All Blog
ปางเสน่หา ตอนที่ 18 (ต่อ) จบบริบูรณ์


เดนนิสกำลังทักทายกับแอนโตนิโอ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีลูกน้องของทั้งสองฝ่ายล้อมรอบคุมเชิง

“ยินดีที่ได้พบกับเสียที มิสเตอร์แอนโตนิโอ”
“เช่นกัน มิสเตอร์หยาง”
“เรียกผมเดนนิสดีกว่า เราคนกันเอง ! ผมได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว! เป็นเกียรติที่ได้พบกันเสียที”
“คุณต่างหากที่ให้เกียรติผม ! ผมเคยติดต่อคุณแล้วครั้งหนึ่งตอนคุณอยู่อเมริกาคุณอาจจำไม่ได้”
“ผมจำได้...” เดนนิสบอก
จังหวะนั้นพอลเดินลงมาพอดี
“พอล! มารู้จักมิสเตอร์ แอนโตนิโอซิ ! พอลเป็นเหมือนน้องชายของผม” เดนนิสแนะนำ
พอลจับมือแอนโตนิโอที่ยื่นมาอย่างสุภาพ
“เป็นเกียรติที่ได้รู้จักครับ”
“เช่นกัน... ผมได้รับข้อมูลเบื้องต้นของคุณแล้ว ข้อเสนอของคุณดีมาก แต่...” แอนโตนิโอทอดระยะ
เดนนิสและกลุ่มลูกน้องนิ่งไป โดยเฉพาะเดนิสเริ่มเป็นกังวล
ทว่าแอนโตนิโอยิ้มออกมา “ต้องขอทดลอง สินค้าก่อน”
เดนนิสและคนอื่นๆ ยิ้มออก

เวลาเดียวกันนั้นศรีตรังเปิดประตูรถตามลงไป
“ขอโทษด้วยนะ ไอ้เต ! ขี้เกียจรอว่ะ”
แล้วศรีตรังก็ตามเข้าไปในซอย

แอนโตนิโอแตะผงสีขาวชิม แล้วนิ่งไป เพื่อรอจังหวะให้ลิ้นได้ซึมซับรสชาติ กลุ่มของเดนนิสลุ้นไปตามๆ กัน
“อึ้ม....ม....โอเค” แอนโตนิโอเอ่ยขึ้น
เดนิสยิ้มกว้าง โล่งอก เช่นเดียวกับแอนโตนิโอ
“นี่เป็นค่ามัดจำ” แอนโตนิโอหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง
ลูกน้องตัวสูงใหญ่ยกกระเป๋ามาวางตรงหน้า แล้วเปิดให้ดู ภายในกระเป๋าเป็นธนบัตรใบละพันวางอยู่เต็มอย่างเป็นระเบียบ
เดนนิสหยิบมาปึกหนึ่ง ตรวจดู แล้ววางลงอย่างพอใจ แล้วหันไปพยักหน้ากับเจ็ง
เจ็งยกกระเป๋าเอกสารมาวาง แล้วเปิดให้เห็นถุงยา
ทั้ง 2 ฝ่ายจับมือกัน อย่างพออกพอใจ บรรยากาศชื่นมื่น และทำท่าจะจบลงด้วยดี ระหว่างนั้นพอลค่อยๆ หลบออกไปโดยไม่ทันมีใครสังเกต
“หวังว่าเราคงได้ทำธุรกิจร่วมกันอีก”
“แน่นอน”
ระหว่างนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้น เป็นเสียงของผู้กำกับฯเสนา
“เจ้าหน้าที่ล้อมไว้หมดแล้ว ! วางอาวุธให้หมด”
ทุกคนหน้าซีดตกใจ แอนโตนิโอและเดนนิส ชักปืนพกออกมา
“ตำรวจรู้ได้ไง”
เดนนิสชะเง้อดูทางหน้าต่าง เห็นกำลังตำรวจจำนวนมากพอสมควร กำลังเคลื่อนเข้ามายังตึก
มีเสียงปืนดังโต้ตอบกันภายนอก
เจ็งหันหาพอล “คุณพอล .... อ้าว! คุณพอลไปไหน”
ทุกคนทั้งหลบทั้งต่อสู้
“เฮ้ย ! คุ้มกันให้หน่อย ฉันจะพาเสี่ยออกไป ทางนี้ครับเสี่ย” เจ็งตะโกน
เดนนิสคว้ากระเป๋าเงิน ตามเจ็งออกไป
ไม่นานนัก กำลังตำนรวจ เริ่มบุกเข้ามาภายในอาคาร ผู้กำกับฯเสนานำตำรวจเข้ามา โดยเตชิตและธากรณ์ ตามเข้ามาด้วย ทั้ง 2 ฝ่ายยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด บ้างล้มตายบ้าง ที่เหลือถูกจับได้หมด รวมทั้งแอนโตนิโอ

ทางด้านเจ็งพาเดนิสออกมา แต่ถูกตำรวจล้อมและจะเข้าคุมอยู่
“เสี่ยไปก่อน ... ผมจะคุ้มกันให้” เจ็งบอก
เจ็งยิงต่อสู้ ขณะเดนนิสอาศัยความชำนาญพื้นที่ของบ้านปรกเดือน และความมืดลัดเลาะออกไป
ในที่สุดเจ็งก็ถูกยิง ล้มลงไปกองกับพื้นตายคาที่

เดนนิสเดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็มีเสียงเรียกขึ้น
“เดนนิส”
เดนนิสหยุดชะงัก หันไปทางทิศที่มาของเสียง เห็นปรกเดือนก้าวมาจากเงามืดของต้นไม้ใหญ่ สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก
เดนนิสแปลกใจ แต่ก็โล่งใจ “ปรกเดือน” เหน็บปืนที่เอว แล้วเดินมาคว้าข้อมือ “เร็วเข้า... เราต้องรีบไป”
ปรกเดือนกลับแข็งขืนตัวไว้ “ไปไหนคะ”
“ก็ไปให้พ้นจากที่นี่น่ะซิ ไม่ได้ยินเสียงปืนเรอะ ตำรวจมันกำลังมา! หนีเร็ว”
สีหน้าปรกเดือนยังคงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย “หนีแบบเสี่ยไม่พ้นหรอกค่ะ หนีแบบเดือนดีกว่า”
“ปรกเดือน นี่ไม่ใช่เวลามาโยกโย้นะ” เดนนิสเริ่มฉุน จึงไม่ฉุกใจคิด
ปรกเดือนยกปืนที่ถือไขว้หลังไว้ออกมา แล้วจ่อหน้าเดนนิส
“เดือน! อย่า อย่าทำอะไรบ้าๆ” เดนนิสตกใจ
“คุณเคยบอกเดือนตอนที่ขอร้องให้เลิกอาชีพนี้ว่า หนทางของเรามีแต่เดินต่อกับตาย เดือนไม่อยากเดินต่อไปแล้ว เพราะยิ่งเดินก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเดินคุณก็ ยิ่งทำลายชีวิตคนระหว่างทางอีกมากมาย เดือนไม่อยากให้คุณทำบาปไปมากกว่านี้ เราไปอยู่ด้วยกัน 3 คน พ่อแม่ลูกเถอะนะคะ”
ปรกเดือนขยับไกปืน
เดนนิสผงะร้องลั่น “อย่า”
“เดือนรักคุณ” ปรกเดือนเหนี่ยวไกปืน เปรี้ยง
ลูกกระสุนฝ่าอากาศเข้าตรงแสกหน้าเดนนิสพอดิบพอดี
เดนนิสสะอึก เบิกตาโพลงค่อยๆ ทรุดตัวลง กระเป๋าบรรจุเงินเริ่มตกลงจากมือ กระแทกเปิดออกเห็นเงินจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายเขาไปก็เอาไปด้วยไม่ได้
ปรกเดือนทรุดตัวลง แล้วจ่อปืนมาที่ท้อง
“เดือนรักคุณ เราไปอยู่ด้วยกันนะคะ”
สีหน้าปรกเดือนยังดูเลื่อนลอยปืนยังคงจ่ออยู่ที่ท้อง ในขณะที่เดนนิสคว่ำหน้าลงสิ้นใจตายคาที่
ปรกเดือนขยับตัวยกมือลูบผมเดนนิสอย่างรักใคร่
“คุณไม่เคยนิ่งฟังเดือนดีอย่างนี้เลย เราจะไปอยู่ด้วยกัน มีพ่อ มีแม่ มีลูก”
ปรกเดือนจะยกปืนเหนี่ยวไก ระหว่างนั้นก็มีเสียงร้องห้ามดังลั่น
“อย่า”
และก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้น เป็นศรีตรังที่พุ่งตัวเข้าแย่งปืน
“ปล่อยฉัน! ฉันจะไปอยู่กับครอบครัว ! ปล่อย”
“ใจเย็นๆ คุณปรกเดือน ! อย่าทำอย่างนี้”
ทั้งคู่แย่งกันไปมา จังหวะหนึ่งก็มีเสียงปืนดังขึ้น ก่อนจะเห็นศรีตรังค่อยๆ แกะปืนออกจากมือปรกเดือน ดูคล้ายๆ ปรกเดือนถูกศรีตรังยิง!

ปรายดาวกรี๊ดตกใจตื่นขึ้น จากฝันร้าย ปรายดาวร้องไห้จนตัวสั่น “พี่เดือน! พี่เดือน”
เสียงจุรีเคาะประตู
“คุณดาว ... คุณดาวคะ เปิดประตูให้ป้าหน่อยค่ะ”
ปรายดาวค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู พอประตูเปิดออกปรายดาวโผเข้าไปกอดจุรีแน่น
“ป้าจุขา”
จุรีกอดปลอบ “ฝันร้ายหรือคะ คุณดาว ไม่มีอะไรแล้วนะคะ คุณดาวตื่นแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว”
จุรีลูบหลังปลอบโยนปรายดาวซึ่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น

เวลานั้นพอลค่อยๆ ช้อนตัวปรกเดือนขึ้น เตชิต และทุกๆ คนยืนมอง รวมทั้งศรีตรัง ผู้กำกับฯเสนาเข้ามาพร้อมตำรวจ และเปลหาม
ตำรวจวางเปลลง ยกร่างไร้วิญญาณของเดนนิสขึ้นเอาผ้าปิดคลุมแล้วแบกไป ตามด้วยผู้กำกับฯเสนา
เตชิดกอดคอศรีตรังให้เดินตามพร้อมกับธากรณ์

บรรยากาศรายรอบสถานีตำรวจ เช้าวันนี้ดูคึกคัก ภายในเตชิตเดินเข้ามา แล้วทำความเคารพผู้กำกับฯเสนา สีหน้าท่าทางเตชิดดูเจื่อนๆ
“นั่งซิ”
เตชิตรับคำเสียงเบา “ขอบคุณครับ”
เตชิตค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่ง
ผู้กำกับฯเสนา เอนหลังพิงพนักแล้วมองเตชิตเต็มตา “ได้นอนบ้างหรือยัง”
“ก็ ... ดูเหมือนจะยังเลยครับ”
“แล้วดูเหมือนนายจะสงสัยว่าฉันกับพอลเป็นพวกเดียวกับเดนิสด้วย” ผู้กำกับฯ เสนาถาม
เตชิตยิ้มแห้งๆ “หรือครับ ...เอ้อ!” เตชิตก้มลงไหว้อย่างสวย “ผมต้องขอประทานโทษผู้กำกับอย่างสุดซึ้งครับ”
“ฉันจะลงโทษนายยังไงดี ที่ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา”
“ผมยอมรับผิดทุกอย่าง”
จู่ๆ ผู้กำกับฯเสนา ลุกพรวดขึ้น เตชิตสะดุ้งเฮือกลุกตาม
ผู้กำกับฯเสนา หน้าตาดุ “คราวนี้ยกให้”
เตชิตงง “ครับ”
“ไม่อยากจะเอาเรื่องเพราะนายไม่ได้ทำภารกิจล้มเหลว”
เตชิตยิ้มปลื้ม “แถมยังช่วยให้ดำเนินไปด้วยดีอีกครับ”
ผู้กำกับฯเสนานิ่วหน้า
“ขอประทานโทษครับ” เตชิตจ๋อย
“ส่วนรูปที่เพื่อนนายถ่ายไว้ ฉันจะยึดไว้เป็นหลักฐาน”
“ด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งครับท่าน ... เอ้อ.... ผมต้องขอประทานโทษอีกครั้ง”
“นายควรจะไปขอโทษพอลด้วย” ผู้กำกับฯเสนากำชับ
เตชิตทำหน้าไม่อยากจะขอโทษนัก

ในขณะที่จ่าธงกำลังเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนตำรวจฟังอยู่ที่หน้าห้องผู้กำกับนั้น พอลเดินเข้ามา ตำรวจคนอื่นทำหน้าเจื่อนๆ
“ผมนี่เป็นคนวางแผนทั้งหมด เรียกว่าเป็นมันส์สมองเลยละ!” จ่าธงคุยโว
ตำรวจแยกย้ายไปทีละคน 2 คน
“อ้าว ! ไปไหนล่ะ ! ไม่ฟังต่อเรอะ”
“ผู้กำกับอยู่หรือเปล่า”
“อ้อ! ยังเหลืออีกคนนึง”
จ่าธงหันกลับมา แล้วต้องสะดุ้ง
“ ผู้กองพอล”
พอลตบไหล่จ่าธงเบาๆ “เก่งมากนี่ มันส์สมอง”
แล้วพอลก็เดินเลยไปห้องผู้กำกับฯเสนา

ครู่ต่อมาเสียงเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามา”
ประตูเปิดออก พอลเดินเข้ามา ทำความเคารพผู้กำกับฯเสนา
เตชิตหันไปดู ทั้งคู่สบสายตากัน แล้วเตชิตหันกลับ
“กำลังเล่าให้เตชิตฟังว่า แผนลับของเราคือ ทำให้เดนนิสชะล่าใจว่า สามารถแทรกซึมเข้ามาใน สนช. และควบคุมเอาไว้ได้ .... รอโอกาส ที่จะตลบหลังมันอีกที .... มันคิดว่ามันรู้ความเป็นไปของเราทุกอย่าง โดยไม่ได้ระแวงว่าเรานั่นแหละรู้ความเคลื่อนไหวของมัน ... พอลคือ สายของเราที่ส่งเข้าไปอยู่กับเดนนิส”
เตชิตหันไปมองอีก พอลก้มศรีษะให้นิดๆ ผู้กำกับฯเล่าต่อ
“ความจริงพอลก็ไม่เชิงเป็นสายให้เรานัก เขาเป็นคนที่ทางการสหรัฐส่งมา ปฏิบัติภารกิจลับร่วมกับเรา! ธุรกิจมืดของเดนนิส หยาง ในอเมริกาเข้มแข็งมาก ทางนั้นเขาอยากจะโค่นล้มทำลายให้สิ้นซาก แต่มันก็ฉลาดเป็นกรด จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เพราะตัวมันอยู่ทางนี้ แต่มีตัวแทนที่โน่น ตอนที่มันขยาย อำนาจเข้ามาในเอเชียโดยเลือกประเทศไทยเป็นฐาน ทางการสหรัฐก็เลยเลือก สายลับที่เป็นคนไทย เพื่อแทรกซึมเข้าไปในองค์กรของมัน”
เตชิตเหลือบมองดูพอลอีกแว่บหนึ่ง
“ซึ่งพอลก็คือคนที่ถูกเลือก เขาเริ่มภารกิจตั้งแต่ยังอยู่ในอเมริกาจนติดตามมัน เข้ามาในเมืองไทย และนี่เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ผมต้องกันคุณออกจากคดีนี้ เพราะเราจะเสี่ยงให้พอลพลาดไม่ได้ ! ไม่งั้นทุกอย่างจบ!”
“ปกติเดนนิส หยาง จะไม่ออกหน้าเอง แต่แอนโตนิโอเป็นลูกค้ารายใหญ่ มันก็เลยจำเป็นต้องมาดูแล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่มันออกหน้าเอง...ไม่นึกว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย” พอลเล่าเสริม
“เป็นอันว่า พวกคุณเข้าใจกันแล้วนะ”
ทั้ง 2 คนนิ่งกันไป
“อ้าว นิ่ง นิ่งกันหมด เตชิต พอล!”
“ครับ” 2 คนประสานเสียง
ผู้กำกับฯเสนาพยักหน้าให้กับทั้ง 2 คน เตชิตกับพอล จำใจยื่นมือออกจับกัน

ไม่นานหลังจากนั้นเตชิตและพอลเดินออกมา บรรดาตำรวจในบริเวณนั้น และจ่าธง ต่างทำความเคารพ โดยเฉพาะจ่าธงหน้าตาแป้นแร้นให้ ทั้ง 2 ต่างคนต่างเดินออกมาจากสถานี โดยไม่พูดไม่จากัน แล้วทำท่าจะแยกย้ายกันไป
ในที่สุดเตชิตก็ตัดสินใจเรียกไว้ “เดี๋ยว...”
พอลหยุดเดิน แล้วหันกลับมา
“จะกลับอเมริกาเลยหรือเปล่า”
“ฉันยังมีธุระต้องสะสาง .. คงใช้เวลาสักระยะ”
“เรื่องศรีตรัง...”
“ต้องขอแสดงความยินดี จะแต่งเมื่อไหร่ก็บอกด้วย ถึงไม่อยู่ ก็จะส่งการ์ดมาอวยพร”
“ศรีตรังกับฉันไม่ได้มีอะไรกัน”
พอลซึ่งกำลังเดินแยกไปขึ้นรถ ชะงัก หันกลับมา
“ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว สงสัยเคมีจะไม่เข้ากัน เลยเป็นได้แค่เพื่อนที่สนิทกันที่สุด” เตชิตย้ำคำ
พอลยังคงยืนนิ่ง
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีผู้ชายดีๆ ทุกสาขาอาชีพมาติดพัน แต่ศรีมันก็ไม่ยอม ลงเอยกับใครเลย! ... พอฉันยุ มันก็ยืนยันว่ามันจะขึ้นคาน แต่ฉันคิดว่า มีผู้ชายคนเดียวที่จะสอยมันลงมาจากคานได้ นั่นคือ ผู้ชายที่ชื่อ เพชร หาญรณรงค์”
เตชิตเน้นคำตรงประโยคหลัง !
“ฉันชื่อ พอล” พูดจบพอลเดินตรงไปที่รถ
เตชิตฉุนขาด “ไอ้หน้าโง่”
ทุกคนในบริเวณนั้นชะงัก
“ฉันจะบอกไอ้ศรีให้มันกรวดน้ำคว่ำขันกับไอ้ผู้ชายหน้าโง่ ที่ชื่อ ไอ้เพชร หาญรณรงค์!”
พอลขบกราม แน่น
“อ๊ะ .... อ๊ะ! แกไม่ต้องเดือดร้อน เพราะแกชื่อไอ้บ้าพอล ไม่ใช่ไอ้โง่เพชร!”

