บ่วง ตอนที่ 6





รัมภาดึงลูกทั้งสองขึ้นมานั่งด้วยกันบนเตียง ทั้งหมดมองไปรอบๆที่ไฟดับ

“ไม่เป็นไรนะลูก แค่ไฟดับ มาๆ นั่งบนนี้ อย่าซนนะ เดี๋ยวหกล้มไป”
รัมภาสะดุ้ง หันขวับเพราะได้ยินเสียงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของแพงคือเสียง โซ่ตรวนลากเข้ามา และเสียงกริ๊กๆ ไปตามลูกกรง ตามด้วยเสียงสวดภาษาเขมร รัมภาหน้าซีดเผือด กอดลูกกระชับ
“รัสตี้ ไลล่า ฟังแม่นะลูก หนูทั้งสองต้องอยู่กับแม่ เราจะจับมือกันอย่างนี้ห้ามปล่อย แม่พาไปทางไหนก็ต้องไป เข้าใจไหม”
“ทำไมหรือครับหม่ามี้ มีอะไรหรือครับ”
ไลล่ามองไปรอบๆ เริ่มกลัว
“หม่ามี้ มีอะไรหรือคะหม่ามี้”
เด็กแฝดมองไป ประตูห้องเปิดแอ๊ดออกช้าๆ ทั้งที่ไม่มีคนมา ควันดำลอยเข้ามา รัมภามองตาม ไลล่าตกใจ
“ใครเปิดประตู แด๊ดดี้หรือคะ ไม่มีใครนี่นา”
จู่ๆพรมที่พื้นก็ก่อร่างขึ้นเป็นเงาคน กำลังมุดมาตามพรม เสียงโซ่ตรวนมาตามทางกระทบพื้นไม้ รัมภาได้ยินคนเดียว รัสตี้เห็นพรมที่พื้นคนแรก
“แม่ ดูนั่น”
ของสิ่งนั้น ตรงเข้ามาบนเตียง มุดมาตามผ้าห่ม รัมภา ดึงลูก กระโดดลงจากเตียง
“วิ่ง...ไปเร็วลูก”
ทั้งหมดเผ่นออกไปจากห้องทันที

นอกเรือนเล็กบ้านยามกลางคืน…พระจันทร์มีหมอกบัง ลมพัดแรง ต้นไม้ไหวเอน ฝนใกล้ตก
รัมภากับลูกๆวิ่งมาที่ห้องโถงที่มืด และเงียบ มีเพียงแสงจันทร์สาดส่อง รัมภามองไปรอบๆมองดูว่ามีอะไรผิดปกติบ้าง เธอหาอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีทีท่าว่าจะเป็นอาวุธได้ โคมไฟระย้า ไม้เบสบอลที่วางพาดอยู่ ไม้กอล์ฟด้ามเหล็ก รัมภาเห็นของเหล่านั้น มือกระชับลูกไว้ กลัวมันพุ่งมาหาลูก รัมภามองอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งหมดดูเป็นปกติ
“หม่ามี้ เราจะไปไหนกันครับ” รัสตี้ถามอย่างตื่นกลัว
ไลล่ากลัวมาก
“หม่ามี้ ไลล่ากลัว”
เด็กแฝดเบียดชิดแม่ รัมภาหันขวับไปที่ มีดปอกผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะ ข้างจานผลไม้ ตอนนี้มีดเกิดสั่นกิ๊กๆ ขยับหมุนอยู่บนโต๊ะ ปลายมีดหันมาที่สามแม่ลูก รัมภาร้องทันที
“มีดนั่น !...หนีเร็วหนี ออกไปนอกบ้านออกไป”
รัมภาลากเด็กทั้งสองวิ่งออกไปนอกบ้าน

รัมภาพาลูกทั้งสองมาที่ขึ้นรถ รัสตี้สงสัย
“หม่ามี้ เราจะไปไหนครับ เราจะไปไหน”
“เราอยู่บ้านนี้ไม่ได้แล้วลูก แม่จะพาลูกไปนอนโรงแรม ไปเร็วลูกขึ้นรถ”
รัมภาสตาร์ทรถแต่ไม่ติด
“รถสตาร์ทไม่ติด บ้าจริง”
รัมภาสตาร์ทรถเท่าไหร่ก็ไม่ติด มองกระจกมองหลัง เห็นเงาของแพงนั่งในรถเบาะหลัง ข้างเด็กแฝด แพงยิ้มให้ หึๆ...รัมภาตกใจมาก ส่งเสียงแทบกรี๊ด รีบลงจากรถมาดึงลูกทั้งสอง
“ไม่...ลูก...ลงมาจากรถ ลงมาเร็ว”
รัมภาพาลูกออกวิ่งไป...ทั้งหมดวิ่งออกมาที่สวนจะวิ่งไปที่สะพาน ลมกรูเกรียว ฝนตกลงมาพอดี ไลล่าตะโกนบอก
“หม่ามี้ ฝนตกแล้ว”
“ไปลูก ไปที่ถนนใหญ่ ไปทางเรือนใหญ่”
ทั้งหมดวิ่งออกไปท่ามกลางสายฝนจะมุ่งไปเรือนใหญ่ เพื่อออกถนนใหญ่ฝั่งเรือนใหญ่ ทางออกด้านเรือนเล็กเป็นถนนที่เล็กกว่า รัมภากลัวไม่มีแท็กซี่ คำกับหล้าวิ่งมาจากเรือนคนใช้ เห็นพวกของรัมภาวิ่งไป ก็งง
“คุณผู้หญิง จะไปไหนครับ คุณผู้หญิง”
หล้าตัดสินใจวิ่งเข้าบ้าน เพราะจะไปหลบฝน และจะไปช่วยจัดการเรื่องไฟฟ้า

ศามนกำลังส่องไฟฉายให้บุญสืบ ที่วุ่นวายอยู่กับการใส่ฟิวส์ที่ตู้ไฟ เสียงครืนๆ ฝนตก ฟ้าแลบดังเข้ามา
“ฝนตกลงมาแล้ว เสร็จหรือยัง”
“เสร็จแล้วครับ แต่ไฟยังไม่ติดเลยครับ”
“หรือจะเป็นที่หม้อแปลง”
ทั้งสองออกไปจุดอื่น เพราะไฟยังไม่ติดเลย...ศามนกับบุญสืบเดินเข้ามาเจอหล้าที่เข้ามาพร้อมสมุดจดเบอร์โทรศัพท์ เล็กๆ
“นี่เบอร์โทรไฟฟ้าใช่ไหม ไอ้สืบดูหน่อย โทรแจ้งเขาสิ”
บุญสืบส่องไฟดูสมุดของหล้า
“โฮ้ย นี่มันเบอร์พวกที่เล่นแชร์ จะมาเก็บแชร์อะไรตอนนี้ โฮ้ย...เดี๋ยวๆผมเก็บไว้ในลิ้นชัก เดี๋ยวๆ หาก่อน”
บุญสืบเดินไปค้นลิ้นชักแถวนั้น
“คุณผู้หญิงกับคุณหนู...” หล้าจะบอกแต่ลืม“เอ๊ะ เราจะพูดอะไรวะ”
“ตาหล้า...คุณผู้หญิงกับคุณหนูทำไม”
หล้า ลืมไปแล้วว่าจะบอกอะไร
“คุณผู้หญิงกับคุณหนู เอ้อ...”
บุญสืบมองหน้าพ่อ
“ว่าไงพ่อ คุณผู้หญิงไปไหนหา”
หล้าคิดไม่ออกสักที บุญสืบเซ็ง ยกมือไหว้ขอโทษที แล้วตบหลังพ่อ ดังป้าบ เหมือนจะให้อะไรบางอย่างระเบิดพรวดออกมาจากคอ และแล้วก็สำเร็จ หล้าพรวดออกมาจริงๆ
“อ๋อ คุณผู้หญิงพาคุณหนูทั้งสองคนวิ่งออกไปจากบ้าน ไปทางถนนใหญ่ครับ”
ศามนตกใจ งุนงง เพราะนึกมาตลอดว่ารัมภาและเด็กอยู่ข้างบนบ้าน
“รัมภา”
ศามนวิ่งออกไป บุญสืบยัดกระดาษ ที่ค้นเจอให้
“พ่อ...นี่เบอร์การไฟฟ้า โทรแจ้งเขานะ ฉันจะไปช่วยคุณผู้ชาย”
บุญสืบตามไปอีกคน

รัมภาพาลูกทั้งสองวิ่งมาท่ามกลางสายฝนมาหยุดที่สะพาน เด็กทั้งสองไม่ค่อยอยากไปต่อ
“ฮือ ไลล่า เปียกหมดแล้ว หม่ามี้”
“อดทนหน่อย ออกไปที่ถนนไปลูก ไปหาแท็กซี่กัน เดินหน่อยนะลูก”
รัมภารุนหลังลูกให้เดินต่อ ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาทีหนึ่ง ไลล่ากรี๊ด
“อ๊าย ไลล่ากลัว”
ไลล่านั่งลงกลางสะพาน ไม่ยอมขยับ รัมภาดึง
“ไลล่า ลุกขึ้น เราต้องไปจากบ้านนี้นะ ลุกเร็ว”
“ไม่...ฮือ ไลล่ากลัว ไม่ไม่”
ไลล่านั่งลงปิดหู ร้องไห้ รัมภามองไปที่พื้นน้ำ ใต้สะพาน เงาของแพงปรากฏขึ้นที่สายน้ำจากลึกๆ ลอยสูงขึ้นมาจรดผิวน้ำ หน้าซีดๆของแพงใต้สายน้ำดูน่ากลัว
“อย่ามาทำลูกฉันนะ ไป๊... ไป๊ มาเร็วลูก ไปกับแม่ ไปเร็วเข้า”
รัมภาตกใจรีบอุ้มไลล่า ลากรัสตี้ไปจากสะพาน

รัมภาพารัสตี้และไลล่า เดินผ่านสวนไป ฝนยังตก ฟ้าแลบแปลบปลาบ คุณหญิงอบเชยยืนอยู่ กวักมือเรียก แต่ไม่มีใครได้ยิน
“อย่าไป แม่ชื่น อย่าไป !”
ศามนวิ่งมาตามทาง บุญสืบตามมาห่าง กำลังข้ามสะพานมา ศามนตะโกนเรียก
“รัมภา รัสตี้ ไลล่า”
รัมภา พารัสตี้กับไลล่าเดินผ่านสวนมาถึงถนนใหญ่ ยามค่ำคืนที่เงียบสงบไม่มีรถ รัมภามองซ้ายมองขวา ฝั่งนี้ไม่มีรถมาเลย เธอคิดว่าหากข้ามถนนไป จะหาแท็กซี่ ที่วิ่งเข้าเมืองง่ายกว่า
“ข้ามไปฝั่งโน้น ไปเรียกแท็กซี่ฝั่งโน้น”
รัมภาจูงลูกทั้งสองข้ามถนน แต่พอมาถึงกลางถนน ฟ้าเกิดผ่าเปรี้ยงใหญ่ลงมาที่ต้นไม้แถวนั้น ไลล่าร้องกรี๊ด
“ฮือ...ไม่ไป...ไม่ไป”
ไลล่าสะบัดจากรัมภา วิ่งกลับไป รัมภาตกใจวิ่งตาม
“ไลล่า จะไปไหนลูก”
เหลือเพียงรัสตี้คนเดียวที่ยืนงงอยู่กลางถนน...รัมภาไล่ตามไลล่าที่ร้องกรี๊ดวิ่งกลับไปทางเดิมเพราะจะหนีกลับบ้าน ลืมรัสตี้ไปสนิท ไฟจากรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา รัสตี้งง ทำอะไรไม่ถูก ยืนตะโกนเรียก
“หม่ามี้ หม่ามี้”
รัมภายังไล่กวดไลล่าอยู่ ไม่รู้เรื่อง ศามนกับบุญส่งวิ่งเข้ามาใกล้เห็นรัสตี้ยืนคนเดียวกลางถนน มีรถบรรทุกพุ่งตรงมา บุญสืบร้องกรี๊ด เสียวไส้ รัสตี้ยืนร้องไห้ทำอะไรไม่ถูก
“หม่ามี้”
รัสตี้ก้มหน้าลงนั่ง ไม่ลุกไปจากถนน รัมภาเพิ่งรู้ตัวหันไปมองรัสตี้ ร้องกรี๊ดอีกคน
“รัสตี้”
ศามนวิ่งตรงไปหารัสตี้ แต่ทุกคนอยู่ห่างจากรัสตี้มาก วิ่งยังไงก็ไปไม่ทัน
“รัสตี้ หลบไป หลบไป”
คนขับรถบรรทุก เพิ่งเห็นเด็ก เพราะถนนมืด รีบหักหลบ
“เฮ้ยๆ”
รถบรรทุก แถลงจากถนนเข้าไปชนต้นไม้ข้างทางเปรี้ยง...แล้วหยุดลง มีควันขึ้นจากหน้ารถ รัสตี้เงยหน้าขึ้นมองทุกอย่างงุนงง ศามนพุ่งเข้ามาอุ้มลูกชายไว้
“รัสตี้...รัสตี้ลูกพ่อ”
รัมภาวิ่งมาถึงกับบุญสืบยืนงงๆ รัมภามองรถบรรทุกช็อกเอามือจับปาก เพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ศามนมองรัมภา โกรธจัด

เมื่อไฟฟ้าติดแล้ว ศามนนั่งเคลียร์กับรถบรรทุกกับเจ้าหน้าที่ประกัน คุยกันเรื่องรถที่ชนต้นไม้ ได้รับความเสียหายเล็กน้อย รัสตี้กับไลล่า อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาแล้ว หัวเปียกอยู่ บุญสืบกับคำ ดูแลเช็ดผมให้
“ไม่มีอะไรแล้วนะคุณหนู ไม่มีอะไรแล้ว”
รัมภาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ยืนมองลูกท่าทางยังเครียด เลยเดินออกมาจากห้อง...รัมภาเดินมาเจอศามนที่ยืนเครียดอยู่
“รถบรรทุกเขามีประกัน ผมเคลียร์กับเขาแล้ว กลับไปหมดแล้ว”
รัมภารู้สึกผิด พยายามอธิบาย
“ผี...มีผีในบ้านนี้ ผีจะทำร้ายลูกเรา ฉันเลยจะพาเขาไปอยู่ที่อื่น แต่ทีนี้รถสตาร์ทไม่ติด”
ศามนยิ่งโกรธ ฟังดูเป็นคำอธิบายที่ไม่ได้เรื่องเลย
“ผีเนี่ยนะ”
“ผี...ผู้หญิง ฉันเห็นผีตัวนั้นแล้ว เขาจะฆ่าลูกเรา ผีตัวนั้นจะฆ่าลูกเรา”
รัมภาสติแตกเข้าไปเขย่าตัวศามนตะโกนใส่หน้า
“คุณต้องเชื่อฉันนะคุณมน มีผีที่เรือนเล็กจริงๆ ฉันรู้ เขาโกรธเกลียดฉันและลูก เขาจะฆ่าลูกเราเชื่อฉันนะ เชื่อฉัน”
ศามนขาดสติ ตบหน้ารัมภาเปรี้ยง เดือนแรมเข้ามาเห็นพอดี ตกใจชะงักกึกแล้วยิ้มสะใจ ทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงัด ศามนกับรัมภามองหน้ากันนิ่ง ช็อก เป็นการลงมือลงไม้ครั้งแรกของเขา
“คุณมน !”
ศามนกราดเกรี้ยว โวยรัมภาดังลั่น
“คราวที่แล้ว คุณตีหัวผม คราวนี้ ลูกของเรา...คุณทำครั้งนี้เกินไปแล้ว ลูกเราเกือบจะตายเพราะคุณ คุณรู้ตัวไหม รัมภา”
“ตายแล้ว นี่มันอะไรกันคะ ค่อยพูดค่อยจากันก็ได้”
เดือนแรมเข้าไปจับตัวรัมภา แกล้งทำเป็นเห็นใจ ศามนยังโกรธเกรี้ยว
“ไอ้ยานอนหลับบ้าๆนั่น ทำคุณประสาทหลอน รู้ตัวไหม ผีที่ไหนไม่มีทั้งนั้นมีแต่คุณนี่ล่ะที่ทำร้ายลูก รัมภา คุณทำแบบนั้นได้ยังไง ฝนตกอย่างนั้น พาลูกออกไปยืนกลางถนนได้ยังไงหา”
รัมภาอึ้งไป นั่งลง น้ำตาริน นั่งร้องไห้
“พอแล้วค่ะคุณมน พอแล้ว มานั่งตรงนี้ก่อนค่ะ ไม่มีอะไรแล้วนะคะ เด็กแฝดไม่เป็นไรแล้ว นั่งก่อนค่ะ นั่งก่อน”
เดือนแรมเข้าไปดึงศามน ออกไปนั่งห่างๆ ศามน ยอมหยุด กุมหัวเครียด เดือนแรมแอบยิ้มสะใจ

เช้าวันใหม่...บรรยากาศชายทะเลยามเช้าสวยงาม นักท่องเที่ยวหญิงคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่ริมทะเลในชุดว่ายน้ำ ห่างออกมา อนุกูลนั่งที่เก้าอี้ผ้าใบ ใส่แว่นตาดำ แกล้งทำหลับ แต่จริงๆ มองสาวสวยคนนี้เพลินอยู่ พัชนีอยู่ในชุดคล้ายสาวออฟฟิศ มิดชิดเดินมายืนบัง อนุกุลโวยวาย
“โฮ้ย จะมายืนขวางทำไม วิวสวยๆเสียหมด...” อนุกูลมองหัวจรดเท้า “แล้วดู
มาทะเลนะไม่ได้ขึ้นดอย ฮึ่ย...แต่งตัวไม่เข้าพวก”
“โทรศัพท์ค่ะ”
พัชนีทำท่าเบื่อๆ ค้อนๆ ยื่นให้
“ใครอ่ะ”
“มีเรื่องที่บ้านคุณศามน คุณรัมภาอยากคุยกับคุณ”
อนุกูลรีบลุกขึ้นนั่ง รับโทร ทันที ซีเรียส
“ฮัลโหล...ว่าไงครับคุณภา”

รัมภาเดินมาหาศามนทั้งสองดูใจเย็นลงแล้ว
“ฉันโทรบอกคุณนุแล้ว ฉันอยากไปสงบสติอารมณ์ที่หัวหิน คุณนุ คุณวรรณ กับคุณพัช อยู่ที่นั่นกันหมด ฉันอยากไปจอยกับเขา
“ผมไปด้วยไม่ได้ นายใหญ่มาประชุมที่กรุงเทพ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เราห่างกันสองสามวัน ก็ดีเหมือนกัน”
รัมภาจะเดินออกไป ศามนเข้าไปดัก มีทีท่างอนง้ออยู่
“นี่คุณโกรธผมหรือ ผมขอโทษ”
“ปกติ เวลามีเรื่อง ฉันเป็นคนตีลูก คุณไม่เคยตีลูกด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่ฉันเลย...หมู่นี้คุณเป็นอะไรไป”
ศามนจับมือรัมภา รู้สึกผิดมาก
“ขอโทษ ผมเครียดมาก นอนไม่หลับทั้งคืน ภาพที่รถพุ่งเข้ามาหารัสตี้ยังติดตาผมอยู่เลย”
“ฉันก็นอนไม่หลับเหมือนกัน ตั้งแต่แต่งงานกันมา เราเชื่อใจกันมาตลอด เราผ่านปัญหาต่างๆมาด้วยกันเพราะเราเชื่อกัน แต่ตอนนี้คุณไม่เชื่อคำพูดของภาอีกแล้ว”
ศามนโมโหขึ้นมาอีก
“ไม่มีใครในโลกเชื่อคุณหรอก เพราะผีในโลกนี้ไม่มีจริง”
รัมภาเป็นฝ่ายง้องอนบ้าง
“ภาไม่อยากอยู่ที่เรือนเล็ก กลับไปอยู่เรือนใหญ่นะคะ ภาเชื่อว่า จะไม่มีปัญหาอะไรอีก เพราะที่เรือนใหญ่ วิญญาณคุณทวดจะคุ้มครองเรา”
“มีวิญญาณที่เรือนเล็ก ตอนนี้มีวิญญาณคุณทวดที่เรือนใหญ่ด้วยเนี่ยนะ คุณต่างหากที่เปลี่ยนไป...รัมภา”
“คุณมน !”
“คุณไปพักที่หัวหินเถอะ เราสองคนจะได้มีเวลาคิดเรื่องนี้อีกหน่อย กลับมาค่อยคุยกัน”
ทั้งสองมองหน้ากัน อย่างไม่มีใครยอมใคร

รัสตี้กับไลล่าเล่นกันอยู่ รัมภาและศามนเดินมาหา
“รัสตี้ ไลล่า ไปเก็บของลูก เราจะไปเที่ยวทะเลกัน”
รัสตี้ดีใจ
“ไปทะเลไปกันหมดเลยใช่ไหมครับ”
“แด๊ดดี้ต้องอยู่ทำงาน เราจะไปกันสามคน”
ไลล่าผิดหวัง
“ทำไมล่ะค้า”
“เด็กๆอยู่ที่นี่เถอะ อยู่กับพ่อ ไม่ต้องไป”
รัมภาหันไปโวยศามน
“ฉันไม่ยอมทิ้งลูกไว้ที่บ้านนี้เด็ดขาด”
“ผมไม่อยากให้คุณดูแลลูกในเวลาที่ไม่พร้อม”
รัมภาไม่พอใจ
“ผู้หญิงทุกคน พร้อมเป็นแม่มาตั้งแต่เกิด...คุณรักบ้านนี้นัก อยากอยู่ก็อยู่ไปคนเดียว แต่ฉันจะไม่มีทางทิ้งลูกไว้ในที่อันตรายแบบนี้อีก”
“คุณภา ตั้งแต่เด็กๆอยู่ที่นี่ เขาไม่เคยป่วยอีกเลย มีแต่คุณที่ป่วย ที่นี่คือบ้าน ไม่ใช่สถานที่อันตราย”
“วนกลับมาเรื่องนี้อีกแล้ว เราคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก เด็กๆตามแม่มา เราจะไปเก็บของ”
“ไม่ลูก ไม่ต้องเก็บ มานี่ ไปเล่นที่สวนกับพ่อ”
ศามนดึงเด็กๆออกไปจากบ้าน รัมภายืนงง เดือนแรมแอบฟังอยู่มุมหนึ่ง สะใจที่เขาขัดแย้งกัน...คุณหญิงอบเชยมองมาทางเรือนเล็กอย่างกังวล
“เอาลูกไปด้วย เอาลูกไปด้วย อย่ายอมคุณหลวง เอาลูกไปด้วย”

ศามนจูงลูกๆทั้งสองมานั่งลงในสวน เด็กๆพากันเศร้าๆ
“อยู่กับพ่อนะลูก อยู่บ้านของเรา”
“โธ่น่าสงสาร น้าเดือนจะดูแลหนูเองนะคะ”
ศามนมองหน้าเดือนแรมที่จู่ๆโผล่มา เดือนแรมยิ้มให้อย่างปลอบประโลม เข้าไปกอดเด็กแฝดเอาหน้า ไลล่าหันไปถามพ่อ
“ให้หม่ามี้ไปคนเดียวหรือคะ”
“หม่ามี้กำลังเครียด พ่ออยากให้หม่ามี้ได้พักผ่อน ถ้าหนูสองคนอยู่กับหม่ามี้ หม่ามี้ก็ต้องคอยห่วงหนู ไม่ได้พัก พอเข้าใจไหมลูก”
เดือนแรมรีบเสริม
“จำเรื่องเมื่อคืนได้ไหม ฝนตกฟ้าร้องอย่างนั้นหม่ามี้พาหนูออกไปจนเกือบจะโดนรถชน น่ากลัวจะตายไป”
เด็กทั้งสองพยักหน้าว่าจริง รัสตี้ยังกลัวไม่หาย
“รถวิ่งมาหารัสตี้ รัสตี้กลัวจนขาสั่นวิ่งไม่ออกเลยครับ”
“นั่นไงล่ะ”
“เสียงฟ้าผ่า ไลล่ากลัว”
เดือนแรมยุต่อ
“ใช่ ใช่...เมื่อคืนแค่ไฟดับ หม่ามี้หนูคิดมากไปเองเราอยู่กับคนคิดไปเองไม่ได้นะลูก ให้หม่ามี้เขาไปเถอะ”
รัมภาเดินออกมา คำ หล้า และบุญสืบ หิ้วกระเป๋าเดินทางและสัมภาระตามมา
“แม่เก็บของมาให้หนูแล้ว ไปกับแม่เถอะนะ แม่อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีหนูทั้งสองคน”
“ภา ผมขอร้องล่ะ แค่สามวันเท่านั้น ผมจะดูแลลูกให้เอง”
“ไม่...ชีวิตและจิตใจของฉัน ทุกๆนาที ทุกๆวินาที ฉันไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง ฉันอยู่เพื่อปกป้องลูกเท่านั้น ฉันจะไม่ทิ้งลูกไปเด็ดขาด”
“ที่บ้านนี้ มีทั้งคุณมน มีทั้งพวกบุญสืบ คุณพี่จะห่วงอะไรค้า...” เดือนแรมเสียงเบาลง เยาะๆ “น่าจะห่วงตัวเองมากกว่า”
รัมภาเดินไปดึงมือเด็กแฝดมาคุยกัน
“แม่รู้ หลายวันนี้ แม่ทำให้หนูกลัว หลายอย่าง แม่อธิบายไม่ได้ แต่ขอให้เชื่อแม่...ขอให้เชื่อใจแม่ เชื่อใจแม่ได้ไหมลูก”
ไลล่าลังเล
“เอาไงดีล่ะรัสตี้”
“ให้แม่ได้พัก อยู่กับพ่อเถอะ”
ศามนเดินไปดึงลูกทั้งสองกลับมา แล้วจับมือไว้ไม่ปล่อยทั้งสองคน รัมภาเริ่มน้ำตาคลอ ศามนหันไปบอกพวกบุญสืบ
“เอาของคุณภาไปเก็บที่รถ ของเด็ก เอาขึ้นไปไว้บนห้อง”
บุญสืบและคำละล้าละลัง รัมภาร้องไห้ออกมา
“ในโลกนี้ไม่มีใครเชื่อแม่ แม่ไม่ว่า แต่ต้องไม่ใช่ลูก ลูกจ๋า แม่ไม่ได้เป็นอะไร ถ้าดวงใจของแม่ ไม่ได้ไปด้วย แม่คงอยู่ไม่ได้”
ไลล่าคิดเล็กน้อย ในที่สุดก็ร้องเพลงกล่อมเด็ก ท่อนหนึ่งออกมา ทุกคนงุนงงตกใจกันหมด
“ไลล่า...ร้องเพลงอะไรลูก”
“หม่ามี้กล่อมไลล่าทุกคืน ไลล่าจำเนื้อเพลงได้แค่นี้ ไลล่าจะกล่อมตัวเองได้ยังไง ไลล่านอนไม่ได้ ถ้าไม่มีหม่ามี้”
ไลล่าสะบัดมือจากศามน วิ่งไปหาแม่ รัมภากอดลูก ดีใจจนน้ำตาไหลออกมา
“ไปกับแม่...ไลล่าจะไปกับแม่ใช่ไหม”
รัมภากอดจูบลูก บุญสืบกับคำน้ำตาคลอที่ได้เห็นภาพนั้น ไลล่าหันมาเรียก
“รัสตี้ ไปกับหม่ามี้นะ ไปด้วยกัน”
รัสตี้คิดหนักมองหน้าพ่อ ศามนขอร้อง
“รัสตี้ ไม่...อย่าไป”
“ผมจะไปดูแลน้อง ไปดูแลหม่ามี้ แทนแด๊ดดี้นะครับ ผมขอโทษ”
รัสตี้แกะมือศามนออกจากมือตน แล้วเดินไป รัมภากอดลูกดีใจ ร้องไห้
“ขอบคุณมากลูก ขอบคุณ”
ทั้งสามแม่ลูก มองศามน อำลา เดินไปขึ้นรถ คำกับบุญสืบ พูดกันเบาๆ ระหว่างเดินไป
“คุณหนู ทูนหัวของยายคำ น่ารักเหลือเกิน”
คำซับน้ำตา บุญสืบค้อนศามน
“งานเงินอะไรนักหนาวะ ทำไมไม่ตามไปนะ”
ศามนเศร้าเซ็ง เดือนแรมยิ้มสะใจมองศามน

แพงยิ้มยกมือราวกับร่ายรำตามประสาคนบ้า มองไปรอบๆบ้านของตนเองอยู่ในบ้านคนเดียว มีความสุข ครอบครองบ้าน
“ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า ในที่สุด เรือนหลังเล็กก็จะมีแต่อีแพงกับคุณหลวง ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า!”
บ้านพักริมทะเลเป็นบ้านโบราณ ซึ่งกล้าสร้างไว้ในอดีต ปัจจุบันถูกตกแต่งใหม่ รัมภาขับรถมาถึง อนุกูล พัชนี วรรณศิกาเดินมาต้อนรับ เด็กๆลงจากรถ
“ยินดีต้อนรับคร้าบ...”
รัมภามองบ้านอย่างชื่นชม
“บ้านน่ารักจังเลยค่ะ”
“คุณปู่ทวดสร้างไว้ให้น่ะครับ ท่านเป็นทหาร ต้องเข้าไปทำงานที่พระตำหนัก เลยสร้างบ้านไว้ คุณจะอยู่กี่วันก็ได้ ผมยินดี”
พัชนีเดินไปหาเด็กทั้งสอง พาเดินออกไปที่ทะเล
“เอาชุดว่ายน้ำมาไหมคะ ทะเลอยู่ตรงนั้น ไปเดินเล่นกับน้านะคะ”
พัชนีพาเด็กเดินไป วรรณศิกาหันมาคุยกับรัมภา
“เรื่องของคุณภา น่าตกใจจริงๆ คุณเชื่อจริงๆหรือคะว่ามีผี”
อนุกูลเหยียบเท้า วรรณศิกาสะดุ้งโหยง
“โอ๊ย...เท้าคุณใหญ่กว่าหน้าฉันอีก เหยียบเข้ามาได้”
“ผมช่วยขนของ เข้าไปพักเหนื่อยกันครับ เรื่องที่กรุงเทพก็ทิ้งเอาไว้ที่นั่น เราจะไม่พูดเรื่องนี้กันที่นี่” อนุกูลหันมาดุวรรณศิกา “เข้าใจไหม”
สามคนช่วยกันขนของเข้าบ้าน

ดีดี้หิ้วอาหารสด ผักผลไม้ หลายถุงเข้ามา พวกของบุญสืบออกมาดู
“ขนอะไรกันมาวะเยอะแยะ เอ๊า...คุณนาย”
เดือนแรมเดินตามมาด้วย
“ฉันออกไปซื้อของที่ตลาด คุณพี่รัมภาไม่อยู่ คุณพี่ศามนไม่มีใครดูแล ฉันจะมาดูแลเอง”
คำไม่พอใจ
“ใครบอกไม่มีคนดูแล พวกข้ายังอยู่เต็มบ้าน”
“ยายคำ ฉันเป็นเพื่อนเจ้านายนะ ไม่ใช่เด็กที่วิ่งเล่นอยู่แถวนี้เหมือนเมื่อก่อน ถ้าขืนขึ้นเสียง เรียกข้าเรียกแกอีก ฉันจะฟ้องคุณศามนให้เอาเรื่อง”
คำค้อน ศามนเดินมาในชุดทำงาน มีสูทพาดที่แขน มีกระเป๋าเอกสาร เดือนแรมดิ่งเข้าไปหา
“คุณพี่ขา เย็นนี้ทานแกงส้มกันไหมคะ เดือนจะทำให้เอง”
“ผมมีประชุมที่โรงแรมในเมือง คงต้องอยู่จนดึก คงไม่ได้ทานข้าวเย็น”
คำ หล้า บุญสืบยืนเรียงหน้ากระดาน แกล้งทำเสียง พร้อมกัน
“ป่อยย !”
สามคนหัวเราะสะใจ เดือนแรมค้อนก่อนจะหันมาอ้อนศามน
“งั้นเดือนขอติดรถเข้าเมืองด้วยได้ไหมคะ”
“ผมให้รถที่บริษัทเขามารับ จะไปรับเจ้านายที่สนามบินด้วย ไม่สะดวกน่ะครับ”
สามคนพูดพร้อมกันอีก
“ป่อยย สอง !”
ศามนยิ้มให้เดือนแรม
“ไปก่อนนะครับ”
สามคนหัวเราะสะใจ รุมกันเยาะเดือนแรม หล้าถอนหายใจเสียงดัง
“เฮ้อ...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม !”

