินขายพวงมาลัยตามถนน ตกเย็นหนูก็ได้เงินไปซื้อข้าวแล้ว อย่าไปอายที่จะทำงานด้วยความสุจริตและซื่อสัตย์นะลูก ถึงแม้คนจะดูถูกว่าเป็นอาชีพต่ำต้อย แต่หนูก็รู้ตัวเองอยู่เต็มอกว่า หนูทำด้วยความสุจริต และซื่อสัตย์ ไม่ได้ไปเบียดเบียนคนอื่นเขามา หนูไม่ได้ไปคอรัปชั่น ตินสินบาท คาดสินบนใครเขา หรือโกงภาษีประเทศชาติ เพื่อให้มีเงินมีทองเยอะแยะ คนจะได้นับหน้าถือตา จำเอาไว้ ไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไร จงตั้งมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์ สุจริต และไม่เบียดเบียนคนอื่นในทุกรูปแบบ แลวหนูจะรู้สึกภูมิใจกับตัวเอง ไปจนตาย....

แต่...

แต่ประสบการณ์ชีวิต โดยเฉพาะ ในการทำธุรกิจ หนูไม่สามารถจะหาได้ภายในวันเดียว แล้วบอกว่า ฉันประสบความสำเร็จแล้ว ฉันมีแล้ว มันไม่ใช่นะลูก มันอาศัยเวลาในการเรียนรู้ บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตกับประสบการณ์ในการเรียนรู้เพื่อทำธุรกิจ บ้างก็สำเร็จ บ้างก็ล้มเหลว สำหรับแม่ อย่างน้อย แม่ก็พอมีประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ หลายๆ อย่าง ที่ผ่านมาในแง่ของการทำงาน การบริหาร และการทำธุรกิจเล็กๆ ที่พอจะนำมาใช้เป็นคำแนะนำ เพื่อเป็นพื้นฐานให้หนูได้ในอนาคต เมื่อหนูโตพอในระดับหนึ่ง และยังรู้สึกว่า พ่อกับแม่ เป็นที่ปรึกษาให้หนูได้ในทุกครั้งที่หนูต้องการนะลูก...

จากแม่ของหนู ..... เพนนี

7 ธันวาคม 2550




 

Create Date : 10 ธันวาคม 2550    
Last Update : 11 ธันวาคม 2550 13:08:52 น.
Counter : 130 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.