เตชิตพูดจบก็เดินไปขึ้นรถ แล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไป...พอลมารับปรายดาว และเวลานี้กำลังเปิดประตูให้ปรายดาวเข้าไปนั่งในรถ ส่วนตัวเองอ้อมมานั่งที่คนขับ

“อยากไปไหนต่อหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ ... ดาวอยากกลับบ้าน”
พอลยิ้มให้ “ตกลง...พี่จะพาดาวกลับบ้าน”
ปรายดาวคาดเข็มขัด
“นั่งหลับไปก็ได้ เพราะกว่าจะถึงก็คงใกล้ค่ำ”
ปรายดาวหันมามองพอลงงๆ ในขณะที่พอลขับรถออกไปด้วยสีหน้าแจ่มใส

ไม่านานนักทั้งคู่ก็มาปรากฎตัวที่บริเวณรีสอร์ทสุขศรีตรังซึ่งใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว พอลขับรถตามมอเตอร์ไซค์สมมาจอดที่บริเวณออฟฟิศ
ศรีตรังเงยหน้ามองรับรู้ ในขณะที่ 2 คน ก้าวตามสมเข้ามา
“ด้วยความเคารพ ! ออฟฟิศใหม่ครับ”
“น่าสบายจัง” ปรายดาวว่า
ศรีตรังพยายามบังคับกรอบสายตาตนให้มองอยู่แค่ปรายดาว ขณะสมกลับออกไป
“เชิญค่ะ ...”ศรีตรังหยิบมาลัยดอกมะลิคล้องคอปรายดาวฃ
ปรายดาวยกมาลัยขึ้นมาดม “หอมจัง”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือคะ” ศรีตรังถาม
“ก็ค่อยๆเข้ารูปเข้ารอยบ้างแล้วละค่ะ”
“ไหนพวงมาลัยของผมล่ะ” พอลทวง
ศรีตรังทำหูทวนลม เดินมาจูงปรายดาวไปนั่งคุย
“อะลัดตั๊ดต๊า กลับมากันแล้ว” จุรีหยิบพวงมาลัยคล้องให้พอล “ยินดีต้อนรับค่ะ”
พอลยกขึ้นมาดม “ก็ยังดี”
“อะไรยังดีคะ” จุรีสงสัย
“ก็ยังดีที่มีคนเต็มใจต้อนรับผมไงครับ” พอลประชด
“นี่พี่พอลเป็นคนพามานะคะ ดาวนึกว่าจะพากลับบ้าน แต่พี่พอลพามาที่นี่” ปรายดาวประหลาดใจ
“ก็ระยะหลังๆ ดาวอยู่ที่นี่จนเหมือนบ้านไม่ใช่หรือ” พอลว่า
“ก็นั่นซีคะ”
“ตกลงคุณดาวจะยังทำงานที่นี่ต่อมั้ยคะ” ศรีตรังถาม
“ก็อยากนะคะ ... แต่เผอิญมีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย”
สีหน้าปรายดาวเศร้าลง
ศรีตรังเข้ามาจับแขนปรายดาวอ่อนโยน “เสียใจด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้พี่เดือนไม่มีใคร ดาวคงต้องอยู่กรุงเทพฯ เพื่อจะได้ไปเยี่ยมพี่เดือนทุกวัน .. อีกไม่เท่าไหร่ก็คงจะคลอด แล้วด้วย”
“ศรีเข้าใจค่ะ ว่าแต่คืนนี้คุณดาวต้องพักที่นี่นะคะ รับรองว่าจะบริการอย่างดีเยี่ยมเลย”
ปรายดาวหันไปถามพอล “ตกลงมั้ยคะ พี่พอล”
“ตามใจดาวซิ! คุณศรีตรังชวนดาว ไม่ได้ชวนพี่นี่”
“งั้นตกลงค่ะ”
“งั้นป้าจุพาคุณดาวไปที่บ้านตัวอย่างเลยนะคะ”
“ค่ะ ... เชิญค่ะ .... คุณดาว” จุรีบอก
“แล้วพี่พอลล่ะคะ” ปรายดาวสงสัย
“เจ้าของเขาไม่ชวน พี่พักโรงแรมข้างนอกก็ได้” พอลยังเล่นบทท่านขุนประชดไม่เลิก
“อะลัตตั๊ดต๊า ! จะไปทำไมให้เปลืองเงินคะ ... ไปพักบ้านลุงสมแน่ะคะ แกเปิดฟรีอยู่แล้ว”
พอลหันมามองศรีตรังเป็นเชิงถามความเห็น ศรีตรังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

ครู่ต่อมาคนงานพาพอลมาที่บ้านสมซึ่งเจ้าของบ้านยืนรออยู่ คนงานขี่มอ’ไซค์ ออกไป
“ด้วยความเคารพ ! สวัสดีอีกครั้งครับ ... นายศรีตรังโทร.มาบอกแล้ว”
“ผมควรจะไปพักที่โรงแรม” พอลยังเล่นแง่
“ไม่ได้ ! เอ๊ย ไม่ต้องครับ คืนนี้ผมต้องไปนอนบ้านคุณพงษ์ครับ ... แกทำท่าว่าจะเป็นลมชัก นี่ก็เพิ่งไปหาหมอมา ต้องมีคนอยู่เป็นเพื่อน ... บ้านนี้เลยว่าง...แล้วเสื้อผ้า”
“อ๋อ ... ผมมีติดรถเป็นประจำครับ”
“งั้นก็ดีเลย ... เชิญตามสบายรับ ... นี่กุญแจ”
“ขอบคุณครับ”
สมออกไป ... พอลมองตามแล้วเดินเข้ามาดูในบ้าน

จุรีพาปรายดาวมาที่บ้านตัวอย่างของรีสอร์ท พนักงานต้อนรับสาวสวยเปิดประตูรับทั้ง 2 คน พร้อมยกมือไหว้ปรายดาว
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ ... “ ปรายดาวหันมาทางจุรี “ความจริงให้ดาวนอนที่บ้านป้าจุอย่างเดิมก็ได้”
“คุณดาวเป็นแขกค่ะ ... ต้องต้อนรับให้ดีที่สุด”
พนักงานรินน้ำหวานสีสวยมาส่งให้ปรายดาว
“น้ำหวานชื่นใจค่ะ”
ปรายดาวพึมพำขอบใจ แล้วรับมาดื่ม
“ชื่นใจจัง”
“เสื้อผ้าคุณดาวยังอยู่ที่บ้านป้า เดี๋ยวป้าไปเอามาให้นะคะ”
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
จุรีเดินออกไป ปรายดาวเดินมาที่เตียงแล้วชะงัก เมื่อมองเห็นรูปเตชิตวางอยู่
“เอ๊ะ...นี่รูป”
“ขอโทษค่ะ ผู้กองเตชิตเป็นเพื่อนนายศรีตรัง แกเพิ่งถูกรถชนตายเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง ศพก็เพิ่งเผา”
ปรายดาวเซผงะ เหมือนจะเป็นลม
“คุณ...คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉัน...ฉันอยากคุยกับคุณศรีตรัง”


ศรีตรังเล่าเรื่องให้ปรายดาวฟังด้วยใบหน้าเศร้า
“ไอ้เตมันไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ศรีก็เลยเป็นธุระจัดการ ทุกอย่างให้ค่ะ .... ที่ไม่ได้บอกใครก็เพราะรู้ว่า ไม่ค่อยมีคนชอบมัน! …มันอาภัพรักค่ะ”
“แล้วพวกเพื่อนตำรวจ...”
“อ๋อ! ก็พอมีมาบ้างค่ะ ... แต่ ...” ศรีตรังลดเสียงลง “คุณดาวอย่าบอก คุณพอลนะคะเพราะเตมันบอกว่าเกลียดกันเข้ากระดูกดำเลย! ตอนที่มันอยู่ด้วย ศรีถึงไม่พูดอะไรไงคะ”
ปรายดาวน้ำตาคลอ
“คุณดาวร้องไห้หรือคะ ... นี่ถ้ามัน ... เอ๊ย! วิญญาณมันรู้ ดีใจตายเลย”
“ทำไมถึงได้เอารูปเขาไว้ที่นั่นคะ”
“อ๋อ ! มันรักบ้านตัวอย่างนั้นมากค่ะ เห็นบอกว่า สร้างในที่ที่มันเคยมีความรักความหลัง มาพักที่นี่ทีไร ก็จะไปนอนที่นั่นทุกที ... ศรีเวทนามัน ก็เลยเอารูปวางไว้ที่นั่น ... เดี๋ยวจะให้คนงานเก็บมานะคะ”
ปรายดาวรีบห้ามทันที
“อุ๊ย ! ไม่ต้องค่ะ ! เอาไว้อย่างนั้นแหละค่ะ....ดีแล้ว ... เอ้อ...ขอบคุณค่ะ ที่เล่าให้ฟัง”
ปรายดาวขยับจะเดินออกไป
ศรีตรังรีบตามมา “คุณดาวไม่กลัวนะคะ”
“ไม่ค่ะ”
ปรายดาวขึ้นจักรยานถีบออกไป
ศรีตรังมองตาม ทำหน้าหน่าย “ไอ้เตเอ๊ย ! ฉันไม่น่าผิดศีลไปด้วยกับแกเล้ย”

ปรายดาวเดินเข้ามาภายในบ้านด้วยสีหน้าเศร้าหมอง น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลพราก ปรายดาวเดินมาทิ้งตัวลงเตียง ร้องไห้จนหลับไป

ศรีตรังโทรศัพท์กระซิบกระซาบ
“ไอ้เต ! ระวังให้ดีนะเว้ย ! เขาพาคู่หมั้นมาด้วย เดี๋ยวอีจับได้ละก็คุกยกโขลงเลยนะเว้ย ! ฉันไม่น่าหลวมตัวเล้ย ! ให้ตายซิ ! เออ...เออ”

บรรยากาศกลางดึกคืนนั้นโดยรอบของไร่ยิ่งดูวังเวง เสียงลมพัด เสียงหมาหอน เสียงสารพัดสัตว์ ที่ร้องดังแทรกตัวขึ้นกลางความเงียบ ปรายดาวนอนหลับอยู่บนเตียง
“เสียงหวาน .... เสียงหวาน ... เสียงหวาน” เสียงเรียกนั้นดังใกล้เข้ามาทุกที
ปรายดาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นเตชิตยืนอยู่ตรงหน้าดูเลือนราง
“คุณ ... คุณเตชิต”
เตชิตจับแขนปรายดาวให้ยืนขึ้น แล้วก้มลงกระซิบ
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
ปรายดาวเงยหน้าขึ้นพูดแบบอยู่ในความฝัน “อยู่กับฉัน ... อย่าไปไหนนะคะ”
เตชิตก้มลงจูบ “ผมไม่มีวันไปไหนทั้งนั้น”
เตชิตช้อนตัวปรายดาววางบนเตียง แล้วนอนกอด ปรายดาวหลับตาลง
“ผมจะอยู่กับคุณตลอดไป เสียงหวาน”
ปรายดาวซุกตัวในอ้อมแขนเตชิตอย่างเป็นสุข
“อย่าไปไหนนะคะ .... อย่าไป”
“จุ๊ .... นอนหลับให้สนิท .... ผมจะอยู่กับคุณตลอดไป”
ปรายดาวยิ้มอย่างเป็นสุข และฝันดี

ส่วนพอลหลับตาเท่าไหร่ก็ไม่หลับด้วยความหงุดหงิด เหตุการณ์ตอนบ่าย ซึ่งศรีตรังทำเหมือนพอลไม่มีตัวตน ผุดเข้ามาในห้วงความคิด ในที่สุดพอลลุกขึ้น แล้วเดินออกไปจากห้องไป

พอลโหนตัวเข้ามาทางหน้าต่างชั้น 2 อย่างว่องไว และชำนาญ เดินด้วยฝีเท้าเบาๆ มาที่หน้าห้อง และใช้วัสดุแหลมๆปลดล็อคประตูเข้าไป

พอลก้าวเข้ามา แล้วค่อยๆ ผลักประตูปิดอย่างแผ่วเบา เขาเดินมาถึงหน้าเตียง ย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าแล้วมองหน้าศรีตรัง ซึ่งกำลังหลับสบาย ศรีตรังหายใจสม่ำเสมอ พอลยื่นหน้าเข้าไปจ้องใกล้ๆ
จังหวะนั้นเปลือกตาศรีตรังขยุกขยิกแล้วลืมขึ้น ตกใจร้องลั่น
“ช่วยด้วย !” ศรีตรังกระโดดทีเดียวไปนั่งชิดผนัง “นี่! เห็นห้องฉันเป็นยังไง ถึงได้เข้านอกออกในไม่มีเกรงใจกันเลย”
“พี่อยากคุยกับเธอ”
“อะไรนะ ... เมื่อกี้เรียกตัวเองว่าพี่เรอะ ขอโทษ ! เราเป็นพี่น้องกันมาตั้งแต่ชาติปางไหนมิทราบ”
พอลลุกขึ้น และชักหงุเดหงิด “เราจะพูดดีๆ กันสักครั้งได้มั้ย”
“ไม่ได้ ! มีอะไรเอาไว้พูดกันพรุ่งนี้ ออกไปซิ ! บอกให้ออกไป”
พอลหงุดหงิด แล้วเดินอ้อมไปหา ศรีตรังรีบหลบไปอีกมุม แล้วขยับวิ่งไปที่ปืนยาวซึ่งแขวนอยู่ แต่พอลไวกว่า คว้าตัวศรีไว้ทัน ก่อนถึงปืนนิดเดียว
ศรีตรังดิ้นเต็มที่ “บอกให้ปล่อย ปล่อย”
“เอ้า ! ดิ้นไป ถ้าไม่หยุดโดนจูบด้วย”
ศรีตรังหยุดกึกทันที
“ดีมาก ! รู้จักอยู่นิ่งๆ เสียบ้าง”
พอลค่อยๆ คลายตัวศรีตรังออก
พอเป็นอิสระศรีตรังรีบพุ่งไปที่ประตูแล้วร้องลั่น “ช่วยด้วย”
พอลตามไปคว้าตัวไว้ทันก่อนประตูจะเปิด ศรีตรังดิ้นรน และตะโกนร้อง “ช่วยด้วย ! ช่วย ...”
พอลก้มลงจูบทันที ศรีตรังนิ่งงัน น้ำตาไหลพรากด้วยความคับแค้นใจ
พอลตกใจแล้วเงยหน้าขึ้น “พี่ขอโทษ”
“ข่มขืนแล้วก็ฆ่าฉันด้วยนะ ! ไม่อย่างนั้นจะฉันจะฆ่าแก” ศรีตรังกร้าว
พอลตกใจ “ศรีตรัง ! พี่ไม่มีวันทำอย่างนั้น”
“แล้วที่ทำอยู่นี่เรียกว่าอะไรล่ะ”
พอลปล่อยศรีตรังทันที ศรีตรังคว้าปืนทันทีเหมือนกัน
“ศรีตรัง ... อย่าเข้าใจพี่ผิด ... ตอนนี้พี่สามารถเปิดเผยตัวเองได้แล้ว”
“ฉันไม่อยากรู้”
“ศรีตรัง”
“เลิกเรียกชื่อฉันได้แล้ว ... และแกก็ออกไปเสียที ไม่งั้นฉันยิงไส้แตกแน่ ! ออกไป”
พอล ชู 2 มือขึ้น “โอเค พี่ยอมแพ้! พี่ขอโทษทุกอย่าง แล้วก็สัญญาว่าจะไม่มาให้เห็นหน้าอีก ! แต่อย่าทำเหมือนเป็นศัตรูกันได้ไหม”
“ปัญญาอ่อนรึไง ! ถึงไม่เข้าใจที่ฉันพูด ! ฉันไล่แกได้ยินมั้ย ออกไป แล้วอย่ามาให้เห็นหน้าอีก”
พอลถอนใจยาว เปิดประตูออกไปเงียบๆ ศรีตรังมองตามแค้นเคืองใจ

พอลเดินกลับมาเรื่อยๆ แล้วหยุดชะงักเมื่อมีเงาไหววูบอยู่ข้างหน้า พอลรีบสะกดรอยตามไป ร่างนั้นเดินเข้าไปในกระท่อมหลังหนึ่ง พอลมองอย่างใคร่ครวญครุ่นคิด