รัสตี้กับไลล่าเล่นสนุกอยู่ที่ชายหาด พัชนีเดินเข้ามาหา รัมภา อนุกูลและวรรณศิกา เดินมาสมทบ
“สนุกกันใหญ่เลย” พัชนีบอก
วรรณศิกาถอนใจเบาๆ
“เด็กหนอเด็ก แค่ได้เล่นสนุกก็ลืมทุกอย่างแล้ว”
อนุกูลหันไปถามรัมภา
“ตอนเย็น ทำอะไรดีครับ คุณภาอยากทำอะไร เราตามใจคุณภาหมดเลย ที่นี่มีห้าง มีผับ มีที่ฟังดนตรี...”
รัมภาตัดบท ก่อนที่อนุกูลจะสาธยายยืดยาวไปกว่านั้น
“ฉันอยากไปทำบุญที่วัดค่ะ”
รัมพามองไปที่พัชนี อนุกูลเซ็งเลย
“โอ...อมิตตาพุทธ !”
“พาพี่ไปหน่อยได้ไหมคะคุณพัช วัดแถวนี้ก็ได้ หลังจากวันนั้น พี่ยังไม่ได้
ไปทำบุญอีกเลย”
อนุกูลรีบขัด
“โฮ้ย...ยายพัชไม่ใช่คนแถวนี้ไม่รู้จักวัดหรอกครับ”
“เอ้อ ก็พอรู้จักค่ะ” พัชนีพูดเรียบนิ่ง
อนุกูลจ๋อย ไม่อยากไปวัด รัมภายิ้มพอใจ
“พี่ห่วงคุณมนที่ต้องอยู่บ้านนั้นคนเดียว อยากขอให้คุณยายทวด ช่วยดูแลคุณมนน่ะจ้ะ”
พัชมองอนุกูลเกรงใจ ยิ้มแห้งๆ

ทั้งหมดเดินเล่นเข้ามาในวัดอันร่มรื่น รัมภารู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง
“ร่มรื่น สะอาดสอ้าน คุณพัชนี่เก่งนะคะ หาวัดดีๆให้ทั้งนั้นเลย”
“พ่อแม่พัชตายเพราะอุบัติเหตุ พัชอยู่กับลุงช่วงตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ คุณลุงท่านเป็นคนธรรมมะธรรมโม พัชตามคุณลุง ขึ้นเหนือล่องใต้ ไปวัดนั้นวัดนี้ ก็เลยรู้เยอะค่ะ”
“แล้วทำไมไม่เป็นสัปปะเหร่อล่ะ เป็นเลขาทำไม”
พัชนีงอนๆอนุกูลที่พูดจาถากถางเธอ
“สังโวหาเรนะ โสจัยยัง เวทิตัพพัง”
อนุกูลมองหน้า
“หนอย สวดแช่งฉันอีกแล้วใช่ไหม”
“พุทธภาษิต แปลว่า ความเป็นผู้สะอาด พึงทราบได้ด้วยถ้อยคำสำนวน” พัชนีอธิบาย
อนุกูลทำปากโอ้โห วรรณศิกาขำคิกๆ
“สุดยอด” วรรณศิกาตบมือหัวเราะชอบใจ “ตอนนี้นอกเวลางาน...ลุยเลยหนู”
“เดี๋ยวเถอะ ยายแม่ชี สามวันนี้ อยู่ด้วยกัน บ้านเดียวกัน เดี๋ยวจะมอมเหล้าแล้วปล้ำ” อนุกูลขู่
พัชนีตกใจกลัว วรรณศิกาปรามเสียงดุ
“คุณนุ”
อนุกูลยอมแก้ให้ เปลี่ยนคำเล็กน้อย
“แล้วปั๊ด...จับกดน้ำให้เข็ด ไปเด็กๆ ตามอามา ไปให้อาหารปลาทางโน้นดีกว่า เขาว่าอาสกปรก เดี๋ยวไปเลอะในโบสถ์ ชิ !”
อนุกูลลากเด็กๆไปเที่ยวเล่นอีกทาง

เดือนแรมเดินไปเดินมาครุ่นคิด ดีดี้นั่งเล่นกินขนมอ่านหนังสือละคร
“คุณมนกลับดึก กลับกี่โมงก็ไม่รู้ จะทำไงดีนะ จะทำไงดี เอ็งมีความคิดอะไรมั่งไหม นังทองดี เอ๊ย...แม่ดีดี้”
“ถ้าเป็นนางอิจฉาในละคร เขาจะอ้างเรื่องงานอะไรสักอย่าง แล้วไปรอพระเอกที่บ้านคืนนี้”
เดือนแรมคิดๆ
“คิดบัญชีทั้งคืน นอนไม่หลับแบบนี้ดีไหม”
ดีดี้พยักหน้าว่าเยี่ยมๆ
“อยู่ด้วยกันทั้งคืนสองต่อสอง ผู้ชายแท้ๆ ไม่ใช่เก้งไม่ใช่กวาง ใคร้มันจะไปทนได้”
เดือนแรมกับดีดี้ หัวเราะกันสนุก

รัมภา วรรณศิกา และพัชนีถวายชุดสังฆทานให้พระสงฆ์
“ดิฉันจะมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษค่ะ!”
รัมภาถวายสังฆทานและกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้คุณหญิงอบเชย
คุณหญิงอบเชยนั่งอยู่ที่เฉลียง ลมพัดกรูเกรียวเข้ามา เธอได้รับบุญกุศลนั้นสีหน้าแช่มชื่นมีความสุข
“ลูกชื่นกลิ่นของแม่ หนูทำบุญให้แม่งั้นหรือ ดีล่ะ”
คุณหญิงลุกขึ้น มีกำลังวังชาขึ้นมาทันที

เดือนแรมกับดีดี้ช่วยกันหาเอกสารตามมุมนั้นมุมนี้
“เอ้า...หาเอกสารเข้า รายรับรายจ่ายของเดือนนี้เอาออกมา ข้าจะเอาไปให้คุณศามนช่วยกันคิดเลขคืนนี้”
“คิดซ้าย คิดขวา คิดหน้าคิดหลัง คิดแล้วคิดอีก คิดกันจนเหนื่อยหอบเฮือกๆ” ดีดี้ทำเสียงหายใจหอบ “ทั้งคืน”
สองสาวพูดสองแง่สองง่ามไม่อายปาก ออกท่าทางครึกครื้น
“ฮิฮิ อีบ้า...แต่ชอบว่ะ ถูกใจ...หอบเฮือกๆ...ว้ายชอบ...”
ทั้งสองหัวเราะกันใหญ่ ทันใดนั้นเสียงอ่อนแรงป่วยไข้ของเพ็ญ เรียกดังมาจากในห้อง
“อีเดือน อีเดือน อีเดือน...”
เดือนแรมชะงัก
“เสียงยายทวด ฮึ่ย...เสียอารมณ์จริง!”
เดือนแรมและดีดี้ออกไปดูเพ็ญที่นอนป่วยไม่มีแรงเกือบอัมพาต อยู่บนเตียง ละเมอ เพ้อๆ
“อะไรอ่ะยายทวด เรียกทำไม”
“ฉันเอาข้าวเย็นให้แล้วนะ คุณนายก็เห็น จะมาทำหลงลืม ฟ้องคุณนายไม่ได้นะยาย ฉันไม่ยอมจริงๆด้วย”
เพ็ญเพ้อขึ้น
“ทอง...ทองของกู เอาทองกูไปไหน”
เดือนแรมส่ายหน้าเบื่อๆ
“งกสมบัติขึ้นมาล่ะสิ นังทองดี ไปเอากล่องใส่ทองมาให้ยายทวดดูหน่อยซิ”
“เอ๊า...ก็พี่เอ๊ยคุณนายขายกินหมดแล้วไม่ใช่หรือ”
เดือนแรมทำปากจุ๊ๆให้เบาๆหน่อย
“ข้าเอาทองชุบมาใส่ไว้ คืนเขาแล้ว อยู่โน่นน่ะ”
“อ๋อ อ๋อ”
ดีดี้เดินไปเปิดลิ้นชัก เอากล่องใส่ทองมาวางบนโต๊ะ
“เอ้ายาย วางไว้ให้แล้ว มาหยิบเองแล้วกัน”
เพ็ญมองมา แล้วพยายามขยับตัวจะลุกเดินไปเอา แต่ไม่ไหว แค่จะลุกยังลุกไม่ขึ้น
“ทอง...ทองข้า โอ๊ย”
เดือนแรมกับดีดี้ขำกัน แกล้งคนแก่ แล้วขำ
“นังทองดี แกล้งยายทวดข้า...ไปเอามาเร็ว”
“โฮ้ยหนักๆ ทองแท้ ทองแท้ทั้งนั้นเลย ดูเด่ะ ทวด ดูดู”
ดีดี้ยกกล่องมาวางใหม่ ใกล้กว่าเดิม เปิดให้ดูมีสร้อยทอง กำไล แหวนมากมาย ของปลอมทั้งหมด เพ็ญเอาขึ้นมากอด มาดู ดีใจ ตามประสาอัลไซเมอร์ ไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ทอง ทองข้า ทอง...”
“เอ้ากอดเข้าไป กอดเข้า จะกอดจะกิน จะทำอะไรก็ตามใจ อย่าขูดแล้วกันเดี๋ยวลอก”
ทั้งสองหัวเราะออกไปจากห้อง และแล้ว ควันสีขาวลอยเข้ามาในห้อง เข้ามาล้อมตัวเพ็ญ เพ็ญสะดุ้งเฮือก ลืมตาร้าย กลายเป็นคนละคนเพราะวิญญาณของคุณหญิงอบเชยเข้าสิง

เดือนแรมกับดีดี้เดินไปจัดการเอกสารต่อ
“เอ้าหาต่อ ค่าน้ำ ค่าไฟ ข้าเก็บไว้ลิ้นชักไหนวะ”
นอกห้องเพ็ญเดินลากเท้ามาอย่างค่อนข้างลำบาก ดีดี้ได้ยินเสียงก็ถามอย่างสงสัย
“เสียงใครเดินน่ะ”
“ยายเพ็ญ จะลุกยังแทบไม่ไหว จะเดินได้ไง”
เพ็ญปรากฏตัวขึ้นที่ทางเข้า หน้าตาเหมือนคนบ้า แววตาดุร้าย น่ากลัวมาก ดีดี้หันมาเห็น มองขาเพ็ญที่ดูเป็นปกติก็ตกใจ
“ยายเพ็ญ !”
“อีเดือนแรม อีนังคนชั่ว กูจะฆ่ามึง”
เพ็ญยกมือตรงเข้ามาหาเดือนแรม ดีดี้รีบหลบ
“อ๊าย ๆ”
เดือนแรมหันมา มือทั้งสองของเพ็ญ บีบคอแน่น เดือนแรมจะร้องยังร้องไม่ออก ดีดี้มองเพ็ญส่ายหน้ากลัว แล้ววิ่งหนีออกไป เดือนแรมสู้แรงไม่ไหว ดึงมือยายเพ็ญไม่ออก ได้แต่พยายามพูดออกมา พูดไป ไอไป
“ยาย ยายทวด นี่ฉันเอง เดือนแรมหลานแท้ๆ ของยายทวดนะ ฉันเอง ฉันเอง แค่กๆๆ”
ดีดี้วิ่งมาตั้งสติ
“จู่ๆ ลุกมาเดิน เสียงก็ไม่ใช่เสียงของยาย อ๊าย ผี ผีหลอก!”
ดีดี้ไม่คิดช่วยเหลือ มุดเข้าไปใต้โต๊ะ หนีผีไม่สนใจใคร เพ็ญยังบีบคอเดือนแรมแน่น
“อีนังคนบาป คิดจะแย่งผัวเขา คิดจะทำลายครอบครัวเขา เอ็งไม่กลัวตกนรกหรือไง”
“ยายพูดอะไร ฉันแย่งใครที่ไหน ปล่อย ปล่อย แค่กๆ”
“ยังมีหน้ามาโกหก เลิกยุ่งกับนายศามนซะ จะเลิกหรือไม่เลิก”
“นี่ ฉันน่ะหลานยายนะ ไม่ใช่อีนังรัมภา ฉันได้ผัวดีๆ ยายก็สบาย ไม่ชอบหรือไง”
“ไม่ชอบ...อีเพ็ญมันเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของข้า ยังไงมันก็ไม่ชอบ”
เดือนแรมงง
“แปลว่าอะไรวะ พูดไม่รู้เรื่อง ปล่อย...บอกให้ปล่อย”
เดือนแรมรวบรวมแรงทั้งหมด ผลักเพ็ญ กระเด็นไปมุมหนึ่งแล้ววิ่งหนี
“หนอยอีนี่!”
เพ็ญตั้งตัวได้ ตามออกไป

เดือนแรมวิ่งหนีออกมาที่ห้องครัว หอบ ไอ เจ็บคอ เพ็ญเดินตามมา เดือนแรมแปลกใจ
“ทุกทีลุกแทบไม่ได้ วันนี้เอาแรงมาจากไหนวะ”
เพ็ญเดินมาลากเดือนแรมกลับ แล้วตบหน้าหันไปอีกด้านหนึ่ง
“นี่แน่ะ”
“โอ๊ย ยาย ฉันเจ็บนะ”
“เลิกยุ่งกับคุณศามนซะ จะเลิกหรือไม่เลิก”
“ไม่เลิก ยายทวดไม่มีสิทธิ์มายุ่งเรื่องฉัน”
เพ็ญจะตบอีก ทันใดนั้น ควันดำลอยเข้ามายั้งไว้ มือของเพ็ญค้างอยู่กลางอากาศ เพ็ญยื้อพยายามจะกดลงแต่มีแรงต้าน ทำให้ฝืนค้างอยู่กลางอากาศ เดือนแรมมองภาพนั้นด้วยความงุนงง
“นี่มันอะไรอีกวะเนี่ย”
ควันดำกลายร่างเป็นแพง
“อีอบเชย มึงมาสิงยายเพ็ญอีกแล้ว”
แพงตบเพ็ญคว่ำไป เดือนแรม เห็นแต่เพ็ญล้มคว่ำ ไม่เห็นแพงที่ยืนอยู่ แพงหันมาบอก เดือนแรมรับรู้ข้อมูลผุดขึ้นในใจเฉยๆ และเชื่อตามนั้น
“อีเพ็ญมันเป็นข้าเก่านังอบเชย อีอบเชยจึงเข้าสิงนังเพ็ญได้บ่อยๆ นังเดือนแรม หยิบมีดนั่นขึ้นมา หยิบมีด !”
เดือนแรมสะดุ้งถูกดลใจ เธอทำตามสั่ง เดินไปหยิบมีดมาจากที่เก็บ แล้วเดินไปหาเพ็ญ แพงสั่งเสียงเย็นเยือก
“ฆ่ายายเพ็ญซะ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไป”
เดือนแรม เถียงออกไป โดยไม่รู้ตัวว่า เถียงใคร
“ฆ่าหรือ เขาเป็นทวดฉันนะ”
“อีเดือนแรม ฆ่ายายเพ็ญซะ ฆ่าซะ !”
“คนใจชั่ว ย่อมถูกชักนำด้วยวิญญาณชั่ว”
เพ็ญด่า เดือนแรมลังเล มองมีด มองเพ็ญ ละล้าละลัง ไม่กล้า แพงชักหงุดหงิด
“รออะไรอยู่ ใช้มีดแทงมัน แทงมันซะ”
“เสียใจ วันนี้ไม่ใช่วันของเอ็ง แต่เป็นวันของข้า”
เพ็ญเดินมาจับมือเดือนแรม บิดที่ข้อมือ
“โอ๊ยเจ็บ”
เดือนแรมเจ็บร้องลั่นจำต้องปล่อยมีดให้ตกลงพื้น เดือนแรมมองหน้าเพ็ญหน้าของเพ็ญ เริ่มเปลี่ยนเป็นหน้าของคุณหญิงอบเชย แล้วเน่าเฟะ กลายเป็นผีน่ากลัว เพราะคุณหญิงตั้งใจหลอก เดือนแรม
“กรี๊ด!”
เดือนแรมเป็นลมล้มลงไปกองกับพื้น นอนไม่ได้สติ แพงตกใจพยายามเรียกให้ตื่น
“นังเดือนแรม นังเดือนแรม...โธ่อีโง่”
วิญญาณคุณหญิงอบเชยออกจากร่างไป เพ็ญล้มไปกองกับพื้นสลบเหมือด แพงยืนเซ็ง จะให้เดือนแรมไปปล้ำศามนคืนนี้ ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ เพราะเดือนแรมสลบไปแล้ว

รัมภา พัชนีและวรรณศิกา เดินเล่นมาที่มุมหนึ่งของวัด ผู้ปฏิบัติธรรมชายหญิงกลุ่มหนึ่งกำลังแยกย้ายกันเดินจงกรม วรรณศิกาหันไปถามรัมภา
“สบายใจขึ้นไหมคะ”
รัมภาพยักหน้า แล้วเห็นอะไรบางอย่าง
“เอ๊ะนั่น เขาทำอะไรกันคะ”
พัชนีมองตาม
“อ๋อ...วัดนี้เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมน่ะค่ะ พวกเขากำลังทำกรรมฐาน”
“เดินจงกรมใช่ไหมจ๊ะ” วรรณศิกาถามบ้าง
พัชนีพยักหน้า ทันใดนั้น เสียงหนึ่งเรียกจากข้างหลัง สาวสวยคนหนึ่งในชุดขาวทันสมัย คล่องแคล่วยิ้มให้
“เข้ามานั่งคุยกันก่อนสิคะ”
ทั้งสามคนงงๆ
“ดิฉันชื่อศศิ เป็นวิทยากรดูแลผู้ปฎิบัติค่ะ”
ทั้งหมดพยักหน้ายิ้มมีไมตรี แล้วพากันไปนั่งคุยในมุมร่มรื่นมุมหนึ่ง
“ดิฉันมาถวายสังฆทานค่ะ พอดีมีเรื่องไม่สบายใจ” รัมภาบอก
ศศิพยักหน้าเข้าใจ
“คนไทยชอบทำทาน ทำแล้วก็มีความสุข แต่ก็ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น”
วรรณศิกาแปลกใจ
“หมายความว่าไงคะ เราไม่ควรทำทานหรือคะ”
“ทำทานแก่สัตว์ร้อยครั้ง ยังได้บุญน้อยกว่าทำทานแก่มนุษย์แม้เพียงครั้งเดียว ทำทานแก่มนุษย์ร้อยครั้ง ยังได้บุญน้อยกว่าทำทานแก่ผู้มีศีลหรือพระสงฆ์แม้เพียงครั้งเดียว ทำทานแก่พระสงฆ์ร้อยครั้ง ยังได้บุญน้อยกว่าทำทานกับพระพุทธเจ้าแม้เพียงครั้งเดียว ทำทานแก่พระพุทธเจ้าร้อยครั้ง ยังได้บุญน้อยกว่าทำสังฆทานแม้เพียงครั้งเดียว”
“แบบที่เราทำไป ก็เรียกสังฆทานใช่ไหมคะ” รัมภาถามงงๆ
“ค่ะ สังฆทานหมายถึง การทำทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ เราไม่ยึดติดในตัวตนของผู้รับ ย่อมทำให้เราได้บุญมากกว่า” พัชนีอธิบาย
รัมภาอึ้งๆ
“ลึกซึ้งจริงๆ”
“ยังมีอีกค่ะ ทำสังฆทาน ร้อยครั้ง ยังได้บุญน้อยกว่าสร้างวิหารทาน” ศศิบอก
“วิหารทาน ก็พวก โบสถ์ วิหาร ศาลา แม้แต่ที่พักคนเดินทาง อะไรที่เป็นสาธารณะประโยชน์น่ะค่ะ” พัชนีเสริม
ศศิ มองรัมภาพูดอย่างจริงจัง
“การทำทานด้วยวิหารทานร้อยครั้ง ยังได้บุญน้อยกว่า การให้ธรรมทาน”
พัชนีอธิบายเสริม
“ธรรมทาน คือการให้ธรรมะ การให้คำแนะนำ ชี้แนะให้คนเป็นคนดี”
วรรณศิกาแปลกใจ
“ชี้แนะ แนะนำ แค่นี้ได้บุญเยอะกว่าสร้างโบสถ์สร้างวิหาร เยอะกว่าทำบุญกับพระพุทธเจ้าอีกหรือคะ”
รัมภาเริ่มเข้าใจ คิดตาม
“ถ้าเราชี้นำคนไปสู่ความดี เขาทำดี เป็นคนดี ก็จะสร้างความดีต่อไปได้อีก”
ศศิพยักหน้าว่าถูก
“ยังมีอีก ให้ธรรมทานร้อยครั้ง ได้บุญน้อยกว่า ให้อภัยทานแม้เพียงครั้งเดียว”
วรรณศิกาหน้าตื่น
“หา...หมายถึงให้อภัยหรือคะ ก็จริงแหล่ะ ให้อภัยคนที่เราโกรธเราเกลียดนี่ยากกว่าสร้างโบสถ์สร้างวิหารเยอะ”
“หมายความว่า ถ้าเราอยากทำบุญ ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องมาวัด เราทำ
ทานได้ทุกที่ และมีอานิสงส์มากกว่าหรือคะ” รัมภาถาม
ศศิและพัชนีพยักหน้า
“จำได้ไหมคะ ดิฉันบอกว่า ถ้าเรามีเรื่องไม่สบายใจ เราทำทานแล้วมีความสุขก็จริง แต่สุขได้ประเดี๋ยวประด๋าว ที่ดิฉันจะบอกก็คือ เราสามารถทำบุญได้สูงกว่าการให้ทาน และยังเป็นการดับทุกข์ได้อย่างถาวรด้วย”
รัมภาอึ้งไป

ห่างออกไป กลุ่มเดินจงกรมตอนนี้กำลังนั่งสมาธิกันอยู่ ศศิพามาดู ยืนคุยกันห่างออกมา เพื่อไม่ให้รบกวนพวกเขา
“บุญที่สูงกว่าการให้ทาน คือศีล ผู้ที่รักษาศีลโดยเฉพาะศีลห้าจะมีชีวิตที่ปรกติสุข ชีวิตไม่ค่อยมีปัญหา นี่คือการดับทุกข์ที่ต้นเหตุ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาของเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่มีผลจริงไหมคะ”
รัมภามองผู้คนที่นั่งสมาธิอยู่
“ถือศีลเหมือนคนพวกนี้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ พวกเขากำลังถือศีล แต่กำลังทำบุญสูงสุดที่สูงกว่าศีลด้วยนั่นคือ การภาวนา” ศศิอธิบาย
วรรณศิกาทำหน้าแหยงๆ
“นั่งหลับตานี่หรือคะ อื๋อ...ไม่ไหวมั้งคะ”
ศศิยิ้มบางๆ
“ไม่จำเป็นต้องหลับตาหรอกค่ะ แม้ดิฉันที่พูดอยู่นี่ ก็ภาวนาอยู่”
วรรณศิกาแปลกใจ
“พูดอยู่ จะภาวนาได้ยังไงคะ”
“อาจยังไม่เข้าใจในเวลานี้ เก็บนามบัตรของดิฉันไว้นะคะ ถ้าสนใจ เราจะได้คุยกันมากขึ้น”
ศศิ ยื่นนามบัตรให้ รัมภารับมา
“คุณศศิคะ ถ้าหากเราถูกจองเวรจองกรรมด้วยวิญญาณร้าย เราต้องทำยังไงคะ”
“เจ้ากรรมนายเวรของเรา เกิดขึ้นเพราะมีเหตุที่เราเคยไปทำเขาก่อน เราต้องยอมรับผลหรือวิบากกรรมนั้นๆ และแน่นอน วิบากกรรมเหมือนทุกอย่างในโลกนี้ มันต้องมีวันจบลง อดทนไว้นะคะ”
อนุกูลและเด็กแฝดเดินมาเรียก ห่างไปที่มุมหนึ่ง
“เฮ้ เด็กๆ หิวแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”
“แล้วพบกันนะคะ”
ศศิยกมือไหว้ ทุกคนรับไหว้ ศศิเดินจากไป รัมภามองนามบัตร ครุ่นคิดตาม












Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:13:44 น.
Counter : 118 Pageviews.

0 comment
บ่วง ตอนที่ 5 (ต่อ)





อนุกูลเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องน้ำ พัชนีกำลังเอาข้าวของพวกของฝากมาวางรวมกันไว้ เพราะวันนี้เป็นวันที่อนุกูลกำลังจะกลับบ้าน มือถือพัชนีดังขึ้น...

วรรณศิกายืนหน้ายุ่งอยู่ที่ข้างรถตัวเองในปั๊มน้ำมัน มือหนึ่งถือกาแฟ กำลังโทรหาพัชนี
“พัชหรือ...รถพี่เสียน่ะ แวะซื้อของที่ปั๊ม กลับมาสตาร์ทไม่ติด พี่กำลังรอช่างอยู่ พัชพาคุณนุกลับคอนโดไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่ตามไป”
“ให้พัชไปคนเดียวหรือคะ”
“ใช่สิ...พาคุณนุไปให้ถึงห้องนะ มือแกยังใช้ไม่ค่อยถนัดที่คอนโดแกอยู่คนเดียวด้วย เผื่อจะได้ช่วยดูห้อง ดูอะไรทิ้งให้แกหน่อย”
พัชหน้าตาตื่น คิดไปไกล
“อยู่คนเดียว พาไปถึงห้อง ต้องถึงห้องหรือคะ”
อนุกูลหายดีแล้ว ที่มือขวายังมีผ้าพันแผล อนุกูลใส่เสื้อติดกระดุมอยู่ได้ยินเสียงแล้ว ส่ายหน้า เดาใจพัชนีออกปากบ่นไป
“ฮึ...ยายแม่ชีเอ๊ย คิดว่าฉันจะทำอะไรหล่อนหรือไง”
พัชนีกับวรรณศิกายังคุยโทรศัพท์กันอยู่
“ใช่...แล้วรอพี่ที่ห้องแกก่อนนะ”
“รอที่ห้องหรือคะ”
“แค่นี้ก่อนนะ ช่างโทรกลับมาแล้ว”
พัชนีวางสายแอบมองไปทางห้องน้ำ เกิดความกังวลไปว่า ต้องไปอยู่สองต่อสองกับเสือผู้หญิง แล้วตัวเองจะเป็นอย่างไร อนุกูลเดินออกมา พัชนีหวาดหวั่น
“เสร็จแล้ว ไปกันเถอะ”
“พี่วรรณรถเสียค่ะ”
“แล้วไง แท็กซี่ก็มี...”
อนุกูลหิ้วกระเป๋าเดินทางส่วนตัวไปสักพัก ได้ความคิดนึกสนุกขึ้นมาตามนิสัยชอบแกล้ง ชอบอำ เขาเดินกลับไปหา พัชนีที่เดินตามมา ทำหน้านิ่งเย็นเหมือนพวกหื่น โรคจิตพูดเน้นช้าเสียงเหมือนกระซิบ
“คุณไม่เคยไปห้องเชือด เอ๊ย...คอนโดผมใช่ไหม ดีออก จะได้รู้จักบ้านผมไง”
อนุกูลแกล้งมองพัชหัวจรดเท้า และแล้วพัชนีคนซื่อก็เชื่อทันที ทำตาโต ชะงักค้าง นิ่งไปอย่างนั้น
“หึๆ”
อนุกูลหัวเราะเย็น ก่อนจะหันกลับมาแอบขำว่าพัชนีนี่หลอกง่ายจริงๆด้วย พัชนีสีหน้าเหมือนกำลังจะเดินไปหาความตายก็ไม่ปาน หิ้วข้าวของอนุกูลเดินตามไป

รถแท็กซี่ขับมาจอดหน้าคอนโด ยามเดินมามาหา
“คุณนุ สวัสดีครับ ผมช่วยครับ”
ยามเดินมายกของพัชนีเดินไปรอ อนุกูลเดินไปกระซิบยามแล้วยัดเงินใส่กระเป๋าให้ ยามมองหน้าพัชนีหน้านิ่ง ดูร้ายๆ พัชนีนิ่วหน้าสงสัยว่าเขาคุยอะไรกัน อนุกูลชี้มาที่เธอระหว่างกระซิบ ราวกับจะสั่งฆ่าเธอก็ไม่ปาน พัชนีรีบก้มหน้าหลบตากลัวๆ อนุกูลเดินมากดประตูเปิดให้ พัชนีกลั้นใจถาม
“คุณคุยอะไรกับยามคะ”
“ผมไม่ชอบให้ใครมารบกวน เลยบอกเขาว่าผมไม่รับแขก”
“อ้าว...เดี๋ยวคุณวรรณตามมานะคะ”
อนุกูลยักไหล่คล้ายจะตอบว่าไม่แคร์ ท่าทางเหมือนเจ้าพ่อ พัชรีบเดินตามไปอย่างหวาดหวั่น

ยามเดินเข้ามาในห้อง วางของให้ แล้วเดินออกไป อนุกูลล็อคกลอน วุ่นวาย พัชนีพยายามมอง อนุกูลแกล้งยืนบัง ทำให้ดูลึกลับเข้าไว้
“ผมชอบคอนโดนี้ที่ระบบความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ คนในห้ามออกคนนอกห้ามเข้า ใครถูกฆ่าข่มขืนหมกห้อง อย่าว่าแต่มาช่วย กว่าจะรู้ผมว่าศพขึ้นอืดไปแล้ว”
ระหว่างพูด อนุกูลเดินมาใกล้ ยิ่งใกล้ พัชยิ่งถอย ในที่สุดก็ชิดผนังห้อง อนุกูลก็ยังเดินมาจนหน้าเกือบชนหน้า พัชนีฉวยจังหวะนั้น เผ่นแผล็วออกไป ชิ่งไปทางข้างๆ
“เอ้อ...ขอเข้าห้องน้ำหน่อยนะคะ ทางนี้ใช่ไหม”
พัชนีแทบวิ่งไปห้องน้ำ อนุกูลแอบขำ
“โฮ้ย...กลัวจนเหงื่อแตก คนอะไรวะ”
พัชนีเดินเข้ามาในห้องน้ำ รีบล็อคกลอนให้แน่นหนาแล้วเอามือถือมากดออก รอสาย
“พี่วรรณ ทำไมสายไม่ว่างนะ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นแบบช้าๆ น่ากลัว คล้ายคนโรคจิต ก๊อก ก๊อก ก๊อก พัชนีสะดุ้งตะโกนตอบ
“เอ้อ...มีอะไรคะคุณนุ”
ไม่มีเสียงตอบ เสียงก๊อก ก๊อก ก๊อก ดังขึ้นช้าๆอีก ยิ่งเพิ่มความน่ากลัว
“คุณนุ...คุณนุเป็นคนเคาะหรือคะ”
อนุกูลที่อยู่หน้าห้องน้ำขำสนุกใหญ่ แกล้งจับลูกบิด บิดไปบิดมา พัชนีเห็นลูกบิดก็ผวาเฮือก
ถอยไปชิดผนังครุ่นคิดในใจ
‘จะทำอะไรของเขา...หรือว่าจะเข้ามา’
อนุกูลเดินห่างไป หันหลังให้ประตู พยายามกลั้นขำแบบไม่มีเสียง มันสุดจะทนแล้ว สนุกมากที่ได้แกล้ง พัชนีนิ่งคิดในใจ
‘หายไปแล้วหรือว่า...กุญแจ เขาไปเอากุญแจสำรองมาเปิดห้องน้ำ นึกแล้วไม่มีผิด หน้าตาดีๆ เป็นโรคจิตมีถมไป อี๊...พวกหมกมุ่นเรื่องพรรค์นี้ ฮือ...วันนี้ ตายเป็นตาย’
พัชนีเดินไปหาของในห้องน้ำ เธอหยิบหนังสือมาปึกหนึ่ง เปิดประตูออกไปเห็นหลังอนุกูล กำลังยืนขำอยู่ พัชนีซ่อนหนังสือไว้ข้างหลัง เดินมาหาเขาทำใจดีสู้เสือ
“เอ้อ...ไม่มีอะไรแล้ว พัชจะกลับบ้านเลยนะคะ”
พัชนีรีบเดินจะกลับ อนุกูลดุต่อ หันมาจับมือไว้
“จะกลับได้ยังไง งานยังไม่เสร็จ...ฮือ แฮ่”
อนุกูลโน้มหน้าเข้ามาคล้ายจะจูบแล้วส่งเสียงในลำคอฮื่อแฮ่ พัชใช้หนังสือฟาดหัวเปรี้ยงๆทันที
“อ๊าย...ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต นี่แน่ะนี่แน่ะ”
อนุกูลปัดป้อง หัวเราะ
“เฮ้ยหยุดๆ ผมล้อเล่น แค่ล้อเล่น”
“ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ว้ายๆ”
ทั้งสองสะดุดล้มลง พัชนีที่ไล่ตีอนุกูลกลายเป็นนอนทับเขาที่พื้น แถมปากของเธอยังไปจุ๊บแก้มเขาอีก
“อ๊า...นั่นแน่ะ คุณเอาปากมาชนแก้มผมเองนะ ผมไม่ได้ทำอะไรคุณสักหน่อย”
“อ๊ายไม่จริงๆ ไม่จริง”
พัชนีรีบเช็ดปาก แต่ยังนอนทับเขาอยู่ วรรณศิกาเดินนำยามเข้ามาเห็นทั้งสอง นอนทับกันที่พื้นก็ตกใจ
“มาแล้วจ้า เอ้า...เฮ้ยทำอะไรกัน”
อนุกูลแกล้งทำร้องไห้
“ฮือ คุณพัชเขาจะล่วงละเมิดทางเพศผม เขาเห็นผมกำลังป่วย ดูสิ ใช้อาวุธร้ายแรง บังคับขืนใจผม หนังสือตั้งปึกเบ้อเร่อ ผมตายไปจะเป็นยังไง”
ยามหน้าเครียด นิ่ง เอาเรื่อง
“แจ้งตำรวจไหมครับ”
วรรณศิกางง มองหน้ายาม
“เอ้า ไอ้นี่ก็ซีเรียสเชียว”
พัชนีรีบลุกขึ้น ถูกแกล้งจนงง ตามไม่ทัน
“ไม่ใช่ คุณนุเขาๆ...”
“อะไร ผมทำอะไร คิดให้ดี มีแต่คุณนั่นแหละ เขาเอาจมูกมาหอมแก้มผมด้วยล่ะคุณวรรณ ผมเสียผีไปเนี่ย ใครจะรับผิดชอบ”
“คุณนุ!”
พัชนีโกรธจนจะร้องไห้อยู่แล้ว อนุกูลโวยวายต่อ
“นี่แม่คุณ ผมน่ะไม่ใช่คนไข้โรคจิตนะ ผมทั้งหล่อ ทั้งรวย งานการก็มี ผู้หญิงที่ขึ้นมาที่ห้องเนี้ย เขาเต็มใจทั้งนั้น ผมไม่ได้อดอยาก ขนาดต้องมาหลอกขืนใจแม่ชีอย่างคุณหรอก รู้ไว้ซะด้วย”
“ก็คุณมาพูดเรื่องห้องเชือด แล้วที่ไปบอกยาม ที่ล็อกห้องนั่นอีก”
“ผมพูดเล่น ที่กระซิบยามนั่นก็จะบอกว่า เดี๋ยวคุณวรรณมา ให้เขาพามาที่ห้องเลย เพราะเขามากับคุณ” อนุกูลหันไปถามยาม “ผมพูดแค่นี้ใช่ไหม”
“ครับ...ผมก็พาขึ้นมาแล้วนี่ไงครับ”
“เห็นไหม ที่เหลือคุณจินตนาการเองทั้งนั้น แหม คิดขนาดนี้ แสดงว่ามั่นมาก คิดว่าตัวเองสวยเซ็กซ์มากเลยสิท่า”
พัชนีโมโหสุดๆเขวี้ยงของใส่เขา
“อี๊...คนบ้าๆๆ ฉันไม่อยู่ช่วยคุณแล้ว ฮึ่ย”
พัชนีเดินออกจากห้อง ทั้งโกรธ ทั้งอาย อนุกูลหัวเราะจนลงไปนั่ง
“เอ๊า...หนูพัชไปไหน คุณนุนี่ ขี้อำไปเรื่อย เดี๋ยวก็ลาออกกันพอดี เด็กขยันๆ หายากนะยะ ฮึ่ย...หนูพัช เดี๋ยวๆ”
วรรณศิการีบตามไป อนุกูลขำสุดๆ
“โอ๊ย ขำ ขำจนปวดท้อง”