รุ่งเช้าปรายดาวยกมือลูบหน้า นั่งทบทวนความฝัน เหตุการณ์เมื่อคืนผุดเข้ามาในห้วงความคิด
“ทำไมเหมือนจริงเหลือเกิน”
ปรายดาวเดินมึนๆ ไปเข้าห้องน้ำ
พอลถีบจักรยานมา แล้วลงมาเคาะประตู
“ดาว ! ดาว”
ปรายดาวล้างหน้า แปรงฟันเสร็จ กำลังแปรงผมแบบมึนๆ
“ดาว ดาว”
ปรายดาวรวบผมลวกๆ แล้วเดินมาเปิดประตู
“อะไรคะ พี่พอล”
“มานี่”
พอลดึงแขนปรายดาวให้ตามไป โดยที่ปรายดาวยังดูเหมือนคนสะลึมสะลือ

พอลจูงแขนปรายดาวมาจนถึงกระท่อม แล้วถีบประตูเข้าไป เห็นทั้งเตชิต และศรีตรัง ที่กำลังหัวเราะดู ที.วี วงจรเปิดในห้องปรายดาว สะดุ้งเฮือก
ปรายดาวมองเตชิตหายมึนทันที “นี่มันอะไรกัน ... คุณ ...คุณไม่ได้ตาย ... แล้วเมื่อคืน”
ปรายดาวโกรธจัดตบหน้าเตชิต และเดินแกมวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เตชิตรีบตามไป “เสียงหวาน ! ฟังผมก่อน ! เสียงหวาน”
เตชิตรีบตามปรายดาว ศรีตรังตามมั่ง พอลคว้าแขนไว้ทันที
“จะไปไหน มานี่”
“โอ๊ย ! ปล่อยนะ”
“รู้ตัวหรือเปล่าว่าทำอะไรลงไป”
“ไม่รู้ ! โอ๊ย”
พอลกระชากให้ตามไป ศรีตรังร้องโวยวายตลอดทาง

ปรายดาวเดินเข้าประตูบ้านมาและปิดลง เตชิตตามมาหวุดหวิดจะทันอยู่แล้วเชียว
เตชิตเคาะประตูเรียก “เสียงหวาน ! เปิดประตูหน่อย ! เสียงหวาน”
ปรายดาวยืนร้องไห้ด้วยความแค้นใจ และเสียใจ
“เสียงหวานครับ ... กรุณาเปิดประตูหน่อยครับ”
“ไป๊ ไปให้พ้น”
“เสียงหวาน คุณจะโกรธ จะเกลียดอะไรผมก็ไม่ว่า แต่ฟังผมอธิบายหน่อยได้ไหม”
“ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ! คนโกหก ! หลอกลวง ! ฉันเกลียดคุณ”
เตชิตพยายามเรียกอยู่ข้างนอก มีเสียงปรายดาวร้องไห้สะอึกสะอื้นดังลอดมาจากข้างใน

ทางด้านพอลลากแขนศรีถูลู่ถูกังเข้ามา แล้วเหวี่ยงไปบนโซฟา
“โอ๊ย”
“ทีใครทีมัน ! สารภาพมาซะดี ๆ”
“สารภาพบ้าบออะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”
“เธอร่วมมือกับไอ้เตแอบสอดแนมห้องดาว”
“ฉันเปล่า”
“จับได้คาหนังคาเขายังปฏิเสธอีก”
ศรีตรังทำหน้าไม่รู้สำนึก “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยล่ะ”
“ทุกอย่างที่เกี่ยวกับดาว จะต้องเกี่ยวกับผม”
“ก็เรื่องของคุณ”
พอลคว้าตัวศรีตรังมากอดด้วยความขวาง และหมั่นเขี้ยวกับสีหน้าไม่สำนึก แถมอวดดีนั้น
ศรีตรังทุบตีพอลระรัวเต็มที่ “ปล่อยฉันนะ ! คนอะไร ! ไล่ให้ไปแล้วยังไม่ไปอีก”
“จะบอกไม่บอก”
“อย่ามาขู่ คุณจะเกี่ยวกับใคร ใครจะเกี่ยวกับคุณ ฉันไม่รับรู้ ฉันรับรู้แต่ว่านี่เป็นรีสอร์ทของฉัน”
“ผมไม่เถียง ! คุณจะทำอะไรกับใครก็ได้ ... แต่ไม่ใช่ดาว”
ศรีตรังฟังแล้วน้อยใจเต็มที “ปล่อยฉัน ! รักกันมากใช่ไหม รักกันมากนักก็ไปหาเขาซิ ! ไปอยู่กับเขา ! ไป๊”
พอลยิ้ม “ฟังดูเหมือนหึงนะเนี่ย”
ศรีตรังโวยลั่น “จะบ้าเรอะ ฉันจะหึงทำไม เราไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย ! ปล่อย”
“ปล่อยไม่ได้ ! แล้วพี่จะไม่ปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว ! ศรีตรัง”
ศรีตรังชะงัก อ่อนลง เงยหน้ามอง พอลสบตาด้วยความรักท่วมท้นหัวใจ

ส่วนเตชิตลงนั่งอ้อนวอนดาว “เสียงหวานครับ”
“ฉันไม่ได้ชื่อเสียงหวาน” ปรายดาวตวาดแว้ด
“เอ้า ! เสียงแปร๋นก็ได้”
ของอย่างใดอย่างหนึ่งถูกปาออกมาจากประตู เฉียดหัวเตชิตหวุดหวิด แล้วรีบปิด
“ฉันไม่ใช่ช้างนะ จะได้มาว่าเสียงแปร๋น”
“เสียงหวาน ... ถ้าคุณไม่เปิดประตูให้ผมเข้าไปก็ไม่เป็นไร ...ถ้ารังเกียจผมมากขนาดนี้..ก็เข้าใจอีกเหมือนกัน เพราะผมสู้แฟนของคุณไม่ได้ หน้าผมไม่ขาวซีดเหมือนเขา”
ปรายดาวเม้มปาก
“ผมเพียงแค่อยากจะบอกว่า ทุกอย่างที่ทำลงไป ผมขอโทษ หรือจะให้ กราบก็ยังได้ แล้วผมจะไม่มารบกวนคุณอีก ...ผมกำลังกราบนะครับ” เตชิตอ้อนสุดชีวิต
ปรายดาวค่อยๆ แง้มประตูดู เห็นเตชิตก้มลงกราบจริงๆ
เตชิตเงยหน้าขึ้น มือยังพนม “ผมไปละนะครับ”
เตชิตลุกขึ้น ทำก้มหน้าก้มตาเดินจากไปหงอยๆ เตชิตหันมาอีก
“ขอให้คุณโชคดี ... ถ้าจะมีลูกก็ขอให้หัวปี ท้ายปี”
มีเสียงเปิดประตูออกมาทันทีด้วยความโกรธจัด
“นั่นแน่ ! ออกมาแล้ว”
ปรายดาวไม่ทันทำอะไร เตชิตช้อนตัวหญิงสาวขึ้นทันที “ได้ตัวแล้ว”
ปรายดาวดิ้นรนขัดขืน “ปล่อยนะ ! บอกให้ปล่อย”
“จะให้ปล่อยที่ไหนดี”
เตชิตอุ้มปรายดาวเข้าไปในบ้าน

ทางด้านพอลจับ 2 มือศรีตรังกอบกุมไว้แน่น “พี่รักเธอนะศรีตรัง รักมาตลอด 10 ปี ไม่เคยเปลี่ยน”
“โอ๊ย ... เชื่อตายละ ขนาดพาแฟนมาฮันนีมูน ยังจะมาหลอกเราอีก”
“ปรายดาวไม่ได้รักพี่ ...ดาวรักเตชิต แล้วเตชิตก็รักดาว เธอก็รู้”
“ไม่”
“พี่ขอโทษที่ปฏิเสธเธอมาตลอดเพราะคิดว่าพี่ไม่คู่ควรกับเธอ คุณพ่อพี่พัวพันค้ายาเสพติด ใครที่ไหนจะมายินดีให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกพ่อค้ายานรก”
ศรีตรังสีหน้าอ่อนลงทันที
“พ่อถูกอำนาจเงินของเดนนิสเข้าครอบงำ คอยช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจมืดของมัน แต่พอพ่อพี่ถูกตั้งกรรมการสอบ มันก็เลยฆ่าครอบครัวพี่ทุกคน เพื่อไม่ให้เรื่องสาวไปถึง ตัวมันได้”
คราวนี้ศรีตรังเป็นฝ่ายจับมือพอลบีบเบาๆ อย่างปลอบโยน
“พี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อเป็นอาชญากรในคราบตำรวจ ท่านเร่งพี่ให้ไปเมืองนอกเพื่อให้พ้นอิทธิพลของเดนิส ! แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันส่งคนไปฆ่าพี่ที่โน่น”
“ตายจริง” ศรีตรังตกใจ
“เพื่อนสนิทของคุณพ่อช่วยพี่ไว้ ท่านเป็นสายลับซี.ไอ.เอ ! แล้วก็ท่านนี่แหละที่ชักนำให้พี่ไปเป็นสายลับ ! ....หลังจากมันขยายอิทธิเข้ามาในเมืองไทย พี่ก็เลยถูกส่งเข้ามาปฏิบัติภารกิจลับนี้”
ศรีตรังยิ้มบางๆให้ “พี่ก็ทำสำเร็จแล้ว”
“แต่ก็ต้องแลกกับชีวิตคนบริสุทธิ์มากมายเพื่อทำให้มันเชื่อใจพี่ ..พี่เป็นคนบาป”
“มันผ่านไปแล้วค่ะ พี่เพชร ...
พอลโอบศรีตรังไว้
“พี่ผิดต่อปรายดาว เพราะพี่ใช้เธอเป็นสะพานเชื่อมเพื่อเข้าถึงตัวเดนนิส จนเธอต้องประสบเคราะห์ร้ายหลับไป 2 ปีกว่า”
ศรีตรังพิงอกพอลอย่างมีความสุข “แต่ตอนนี้เธอฟื้นแล้ว ... เธอกำลังจะเริ่ม ชีวิตใหม่กับเตชิต มันเป็นคนดีแล้วก็มีอนาคต ... ศรียืนยันได้”
“แต่พี่เป็นคนไม่ดี” พอลทำหน้าเจ้าเล่ห์เล็กๆ
“ทุกคนต้องเคยทำผิด สำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อรู้ตัวแล้วแก้ไขหรือเปล่า ... ยิ่งพี่เพชร มีความจำเป็นต้องทำ”
“งั้นก็แปลว่า ศรียกโทษให้พี่แล้ว”
ศรีตรังชะงัก “อะไรน่ะคะ”
พอลรวบรัดต่อ “อีกไม่เท่าไหร่ พี่ต้องกลับอเมริกา เรารีบแต่งงานแล้วไปด้วยกันเลยนะ”
“ไม่”
“พี่รอมาตั้ง 10 ปีแล้ว อย่าให้ต้องรอต่อไปเลย”
“พี่เพชรแน่ใจนะคะ”
“แน่ใจมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วแน่ะ”
“งั้นก็ตกลงค่ะ”
พอลก้มลงจูบศรีตรัง อย่างมีความสุข เป็นสุขที่ทั้งคู่รอคอยมานานกว่าสิบปี

ทางด้านปรายดาวยังคงแกล้งทำหน้าบึ้งใส่เตชิต
“เสียงหวาน” เตชิตอ้อนต่อ
“ปรายดาวต่างหาก”
“แต่สำหรับผม คุณคือเสียงหวาน”
“มั่ว”
เตชิตก้มลงหอมปรายดาว และกอดอ่อนโยน
“เอ๊ะ ! ดาวไม่ชอบคนฉวยโอกาส โดยเฉพาะอย่างเมื่อคืน”
เตชิตทำหน้าเหวอ “เมื่อคืนทำไม”
ปรายดาวทุบเตชิตเอา “นี่แน่ะ นี่แน่ะ” พูดสีหน้าจริงจังขึ้น “ทำไมดาวรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นคะ”
เตชิตทำเป็นกระแอมเล็กๆ “เขาเรียกว่าเคลิ้มๆ”
“แล้วทำไมถึงเคลิ้มๆ คะ”
“ก็ในน้ำหวานที่คุณดื่ม มันมียากล่อมประสาทนิดหน่อย”
เหตุการณ์ตอนที่พนักงานส่งน้ำหวานให้ ผุดเข้ามาในห้วงความคิดปรายดาวแว่บหนึ่ง
ปรายดาวสะดุ้งเฮือก “ฮ้า ! นี่คุณวางยาฉันเหรอ”
“นิ้ด ....ด....เดียว ! ไม่มีอันตรายหรอก ! แค่เป็นส่วนหนึ่งของแผน”
“คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ เลย ! หลอกฉันตลอด เดี๋ยวเรื่องโน้น เรื่องนี้ เดี๋ยวเตโช เดี๋ยวเตชิต! ต่อไปฉันจะไว้ใจคุณได้ยังไง”
“ผมขอโทษ แต่ตอนนั้นมันจำเป็น แต่ผมสัญญาว่า ต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว ผมจะพูดความจริงทุกอย่างโดยเฉพาะ ผมรักคุณ”
ปรายดาวแอบอมยิ้ม
“เราเสียเวลากันมาตั้งหลายเดือน โดยเฉพาะคุณ ที่เสียเวลารอผมอยู่ที่นี่ตั้ง 2 ปี เราอย่าผลาญเวลาของเราเล่นอีกเลยนะ ยกโทษให้ผม แล้วเรามาเริ่มต้นกัน สักที ... เวลามันไม่รอท่าใครอยู่แล้ว”
“ค่ะ .... คุณเตชิต”

ปรายดาวเอียงหน้าซบอกแกร่งของเตชิตอย่างมีความสุข

จบบริบูรณ์








Create Date : 24 มีนาคม 2555
Last Update : 24 มีนาคม 2555 1:28:50 น.
Counter : 169 Pageviews.

0 comment
ปางเสน่หา ตอนที่ 18


เจนจิรายังไม่กลับกรุงเทพฯ แต่ยังจอดรถซุ่มรอดูเหตุการณ์อยู่แถวโรงพยาบาล จนกระทั่งมีรถปิ๊กอัพของไร่สุขศรีตรังแล่นเข้ามาจอดที่โรงพยาบาล เจนจิราชะงักมองจึงเห็นตรีทศ สม และพงษ์ศักดิ์ก้าวลงมาจากรถลักษณะเหมือนมาเยี่ยมคนป่วย ทั้งสามเดินคุยกันเข้าไปในโรงพยาบาล เจนจิราชะเง้อมองตามแล้วกดโทรศัพท์หาเดนนิส

“เสี่ยคะ มีคนที่ไร่มาเยี่ยมผู้กองเตชิตคะ”
“ดูจนหมดเวลาเยี่ยมแล้วค่อยออกมาสังเกตุการณ์ต่อข้างนอก ถ้ามีสายตรวจหรือคนแถวๆ นั้น สงสัย ค่อยกลับ...เจนจิรา... ขอบใจมาก ... เธอคือคนที่อยู่เคียงข้างฉันอย่างแท้จริง”
เจนจิรายิ้มออกมาอย่างตื้นตันใจ
“ก็เจนรักเสี่ยนี่คะ เสี่ยเป็นที่พึ่ง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเจน”
ขณะที่เจนจิราคุยโทรศัพท์ มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเข้ามาในโรงพยาบาล
“เสี่ยจะให้เจนทำอะไร ก็สั่งมาเลยค่ะ เจนทำได้ทุกอย่างเพื่อเสี่ย...อุ๊ย! เดี๋ยวนะคะ อีตาลุงสมมาแล้วค่ะ” เจนจิราเห็นสมเดินมาที่รถเปิดออกแล้วหยิบโทรศัพท์มาโทร “สงสัยจะมีเรื่องเกิดขึ้น อีตาลุงสมกำลังโทรศัพท์ ไม่รู้ว่าโทรถึงใครเดี๋ยวเจนจะโทรไปใหม่นะคะ”
เจนจิราวางโทรศัพท์ลง ยกกล้องส่องทางไกลส่องดูสมจึงเห็น สมคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในที่สุดสมก็ขึ้นรถขับรถออกไป
“มันจะไปไหนของมัน”
เจนจิรามองตามแล้วลงจากรถเดินเข้าไปในโรงพยาบาล
เจนจิราเดินออกจากลิฟท์มองซ้ายมองขวา แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์พยาบาล
“คุณป้ามาหาใครหรือคะ” พยาบาลถาม เพราะเจนจิราปลอมตัวเป็นคนแก่
“หลายชายจ้ะ เพิ่งได้ข่าวว่าเขามาอยู่โรงพยาบาล ห้องไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน...นี่ป้าก็เพิ่งมาจากกรุงเทพ”
“หลานชายคุณป้าชื่ออะไรล่ะคะ”
“เขาเป็นนายตำรวจจ้ะ ชื่อร้อยตำรวจเอกเตชิตจ้ะ นามสกุล ...” เจนจิราชะงักเพราะไม่รู้ว่าเตชิตนามสกุลอะไร พยาบาลหันมามองหน้ากัน
“ผู้กองเตชิตเสียแล้วค่ะ”
พยาบาลคนหนึ่งบอก เจนจิราผงะไปด้วยความตกใจ
“ฮ้า” เจนจิราเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอนึกได้จึงดัดเสียงเหมือนเดิม “เสียเมื่อไหร่”
“เมื่อสักประมาณครึ่งชั่วโมงได้มั้งคะ”
เจนจิราพยักหน้า รีบเดินไปที่ลิฟท์แล้วทำเป็นหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตา
“คุณป้าคะ”
พยาบาลเรียกแต่เจนจิราทำส่ายหน้า ลงลิฟท์ไป
“เอ๊ะ แล้วทำไมไม่ไปดูศพ” พยายาบหันมาถามกันอย่างแปลกใจ
“แกคงเสียใจมากน่ะ คงจะไปตามพี่น้อง น่าสงสาร...”
เจนจิรากลับมาที่รถแล้วรีบโทรบอกเดนนิส
“เสี่ยคะ ผู้กองเตชิตเสี่ยแล้วค่ะ”
เดนนิสหัวเราะลั่นชอบอกชอบใจ
“ขอให้ไปที่ไม่ชอบ ที่ไม่ชอบ ว่าแต่แน่ใจนะ”
“ค่ะ เจนเพิ่งไปถามพยาบาลเวรเมื่อกี้นี่เอง”
“ไอ้เจ้าพอลมันทำงานดีมาก ต้องให้รางวัลซักหน่อย”
“รางวัลอะไรคะ”
“ฆ่านังเจ้าของไร่ที่มันไปติดพันไง นังนั่นตายมันจะได้มีสมาธิทำงานมากกว่านี้ เอาละ เธอไปพักผ่อนได้พรุ่งนี้มาเอารางวัลที่นี่เลย”
“ที่บ้านเสี่ยหรือคะ”
“ใช่”
“อุ๊ย ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณมาก”
“แค่นี้ละ พรุ่งนี้พบกัน”
“ค่ะ”
เจนจิราสตาร์ทรถจะขับออกไปแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นสมขับรถเข้ามาใหม่รถยังไม่ทันจะจอดดีศรีตรังรีบเปิดประตูรถวิ่งลงไป สมตาม
“สมน้ำหน้า นังศรีตรัง”
เจนจิราขับรถออกไป
ศรีตรังและสมเดินผ่านเคาน์เตอร์
“คุณคะ” พยาบาลเรียก สมกับศรีตรังเดินมาหาพยาบาล “ที่คุณสั่งไว้น่ะค่ะ ว่าถ้ามีญาติมาถามหาผู้กองเตชิตให้บอกด้วย”
“มีหรือคะ”
“ค่ะ”
“อายุประมาณ 50 กว่าๆ แต่ยังสวยนะคะ แต่งตัวดี เห็นว่าเพิ่งมาจากกรุงเทพ”
“พอทราบว่า ผู้กองเสียแล้ว แกตกใจมากเลยค่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
ศรีตรังและสมยิ้มให้แล้วเดินไปที่ห้องเตชิต
“น่าเสียดาย หนุ่มก็ยังหนุ่ม หน้าตาก็หล่อ ไม่น่าอายุสั้นเลย”
พยาบาลหันมาคุยกัน
ศรีตรังและสมเปิดประตูเข้ามาในห้อง ศรีตรังรีบบอกเตชิตเรื่องที่มีคนมาถามหา
“เมื่อกี้ญาติแกมาถามหาแน่ะ”
“ใคร”
“เห็นพยาบาลบอกว่าวัยคราวป้า พอรู้ว่าแกตาย ตกใจ เสียใจเตลิดไปเลย”
“ไอ้บ้า ตกใจเสียใจก็ต้องมาดูซิ จะเตลิดไปไหนได้”
“ด้วยความเคารพ ผู้กองมีป้าสวยหรือครับ”
“ผู้กองไม่มีญาติครับ” ธงบอก ทุกคนหันไปมองธง ธงยิ้มแห้งๆ
“จ่าพูดฟังดูแล้วมันคล้ายๆ ผีไม่มีญาติยังงั้นแหละ”
ตรีทศดูนาฬิกาแล้วบอกเตชิต
“ผู้กองเตรียมตัวได้ครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาจะมารับไปห้องดับจิตแล้ว”
เตชิตสะดุ้ง
“เฮ้ย เอางั้นเลยเรอะ”
“ครับ เพราะถ้าหากว่า ทางโน้นส่งคนมาดูก็จะได้ไม่สงสัย”
“เวร”
ทุกคนหัวเราะ
อีกด้านหนึ่งที่บ้านจุรี ขณะนั้นปรายดาวนั่งกระวนกระวายอยู่ในบ้าน
“คุณดาวขา...คุณดาว”
จุรีส่งเสียงดังนำมาก่อนตัว
“อะไรหรือค่ะ ป้าจุ”
“ผู้กองเตชิตเสียแล้วค่ะ” ปรายดาวหน้าซีด ตกใจถอยไปนั่งอย่างหมดแรง “คุณหนูศรีตรังเพิ่มกลับจากโรงบาล”
“อ๋อ...”
“ใครบอกคุณดาวค่ะ”
“ก็ผู้กองเตชิตนอนโคม่าอยู่โรงพยาบาลไม่ใช่หรือค่ะ คิดไปคิดมาก็สมควรตายหรอก”
จุรีอ้าปากค้างมองหน้าปรายดาว
“คุณดาวพูดเหมือนแช่งนะค่ะ”
“แหม ดาวไม่ได้ใจร้ายใจดำขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ดาวเห็นว่าผู้กองเตชิตตายก็ยังส่งพี่ชายชื่อเตโชมาให้เป็นตัวแทน”
“เธอเป็นฝาแฝดกันค่ะ” ปรายดาวเบือนหน้าไปดูทีวี “เป็นฝาแฝดที่เหมือนกันมาก แต่คุณเตชิตน่ะเอาถ่านมากกว่าคุณเตโช” ปรายดาวชักจะลังเลหันมามองจุรี “เห็นคุณหนูศรีตรังเคยเล่านะค่ะว่า วันดีคืนดี คุณเตโชก็ชอบปลอมตัวเป็นคุณเตชิต”
“จริงหรือค่ะ”
“โธ่ ก็คุณหนูศรีตรังเธอเป็นเพื่อนกันมากับคุณเตชิตตั้งแต่เล็กๆ เธอก็ต้องพูดจริงซิค่ะ”
ปรายดาวมองจุรีด้วยความสับสนลังเล
ปรายดาวและจุรีเดินมาที่บ้านศรีตรัง จุรีมีสีหน้าเศร้าๆ ขณะที่ปรายดาวค่อยๆ ชะลอฝีเท้าเหมือนตัวเองเข้ามาผิดที่ เมื่อมาถึงปรายดาวจึงเห็นศรีตรัง เตชิตที่ปลอมเป้นเตโช สม พงษ์ศักดิ์ และตรีทศแต่งดำกันหมด ปรายดาวหันไปมองจุรี จุรีก็ใส่ดำมีปรายดาวที่ใส่สีอยู่คนเดียว สมเงยหน้ามองมาทุกคนเลยมองตาม
“ดาวว่า ดาวกลับก่อนดีกว่า มันรู้สึกแปลกแยกยังไงก็ไม่รู้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พวกนั้นเขาแต่งดำเพราะว่าจะไปรับศพที่วัด”
ปรายดาวไม่ฟัง มองมาที่เตชิตแว่บหนึ่งแล้วรีบหันหลังเดินกลับ เตชิตลุกขึ้นทันที
“เฮ้ย ไอ้เต
เตชิตไม่ฟังรีบเดินตาม
ปรายดาวเดินเร็วๆ จะกลับบ้านจุรี เตชิตก้าวยาวๆ ตามมา
“เดี๋ยวครับ คุณดาว”
ปรายดาวรีบเร่งฝีเท้าเป็นวิ่งแต่ที่พื้นมีก้อนอิฐขวางอยู่ เท้าปรายดาวสะดุดถลาล้ม
“อุ๊ย”
เตชิตตามมาทรุดตัวลงนั่ง ส่ายหน้าขณะมอง
“รู้ตัวว่าซุ่มซ่ามแล้วยังอยากจะวิ่ง”
ปรายดาวลืมเจ็บเงยหน้าขึ้นทันที
“คุณว่าฉันซุ่มซ่าม”
“เหตุการณ์แบบเมื่อกี้เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยครับ นอกจากซุ่มซ่าม”
ปรายดาวเม้มปาก และขยับจะลุกด้วยทิฐิ แต่แล้วก็ทรุดลงไปใหม่ ปรายดาวพยายามอีกแต่ก็ลุกขึ้น
เตชิตนั่งมองแล้วแกล้งปิดปากหาว พูดเสียงหาว
“ยังอีกนานมั้ย ผมจะได้นอนรอ”
“ใครใช้ให้รอล่ะ จะไปไหนก็ไปซิ”
“ไปยังไม่ได้ เพราะผมรู้ว่าคุณโกรธผม”
“ตกลงคุณเป็นใครกันแน่ ... เตชิต ... เตโช ...หรือว่าเตชุย”
“คุณอยากให้ผมเป็นเตไหน ผมก็เป็นได้ทั้งนั้น”
“แน่ละ เพราะพวกคุณจะได้เห็นฉันเป็นตัวตลก ถ้าคุณเป็นเตโช แล้วทำไมคุณถึงทำให้ฉันเข้าใจผิดว่าเป็นเตชิต”
“ก็คุณอยากให้ผมเป็นนี่”
ปรายดาวเกาะกิ่งไม้ใกล้ๆ ลุกขึ้นยืน เตชิตลุกตาม ปรายดาวชะเง้อมองบ้านจุรีซึ่งอยู่ไกลไปพอสมควร
“กว่าจะไปถึงก็ค่ำพอดี”
“ทำไมคุณไม่ไปรับศพน้องชายคุณแทนที่จะมาเยาะเย้ยถากถางฉันล่ะคะ”
“ผมจะไปส่งคุณที่บ้านก่อน”
“ไม่ต้อง ...”
เตชิตช้อนตัวดาวขึ้นทันที แล้วออกเดินไป ปรายดาวพยายามดิ้นจะลง
ที่หน้าบ้านศรีตรังขณะนั้นทุกคนพากันขึ้นรถตู้ โดยจุรียืนร้องไห้อยู่

“ความจริงน่าจะเอาป้าจุแกไปด้วยนะ ดูจริงจังดี”
ศรีตรังบอก ตรีทศขับรถออกไป
เตชิตอุ้มปรายดาวเข้ามาในบ้านจุรีแล้ววางลงบนโซฟา แต่ยังอ้อยอิ่งไม่ถอยออกมา
“เล่นเอาเกือบเป็นลม”
“เอ๊ะ ก็ไม่ได้ใช้ให้อุ้มนี่”
“ไม่เป็นไร คือเสี่ยว่างานนี้อุ้มแล้วรวย เหมือนที่เขาชอบติดหน้าบ้านว่าอยู่แล้วรวย”
เตชิตหยิบหมอนมารองศีรษะให้ปรายดาว ปรายดาวเอื้อมมือจับหนวดเตชิตดึงออก แต่หนวดติดแน่นทำให้หน้าเตชิตก้มตามลงมาด้วย หน้าเตชิตลงมาที่หน้าปรายดาวพอดี ปากแตะปาก ปรายดาวตกใจ เมื่อเตชิตจูบแล้วจูบเลย เตชิตค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ปรายดาวตบอย่างแรงจนหนวดที่มือไปติดที่แก้มเตชิตปรายดาวพลิกตัวคว่ำหน้าร้องไห้ เตชิตมองปรายดาวอย่างเสียใจทั้งๆ ที่หนวดติดแก้มเพราะไม่รู้ตัว
“เสียงหวาน ...”
ปรายดาวพูดอู้อี้อยู่กับหมอน
“ฉันไม่ได้ชื่อเสียงหวาน ไปให้พ้น”
เตชิตยืนมองครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเดินออกไปเงียบๆ ปรายดาวยังคงร้องไห้
เตชิตเดินกลับเข้ามาในห้อง นั่งนิ่งๆ ครู่หนึ่งแล้วยกมือลูบแก้ม
“มือหนักเหมือนกันแฮะ”
เตชิตชะงักเมื่อมือโดนเอาหนวดที่ติดอยู่บนแก้ม เตชิตรีบหยิบมาดู
“เฮ้ย เกือบซวยแล้ว ดีที่ไม่มีใครเห็น”
เตชิตรีบเดินไปที่กระจกแล้วติดหนวดใหม่ เตชิตพยายามจัดหนวดให้เข้าที่
อีกด้านหนึ่งที่บ้านปรกเดือน แจ๋วยกกาแฟมาเสิร์ฟเดนนิสกับพอลและเสิร์ฟนมสำหรับปรกเดือน
“นายรู้หรือยังว่า ไอ้เตชิตมันตายแล้ว”
เดนนิสบอก พอลจิบกาแฟด้วยท่าทางปกติผิดกับปรกเดือนที่สะดุ้งหน้าซีดด้วยความตกใจ
“อ่านจากหนังสือพิมพ์เมื่อเช้าแล้วครับ”
“ขอตัวก่อนนะคะ”
ปรกเดือนรีบลุกขึ้นเดินออกไป
“ท่าทางเดือนตกใจยังกับรู้จักไอ้เตดี”
“ก็คราวที่ไอ้เตมันมาเจ็บที่โรงพยาบาลเดียวกับยัยดาวไง”
“สงสัยผมคงต้องไปเคารพมันซักหน่อย”
“ฉันมีรางวัลให้นาย”
“ไม่เป็นไรครับ”
“เฮ่ย ไม่ได้ ครั้งนี้นับว่านายมีความดีความชอบ ...ฉันจะยกเจนจิราให้นาย” พอลสะดุ้งเฮือก “ทำไม ดีใจจนสะดุ้งเลยเรอะ”
“ผมคงรับไม่ได้ครับ ผมมีปรายดาวแล้ว”
“แต่ยัยดาวมันหนีไป เอายัยเจนไปก่อนเถอะน่าไม่ต้องแต่งงานแต่งการอะไร เอาแค่ต่างคนต่างสนุก”
“ไม่ได้ครับ ผมถือ”
“ฉันก็ถือเหมือนกัน ฉันให้อะไรใคร คนๆ นั้นก็ต้องรับ”
เดนนิสบอกเสียงเข้มขึ้น
ปรกเดือนกลับเข้าห้องแล้วรีบโทรศัพท์หาปรายดาวทันที
“คะ...พี่เดือน”
“ทำไมเสียงอู้อี้ยังงั้นล่ะ ร้องไห้หรือเปล่า”
“ดาวแพ้อากาศนิดหน่อยค่ะ อยู่ที่นี่กลางคืนค่อนข้างเย็น”
“พี่นึกว่าดาวร้องไห้เรื่องผู้กองเตชิตเสียอีก”
“ฮึ” ปรายดาวทำท่าจะพูดแล้วเงียบไป
“ดาวรู้เรื่องแล้วใช่ไหม เรื่องที่ผู้กองเตชิต เอ้อ...”
“ทราบแล้วค่ะ”
ปรกเดือนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ค่อยยังชั่ว พี่นึกว่าดาวอาจจะ... ร้องไห้”
“อ๋อ ...ไม่หรอกค่ะ อย่าพูดเรื่องนี้เลย พี่ดาวกับหลานสบายดีนะคะ”
“จ้ะ แล้วดาวล่ะ”
“ก็โอเค ค่ะ ดาวต้องไปแล้วแค่นี้ก่อนนะคะ”
ปรายดาวปิดโทรศัพท์แล้วเดินออกไป
ค่ำวันนั้นพอลมาร่วมงานศพเตชิตที่วัด พอลเดินเข้ามาแล้วนั่งอยู่แถวหลังสุด แววตาพอลเป็นประกายด้วยความไม่พอใจแว่บหนึ่งเมื่อเห็นธากรณ์นั่งติดศรีตรัง แล้วยื่นหน้าเข้าไปกระซิบกระซาบกับศรีตรังโดยศรีตรังฟังอย่างตั้งใจ ช่วงไหนไม่ชัดก็เอียงหูเข้าไปใกล้
ศรีตรังได้ยินเสียงฝากข้อความเข้ามาจึงหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดู ที่หน้าจอปรากฏข้อความว่า “ไม่ต้องใกล้กันนักก็ได้ เกรงใจพระบ้าง” แต่ไม่ปรากฏชื่อคนส่ง ศรีตรังชะงักหันขวับมามองแต่บริเวณที่เธอหันไปมองกับว่างเปล่า
“อะไรหรือคะ น้องศรี” ธากรณ์ถามอย่างแปลกใจ
“เดี๋ยวมาค่ะ” ศรีตรังบอกแล้วลุกขึ้น
“น้องศรีจะไปไหน”
“ศรีเพิ่งนึกได้ว่าลืมของไว้ที่รถ”
ศรีตรังเดินออกไปเงียบ โดยธากรณ์มองตามด้วยความเป็นห่วง
ศรีตรังเดินออกมาด้านนอกแล้วเหลียวมองหาแต่ไม่เห็นใคร
“คนบ้า”
ศรีตรังหันหลังกลับ ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังสนั่นขึ้น พร้อมๆ กับพอลพุ่งตัวเข้ากอดศรีตรังไว้แล้วกลิ้งหลบไปด้วยกัน เจ็งซึ่งยิงพลาดรีบอาศัยความมืดหนีไป พอลยังคงกอดศรีตรังซึ่งตัวสั่นด้วยความตกใจแน่น
ผู้คนที่นั่งฟังพระสวดรีบวิ่งมาดูศรีตรัง
“เป็นไงบ้าง”
พอลก้มถามเสียงอ่อนโยน ศรีตรังรู้สึกตัว ผลักพอลออกไป
“เกิดอะไรขึ้น” เสนาถาม
“มีคนลอบยิงคุณศรีตรังครับ ไปทางโน้นแล้ว”
“ไป จ่าธง”
“ครับ”
เสนากับธงรีบตามคนร้านไป ธากรณ์เข้ามาจับมือศรีตรังไว้
“กลับบ้านเถอะ”
“ไม่ค่ะ ศรีจะฟังสวดให้จบก่อน”
ศรีตรังเดินย้อนกลับไปที่ศาลา ธากรณ์มองพอลแล้วตามศรีตรังไปตามด้วยตรีทศ เหลือพงษ์ศักดิ์ และสมที่ไม่ได้ตามไป
“ขอบคุณมากนะครับ” พงษ์ศักดิ์บอกกับพอล
“ไม่เป็นไร เผอิญผมจะมาฟังสวดเตชิตเหมือนกัน”
“ด้วยความเคารพ งั้นเชิญเลยครับ”
“ฤกษ์ไม่ดีแล้ว คงกลับดีกว่า สวัสดีครับ”
พอลก้มหัวให้พงษ์ศักดิ์กับสมแล้วเดินออกไป
เมื่อฟังพระสวดเสร็จแล้วศรีตรังจึงกลับบ้าน ทุกคนลงจากรถศรีตรังยกมือไหว้เสนาและธงที่ขับรถตามมาส่ง
“ขอบคุณผู้กำกับกับจ่ามากนะคะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่แล้ว”
“ด้วยความเคารพ แล้วคืนนี้มันจะไม่กลับมาทำร้าย นายศรีตรังอีกหรือครับ”
“ผมจะให้จ่าธงประสานกับตำรวจท้องที่มาคอยดูแลครับ”
“ต้องขอบคุณมาก ไอ้ครั้นจะเรียกคนงานมา มันก็ดึกไป”
“อีกอย่าง เราก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ คนงานบางคนก็ไม่เคยเห็นหน้า”
“อ๋อ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ จ่าธงจะคอยดูแลความปลอดภัยให้เอง”
“ศรีปวดศรีษะ ขอตัวขึ้นไปก่อนนะคะ”
“เชิญครับ”
ศรีตรังยกมือไหว้แล้วเดินเข้าบ้าน ขณะที่ทุกคนยังคุยกันต่อ
ศรีตรังกลับเข้าห้องแล้วต้องชะงักเมื่อเห็นพอลรอออยู่ศรีตรังเบิกตากว้าง แล้วอ้าปากจะร้อง
พอลรีบคว้าตัวศรีตรังไว้ แล้วอุดปากแน่น ศรีตรังพยายามดิ้นเต็มที่
“อย่าร้อง ผมมาดี ไม่ได้มาร้าย”
ศรีตรังส่ายหน้าไม่เชื่อ ทั้งสองต่อสู้กันไป พอลกอดศรีตรังแล้วอุดปากศรีตรังไว้แน่น
“จะอยู่กันอย่างนี้ทั้งคืนเอามั้ย” ศรีตรังส่ายหน้า “งั้นผมจะปล่อยคุณ แต่อย่าออกฤทธิ์อีก”
ศรีตรังรีบพยักหน้า “แหม...ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย” ศรีตรังพยักหน้าแข็งขัน “เอาละนะ”
พอลค่อยๆ ปล่อย ศรีตรังหันขวับไปเอาเรื่องทันที พอลซึ่งระวังตัวอยู่แล้ว รีบคว้าแขนไว้
“อยากจะลองดีใช่ไหม”
“เข้ามาในห้องฉันได้ยังไง”
“ก็ไม่เห็นยากนี่”
“ฉันจะแจ้งความ”
“ไม่อายเขาหรือไง ผู้ชายเข้ามาหาถึงในห้อง”
“งั้นก็เอาซิ จะทำอะไรก็ทำ จะฆ่าจะแกงก็เชิญเลย เมื่อกี้ก็ส่ง Message ตามฉันออกไปให้คนยิงทีนึงแล้ว”
“อะไรนะ”
“ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง ในเมื่อหลอกฉันได้แล้ว กลับเปลี่ยนใจเป็นช่วยเหลือทำไมไม่ยิงให้ตายคาที่ไปเสียเลยล่ะ หรือว่ามีแผนอะไรอีก”
“คุณพูดเรื่องอะไร”
ศรีตรังสะบัดเต็มแรง แล้วหยิบมือถือกดให้ดูข้อความ
“ไม่ใช่ผมแน่ ถ้าเป็นผมจริงต้องมีชื่อหรือเบอร์เหมือนที่เคยโทรถึงคุณทุกครั้ง”
“ถ้าไม่ใช่คุณแล้วจะใคร”
พอลนิ่งคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าช้าๆ
“คิดว่าพอจะรู้แล้ว” พอลเดินไปที่ประตู แล้วหันกลับมา “จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม ผมไม่เคยคิดทำร้ายคุณ ...”
พอลเปิดประตูเดินออกไป ศรีตรังเปิดประตูตามออกไปแต่พอลหายไปแล้ว