วันใหม่…รัมภาในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำเพิ่งเสร็จเดินมาจะแปรงฟัน ที่กระจกเกิดฝ้าเพราะการอาบน้ำจนมัว รัมภาเงยหน้าขึ้นมองกระจกนั้น ปรากฏว่ามีเหมือนนิ้วคนมาเขียนบนรอยฝ้านั้นรัมภามองตามตัวอักษร ที่เริ่มก่อร่างจนกลายเป็นคำว่า
“ลูก...ตาย“
รัมภาตกใจมาก ปล่อยแก้วตกแตกเพล้งแล้ววิ่งออกไป...รัมภาเข้าไปกอดลูกทั้งสอง มองไปรอบๆอย่างหวาดระแวง
“รัสตี้ ไลล่า ตื่นลูกตื่น”
รัมภาพยายามเขย่าตัวเด็กแฝด เด็กทั้งสองงัวเงียขึ้นนั่ง เสียงก๊อกๆๆของรองเท้าส้นสูงเดินมาตามทาง ทำให้รัมภาสะดุ้ง รีบกอดลูกทั้งสองกระชับแน่นขึ้น ประตูถูกเปิดออก เดือนแรมโผล่หน้าเข้ามา
“ตื่นหรือยังคะ เดือนเอาข้าวเช้ามาฝากค่ะ”
รัมภาถอนใจโล่งที่แท้ก็เดือนแรมนั่นเอง รัมภาเอะใจ เดินกลับไปที่ห้องน้ำ มองไปที่กระจก ไม่มีตัวหนังสือนั้นแล้ว ทั้งที่ยังมีฝ้าอยู่ หรือว่าตนเองจะตาฝาดไป

ทั้งหมดนั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน เด็กทั้งสองใส่ชุดนักเรียนเตรียมไปเรียน รัมภานั่งคิดมองโจ๊ก ยังดูกลุ้มๆ เรื่องที่ถูกผีแพงขู่ ขณะเดียวกันนั้นเธอก็มีความรู้สึกเหมือนมีแอบมองเด็กแฝดจากในห้อง แล้วเสียงหัวเราะ หึๆของแพงก็ดังแว่วเข้ามา รัมภาได้ยินเสียงนั้น หันไปมอง ไม่เห็นใคร เดือนแรมมองรัมภาอย่างสงสัย
“เป็นอะไรไปคะคุณพี่รัมภา ไม่ชอบโจ๊กหรือคะ”
“เปล่าค่ะ”
เดือนแรมหันไปฉีกปาท่องโก๋ ใส่ชามโจ๊กให้ไลล่า
“คนไทยบางคน เขากินโจ๊กใส่ปาท่องโก๋นะ นี่ น้าจะทำให้ดู ลองกินดูนะ”
รัมภาเห็นที่ชามไลล่า ตอนแรกเป็นโจ๊ก สักพักเป็นหนอน แมลงสาบเหมือนชามใส่ของเน่า
รัมภาลุกขึ้น กรี๊ด
“ไม่ !”
รัมภาแย่งชามโจ๊กซัดกับพื้นแตกเพล้ง ทุกคนทั้งห้องตกใจหมด
“คุณภา!”
เดือนแรมนึกได้ รีบเล่นละครต่อจับมือตนเองร้องโอดโอย
“โอ๊ย โจ๊กโดนมือ ร้อนค่ะ ร้อนจังเลย”
เดือนแรมเดินมาหา ศามนจับมือเธอดูแล้วรีบบอกบุญสืบ
“บุญสืบไปเอายามาให้คุณเดือนที เป็นอะไรไปภา มีอะไรหรือ”
รัมภาเพ่งมอง มันก็เป็นโจ๊กธรรมดานี่นา
“เมื่อกี๊ฉันเห็น...เห็น...” รัมภางงๆ “เอ้อ...ขอโทษค่ะคุณเดือน ไลล่า เป็นอะไรไหมลูก”
ไลล่าส่ายหน้า รัมภาเครียด ศามนมองภรรยาไม่สบายใจขึ้นทุกที บุญสืบเอายามาให้เดือนแรม ค้อนๆ ที่เดือนแรมชอบขโมยซีน
รัมภาเดินมาเปิดตู้ยา มือสั่น หยิบยามากิน ตกใจไม่หาย
“ไม่...เราคิดมากไปเอง เราคิดมากเกินไป”
รัมภากินยาเสร็จ เดินออกไป ศามนโผล่มาจากมุมหนึ่ง เดินไปดูยาเพิ่งรู้ว่า รัมภาแอบมากินยานี้บ่อยๆ ศามนครุ่นคิด
รัมภาเดินกลับมา เอนที่โซฟา มองซ้ายมองขวาแล้วพยายามนอนหลับเพื่อลดอาการเครียดของตนเอง ศามนเดินตามมาแอบมองอีก เริ่มกลุ้ม

คืนนั้น ศามนนั่งทำงานในห้องทำงานตนเองจนค่ำ เดือนแรมเดินเข้ามาหา
“คุณเดือน...”
“ทำงานจนดึกเลยนะคะ คนอื่นเขากลับหมดแล้ว”
“ช่วงนี้งานเยอะน่ะครับ”
“ผ่านมาเลยแวะมาหาน่ะค่ะ วันนี้ช่างที่คุณมนแนะนำให้ มาแล้วนะคะแต่เดือนตัดสินใจเองไม่ได้ เขาถามเรื่องเงิน อธิบายเรื่องการก่อสร้าง เดือนไม่รู้สักอย่าง กลุ้มใจจัง คุณพี่ดูให้เดือนหน่อยได้ไหมคะ”
เดือนแรมยื่นเอกสารให้ศามนรับไป
“ครับ...เดี๋ยวผมจะช่วยดูให้”
“เกิดเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวนี่มันลำบากจัง ที่จริงเดือนก็ไม่อยากรบกวนหรอก...รู้ว่าคุณพี่เองก็มีปัญหาอยู่”
“ปัญหา”
“เรื่องคุณพี่รัมภาน่ะค่ะ ดูแกแปลกไปจริงๆนะคะหรือว่า เราจะพาแกไปหาหมอดีคะ”
ศามนไม่อยากพูดถึง
“เอ้อ...ก็คุยกันอยู่ครับ”
“คุณพี่รัมภาคงเครียดมาก หนีไปนอนห้องลูกทุกคืนแบบนั้น แสดงว่าคุณ
มนกับคุณภา...ก็ไม่ได้...”
“อ่ะ หา”
ศามนตกใจทำไมเดือนแรมถามตรงๆ
“อุ๊ย...เดือนพูดมากไปหรือเปล่าคะ พอดีเด็กแฝดเขาคุยกันน่ะค่ะ ว่าเขานอนกับแม่ทุกคืน เดือนก็เลยรู้ เดือนเห็นว่าเราสนิทกันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันน่ะค่ะ...เดือนเป็นห่วงคุณมนจัง”
“ห่วงเรื่องอะไรครับ”
เดือนแรมเดินมาหา มาจับที่ไหล่ เริ่มเล้าโลม
“คุณมนยังหนุ่มแน่น มีเลือดมีเนื้อ คุณพี่รัมภาทำแบบนั้น ก็เหมือนไม่สงสาร ไม่เห็นใจคุณมนบ้างเลย”
มือเดือนแรมลูบไล้ไปมา ศามนกลืนน้ำลาย พยายามบังคับสายตาและความคิดในอดีตที่เห็นเดือนแรมในชุดว่ายน้ำ พูดกับเขา
‘คุณพี่ขา คุณพี่มีบุญคุณกับเดือน เดือนรักเคารพคุณพี่ศามนเหมือนพี่ชายแท้ๆ ถ้าคุณมนอยากให้เดือนช่วยอะไร เดือนยินดีนะคะ’
ภาพเขาที่มองเรือนร่างท่าทางเดือนแรมอย่างหวั่นไหว ภาพที่เขาเข้าไปลูบไล้เธอในห้องน้ำ เพราะนึกว่าเป็นรัมภา มโนสำนึกของศามนชัดเจน ในที่สุดเขาก็ลุกพรวดจนเดือนแรมแทบตกเก้าอี้
“เอ้อ ไม่ต้องครับ ที่ทำไปทั้งหมด ผมไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน คุณเดือน อย่าห่วงเรื่องนั้นเลยนะครับ เอ้อ...นี่ก็ดึกแล้ว งานผมเสร็จพอดี กลับกันดีกว่านะครับ”
ศามนหยิบข้าวของเดินนำออกไปทันที เดือนแรมงง

ศามนเดินออกมาถอนใจ รำพึงในใจ
‘อย่าหาเรื่องใส่ตัว อย่าหาเรื่องใส่ตัว’
เดือนแรมยังอยู่ในห้อง ยืนแค้น ครุ่นคิด คิดเฉลียวใจลึกๆ
‘ทำไมวันนี้เย็นชานักนะ หรือว่าเพราะไม่ได้อยู่ที่บ้าน’

รัสตี้กับไลล่า นั่งทำการบ้านอยู่ที่โต๊ะนั่งเล่นมีโคมระย้าอยู่เหนือหัว รัมภาเดินถือแก้วนมมาให้ลูกๆ เสียงหึๆชองแพงแอบหัวเราะเยาะน่ากลัวดังแว่วมา สายตารัมภาเห็นโคมไฟมันสั่นไปมาเหนือหัวลูกทั้งสอง ดูอันตราย รัมภายืนนิ่งหลับตาครุ่นคิดในใจ
‘ไม่...ไม่จริง เราคิดมากเกินไป...เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็หาย’
รัมภาลืมตา ปรากฏว่าโคมไฟนิ่งจริงด้วยทุกอย่างยังเหมือนเดิม เธอวางแก้วนม นั่งลงสักพัก ก็ได้ยินเสียง เธอเงยหน้าขึ้นมองเห็นเพดานเกิดรอยปริพร้อมฝุ่นกราวร่วง โคมไฟทำท่าจะหล่นลงมา รัมภากรี๊ดลั่น ลุกขึ้นคว้าเด็กทั้งสองออกวิ่งไปหลบ
“กรี๊ด ไม่...ไม่”
ศามนและเดือนแรมกลับมาเห็นเหตุการณ์พอดี รัมภากอดลูกไว้กับพื้นเอาตัวเองกางกั้น ปากพร่ำพูด
“ระวังลูก ระวัง”
ศามนรีบวิ่งเข้าไปหา
“คุณภา เกิดอะไรขึ้น เป็นอะไรไป”
เด็กทั้งสองตกใจร้องไห้จ้า รัมภาชี้
“โคมไฟ โคมไฟกำลังจะหล่นลงมา”
ศามนมองอย่างแปลกใจ
“โคมไฟไหน ไม่เห็นเป็นอะไรนี่”
รัมภาหันไปมอง ทุกอย่างปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รัมภาตกใจ อึ้ง ปล่อยเด็กทันที เด็กทั้งสองร้องไห้ ไปกอดศามน เดือนแรมโวยวายเสียงดัง
“ตายจริง คุณพี่เป็นโรคประสาทหลอน” เดือนแรมแกล้งทำเป็นเผลอ รีบปิดปาก “อุ๊ย ขอโทษค่ะ”
ศามนมองรัมภาอย่างตำหนิ
“ไม่เป็นไรนะลูก ไม่ต้องร้องไห้ ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
รัมภาเครียดจัดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่

รัมภาเดินมาสงบสติอารมณ์ เริ่มมีอาการเดินไปเดินมาครุ่นคิด ว่าอะไรกันแน่ ศามนเดินเข้ามาหา
“คุณภา”
“ผี...ผีผู้หญิงคนนั้น เขาจะมาเอาชีวิตลูกเรา เขาจะทำลูกเรา ฉันยอมไม่ได้”
“ผีหรือ...ผีเนี่ยนะ”
ศามนยิ่งมองตำหนิ
“คุณจะว่าฉันยังไงก็ได้ คนเป็นแม่ทุกคน ตัวเองจะเจ็บจะป่วย หรือแม้แต่ต้องตาย เราก็ทนได้ แต่ถ้าเป็นลูก เหมือนใจมันจะขาดเป็นชิ้นๆ ฉันทนไม่ได้ ฉันทนไม่ได้ เข้าใจไหมคุณมน”
รัมภาพูดเสียงดังต่อหน้าศามน มีความเชื่อในสิ่งที่เห็น มากยิ่งขึ้น

ควันขาวก่อร่าง กลายเป็นร่างคุณหญิงอบเชยที่ยืนร้องไห้ จากอาการเจ็บปวดของแม่เหมือนกับรัมภา
“อีแพง อีแพง มึงทำลูกกู มึงทำหลานกู ฮือ ฮือ กูจะตามจองเวร จองกรรมกับมึง กูจะตามเอาเรื่องมึง”
ค่ำคืนนั้น ขณะที่หล้าปิดหน้าต่างประตูเรือนใหญ่ กระถางธูปที่หน้าโลงศพคุณหญิงอบเชยจู่ๆมันแตกเพล้งออกมา ซึ่งเกิดจากอารมณ์อันโกรธเกรี้ยวของคุณหญิงอบเชย
“โอ๊ย จู่ๆก็แตกอีกแล้ว ฮือ !”
หล้าตื่นกลัว มองซ้ายมองขวา
วันใหม่...ศามนกับอนุกูลนั่งทานอาหารกลางวันกัน คุยกันเรื่องรัมภาไปด้วย
“จิตหลอนเนี่ยนะ”
“ผมเห็นเขากินยานอนหลับ ไม่รู้แอบกินมานานเท่าไหร่แล้ว ยาพวกนี้มีผลข้างเคียง คุณก็รู้”
“ไม่น่าถึงขนาดนั้นนะ ผมว่ายังไม่ใช่” อนุกูลแย้ง
“หรือคุณจะบอกว่าผีมีจริง...คุณเชื่ออย่างนั้นหรือเปล่าล่ะ”
อนุกูลอึ้งตอบไม่ได้
“เอ้อ ก็...”
ศามนมองไปที่วรรณศิกาและพัชนีที่นั่งกินข้าวแยกคนละโต๊ะ เห็นพัชนีมองอนุกูล มึนตึงโกรธ ก็ถามอย่างสงสัย
“สองสามวันนี้ เขาเป็นอะไร ทุกทีก็มานั่งกินด้วยกัน”
อนุกูลสบตาพัชนี ขำๆ
“ช่างเถอะครับ ล้อเล่นแค่นี้ทำเป็นงอน เดี๋ยวก็หาย อย่าไปสนใจเลยครับแล้วเรื่องคุณภา ถ้าเขาไม่ยอมไปหาหมอ คุณจะทำไงครับ”
“ความรักล่ะมั้งครับ”
“ความรัก”
“ตอนรัสตี้เป็น หมอเคยบอกว่าคนพวกนี้ บางทีลึกๆต้องการความรัก ความสนใจ ผมจะหยุดพักร้อน สักสามสี่วัน ชวนเขาไปเที่ยว ให้เวลาเขา สักหน่อย”
ศามนบอกอย่างมุ่งมั่นที่จะให้รัมภากลับมาเหมือนเดิม

ค่ำนั้น ศามนอยากให้รัมภาหายเครียดจึงชวนเธอไปเที่ยวด้วยกันสองคน
“ไปเที่ยวกันสองคนหรือคะ ทำไมไม่เอาลูกไปด้วยล่ะ”
ศามนจับมือรัมภาพยายามแสดงความรัก
“ภา...ลูกเป็นความสุขที่สุดของเราก็จริง แต่คุณเคยสังเกตไหม หน้าที่ของพ่อแม่ บางทีก็เหนื่อย เราแทบไม่มีเวลาของตัวเอง คุณไม่อยากกลับไปเป็นหนุ่มเป็นสาว เที่ยวสนุกโดยไม่มีพันธะหรือ”
“มันก็ได้อยู่หรอก แต่ต้องไม่ใช่ตอนนี้ เอาอย่างนี้ไหมคะ เราเที่ยวในกรุงเทพ ที่จริงกรุงเทพก็เปลี่ยนไปมากจากตอนที่เราเด็ก เรายังไม่ได้ดูให้ทั่วเลย”
“แค่ในกรุงเทพหรือ”
“อย่างน้อย ฉันก็ได้โทรหาครูทุกครั้งที่อยากโทร ได้เห็นเขาทุกวัน ได้รู้
ว่าเขาปลอดภัย...นะคะคุณมน”
ศามนจำยอม

วันใหม่...รัมภา ศามน เดือนแรม รัสตี้ ไลล่านั่งคุยกันระหว่างทานอาหาร โดยมี บุญสืบ หล้าและคำดูแล
“พ่อกับแม่ จะไปเดทกันหรือครับ แล้วมีคิส จุ๊บๆด้วยหรือเปล่าครับ” รัสตี้ถามขำๆ
รัมภายิ้มแย้มดูมีความสุขขึ้น
“แก่แดดจริงเรานี่”
เดือนแรมไม่ค่อยพอใจนัก
“แหม ไปกันสองคน เหงาแย่ น่าจะไปกันเยอะๆ จะได้คึกคัก”
บุญสืบรีบขัดทันที
“เขาไปสานสัมพันธ์รักใหม่ ไม่ใช่ไปทอดผ้าป่า ถึงจะต้องคึกคัก”
เดือนแรมโกรธ ค้อนบุญสืบ
“เออใช่ งานนี้ ขอแบบ” คำมั่นใจพูดเสียงดัง “โรแลนติก”
บุญสืบรีบแก้ให้
“โรแมนติก !”
คำอายๆ ทุกคนหัวเราะ
“เออนั่นล่ะ กอขอคอ ไม่เกี่ยว”
หล้าทำท่างงๆ
“เอ๊ะ กอขอคอ นี่มันหน้าตาเป็นยังไง...สงสัย...สงสัย”
“เอ๊า กอขอคอ หน้าตามันก็แข็งๆ ด้านๆ เป็นซีเมนต์เสริมเหล็กไง้”
เดือนแรมรู้ว่าบุญสืบแดกดันก็ลุกขึ้นพรวด อารมณ์เสีย
“โฮ้ย เดือนกลับก่อนนะคะ วันนี้ต้องไปเก็บค่าเช่าที่ตลาด”
เดือนแรมเดินงอนกลับไป หล้า คำ บุญสืบ หัวเราะสะใจกันใหญ่
“บ้าจริง เมียบ้าขนาดนั้น จะไปยุ่งกับมันทำไม โง่ โง่ โง่ โฮ้ย”
เดือนแรมเดินกระแทกเท้าออกไป

ศามนและรัมภา ไหว้พระ เดินเที่ยว ทำกิจกรรมบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์บรรยากาศ ความรัก สนุก สดชื่น
“สนุกดีเนอะ เที่ยวในกรุงเทพก็สนุกได้จริงๆด้วย เดี๋ยวเราไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน ดินเนอร์ใต้แสงเทียนดีไหม”
“ภาอยากกลับไปรับลูกมากินข้าวด้วยกัน”
“ผมให้บุญสืบไปรับที่โรงเรียนแล้ว ทานข้าวกันสองคนเถอะนะ”
“ไม่ได้ค่ะ ภาปล่อยให้รัสตี้ไลล่าอยู่บ้านนั้นตามลำพังไม่ได้ ภาจะโทรบอกครูที่โรงเรียนเดี๋ยวนี้”
รัมภาเดินแยกไปโทรศัพท์ ศามนเซ็งเล็กน้อย ที่รัมภายังกังวลเรื่องลูกไม่เลิก
ค่ำนั้น รัมภา ศามน รัสตี้ ไลล่ากินข้าวกันอยู่ในร้านอาหาร รัมภากับศามนช่วยกันสอนการบ้านลูก ทำไปด้วยกินไปด้วย หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็เล่นเกม เดินเที่ยวในห้างอย่างมีความสุข

วันใหม่...แอน น้อย เจี๊ยบ นั่งเล่นอยู่ที่ร้านก๋วยเตี๋ยว คำ หล้า และบุญสืบเดินมานั่งเตรียมสั่ง น้อยเห็นก็หันไปแซว
“โฮ้ยวันนี้ ว่างมากินข้าวกันทั้งพ่อแม่ ลูกสาวเลยนะ”
บุญสืบรีบทำเสียงแหบ เข้ม ดุ
“ใครลูกสาว ไปตามผัวเจ๊มาต่อยกันไหม”
“โหย แมน แมนมาก” แอนกระซิบบุญสืบ “ดำๆล่ำ ขนผักอยู่ท้ายตลาด”
บุญสืบออกแต๋วทันที
“ต๊าย...ไหนยะหล่อน”
“นั่น...หางกระดิก ดิ๊กๆ หูตั้งขึ้นมาเชียว”
เจี๊ยบเหน็บแนมอย่างหมั่นไส้ คำและพวกแอนหัวเราะกันใหญ่ มีแต่หล้าที่ไม่ค่อยชอบ
“ไอ้บุญสืบ น้อยๆหน่อย...วันนี้เรามา เอ้อ...วันนี้เรามาทำไมวะ”
คำมองผัวเซ็งๆ
“เสนอหน้าเล่าทั้งปี เจ้านายเขาไม่อยู่น่ะ เลยไม่ต้องทำกับข้าว นายเขาให้ตังค์ไว้ ให้ออกมาหาอะไรกิน”
ขณะเดียวกันนั้นเดือนแรมและดีดี้ เดินเก็บค่าเช่ามาพอดี แอนหันไปเห็น ส่งเสียงดังทันที
“ต๊าย คุณศามนยังลางานพาเมียเที่ยวอยู่หรือ น่ารักจัง แบบนี้พวกมดแดงก็หน้าแตกยับน่ะสิ อุตส่าห์ เทียวไล้เทียวขื่อ เฝ้าพวงมะม่วงอยู่ตั้งนาน”
สามสาวขาเมาท์ มองไปทางเดือนแรมที่กำลังโมโห เดือดปุดๆ
“ใช่ๆ หมดเงินไปเยอะ เสียเวลาไปแยะ สุดท้าย ก็กินแห้ว ฮิฮิ ป่านนี้คงเซ็งเป็ด เซ็งห่าน เซ็งนกกระจอกเทศอยู่” น้อยพูดเย้ยเยาะ
เดือนแรมเดินไปหาเจ้าของร้านพูดเสียงดัง
“เฮีย ฉันเหมาก๊วยเตี๋ยวหมดร้าน ไม่ต้องขายแล้ว ใครที่มันนั่งๆอยู่ไล่ออกไปให้หมด”
ทุกคนหน้าเหวอร้องขึ้นพร้อมกัน
“อ้าว !”
ทั้งหมดลุกขึ้นทันที ดีดี้เข้ามาหาเฮียเจ้าของร้าน วางเงินจากกระเป๋าที่คอยถือเก็บเงิน เอามาวางให้
“เอ้า นี่จ่ายไป คนรวยซะอย่าง...”
ดีดี้มองเยาะพวกแอน น้อยไม่สน
“เขาเหมาก๊วยเตี๋ยว ไม่ได้เหมาโต๊ะเก้าอี้ เรานั่งได้โว้ย”
ทั้งหมดพยักหน้าว่าจริง นั่งลงใหม่ เดือนแรมโมโห
“งั้นฉันเหมา โต๊ะเก้าอี้ด้วย”
ดีดี้จ่ายเงิน ทันที พร้อมช่วยเจ้าของร้าน หยิบเส้นก๊วยเตี๋ยวใส่ถุง
“เอ๊า...เอาก็เอา เอ้านี่เทหมดกระเป๋าแล้ว เอาถุงมา หยิบเส้นใส่เลย จะเอากลับบ้าน”
เดือนแรมกวาดสายตามองทุกคนอย่างเหยียดหยัน
“พวกแกจะไปได้หรือยัง ทางที่ดี เก็บของออกไปจากตลาดฉันให้หมดเลย ฉันไม่ให้พวกแกเช่าแล้วโว้ย”
พวกน้อย แอนเจี๊ยบไม่กลัว แอนเยาะกลับ
“โห...งวดนี้เสียรังวัดไปเยอะ มีน้ำโห พวกฉันน่ะไม่ย้ายหรอกโว้ย ไม่เคยติดค่าเช่า จะย้ายทำไม”
“ใช่ ยังไงก็ไม่ไป ตลาดอื่นน่ะมันใหม่ มันสบายก็จริง แต่ไม่สนุกเพราะไม่มีบางอย่างให้ดู” เจี๊ยบพูดกวนๆ
บุญสืบรีบเสริม
“ไม่ได้ดูอะไรหรือคะ บอกมาให้ชัดๆซี้”
ดีดี้ถือถุงเส้นก๊วยเตี๋ยวมาสองสามถุง มายืนข้างๆ
“ไม่ได้ดูคนแย่งผัวชาวบ้านน่ะซี้”
เจี๊ยบลอยหน้าลอยตาพูด เดือนแรมคว้าเส้นก๋วยเตี๋ยวจากทองดี เทใส่หัวเจี๊ยบ แถมยีหัวด้วยเส้นเล็ก จนเละเทะ
“หนอย อีเจี๊ยบ นี่แน่ะนี่นี่”
เจี๊ยบจับหัวตัวเอง ที่เละไปด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยว
“อี๊...อีคุณนายจอมปลอม มึงกล้าทำกูเหรอ”
แอนเดินไปคว้าถังน้ำที่แช่ผัก
“หนอยมีเส้นเล็ก มันก็ต้องมีนี่ ถั่วงอกโว้ย”
แอนสาดน้ำผสมถั่งงอกใส่หัวเดือนแรมจนเละ พวกแอน เจี๊ยบ คำ หล้า และบุญสืบหัวเราะเดือนแรมที่บัดนี้มีถั่วงอกบนหัว ตัวเปียกปอน เดือนแรมถุยถั่วงอกออกจากปาก
“อี๊...มึง ตายเสียเถอะ”
เดือนแรมบุกเข้าไปตบ แอน เจี๊ยบกับน้อย เข้ามาช่วย ดีดี้โผล่มาอีกคน ตบกันห้าคนนัวเนีย ข้าวของร้านก๋วยเตี๋ยวกระจาย ดีดี้ท้าทายดังลั่น
“มาเลยมา...เย็นนี้จะได้ไม่ต้องไปแอโรบิกท้ายตลาด นี่แน่ะ นี่นี่”
“มีเส้น มีถั่วงอก มันจะเป็นก๋วยเตี๋ยวได้ไงวะถ้าไม่มีน้ำซุป”
บุญสืบคันไม้คันมือเดินไปที่หม้อลวก คำรีบเข้าไปห้าม
“เฮ้ย ไอ้บุญสืบ น้ำร้อนๆถึงตายนะโว้ย อย่าไปยุ่งกับเขา ไม่งั้นคุณศามนเอาเรื่องแน่”
คำกับหล้า ดึงบุญสืบกลับ บุญสืบขัดใจมาก
“โธ่โว้ย”
“ไปไป๊กลับ...กลับ”
หล้าลากไปผิดทางอีก บุญสืบเซ็ง
“ทางนี้ !”
สามคนเดินออกไป ขณะที่ห้าสาวด้านหลัง ยังตบกันนัว จู่ๆ บุญสืบดินกลับมาเข้าใหม่ พร้อมตะกร้าผัก
“หนอย ทำก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ ผัดไทก็ยังไหว ใส่กุ้ยช่ายอีกหน่อยเดียวเอ๊ง”
บุญสืบโยนตะกร้าผักกุ้ยช่าย หวือลอยไปตกใส่หัวเดือนแรมแล้ววิ่งหนี เดือนแรมงง หันมามอง
“โอ๊ย ใครวะ”
เดือนแรมไม่เห็นใคร พอดี น้อยตบลงมาอีกเลยหันไปตบกันนัวต่อ

ศามนกับ รัมภานั่งเรือหางยาวเที่ยวในคลองชานเมืองกรุงเทพ บรรยากาศ ธรรมชาติ สวยงาม
ทั้งสองสดชื่นแจ่มใสมีความสุขมาก ก่อนจะมายืนกอดกันดูวิวที่มุมหนึ่ง
“ผมดีใจจังที่คุณดูมีความสุขขึ้น ผมรักคุณนะภา”
“ฉันก็รักคุณค่ะ ขอบคุณนะคะ ที่ทำเพื่อภา”

ช่วงเที่ยง...อนุกูลเดินถือจานตัวเองมานั่งลงที่โต๊ะ วรรณศิกากับพัชนีที่นั่งกันอยู่
“กินด้วยคนสิ คุณมนลางาน ไม่อยากกินคนเดียว”
พัชนีหน้าบึ้งลงทันที อนุกูลถามยิ้มๆ เอ็นดู
“นี่ยังไม่เลิกโกรธผมอีกหรือ”
“พัชจะโกรธคุณได้ไงคะ คุณเป็นเจ้านาย”
“เหรอ แต่หน้าบูดอย่างนี้ เจ้านายก็หมดอารมณ์นะ อ่ะ ง้อก็ได้ ยกให้”
อนุกูลตักน่องไก่จากจานของตน ที่มีอันเดียว ไปใส่จานว่างตรงหน้าพัชนี วรรณศิกาตาลุก
“โห...ให้น่องไก่ทั้งน่องเลยหรือ”
พัชนีหน้าอ่อนลง
“เมื่อเช้าตื่นมาไม่ทันใส่บาตรน่ะ ขอพรด้วยครับคุณแม่ชี”
ขาดคำอนุกูลก็ยกมือพนมรับพร พัชนีงออีกครั้ง วรรณศิกาหัวเราะ แซวอนุกูลอย่างรู้ทัน
“หน้าระรื่น หยอกวันละนิดวันละหน่อย ชื่นใจสินะ”
อนุกูลโกรธ อาย ทำเสียงดุ
“อะไร อะไร...”
วรรณศิกายกมือถือขึ้น
“โทรหาคุณมนดีกว่า...เป็นไงบ้าง สนุกไหมคะ”

รัมภากำลังสนุกกับการปั้นเครื่องปั้นดินเผากับแม่ค้า ขณะที่ศามนกำลังคุยโทร
“ก็ดีครับ วันนี้มีอะไรไหมคุณวรรณ”
“ออฟฟิศที่สิงคโปร์โทรมา นายใหญ่จะมาประชุมที่กรุงเทพสุดสัปดาห์นี้ค่ะ”
“อ๋อ...ผมเห็นอีเมลแล้วล่ะ”
“เซ็งเลย พวกเราต้องอยู่ต้อนรับนายใหญ่กันหมดใช่ไหมคะ สุดสัปดาห์นี้วันหยุดยาวเสียด้วย เราสามคนว่าจะไปพักที่หัวหิน บ้านพักของคุณนุเขาน่ะค่ะ เลยอดเลย”
“ผมว่าไม่ต้องนะ นายใหญ่คงอยู่ที่โรงแรม งานประชุมก็มีเจ้าหน้าที่จัดการหมด ผมอยู่คนเดียวก็พอ พวกคุณไปพักเถอะ”
“คุณมนอยู่ได้หรือคะ น่ารักจริง ดีๆค่ะดี เดี๋ยวสิ้นปี วรรณจะขึ้นเงินเดือนให้นะคะ”
ศามนหัวเราะ วรรณศิการะรื่น
“อุ๊ยตาย วรรณเป็นลูกน้องนี่ ลืมไป ฮะฮะฮ่า”
“มานี่ ผมคุยมั่ง”
อนุกูลขอมือถือ มาคุยโทรกับศามน
“อยู่ไหนแล้วครับ”
“วันนี้ออกมาที่เกาะเกร็ด ผมชอบนะ”
“ฟังเสียงก็รู้แล้ว แฮปปี้เลยสิ”
“ก็ทำนองนั้น”
“แล้วคุณภาล่ะ”
ศามนมองไปเห็นรัมภากำลังปั้นดินเผาออกมาหน้าเละ เลยหัวเราะกับแม่ค้า
“หลายอาทิตย์มานี้ เพิ่งเห็นเขายิ้ม เขาหัวเราะก็ตอนนี้แหล่ะ”
“ว้าว ได้ฟังอย่างนี้ก็ดีใจด้วย ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย”
ศามนมองรัมภาด้วยความรัก บรรยากาศทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น

ค่ำนั้น ทั้งหมดเพิ่งมาถึงบ้าน เด็กทั้งสองยังอยู่ในชุดนักเรียน ทั้งหมดลงจากรถ บุญสืบเดินออกมาช่วยรับกระเป๋า เด็กแฝดเดินตามบุญสืบเข้าบ้านไป ศามนเดินไปกอดรัมภากระซิบ
“คืนนี้นอนด้วยกันนะ”
รัมภายิ้มอายเล็กน้อย
“ก็ได้ค่ะ งั้นขอไปดูลูกแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวตามไป”
ศามนหอมแก้ม บอกเสียงเบาดีใจมาก
“เยส !...วันนี้วันดีที่สุดเลย”
รัมภาเดินเข้าบ้านไป ศามนได้ยินเสียงมือถือเห็นชื่อว่า เดือนแรม เวลานี้เขาอยากรักษาระยะห่าง เลยตัดสินใจกดปิดมือถือ ไม่ยอมรับสาย
เดือนแรม หัวหูเปียกเพิ่งอาบน้ำ ล้างตัวเสร็จ นั่งหน้ากระจก มองมือถือ โมโห โวยลั่น
“เฮ้ย กดสายทิ้งเฉยเลย...บ้าจริง หรือว่าไม่สนใจเราแล้ว ทำไงดี ทำไงดี ทำไงดี”
เดือนแรมเครียด ลุกขึ้นเดิน คิด โวยวาย แพงปรากฏตัวขึ้นเป็นเงาที่กระจก ทั้งที่ข้างๆตัวของเดือนแรมไม่มีใคร
“ใจเย็นๆ ข้าจะช่วยเอ็งเอง ข้ายังอยู่ทั้งคน”
เดือนแรมหันมามอง ได้ยินเสียงข้างตัว แต่ไม่เห็นคน มองกระจก มองห้องรอบๆ นึกกลัวขึ้นมา
“เสียงใครวะ ฮึ่ย นอนดีกว่า”
เดือนแรมกระโดดขึ้นเตียง คลุมโปง

ควันสีขาวก่อรูปเป็นวิญญาณคุณหญิงอบเชย เศร้าหมองเรื่องความทุกข์ของลูกนั่งที่เฉลียงร้องเพลงกล่อม ห่วงลูกทั้งน้ำตาเพราะช่วยอะไรไม่ได้
ควันสีดำก่อรูปเป็นวิญญาณแพง เวลานี้แสดงตัวตนความเป็นบ้า แพงมีดอกไม้ทัดหู ฮัมเพลงไทยเดิมในลำคอ ทำท่ารำวงท่ามกลางแสงจันทร์ เพราะในบางเวลา แพงก็สติดีและในบางเวลาก็เป็นบ้า ทั้งหมดนี้เพราะแพงตายในเวลาที่เป็นบ้า แพงจึงเป็นวิญญาณที่มีอาการคุ้มดีคุ้มร้าย เดี๋ยวพูดรู้เรื่อง จำได้เดี๋ยวก็ไม่รู้เรื่องจำไม่ได้ แพงฮัมเพลงจนจบ มองเข้าไปในบ้าน
“คืนนี้แหล่ะ อีชื่นกลิ่น ครอบครัวเอ็งจะพินาศ”
แพงมองไป ที่เสาไฟหน้าเรือนใหญ่หม้อแปลงระเบิดเปรี้ยงปะทุไฟออกมาน่ากลัว
ไฟดับพรึ่บลง รัมภากำลังแต่งตัวเปลี่ยนชุดนอนให้ไลล่า รัสตี้กำลังเปลี่ยนเองทั้งหมดตกใจมาก มองไปรอบๆ
“ไฟดับหรือครับแม่”
รัมภากังวลใจ
ศามนเดินออกมามองไปรอบๆ ตะโกนเรียก
“บุญสืบ...บุญสืบ ออกไปดูฟิวส์หลังบ้านที”
ศามนไม่ได้ยินเสียงตอบรับ เดินออกไปจัดการด้วยตัวเอง...