“ไปทางไหนเร็วจัง หรือว่าจะเป็นผี”
เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่เดนนิสกำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่ แจ๋วก็เดินเข้ามาหา

“คุณพอลมาพบค่ะ”
“ไปเชิญเขาเข้ามา”
“ค่ะ”
แจ๋วเดินออกไป เดนนิสกินต่อด้วยท่าทางสบายๆ ไม่มีอะไรผิดปกติ พอลเดินนำหน้าแจ๋วเข้ามา
“นั่งซิ พอล แจ๋ว ไปจัดมาให้คุณพอลที่นึงซิ”
“ไม่ต้องครับ ผมไม่หิว” เดนนิสพยักหน้ากับแจ๋วให้ออกไป “เมื่อคืนเสี่ยสั่งให้คนไปฆ่าศรีตรังหรือครับ”
“ถ้าใช่ล่ะ”
“ผมเคยเป็นเพื่อนกับเขา เสี่ยอย่าทำร้ายเขาเลยครับ ศรีตรังเป็นคนทำมาหากินธรรมดา ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร”
“ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แต่เป็นกับนาย”
“เสี่ย”
“นายรักผู้หญิงคนนั้น แต่มันเป็นเพื่อนกับเตชิต”
“เตชิตตายแล้ว”
“ฉันจะกำจัดนังเจนจิรา มันก็ช่วยเอาไว้” พอลอึ้งไป “มันร่วมมือกับตำรวจให้ที่อยู่กับศัตรูของฉัน”
“แต่เสี่ยก็ให้อภัยเจนจิราแล้ว”
“ท้ายที่สุด มันกำลังจะแย่งนายไปจากปรายดาวซึ่งเป็นน้องเมียของฉันซึ่งถือเป็นการหักหน้ากันอย่างแรง แล้วฉันก็กำลังสงสัยว่ามันให้ที่ซ่อนเด็กโง่ปรายดาวนั่นหรือเปล่า แค่นี้ยังเป็นเหตุผลไม่เพียงพอที่
ฉันจะฆ่ามันอีกเรอะ”
“เสี่ยไม่มีหลักฐาน อีกอย่าง ผมจะแต่งงานกับดาวทันทีที่ตามตัวพบขออย่างเดียว เสี่ยอย่าให้ใครไปยุ่งกับศรีตรัง”
“ถ้านายจัดการส่งของล็อตใหญ่ต้นเดือนหน้าสำเร็จ ฉันอาจจะมีคำตอบให้”
“ผมจะไม่ทำให้เสี่ยผิดหวังแน่”
สีหน้าพอลหนักแน่น เดนนิสสบตาอย่างพอใจ
เจนจิราเดินเข้ามาในห้องรับแขกบ้านปรกเดือนตามด้วยแจ๋วซึ่งมีสีหน้าอึดอัดผะอืดผะอม
ปรกเดือนเงยหน้ามองแล้วชะงักเมื่อเห็นเจนจิรา เจนจิรารีบส่งยิ้มหวานให้ปรกเดือน
“ไม่ต้องแนะนำตัว คุณปรกเดือนก็คงรู้จักฉันนะคะ”
ปรกเดือนพยายามระงับอารมณ์
“มาที่นี่ทำไม”
“มาหาเสี่ยค่ะ แล้วก็ไม่ได้ปั้นจิ้มปั้นเจ๋อเสนอหน้ามาเองนะคะ เสี่ยเป็นคนอนุญาต”
“แต่ฉันไม่อนุญาต เพราะนี่เป็นบ้านของฉัน ในโฉนดมีชื่อฉันเป็นเจ้าของบ้าน”
เจนจิรากรีดเสียงหัวเราะ
“เจนเห็นโฉนดแล้วละค่ะ ชื่อเจ้าของบ้านคือสุมาลี จันทร์แรม ไม่ใช่ ปรกเดือน นาคะปัญญา”
ปรกเดือนชะงัก หน้าซีด แจ๋วเห็นท่าไม่ดีรีบออกไป “เป็นไงคะ เจนน่ะรู้ลึก รู้จริง รู้ดี แถมยังรู้อีกต่อไปด้วยว่าปรกเดือนน่ะตายไปตั้งนานแล้ว” ปรกเดือนมือสั่นปากสั่น “เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอ้างตัวว่าคือปรกเดือน แล้วใครล่ะคือ สุมาลี สุมาลี สวมชื่อ ปรกเดือน หรือ ปรกเดือนสวมชื่อสุมาลีกันแน่ แต่ไม่ว่าจะยังไง มันก็ผิดกฏหมายทั้งนั้น”
“ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”
“เจนจะรอถามเสี่ยค่ะ ว่าจะให้เจนออกไปหรือเปล่า”
“เจนจิราทำงานให้ฉัน”
เสียงเดนนิสดังขึ้น สองสาวหันไปมอง เจนจิรายิ้มแย้มกับเดนนิส เดนนิสและพอลเดินออกมา
“สวัสดีค่ะ เสี่ยขา สวัสดีค่ะพอล”
ปรกเดือนเม้มปากแล้วเดินกลับขึ้นบ้านไปด้วยน้ำตากลบตา
“ฉันบอกให้ไปรอที่บ้านโน้น ไม่ใช่บ้านนี้” เดนนิสดุเจนจิรา เจนจิราแกล้งทำเป็นตกใจ
“ตายจริง งั้นเจนคงฟังผิดไป ต้องกราบขอโทษเสี่ยด้วยนะคะ...สบายดีหรือคะพอล”
เจนจิราหันไปทักพอลแต่พอลเดินออกไปเงียบๆ เดนนิสตบหน้าเจนจิราทันที
“อย่าสู่รู้”
“โอ๊ย เสี่ยตบเจนทำไมค่ะ”
“สั่งสอนไง ถึงเธอจะทำงานให้ฉันสำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตีตนเสมอเมียฉัน หรือฉันได้”
“เจนไม่ใช่ทาสนะคะ แล้วตอนนี้เจนก็รู้ตื้นลึกหนาบางของครอบครัวเสี่ยหมด ถ้าเสี่ยบีบคั้นเจนมากๆ เจนก็อาจจะเอาข้อมูลพวกนี้ไปให้ตำรวจได้”
เจนจิรายิ้มหวานขณะที่เดนนิสค่อยๆ ยิ้มโหดๆ ออกมา
เดนนิสเดินเข้ามาในห้องทำงานแล้วทุบโต๊ะปัง
“นังเจนจิรา ยังไม่ทันไรก็ออกลายซะแล้ว...ปากก็ว่ารักใคร่บูชา ...หน็อยแน่ะ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเดนนิสหยิบขึ้นมาดู แล้วทำหน้าขัดใจเมื่อเห็นชื่อ
“ว่าไง”
“ตกลงเสี่ยไม่อยู่บ้านหลังใหญ่นั่นแล้วใช่มั้ยคะ” เจนจิราถามมาตามสาย
“เธอจะทำไม”
“เจนขอเถอะค่ะ”
“อะไรนะ”
“แหม เสี่ยได้ยินชัดอยู่แล้ว เจนขอบ้านหลังใหญ่ของเสี่ยแล้วก็เงินซัก 20 ล้าน เพื่อเป็นหลักประกันในอนาคตถ้าเกิดเผื่อเสี่ยไม่เลี้ยงเจน...”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เธอถึงได้กลายเป็นคนหน้าเลือดในเวลาชั่วข้ามคืน”
“เพราะเจนมาใคร่ครวญครุ่นคิดดูแล้วว่า เสี่ยไม่ได้รักเจนจริงจัง พูดง่ายๆ คือ เอาไว้ใช้งานเท่านั้น เสี่ยเคยจะฆ่าเจน จึงช่วยไม่ได้ที่เจนจะเชื่อว่าเสี่ยอาจจะยังมีความคิดอย่างนั้นอยู่”
“แล้วที่ทำอย่างนี้ไม่กลัวว่า ฉันจะฆ่าเธอเร็วยิ่งขึ้นเรอะ”
“คิดซิคะ เจนก็เลยพิมพ์เรื่องราวทั้งหมดฝากแบ๊งค์ไว้ แล้วทำพินัยกรรมให้นายตำรวจท่านนึง ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเจน จดหมายน้อยฉบับนั้นจะถึงตำรวจทันที”
“ฉลาดมาก ตกลง...พรุ่งนี้เธอมาพบฉัน ฉันจะให้ตามที่เธอขอ แต่แค่ไหนแค่นั้นนะ ห้ามเรียกร้องอีก เพราะฉันจะไม่ให้อะไรเลย เป็นไงเป็นกัน”
“แหม เจนไม่ได้โลภขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่ไหนแค่นั้น”
“แค่ไหนแค่นั้น” เดนนิสปิดโทรศัพท์ แล้วกดใหม่ “เจ็ง ฉันมีงานให้แกทำ คราวนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด”
เจนจิรากลับคอนโดพร้อมกับข้าวของที่แวะซื้อที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง แต่พอเปิดประตูห้องเข้ามาเจนจิราก็ต้องตกใจถุงข้าวของตกลงกระจายเมื่อเห็นข้าวของภายในห้องถูกรื้อค้นกระจาย เจนจิรารีบหันหลังจะเดินออกไป เจ็งกระโจนมาคว้าตัวไว้ เจนจิราจะร้องก็ร้องไม่ออกเมื่อมือสวมถุงมือของเจ็งบีบคอจนเจนจิราตัวอ่อนขาดใจตาย เจ็งปล่อยเจนจิราลง เจนจิรานอนขาดใจตายท่ามกลางข้าวของกระจัดกระจาย
ขณะนั้นเดนนิสนั่งดูทีวีอยู่ในห้องทำงานด้วยสีหน้าสงบ จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
“ใคร”
“เดือนเองค่ะ”
“เข้ามา” ประตูเปิดออก ปรกเดือนเดินเข้ามา “ยังไม่นอนอีกหรือ”
“เดือนขอคุยเรื่องเจนจิราหน่อยค่ะ เดือนใช้เวลาคิดทั้งวัน แล้วก็สรุปได้ว่า เดือนหมดความอดทนกับเรื่องผู้หญิงคนนี้แล้ว”
“เดือนก็ไม่ต้องทน”
“เสี่ยพูดง่ายๆ อย่างนี้เองหรือคะ เสี่ยจะให้เดือนทำเป็นทองไม่รู้ร้อนปล่อยให้เขามาเยาะเย้ยถากถาง ...”
“เขาจะไม่มาเยาะเย้ยถากถาง หรือแม้แต่เหยียบเข้ามาในบ้านนี้อีกต่อไป” เดนนิสขัดขึ้น
“เสี่ยจะแน่ใจได้ยังไงคะ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เดนนิสยกมือห้ามไม่ให้ปรกเดือนพูดขณะที่ตัวเองรับโทรศัพท์
“ว่าไง...ดีมาก...ดีมาก” เดนนิสปิดโทรศัพท์แล้วยิ้มกับปรกเดือน “เมื่อกี้เธอถามว่า ฉันแน่ใจได้ยังไงใช่ไหม เอาเป็นว่าฉันแน่ใจก็แล้วกัน” เดนนิสลุกขึ้นเดินมาโอบไหล่ปรกเดือน “ไปนอนได้แล้ว และก็ทำใจให้สบาย”
เดนนิสพูดพลาง พาปรกเดือนมาที่ประตูแล้วเปิดให้ เดนนิสจูบหน้าผากปรกเดือนแล้วปิดประตู
วันรุ่งขึ้นปรกเดือนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วเธอก็ต้องตกใจจนหนังสือพิมพ์ตกจากมือเมื่อเห็นข่าวเจนจิรา
“ เจนจิรา”
ปรกเดือนหันมามองแจ๋ว
“ใจหายนะคะ ตอนแจ๋วอ่านพาดหัวข่าวยังแทบช็อค”
“เสี่ยอยู่ที่ไหน”
“ในห้องทำงานค่ะ”
ปรกเดือนหยิบหนังสือพิมพ์แล้วเดินออกไป
ปรกเดือนเปิดประตูห้องทำงานเดนนิสเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ เดนนิสนั่งเล่นคอมฯอยู่เงยหน้ามองปรกเดือนอย่างอารมณ์ดี
“มีอะไรหรือ ...”
ปรกเดือนยื่นหนังสือพิมพ์ให้ เดนนิสมองแต่ไม่ได้ยื่นมือมารับ
“ทำไม”
“เจนจิราถูกฆ่าตายเมื่อคืน”
“ขอให้ไปสู่ที่ชอบ ที่ชอบ”
“เสี่ยเป็นคนทำใช่ไหมคะ”
“อ้าว ไหงโยนคุกมาให้แต่เช้าล่ะ เมื่อคืนฉันอยู่บ้านตลอด ไม่ได้ไปไหน”
“เสี่ยไม่จำเป็นต้องลงมือเอง แค่ออกคำสั่งเท่านั้น”
“เอ๊ะ เธอนี่ยังไงกันแน่ ตอนเจนอยู่เธอก็กลุ้มใจ พอเจนตาย เธอก็กลุ้มใจอีก”
“จะไม่ให้กลุ้มได้ยังไง ในเมื่อ ...”
เดนนิสผุดลุกขึ้น แล้วตวาดทันที
“หยุด” ปรกเดือนสะดุ้งเฮือก “จะไปทำอะไรก็ไป แล้วเราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก” ปรกเดือนเดินแกมวิ่งร้องไห้ออกไป “ผู้หญิงนี่เอาใจลำบาก”
ที่บ้านศรีตรัง ขณะนั้นศรีตรังและทุกคนต่างกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ และวางลงแทบจะพร้อมๆ กัน
“ด้วยความเคารพ ขอให้คุณเจนจิราจงไปสู่สุคติ”
“น่าสงสารเธอนะคะ ยังสาวยังสวย”
“เขาเรียกว่า มีแฟนผิดคิดจนตัวตาย”
“ไม่รู้ว่านายพอลเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า รู้สึกแกจะเป็นมือขวาของเสี่ยเดนนิสด้วย”
ศรีตรังลุกเดินออกไปเงียบๆ
“ด้วยความเคารพ...นายศรีตรังคงเห็นใจลูกผู้หญิงด้วยกัน “
ศรีตรังกลับเข้าห้องแล้วทรุดตัวลงนั่ง ศรีตรังยกมือลูบหน้าแล้วถอนใจยาวเมื่อนึกถึงคำพูดของตรีทศ
“ไม่รู้ว่านายพอลนั่นจะเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า”
ศรีตรังเบือนหน้าไปมองโทรศัพท์อย่างชั่งใจก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมา แต่แล้วก็วางไว้อย่างเดิม
ที่บ้านจุรี ปรายดาวปิดโทรศัพท์แล้วถอนใจเฮือกขณะนั้นเตชิตยืนอยู่มุมหนึ่ง ปรายดาวทรุดตัวลงนั่งพิงประตู สีหน้าแววตาเหมือนจะทบทวนเรื่องที่ผ่านมาอย่างเศร้าๆ
“คือยังไงก็ขอให้ดวงวิญญาณคุณเจนจิราจงไปสู่สุคติ”
ปรายดาวยกมือขึ้นพนม เตชิตมองภาพนั้นอย่างเอ็นดู
พอลมาหาเดนนิสที่บ้านปรกเดือน
“นั่งซิ” เดนนิสบอกเมื่อพอลเดินเข้ามา
“ขอบคุณครับ”
“นายอยู่กับฉันมากี่ปีแล้วพอล”
“5 ปีกว่าแล้วครับ”
เดนนิสพยักหน้า แล้วมองเลยออกไปนอกหน้าต่าง
“ฆ่าคนมากี่คนแล้ว”
“ผมไม่เคยนับ”
เดนนิสเบือนหน้ากลับมามองพอล
“เคยคิดจะเลิกมั้ย”
“ไม่”
เดนนิสกับพอลเงียบกันไปครู่หนึ่ง
“วันมะรืนนี้ นายเตรียมพร้อมหรือยัง”
“ประสานงานคนของเราไว้แล้ว รอว่าเสี่ยจะยืนยันสถานที่และเวลาตามที่คุยกันไว้หรือเปล่า”
“คอนเฟิร์ม 2 ทุ่ม ที่บ้านสวนของปรกเดือนนั่นแหละ”
“ครับ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้วคราวนี้ จะไปเองหรือว่าให้ไอ้เจ็งไป”
“ลูกค้ารายใหญ่อย่างนี้ ฉันจะไว้ใจใครได้ ฉันต้องดูแลเองอยู่แล้วแต่ก็จะเอาไอ้เจ็งไปด้วย ไอ้นี่มันใจถึงดี” เดนนิสถอนใจยาว “2-3 วันนี้ทำไมมันรู้สึกแปลกๆ ก็ไม่รู้”
พอลลอบมองท่าทีของเดนนิสอย่างครุ่นคิด
ธากรณ์กับเตชิตมาหาศรีตรังที่บ้าน ศรีตรังเดินมาวางน้ำอัดลมตรงหน้าคนทั้งคู่
“เชื่อจ่าธงได้แค่ไหนวะ”
“เชื่อได้แน่นอน คนอย่างจ่าธงไม่มีวันหลอกเราไปเชือดแน่”
“ส่งของที่ไหน”
“สุโขทัย”
“ทำไมต้องสุโขทัย” ธากรณ์ถามอย่างแปลกใจ
“เพราะเป็นบ้านเดิมของปรกเดือน “
“แล้ว... เอ้อ...จ่าธงบอกหรือเปล่าว่าใครจะไปบ้าง”
“แกจะถามว่าไอ้พอลไปหรือเปล่าก็บอกมาเถอะ” ธากรณ์มองศรีตรังอย่างพยายามสังเกตเต็มที่ แต่ศรีตรังนิ่ง “มีเรอะไม่ไป มันนั่นแหละตัวดีเลย”
“ฉันจะไปด้วย” ศรีตรังตัดสินใจบอกออกมา
“เฮ้ย แกเป็นผู้หญิง อย่ายุ่งเลย”
“อ้าว ไอ้เต”
“พี่ก็คิดเหมือนไอ้เตนั่นแหละครับ มันอันตรายเกินไป” ธากรณ์บอก
“แล้วแกกับพี่กรณ์จะทำยังไง ถ้าเจอพวกมันกำลังส่งของกันจริงๆ”
“นั่นสิ แกจะขอกำลังตำรวจที่ไหน ผู้กำกับเสนาแกก็ไม่เอา” ธากรณ์หันมาถามเตชิต
“บอกตรงๆ ว่าถึงตอนนี้ ฉันก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าผู้กำกับเป็นพวกไหนถ้าเกิดบอกแก แล้วแกดันเป็นพวกเดียวกับไอ้เดนิสจริงๆ มีหวังได้ไปเกิดใหม่”
“ถ้าไม่มีตัวช่วยยังงี้ แกต้องวางแผนดีๆ นะเว้ย”
“ไม่ต้องห่วงน่า ยังมีจ่าธงอีกคน ว่าแต่แกเถอะ ห้ามบอกไอ้พอลนะ”
“จะบ้าเรอะ หน้ายังไม่อยากจะมอง แล้วเขาก็ไม่ได้มาที่นี่ตั้งนานแล้วด้วยถึงมาก็ไม่ต้อนรับ แกนั่นแหละ ไอ้เต ห้ามเผลอบอกปรายดาวเด็ดขาด”
“รู้น่า”
“รู้น่า รู้น่า ฉันเห็นแกแอบมองเขาตาละห้อยบ่อยๆ”
“นึกออกแล้ว กลุ่มลุงสมไง” ธากรณ์บอก
“เฮ่ย เอาคนแก่ไปเป็นภาระมากกว่า ตกลงเอาตามแผนที่ตกลงกันนี่แหละ” เตชิตสรุป
เมื่อถึงวันนัด เตชิตและพวกจอดรถอยู่แถวคอนโดของพอลโดยไม่ให้เป็นที่สังเกต ทั้งหมดนั่งกันเงียบ แล้วมองไปทางบริเวณทางออก
“สงสัยเขาคงไม่เกี่ยวมั้ง” ศรีตรังบอก
“โน่นไง ไม่เกี่ยวกับผีอะไรล่ะ ตรงเวลาเป๊ะ ตามไปเลยจ่าธง” เตชิตบอกเมื่อเห็นรถพอลขับออกมา
“ครับผม”
ธงขับรถตามพอลไป
ขณะนั้นปรกเดือนโทรหาปรายดาวและพูดสั่งเสียจนปรายดาวผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ
“เดือน พี่เดือนจะไปไหน ทำไมพี่เดือนต้องพูดอย่างนั้นด้วย”
ปรกเดือนพยายามกลั้นน้ำตา ขณะขับรถ
“ไม่มีอะไร พี่ขอให้ดาวดูแลตัวเองให้ดีก็เท่านั้นแหละ”
“แต่เมื่อกี้พี่เดือนจะไม่อยู่”
“แค่นี้นะดาว ไม่ต้องเป็นห่วงพี่ พี่รักดาวมาก”
ปรกเดือนปิดโทรศัพท์กลั้นน้ำตาเต็มที่ ปรายดาวสีหน้าตระหนกวุ่นวายใจและพยายามกดโทรศัพท์หาปรกเดือนแต่ติดต่อไม่ได้จึงโทรหาพอล แต่พอลก็ติดต่อไม่ได้เหมือนกันมีเพียงสัญญาณให้ฝากข้อความ
“พี่พอลก็ไม่รับโทรศัพท์”
พอลขับรถเข้าไปในปั๊มน้ำมัน รถกลุ่มเตชิตแล่นตามมาจอดข้างนอก พอลลงจากรถไปเข้าห้องน้ำ
“ทำไมมันแวะบ่อยจังวะ ตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ มานี่ 6-7 ครั้งได้แล้วมั้ง” เตชิตบ่น
“สงสัยท่อรั่วว่ะ”
กลุ่มของเตชิตรอพอลอย่างจดจ่อ แต่ทุกอย่างในปั๊มเป็นปกติรถเข้าออกอีกหลายคัน แต่รถพอลยังอยู่ที่เดิม
“เฮ้ย มันนานผิดสังเกตแล้วนะเว้ย”
“ผมลงไปดูเองครับ”
ธงเปิดประตูเดินแกมวิ่งลงไปที่ปั๊มน้ำมัน แล้วเลยไปที่ห้องน้ำ ธงรีบเข้าไปดูในห้องน้ำแต่ภายในห้องน้ำว่างเปล่า ธงรีบเปิดประตูทุกห้องในแต่ละห้องไม่ปรากฏว่ามีใคร ธงรีบวิ่งหน้าตาตื่นกลับมาหาเตชิต
“มันไปแล้วครับ”
“ไอ้บ้าเอ๊ย”
ธงขึ้นรถ แล้วรีบขับออกไป
“เอาไงดีวะ มันรู้ตัวหนีไปแล้ว” ธากรณ์ถามขึ้นมา
“ต้องใช้แผน 2 ไอ้กรณ์ แผนที่”
ธากรณ์รีบควักกระดาษที่เขียนแผนที่คร่าวๆ ออกมา
“เฮ้ย ช้าๆ หน่อยจ่าธง ถึงจะมีแผนที่ แต่เราก็ไม่ชำนาญเส้นทาง”
ธากรณ์บอก ธงขับรถไปโดยมีเตชิตและธากรณ์คอยมองทาง
ธงขับรถมาจนพระอาทิตย์ตกดิน จึงจอดรถที่ร้านอาหารข้างทาง
“ผู้กองกับคุณธากรณ์จะทานอะไรครับ” ธงหันไปถาม
“อะไรก็ได้ที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด อร่อยที่สุด” ธากรร์บอก
“เฮ้ย เดี๋ยวก่อน” เตชิตรีบบอกเมื่อเห็นลูกน้องเดนนิสเดินออกจากร้านอาหารมาขึ้นรถ
“อะไรของแกวะ”
“ไม่ต้องกินแล้ว ขับรถตามไอ้นั่นไปมันเป็นลูกน้องไอ้เดน”
“ใครวะ”
“เดนนิสไง เรียกสั้นๆ” ลูกน้องเดนนิสขับออกไป ธงขับตาม “อย่าให้มันรู้ตัวล่ะ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับผู้กอง”
“ห่วงซิวะ ปล่อยไอ้พอลหลุดไปคนนึงแล้ว”
รถปิ๊กอัพของลูกน้องเดนนิสขับเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง
“เอาไงต่อไปครับผู้กอง” ธงถามขณะจอดรถอยู่ปากซอย
“สละเรือ”
ธงขับรถเลยซอยไปจอดหลบไว้ จากนั้นทั้งสามคนก็ลงจากรถแล้วเดินย้อนเข้าไปในซอย
บรรยากาศในซอยเงียบสงบเพราะเป็นซอยส่วนบุคคล เตชิต ธากรณ์ ธงเดินอย่างระมัดระวังเข้ามา
จนเตชิตทำสัญญาณให้หยุด แล้วหลบข้างทางชี้ไปข้างหน้าจึงเห็นตึกเก่าๆ อยู่ตรงหน้า มีเสียงเครื่องยนตร์ดังมาจากข้างหลัง ทั้งสามก้มหัวหลบจนพุ่มไม้บังมิด แล้วมองออกไปเห็นขบวนรถแล่นผ่าน
เตชิต ธากรณ์ ธงค่อยๆ ลัดเลาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งใกล้ตึกซึ่งไม่มีคนอยู่ เตชิตทำสัญญาณให้หลบดีๆ เพราะที่ตึกมีชายฉกรรจ์หลายคนซึ่งมากับรถลงมายืนจังก้าพร้อมอาวุธครบมือ
“กล้องแกถ่ายจากตรงนี้ได้หรือเปล่าวะ” เตชิตถามธากรณ์
“ใกล้กว่านี้หน่อยได้แน่ แต่ลองดูตรงนี้ก่อนก็ได้”
ธากรณ์ปรับเลนส์กล้องไปเรื่อยๆ แล้วส่งให้เตชิตดู ภาพจากกล้องชัดเจน
“แจ๋วเลยว่ะ”
“ขอดูบ้าง” ธากรณ์เลื่อนรูปไปเรื่อยๆ แล้วหยุดชะงัก “ดูนั่น”
ธากรณ์บอกเมื่อเห็นพอลนั่งอย่างสบายบนระเบียงชั้นบน

“ไอ้พอล วันนี้แกเสร็จแน่”








Create Date : 24 มีนาคม 2555
Last Update : 24 มีนาคม 2555 1:27:35 น.
Counter : 84 Pageviews.

0 comment
ปางเสน่หา ตอนที่ 17 (ต่อ)


พอลขับรถผ่านมาทางบ้านศรีตรังทำท่าจะเลยออกไป แต่แล้วก็เปลี่ยนใจถอยหลังมาจอด พอลเปิดประตูรถลงมาแล้วมองออกไปโดยรอบ

“เงียบจัง”
พอลเดินเข้าไปในบ้านแล้วชะงักเมื่อเห็นศรีตรังนอนหลับอยู่บนโซฟา พอลยืนมองภาพนั้นครู่หนึ่ง แล้วทรุดตัวลงนั่งด้วยท่าทีสบายๆ ศรีตรังเองก็นอนหลับอย่างสบาย พอลมองภาพนั้นเพลินๆ ศรีตรังเหมือนจะรู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาจึงสบตากับพอล ศรีตรังผุดลุกขึ้นทันที ในอารมณ์ทั้งโกรธทั้งอาย
“ไม่มีมารยาท”
“อ้าว ก็นึกว่าคุณตั้งใจจะนอนหลับให้ผมดู”
“ฉันเนี่ยนะ จะบ้าเรอะไง” ศรีตรังโวยลั่น
“ใครจะไปรู้ล่ะ ปกติคนนอนหลับต้องมีกรน ...ต้องน้ำลายไหล...แต่คุณกลับทำนอนสวย”
“คนบ้า ฉันไม่ใช่คนเสแสร้ง”
“อ้อ งั้นก็หมายความว่า คุณเป็นคนนอนสวยน่ะซิ น่าสนใจแฮะ”
“ไม่มีอะไรจะทำรึไง ถึงได้มานั่งจับผิดคนนอน”
“อ้าว ถ้าจับถูกก็มีเรื่องน่ะซิ”
“ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้เลย”
“ไม่พูดหวานๆ เหมือนที่พูดกับพี่เพชรของคุณอีกแล้วเรอะ”
“ออกไป”
“น่า ลองพยายามดูอีกที เผื่อผมอาจจะใจอ่อนยอมรับเป็นพี่เพชรบ้าง”
ศรีตรังขบกรามแน่นถลึงตาใส่พอลอย่างจะกินเลือดกินเนื้อแล้วสะบัดหน้าเดินออกไป พอลก้าวยาวๆ ตาม พอลเดินตามมาจับแขนศรีตรังไว้
“ปล่อย”
“ทำไมเราจะพูดดีๆ กันบ้างไม่ได้” ศรีตรังหันมาจ้องหน้าพอลเขม็ง “จ้องหน้าผมทำไม”
“คนอย่างคุณพูดไปก็ไม่รู้เรื่อง แล้วฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดกับคุณด้วย” เสียงมอเตอร์ไซค์ แล่นเข้ามา
ศรีตรังหันไปโบกมือเรียก “ลุงสม คุณทศ ทางนี้ค่ะ”
ทั้งคู่ขี่มอเตอร์ไวค์เข้ามา ตรีทศมองพอลอย่างไม่เป็นมิตรนัก
“ด้วยความเคารพ สวัสดีครับ”
“สวัสดีครับ”
“ดูเหมือนคุณพอลกำลังจะกลับ ใช่มั้ยครับ นายศรีตรัง”
“ค่ะ”
ศรีตรังพูดยังไม่ทันขาดคำ โทรศัพท์ศรีตรังก็ดังขึ้น ศรีตรังยิ้มทันทีที่เห็นเบอร์
“สวัสดีคะ พี่ธากรณ์”
ศรีตรังพูดพลางเดินห่างออกไป ประมาณเป็นเรื่องส่วนตัว พอลมองตาม
“ด้วยความเคารพ คุณธากรณ์ที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ “ไทยก้าวหน้า” ไงครับ” สมบอก
“ใครถามครับ”
“ด้วยความเคารพ นั่นซิครับ”
พอลมองศรีตรังหงุดหงิดแว่บหนึ่งแล้วขึ้นรถขับออกไป
“สมน้ำหน้า” ตรีทศบอก
“สมน้ำหน้าใครครับ” ตรีทศหันมามอง ใบหน้าซื่อๆ ของสม สมนึกว่าตัวเองลืมแล้วรีบพูด “ด้วยความเคารพ”
“สมน้ำหน้าตัวเองครับ”
“อ้อ ...อ...”
ส่วนที่บ้านจุรีขณะนั้นปรายดาวโทรคุยกับปรกเดือน
“ที่นี่สบายมากเลยค่ะ พี่เดือน อากาศดี๊ ...ดี แล้วป้าจุที่ดาวอยู่ด้วยก็ใจดีดาวชอบหมดทุกคน ... อ้อ ยกเว้นคนนึง”
“ใครจ๊ะ”
“ไม่อยากเอ่ยชื่อค่ะ พี่เดือนต้องดูแลตัวเองดีๆ นะ อย่าลืมไปหาหมอแล้วก็ทานยาบำรุงที่หมอให้”
“จ้ะ ไม่สืบหรอก ดาวก็เหมือนกันนะ ดูแลตัวเองดีๆ”
“ค่ะ พี่เดือนพักผ่อนมากๆ นะคะ แล้วดาวจะโทรไปใหม่”
“จ้ะ พี่รักดาวนะ”
“ดาวก็รักพี่เดือนเหมือนกันค่ะ”
ปรกเดือนวางโทรศัพท์ลง สีหน้าแววตาเหมือนโล่งใจ
ค่ำวันนั้นเดนนิสเดินเข้าบ้าน ดดยมีลุกน้องสองคนถือถุงตามเข้ามา แจ๋วรีบเดินมารับ
“คุณดาวกลับมาหรือยัง”
“ยังค่ะ”
เดนนิสหน้าตึงขึ้นมาทันที
“แล้วคุณเดือนล่ะ”
“อยู่บนห้องค่ะ”
เดนนิสพยักหน้าแล้วเดินขึ้นบ้านไป แจ๋วถือของไปเข้าครัวขณะลูกน้องเดินออกไป
ปรกเดือนนอนหลับอยู่ในห้องขณะที่เดนนิสเปิดประตูเข้ามา เดนนิสเดินมาหยุดยืนมองปรกเดือน
ปรกเดือนขยับตัวลืมตาตื่น
“กลับแล้วหรือค่ะ” ปรกเดือนลุกขึ้นนั่ง
“แจ๋วบอกว่า ยัยดาวยังไม่กลับ”
“ค่ะ แต่แกโทรมาบอกแล้วว่าแกอยู่ต่างจังหวัด แล้วจะอยู่ที่นั่นสักพักนึง”
เดนนิสซึ่งกำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำ หันขวับมาทันที
“ไปอยู่ต่างจังหวัด จังหวัดไหนกัน”
“แกไม่ยอมบอกค่ะ”
“แล้วพอลล่ะ รู้หรือเปล่า”
“ทราบค่ะ แกโทรไปบอกเขาเหมือนกัน”
“พอลว่ายังไง”
“เขาก็เป็นห่วงน่ะค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง”
“ดี เจริญมาก นึกจะไปไหนก็ไป แถมพี่สาวกับคู่หมั้นก็ไม่สนใจเสียด้วย” ปรกเดือนลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตู “นั่นจะไปไหนล่ะ”
“ไปดูกับข้าวให้เสี่ยค่ะ”
“ไม่ต้อง ฉันกินมาแล้ว”
“ถ้าเสี่ยไม่ว่าอะไร ช่วงนี้เดือนขอแยกไปนอนห้องยัยดาวนะคะ”
“ตามใจ จะไปนอนไหนก็ตามใจ”
ปรกเดือนเดินออกไป เดนนิสมองตามอย่างหงุดหงิด
เดนนิสแต่งตัวเตรียมจะออกไปข้างนอก แต่พอเดินออกมาเสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น แจ๋วเดินออกมารับ แล้วรีบถือโทรศัพท์ตามมาส่งให้เดนนิส
“เสี่ยค่ะ โทรศัพท์คุณพอลค่ะ”
“ว่าไง” เดนนิสถามทางโทรศัพท์
“ผมโทร หาเสี่ยทั้งวัน แต่เสี่ยไม่รับโทรศัพท์”
“เออ ฉันยุ่งทั้งวันจนลืมเปิดโทรศัพท์”
“ดาวเขาไปทำงานต่างจังหวัดครับ เห็นบอกว่าอยากจะไปค้นหาตัวเองสักพักนึ่ง”
“มันอยากไปก็ให้มันไป ลำบากมากๆ เข้าก็กลับมาเอง”
“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันไม่ได้ห้ามอะไร แต่ก็บอกเขาว่า อยากเมื่อไหร่ก็บอกจะได้
ไปรับ”
“แล้วเขาว่ายังไง”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ นอกจากขอบคุณที่ผมไม่ได้ห้าม”
“เรื่องของพวกนาย 2 คน ฉันไม่เกี่ยว มีแค่นี้ใช่มั้ย”
“ครับ”
เดนนิสส่งโทรศัพท์คืนให้แจ๋ว
“คืนนี้ ฉันไม่กลับนะ”
“ค่ะ”
เดนนิสเดินออกไป แจ๋วเอาโทรศัพท์กลับไปวาง
คืนนั้นปรายดาวโทรศัพท์ไปคุยกับพอล
“กลางคืนที่นี่เงียบ แล้วก็เย็นสบายดีจังเลยค่ะ”
“พี่ดีใจที่ดาวชอบ”
“ไม่ใช่ชอบธรรมดา ชอบมากด้วยค่ะ ขนาดอยู่ในห้องนี่ ยังได้กลิ่นหอมของดอกไม้เลย ไม่รู้ว่ากลิ่นดอกอะไร เดี๋ยวดาวว่าจะลงไปดูซักหน่อย”
“ระวังอย่าออกไปไกลนักล่ะ”
“ไม่หรอกค่ะ ดาวอยู่แค่หน้าบ้านนี่เอง แค่นี้ก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวจะโทรไปบอกว่าดอกอะไร”
“ตกลงครับ”
ปรายดาววางโทรศัพท์ลงแล้วเปิดประตูออกไป
ปรายดาวเดินออกมาพร้อมไฟฉายในมือ ปรายดาวฉายไฟมองไปโดยรอบ ขณะเดินไปตามกลิ่นดอกไม้
“น่าจะอยู่แถวนี้ “
ปรายดาวฉายไฟไปทางโน้นทางนี้จนมาฉายโดนหน้าเตชิตพอดี
“ว้าย” ปรายดาวตกใจไฟฉายตกจากมือ
“ผมเอง ไม่ต้องกลัว”
“ไม่ต้องกลัวได้ไงล่ะ อยู่ดีๆ ก็โผล่พรวดออกมา ...” ปรายดาวชะงัก แล้วจ้องหน้าเตชิตเขม็ง “คุณมาแถวนี้ทำไม”
“ผมก็เดินมาเรื่อย อากาศดีอย่างนี้ พระจันทร์ก็เต็มดวง จะนอนก็เสียดาย” ปรายดาวหันหลัง จะเดินกลับ “เสียงหวาน”
ปรายดาวหันขวับมาอย่างหงุดหงิด
“หยุดเรียกฉันว่าเสียงหวานเสียที เก็บนิทานของคุณเอาไว้หลอกเด็กเถอะ”
“ผมไม่ได้หลอกคุณ เรื่องสร้อย เรื่อง ...”
“คุณสืบเอาได้ทั้งนั้น คุณเป็นตำรวจนี่ แต่ตำรวจอย่างคุณก็ไม่ต่างจากพวกผู้ร้ายหรอก เดี๋ยวชื่อเตชิต แล้วกลายเป็นเตโช คุณใช้ความเชื่อใจของฉันเอามาเล่นเป็นของสนุก คอยดูนะ ฉันจะกระชากหน้ากากของคุณออกมาคุณศรีตรังจะได้ตาสว่างเสียที”
ปรายดาวเดินกลับเข้าบ้าน เตชิตมองตามอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
ปรายดาวเดินขึ้นบันไดมา ขณะนั้นจุรีเดินลงมา
“นั่นใคร”
ปรายดาวเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าปรายดาวปะทะกับแสงจนดูเหมือนเมื่อครั้งเป็นวิญญาณ จุรี
ตกใจสะดุ้งเฮือก
“อะลัดตั๊ดต๊า ผีหลอก”
ปรายดาวกระโจนพรวดเดียวไปกอดจุรี
“ผี...ผีที่ไหนคะ”
“คะ...คะ... คุณ ..คุณหนูเผือก โอย ป้าจะเป็นลม”
“ไหน...ไหนคะผี” จุรีจ้องหน้าปรายดาว ปรายดาวสบตางงๆ “อะไรหรือคะ”
“ขอโทษค่ะ ป้านึกว่าคุณดาวเป็น...เป็น ...”
“เป็น...ผีหรือคะ” จุรีพยักหน้าหวาดๆ ปรายดาวหน้าเสีย “ดาว...ดาวเหมือนผีมากหรือคะ”