วิญญาณของแพงที่ยังอยู่หน้าบ้านร้องเพลงกล่อม เพลงของคุณหญิงอบเชย น้ำเสียง เยาะเย้ยล้อเลียน
“ฮะฮะฮ่า รักลูกปกป้องลูกจนไม่สนใจคนอื่น เอ็งจะต้องได้รับกรรมของเอ็ง อีอบเชย อีชื่นกลิ่น”
แพงมองไปด้วยฤทธิ์เดช ประตูที่ปิดอยู่เปิดผางออกเหมือนถูกถีบ ลมแรงพัดเข้าบ้าน ใบไม้กรูเกรียว บรรยากาศน่ากลัว แพงกำลังจะเข้าบ้านไปหลอกรัมภาชุดใหญ่ ณคุณหญิงอบเชยพุ่งเข้ามาขวางไม่ให้แพงเข้าไปในเรือนเล็ก
“นี่เอ็งยังไม่เข็ดอีกหรือ หา...อีแก่”
“แม้จะต้องทุกข์ทรมานอีกกี่หน ข้าก็จะปกป้องลูกหลานข้า”
คุณหญิงอบเชยตบหน้าแพงล้มคว่ำไป แพงแค้น พุ่งเข้ามาผลักด้วยพละกำลังที่มากกว่า
คุณหญิงกระเด็นไถลไปตามพื้น แพงแสยะยิ้ม เดินเข้าไปในบ้านเล็ก
“โอย”
คุณหญิงโอดโอยกับพื้นด้วยความเจ็บปวด เธอประคองร่างเจ็บปวด จะเข้าประตูตามไป แต่เพราะมนต์ดำที่ครอบบ้านอยู่ ทำให้ผ่านประตูเข้าไปไม่ได้ ชนเปรี้ยง แล้วล้มลงอีก คุณหญิงสะบักสะบอมเจ็บปวดไปทั้งตัว ร้องไห้เรียกลูก
“ฮือ แม่ชื่น แม่ชื่น”
“ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า”
แพงหันมามองด้วยความสะใจ ก่อนจะหายตัวเข้าไปในบ้าน











Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:11:05 น.
Counter : 153 Pageviews.

0 comment
บ่วง ตอนที่ 5





ค่ำนั้น...ทุกคนมาพักผ่อนกัน พัชนี วรรณศิกาและรัมภา เต้นสนุกอยู่กลางฟลอร์ปะปนกับนักเที่ยวคนอื่นๆ พัชนีนั้นเก้อเขินที่สุด เพราะไม่เคยมาที่แบบนี้ ทางด้านศามนกับอนุกูลนั่งคุยกันอยู่ที่โต๊ะ

“คุณรัมภาน่ะหรือครับเครียด” อนุกูลถามอย่างแปลกใจ
“ไม่ใช่เครียดแบบนั้น เหมือนกับเขา เอ้อ...หวาดระแวงอะไรบางอย่างน่ะ ผมก็เลยพาเธอออกมาเที่ยวบ้าง มีเพื่อน ได้ออกจากบ้านบ่อยๆ อาจจะดีขึ้น”
“คุณภาดูจะชอบคุณวรรณกับยายแม่ชี เดี๋ยวผมจะกระซิบให้สองคนนั้น คอยดึงเธอออกมาเที่ยว ออกมาจากบ้านบ่อยๆ”
“ขอบคุณมาก”
“ตามสบายนะครับ นี่ที่ประจำผม อยากกินอะไร อยากฟังเพลงอะไรบอก”
เพลงจบสามสาวเดินกลับมาหน้าตารื่นเริงมาก อนุกูลแซวพัชนี
“ไงยายแม่ชี ดูตื่นๆนะ เพิ่งเคยมาเที่ยวหรือ”
“ก็...”
พัชนียิ้มแห้ง อนุกูลยิ่งแหย่
“หา... นี่แค่แซวนะ ไม่เคยมาที่แบบนี้จริงหรือ โตมาได้ยังไง เพื่อนฝูงมีกับเขาหรือเปล่าเนี่ย อ๋อนึกออกแล้ว เพื่อนเธอเป็น สมภาร เด็กวัดแล้วก็สัปเหร่อใช่ปะ ยังไงพวกนี้ก็ออกมาเที่ยวไม่ได้อยู่แล้ว”
วรรณศิกาโมโหแทน
“โอ้โห เลี้ยงสุนัขทั้งคอกไว้ในปากก็ไม่บอก ฉันน่ะ ก็ไม่เห็นจะพิสมัยที่แบบนี้เลย ไม่มีคุณภากับคุณมน ฉันนอนเล่นจ้ำจี้กับผัวที่บ้านดีกว่า ผัวฉันหล่อ รวยกว่าจิ๊กกะโร่แถวนี้เยอะ”
“คุณน่ะ ต่อให้มา เขาก็นึกว่า มาเก็บแชร์ เดินเข้ามาเขาก็แหวกเป็นทางให้ไปหลังร้านแล้ว เขาไม่ถือสาหรอก แต่ยายแม่ชีนี่ดิ ยังเด็กแท้ๆ โลกแคบจริงๆนี่ดูสาวๆ พวกนั้น ดูเขาแต่งตัว สวยไหม ดูท่าทางเขา ดูดีไหมนี่ต่างหากเรียกว่าความสุข เอ๊ะ...ผู้หญิงคนนั้น ไม่เคยเห็น ขอตัวก่อนนะ”
อนุกูลเห็นสาวสวยแต่งตัวดี ดูไฮโซคนหนึ่ง นั่งดื่มอยู่คนเดียวเขาสนใจมาก เดินไปคุยกับสาวคนนั้นทันที วรรณศิกาโมโหไม่หาย
“โฮ้ย งานหนักฉันไม่กลัวหรอกนะ แต่ฉันกลัว บันดาลโทสะต่อยปากเจ้านาย...เอ้าดูเขา ดู ดู...เห็นสาวหน่อยไม่ได้ ชิ่งทิ้งเราไปละ”
คนอื่นหัวเราะวรรณศิกากันหมด รัมภารู้สึกสนิทสนมกับวรรณศิกาและพัชนีมากขึ้น

ดึกแล้วทุกคนยกกำลังจะกลับบ้าน อนุกูลยังไม่กลับเดินออกมาส่ง
“เพิ่งจะสี่ทุ่ม ขาแดนซ์เขาเพิ่งถึง พวกคุณดันกลับเสียแล้ว”
วรรณศิกาค้อน
“พวกเราไม่ได้ออกล่าเหยื่อเหมือนคุณนี่คะ เขามีลูกเมีย ไว้กอดสบายๆไม่ต้องไปนั่งทำน้ำลายไหล ย้อยแล้วย้อยอีกเหมือนใครบางคน เชิญตามสบายเถอะค่ะ”
วรรณศิกาชี้ไปที่ศามนและรัมภาที่ท่าทางรักใคร่กันดี รัมภาหันไปถามพัชนี
“หนูพัชไม่อยู่ก่อนหรือจ๊ะ”
“เอ้อคือ…”
พัชนีมัวแต่อึกอัก อนุกูลไล่เลย
“โฮ้ยเอากลับไปเลย ที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ เอาวัตถุโบราณมาวางไว้สถานที่เขาจะหมอง ผมมีเพื่อนแล้ว ผู้หญิงที่ผมเข้าไปคุยด้วยน่ะ”
ศามนอึ้ง
“เพิ่งรู้จักเนี่ยนะ”
“โฮ้ย ยุคอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ไม่ต้องโหลดนาน เอายายแม่ชีนี่กลับไปเถอะ เดี๋ยวเขาไปทำอาหารใส่บาตรพรุ่งนี้เช้าไม่ทัน”
“ฉันกลับอยู่แล้วค่ะ ไม่ได้อยากอยู่ นั่งทำลายหูเพราะเสียง ทำลายปอดเพราะควันบุหรี่ เสียเวลา”
อนุกูลชะงักกึก รัมภากับศามนแอบขำ พัชนีพูดเฉยๆขึ้นมา ตามนิสัยตรงไปตรงมา ดูมีความมั่นใจมากขึ้นในการพูดสิ่งที่ตนคิด ทำให้ วรรณศิกาปรบมือถูกใจ
“นี่...มันต้องอย่างนี้ นอกเวลางาน ไม่ต้องไปกลัว จะใช้เราเป็นหินลับฝีปากอยู่คนเดียวได้ยังไง ฮิ ฮิ ฮิ”

ศามนเดินเข้ามาพร้อมรัมภาเพิ่งกลับมาถึงบ้าน
“คุณเข้าไปอาบก่อนแล้วกันค่ะ”
ศามนรับคำแล้วพยักหน้า เดินเข้าไปในห้องน้ำ รัมภาเอนลง นั่งพักหลับตาที่มุมหนึ่ง เสียงใครบางคนเข้ามากระซิบที่ข้างหู เสียงเยือกเย็นน่ากลัว
“คุณชื่นจำอีแพงไม่ได้ เวลาทำให้ลืมทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ความเจ็บปวด คุณเห็นหน้าอีแพงแล้ว คราวนี้จะได้เห็นชีวิตของอีแพงก่อนที่จะตายในบ้านนี้”
รัมภายังคงหลับตา ไม่ได้ยินคำพูดนั้น สักพักเสียงกริ๊กๆ ดังขึ้นมาจากหน้าต่างลูกกรงของห้องข้างล่าง เป็นเสียงของแข็งตีลูกกรง เป็นจังหวะน่ากลัว กริ๊กๆๆ คราวนี้รัมภาเงยหน้าขึ้น เพราะเป็นเสียงที่แพงจงใจให้ได้ยิน รัมภาพยายามเงี่ยหูฟัง
“เสียงอะไร”

แพงตีลูกกรงหน้าต่างดังกริ๊กๆๆ เป็นจังหวะช้าๆ ดวงตาเหม่อลอย เสื้อผ้ามอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงแสดงท่าทีของคนบ้าเหม่อลอยชัดเจน
“ลูกกรงทุกซี่เป็นเพื่อนสนิทเพียงอย่างเดียวของข้า ความโดดเดี่ยวไร้คนสนใจ ร้องขอความช่วยเหลือ จนไม่มีเสียงร้อง โซ่ตรวนที่มันล่ามข้า เลวเสียยิ่งกว่าหมูหมา พวกมันทำกับข้ายิ่งกว่าสัตว์ หึ...สถานที่นี้คือนรกที่มีอยู่จริง”
แพงเดินไปมุมนั้นมุมนี้ ด้วยโซ่ที่ลากไปมา ทำให้เกิดเสียงอันน่ากลัว
เสียงโซ่ตรวนที่เท้าเดินไปมาของแพงดังไปถึงรัมภา
“เสียงมาจากห้องโถง”
รัมภาปิดหูตัวเอง เพราะเสียงกรี๊ดของแพงดังขึ้นจากเบา เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หวีดจนหูแทบจะแตก
“หยุด หยุด หยุดเดี๋ยวนี้”
รัมภาตะโกนลั่น ศามนวิ่งมาจากห้องน้ำวิ่งมาเขย่าตัว
“คุณภา เป็นอะไรน่ะ”
รัมภามองหน้าศามน กลัวจนตัวสั่นหน้าซีด
“ฉันจะไปนอนห้องลูก ฉันนอนห้องนี้ไม่ได้”
รัมภาวิ่งออกไปทันที ศามนงุนงง

รัมภาวิ่งมา เปิดตู้ หยิบยานอนหลับกินเข้าไป มือสั่น หวาดผวา ไม่มีความสุข แพงยืนเศร้าน้ำตาไหลอยู่มุมหนึ่ง เมื่อนึกถึงอดีต แพงเองก็เจ็บปวดเช่นเดียวกัน
“เรา สามคนผัวเมีย มีบ่วงกรรมกันมานานแล้ว เอ็งได้อยู่กินเป็นเมียผัวกับคุณหลวง แต่เอ็งจะมีข้าตามจองเวรจองกรรมกับเอ็งทุกชาติภพ”

แพงนึกถึงอดีต...นวลกำลังซักผ้าของตัวเอง แพงเดินเข้ามา เอาเสื้อผ้าตัวเองเข้ามาจะมาซักเหมือนกัน นวลชี้ไปที่ตะกร้าผ้าที่หิ้วลงมาจากข้างบน กองเอาไว้อยู่มุมหนึ่ง
“นั่นเสื้อคุณชื่น จะทำหรือไม่ทำ”
แพงท่าทางจ๋อยๆไปยกมาซัก ไม่มีแม้แต่คำพูดโต้แย้ง เพ็ญยิ้มกับคุณหญิงอบเชย ทั้งสองแอบมองทีท่าของแพงอยู่ว่าหลังจากโดนตีแล้ว แพงดีขึ้นหรือไม่

เวลาอาหารเช้า แพงกำลังดูแลให้คุณหลวงภักดีบทมาลย์ ชื่นกลิ่น และบัวสวรรค์กินข้าว
“เอ๊ะวันนี้ไม่มีพริกน้ำปลาหรือ” คุณหลวงถาม
แพงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะตั้งใจไม่ให้บริการหลวงภักดี บัวสวรรค์มองเห็นแพงไม่กุลีกุจอหยิบเหมือนเคย เลยเป็นฝ่ายหยิบให้เอง
“อยู่นี่ค่ะ บัวหยิบให้”
แพงยกแก้วน้ำมาให้ชื่นกลิ่น
“จริงสิ เกือบลืม น้ำส้มคั้น ที่คุณชื่นบ่นอยากกิน นี่ค่ะ แพงเพิ่งคั้นสดๆ”
“เอ้า...ฉันลืมไปแล้วนะเนี่ยว่าฉันอยากกิน ขอบใจจ้ะ”
มุมหนึ่ง...คุณหญิงอบเชยมองอยู่กับเพ็ญ ยิ้มพอใจที่แพงเริ่มทำตัวดีกับชื่นกลิ่น

เมื่อคุณหลวงกำลังจะไปทำงาน ชื่นกลิ่นดูแล ส่งถุงเท้ารองเท้า ส่งกระเป๋าเอกสารให้ แพงยืนห่างไป ท่าทางเรียบร้อยไม่เกี่ยวข้อง ไม่มองคุณหลวง บัวสวรรค์แอบมองสงสัยท่าทางที่เปลี่ยนไปของแพง ห่างไป อีกมุม คุณหญิงอบเชยกับเพ็ญแอบยืนมองทั้งสองพูดกันเสียงเบา
“ต่อไปนี้คงไม่มีเรื่องอะไรแล้ว อีบ่าวพวกนี้ มันต้องโดนกำหราบ ไม่งั้นไม่หายบ้า”
“จริงค่ะ อีแพงมันคงเข็ดแล้ว บ้านเราจะได้อยู่สุขเสียทีนะคะคุณหญิง”
แพงแอบปรายตามองแสยะยิ้มครุ่นคิดในใจ
‘ยังหรอก อีแพงมันไม่ใช่บ่าวโง่ๆ แค่ถูกตีนิดตีหน่อยจะใจเสาะง่ายๆ อีแพงแค่รอเวลา รอโอกาสเท่านั้นเอง’

วันใหม่...คุณหลวงนอนหนุนตักชื่นกลิ่นอยู่ที่ศาลา ชี้ชวนกันดูนก กินผลไม้ มีความสุข แพงแอบมองน้ำตาไหล
ทางด้านกล้า สอนบัวสวรรค์ขี่ม้า ทั้งสองยิ้มแย้มมีความสุขสนิทสนมกันมากขึ้นทีละนิด แพงรำพึงออกมาอย่างแค้นๆ
‘เวลานั้น เหมือนบ้านจะอบอวลไปด้วยดอกไม้ กลิ่นความรักและความสุขตลบอบอวลไปทั่วบ้าน ฮึ แต่ธรรมชาติของความสุขย่อมอยู่ไม่นาน หลังจากนี้ ความสุขก็เลือนมลายหายไป เพราะฝีมือของอีแพงคนนี้ ฮะ ฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า’

ดึกมากแล้ว ร้านปิดแล้วไฟป้ายร้านดับลง ยามกำลังจะล็อกประตูหน้าร้าน แท็กซี่เข้ามาจอด พัชนีวิ่งลงมาจากรถ เข้ามาบอกกับยามว่าลืมของไว้ด้านใน จะกลับมาเอา
ขณะเดียวกัน ที่จอดรถหลังร้าน เงียบและมืด มีพงหญ้าอยู่ถัดไป รถของอนุกูลจอดอยู่คันเดียว สาวสวยหิ้วปีกอนุกูลที่เมามายอย่างหนักมาที่รถ เขาส่งเสียงอ้อแอ้ แทบยืนไม่อยู่
“น้องมะนาวจ๋า ไหนมาชิมหน่อยซิว่าเปรี้ยวจริงหรือเปล่า”
อนุกูลมีทีท่าหื่นตลอดเวลา มะนาวให้เขานั่งในรถ
“ใจเย็นค่ะ นั่งลงก่อนค่ะ สภาพแบบนี้คุณจะขับรถยังไงคะ”
“น้องมะนาวก็ขับไปส่งสิ แต่ไม่กลับบ้านนะ ไปสนุกกันต่อนะที่รักพี่รู้จักโรงแรมแถวนี้ สะอาด สบาย น่านอนที่สุด”
สาวสวยยิ้มให้ เดินออกมามองๆว่าไม่มีใครแถวนี้แน่แล้ว แอบพยักหน้าไปที่มุมหนึ่ง รถมอเตอร์ไซด์ที่ซุ่มรออยู่ ขับออกมาจอดเทียบ นักเลงที่ขับเป็นผัวของเธอเดินลงมาลากคออนุกูลทันที
“เฮ้ย...ไม่อยากมีเรื่องเอาเงินมา”
นักเลงต่อยอนุกูลจุกลงไปกองแล้วค้นของจะเอากระเป๋าเงิน
“หนอย นี่แก”
อนุกูลตั้งสติได้ ผลักชาย คนนั้น ไม่ยอมให้เงิน ทั้งสองเลยต่อสู้กันหลายยก นักเลงเอาหัวของอนุกูลอัดเข้าไปที่รถ เปรี้ยง ! อนุกูลลงไปกองกับพื้น นักเลงได้กระเป๋าเงินไป แต่ยังค้นตัวต่อจะเอารถเก๋งด้วย
“กุญแจรถ กุญแจรถอยู่ไหนวะ”
อนุกูลพยายามลืมตา เห็นกุญแจรถตกอยู่กับพื้นข้างตัวรีบหยิบแล้วโยนกุญแจรถเขวี้ยงไปในพงหญ้า มะนาวตะโกนบอกผัว
“นั่น...มันโยนทิ้งไปแล้วพี่”
“โธ่โว้ย นี่แน่ะ นี่ นี่”
นักเลงโมโหทั้งเตะทั้งถีบอนุกูลด้วยความแค้น รถแท็กซี่ของพัชนีขับมาใกล้ส่องไฟมา มะนาวตกใจ
“คนมา...คนมา...ช่างมันเถอะ ได้เงินกับมือถือมาแล้ว ไปเร็วพี่ไปเร็ว”
สองผัวเมียรีบขึ้นมอไซค์ขับหนีไป ก่อนที่พัชนีจะวิ่งลงจากแท็กซี่มาดู
“ตายแล้วคุณนุ”
“คุณเองหรือ โอ๊ย”
“เป็นยังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้นคะนี่”
พัชนีประคองอนุกูลให้ยืนขึ้น แล้วนึกอะไรได้ มองมือตัวเอง เต็มไปด้วยเลือดจากแขนขาอนุกูล พัชนีตกใจปล่อยอนุกูลร่วงพรืดลงไป กระแทกพื้นเจ็บซ้ำไปอีก
“เลือดๆ อี๊...”
“โอ๊ย เจ็บนะโว้ย จะปล่อยทำไม้”
พัชนีท่าทางโก๊ะๆ รีบประคองอนุกูลใหม่
“ขอโทษค่ะ ขอโทษ ฉันกลัวเลือดน่ะ พวกที่เพิ่งไปนั่น ใครคะ เขาทำคุณ
ใช่ไหมคะ”
“ผู้หญิงคนนั้น...มันหลอกขโมยเงินผม มันเป็นนางนกต่อ ให้พวกของมันมาขโมยของผม...โธ่โว้ย”
อนุกูลเจ็บใจตัวเอง พัชนีหน้าตื่นตกใจ
“ขโมยเงิน ปล้นหรือคะ แจ้งตำรวจต้องแจ้งตำรวจ...”
พัชนีสาละวนกับโทรศัพท์ อนุกูลเจ็บหัวแต่ก็ลุยเดินเข้าไปในพงหญ้า
“เดี๋ยวๆ คุณจะไปไหน”
“ไปหากุญแจรถ”
พัชนีโทรหาตำรวจ
“คุณตำรวจหรือคะ ช่วยด้วยค่ะ มีคนมาขโมยเงินเจ้านายฉันค่ะ”
อนุกูลมุดหายไปในพงหญ้าสูงเพื่อหากุญแจรถ พัชนีเดินตามมา
“ซวยจริงๆ อย่าให้เจออีกนะ”
“คุณนุ คุณนุ”
พัชนีหยิบกิ่งไม้ข้างทางมาถือไว้ปัดหญ้าออกไปข้างตัว อนุกูลจู่ๆโผล่ขึ้นมาในสภาพมีเลือดไหลย้อยที่หัวเล็กน้อยทำให้ดูเหมือนผีโผล่พรวดขึ้นมา
“ว้าย”
พัชนีใช้ไม้ที่ถือซัดเปรี้ยงเข้าที่หัวอนุกูลเปรี้ยงเข้าให้ อนุกูลร่วงลงไปนั่ง มือจับหัวโอดโอย
“โอ๊ยยายบ้า จะฆ่ากันหรือไง”
“ฮือ เป็นอะไรไหมคะ ก็คุณน่ะ โผล่มาเงียบๆ บอกแล้วไงว่ากลัวเลือด”
“ผมจะไม่ตายเพราะยายนั่น จะตายเพราะคุณนี่แหละ”
พัชนีแทบจะสะกดความเวียนหัวไม่ไหวเมื่อมองไปที่หน้า ที่ตัวอนุกูล
“ฮึ่ยเลือด เลือดออกมาเยอะเลย เฮือก!”
พัชนีเป็นลมไป อนุกูลตกใจรีบประคองไว้
“เฮ้ยๆๆ...โฮ้ย จะมาเป็นลมอะไรตอนนี้ คนที่ต้องเป็นลมน่ะผม ไม่ใช่คุณ โว้ย ทำไมมันซวยอย่างนี้วะ เฮ้ย ตื่น คุณมาดูแลผมนะ ไม่ใช่ให้ผมมาดูแลคุณ”

วันใหม่...ศามนกับรัมภานั่งทานอาหารเช้าด้วยกัน ลูกๆนั่งเล่นอยู่ห่างไป รัมภามองหน้าศามนมีอะไรจะพูด ครุ่นคิดอยู่ว่าพูดดีไหม ขณะเดียวกันนั้น คุณหญิงอบเชยมองมาจากเรือนใหญ่อย่างรู้ใจรัมภาดี
“ลูกแม่ ต่อให้ลูกทำบุญมาเท่าไหร่ แม่ก็มีกำลังอันจำกัด แม่ข้ามเขตไปที่เรือนเล็กไม่ได้ มนตราของมันปกคลุมอยู่ แม่ตามไปช่วยลูกไม่ได้ บอกเขา บอกคุณหลวงเขา บอกสิลูก”
รัมภาเหมือนได้รับกระแสจิตนั้น ตัดสินใจพูดออกไป
“ฉันอยากย้ายกลับไปอยู่เรือนใหญ่”
“อะไรนะ”
“อยู่ที่นี่...ภาไม่ชอบ”
“จะอยู่เรือนเล็กหรือเรือนใหญ่ก็บ้านเราทั้งนั้น รัสตี้ ไลล่า หรือแม้แต่แขกของเรา จะเข้าออก ไม่ต้องเดินผ่านโลงศพ อยู่ที่นี่ดีกว่านะภา”
รัมภาอยากเถียง แต่เดือนแรมเดินเข้ามา พร้อมถุงข้าวของ มาหาเหมือนเคย ขัดจังหวะการสนทนาพอดี
“หวัดดีจ้า” เดือนแรมปรับเสียงใหม่ พร้อมท่าดัดจริตไฮโซ “เอ้อ มอร์นิ่งค่ะคุณพี่ วันหยุดนี้ทำอะไรดีคะ”
“ยังไม่มีโปรแกรมเลยครับ”
“จริงหรือคะ เดือนอยากชวนคุณพี่ทั้งสองไปที่ตลาดค่ะ มีอะไรรบกวนให้
ช่วยนิดหน่อย”
“ทำไมหรือครับ”
“ตลาดคู่แข่งกำลังจะขยายน่ะค่ะ เดือนกลุ้มใจกลัวพ่อค้าแม่ค้าย้ายหนี ก็
เลยคิดจะปรับปรุงตลาดหน่อย”
“อ๋อได้สิครับ ไปด้วยกันนะคุณ”
รัมภาโกรธงอนศามน
“คุณไปเถอะค่ะ เห็นคุณวรรณบอกจะไปช็อบปิ้ง ฉันจะไปกับคุณวรรณ”
รัมภางอนเดินออกไปทันที ศามนหน้าเสีย เดือนแรมยิ้มพอใจ

รัมภากับวรรณศิกาเดินถือของเยี่ยมมาตามทางของโรงพยาบาล จะไปห้องพักไข้ของอนุกูล
“ตอนแรกก็ว่าจะออกไปขึ้นรถแล้วนะ เอะใจขึ้นมา โทรชวนยายพัช เนี่ยถึงเพิ่งรู้เรื่อง ตกใจหมดเลย”วรรณศิกาเล่า
“แล้วนี่คุณนุ เป็นอะไรมากไหมคะนี่”
รัมภากับวรรณศิกามาถึงห้องอนุกูล พัชนีอยู่ตั้งแต่เช้าคอยดูแล อนุกูลโวยวายใส่
“โฮ้ย...ยายตัวแสบบอกแล้วไง ไม่ต้องโทร รักษาความลับน่ะ ทำเป็นไหม”
พัชนีจ๋อยที่โดนดุ
“พี่วรรณคาดคั้นถาม แล้วโกหก...มันก็ผิดศีล”
วรรณศิกาเหล่มองยิ้มล้อๆอนุกูล
“แฮะ...มีอาย แหมมันก็ต้องอายกันบ้างนะ คิดจะหลอกฟันสาว แต่ดัน
มาโดนสาวหลอกพาไปเชือด คราวนี้จะเข็ดหรือยังหา พ่อหนุ่มเจ้าสำราญ”
รัมภาเห็นอนุกูลมีแผลตรงนั้นตรงนี้ เธอเห็นแผลที่หน้าผาก เลยชี้ถาม
“นี่เป็นอะไรมากไหมคะ”
“ตอนแรกหัวแตกเล็กๆ พอยายนี่มา ซัดอีกป้าบ เพราะตกใจกลัวเลือด” เขาหันไปโวยพัชนีต่อ “ถามจริงๆ เป็นพวกหน้าใสใจคดหรือเปล่า ถูกผมด่าแล้วแค้นมาก เลยอ้างว่ากลัวเลือดใช่ไหมฮะ”
พัชนีหน้าตื่นรีบปฏิเสธ
“เปล่านะคะ เปล่า พัชกราบค่ะ พัชขอโทษจริงๆ นี่พัชก็ชดเชยคุณด้วยการพาคุณมาหาหมอ มาดูแลคุณทุกวันแล้วไงคะ”
“ใคร...ใครพามาหาหมอ พูดใหม่ซิ”
พัชนีจ๋อยสนิท
“เอ้อ คุณพามาค่ะ เพราะตอนนั้นพัชเป็นลมไปแล้ว”
วรรณศิกากับรัมภาหัวเราะกันใหญ่ อนุกูลนึกได้
“เอ๊ะคุณภา ถามว่าไงนะ อ๋อ...หัวแตกนิดหน่อย แล้วก็ฟกช้ำดำเขียวครับโชคดี ผมตั้งสติทัน โยนกุญแจรถทิ้งไป ก็เลยเสียแค่เงินกับมือถือ”
“แล้วขอบคุณเขาหรือยังเนี่ย โชคดีนะ ที่ยายพัชกลับไปอีกรอบ แล้วได้เอกสารที่ลืมไว้คืนหรือเปล่า” วรรณศิกาถาม
“ได้คืนแล้วค่ะ ลืมวางไว้ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น พอดีตอนแท็กซี่เลี้ยวออกมาเห็นรถของคุณนุจอดอยู่ พัชกลัวแกเมาหลับน่ะค่ะ เลยให้แท็กซี่ขับเข้าไปดู...เฮ้อบอกแล้ว”
อนุกูลสวนทันควัน
“บอกแล้วอะไร”
“คุณชอบผู้หญิงแต่งตัวแบรนด์เนม สวยเซ็กซี่ คุณหาว่าคนแบบนั้นมีระดับเป็นยังไงล่ะคะ เปลือกภายนอกน่ะ พิสูจน์คนไม่ได้สักหน่อย”
“เฮ้ย มากไปแล้วนะ ซ้ำเติมหรือ นี่มันคราวซวยต่างหาก คนแต่งตัวเป็นแม่ชีอย่างหล่อน นิสัยดีทุกคนหรือไง คนมันก็มีดีมีเลวทุกสังคมนั่นแหล่ะ แหม...แค่นี้ทำมาสอน ชิ”
“เถียงไม่ได้พาล เสียงดังกว่าชนะ ว่างั้น”
วรรณศิกาเข้าข้างพัชนีช่วยดุอนุกูล รัมภายิ้มขำทั้งสามคน
ศามนและเดือนแรมมานั่งกินกาแฟคุยกัน ในร้านที่ตลาด ขณะที่น้อย แอน เจี๊ยบ ว่างๆมานั่งเล่นอ่านหนัง นิตยสารอยู่มุมหนึ่ง เดือนแรมเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอให้ศามนฟัง