“ไม่ใช่ค่ะ แต่...แต่ว่า ...เฮ้อ ... ป้าไม่รู้จะพูดยังไง”
“งั้นก็เล่าให้ดาวฟังตั้งแต่ต้นซิคะ”
“อุ๊ย ใครเขาพูดเรื่องแบบนี้ตอนค่ำๆ กันบ้าง เข้านอนเถอะค่ะ แล้วค่อยเล่าตอนเช้า”
ปรายดาวพยักหน้า ทั้งสองแยกย้ายกันเข้าห้อง
จุรีเข้ามาในห้องแล้วเดินมาที่เตียง
“เห็นตอนกลางวันยังไม่เท่าไหร่ แต่พอเห็นตอนกลางคืนให้ตายเถอะ เหมือนเปี๊ยบ เฮ้อ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น จุรีสะดุ้งโหยง “คะ...คะ...ใคร... ใครคะ”
“ดาวเองค่ะ”
“เฮ้อ”
“ป้าเปิดประตูให้หน่อยซิคะ ดาวนอนไม่หลับอยากคุยกับป้า”
“เอาไว้ตอนเช้าไม่ดีกว่าหรือคะ”
“ป้าง่วงแล้วหรือคะ”
“ค่ะ”
“งั้นขอโทษค่ะ พรุ่งนี้ค่อยคุยกันก็ได้”
ปรายดาวเดินกลับไปที่ห้อง
ปรายดาวเดินกลับเข้ามาในห้องแล้วล้มตัวลงนอน
กลางดึกคืนนั้นขณะที่ปรายดาวนอนหลับสนิท ร่างเสียงหวานลืมตาขึ้นแล้วลุกออกจากร่างปรายดาว เสียงหวานหันมามองปรายดาวแล้วเดินผ่านประตูห้องออกไป

ร่างเสียงหวานเดินเหมือนลอยไปเรื่อยๆ จนมาถึงบ้านสม เสียงหวานค่อยๆ เงยขึ้นมอง ขณะนั้นเตชิตกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในห้อง...แต่มีใครบางคนเดินมาหยุดที่หน้าเตียง ร่างเสียงหวานก้มลงมองเตชิต
เตชิตลืมตาตื่นขึ้นมา
“เสียงหวาน”
เสียงหวานตกใจ หันหลังกลับเดินแกมวิ่งผ่านประตูออกไป
“เสียงหวาน”
เสียงหวานวิ่งออกมาท่ามกลางลมแรง และหมอกควัน โดยมีเสียงเตชิต ร้องเรียกสะท้อนก้องไปก้องมา
“เสียงหวาน...เสียงหวาน ... เสียงหวาน ...”
ปรายดาวสะดุ้งตกใจตื่น ท่ามกลางเสียงลมแรง
“ฝันไปนั่นเอง”
ปรายดาวลุกเดินไปที่หน้าต่างซึ่งขณะนั้นฝนกำลังจะตก ปรายดาวปิดหน้าต่างแล้วเดินกลับมาที่เตียง
“เป็นเพราะผู้กองเตชิตเตโชนั่นแหละ ที่ทำให้ฝันว่าเป็นเสียงหวาน”
ปรายดาวล้มตัวลงนอนแต่สีหน้าเหมือนใคร่ครวญครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่จุรีกำลังกวาดบ้านอยู่ ปรายดาวเดินลงมา
“ป้าจุ มาค่ะ ดาวทำเอง”
“ไม่ต้องค่ะ ป้าทำจะเสร็จแล้ว เช้านี้คุณดาวจะทานข้าวที่นี่หรือว่าที่บ้านคุณหนูศรีตรังคะ”
“ดาวไม่อยากไปกวนเธอน่ะค่ะ แค่มาของานทำนี่ก็เกรงใจจะแย่”
“โถ อย่าคิดมากซิคะ คุณหนูศรีตรังน่ะเธอใจดี อีกอย่างพอสร้างบ้านพักในรีสอร์เสร็จ คุณหนูเธอก็ต้องจ้างพนักงานอยู่ดี ...ถ้าหิว คุณดาวเข้าไปดูในครัวด้านหลังนะคะ ป้าทำไข่ดาวไส้กรอกไว้ให้ น้ำผลไม้อยู่ในตู้เย็นค่ะ”
“เดี๋ยวดาวทานพร้อมป้าดีกว่า”
ปรายดาวเข้ามาในครัวเปิดฝาชีออกวางไว้มุมหนึ่ง
“หอมน่ากินจัง”
ปรายดาวลงนั่งขณะจุรีเปิดตู้เย็นหยิบน้ำผลไม้คั้นมาวางให้ปรายดาว ส่วนตัวเองเป็นกาแฟ
“ป้าติดกาแฟค่ะ”
ปรายดาวนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วบอกออกมา
“เมื่อคืนดาวฝันว่า ดาวชื่อเสียงหวาน” จุรีชะงักมองปรายดาวอย่างอึดอัด “... มีคนบอกว่า ดาวเคยเป็นดวงวิญญาณติดอยู่กับบ้านหลังหนึ่งที่นี่ ป้าจุเล่ามาเถอะค่ะ”
“คุณดาวคะ”
“ป้าจุเคยเห็นดาวใช่ไหมคะ” จุรีพยักหน้า “ป้าจุช่วยเล่าให้ดาวฟังหน่อยค่ะ”
“ที่แรก ป้าเห็นก่อนค่ะ ป้าเข้าไปทำความสะอาดในบ้านนั้น แล้วป้าก็เห็น...” จุรีชี้ปรายดาวแบบหวาดๆ “ คุณ...ดาว...แต่ป้ากลัวมากป้าจุดธูปไปบอกคุณดาวว่าอย่ามาหลอกมาหลอน! เวลาป้าจะเข้าไปในบ้านหลังนั้น ป้าต้องตะโกนว่า “อะลัดตัดต๊า” เป็นอันรู้กันว่าคุณหนูจะไม่มาปรากฎตัว” ระหว่างจุรีเล่า ปรายดาวฟังอย่างสนใจ “จนกระทั่งผู้กองเตชิตมา คุณหนูถึงได้ปรากฎกายให้เห็น คุณเตชิตน่ะน่าสงสารนะคะ..เธอน่ะกลัวคุณดาวมากในตอนแรก จนกระทั่งเริ่มชิน แล้วก็ไม่กลัวในที่สุด”
ปรายดาวสูดลมหายใจยาว
ทางด้านดนนิสขณะนั้นกำลังคุยกับเจนจิรา โดยมีเจ็งยืนเยื้องไปข้างหลัง
“เธอคิดว่าเป็นไปได้ไหม ที่ปรายดาวจะไปอยู่ที่ไร่สุขศรีตรังนั่นอีก”
“เจนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ค่ะ”
เดนนิสมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
“ดาวมีความเกี่ยวข้องอะไรกับคนที่นั่น!”
“ฎมันก็พูดยากนะค่ะ เพราะที่เจนไปอยู่ที่นั่นก็ยังไม่รู้เลยว่าเพราะใครแต่ถ้าจะให้เดา คนที่เป็นไปได้ที่สุดก็น่าจะเป็นผู้กองเตะ..เอ๊ย! เตชิต แต่ปรายดาวนี่...” เจนจิราชะงัก “จริงซิคะ”
“อะไร”
“เสี่ยจำที่เจนเคยเล่าให้ฟังได้มั้ยค่ะ ที่ผู้กองเตชิตรูปปรายดาวมาให้เซ็นชื่อแล้วอีกตอนนึง ก็เมื่อคราวที่เราไปค้างที่รีสอร์ทสุขศรีตรัง เจนเห็นภาพดาวนั่นแหละปลิวออกมา”
“แม่เจ้าของไร่ นั่นต้องรู้ดีแน่ ไอ้เจ้าพอลของเราก็ไปติดพันอยู่เหมือนกัน เรื่องนี้ฉันถึงใช้เธอแทนที่จะใช้มัน”
“เป็นไปได้มั้ยคะว่า พอลนี่แหละคือเกลือเป็นหนอน”
“ฉันก็เคยคิดอย่างนั้น ถึงได้ใช้มันไปฆ่าไอ้เตชิต”
“แล้วคุณเตชิตก็นอนโคม่าอยู่โรงพยาบาลที่ปากช่อง”
เดนนิสและเจนสบตากัน
“ทำไมถึงต้องเป็นปากช่อง”
“นั่นซิค่ะ ทำไมต้องปากช่อง”
“เธอปลอมตัวไปดูไอ้เตชิตซิ”
“ได้เลยค่ะ”
สีหน้าเจนจิราดูมาดมั่น กระตือรือร้นจะทำงานเต็มที่
เตชิตมาหาศรีตรังที่บ้าน ศรีตรังหันกลับมามองเตชิตอย่างใคร่ครวญครุ่นคิด
“เต แกจะมาหมกตัวอยู่แต่ที่นี่ไม่ได้ หูตาไอ้เดนิสมันมากมายเป็นสับประรด”
เตชิตมีสีหน้ากังวลแวบหนึ่ง
“ไม่ต้องเป็นห่วงคุณหนูเผือก ฉันดูแลให้เอง”
“ระวังตัวแกเองด้วย ดันทะลึ่งรับยัยเจนจิรามาอยู่ด้วย ไม่รู้แม่นั้นคาบอะไรไปบอกไอ้เดนิสบ้าง”
ศรีตรังนิ่งคิด “พอลเป็นคนฝากเจนจิราไว้ที่นี่”
“แกคิดว่าเป็นแผนเหรอ”
“ก็ไม่รู้ละ ตำรวจก็เป็นปตุชน มีทั้งดีทั้งชั้วอยู่แล้ว” ศรีตรังถอนใจเฮือก “ฉันบอกแกแล้วไงว่า เพชรเอาจจะเคยเป็นคนดี แต่นั้นมันเมื่อ 10 ปี ก่อน เขาเข้ามาโดยสวมชื่อตำรวจที่ตายไปแล้ว คนดีๆ ที่ไหนจะทำกัน”
ศรีตรังกัดปาก แล้วนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“แล้วที่เขาฝากปรายดาวมาล่ะ”
เตชิตถอนใจ สีหน้าขรึมลง
“ฉันคิดว่าเขาจริงใจและจริงจังกับปรายดาว”
เตชิตกับศรีตรังต่างพยายามระงับความเซ็งๆ ที่ท่วมท้นเข้ามา
ระหว่างนั้นที่โรงพยาบาลเจนจิราปลอมตัวเป็นพยาบาลเข็นโต๊ะวางเครื่องมือวัดความดัน และปรอทเดินตรงมาที่ห้องเตชิต เจนจิรามองซ้ายมองขวาแล้วจับลูกบิดประตูจะเปิดเข้าไป
“เฮ้ คุณ คุณพยาบาล” เจนจิราลอบถอนใจเซ็งๆ แล้วหันมา ธงถือถ้วยกาแฟเย็นเดินแกมวิ่งตรงมา
“ไม่ต้องครับ คุณหมอเพิ่งเข้ามาดูเดี๋ยวนี้เอง”
“อ้าว วันนี้เวรดิฉันนะคะ”
“แต่เมื่อกี้คุณหมอมาเองเลยครับ”
เจนจิราเม้มปาก
“โอเค ค่ะ”
เจนจิราเข็นรถเดินกลับไป ธงทรุดตัวลงนั่งดูดกาแฟ
เจนจิราแอบมาโทรศัพท์รายงานเดนนิส
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยหาโอกาสใหม่”
“เจนคิดว่า น่าจะยังไม่รู้สึกตัวค่ะ เท่าที่ดูภายนอก มีตำรวจเฝ้าอยู่คนเดียว”
“พรุ่งนี้ฉันจะส่งไอ้เจ็งไปช่วย”
“ค่ะ เจนรักเสี่ยมากนะค่ะ”
“รักฉันก็ตั้งใจทำงาน”
“ค่ะ”
เจนจิราเดินออกไป
ส่วนที่ไร่สุขศรีตรังขณะนั้นเตชิตกำลังปรึกษากับสมเรื่องคนงานกำลังก่อสร้างรีสอร์ท เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเตชิตหยิบมารับ
“ว่าไง จ่าธง”
“วันนี้มีเหตุการณ์แปลกๆ ครับ คุณหมอธวัชเข้ามาในห้องตามที่จัดกันไว้แล้วอยู่ดีๆ มีพยาบาลอีกคน จะมาวัดความดันกับวัดไข้”
“แล้วไง ได้เข้าไปหรือเปล่า”
“ไม่ครับ ผมมาทันพอดี”
“จะใช่พยาบาลจริงหรือไม่จริงเราไม่รู้แต่จ่าธงต้องระวังมากกว่าเดิม”
“ครับผม”
เตชิตปิดโทรศัพท์ สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด แล้วตัดสินใจโทรศัพท์หาเสนา เสนาคุยโทรศัพท์กับเตชิตด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เฮ้ย นี่แสดงว่ามันเริ่มสงสัยแล้ว นายต้องระวังหน่อย ไอ้ที่ปลอมเป็นเตโชเที่ยว ไปไหนต่อไหนน่ะ เลิกเด็ดขาด”
“อ้าว แล้วบ้านผมล่ะครับ”
“ฉันจะส่งตำรวจไปเฝ้าเอง”
“ขอบคุณมากครับ ผู้กำกับ”
“อย่าให้พลาดเด็ดขาดเชียวนะ ไอ้เต”
“ครับผม”