“ชีวิตของเดือนมันเศร้าค่ะ เดือนเกิดมา แม่ก็ตาย พ่อทิ้งเดือนไว้กับยายหนีไปแต่งงานใหม่ แล้วก็มาตายลงอีก ยายของเดือน ก็อย่างที่คุณรู้เป็นแค่คนใช้ในบ้านคุณ เดือนก็เลยเรียนหนังสือไม่ทันจบม.3 ก็ต้องออก”
น้อยได้ยินก็สอดขึ้น
“ไม่ใช่ออกเพราะจน แต่เพราะมันหนีตามโชเฟอร์รถสองแถวไปตั้งแต่นมยังไม่ตั้งเต้าเล้ย”
เดือนแรมหันมามองแค้นๆ เจี๊ยบแกล้งทำหน้าซื่อ ตอบแบบตาใส ชี้ไปที่หนังสือเรื่องย่อละครในมือของน้อย
“เจ๊น้อยเขาอ่านละครให้เราฟังจ้ะ”
เดือนแรมไม่สนหันมาเล่าต่อ
“โชคดีหน่อย หลายปีก่อน ถนนเกิดตัดผ่านที่ดินที่คุณยายทวดคุณยกให้ยายเพ็ญ เราก็เลยลืมตามอ้าปากได้บ้าง แต่เดือนก็ยังไม่วายโชคร้ายผัว เอ้อ สามีของเดือน ในที่สุดก็ทิ้งเดือนไป”
“ไม่ทิ้งได้ไง มันดันเฉดโชเฟอร์รถสองแถวทิ้ง ไปได้กับแท็กซี่ ขยับฐานะนะนี่แหม้...เอามานอนเล่นถึงในบ้าน ผัวไม่กระทืบตายก็บุญแล้ว”
น้อยสอดขึ้นอีก ตาก็มองหนังสือไป แอนยิ้มเยาะแล้วทำเป็นเตือน
“เจ๊...อ่านเบาๆหน่อย รบกวนเขา”
“เอ้าโทษนะ ขอโทษๆ”
สามสาวแอบขำกัน เดือนแรมค้อนเพราะรู้อยู่ว่าน้อยพูดถึงชีวิตของตน แต่ไม่กล้ากระโตกกระตาก เพราะเห็นศามนไม่สนใจพวกน้อย นึกว่าพูดเรื่องละครจริงๆ เดือนแรมเล่าต่อ
“แต่งงานใหม่อีกสองครั้ง ชีวิตก็มีแต่ตกต่ำลง ผู้ชายแต่ละคนไม่ยอมทำงานทำการ คิดแต่จะเอาเปรียบให้เดือนทำมาหาเลี้ยง เดือนทนไม่ไหวก็เลยเลิกหมด ทุกวันนี้เดือนอยู่คนเดียว คิดคนเดียว ความรู้ก็ไม่มี จะบริหารตลาดให้สู้กับคนอื่น มันต้องมีความรู้ใช่ไหมคะ คุณพี่ศามนขา คุณพี่ต้องช่วยเดือนนะคะเดือนไม่มีใครแล้วจริงๆ”
เดือนแรมแค่น้ำตาคลอ แต่ สามสาวข้างหลังร้องโฮ ลั่นร้าน
“ฮือ ฮือ ฮือ...น่าสงสาร น่าสงสาร”
“เฮ้ย ทนไม่ไหวแล้วนะโว้ย”
เดือนแรมหยิบกระป๋องใส่หลอดโยนเปรี้ยงไปกลางโต๊ะของน้อย วงแตก ศามนตกใจ
“คุณเดือน! เป็นอะไรไป”
แอนรีบบอก
“โฮ้ย จะเป็นอะไร้ ก็เป็นนางอิจฉาที่ชอบบีบน้ำตาเรียกร้องความเห็นใจนี่แหละ ฉันหมายถึงในละครนะ”
เดือนแรมเพิ่งได้สติ หันมามองศามน
“เอ้อ คือ...”
เจี๊ยบมองหยัน
“คุณนายเดือน มือเขาคงลื่นน่ะค่ะ เขาไฮโซ จิตใจดี ไม่เหมือนนางอิจฉาในละคร เขาจะมาทำร้ายพวกเราทำไมล่ะคะคุณศามน”
เดือนแรมกำหมัดแค้นจัด ไม่รู้จะทำยังไงดี
“รีบไปจากร้านนี้เถอะค่ะ เดือนจะพาไปดูตลาด จะได้ให้คุณดูว่าต้องทำอะไรบ้าง”
เดือนแรมลากศามนออกไปจากร้านทันที กลุ่มของน้อยหัวเราะเยาะกันใหญ่

วันต่อมา ศามนแวะมาเยี่ยมอนุกูลหลังเลิกงาน อนุกูลถามอย่างแปลกใจหลังจากรับรู้ในสิ่งที่ศามนบอก
“หาช่างไปปรับปรุงตลาดหรือครับ”
“ผมไม่รู้จักใคร ท่าทางคุณกว้างขวาง เป็นตลาดที่อยู่หลังบ้านผมน่ะ ตระกูลเขาเคยรับใช้คุณทวด ตัวเขาน่าสงสาร ไม่มีใครช่วย”
อนุกูลเอะใจ
“น่าสงสาร...ผู้หญิงหรือครับ”
ศามนพยักหน้า บอกไปซื่อๆ เพราะเชื่อเดือนแรมจริงๆ
“เขาไม่มีความรู้ ตลาดเป็นแหล่งรายได้อย่างเดียว นี่ซ่อมเสร็จก็ต้องหานักบัญชีไปช่วยเขาอีกนะ การจัดเก็บเงิน การบริหารที่เขาทำอยู่ มันไม่มีระบบเลย”
“คุณนี่ชอบช่วยเหลือคนเนอะ ขี้สงสารแบบนี้ ระวังจะมีปัญหาน้า”
อนุกูล นึกในใจว่า จะมีปัญหากับรัมภา แต่ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ
“ปัญหาอะไรครับ”
“ผมก็พูดไปงั้น อืม พรุ่งนี้ผมก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เดี๋ยวจะหาคนให้”
ศามนพยักหน้า เลื่อนขนมให้อนุกูล
“ขนมครับ ผมจำได้ว่าคุณชอบเจ้านี้”
ศามนนั่งดูทีวี อนุกูลมองหน้าเจ้านายไม่ค่อยสบายใจนัก ที่เขามีทีท่าเป็นห่วงผู้หญิงอื่น...แพนที่ตามศามนมานั่งกอดศามนอยู่
“ความสงสารรึ ใช่...ไม่ว่าจะในชาติปางก่อน หรือชาตินี้ คุณหลวงก็ยังเป็นคนขี้สงสาร ความใจดี ความใจอ่อนนี่เองที่ทำให้อีแพงมีโอกาส เข้าถึงจิตใจคุณหลวง”

แพงนึกถึงในอดีตกาล...แพงนั่งคนเดียว แอบขัดรองเท้าให้คุณหลวงจนเงาวับอย่างตั้งใจ ตาคอยมองซ้ายมองขวาไม่ให้ใครเห็น คุณหลวงเดินมาเจอเข้าโดยบังเอิญ
“โอ๊ะ...คุณหลวงนั่นเอง ตกใจหมด”
“ทำอะไรอยู่ ทำไมต้องตกใจ”
“เห็นรองเท้ามันสกปรก แพงเลยขัดให้ เสร็จพอดี อีแพงไปนะคะ”
“เธอกลัวคนอื่นเห็นเธอขัดรองเท้าให้ฉันรึ”
แพงมองคุณหลวง ถอดเสื้อตัวนอกเห็นคอกระเช้าข้างใน โชว์รอยถูกตีที่ไหล่ คุณหลวงเห็นแพงถอดเสื้อก็ตกใจ
“นี่จะทำอะไรน่ะ”
“ดูสิคะ คุณหญิงอบเชยเฆี่ยนแพง หาว่าแพงให้ท่าคุณหลวง อธิบายยังไงก็ไม่ฟัง”
คุณหลวงอึ้งไปเพิ่งรู้
“เฆี่ยนเลยหรือ”
“อีแพงแค่จะทดแทนพระคุณเจ้าชีวิตของอีแพง ก็แค่นั้นเอง ดูสิเจ้าคะ ดูที่เขาทำกับแพง”
แพงน้ำตารินอ้อนขอความเห็นใจ คุณหลวงมองอย่างเห็นใจขึ้นมา

เย็นวันนั้น...แพงแอบอยู่หลังพุ่มไม้ คุณหลวงเพิ่งกลับจากงาน ได้ยินเสียงแพงกระซิบเรียก
“คุณหลวงเจ้าคะ คุณหลวง”
“เอ้าทำไม มาแอบอยู่ตรงนี้”
“แพงจำได้ว่าคุณหลวงชอบน้ำพริกเจ้านี้ ตอนนี้ย้ายออกมาอยู่ที่บ้านนี้ คุณหลวงคงไม่ได้กิน วันนี้แพงเลยต่อเรือสองสามเที่ยวไปที่ตลาดแถวบ้านเก่าคุณหลวง ซื้อน้ำพริกเจ้าเดิมมาให้เจ้าค่ะ”
แพงยื่นถุงกระดาษใส่น้ำพริกให้
“เธอรู้ด้วยหรือ”
“อย่าบอกใครว่าแพงซื้อให้นะเจ้าคะ แพงไม่อยากเจ็บตัวอีก”
แพงมองซ้ายมองขวากำลังจะไป คุณหลวงเรียกไว้
“เดี๋ยว ฉันเตรียมยาไว้ให้ กำลังจะเอาไปฝาก ทาที่แผล จะได้ไม่ต้องเป็นแผลเป็น”
คุณหลวงยื่นกล่องยาให้
“คุณหลวงซื้อยาให้อีแพงหรือเจ้าคะ...ยาฝรั่ง ยาใหม่ยังไม่เปิดขวดเลย...ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
แพงมองคุณหลวงอย่างซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล

ที่เรือนเล็ก....แพงมองศามนกับเดือนแรมที่นั่งคุยกันอยู่...
“นิสัยใจอ่อนขี้สงสารของคุณหลวง ทำให้อีแพงมีตัวตนในสายตาของคุณหลวงเสมอ และในวันนี้ นังเดือนแรมก็กำลังทำอย่างเดียวกัน และมันก็ได้ผลดีเสียด้วย”
ศามนนั่งทำงานเอกสารคุยกับเดือนแรมไปด้วย เขาดูเอกสารกองใหญ่ที่เดือนแรมขนมาให้ดู บุญสืบกับหล้าเอาขนมไปวางแล้วออกมาหาคำที่แอบมองอยู่ห่างๆ
“คุยอะไรกันนักหนาวะ เห็นนั่งคุยตั้งแต่เช้า” คำถามอย่างสงสัย
“อ๋อ...ก็เรื่อง...เอ เรื่องอะไรวะ”
หล้านึกไม่ออก บุญสืบเซ็งๆ
“โหย นี่เดินออกมาไม่ถึงสองนาที ลืมแล้ว เมื่อเช้ากินข้าวยังเนี่ย”
“กินแล้ว กินแกงส้มไง เอ๊ะ...หรือนั่นมันเช้าเมื่อวานวะ”
คำกับบุญสืบมองหล้าอย่างเซ็งๆ
“นังคุณนาย เอาสมุดธนาคาร เอาโฉนดที่ดินเอาสมุดบัญชีมาให้คุณมนดู มันจะตั้งคุณมนเป็นผู้จัดการตลาด มันนั่งเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ละเอียดยิบว่ามีเงินธนาคารไหนเท่าไหร่ ฉันว่ามันจะให้คุณมนเป็นผัวดูแลชีวิตมันมากกว่า” บุญสืบพูดเป็นชุดอย่างไม่ชอบใจนัก
หล้าตกใจรีบเตือน
“ไฮ้...ไอ้สืบ เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน”
“ก็มันจริงนี่ ยิ่งเห็นยิ่งหมั่นไส้ มันหวังพึ่งคุณมนทุกอย่างอ้างว่าไม่รู้หนังสืออ้างว่าตัวคนเดียว...โฮ้ย หน้าหนาจริง ไม่ใช่เมีย ไม่ใช่ญาติ ความเกรงใจน่ะมีไหม”
คำคิดๆ
“อืม...มันมาแผนสูง”
บุญสืบงงๆ
“แผนสูงยังไงแม่”
หล้าถอนใจ
“ผู้ชายน่ะร้อยทั้งร้อย ชอบเป็นผู้นำโว้ย คุณนายเดือนแรม เล่นบท ฝากผีฝากไข้แบบนี้ คุณศามนก็ตายสิ”
“หา...จริงหรือแม่ ผู้ชายเป็นอย่างนั้นจริงหรือ ทำไมฉันไม่รู้เลยอ่ะ”
“จะรู้ได้ยังไง ที่เอ็งมีอยู่” คำมองเป้าบุญสืบ “มันของปลอมทั้งดุ้น”
“อุ๊ยบ้า อะไรก็ไม่รู้ มาว่าลูซี่…”
บุญสืบออกท่าสะบัดสะบิ้ง ยกมือปิดเป้า หล้าหมั่นไส้บุญสืบ
“เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยว ทำอะไรเกรงใจกันมั่ง เดี๋ยวดีด ลูซี่ ไป รูโน่นเลย เดี๋ยวเถอะ”

รัมภานั่งอ่านหนังสือ ลูกๆนั่งทำการบ้านอยู่ เสียงลูกกรงดังเกร๊งๆขึ้นมาอีกจากในบ้าน เป็นเสียงแบบเดิม รัมภาหันไปถามลูก
“รัสตี้ ได้ยินเสียงอะไรไหม”
รัสตี้งงๆ
“เสียงอะไรครับ”
“เปล่าจ้ะ ทำการบ้านไปเถอะ”
รัมภาอ่านหนังสือต่อ เสียงล่ามโซ่ไปมาดังขึ้นอีก รัมภาทนไม่ไหวเดินเข้าไปในบ้าน...รัมภาอยากดูให้ชัดๆ แพง ปรากฏขึ้นด้านหลัง รัมภาหันไปแพงเดินลากโซ่หายไปอีกด้านหนึ่ง
“บ้าชะมัด ฉันจะไม่กลัวแกอีกต่อไปแล้ว”
รัมภาเดินตามทันทีตามหาแต่ไม่พบใคร สักพักหางตาเหมือนเห็นอะไรบางอย่างอยู่อีกมุมหนึ่ง พอรัมภาหันไปมอง แพงก็เดินเข้าหลืบไปอีก รัมภาหยิบไม้เบสบอลออกมาจากตู้แถวนั้น
“วันนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ ว่าแกเป็นผีหรือเป็นคน ฉันจะไม่ยอมเป็นบ้าเพราะแกอีก”
เงาของแพงผ่านวับไปวับมาอีก วันนี้รัมภาเป็นฝ่ายเดินตาม เธอเดินไปดู มองซ้ายขวาไม่มีใคร
เงาเดินผ่านไปที่เสามุมหนึ่ง รัมภาเดินไปดักที่เสา มั่นใจว่า แพงอยู่หลังเสานี้
“ฉันไม่กลัวแก ฉันไม่กลัวแก”
มือรัมภาจับไม้เบสบอลยกขึ้นเตรียมพร้อม กลายเป็นศามนที่เดินออกมาจากเสา รัมภาเอาไม้เบสบอลตีหัวศามนเปรี้ยง
“โอ๊ย”
รัมภาตกใจ
“คุณมน...ขอโทษ เป็นอะไรมากไหมคะ”
“คุณทำอะไรของคุณ ตีผมทำไม”
แพงอยู่มุมหนึ่งหัวเราะร่าที่หลอกได้
“ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า”

ศามนมาทำแผลที่โรงพยาบาล ที่หน้าผาก มีผ้าปิดแผลปิดไว้ หมอเดินมาบอกรัมภาที่รออยู่
“เรียบร้อยครับ โชคดี ไม่ถึงกับแตก แค่หัวโนนิดหน่อย สองสามวันก็ยุบ”
“ขอบคุณค่ะ”
หมอและพยาบาลเดินออกไป รัมภาหันมาหาศามนหน้าสลด
“ฉันขอโทษจริงๆ”
ศามนโมโห เพราะต้องมาเจ็บตัวเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง
“ถึงเวลาต้องบอกผมเสียที ถือไม้เบสบอลในบ้านทำไมกัน”
“ฉันเอ้อ...”
“คุณเห็นขโมยหรือ”
“คิดว่าไม่ใช่ค่ะ”
“แล้วเห็นอะไร หมู่นี้ เหมือนคุณระแวงตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่งที่ไหน จะทำอะไรคุณมองซ้ายมองขวาตลอด คุณเป็นอะไรของคุณ”
“ภาเห็นผู้หญิง”
“อะไรนะ”
“ผู้หญิงในเรือนเล็ก ไม่ใช่คุณย่า ไม่ใช่คน”
ศามนตกใจมาก มองรัมภาอย่างผิดหวัง
“คุณรู้ตัวไหม คุณพูดอะไรออกมา”
“ภาเห็น ได้ยินเสียง โดยเฉพาะในห้องนอนเรา แต่ถ้าภามานอนห้องลูกทุกอย่างก็จะเงียบไป”
ศามนโกรธจัดเดินออกไปทันที
“ผมจะไม่พูดเรื่องนี้กับคุณอีก”
ศามนเดินมานั่งรอยา รัมภาเดินตามมา ศามนดูหัวเสียอย่างเห็นได้ชัด
“คุณมน ฉันพูดเรื่องจริงนะคะ”
“รัสตี้เป็นโรคเพ้อเจ้อ สร้างจินตนาการส่วนตัว เราเสียเงินเสียเวลารักษารัสตี้ไปตั้งเท่าไหร่ นี่คุณจะกลายมาเป็นเสียเองอย่างนั้นหรือ”
“ภาไม่ใช่รัสตี้ ภาไม่ได้ป่วย”
“ที่ผมย้ายมาอยู่เรือนเล็ก เพราะต้องการให้ทุกคนพ้นจากเรื่องผีบ้าๆนั่น ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่นี่คุณกลับมาเป็นเสียเอง แถมยังจะให้เราย้ายกลับไปอยู่กับโลงศพอีก ภา...ขอร้องล่ะ อย่าทำแบบนี้เลย”
รัมภามองหน้าศามน โกรธขึ้นมาเหมือนกัน
“คุณต่างหากที่ผิดปกติ”
“อะไรนะ”
“แต่ไหนแต่ไร คุณไม่ใช่คนซีเรียสเรื่องที่อยู่ที่กิน แต่กับเรือนหลังเล็ก ทำไมต้องรัก ต้องหวงมันนักคุณบอกเองไม่ใช่หรือ จะเรือนใหญ่หรือเรือนเล็ก มันก็บ้านเราเหมือนกัน”
“ไม่เหมือน!เด็กแฝดกำลังจะดีขึ้น ตั้งแต่มาอยู่ที่เรือนเล็ก เขาไม่เป็นอะไรอีกเลย ผมจะไม่ย้ายกลับไปเรือนใหญ่เด็ดขาด”
รัมภาเซ็งที่ศามนดูแข็งขืน เปลี่ยนไปจริงๆ

ค่ำนั้น...ศามนนั่งกลุ้มใจคิดเรื่องรัมภาเสียงมือถือดังขึ้น
“เอ้าคุณเดือนหรือ อ๋อ...คุยได้ครับ ไม่เป็นไร ทำไมนะครับ เรื่องสัญญาเช่าของตลาด อ๋อ...ผมทำให้แล้ว ดูเอกสารแฟ้มสีเขียวน่ะเห็นไหม”
ศามนคุยโทรศัพท์เพลินไป เริ่มสนิทสนมกับเดือนแรมมากขึ้นทีละน้อย
ทางด้านรัมภานอนอยู่กับลูกๆ ลืมตาโพลงอย่างกลุ้มๆ

ด้านนอกเรือนใหญ่....เสียงลมกรูเกรียวเข้ามา พร้อมควันดำผลักให้ประตูเปิดออกปัง ควันขาวสร้างตัวขึ้นเป็นวิญญาณคุณหญิงอบเชย ยืนด่า วิญญาณแพงที่วันนี้มาเยี่ยมถึงถิ่น
“อีแพง จะมาหาเรื่องข้ารึ”
“ใจเย็นๆสิคะ คุณหญิงเจ้าขา ทำเสียงดุไปได้ อีแพงกลัวตายล่ะ”
“โดนไปคราวที่แล้วไม่หลาบจำใช่ไหม”
คุณหญิงอบเชยเพ่งมอง แพงเกิดไฟลุกบางๆ พรึ่บเดียวแล้วจางหาย แพงไม่เจ็บปวด แสดงให้เห็นว่า คุณหญิงอบเชยทำอะไรแพงไม่ได้
“ฮะฮะฮ่า คราวนี้ไม่เหมือนคราวที่แล้ว เอ็งทำอะไรข้าไม่ได้หรอกอีแก่”
แพงยืนมองท้าทายไม่กลัวอบเชย
“ทุกอย่างในโลก มีเกิดและมีดับ บุญที่ลูกแกส่งให้แกก็เหมือนกัน ส่งมานิดๆหน่อยๆ ส่งแล้วก็หยุดส่ง ถึงเวลา อำนาจของมันย่อมเจือจางลง”
“เอ็งต้องการอะไร”
“เอ็งบังคับให้ลูกหลาน ทิ้งศพไว้กลางบ้าน เพราะเอ็งยินดีเป็นสัมภเวสี ปกป้องลูกหลานอยู่ที่นี่”
“เอ็งจองเวรจองกรรมลูกหลานข้า ไม่ยอมไปผุดไปเกิด ข้าก็จะตามจองเวรจองกรรมเอ็งเหมือนกัน”
“สมัยก่อน อีแพงเกลียดโกรธท่าน อีแพงทำอะไรท่านไม่ได้ วันหนึ่งอีแพงก็เลยแย่งผัวลูกท่านมาเป็นผัวตัวเอง”
“ข้าเฆี่ยนตีเอ็ง ขังเอ็งไว้ที่เรือนหลังเล็ก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน ยังไม่รู้จักหลาบจำ”
“ธรรมชาติของแม่ ทำลูกย่อมเจ็บกว่าทำตัวเอง แม่ที่รักลูกยิ่งกว่าอะไรอย่างท่านรู้ความจริงข้อนี้ดีใช่หรือไม่”
“อีแพง เอ็งจะทำอะไรแม่ชื่น เอ็งจะทำอะไรรัมภาไม่ได้นะ”
“ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า”
แพงหายตัววับไป

รัมภาหลับไปแล้ว แพงปรากฏตัวขึ้นในห้องเข้าไปก้มหน้ามองเด็กแฝด ดวงตาอาฆาต
“ทำนังชื่นกลิ่นน่ะหรือ ทุกวันนี้ ทะเลาะกับผัวจนนอนแยกห้องกัน มันก็สาสมดีแล้ว แต่มันยังไม่พอ เด็กแฝดสองคนนี้ต่างหาก ที่ข้าสนใจ”
คุณหญิงอบเชยร้องเสียงดัง จนแทบจะร้องไห้
“ไม่นะ ไม่ !”
รัมภาตายังหลับ แต่นอนกระสับกระส่าย พึมพำ
“คุณยายทวด เสียงคุณยายทวด”
แพงเข้ามากระซิบข้างหูรัมภา
“ลูกแฝดของเอ็ง ได้ยินไหมรัมภา ลูกแฝดของเอ็ง”
รัมภาละเมอเงี่ยหูฟัง
“เสียงใคร เสียงใครกัน”
“ระวังลูกแฝดของเอ็งไว้ให้ดี ข้าจะมาเอาชีวิตลูกแฝดของเอ็ง ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า”
รัมภาผวาตื่นขึ้น นั่ง ทันที ส่งเสียงดังลั่นห้อง
“ไม่ อย่ายุ่งกับลูกฉัน ไม่”
รัสตี้กับไลล่างัวเงียตื่นขึ้น รัมภาเข้าไปกางกั้น โอบกอดลูก มองไปรอบๆห้อง อย่างหวาดระแวง
“ลูกแม่ ลูกแม่”
“มีอะไรครับหม่ามี้” รัสตี้ถามอย่างงงๆ
“หม่ามี้ตะโกนอะไรคะ หนวกหูจัง ไลล่าง่วง”
ไลล่าหาวรัมภา ดวงตาตื่นตระหนกมองไปรอบๆ ราวกับแม่เสือระวังเหยื่อ










Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 1:09:31 น.
Counter : 117 Pageviews.

0 comment
บ่วง ตอนที่ 4





หลายวันต่อมา...รัมภา เดือนแรม และดีดี้มาจ่ายตลาด แอนออกจากร้านเสริมสวยเดินมาหารัมภาทันที

"คุณรัมภามาแล้ว”
แอนรีบเข้ามาหารัมภาจะมาคุยด้วย แต่เดือนแรมเดินเข้ามาขวางไม่ให้ใครเข้าถึงตัวรัมภานอกจากตัวเอง
“คุณรัมภา ไม่ใช่เพื่อนเล่น เธอไม่คบหาสมาคมกับพวกพ่อค้าแม่ค้าหรอก”
“เอ้อ...”
รัมภาพยายามจะจะแก้ไข แต่เดือนแรมตัดบททันที
“ต่อไปนี้คุณพี่รัมภา จะมากับฉัน ไปค่ะคุณพี่ อยากได้อะไรบอกเดือนค่ะ เดือนเป็นเจ้าของตลาดนี้ ใครหือกับคุณพี่ เดือนจัดการเอง”
เดือนแรมลากไป รัมภาลำบากใจพยายามยิ้มขอโทษแอน ในขณะที่แอนยืนแค้นๆ

เดือนแรมพารัมภาเดินมาถึงแผงของน้อยกับเจี๊ยบ น้อยดีใจที่ได้เจอ
“คุณรัมภา เอาเนื้อสันในเหมือนเดิมใช่ไหมคะ”
“ใช่จ้ะ...ขอบใจนะ”
เดือนแรมทำหน้าไม่พอใจ
“เมื่อคราวที่แล้ว สันในภาษาอะไรเหนียวหนึบเคี้ยวไม่ลง แกเอาสันนอกมาหลอกใช่ไหม คุณพี่รัมภาไม่รู้แต่ฉันรู้ ตอนนี้ฉันมาดูแลครอบครัวคุณพี่แล้ว อย่าคิดมาหลอกกันอีก เข้าใจไหม”
น้อยหน้าตึงทันที เดือนแรมกระซิบรัมภาแต่ได้ยินกันหมด
“คนพวกนี้ นิสัยแม่ค้า ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ ต้องด่าๆ มันเอาไว้มันจะได้ไม่กล้า ไปพูดดีกับมัน ไม่ถูกนะคะคุณพี่ ไปค่ะ เดือนจะพาไปซื้อร้านข้างใน ของดีกว่ากันเยอะ”
เดือนแรมลากรัมภาไป โดยที่เธอไม่ค่อยเต็มใจ มองน้อยเชิงขอโทษ น้อยโกรธลมออกหู ยกปังตอขึ้น
“อี เดือนแรม มึงอยากลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์นักใช่ไหม! ย้าก ปังตอลอยฟ้า”
น้อยเตรียมเขวี้ยง เจี๊ยบรีบวิ่งมาดึงมือไว้ ทันเวลาหวุดหวิด
“เฮ้ยๆอย่าๆ มันได้ลง เจ๊ก็ได้ลงเหมือนกัน อย่าเพิ่งโว้ยเปลี่ยนที่นอนไปนอนในกรง มันไม่สนุกนะโว้ย”
น้อยยืนมองตามแค้นใจ เช่นเดียวกับเจี๊ยบ

ใกล้ค่ำ...เดือนแรมมานั่งทานอาหารเย็นที่เรือนหลังเล็กกับครอบครัวศามน บุญสืบกับคำยืนดูแลอยู่
“ว่าจะถาม ที่บ้านนี้มีกลิ่นเหมือนดอกไม้ หอมเย็นดีจัง” เดือนแรมพูดขึ้น
ศามนยิ้มบางๆ
“ดอกลีลาวดี อยู่ข้างหลังนี่เอง หอมดีนะครับ”
ไลล่าเบ้หน้า
“อี๊ เหม็น”
รัมภามองสองคนอย่างไม่เข้าใจ
“ใครๆก็บอกว่าเหม็น เห็นมีแต่คุณสองคนบอกว่าหอม ยิ่งคุณมนนี่ชอบมากเลยไปนอนเล่นได้เป็นวันๆ”
ทั้งหมดยิ้มกันไม่สนใจเรื่องดอกไม้นี้อีก
“เป็นไงคะ เค็มไปหวานไป เผ็ดไป บอกได้นะคะ” เดือนแรมถามอย่างเอาใจ
ศามนยิ้มๆ
“อร่อยดีครับ”
เดือนแรมเอามือแตะศามน บุญสืบตาวาวมองมือนั้น รีบสะกิดแม่ให้มองตาม
“อย่าตอบแบบนี้สิคะ ตอบแบบนี้เหมือนคนเกรงใจกัน พูดมาตรงๆ คราวหน้าจะได้แก้ไขถูก”
“เผ็ดไปนิดหน่อยครับ”
เดือนแรมยิ้ม
“แหมก็แค่นั้นล่ะ อย่ามาเห็นเดือนเป็นคนอื่นคนไกล แบบนั้นเดือนเสียใจแย่”
บุญสืบเบ้หน้าหมั่นไส้เดือนแรม
“เห็นภาบอกว่า คุณเดือนมาทำกับข้าวกลางวันให้ด้วย” ศามนถามเรียบๆ
“เด็กแฝดไปโรงเรียนแล้ว เดือนกลัวคุณพี่เหงา วันนี้เราสนุกกันมากเลย ใช่ไหมคะพี่รัมภา”
“เอ้อค่ะ” รัมภาตอบอย่างไม่รู้จะพูดยังไง
ศามนยิ้มให้รัมภาด้วยความรัก
“คุณผู้หญิงครับ คุณผู้ชายยังไม่ได้ลองผัดผักเลย ตักให้คุณผู้ชายสิคะ” บุญสืบแนะ
รัมภายิ้มให้จะตัก แต่เดือนแรมแย่งช้อนกลางไปก่อน
“เดือนตักให้เองค่ะ เดือนอยู่ใกล้กว่า” เดือนแรมตักให้ศามนและตักให้เด็กแฝดทั้งสอง “อ่ะ รัสตี้ ไลล่า ผัดผักเนี่ย ทานได้ไม่เผ็ดใช่ไหมคะลูก”
รัมภาเจื่อนไป เลยหันไปนั่งทานของตนต่อ บุญสืบแค้นได้แต่บ่นกับแม่
“โฮ้ย...คนเรานะคนเรา สวรรค์ดีๆมีให้ขึ้นไม่ชอบ”
คำเซ็งเหมือนกัน
“เขากลัวความสูงมั้ง”
“เอ๊าแล้วปีนต้นงิ้วน่ะไม่สูงหรือแม่”
คำ พยักหน้าว่าเออจริง

ศามนยืนคุยกันกับเดือนแรมในสวน เดือนแรมระริกระรี้หัวเราะสนุกสนานราวกับเป็นเมียซะเอง...รัมภานั่งสอนการบ้านเด็กๆอยู่ในห้องนั่งเล่น โดยมีบุญสืบอยู่ด้วยตามองออกไปเห็นศามนกับเดือนแรมอยู่ในสวน บุญสืบมองอย่างไม่ชอบใจ
“เออดี ดึกดื่นค่อนคืนยังไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่อง เดี๋ยววันไหนจะลองเอาไม้ตีพริกไปตีหน้ามันดู ดูซิระหว่างไม้กับหน้ามัน ใครจะแตกก่อนกัน”
“อะไรนะจ๊ะ” รัมภาถามอย่างไม่เข้าใจ
บุญสืบไม่กล้าเล่า
“เอ้อ...เปล่าครับ”
รัมภาไม่สนใจศามน เพราะไม่ได้คิดมาก หันไปสนใจแต่เรื่องลูกต่อ

ค่ำคืนนั้น...รัมภาอยู่ในชุดนอนแล้ว เพิ่งออกจากห้องน้ำ ศามนเดินเข้ามากอด
“เด็กๆไปโรงเรียนแล้ว กลางวันต้องอยู่คนเดียว คุณเหงาไหม”
“ยังไม่ค่อยมีเพื่อนในเมืองไทย อีกหน่อยเดี๋ยวก็มีเอง”
“ผมจะพยายามกลับบ้านให้เร็วหน่อย นอกจากคุณนุ ผมก็ไม่มีเพื่อนเหมือนกัน กลับมานอนเล่นกับเมีย เผื่อจะได้มีลูกคนที่สาม”
ศามนแบกรัมภามานอนบนเตียง รัมภาร้องวี้ดอย่างเย้าแหย่ ศามนเริ่มจูบ รัมภาจูบตอบ ขณะเดียวกันนั้นจู่ๆก็เกิดเสียงดังเหมือนมีคนโมโหมาก กำลังเขย่ากลอนประตูอยู่ ศามนกับรัมภาสะดุ้งผละออกจากกัน
“ใครน่ะ”
ศามนออกไปเปิดกลอนดูข้างนอกห้องไม่มีใคร ทุกคนหลับหมดแล้ว ศามนเดินกลับมานอนที่เตียงใหม่
“ไม่เห็นมีใคร”
“ไม่ใช่ลูกหรือคะ”
“ไม่ใช่จ้ะ ช่างเถอะนะ มีเรื่องอื่นที่น่าสนใจกว่าเยอะ”
ศามนก้มลงจูบภรรยาอีกครั้ง รัมภาพยายามจูบตอบสร้างอารมณ์ใหม่ ทันใดนั้นรูปแต่งงานของทั้งสองที่แชวนอยู่ผนังห้องสั่นไปมาแล้วหล่นลงแตกเพล้ง ทั้งสองสะดุ้งตกใจ
“รูปหล่นได้ยังไงคะ”
ศามนมองแล้วไม่สนใจ จูบรัมภาต่อ เครื่องเริ่มติดแล้ว ไม่อยากหยุด
“ช่างมันเถอะภา ไว้ก่อนเถอะ”
ศามนจูบไปตามเนื้อตัวของรัมภามีความโหยหามากขึ้น แต่รัมภาไม่มีสมาธิแล้ว มองไปรอบๆห้อง รู้สึกหวาดๆ สายตาหวาดระแวงคอยกังวลว่าจะมีอะไรโผล่มาและแล้วสายตาของเธอก็มาสะดุดที่ผ้าห่มที่คลุมร่างของทั้งคู่ และพาดอยู่เต็มเตียง จู่ๆ ที่ปลายเตียง ผ้าห่มเกิดพองตัวขึ้น เหมือนมีอะไรแทรกอยู่ใต้ผ้าห่ม แล้วสิ่งนั้นก็กำลังเคลื่อนเข้ามาที่ตัวของคนทั้งคู่ ผ้าห่มที่พองตัวเคลื่อนตัวช้าๆมาตามทาง รัมภาหน้าตื่นหวีดร้อง
“อ๊ายๆๆ”
ศามนชะงัก
“อะไรกันภา”
รัมภาตกใจรีบเปิดผ้าห่มขึ้น แล้วสะบัดทิ้งไป บนเตียงใต้ผ้าห่มไม่มีอะไรทั้งนั้น รัมภางง แล้วอะไรกันแน่ที่เดินอยู่ใต้ผ้าห่มเมื่อกี๊
“มีอะไรภา...มีอะไร”
“ภาเห็นตัวอะไรก็ไม่รู้อยู่บนเตียง ใต้ผ้าห่ม”
ศามนรีบหันมองค้นดู บนเตียง ใต้เตียง
“ไม่เห็นมีอะไรนี่”
“บ้านหลังนี้...ห้องนี้...”
รัมภาหวาดระแวง ศามนแปลกใจ
“ทำไมหรือภา ห้องนี้ทำไม”
“ภารู้สึกมีคนมอง เหมือนมีใครอยู่ในห้องนี้”
“ห้องนี้มีเราแค่สองคน จะมีคนอื่นได้ยังไง”
“ภาจะไปนอนกับลูก”
รัมภาลุกหนีทันที ศามนอึ้ง
“ภา...เดี๋ยวสิภา”
รัมภาเปิดประตูออกไปจากห้องทันที รู้สึกร้อนรุ่มมากที่จะต้องอยู่ห้องนี้ ศามนเซ็ง อารมณ์ขาดหาย
“โธ่โว้ย”
ศามนเอนตัวลงนอน แพงตัวขาวซีด นอนอยู่ข้างๆ แทนที่รัมภา ศามนนอนตาค้าง มองเพดาน มีผีของแพงนอนมองหน้าอยู่ข้างๆ
“หึๆๆ เมียที่ไม่ยอมทำหน้าที่ของเมีย หนทางวิบัติย่อมคอยอยู่ข้างหน้า คุณหลวงเจ้าขา นังชื่นมันจะไปมีดีอะไร้ สู้นังแพงกับนังเดือนแรมไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
ศามนนอนตาโพลงหงุดหงิด โดยมีผีแพงนอนอยู่ข้างๆ

วันใหม่...ศามนหยุดงาน จึงพาครอบครัวไปซื้อของกัน เดือนแรมและดีดี้ไปด้วย ศามนยืนห่างๆกับเดือนแรม ในขณะที่รัมภาอยู่กับลูกแฝดที่มุมของเล่น เด็กทั้งสองยื่นของเล่นราคาแพงอันหนึ่งให้ รัมภาส่ายหน้า
“มันแพงเกินไป หม่ามี้ไม่เห็นด้วยนะคะ”
เดือนแรมแอบได้ยิน มอง รัสตี้ที่กำลังอ้อนแม่อยู่
“รัสตี้อยากได้นี่ครับ ซื้อให้เถอะนะครับหม่ามี้”
“ถ้าอย่างนั้น ก็เก็บเงินเอง ต่อไปนี้ อยากได้อะไรก็ต้องรู้จักเก็บเงินซื้อเองจะได้รู้คุณค่าของเงิน ไม่ทิ้งขว้างของเล่นอีก ตกลงไหม”
รัสตี้เซ็ง พยักหน้าแบบจำใจ

รัมภา ศามนและเด็กๆนั่งกินข้าวกันอยู่ จู่ๆมีของเล่นยื่นมาให้เด็กทั้งสองโดยเดือนแรมเป็นคนยื่นให้
“นี่ค่ะ อาเดือนซื้อให้แล้ว มีของไลล่าด้วย”
เด็กทั้งสองดีใจมาก รับของมาชื่นชมพร้อมกัน
“โห ขอบคุณค่ะ...ขอบคุณครับ”
“น้าเดือนน่ารักจังเลย” รัสตี้พูดเอาใจ
เดือนแรมยิ้มหน้าบาน
“งั้นก็หอมแก้มหน้าเดือนหน่อยสิค้า”
รัสตี้กับไลล่า หอมแก้มเดือนแรม ศามนยิ้มให้เดือนแรมเชิงขอบคุณ รัมภาโกรธไม่พอใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

ศามนและรัมภาพาลูกมาเล่นที่สระน้ำ เด็กทั้งสองใส่ชุดว่ายน้ำลงเล่นน้ำโดยมีรัมภาคอยเดินดูแลอยู่ ศามนนั่งรออยู่ห่างออกไป ไลล่าสนุกสนานมาก
“เย้...ไปเลย...ไป”
รัมภาเดินไปมายิ้มดูลูก ผ่านกลุ่มผู้ชายที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่กระซิบกันอยู่พยักเพยิดไป
“เฮ้ยๆ ดูของดี ดูของดี”
รัมภามองตามไปอยากรู้ว่า พวกหนุ่มๆมองอะไรกัน เดือนแรมในชุดว่ายน้ำ เดินลงมาหุ่นดีมาก ดีดี้ที่เพิ่งเดินมาอยู่ไม่ห่างจากรัมภาพูดขึ้นทำให้รัมภาได้ยินไปด้วย
“อุ๊ย...หนีไปซื้อชุดว่ายน้ำมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แผนสูงนะยะหล่อน ว้าย...คุณรัมภา”
ดีดี้เพิ่งหันมาเห็นสะดุ้ง รีบเดินหนี รัมภานึกอะไรได้รีบหันไปมองหาศามน อยากรู้ว่าสนใจไหม ศามนยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้ห่างไป หนังสือบังหน้าครึ่งๆ และใส่แว่นตากันแดดด้วย ดูไกลๆเหมือนสนใจอ่านแต่หนังสือไม่สนใจมองเดือนแรม
เดือนแรมลงไปเล่นน้ำกับเด็กๆ อวดเรือนร่างเซ็กซี่ ผู้ชายแถวนั้นมองตามกันเกรียว รัมภาชักกังวลเล็กน้อย

ค่ำนั้นศามนนอนครุ่นคิดคนเดียวในห้องนอน เขานึกถึงตอนอยู่ที่สระว่ายน้ำ ตอนนั้นเขาแอบเนียนเอาหนังสือและแว่นบังสายตาที่มองเดือนแรม ขณะใส่ชุดว่ายน้ำอย่างสนใจมาก ศามนพยายามสลัดความคิดนั้นออกไปไม่อยากคิดถึงมันอีก
รัมภาหนีมานอนกับลูกๆ เพราะไม่ชอบนอนห้องตัวเอง เธอกังวลครุ่นคิด เรื่องเดือนแรมจนนอนไม่หลับ ในขณะที่ลูกทั้งสองหลับไปแล้ว

วันใหม่...เดือนแรมกับดีดี้เพิ่งมาถึง เอาถุงใส่อาหารมาวาง บุญสืบเดินนำมา เดือนแรมเห็นรัมภาเดินลงมาพร้อมกระเป๋าจะออกไปข้างนอก เธอรีบยิ้มแย้มทักทาย
“สวัสดีค่ะ คุณพี่ วันนี้ตอนกลางวันกินเป็ดย่างกันนะคะ ส่วนตอนเย็นเดือนว่าจะทำสุกี้”
“เอ้อ...พี่ลืมโทรบอก วันนี้ พี่จะออกไปข้างนอกค่ะ”
“ไปที่ทำงานคุณพี่ศามนหรือเปล่าคะ เดือนขอไปด้วยคนสิคะ อยากเห็นที่
ทำงานคุณพี่ศามนพอดี”
“เอ้อไม่ใช่ค่ะ วันนี้คุณมนไปดูงานที่โรงงานต่างจังหวัด ไม่เข้าออฟฟิศ
พี่จะไปหาเพื่อนค่ะ”
“เพื่อน...เพื่อนที่ไหนคะ ไหนว่าไม่มีเพื่อนที่เมืองไทยไงคะ”
“เอ้อ ก็พอมีอยู่บ้างค่ะ”
บุญสืบรีบพูดขึ้นท่าทางดีใจมากราวกับเป็นคนออกไปเอง
“อุ๊ย ดีแล้วฮะ อยู่บ้านมันจำเจ...ออกไปข้างนอกดีแล้ว สวัสดีค่ะคุณนาย ลาก่อนนะอีทองดี ขอบใจมากสำหรับเป็ดย่าง บ๊ายบาย”
บุญสืบแย่งถุงเป็ดย่างมาจากดีดี้แล้วรีบโบกมือลาเดือนแรม เชิงไล่ให้ไปไกลๆ
“ไปก่อนนะคะ”
รัมภาเดินออกไป เดือนแรมเซ็ง ดีดี้ไม่ยอมแพ้เดินไปแย่งถุงเป็ดย่างคืนจากบุญสืบ ยื้อแย่งกันอยู่ตรงนั้น
“เอามานี่ ไม่ได้ยกให้แกซักหน่อย”
ทั้งสองแย่งกันไปแย่งกันมา

รัมภาออกมาทานอาหารเที่ยงกับวรรณศิกา และพัชนี
“ร้านอาหารแถวที่ทำงานเรา มีอร่อยหลายร้าน คุณภามาทานกับเราทุกวันก็ได้นะคะ ปกติก็ทานกันสองคน น่าเบื่อออกค่ะ” วรรณศิกาชวน
รัมภายิ้มแย้ม
“ขอบคุณมากค่ะ พอดีช่วงนี้ เด็กๆไปโรงเรียนแล้วที่บ้านก็เอ้อ...”
รัมภากลุ้มเรื่องเดือนแรมอยากระบายแต่ไม่รู้จะพูดยังไง พัชนีเปิดปากพูดเรื่องที่ตนห่วงอยู่คือวิญญาณร้ายในเรือนหลังเล็ก
“ย้ายเข้าไปอยู่เรือนหลังเล็กแล้ว เป็นยังไงบ้างคะ พัชอยากถามมานานแต่ไม่กล้าถาม”
รัมภาชะงักไปนิด
“ก็ดีค่ะ แต่ให้พูดตามตรง เอ้อ...อย่าไปบอกคุณมนนะคะ ภาชอบเรือน
หลังใหญ่มากกว่า”
พัชนีแปลกใจ
“ทำไมคะ”
วรรณศิกาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
“นั่นสิ เรือนหลังใหญ่ มีโลงศพอันตั้งเบ้อเร่อบะร่าอยู่กลางบ้าน น่ากลัวออกค่ะ”
“ภาคิดตรงกันข้าม คุณยายทวดไม่ยอมให้เผาท่าน เจตนาคือต้องการอยู่
คุ้มครองปกป้องลูกหลาน ทีนี้พอออกมาอยู่ห่างจากท่าน ก็เลยรู้สึกเหมือน...”
พัชนีพูดต่อทันที
“ไม่ปลอดภัย !”
รัมภาพยักหน้า พัชนีกลายเป็นคนเดียวที่เข้าใจรัมภามากที่สุด วรรณศิกางงๆ
“เอ๊า...กลายเป็นงั้นไป”
“ว่าจะถามคุณพัช...กับคนที่ตายไปแล้ว อย่างเช่นคุณยายทวด เราสามารถส่งความระลึกถึงท่านได้ยังไงคะ”
พัชนียิ้มบางๆ มีคำตอบให้อยู่แล้ว

ดีดี้ถือถุงเป็ดย่างเดินนำบุญสืบกับคำ เข้ามาเตรียมอาหารใส่จานจะออกไปเสิร์ฟเดือนแรม
“คุณภาไปหาเพื่อนเดี๋ยวก็กลับ ฉันกับคุณผู้หญิงจะทานข้าวที่นี่รอคุณภา เป็ดทั้งตัวอุตส่าห์ซื้อมา เรื่องอะไรจะทิ้งให้คนอื่นกิน เอ๊า...ข้าวแกหุงแล้วนี่ คุณภาไม่อยู่ ฉันกับคุณผู้หญิงฉันกินแทนก็แล้วกันนะ”
ดีดี้เปิดหม้อหุงข้าวดู ไม่แคร์ เตรียมตักทันที บุญสืบกระซิบกับแม่
“โฮ้ย...ทนไม่ไหวแล้วนะแม่ บ้านช่องมันมี ทำไมมันไม่รู้จักกลับ เที่ยวมาเป็นส่วนเกิน เป็นกาฝากในบ้านคนอื่นเขาทุกวี่ทุกวัน จนเจ้าของบ้าน เขาต้องหนีออกไปอยู่ข้างนอก มันรู้ตัวไหมเนี่ย”
คำติดใจสงสัย
“นังคุณนายเดือนแรม ปกติมันหยิ่งจะตาย มันมาเข้านอกออกในบ้านนี้ จะเอาอะไรของมันวะ ข้าล่ะไม่เข้าใจ”
หล้าเดินมา เพิ่งทำสวนเสร็จ อธิบายให้ฟัง
“โธ่เอ๊ย...เรื่องง่ายๆแค่นี้คิดไม่ออกหรือ มันก็เห็นชัดๆอยู่แล้วว่า..”
“ว่าอะไรน่ะพ่อ”
“ว่า...”
หล้านิ่งไปอีกหนนึกคำพูดไม่ออก คำรอฟังอย่างหงุดหงิด
“ก็พูดมาสิวะ”
หล้ายิ้มแหยๆ
“ลืมแล้ว”
“ถุย”
คำถุยใส่หน้าเต็มๆ หล้าปาดน้ำลายที่หน้าออก
“หืม...ตาเกือบบอด”
สามพ่อแม่ลูก ยังไม่ชัดแจ้งในจุดประสงค์ของเดือนแรม ได้แต่จับกลุ่มนินทากัน

เดือนแรมเข้ามาในห้องนั่งเล่นของเรือนหลังเล็ก เธอมองไปซ้ายขวาไม่มีคนกำลังเซ็งๆเบื่อๆไม่มีใครคุยด้วยเธอเลยลงนั่งแหกขา ยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นมาบนเก้าอี้ ท่าทางชาวบ้านออกทันที เดือนแรมดูเล็บเท้าตนเอง เช็ดๆเขี่ยๆเล็บเท้าแล้วก็เบื่ออีก ส่งเสียงดัง โวยวายกะให้เข้าไปถึงในครัว ไม่มีความเป็นไฮโซเหลืออยู่
“อีทองดี กูหิวแล้วนะโว้ย อย่าให้กูต้องเข้าตามเองนะ โดนหลังแหวนแน่”
ขณะเดียวกันนั้นโทรศัพท์บ้านดังขึ้นข้างตัว เดือนแรมแอ็คเป็นไฮโซ กลับมานั่งเรียบร้อย ยกหูโทรศัพท์มาคุยส่งเสียงเรียบร้อย
“ฮัลโหล”
ศามนกำลังขับรถ ใช้สมอลท็อค ทำให้ได้ยินเสียงปลายสายไม่ถนัดเลยพูดออกไป ไม่ได้คิดเอะใจ
“ภาหรือจ๊ะ นัดไปดูโรงงานที่อยุธยายกเลิก ผมกำลังขับรถกลับบ้านนะ อีกสิบนาทีถึงจ้ะ”
ศามนวางสายทันที !เดือนแรมวางสาย ยิ้มร้ายพอใจมาก
“คุณมนกำลังจะกลับบ้านตอนนี้ ตอนที่คุณพี่รัมภาไม่อยู่”
แพงพุ่งเข้ามา บอกเดือนแรม เป็นเสมือนจิตใต้สำนึกของเดือนแรม
“ไม่มีเวลาไหนเหมาะเหมือนเวลานี้ เอาคุณศามนของแกทำผัวซะแย่งคุณศามนมาจากคุณรัมภาให้ได้ ได้ยินไหมนังเดือนแรม ฉันจะช่วยแกเอง ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า”

ผีอีแพงหัวเราะออกมาอย่างสาแก่ใจ
ผีคุณหญิงอบเชย ยืนคร่ำครวญอยู่ที่เฉลียงมองมาทางเรือนเล็ก ตะโกนลั่น

“ไม่...อย่ายุ่งกับหลานข้า อีผีบ้าแพง อย่ายุ่งกับหลานข้า เอ็งเคยทำลายชีวิตลูกหลานข้ามาแล้ว เอ็งจะมาทำอีกไม่ได้ ทำไม่ได้”
คุณหญิงนึกเป็นห่วงรัมภาจับใจ ช่วงเวลาเดียวกันนั้น รัมภา วรรณศิกา และพัชนีทานอาหารเสร็จแล้ว อนุกูลที่บังเอิญมาร้านเดียวกันเดินมาเจอเข้า เลยทักทายแล้วลงนั่งร่วมโต๊ะ
“มาทานข้าวกันหรือครับ คุณรัมภาก็มาด้วย”
วรรณศิกามองอย่างแปลกใจ
“ประชุมเสร็จแล้วหรือคะ ได้ทานข้าวหรือยัง”
อนุกูลยิ้ม
“เรียบร้อย โต๊ะข้างหลัง เลยไม่เจอกัน ทานกันเสร็จแล้วนี่ ไปไหนต่อครับ”
“ไปวัดค่ะ คุณพัชเขาจะพาไป เดินไปตรงนี้นิดเดียว ไปด้วยกันไหมคะ” รัมภาชวน
อนุกูลมองพัชนีเซ็งๆ
“ยายคนนี้ เขาเล่นของใส่คุณหรือเปล่า ระวังนะครับ เขาใส่พวกยาสั่งลงไปในอาหาร น้ำดื่มหรือเปล่า”
ไม่พูดเปล่าเขาหยิบแก้วน้ำมาดมด้วย พัชนีหน้าเสียใกล้จะร้องไห้
“คุณกินอะไรเข้าไปมั่ง รู้ตัวอยู่ไหม จู่ๆจะไปวัดเนี่ย”
พัชนีชักหมดความอดทน เสียงแข็งตอบไป
“ไปวัด ไม่ใช่ไปฆ่าคนตาย ไม่ดีตรงไหนคะ”
อนุกูลทำท่ากลัวแทบตาย
“ฮูย วันนี้เสียงเข้มโมโห...ก็คุณรัมภาน่ะ เขาดูไม่ใช่ พูดจริงๆนะ คุณน่ะเป็นผู้หญิงที่แต่งตัว ดี บุคลิกดูดีมีระดับที่สุดคนหนึ่งที่ผมรู้จัก”
อนุกูลชื่นชมรัมภาอย่างจริงใจ วรรณศิกาเบ้หน้าหมั่นไส้
“พูดกับทุกคนหรือเปล่า ไอ้ภาษาย้วยๆเลี่ยนๆแบบเนี้ย”
“คุณดูนะคุณวรรณ คุณภาน่ะ ใส่เสื้อผ้าแบรนด์ แต่งหน้ามืออาชีพ กระเป๋าเข้าชุดท่าทางสง่า”
อนุกูลชี้มาทางพัชนี ที่ก้มหน้าแล้วก้มอีก
“แล้วตัดภาพมาทางนี้ แต่งตัวเหมือนไม่เต็มใจออกจากบ้าน ดูเสื้อผ้า เดินผ่านนึกว่าผ้าม่าน หน้าตาก็ไม่แต่งข้าวของเครื่องใช้ เฮ้อ”
พัชนีไม่พอใจ
“เสื้อผ้าแค่เครื่องประดับภายนอก วัดจิตใจคนไม่ได้หรอก ไม่ได้ว่าคุณภานะคะ”
รัมภากับวรรณศิกาขำ
“ฉันรู้ค่ะ”
พัชนีมองหน้าอนุกูลแค้นๆ
“คุณสนใจแต่คนแต่งตัวดีมีระดับ ระวังเถอะจะเจอผู้หญิงพวกนี้หลอกเอาสักวัน”
อนุกูลยักไหล่หยิบแม็กกาซีนแถวนั้นมาเปิดอ่านเล่น
“ม้าสวยจัง”
“ชอบม้าหรือคะ…เคยขี่ไหมคะ” รัมภาถามอย่างแปลกใจ
อนุกูลพูดไปเรื่อยๆไม่คิดมาก
“ไม่เคยครับ แต่ชอบดู ชอบมาตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่รู้ทำไมถึงชอบ สงสัยชาติก่อนเป็นคนเลี้ยงม้ามั้งครับ”

ในอดีต...กล้าซึ่งก็คืออนุกูลในปัจจุบัน และผู้ช่วยจูงม้าสองตัวเข้ามาในคอก เป็นม้าที่เพิ่งมาถึง
“เอ้า เข้ามาเลย คุณหลวงตื่นหรือยังก็ไม่รู้ แต่งงานออกมาอยู่บ้านใหม่จะนอนหลับหรือเปล่า”
ผู้ช่วยยิ้มๆ
“โฮ้ย นอนตื่นสายสิไม่ว่า คุณผู้หญิงงามอย่างกับนางฟ้า”
สองหนุ่มหัวเราะกันระหว่างจัดการเรื่องม้าให้เข้าคอก

หลวงภักดีบทมาลย์ซึ่งตื่นสายยืนล้างหน้าอยู่ ขณะเดียวกันนั้นมือที่ถือผ้ายื่นมาให้ หลวงภักดีรับมา โดยไม่มอง
“ขอบใจจ้ะ แม่ชื่น”
หลวงภักดีเช็ดหน้าแล้วยื่นคืนให้ ก่อนจะหันไปมอง เห็นแพงยืนยิ้มปลื้มอยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ชื่นกลิ่นเป็นแพงมาตั้งแต่ต้น หลวงภักดีสะดุ้งตกใจ
“แพง!”
“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ”
แพงเดินนำออกมาจากห้องน้ำ คุณหลวงเดินตามงงๆ ทำไมแพงจึงเข้ามาอยู่ในห้องส่วนตัวเช่นนี้

แพงเตรียมผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ให้ พร้อมกับเอาชุดสูท เนคไท มาแขวนไว้
“จะอาบน้ำเลยไหมเจ้าคะ อีแพงเตรียมชุดให้คุณหลวงแล้วเจ้าค่ะ”
ชื่นกลิ่นและบัวสวรรค์เดินเข้ามา ชื่นกลิ่นยิ้มให้ไม่คิดอะไร
“เอ้าแพงอยู่นี่เอง...ตื่นแล้วหรือคะ เอ จะอาบน้ำไหม ใส่ชุดอะไร เอ๊าแพงเตรียมให้แล้วหรือ คุณหลวงจะใส่ชุดนี้หรือคะ”
แพงรู้ข้อมูลของหลวง เพราะก่อนหน้านี้เคยสะกดรอยตามเสมอๆ
“ทุกวันศุกร์คุณหลวงต้องเข้าวัง ต้องใส่ชุดสูทเจ้าค่ะ...แพงเป็นพี่เลี้ยงคุณชื่น มีหน้าที่แบ่งเบาภาระคุณชื่นในการดูแลคุณหลวงเจ้าค่ะ”
บัวสวรรค์นิ่วหน้า แต่ชื่นกลิ่นเฉยๆ
“งั้นดีแล้ว” ซื่นกลิ่นหันไปบอกคุณหลวง “เดี๋ยวดิฉันจะไปดูในครัวต่อ”
บัวสวรรค์ครุ่นคิดในท่าทีของแพง กับคุณหลวงก่อนจะเดินตามชื่นกลิ่นไป

หลวงภักดี ชื่นกลิ่น บัวสวรรค์ นั่งทานข้าวอยู่ด้วยกัน สายตาของแพงมองแต่หลวงภักดีไม่สนใจคนอื่นเลย หลวงภักดีกินไปสักครู่ก็มองหา แพงรู้ใจรีบจัดมาให้
“พริกน้ำปลา ใช่ไหมเจ้าคะ”
แพงหยิบถ้วยพริกน้ำปลาให้ ชื่นกลิ่นไอเบาๆเพราะสำลัก บัวสวรรค์รีบบอก
“แพงเอาผ้าให้คุณชื่นที”
แพงไม่ได้ยินเสียงบัวสวรรค์ เพราะสนใจอยู่ว่าหลวงภักดีมองหาอะไรอีกแล้ว
“พริกไทยไหมเจ้าคะ พริกไทยอยู่ไหนนะ”
บัวสวรรค์โกรธขยับไปเอาผ้าเช็ดปากมาให้ชื่นกลิ่นเอง
“ถูกปากไหมเจ้าคะ ถ้าไม่ถูกปาก แพงจะปรุงใหม่ให้”
แพงยังคงสนใจปรนนิบัติแต่คุณหลวงจนบัวสวรรค์ต้องติง
“พี่ชื่นเป็นคนปรุงอาหารทั้งหมด ให้พี่ชื่นถามดีกว่าไหม”
แพงจ๋อยไป
“แพงแค่อยากช่วย คุณชื่นเมื่อก่อนทำแค่รับประทานกับคุณหญิง ตอนนี้มี
คุณหลวงขึ้นมาอีกคน เผื่อคุณชื่นจะเหนื่อย”
“ไม่เหนื่อยหรอก ขอบใจจ้ะ”
ชื่นกลิ่นไม่คิดอะไรเหมือนเดิม จนทำให้บัวสวรรค์เซ็งไป

คุณหลวงเดินออกมาจะไปทำงาน ชื่นกลิ่นเดินมาส่ง บัวสวรรค์เดินตามมาด้วย
“ถ้าวันไหนเข้าวัง อาจจะต้องอยู่เย็นหน่อย บางทีเจ้านายท่านประทานเลี้ยงน่ะ”
“แค่วันศุกร์ใช่ไหมคะ ดิฉันจะได้จำไว้”
“จ้ะ...ถ้าวันปกติ สี่ห้าโมงเย็นก็ถึงบ้าน”
“เอ๊ะ กระเป๋าเอกสาร ต้องมีกระเป๋าเอกสารหรือเปล่าคะ”
ชื่นกลิ่นยังงกๆเงิ่นๆกับการดูแลสามี แต่พอหันมาแพงถลาเข้ามาแล้ว พอดีกับที่คุณหลวงนั่งลงที่เก้าอี้ แพงคล่องแคล่วมากมาจากไหนไม่รู้เตรียมทุกอย่างมาพร้อม ใส่ถุงเท้าให้อย่างรวดเร็ว
“ถุงเท้าเจ้าค่ะ...เรียบร้อยเจ้าค่ะ...รองเท้าเจ้าค่ะ...ส่วนนี่ก็กระเป๋าเจ้าค่ะ”
แพงหยิบกระเป๋าข้างตัวให้ ชื่นกลิ่นชื่นชม
“แพงนี่ คล่องแคล่วดีจริง”
บัวสวรรค์นิ่วหน้าไม่สบายใจ

แพงเก็บเสื้อผ้าที่ซักตากแห้งแล้ว โดยเลือกแต่ชุดผู้ชาย ข้ามเสื้อผู้หญิงไป นวลเอาเสื้อผ้าตัวเองมาตากมองอย่างสงสัย
“เอ้านั่น ทำไมเอ็งเก็บแต่เสื้อผ้าผู้ชาย”
“นี่เสื้อคุณหลวง ต่อไปนี้ข้าจะซักจะรีดเอง ส่วนเสื้อผ้าคุณชื่น เอ็งทำให้หน่อยแล้วกัน”
“อ้าวเฮ้ย ไหงงั้นล่ะ ก็เมื่อก่อนมันงานเอ็งทั้งนั้น เอาใหญ่แล้วนะอีแพง”
แพงเดินไปไม่สนใจ

กล้ากำลังให้อาหารม้าที่อยู่ในคอก บัวสวรรค์เดินเข้ามาถาม
“ม้าคุณหลวงงั้นรึ”
กล้าก้มหน้านอบน้อม
“ครับ แต่ก่อนคุณหญิงมีแต่คอก ไม่มีม้า เพราะท่านไม่มีคนเลี้ยง เมื่อเช้าคนที่เรือนคุณหลวงก็เลยเอาม้าของคุณหลวงมาให้”
“พี่ชื่อกล้าใช่ไหม วันนั้นเห็นพี่ใส่ชุดข้าราชการ มียศมีศักดิ์ ไม่ใช่คนเลี้ยงม้านี่ พี่คงชอบม้า ถึงมาเลี้ยงเอง วันนี้ไม่ไปทำงานหรือคะ”
“เรียกไอ้กล้าก็พอขอรับ ผมมีหน้าที่รับใช้คุณหลวงมาตั้งแต่เล็ก ที่ทำงานรับราชการเพราะคุณหลวงทั้งนั้นครับ”
“เห็นคุณหลวงแล้วก็คนบ้านพี่ เขานับถือพี่ดีนี่คะ”
กล้าพยายามเจียมตนต่อไป แต่พอหันมาอีกที บัวสวรรค์ที่ยังมีความเป็นเด็ก สดใส จอมซนก็ปีนขึ้นไปนั่งบนม้าตัวหนึ่งแล้ว
“โอ๊ะ...จะทำอะไรขอรับ”
“อยากขี่เป็นบ้าง พี่กล้าสอนบัวหน่อยสิคะ”
“อ๊ะ...ตัวนี้ไม่ได้”
ม้าร้องฮี้เสียงดังยกเท้า ส่ายหน้า บัวสวรรค์ตกใจมาก ร้องวี้ดแล้วเซลงมาทันที กล้ารีบรับไว้
“โอ๊ะ ระวังขอรับ”
กล้ารับบัวสวรรค์ไว้ได้ ทั้งสองร่วงลงไปนั่งกับพื้นหน้าชิดกัน มองกัน ต้องมนต์กันชั่วขณะ
กล้าได้สติก่อนรีบพยุงบัวสวรรค์ให้ยืนแล้วก้มหน้า กุมมือกันเหมือนเดิม
“ไอ้กล้าขออภัยครับ…ตัวนี้มันไม่ค่อยเชื่อง อย่าไปยุ่งกับมันเลย”
“ขอบคุณค่ะ แหะ...มันแค่ร้องใช่ไหมคะ บัวตกใจไปเอง ตกลงพี่กล้าสอนบัวได้ใช่ไหมคะ”
บัวสวรรค์ยิ้มประจบเหมือนได้พี่ชายมาอีกคนไว้ในบ้าน เธอสนิทสนมรวดเร็วในขณะที่กล้า ไม่ค่อยกล้า แกล้งเดินหนีเอาถังไปรินน้ำเอาน้ำให้ม้ากิน บัวสวรรค์เดินตามมาตอแยพูดคุย
“พี่กล้าคะ บัวมีเรื่องจะถาม คุณหลวงเคยรู้จักแพงมาก่อนหรือเปล่าคะ”
กล้าทำถังน้ำตก ด้วยความตกใจ จนน้ำกระเซ็นเกือบโดนบัวสวรรค์
“อุ๊ย”
“เอ้อ...ขอโทษครับ...ทำไมถามเช่นนี้ล่ะครับ”
“เห็นเขาสนิทสนมกันดีน่ะค่ะ แพงทำท่าพิกลหลายอย่าง เหมือนเคย
รู้จักชิดเชื้อกันมาก่อน ช่างเถอะค่ะ เย็นๆ เอาไว้แดดร่ม เดี๋ยวจะลงมานะคะ”
บัวสวรรค์เดินจากไป ทำให้กล้าชักกังวลเรื่องของแพง

แพงรีดผ้าชุดของคุณหลวง รีดไปก็ชื่นชมไปเอามากอด เอามาดม
“ทำอะไรอยู่” กล้าถามเสียงดุตามนิสัย
“ก็ทำงานอยู่นี่เจ้าคะ พี่กล้าต้องการอะไรรึ มาถึงหลังบ้านนี่”
กล้าจงรักภักดีกับหลวงภักดีเลยรีบมาจัดการก่อน เดินมาจับข้อมือของแพงให้ลุกขึ้น
“คุณหลวงไม่ได้บอกใครเรื่องของเอ็ง เอ็งอย่าทำประเจิดประเจ้อนัก ไม่งั้นข้าเอาเรื่องเอ็งแน่”
“พี่หมายถึงอะไร”
“ตอนนี้ คุณหลวงแต่งงานแล้ว หน้าที่ดูแลท่านเป็นของเมีย คือคุณชื่นกลิ่น ไม่ใช่บ่าวไม่รู้จักเจียมตัวอย่างเอ็ง”
“บ่าวไม่เจียม พี่หาว่าฉันเป็นบ่าวไม่เจียมงั้นรึ”
“ยังไงเอ็งก็ไม่มีวันเทียบคุณชื่นได้ดอก”
“ทำไมจะเทียบไม่ได้ ในเมื่อฉันก็เป็นลูกของท่านเจ้าคุณคนหนึ่งเหมือนกัน ฉันเป็นลูกคนแรกที่เกิดจากเมียบ่าวของท่านเจ้าคุณ”
กล้าตกใจ
“อะไรนะ!”
“ตกใจล่ะสิ ชีวิตอีแพงถูกอีนังคุณหญิงเอาเปรียบ มันกลัวฉันไปแย่งสมบัติมันไล่แม่ของฉันออกไปจากบ้าน ฉันกับแม่เกือบตายด้วยโรค เกือบอดข้าวตาย พี่กล้า อีแพงนี่ต่างหากที่น่าสงสาร”
“เรื่องของเอ็งทำให้ข้าตกใจ”
วูบหนึ่งนั้น กล้าสงสารแพงอย่างจริงใจ
“พี่เห็นใจฉันเถอะนะ ฉันคือคนไร้วาสนา คือหมาจนตรอกที่จงรักภักดีต่อเจ้าของจนสุดหัวใจ ฉันจงรักภักดีต่อคุณหลวง เพราะท่านเป็นคนเดียวที่ชายตามามองคนอาภัพอย่างฉัน”
แพงน้ำตารินด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่เก็บกดมาตั้งแต่เกิด
“คนอย่างคุณชื่นกลิ่น มีผู้ชายนับร้อยให้เลือก แต่ชีวิตต้อยต่ำ โดดเดี่ยวอย่างอีแพงทั้งชีวิตคงมีคุณหลวงคนเดียว จะผิดตรงไหน ที่ลมหายใจของอีแพงจะมีไว้เพื่อคุณหลวงเท่านั้น”
กล้ามองแพงเห็นน้ำตาของเธอก็สงสารเข้าใจความรู้สึกของเธอ กล้ายืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ลังเลว่าควรเห็นใจแพงหรือไม่ แล้วในที่สุดกล้าก็พูดออกมา
“ลมหายใจที่มีไว้เพื่อคุณหลวงไม่ผิด แต่ลมหายใจที่มีไว้เพื่อแย่งชิง มีไว้เพื่อพรากผัวพรากเมียคนอื่น นี่ต่างหากที่ผิด”
แพงตกใจคาดไม่ถึง
“พี่กล้า!”
“คนอาภัพนั้นน่าสงสาร แต่คนอาภัพไม่มีสิทธิ์อ้างความอาภัพเพื่อกระทำความชั่ว”
แพงอึ้งงัน
“นี่พี่...”
“หยุดการกระทำของเอ็งซะ ตัดกรรมชั่วเสียตั้งแต่ต้น ก่อนที่ชีวิตเอ็งจะตกนรกเพราะกรรมชั่วนั้น”
แพงยืนประจันหน้า กล้ามีทีท่าเอาจริง ในขณะที่แพงอ่อนใจไม่สามารถเรียกร้องความเห็นใจจากกล้าได้

แพงหวนคิดถึงอดีต น้ำตายังไหลเมื่อมองไป เห็นศามนมาจอดรถตรงหน้าบ้านแล้วเดินผ่านร่างของตนไป
“นรกที่มีชายคนนี้ ต่อให้ตกลงไปชั่วกัปชั่วกัลป์ อีแพงก็ยอม”
แพงมองตามเขาด้วยความรักเหมือนเคย...ศามนเดินเข้าไปในห้องนอน ได้ยินเสียงคนอาบน้ำอยู่ มั่นใจว่า เป็นรัมภาเลยคุยไปด้วยขณะปลดไทค์ พักเหนื่อย โดยไม่ตั้งใจมองอย่างจริงจัง
“ซัปพลายเออร์ที่อยุธยาทำงานไม่เสร็จ ไปก็ไม่มีงานให้ตรวจ เฮ้อ...พวก
นัดแล้วเบี้ยวพวกนี้ ไม่คิดถึงคนอื่นเล้ย”
ศามนมองไปที่ประตูห้องน้ำ ไม่ได้งับจนมิด ยังมีช่องอยู่ เสียงน้ำซู่ซ่าออกมา ศามนยิ้มกรุ้มกริ่มพึมพำเบาๆ
“อาบน้ำไม่ปิดประตูด้วยแฮะวันนี้”
ศามนกะจะเซอร์ไพร้ส เดินย่องเข้าไปมุดผ้าใบลงไปยืนในอ่างอาบน้ำที่เดือนแรมยืนเปลือยอยู่ใต้ฝักบัวแล้ว กอดเดือนแรมกระซิบรวดเร็ว ศามน หลับตาเคลิ้ม มือและปากเริ่มลูบไล้จนไม่ทันมองเต็มไปด้วยความเสน่หา
“อาบด้วยคนสิครับภา”
“อุ๊ย พี่ศามน”
ศามนตกใจ เมื่อเห็นหน้าของเดือนแรมที่ทำท่าเขินอาย เขารีบกระโดดออกมายืนนอกอ่างน้ำแทบไม่ทัน ตัวเปียกปอน ตกใจ หน้าซีด
“เฮ้ย !...ขอโทษครับ ขอโทษ!”
ศามนละล่ำละลัก รีบออกไปทันที เดือนแรมยิ้มขำ สมใจที่วางแผนไว้ หมายมาดว่าจะแย่งผัวเขาสำเร็จ

รัมภา อนุกูล พัชนี วรรณศิกา ยังนั่งพูดคุยกันอยู่ที่ร้านอาหาร
“การทำบุญให้คนตาย มันจะไปถึงเขาได้จริงหรือคะ” รัมภาถามอย่างไม่มั่นใจ
“จะทำให้ใครคะ” วรรศิกาถามอย่างสงสัย
รัมภานิ่งไปนิดก่อนจะตอบออกมา
“คุณยายทวดค่ะ”
อนุกูลแปลกใจ
“คุณเพิ่งทำบุญสวดศพ ก็ทำบุญให้แล้วไม่ใช่หรือครับ”
“ตอนนั้นเอ่อ พูดจริงๆก็คือ ฉันยังไม่ได้รู้สึกผูกพันกับท่าน ตอนที่ทำ ก็แค่
ทำไปตามหน้าที่ เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำๆไป ไม่รู้ความหมายของมันสักอย่างแต่วันนี้ ฉันอยากทำให้ท่านอย่างจริงจังค่ะ”
พัชนีนิ่งฟัง แล้วมีคำตอบให้รัมภาว่า...
“ทำทานให้ได้บุญ ต้องถึงพร้อม 3 ประการ ผู้ให้มีจิตบริสุทธิ์ ทั้งก่อนให้ระหว่างให้และให้ไปแล้ว วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์ไม่เบียดเบียนใครเขามา และผู้รับต้องเป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ เป็นผู้ทรงศีล เป็นคนดี บุญของเราก็จะงอกเงยจากคนดีเหล่านั้น บุญก็ยิ่งมาก”

บุญสืบและหล้าเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดเข้ามาในห้องของเรือนใหญ่ บุญสืบร้องเพลงอารมณ์ดี กระตุ้งกระติ้ง
“ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกาย หาผู้ชายถูกใจไม่มี...”
หล้าหันมาดุเกรงใจศพคุณหญิงอบเชย
“เฮ้ย อยู่ต่อหน้าท่าน ให้เกียรติท่านบ้างโว้ย...เมื่อกี๊ เอ็งร้องเพลงอะไรนะ”
บุญสืบแอ๊คแมน เสียงผู้ชายเข้มๆ
“เกิดเป็นผู้ชายต้องมีใจอดทน...”
“งั้นก็แล้วไป”
ทั้งสองเริ่มทำความสะอาด บุญสืบมองโลงศพ
“พ่อนี่ ฉันพยายามลืมๆด้วยการร้องเพลง ชอบมาชวนพูดให้คิดอยู่เรื่อยรีบๆทำให้เสร็จเถอะ”
ไม่ห่างกันนัก คุณหญิงอบเชยนั่งเศร้า โกรธแค้นเจ็บปวด
“อีแพง...ข้าสัญญากับลูกแล้ว...”
คุณหญิงนึกถึงคำสัญญาข้ามภพข้ามชาติของเธอที่มีกับชื่นกลิ่น
“รักของแม่ไม่เพียงปลอบประโลมใจ รักของแม่จะเป็นฉัตรแก้วกั้นภัยให้ลูก รักของแม่จะติดตามปกป้องลูกทุกชาติภพ...ข้าจะปกป้องดูแลลูกหลานข้า ฮือ...พลังความแค้น มีกำลังแห่งการทำลายล้างมากกว่าพลังความรัก ...ถ้าเพียงแต่แม่ จะมีกำลังมากกว่านี้...เฮ้อ”

รัมภา อนุกูล พัชนี วรรณศิกา ถวายสังฆทานแก่พระสงฆ์ ตามพิธีกรรมเสร็จ ก็พากันเดินมาใต้ต้นไม้ใหญ่ รัมภาถือถ้วยกรวดน้ำติดมาจะเอามาเททิ้งก่อนจะหันไปถามพัชนี
“แล้วการอุทิศส่วนกุศลให้คนตายล่ะคะ”
“ขึ้นกับคนตายค่ะ ท่านอยู่ในภพภูมิที่เปิดรับได้ไหม ท่านกำลังรอรับอยู่ไหม”
“แล้วเราจะรู้ได้ยังไง คนตายจะส่งเอสเอ็มเอสมาบอกหรือว่าเขารออยู่” อนุกูลถามกวนๆ
พัชนีเคือง
“ก็ทำไมต้องรู้ล่ะคะ ถ้าเรามีความสุขที่จะทำ เราก็ได้รับผลแห่งบุญนั้นแล้ว ตั้งคำถามมาก สงสัยมาก ก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมา ทีไปเที่ยวผู้หญิง กินเหล้าเห็นทำกันให้เยอะไป ไม่เห็นสงสัยกันสักนิด ว่ามันมีความสุขจริงหรือเปล่า”
อนุกูลจ๋อยไป วรรณศิกาขำ เอ็นดูพัชนีหันไปกระซิบกับอนุกูล
“แหม...แหม วันนี้มันสู้ ต่อปากต่อคำน่าดู ถือว่ามีคุณรัมภาเป็นพวก”
รัมภายิ้มพอใจในคำตอบเดินไปรินน้ำที่โคนต้นไม้
“ถ้าอย่างนั้น พี่จะตั้งจิตอธิษฐาน...คุณยายทวดเจ้าขา วันนี้รัมภามาทำบุญให้ท่าน ขอให้ท่านจงรับ เพื่อให้เกิดเป็นความสุข เกิดเป็นกำลัง เกิดเป็นประโยชน์แก่ท่านนะคะ”

หล้าและบุญสืบยังทำความสะอาดอยู่ ด้านหลังคุณหญิงอบเชยยืนอยู่ริมหน้าต่าง สายลมแห่งบุญกุศล พัดเข้าหน้า มีดอกไม้ระรวยมาเล็กน้อย ร่างของคุณหญิงเกิดแสงกล้ามากขึ้น ชัดเจนขึ้น เธอหลับตาสูดเอาสายลมนั้นเข้าเต็มปอดแล้วมองดูตัวเอง ยิ้มดีใจ รู้แล้วว่ามีผู้ส่งบุญมาให้ รู้สึกว่ามีกำลังมากขึ้น

“ชื่นกลิ่น ลูกแม่ แม่จะปกป้องลูก แม่จะปกป้องลูกเอง”
เดือนแรมแต่งตัวเรียบร้อยหัวยังเปียกอยู่มีผ้าในมือไว้เช็ด ศามนนั่งกระอักกระอ่วนเหงื่อแตก

“วันนี้อากาศมันร้อน พี่ภาก็ไม่อยู่ เดือนเลยอาบน้ำที่นี่ เอ่อ...ห้องน้ำข้าง
นอกมันไม่สบายเหมือนห้องนี้ เป็นความผิดของเดือนเองค่ะ พี่ศามนคงไม่โกรธใช่ไหมคะ ที่จู่ๆมาใช้ห้องส่วนตัว”
ศามนนั่งก้มหน้า ยังคิดถึงภาพที่เขากอดเดือนแรมที่ร่างเปลือยเปล่าเมื่อครู่ และยังนึกไปถึงตอนที่สระน้ำ ที่เธอใส่ชุดว่ายน้ำ ศามนไม่สามารถหักห้ามจิตใจที่ซุกซนตามประสาผู้ชายได้ เดือนแรมเห็นเขางียบไป เลยจับมือที่ข้อมือของเขา ศามนสะดุ้ง !
“ถ้าพี่มนโกรธ เดือนสัญญาว่าจะไม่ทำอีก”
เดือนแรมขยับเข้ามานั่งจนใกล้
“ความรู้สึกของพี่มนสำคัญมากนะคะ สำคัญสำหรับเดือนมาก พี่รู้สึกอย่างไร บอกมาได้เลยค่ะ”
ประตูห้องถูกปิดลงเบาๆด้วยฝีมือของแพง เดือนแรมกับศามนไม่เห็น ไม่ได้ยินเพราะมัวแต่เคลิ้มมองหน้ากันนิ่งอยู่
“ว่าไงคะพี่ศามน พี่คิดกับเดือนยังไง”
รสสัมผัสที่กอดเดือนแรมในอ่างอาบน้ำ ภาพทรวดทรงองค์เอวของเธอที่สระน้ำ แว่บเข้ามาในความรู้สึกของศามน
“ผม เอ้อ”
ศามนมองที่หน้าเดือนแรมแล้วเคลิ้มลงคล้ายจะจูบ ทันใดนั้นที่หน้าต่างห้องโถงของเรือนใหญ่ เหมือนมีใครปาก้อนหินออกมา มันแตกเพล้งกระจายออก เสียงเพล้งดังขึ้นจากเรือนใหญ่ จนศามนสะดุ้ง
“เสียงอะไรน่ะ”

ศามนลุกขึ้นไปทันที เดือนแรมขัดใจ เมื่อมีบางอย่างมาขัดจังหวะ จำต้องลุกตาม

ระหว่างนั้น ลุงหล้าตรงรี่ไปดูที่หน้าต่าง
“เฮ้ยใครวะ ใครปากระจกเข้ามาวะ ไอ้พวกเด็กจอมซนแถวนี้หรือเปล่าหา...ไอ้บุญสืบ”
วิญาณคุณหญิงอบเชยยืนมองเรือนหลังเล็กอยู่ที่มุมหนึ่ง เธอเป็นคนทำให้กระจกหน้าต่างแตกเอง
“ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอม ข้าจะปกป้องลูกข้า”
คุณหญิงเพ่งมองไปที่หน้าต่างบานที่สองมันแตกกระจาย เพล้ง เสียงที่ดังสนั่น ทำให้บุญสืบร้องวี้ด หล้าหลบวืด
“อ๊าย...ไม่ใช่คนปาเข้ามา ไม่ใช่เด็กที่ไหน ไม่ได้ปามาจากข้างนอก แต่มันปาออกไปจากข้างใน”
บุญสืบแข้งขาสั่นหันไปมองโลงศพคุณหญิง หล้าหน้าตื่น
“ไฮ้...ข้างในก็มีแต่เอ็งกับข้า”
“ก็มันมีแค่สองคนที่ไหนเล่า ฮือ...ไม่เอาแล้ว...ฮือ”
บุญสืบโยนไม้กวาดใส่ถังผงกระเด็นแล้ววิ่งหายไป หล้าตกใจ
“เฮ้ย แล้วข้าจะอยู่ทำไม ไปด้วยสิ ไอ้บุญสืบลูกรัก รอพ่อด้วย”
คุณหญิงมองดูศามนกับเดือนแรมทางหน้าต่าง อย่างแค้นๆ

ศามนชะงักการวิ่ง เพราะเสียงแตกครั้งที่สอง หยุดมองเห็น
“กระจกเรือนใหญ่แตก”
เดือนแรมวิ่งตามมา
“เดี๋ยวสิคะ....คุณเดี๋ยวสิ”
คุณหญิงอบเชยมองเดือนแรมอย่างเกลียดชัง
“นังหญิงชั่ว...นังแพศยา”
คุณหญิงอบเชยมองกระจกบานที่สาม แตกเพล้งเสียงดังสนั่นอีกรอบ เศษกระจกเล็กๆชิ้นหนึ่ง วิ่งมาที่หน้าเดือนแรมเฉี่ยวหน้าเป็นรอยเลือดออก ขนาดเล็กแต่ดูน่ากลัว
“โอ๊ย” เดือนแรมจับที่หน้า เลือดติดนิ้วมา “กระจก กระจกบาดเดือน”
“เข้าไปในบ้านก่อนครับ...เข้ามาก่อน” ศามนรีบบอก
ศามนกับเดือนแรมเดินเข้ามาดู สำรวจเรือนใหญ่
“ไม่เห็นมีใคร ทั้งข้างใน ข้างนอก จู่ๆกระจกแตกได้ยังไง”
ขณะเดียวกัน วิญญาณแพงพุ่งเข้ามาในห้องกราดเกรี้ยว
“อีคุณหญิงอบเชย วันนี้มึงกล้านักนะ ไม่เข็ดใช่ไหม จะลองดีกับกูใช่ไหม”
แพงเริ่มบริกรรมคาถา เสียงสวดภาษาเขมรดังขึ้น คราวนี้คุณหญิงไม่เป็นอะไร
“เอ็งดูดีๆ ที่นี่เรือนใหญ่ ไม่ใช่เรือนเล็กของเอ็ง ที่นี่คืออาณาเขตของข้า ลูกหลานข้ากำลังอุทิศบุญให้ข้า วันนี้...วันของกู ถึงทีกูบ้าง”
คุณหญิงอบเชยใช้ดวงตาเพ่งมองไป ไฟลุกขึ้นที่แพง เธอร้องวี้ดด้วยความร้อน เดือนแรมสะดุ้ง ได้ยินเสียงร้องที่หูแว่วๆมองหา
“เสียงร้อง...มาจากไหน”
“เสียงร้องอะไร ผมไม่ได้ยิน” ศามนถามอย่างแปลกใจ
ร่างแพงเจ็บปวดจนหายไป เป็นคราวของคุณหญิงอบเชยหัวเราะบ้าง
“ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า”

รัมภา อนุกูล พัชนี และวรรณศิกา ยืนให้อาหารปลาอยู่เป็นภารกิจสุดท้ายของวัน รัมภารู้สึกสดซื่นมีความสุข
“วันนี้ ฉันมีความสุขมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะคุณวรรณ คุณพัช”
อนุกูลถอนใจเบาๆ
“โดนคุณชี ร่ายมนต์สำเร็จไปอีกราย เฮ้อ...หมดเพื่อนเที่ยวกันพอดีขืนไปแต่วัด ไปแต่วัด ฮอร์โมนสื่อม เป็นหมันแน่เรา ฮือ”
สามสาวหัวเราะอนุกูลที่ทำท่าเซ็งจัด

คุณหญิงอบเชย เดินมาที่เฉลียงมองไปที่เรือนเล็กมีกำลังใจขึ้นเพราะครั้งนี้ตนชนะ
“แม่จะปกป้องดูแลลูกของแม่ แม่จะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน จะดูแลลูกตามคำสัญญาเหมือนเมื่อก่อนนะชื่นกลิ่น”
คุณหญิงอบเชยนึกถึงอดีต...พึ่งทำครัวอยู่ นวลถือตะกร้าผ้าเอาเข้ามาวาง
“เสื้อผ้าพวกเนี้ย น้ารีดเองแล้วกันนะ”
“เฮ้ย...ไม่ใช่งานข้า ข้าทำครัว วันๆเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว” พึ่งปฏิเสธทันที
“ไม่ใช่งานฉันเหมือนกัน ฉันทำความสะอาดทั้งตึก ไม่มีใครช่วย เหนื่อยแทบตาย อีแพงยังมายัดเยียดงานของคุณชื่นให้ฉันอีก”
“อ้าว ก็หน้าที่มัน จะมายัดเยียดให้คนอื่นได้ยังไง”
“มันว่ามันจะดูแลคุณหลวง พอมีนายผู้ชายเข้าหน่อย มันก็มาทิ้งงานคุณชื่นให้คนอื่น น้าพึ่งเป็นแม่มัน น้าพึ่งเอาไปทำเองแล้วกัน”
นวลสะบัดจะเดินจากไป คุณหญิงอบเชยเดินมาเจอเข้า นวลสะดุ้งเฮือก
“คุณหญิง…”
“เรื่องเป็นยังไง บอกมาให้หมด”
เพ็ญที่มากับคุณหญิง ทำหน้าดุใส่นวล
“อีนวล เล่ามานะ อีแพงมันกำเริบไม่ยอมทำงานให้คุณชื่นจริงรึ”
พึ่งที่ฟังอยู่หน้าเสีย

คุณหญิงอบเชยรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว กำลังเดินจ้ำอ้าว มือกำแน่นจะไปตามหาเอาเรื่องแพง แต่ชื่นกลิ่นเดินมาเจอเข้าก่อนโผเข้ากอดแม่ตามประสาลูกขี้อ้อน ติดแม่
“คุณแม่กลับมาแล้วหรือคะ ไปช่วยงานในวังตั้งหลายคืน ลูกคิดถึ้งคิดถึง”
คุณหญิงเห็นชื่นกลิ่นคราใด จิตใจอ่อนโยนลงทุกที
“แม่ก็คิดถึงลูกจ้ะ”
“นี่คุณแม่จะไปไหนเจ้าคะ”
“ไปหาอีแพง” คุณหญิงบอกเสียงแข็ง
“มีอะไรคะ เกิดอะไรขึ้น คุณแม่โกรธแพงเรื่องอะไรคะ ถ้าแพงทำอะไรให้คุณแม่ไม่พอใจ ลูกจะบอกแพงให้”
คุณหญิงจับแก้มลูกรัก เสียงเข้ม
“ลูกรักของแม่ จิตใจของลูกมีแต่ความบริสุทธิ์งดงามมาตั้งแต่เกิด หัวใจของชื่นกลิ่นลูกแม่ แทบจะไม่รู้จักคำว่าโกรธเกลียดใครทั้งสิ้น ขอให้ลูกจงรักษาความบริสุทธิ์นั้นไว้เถิด เรื่องเลวทรามต่ำช้า ผิดบาปทั้งปวง แม่จะเป็นคนรับไว้เอง”
ชื่นกลิ่นตกใจในท่าทางดุดันของแม่
“คุณแม่”
“จะไปร้อยดอกไม้ถวายพระใช่ไหม ไปทำให้สนุกเถิด ไม่ต้องตามแม่มา”
คุณหญิงพูดเสร็จเดินหน้าเข้มจากไป

แพงกำลังนั่งพักกินข้าวอยู่ เพ็ญมาถึง ยกเท้าถีบจานข้าวกระเด็นไปจากมือของแพงเปรี้ยง
“ถ้ามึงไม่ทำงานให้คุณหญิง มึงก็ไม่ต้องกินของของท่าน”
“น้าเพ็ญ ใช้เท้าเลยหรือ มันจะมากไปแล้วนะ”
คุณหญิงอบเชยที่เดินตามมายิ้มเหี้ยม ท่าทีนิ่งๆเต็มไปด้วยอำนาจ
“ถ้าเอ็งคิดว่าอีเพ็ญมันทำเกินไป รอดูคุณหญิงอบเชยก่อน...ไอ้ชด”
ชดที่ทำงานอยู่ข้างหลัง วิ่งเข้ามา
“มาจับมันไว้”
ชดจับแพงลงนั่ง เพ็ญหยิบไม้เรียวขนาดใหญ่มา คุณหญิงสั่งเสียงเหี้ยม
“เฆี่ยนมัน”
เพ็ญซัดไม้เรียวตีที่หลังเปรี้ยง แพงสะดุ้งร้องโหยหวน
“โอ๊ย”
“เฆี่ยนมันอีก”
เพ็ญซัดไม่ยั้งอีกสามครั้งซ้อน แพงโวยวาย
“โอ๊ย...ทารุณบ่าวไม่มีเหตุผลเช่นนี้ อีแพงจะไปฟ้องหลวงเอาเรื่องคุณหญิง”
คุณหญิงชี้หน้า
“ทำไมจะไม่มีเหตุผล เอ็งเลือกปฏิบัติ ทำงานให้คุณหลวง ไม่ยอมทำงานให้คุณชื่น อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ ว่าเอ็งต้องการอะไร เอ็งจงใจให้ท่าคุณหลวงใช่หรือไม่”
“คุณหลวงกับอิฉันรู้จักกันมาก่อนคุณชื่นเสียอีก”
คุณหญิงตกใจ
“อะไรนะ”
“คุณหลวงช่วยชีวิตอิฉันขึ้นมาจากน้ำตอนสะพานหัก คุณหลวงท่านเป็นผู้มีพระคุณของแพง อีแพงผิดตรงไหนที่ตั้งใจจะทดแทนพระคุณคุณหลวง”
พึ่งวิ่งมาอีกคน มากางกั้นแพง พึ่งร้องไห้ ยกมือไหว้ขอร้อง
“คุณหญิงเจ้าขา อย่าทำอีแพงเลยนะเจ้าคะ มันไม่กล้าอีกแล้ว ประเดี๋ยวมันจะไปทำงานของคุณชื่นเดียวนี้แหล่ะเจ้าค่ะ ไปเร็วอีแพง”
พึ่งจะลากแพงไป คุณหญิงห้ามไว้
“ยังไปไม่ได้ ข้ายังสอบสวนไม่เสร็จ เอ็งจะบอกว่า เอ็งแค่ทดแทนบุญคุณคุณหลวง ไม่คิดจะเอาท่านทำผัว เอ็งคิดแค่นั้นรึ”
แพงเงียบไป คุณหญิงยิ้มเพราะนึกอยู่แล้ว
“ข้าอายุถึงป่านนี้ ครึ่งค่อนชีวิตเข้าไปแล้ว บ่าวทะเยอทะยาน คิดอยากเอาเจ้านายทำผัว ไม่ใช่ไม่เคยจัดการ เอาน้ำเกลือมาให้ข้า”
เพ็ญเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว ยื่นให้ทันที พึ่งและแพงเห็นเข้าตกใจกลัว พึ่งรีบยกมือไหว้กราบแล้วกราบอีก
“คุณหญิงเจ้าขา อีพึ่งกราบล่ะ อย่าทำอีแพงเลยนะเจ้าคะ”
คุณหญิงไม่ฟังเอามือไปจิกหัวแพงขึ้นมาด่า
“แต่ไหนแต่ไรเอ็งคิดจะขันแข่งวาสนากับแม่ชื่นกลิ่น เอ็งคงคิดสินะ ว่าเอ็งจะเอาชนะแม่ชื่นด้วยการมีผัวร่วมกับเขา”
เพ็ญยิ่งฟังยิ่งแค้น
“อีแพศยา...ขอตบทีเถิด”
คุณหญิงยกมือขวางไว้ จะจัดการเอง แววตาคุณหญิงเหมือนแม่เสือมีทั้งพละกำลังและอำนาจ
“เอ็งจะได้แค่ฝันกลางวันเท่านั้น แม่ชื่นของข้า ข้าเลี้ยงดูมาอย่างดี เพื่อจะเป็นเมีย เพื่อจะเป็นแม่ เพื่อจะเป็นเกียรติยศเชิดหน้าชูตาของหลวงภักดี เอ็งก็เห็นนี่ หลวงภักดีหลงใหลแม่ชื่นขนาดไหน”
แพงยังเถียงไม่ลดละ
“หลวงภักดีมีเมตตาต่ออีแพงเหมือนกัน”
“เมตตาแบบนั้น ผู้ชายมีแน่ มีเอาไว้ให้นางโสเภณี อีพวกช็อกกาหรี่ไงเล่า ถุย”
คุณหญิงถุยใส่หน้า แพงโกรธมาก
“คุณหญิง!”
“เจ็บปวดรึยัง ฮึ แค่นี้ยังไม่เจ็บปวดดอก...นี่ต่างหากจึงเรียกว่าเจ็บปวด”
คุณหญิงกดหลังแพงลงแล้วราดน้ำเกลือลงบนแผล แพงร้องกรี๊ด
“กินน้ำใต้ศอกน่ะ อย่านึกนะว่าสนุก ยิ่งกินน้ำใต้ศอกผู้หญิงที่มีแม่อย่าง
คุณหญิงอบเชย มึงคิดผิดแล้ว”
คุณหญิงเหยียบลงไปที่หลังของแพงแล้วใช้เท้าบดขยี้ที่แผล
“โอ๊ย”
ความโมโหของคนอย่างคุณหญิงยามรักลูก ทำให้เพ็ญสะใจและทำให้พึ่งกลัวมาก เธอร้องไห้โฮ เข้าไปเกาะขา
“คุณหญิง พอแล้วเจ้าค่ะ พอแล้ว”
“ถ้าอยากให้กูพอ ก็สั่งลูกมึง อย่ามาทำร่านในเรือนกู รู้เอาไว้นะ อีพึ่ง อีแพง ทำกูน่ะไม่เท่าไหร่ ทำลูกกูร้องไห้แม้แต่หยดน้ำตาเดียว พวกมึงตาย”
คุณหญิงเขวี้ยงถ้วยใส่น้ำเกลือลงข้างๆตัวแพง แตกดังเพล้ง แพงกับพึ่งสะดุ้ง

แพงนอนร้องไห้หันหลังให้แม่ทายา พึ่งร้องไห้สงสารลูก กล้าเดินมาที่หน้าประตูที่เปิดไว้
“ฉันเอายามาให้นังแพงมัน ไข้ขึ้นหรือเปล่า”
“มันนอนร้องไห้ไม่กินข้าวกินปลาทั้งวันเลย ไม่รู้จะยอมกินยาไหม”
“ถ้าไข้ขึ้น ก็ต้องกินยานี้ด้วย”
“ขอบคุณจ้ะพ่อกล้า”
กล้าเดินเข้าไปนั่งข้างแพง พึ่งออกเอายาไปต้ม แพงเมินหน้าหนี
“จะมาสมน้ำหน้าข้างั้นรึ”
“อย่าเข้าใจผิด ถ้าคิดจะสมน้ำหน้า ก็คงตั้งวงนินทากับพวกบ่าวข้างล่างสนุกปากไปแล้ว ทุกครั้งที่ข้าห้าม ข้าด่าเอ็ง ล้วนทำเพื่อเตือนสติเพื่อนมนุษย์ที่น่าสงสารอย่างเอ็งเท่านั้น”
“ท่านเห็นหรือยัง ไม่ใช่ข้าที่ก่อเวรฝ่ายเดียว อีนังคุณหญิงอบเชย มันก็ก่อเวรก่อกรรมกับข้าแทบปางตายเหมือนกัน ท่านเห็นหรือยังเล่า ข้ากับคุณหญิงอบเชยถึงอย่างไรเสีย ก็ต้องเป็นคู่เวรคู่กรรมต่อกันไปอีกยาวนาน ข้าไม่ยอมแพ้มันดอก”
กล้าหนักใจ
“ไม่ยอมแพ้ เอ็งจะทำยังไงรึ”
แพงหัวเราะด้วยความแค้น
“ฮะฮะฮ่า น้ำตาของคุณชื่นคือความเจ็บปวดของคุณหญิง ฮะฮะฮ่า มันตะโกนใส่หน้าข้าไว้อย่างนั้น ฮะฮะฮ่า”
แพงยิ้มร้าย คิดจะเล่นงานไปที่ชื่นกลิ่น ไม่ใช่คุณหญิงอบเชย

ค่ำคืนนั้น...ศามนกับรัมภาเสร็จธุระประจำวัน เดินเข้าห้องนอนมาด้วยกัน
“วันนี้ เห็นยายคำว่าคุณกลับมาตั้งแต่เที่ยง ได้เจอคุณเดือนไหมคะ”
ศามนชะงักเล็กน้อย
“เอ่อ...ก็เจอจ้ะ”
“แล้วทำอะไรกันคะ”
คราวนี้ศามนหน้าซีดไม่รู้ตัว รีบส่ายหน้าดิกๆ
“เปล่านี่ เขาไปช่วยดูตอนที่เรือนใหญ่กระจกแตก ยังโดนเศษแก้วกระเด็น
ใส่หน้าเป็นแผล”
รัมภาตกใจ
“ตายจริง”
“เห็นเขาว่าไม่เป็นไร เขามียาดี เขาก็เลยกลับไป”
“แล้วเรื่องกระจก”
“ผมโทรถามช่างแล้ว เขาว่ามันเก่า เสื่อมสภาพแล้ว บางทีเกิดความร้อนมากๆ มันก็แตกเอง เดี๋ยวพรุ่งนี้ช่างจะมาเปลี่ยนให้”
“คุณไปอาบน้ำก่อนเถอะค่ะ”
“ไม่เอา ไปอาบน้ำด้วยกันดีกว่า”
ศามนอุ้มเธอทันที รัมภาร้องวี้ดเข้าไปในห้องน้ำด้วยกัน

ศามนเปิดน้ำ กดรัมภาเข้าไปในน้ำตามเข้าไปกอดจูบอย่างหิวโหยติดค้างมาตั้งแต่กลางวัน จนรัมภาต้องผลักออกถามด้วยความแปลกใจ
“หมู่นี้คุณเป็นอะไรไป ดูแปลกๆ”
“ผมรักคุณไง คนรักกัน ก็ต้องอยากอยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าปรกติ”
ศามนก้มลงจูบรัมภาในสายน้ำ หื่นกระหายอีก รัมภาเคลิ้มไปครู่หนึ่ง แล้วลืมตาขึ้น มองไปที่กระจก มีเงาของแพงทอดอยู่ รัมภาสะดุ้งเฮือกผลักศามนออกไป
“อุ๊ย”
“อะไรหรือ”
รัมภาและศามนเพ่งมองกระจกไม่เห็นมีอะไร
“คงตาฝาดน่ะค่ะ ภาขอโทษ”
ศามนก้มลงจูบรัมภาไปทั่วทั้งตัวอีก รัมภาพยายามคล้อยตามเพื่อให้สามีมีความสุข แต่แล้วจู่ๆ น้ำที่พื้นก็เริ่มมีสีเลือดเต็มพื้น รัมภาร้องกรี๊ด จนศามนสะดุ้ง
“เลือด...เลือด”
“อะไรของคุณน่ะ”
“เลือด เลือดทั้งนั้น...ดูสิคะ”
รัมภาเต้นเล่าๆชี้ไปที่พื้น ปรากฏว่าเป็นน้ำใสธรรมดา ตาฝาดอีกแล้ว
“เอ๊ะ”
“วันนี้ คุณเป็นอะไรของคุณ”
รัมภามองหน้าศามนแล้วมองไปรอบๆ ความหวาดหวั่นในบรรยากาศ เกิดขึ้นในใจ
“ฉันทำไม่ได้ ที่บ้านหลังนี้ ที่ห้องนี้ เหมือนมีคนมองเรา ฉันทำไม่ได้”
ศามนงงๆ
“คนมอง...คุณหมายถึงใคร”
“ฉันไม่รู้ แต่ฉันรู้สึก ฉันบอกไม่ถูก ขอโทษนะคะคุณมน ฉันจะไปนอนห้องลูก”
รัมภาหยิบผ้าเช็ดตัว แล้วรีบออกไปทันที ศามนเซ็งเลย แพงยืนมองอย่างสะใจ
“มีเมียสวยเป็นกุลสตรีนั้นน่าภูมิใจ แต่ถ้าเป็นบ้าด้วยเนี่ยสิ หึๆ”

วันใหม่...เดือนแรมมาร่วมวงทานอาหารกับครอบครัวศามนด้วยเหมือนเคย เธอตักอาหารให้ศามนกับเด็กๆเหมือนเป็นเจ้าของบ้านก็ไม่ปาน
“วันนี้มีแกงส้มชะอมที่คุณมนบ่นอยากกิน มีหมูทอดของเด็กๆ รับรองไม่เผ็ดพริกไทยเหมือนวันก่อน”
รัสตี้กับไลล่ายิ้มทานข้าวอร่อย บุญสืบกับคำหมั่นไส้มาก กระซิบกัน
“แม่ครัวหวังเงินเดือน ร้านอาหารปิ่นโตหวังค่าจ้าง แต่คุณนายเดือนแรมที่มาส่งข้าวส่งน้ำทุกวันแบบนี้เขาหวังอะไรนะแม่”
คำประชด
“เขาอยากทำเอากุศล จะได้ขึ้นสวรรค์มั้ง”
“จิตเป็นกุศลมันก็ดีหรอกนะ แต่ถ้าจิตอกุศล ประตูนรกก็เปิดอ้ารออยู่แล้วนะคะคุณนาย”
เดือนแรมหันมอง
“กระซิบอะไรกันน่ะ มารินน้ำให้พี่รัมภาสิ ไม่เห็นเหรอ น้ำพร่องไปจะหมดแก้วแล้ว”
บุญสืบทำตาม ไม่เต็มใจนัก
“ขอบคุณค่ะ”
รัมภาบอกเดือนแล้วทันใดนั้นเธอก็เห็นเงาคนวูบๆเดินเร็วๆผ่านไปที่มุมมืดมุมหนึ่ง รัมภาชะงักอึ้ง ศามนมองอย่างสงสัย
“มีอะไรจ๊ะ”
“เปล่าค่ะ”
“เดือนตักแกงจืดให้พี่ภานะคะ”
เดือนแรมตักใส่ถ้วยแบ่งยื่นให้ รัมภาหันไปมอง เงาคนเดินผ่านอีกแล้ว รัมภาสะดุ้งทำชามแบ่งตกแตกกลางวง ทุกคนงงกันหมด
“เอ๊า...ตายจริง เลอะหมด ทำไมมือไม้อ่อนอย่างนี้ล่ะคะคุณพี่”
“ฉันพอดีกว่าค่ะ...อิ่มแล้ว”
รัมภายกน้ำขึ้น กะว่าจะดื่มล้างปาก ก่อนออกไปจากวง เงาของแพงปรากฏในแก้วน้ำ
รัมภาสะดุ้งเฮือกทำแก้วน้ำตกลงพื้นแตกกระจาย
“เอ๊าไปกันใหญ่แล้ว หกหมดเลย...ไม่เป็นไรค่ะ เดือนเก็บเอง”
“ไม่ต้องครับคุณเดือน มานี่สิ”
ศามนหันไปดุ บุญสืบกับคำรีบตั้งสติ หลังจากตกใจอยู่รีบเดินมาจัดการ
“ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ”

รัมภาเดินออกไปตัวสั่นเล็กๆ รู้สึกกลัวผีขึ้นมา อยากรีบออกไปจากห้องนั้น ศามนมองตามอย่างแปลกใจ











Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 0:48:50 น.
Counter : 148 Pageviews.

0 comment
บ่วง ตอนที่ 3 ต่อ





หลังจากที่ยอมเลิกรากันแล้ว เดือนแรมกับสาวๆ ที่ตบตีกัน พากันมาล้างหน้าล้างตา เช็ดหัวที่ร้านกาแฟ รัมภานั่งอยู่กับพัชนี เดือนแรมล้างหน้าเรียบร้อย เดินมานั่งข้างๆ รัมภา หน้าจ๋อยๆ อายๆ

“เดือนเอ้อ หยอกล้อกับพวกนังแอนนังเจี๊ยบมันนิดหน่อย”
ดีดี้บ่าวทรยศ เดินมาปากสว่างเล่าให้รัมภาฟังทั้งที่ไม่มีใครถาม
“มันกินกันไม่ลง ปีก่อนก็มีที ตอนนั้น พระเอกละครเขามาถ่ายละครที่หลังตลาด แย่งกันไปดู คุณนายเขาว่าเขาเป็นเจ้าของตลาด เขาต้องได้ถ่ายรูปกับพระเอกคนเดียว โหย...นังแอนนังเจี๊ยบมันโมโหใหญ่ ตบกันกระจายมาทีแล้ว”
เดือนแรมหยิกทันที
“พูดน้อยๆหน่อยได้ไหม”
น้อยส่งเสียงมาจากมุมหนึ่ง
“อีทองดีเล่าไม่จบ ฉันเล่าต่อก็ได้ งานนั้นไม่ได้พระเอก แต่ได้ตัวประกอบคนหนึ่งมาแทน ชื่อไอ้สมเดช” น้อยหันไปถามแอน “แกจำได้ไหม ตอนหลังพอรู้ว่าคุณนายเป็นเจ้าของตลาด มันย้ายข้าวของมาอยู่บ้านคุณนาย กลายเป็นผัวคนที่สามของคุณนายไปเฉย”
เดือนแรมชี้หน้าโวยลั่น
“นี่...จะหยุดพูดได้หรือยัง” เดือนแรมหันมามองรัมภาอย่างเกรงใจ “เอ้อเดือนขอโทษ วันนี้ไม่ค่อยสบาย ไว้พรุ่งนี้ เดือนจะไปหาคุณพี่รัมภาที่บ้านนะคะ”
เดือนแรมหมดความอดทน ชิ่งหนีดีกว่า น้อยกับเจี๊ยบแอบขำ แอนหัวเราะเยาะ
“แจ้นหนีกลับบ้านไปเลยโว้ย ฮะฮะฮ่า”

คำ หล้า และบุญสืบ หั่นผัก เตรียมของสด เพื่อทำกับข้าว รัมภายืนดื่มน้ำ ฟังคำเล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวเดือนแรม
“ยายเพ็ญทวดคุณนายเดือนแรมนี่ เขาเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงคุณหญิง เมื่อก่อนคุณหญิงท่าน เลยขายที่ดินข้างๆให้ถูกๆ แต่โชคดี ถนนใหญ่ตัดผ่ากลางที่ดินยายเพ็ญ”
“ใช่ๆ นังเนียนหลานสาวว่าสบายแล้ว มารุ่นนังเดือนเอ๊ยคุณนายเดือนแรมนี่ยิ่งรวยขึ้นไปอีก นี่นะ ผมจะบอกให้...”
หล้าหยุดพูดคิดๆ ทุกคนมองกำลังฟังอยู่ หล้ายืนนิ่งอยู่พัก แล้วหันมาถามลูกชาย
“เอ๊ะ...ข้าจะบอกอะไรคุณเขาวะไอ้สืบ”
บุญสืบเซ็งเลย
“โฮ้ย จะไปรู้เรอะ...คืองี้ฮะ คุณนายเดือนน่ะ ขายห้องแถวที ได้ผัวใหม่ที...โฮ้ย ใช้เปลืองอย่างกับกระดาษทิชชู่ อายุยังไม่ถึงสามสิบ ล่อไปสามคนแล้ว ผมถึงไม่ไว้ใจให้มาสนิทกับคุณผู้ชายไงครับ”
รัมภาได้ยินไม่ถนัด
“หาอะไรนะ”
บุญสืบอึกอักไม่กล้าพูดตรงๆ
“เอ้อ ถือว่าผมไม่ได้พูดก็แล้วกันนะครับ”
“ฉันแค่แปลกใจ ตอนแรกเห็นเขาเรียบร้อยดี แต่พอมาวันนี้ เหมือนเป็นอีกคน”
บุญสืบกระซิบคำ
“เฮอะ นังคุณนายตัวดี ทำท่าไฮโซหลอกคนอื่นจนเนียน ดีแล้วที่คุณผู้หญิงไปเห็นเอง อีกหน่อยจะได้ระวังๆมันไว้”
คำกับหล้าพยักหน้าเห็นด้วย

พัชนีกับวรรณศิกา ทำบาร์บีคิวอยู่ที่เตาในสวน อนุกูลเดินมาหาจากเรือนหลังเล็ก
“โฮ้ยร้อนจัง ยายชี นิมนต์รินน้ำให้ดื่มหน่อย”
พัชนีค้อนแต่ทำตาม รินน้ำให้อนุกูล
“แล้วคุณศามนล่ะ” วรรณศิกาหันมาถาม
“เขาให้ช่างเริ่มงานวันนี้เลย นี่ก็เย็นแล้วบอกให้เริ่มพรุ่งนี้ ก็ไม่เชื่อไม่รู้จะรีบไปไหน...เป็นพระคุณครับคุณโยม ขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถิด”
อนุกูลยกมือไหว้ล้อเป็นจริงเป็นจัง จนพัชนีโมโห
“คุณนุคะ เลิกล้อฉันเสียทีได้ไหมคะ ศัพท์พระอะไรนั่นก็ใช้มั่วไปหมด”
“เอ๊า คราวนี้รู้ด้วยแฮะว่าล้อ ฉลาดขึ้นนี่ เฮ้ยเสร็จแล้วหรือ ขอกินคำดิ”
อนุกูลเดินมาจนชิด เอามือไปจับมือพัชนีที่ถือไม้บาร์บีคิว แล้วไม่ยอมเอาออก
“เอ๊ะคุณนี่...ปล่อย”
พัชนีพยายามดึงมือออก
“เอ๊า โทษๆ ลืมไป เป็นแม่ชี ถูกมือแล้วร้อน อืม...เขาเรียกอะไรนะ กลับบ้านไป ต้องปลงอาบัติ อะไรแบบนั้นปะ”
พัชนีอายเดินหนีไปยืนอีกทาง อนุกูลมองตามอย่างเอ็นดู
“ดูดิ...งอนหน้าแดงไปเลย”
“เอาๆ งูออกหัวแระ แหม้...มันน่าเอามีดฟันคองูนัก โช๊ะเด๊ะ เชะๆๆ”
วรรณศิกาถือมีดไป ฟาดๆฟันๆบนหัวอนุกูล จนอนุกูลเซ็ง
“ถามจริงๆ ผมเป็นเจ้านายคุณนะ เคยมีความเคารพบ้างไหมเนี่ย”
“ไม่มี เก่งจริงไล่ออกสิ ที่ทำงานให้เนี่ย ทำเล่นๆ...” วรรศิกายักไหล่ “ผัวรวย กลับไปเกาะผัวกินก็ได้ คนมันสวย ผัวรักผัวหลง มีอะไรไหม”
อนุกูลเซ็ง โดนวรรณศิกาแกล้งอีกแล้ว

หล้า บุญสืบและช่างสองสามคน เริ่มทำงานที่เรือนเล็ก ด้วยการเก็บอะไรที่มันรกๆ
ศามนยืนห่างมาคุยกับลูกที่มายืนดู
“นี่ไงลูก บ้านใหม่ของเรา เดี๋ยวพ่อจะทำสะพานใหม่ ปรับบ่อใหม่ที่ไม่อันตราย หนูจะวิ่งไปวิ่งมาวันละกี่เที่ยวก็ได้ ส่วนบนบ้านก็จะมีห้องของหนูอยู่ตรงนั้น”
“แล้วบ้านหลังใหญ่ล่ะคะ” ไลล่าถามอย่างสงสัย
“บ้านหลังใหญ่ก็อยู่ที่เดิม หนูจะไปเล่นเมื่อไหร่ก็ได้นี่ลูก เพียงแต่เราย้าย
ห้องนอน ห้องกินข้าวมาอยู่ที่นี่เท่านั้นเอง”
รัสตี้หันไปคุยกับไลล่า
“เหมือนที่คุณทวดบอกเลยเนอะ”
ศามนตกใจ
“คุณทวดบอกอะไร”
ไลล่าคุยกับรัสตี้
“ไลล่าชอบคุณทวด เสียดายแย่ถ้าไม่ได้เจอคุณทวดอีก”
ศามนเสียงเริ่มเข้ม
“นี่คุยเรื่องอะไรกัน คุณทวดอะไร”
“คุณทวดมาหาเราเมื่อคืนไงแด๊ดดี้” รัสตี้บอก
“ใช่ๆ” ไลล่ายืนยัน
ศามนตกใจ

ในฝันของรัสตี้ และไลล่านั้น...ทั้งสองนอนหนุนตักคุณหญิงอบเชยอย่างสนิทสนม มีความสุข ท่ามกลางแสงเดือนยามดึก คุณหญิงร้องเพลงกล่อมเด็กไปสักพักก็ร้องไห้
“คุณทวดร้องไห้ ร้องทำไมคะ” ไลล่าถามอย่างสงสัย
“บอกพ่อหนูนะ อย่าย้ายไปที่เรือนหลังเล็ก ที่เรือนนั้นเคยเป็นบ้านของมันระหว่างที่มันมีชีวิตอยู่ มันเสกเวทย์มนต์ครอบคลุมไว้”
แพงนั่งบริกรรมคาถาจนกลายเป็นหลวงปู่ฤาษี กินหมาก นัยน์ตาดุ ตัวสั่น …สักพักก็ลืมตาโพลง เสียงสวดเขมรดังไปทั่ว ควันดำแผ่จากตัวของแพง ลอยออกมาจากในห้องลอยออกมาครอบเรือนเล็กนั้นไว้ทั้งหลัง
คุณหญิงอบเชยร้องไห้มากขึ้น เมื่อเห็นสิ่งที่แพงทำ
“ทวดเข้าไปในบ้านนั้นไม่ได้ ทวดตามไปดูแลหนูไม่ได้”
“เราจะไม่ได้นอนเล่นกับคุณทวดอีก แบบนั้นหรือครับ” รัสตี้ถามเสียงเศร้า
ไลล่าโผเข้ากอดคุณหญิง
“ทำไมล่ะคะ ไลล่ารักคุณทวด อยากฟังคุณทวดร้องเพลงกล่อมทุกคืน”
คุณหญิงทั้งกอด ทั้งหอม หลานรัก ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
“โธ่หลานรักของทวด ทวดไม่น่าเลี้ยงงูเห่าอย่างมันไว้ตั้งแต่แรกทวดจะรับผิดชอบการกระทำของทวด ทวดรักหนู ทวดจะดูแลหนูไม่ยอมไปไหน”
ทั้งสามคนกอดกันแน่น แววตาคุณหญิงอบเชยมุ่งมั่นมองไปทางเรือนหลังเล็ก

ศามนฟังเรื่องจากลูกๆแล้วยิ่งเครียด
“ฝันเหมือนกันทั้งสองคน อีกแล้วหรือ”
ทั้งสองพยักหน้า รัมภาเดินยิ้มแย้มมาหา
“เด็กๆบาร์บีคิวเสร็จแล้วลูก”
ศามนเดินหน้าบึ้งมาหารัมภา กระซิบเสียงเครียด
“ผมจะย้ายเข้ามาอยู่เรือนเล็กให้เร็วที่สุด”
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ผมจะสั่งช่างให้ทำงานล่วงเวลา หมดเท่าไหร่ หมดไป แต่เราปล่อยลูกให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้แล้วนะภา”
รัมภามองหน้าศามน ยังงงอยู่ว่ามันเรื่องอะไรกัน

ศามนควบคุมการทำงานทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด ทำให้ ช่างทำงานในการซ่อมบ้านซ่อมสะพาน คืบหน้าไปมาก เสร็จลงตามกำหนด เรือนเล็กสวยงามสมบูรณ์สำหรับการอยู่อาศัย ศามนพาลูกทั้งสองมาที่หน้าบ้านให้จับเชือกที่ห้อยลงมาจากบริเวณประตู
“พร้อมหรือยัง 1 2 3”
ไลล่ากับรัสตี้ดึงเชือกพร้อมกัน ป้ายผ้าคลี่ยาวลงมาที่บริเวณข้างประตูเห็นตัวหนังสือที่เขียนว่า welcome new home...เด็กทั้งสองคนปรบมือ ยิ้มแย้มกับผู้เป็นพ่อ ศามนเดินมาหารัมภา ที่ยืนยิ้มมองบ้าน มองลูกอยู่
“ชอบไหมจ๊ะ...ผมอยากได้ยินว่าภาชอบมันเหมือนผม”
รัมภายิ้มพลอยดีใจไปด้วย
“คุณทำเพื่อลูก แล้วคุณก็ตั้งใจกับมันมาก ภาจะไม่ชอบมันได้ยังไงคะ”
แพงพุ่งออกมาจากประตูบ้านที่เปิดอยู่ จนลมพัดเข้าหน้าทั้งศามนและรัมภา แพงตะโกนก้อง หัวเราะร่าสะใจ มีอำนาจถึงขีดสุด
“ฮะฮะฮ่า เข้ามาเลย เข้ามาในอาณาจักรของข้า เข้ามาสิ”
“ไป...เราเข้าไปดูข้างในกัน”
ขณะที่ทุกคนจะเดินเข้าบ้าน วิญญาณคุณหญิงอบเชยลอยมาจากเรือนใหญ่ จะเข้ามาห้ามพวกของศามน แต่พอมาถึง ไฟก็ติดพรึ่บขึ้นทั้งตัว
“ไม่ลูก อย่าเข้าไป อย่าเข้าไป...โอ๊ย ร้อน ๆๆ”
แพงออกมายืนประจันหน้าคุณหญิง
“ฮะฮะฮ่า ข้าร่ำเรียนวิชา จนได้เป็นร่างทรงหลวงปู่ฤาษี ที่บ้านหลังนี้ ข้าพร่ำสวดภาวนาเช้าจรดเย็น จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ต่อไปนี้มนต์ดำของข้า จะแผ่อิทธิพลเหนือนังชื่นกลิ่นและลูกของมันทั้งสอง ฮะฮะฮ่า ”
ควันดำเกิดขึ้นรอบบ้าน ศามน รัมภาและลูกเดินเข้าไปในบ้านที่มีควันดำนั้น คุณหญิงอบเชยร้องไห้ ร้องเรียกอยู่ท่ามกลางไฟที่กำลังเผาตัวด้วยเวทย์มนต์ของแพง
“ไม่...ไม่...ลูกชื่นของแม่ หลานทวด อย่าเข้าไป...อย่าเข้าไป…ฮือ อีแพง อีขี้โกง บ้านนี้ก็ไม่ใช่บ้านมึง มึงไม่มีสิทธิ์ยึด มึงไม่มีสิทธิ์มาทำกับลูกหลานกูอย่างนี้ ฮือ...”

ในอดีต...คุณหญิงอบเชยและชื่นกลิ่นยืนมองบ้านหลังเล็กที่สร้างใหม่เพิ่งเสร็จ แพงยืนอยู่ห่างไป
“สวยดีเนอะ” คุณหญิงอบเชยบอกอย่างพอใจ
ชื่นกลิ่นยิ้มดีใจ
“น้องบัวสวรรค์ต้องชอบบ้านหลังนี้แน่เลย”
บัวสวรรค์นั้นเป็นหญิงสาววัย 20 ปี ลูกสาวของพี่ชายคุณหญิงอบเชย จึงเป็นลูกพี่ลูกน้องของชื่นกลิ่น สนิทสนมกันมาแต่เล็ก แม้ว่าเธอจะอยู่ที่บ้านในพระนครกับแม่ แต่ก็ติดต่อกันอยู่เสมอ
ขณะเดียวกันนั้น รถที่ไปรับบัวสวรรค์ก็ขับเข้ามาจอด คุณหญิงอบเชยหันไปมอง
“มากันแล้ว”
บัวสวรรค์วิ่งลงมาอย่างสดใสแล้วยกมือไหว้ ทั้งคุณหญิงอบเชยและชื่นกลิ่นก่อนจะเข้าไปกอดกับชื่นกลิ่น
“คุณอา พี่ชื่น...นี่หรือคะบ้านของบัว”
“อามีพี่ชายคนเดียวคือพ่อของเรา ตอนพี่เอื้อจะเสีย พ่อเขาฝากเราไว้กับอา อาไม่มีอะไรจะให้ นอกจากบ้านหลังนี้ เวลาอาไม่อยู่ จะได้ดูแลกันสองคนพี่น้องกับแม่ชื่น”
“บัวรีบลงเรือมาจากพระนครเพื่อมาช่วยงานพี่ชื่นโดยเฉพาะ บัวดีใจด้วยนะคะ งานแต่งงานของพี่ชื่น คุณอาต้องมีความสุขมากแน่ๆ”
“ไปเดินดูข้างในกัน” ชื่นกลิ่นหันไปสั่งแพงที่ยืนอยู่ไม่ห่าง “แพง...ขนของคุณบัวสวรรค์เข้าไปข้างในนะ”
“เจ้าค่ะ”
ชื่นกลิ่นพาบัวสวรรค์เข้าข้างใน แพงขนกระเป๋าใบใหญ่ อยู่คนเดียวค่อนข้างลำบาก

แพงหิ้วกระเป๋าเดินทางของบัวสวรรค์เข้ามาในห้อง หนักและเหนื่อย เธอเปิดมันออกเตรียมจัดข้าวของให้ ทำไปบ่นไป
“มีคุณชื่นกลิ่นคนเดียว ก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ยังไปเอาหลานมาอีกคนให้งานเยอะเข้าไปอีก คนงานในบ้านก็มีกันอยู่แค่นี้ จะอะไรนักหนาวะ”
แพงยกเสื้อแต่ละตัวขึ้นมาดูอย่างสนใจ
“เฮอะ เสื้อผ้าพื้นๆ ไม่เห็นจะสวย”
สักพักแพงมองซ้ายขวาไม่มีใครเห็น ก็เทกองเสื้อลงกับพื้นทั้งหมด
“ก่อนจะจัดขึ้นตู้มันต้องเจิมเสียหน่อย”
แพงเอาเท้าไปเหยียบๆ กองเสื้อ เดินไปเดินมาบนกองเสื้อเหยียบๆ อย่างสะใจ
“นี่แน่ะ นี่ๆ คุณชื่นกลิ่น คุณบัวสวรรค์ ข้าวของทุกชิ้นของคุณทั้งสอง ต่อไปนี้จะได้รับการดูแลอย่างดีจากอีแพง”
แพงเหยียบเสร็จก็เอาเสื้อผ้าใส่ไม้แขวนขึ้นตู้ จัดไปยิ้มไป
“ใส่เสื้อที่มีรอยตีนอีแพง เจริญแน่คราวนี้”

นวลมีหน้าที่ทำครัวเป็นหลัก เธอวุ่นวายอยู่กับการทำขนม แพงเดินมาหา นวลตักขนมใส่ถ้วยสองถ้วยวางบนถาด
“มาพอดี ขนมหวานคุณชื่นกลิ่นกับคุณบัวสวรรค์ เอาไปให้เขาที ข้าจะไปตลาด”
นวลเดินออกไป แพงมองๆ เมื่อไม่มีใครเห็นก็ถุยน้ำลายใส่ขนมทั้งสองถ้วย แบบเต็มๆ
“ถุยๆ...เพิ่มรสชาติหน่อยนะ คุณหนูชื่นกลิ่น คุณหนูบัวสวรรค์”

ชื่นกลิ่นกับบัวสวรรค์ นั่งคุยกันอยู่ แพงยกถ้วยขนมเข้ามาให้
“ขอบใจจ้ะแพง”
“ขนมปลากริม คุณหญิงสั่งเอาไว้ เพราะจำได้ว่าคุณบัวสวรรค์ชอบ”
“ขอบใจจ้ะ”
บัวสวรรค์ตักใส่ปากเคี้ยวอร่อย แพงยิ้มสะใจ
“อืม อร่อยดีนะจ๊ะ”
ชื่นกลิ่นตักใส่ปากบ้าง แพงสะใจ
“ฝากบอกนวลด้วยนะว่าฝีมือดีเหมือนเดิม” ชื่นกลิ่นชม
แพงทำเป็นยิ้มรับ
“ค่ะคุณชื่น นังนวลมันคงดีใจแย่”
บัวสวรรค์หันมาหา ซื่นกลิ่น
“แล้วพี่ชื่นดีใจไหมจ๊ะที่จะได้แต่งงาน”
ชื่นกลิ่นอายตีบัวสวรรค์เบาๆ แพงเศร้าไปทันที
“เซี้ยวจริงนะเรา ถามอะไรก็ไม่รู้”
“เขาว่า คุณหลวงภักดีน่ะ งามมาก อยากเห็นจังเลย แต่ไม่เป็นไรแต่งงานแล้ว คุณหลวงก็จะย้ายมาอยู่บ้านนี้ น้องคงได้เห็นจนเบื่อ”
“เปิ๊ดสก๊าดนักนะ ทำฝรั่งจ๋า พูดเรื่องผู้ชาย เดี๋ยวเถอะ จะฟ้องคุณป้า”
สองสาวหัวเราะกัน แพงหน้าเศร้า เมื่อนึกได้ว่า ใกล้ถึงวันแต่งงานเข้ามาทุกที...แพงเดินออกมาอย่างแค้นๆหน้าตามุ่งมาด
“คุณชื่นกำลังจะแต่งงานกับคุณหลวง ไม่เป็นไรดอก คุณหลวงก็เหมือนเสื้อผ้าข้าวของของคุณชื่นนั่นแหล่ะ ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านนี้เมื่อไหร่ อีแพงจะดูแลให้อย่างดี”

งานแต่งงานของหลวงภักดีบทมาลย์กับชื่นกลิ่นถูกจัดขึ้นอย่างหรูหรา ทั้งสองนั่งบนตั่ง ท่านหญิง คุณหญิงเนื่องและคุณหญิงอบเชย เข้ามารดน้ำ ตามด้วยแขกเหรื่อ โดยมีบัวสวรรค์เป็นคนถือหอยสังข์ส่งให้ นอกเรือนห่างไป แพงแอบยืนร้องไห้มองมา ที่คู่บ่าวสาว คุณหลวงหันมาเห็นแพงก็ตกใจ กล้ารีบเข้ามากระซิบ
“แสร้งทำเป็นไม่รู้จักบ่าวคนนั้น อย่าทัก อย่าพูดเรื่องในอดีต”
คุณหลวงพยักหน้าเห็นด้วย แล้วมองเมินจากแพง หันมาสนใจการรดน้ำตรงหน้าต่อไป
แพงเห็นสายตานั้น ยิ่งเสียใจ วิ่งออกไป
แพงวิ่งออกมาพร้อมน้ำตา เธอทรุดลงตรงพื้น ร้องไห้โฮแทบขาดใจ
“ร้องมันเข้าไป ให้น้ำตามันไหลออกมา แม้น้ำในกายหมด ก็ให้สายเลือดมันหยดออกมาแทน น้ำตาไพร่ น้ำตาบ่าว น้ำตาคนไร้วาสนา น้ำตาคนไม่ยอมแพ้ บ่าวต้อยต่ำอย่างกูนี่ล่ะ จะเอาคุณหลวงมาเป็นผัวให้ได้” แพงบอกอย่างแค้นใจ

หลังจากถูกส่งตัวเข้าห้องหอ คุณหลวงกับชื่นกลิ่นยืนกอดกันมองพระจันทร์ที่หน้าต่างอย่างมีความสุข เพราะสมหวังในรัก
“น้องเชื่อในบุพเพสันนิวาสหรือไม่”
ชื่นกลิ่นเขินอาย
“นับเป็นบุญวาสนา ที่พี่เมตตาน้อง จริงใจต่อน้อง”
“วันนี้พี่รู้สึกอบอุ่นใจจนบอกไม่ถูก บางทีเราคงเคยร่วมชีวิตมีวาสนาต่อกันมายาวนาน”
“ขอให้ความรักอันมั่นคงของเรา พาเราให้ผ่านพบอุปสรรค ได้ครองรักกันตลอดไป”
คุณหลวงก้มลงจูบชื่นกลิ่น มุมหนึ่งในสวน ห่างไป แพงนั่งเจ่าจุกกับพื้นมองเขาจูบกัน ร้องไห้ออกมาอย่างหนัก เธอเก็บความเจ็บปวดทั้งหลายเอาไว้ให้มันซึมลึกในหัวใจ ให้มันติดตัวข้ามภพข้ามชาติไป

คุณหญิงอบเชยที่ถูกไฟเผาอยู่หน้าบ้านแพงมองเข้าไปในบ้านอย่างเสียใจที่ช่วยอะไรไม่ได้ รัมภากับศามนนั่งคุยกันเรื่องบ้าน เรื่องอุปกรณ์ตกแต่งบ้านกำลังมีความสุขกับบ้านใหม่ ขณะที่แพงมองอย่างสมใจ
“ฮึ คำว่ารัก ที่แท้ก็แค่หน้าฉากอันสวยหรูของคำว่าตัณหา ชายหญิงแท้จริงล้วนถูกราคะชักนำไปทั้งสิ้น และแล้ววันหนึ่งคุณหลวงภักดีก็มิอาจต้านทานอำนาจราคะนั้น ข้าได้เป็นเจ้าของเรือนหลังเล็กและยังได้เป็นเมียของคุณหลวงในที่สุด ฮะฮะฮ่า”
คุณหญิงได้แต่ยืนร้องไห้ถูกไฟเผาจนไม่สามารถทำอะไรได้ ในที่สุดก็ล่าถอย หายตัววับไป แพงมองอย่างสะใจในฐานะผู้ชนะ
“ฮะฮะฮ่า ฮะฮะฮ่า”

เดือนแรมตื่นสายยังนอนอยู่บนเตียง วิญญาณแพงน้อมตัวลงมาพูดด้วย
“นังเดือนแรม ต่อไปนี้ ถึงเวลาของเอ็งแล้ว เอ็งอยากได้คุณศามนไม่ใช่รึ ข้าจะช่วยเอ็งเอง”
เดือนแรมลืมตาตื่นขึ้น แล้วลุกขึ้นนั่งพรึ่บเหมือนถูกสะกดจิต
“คุณศามน…คุณศามนต้องเป็นของฉัน”
แพงนั้นบังคับเดือนแรมด้วยการดลจิตดลใจ ไม่ใช่การสิงสู่ และการดลใจทั้งศามนและเดือนแรมนั้นจะมีอำนาจมากขึ้นเมื่ออยู่ในเรือนหลังเล็ก เช่นเดียวกับผีคุณหญิงอบเชยจะมีอำนาจมากขึ้น เมื่ออยู่ในเรือนใหญ่

คำกับหล้ากำลังทำครัว เดือนแรมและดีดี้หอบหิ้วตะกร้ากับข้าวเดินเข้ามาพร้อมส่งเสียงดัง จะยึดครัวเป็นของตัวคนเดียว ดีดี้ส่งเสียงไล่
“เอ๊า แม่ครัวเล็กๆถอยไป แม่ครัวใหญ่มาแล้วจ้า”
“ขนอะไรกันมาเยอะแยะคะนี่” คำถามอย่างแปลกใจ
หล้าชะโงกหน้าลงไปมองในตะกร้าแล้วรายงานเมีย
“ผักกระหล่ำ แครอท ผลไม้ก็มี แอ๊ปเปิ้ล มะละกอ เอ๊ะ ไอ้นี่เรียกว่าอะไร
วะ”
หล้ายกกระชายขึ้นมา จำชื่อไม่ได้หันไปถามดีดี้ พาลจำชื่อดีดี้ไม่ได้อีก
“ว่าไงวะไอ้...เอ๊ะ เอ็งชื่ออะไรวะ”
“ตาหล้าเอ๊ย อย่างแก อย่ากินอย่างอื่นเลย กินปลาเถอะ แก้อัลไซเมอร์”
เดือนแรมยัดปลาฉู่ฉี่ทั้งถุงพลาสติกใส่ปากหล้า ให้คาบเอาไว้ จนหล้างงไปพักหนึ่ง
“ฉันจะทำส้มตำผลไม้ให้คุณพี่รัมภาทาน เอาเป็นว่าอาหารกลางวันกับอาหารเย็นฉันจะทำเอง”
“ไปไป๊ พวกคนแก่ออกไป ออกไปได้แล้ว”
ดีดี้ไล่คำกับหล้าออกไป จนพ้นห้องครัวแถมปิดประตูใส่ คำกับหล้ามองหน้ากันงงๆ
“นี่มันอะไรของมัน จู่ๆยายคุณนายโผล่มาจุ้นจ้านที่บ้านเราทำไมวะ”
หล้ายักไหล่ไม่มีคำตอบ

รัมภากับเดือนแรมนั่งทานข้าวกลางวันด้วยกันคุยกันไปด้วย
“อร่อยไหมคะ” เดือนแรมถาม
“อร่อยค่ะ แหมแต่เกรงใจจัง”
“เกรงใจอะไรกันคะ บ้านเราสองคนอยู่แค่นี้ ไหนๆก็ต้องกินข้าวสามมื้อเหมือนกัน ก็ย้ายมากินด้วยกันเสียเลย”
รัมภาทำหน้าไม่ถูก งงๆว่าเดือนแรมจะมากินด้วยสามมื้อเลยหรือเนี่ย แต่ความเป็นคนขี้เกรงใจ เลยไม่กล้าพูด เดือนแรมโผเข้ากอดรัมภา
“ไม่รู้เป็นอะไรค่ะ เดือนรักคุณพี่รัมภา คุณพี่ศามนแล้วก็เด็กๆ ม้ากมากได้เจอครอบครัวคุณพี่ เหมือนได้เจอพี่น้อง ขอให้เดือนได้รับใช้คุณพี่ทั้งสองเถอะนะคะ”

รัมภารู้สึกอึดอัด คิดในใจ สนิทกันเร็วไปไหมเนี่ย ไม่กอดตอบ ในขณะที่เดือนแรมทำหน้าปลื้มอยู่อย่างนั้น











Create Date : 13 เมษายน 2555
Last Update : 13 เมษายน 2555 0:46:38 น.
Counter : 242 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]