เตชิตวางโทรศัพท์ลง ถอนใจเฮือกใหญ่







Create Date : 24 มีนาคม 2555
Last Update : 24 มีนาคม 2555 1:26:32 น.
Counter : 138 Pageviews.

0 comment
ปางเสน่หา ตอนที่ 17


ระหว่างทาง ปรายดาวคุยกับเตชิตมาตลอด โดยเตชิตสังเกตมองกระจกข้างว่ามีรถตามมา พอลเริ่มรู้ตัวเริ่มเว้นระยะห่าง

“เราถูกตาม”
เตชิตเอ่ยขึ้น ปรายดาวตกใจ แล้วเหลือบมองทันที
“ใครคะ”
“ถ้าเดาไม่ผิดน่าจะเป็นคู่หมั้นคุณ”
“พี่พอล เอ๊ะ ! คุณรู้ได้ยังไงว่านั่นเป็นรถพี่พอล..และพี่พอลเป็นคู่หมั้นฉัน”
ปรายดาวสงสัย ในขณะที่เตชิตได้แต่เกาหัวกลบเกลื่อน
“ นั่นซิ”
“คุณเตโช”
“ครับ”
“ฉันถามว่าทำไมคุณรู้เรื่องของฉันกับพี่พอล”
“เดี๋ยวผมจะตอบให้หายข้องใจเลย ตอนนี้ขออนุญาตหลอกให้แฟนคุณหลงทางก่อน”
พอลและเตชิต ขับรถตามกัน โดยในที่สุดเตโชใช้ชั้นเชิงหลบไปได้ พอลทุบพวงมาลัยด้วยความโกรธที่ไม่สามารถตามปรายดาวต่อไปได้

เตชิตชำเลืองมองกระจก แล้วหัวเราะอย่างสะใจ เมื่อรถพอลหลงทางไป จนปราวดาวหันมาทำตาเขม็งใส่
“ทำไมคุณถึงได้รู้เรื่องของฉันละเอียดนัก”
“เอาจริงๆนะ”
“ค่ะ”
“เตชิตบอกผม”
“แล้วทำไมคุณเตชิตถึงได้เที่ยวเอาเรื่องของฉันไปป่าวประกาศ”
“ป่าวประกาศที่ไหน เขาเล่าให้ผมฟังคนเดียว”
ปรายดาวน้ำตาปริ่ม
“คุณเตชิต ...”
“เตโชครับ”
“ทำไมคุณต้องหลอกฉันด้วย มันสนุกนักหรือคะ ที่เห็นฉันเป็นตัวตลก ...”
เตชิตกลืนน้ำลาย เริ่มติดอ่าง
“ คือ ...”
“แล้วอย่างนี้ ฉันจะเชื่อเรื่องที่วิญญาณของฉันไปอยู่กับคุณได้ยังไง ...”
เตชิตตกใจ
“นั่นเรื่องจริงครับ”
“ฉันไม่เชื่ออีกแล้วค่ะ คุณเห็นฉันโง่มากใช่ไหมคะ หลอกเรื่องนั้นก็เชื่อ เรื่องนี้ก็เชื่อ”
“ผมขอโทษ แต่ผมขอยืนยันว่า ....”
เตชิตพูดไม่ทันจบปรายดาวไม่อยากฟัง
“กรุณาจอดรถค่ะ ฉันจะลง”
“คุณจะไปไหน”
“กลับบ้าน”
“ผมจะไปส่ง”
“ไม่ค่ะ ฉันอยากกลับเอง”
“ผมจำเป็นต้องทำตามหน้าที่ ...”
“หน้าที่โกหกหรือคะ ...”
“ให้ผมไปส่ง แล้วจะเล่าให้คุณฟังระหว่างทาง รับรองว่าไม่ได้โกหก”
ปรายดาวนั่งนิ่ง เตชิตรีบขับรถออกไป

เตชิตขับรถมาจอดเยื้องๆ บ้านปรกเดือน โดยไม่ให้เป็นที่สะดุดตานัก แล้วเบือนหน้ามามองปรายดาว
“ทั้งหมดที่ผมเล่าคือความจริง” ปรายดาวขยับเปิดประตูรถ “แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม...ผมขอร้องอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังโดยเฉพาะพี่เขยของคุณ เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตใครอีกหลายๆ คน” ปรายดาวเปิดประตู โดยยังคงไม่พูดไม่จา เตชิตจับมือปรายดาวไว้ “เสียงหวาน ...”
“ฉันชื่อ ปรายดาว ไม่ใช่เสียงหวานค่ะ”
ปรายดาวเปิดประตูรถลงไป เตชิตมองตามด้วยความรู้สึกเสียใจ
ขณะนั้นภายในบ้านพอลกับปรกเดือนกำลังคุยกันเรื่องเดนนิสกับเจนจิรา
“เดือนนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะกลับมาติดต่อกันอีก”
“เชื่อเถอะว่า เสี่ยต้องใช้งานอะไรบางอย่างมากกว่าเพราะความพิศวาส”
“แต่รูปพวกนั้น ...”
ปรายดาวเดินเร็วๆ เข้ามา พอลกับปรกหันไปมอง ปรายดาวชะงักมองพอลด้วยสีหน้าแปลกใจ
“อ้อ กลับมาอยู่ที่นี่เองหรือคะ”
“ก็แล้วจะให้พี่ไปไหนล่ะ เธอเป็นน้องของเดือน เธอกำลังไปไหนกับใครก็ไม่รู้”
“อ๋อ รู้ค่ะ ดาวไม่ได้เสียสติจนไม่รู้ว่ากำลังไปไหนกับใคร ผิดกับบางคนที่ทั้งๆ รู้ว่าตัวเองเป็นใคร…อยู่ในสถานะไหน แต่ก็ยังทำตัวน่ารังเกียจ”
ปรายดาวบอกแล้วรีบเดินขึ้นบันไดไป ปรกเดือนผุดลุกขึ้นทันที
“ปรายดาว หยุดเดี๋ยวนี้”
“ทำไมคะ หรือพี่เดือนมีอะไรจะแก้ตัว”
“เดือนเขามีแต่ความจริง ไม่ใช่แก้ตัว พี่ก็เหมือนกัน เธออยากรู้อะไรก็ถามมาได้เลย” พอลบอก
“แน่ใจนะคะว่า ตอบได้”
“แน่ใจ”
“ใครเป็นคนตัดสายเบรกรถดาว”
“ไม่ใช่เดือน แล้วก็ไม่ใช่พี่”
“แล้วใครล่ะคะ...” ปรายดาวมองหน้าพอลกับปรกเดือนสลับกัน “เห็นมั้ย ก็ไม่มีใครตอบได้”
“เธอรู้มาจากใครล่ะ” ปรกเดือนย้อนถาม ปรายดาวนิ่ง “เห็นมั้ย เธอก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน ของอย่างนี้นะดาว ...ถ้าไม่มีหลักฐานเราก็ไม่ควรพูดปรักปรำใคร” ปรายดาวหันหลังกลับ เดินขึ้นบันไดไป ปรกเดือนหันมาบอกพอล “คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ เดือนจะพูดกับดาวเอง”
ปรกเดือนขึ้นบันไดไป พอลมองตามแล้วเดินออกนอกบ้าน
พอลเดินออกมามาที่รถจังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ครับ เสี่ย”
“เป็นไงบ้าง” เดนนิสถามมาตามสาย
“ดาวกลับมาบ้านแล้วครับ อาจจะทะเลาะกับไอ้หมอนั่น”
“รู้หรือเปล่าว่ามันเป็นใคร”
“น่าจะเป็นญาติของเตชิตครับ”
“ไปสืบมา”
“ครับ”
“เดี๋ยวก่อน.. นายไปเก็บไอ้เตชิตดีกว่า... ไม่ต้องรอให้มันฟื้น ส่วนทางนี้ฉันจะให้ไอ้เจ็งน้องไอ้เจียงไปจัดการ”
“ได้ครับ”
“เท่านั้นแหละ”
“ครับ”
พอลเก็บโทรศัพท์ แต่แล้วก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก พอลกดรับ
“ครับ เสี่ย”
“ฉันลืมบอกนาย นายอาจระแคะระคายมาแล้ว แต่ยังไม่บอกฉันก็ได้มีสายของตำรวจแฝงตัวเข้ามาอยู่ในพวกเรา นายพอลจะรู้บ้างไหม”
“พอจะทราบครับ แต่ยังไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แค่สงสัย”
“ใคร”
“ไอ้เจ็งครับ” เดนนิสหัวเราะ
“ไอ้เจ็งมันก็บอกว่ามันสงสัยนาย ! ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้พิสูจน์กันได้”
“ครับ”
“พอล ฉันไว้ใจนายนะ”
“ผมก็จะไม่มีวันทำให้เสี่ยผิดหวังแน่นอนครับ”
“ดี”
เดนนิสปิดโทรศัพท์ พอลเดินไปที่รถด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ปรายดาวอยู่ในห้องมองออกไปนอกหน้าต่างขณะที่ปรกเดือนน้ำตานองหน้า
“ความจริงก็คือ ตอนแรกเสี่ยจะขายเธอให้หุ้นส่วนของเขาที่ชื่อเสี่ยวิวัฒน์แต่พี่ไม่ยอม เขาก็เลยขอให้ตัวเองแทน ...”
ปรายดาวหันขวับมามองปรกเดือน
“ขอให้ไปเป็นนางบำเรอของเขาเนี่ยหรือคะ”
ปรกเดือนพยักหน้า
“พี่ไม่กล้าเล่าให้พอลฟังทั้งหมด เพราะพอลเองก็เหมือนเธอก่อนหน้าจะเกิดอุบัติเหตุ พี่รักและเคารพเขามาก พี่บอกแค่อย่างหลังเพื่อเขาจะได้ช่วยพาเธอหนีไป แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตัดสินใจอะไร เธอก็เข้ามา ....ที่เธอเห็นพอลกอดพี่ก็แค่พยายามปลอบ ...ไม่เคยมีความรักความพิศวาสนอกลู่นอกทางระหว่างพี่กับพอลเลย ...พี่รักเสี่ย ...รักมาก ก็อย่างที่บอก ขนาดรู้ว่าเขาเลวยังไงก็รัก ขนาดเขาบอกให้พี่เอาลูกออก ... พี่ก็ยังรัก”
ปรกเดือนเล่าพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น
“พี่เดือน”
“พี่โง่มากใช่ไหม”
“เลิกกับเขาเสียเถอะค่ะ”
“พี่ทำไม่ได้”
“ถ้าหากเป็นห่วงว่าดาวจะลำบาก”
“ไม่ใช่ พี่รู้ว่าเอาตัวรอดได้ ดาวมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่พึ่งใครแต่พี่เลิกกับเขาไม่ได้ก็เพราะ ลูก”
“ไม่ต้องกลัว ดาวจะหางานทำเลี้ยงพี่กับเลี้ยงหลานเอง”
“ไม่ใช่พี่ไม่ไว้ใจเธอหรอกนะ แต่ ...”
“ดาวจะพิสูจน์ตัวเองให้พี่เดือนดู พี่เดือนเสียสละเพื่อดาวมามากแล้ว ต่อไปนี้ดาวจะตอบแทนพี่บ้าง”
“ไม่โกรธพี่กับพอลแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ แต่ยังติดใจพี่พอลอยู่นิดหนึ่ง ถ้าเป็นคนดีจริง ทำไมถึงเข้ามาอยู่ในวงการนี้”
“เขาก็คงมีเหตุผลของเขา”
ปรายดาวเดินมากอดปรกเดือน
“พี่เดือนทำใจให้สบาย ดาวจะพยายามหางานทำเพื่อเลี้ยงพี่กับหลาน”
ปรกเดือนพูดไม่ออกได้แต่ร้องไห้
ปรายดาวเริ่มหางานจากหนังสือพิมพ์ที่มีรับสมัครงาน ปรายดาวพยายามหางานและจากในเน็ต วันต่อมาปรายดาวจึงนัดเจอกับพอลที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“มานานแล้วหรือ”
พอลถามพร้อมกับนั่งลง
“สักครู่เองค่ะ”
บริกรเดินมารับคำสั่ง
“วันนี้จะรับอะไรครับ”
“ดาวสั่งอะไรไป”
“ยังเลยค่ะ”
พอลเหลือบดูนาฬิกา
“11 โมง กว่าแล้ว ทานอาหารหนักเลยนะ”
“ดาวไม่ค่อยหิว”
“ไม่หิวก็ทานเป็นเพื่อนพี่”
“งั้นก็ทานเหมือนพี่พอลก็แล้วกัน!”
“เส้นใหญ่ราดหน้าทะเล สองที่”
“น้ำดื่มละครับ!”
“น้ำเปล่า”
“กรุณารอสักครู่ครับ”
บริกรเดินออกไป
“ไหน! มีอะไรก็ว่าไป!” พอลถามปรายดาว
“ดาวอยากหางานทำค่ะ เปิดดูทั้งใน ‘Net ทั้งในหนังสือพิมพ์แล้ว แต่เหมือนกับดาวยังไม่ถนัด ยิ่งประวัติดาวนอนหลับไปตั้ง 2 ปีกว่า ยิ่งทำให้เขาลังเลในความสามารถ พี่พอลพอจะช่วยได้ไหมค่ะ”
“แล้วทำไมเกิดนึกจะทำงานขึ้นมา ใจพี่น่ะอยากให้ดาวพักผ่อนให้นานกว่านี่สักหน่อย”
“พักไม่ได้แล้วค่ะ ดาวต้องทำงานเพื่อเลี้ยงพี่เดือนกับหลาน” พอลชะงักบริกรเอาอาหารมาเสิร์ฟ “ดาวรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ดาวยังคิดว่าอยากจะออกไปอยู่ที่อื่น... บอกตามตรงว่าดาวเกลียดเสี่ยเดนนิสจนทนอยู่บ้านเดียวกับเขาไม่ได้ ดีไม่ดี เขาอาจจะยกดาวไปให้ใครก็ไม่รู้”
“งั้นเรา แต่งงานกันดีไหม ดาวจะได้ย้ายออกมาอยู่กับพี่ พี่จะเลี้ยงดาวเอง”
“ทำอย่างนั้นมันก็ยังไม่พ้นใบบุญของเขาอยู่ดี” พอลนิ่งคิด “พี่พอลค่ะ” พอลมองเป็นเชิงถาม
“คุณศรีตรังเป็นเพื่อนพี่พอลใช่ใหมค่ะ”
พอลขยับตัวเล็กน้อย
“คือ พี่ก็ชักจะไม่แน่ใจ” ปรายดาวก้มหน้าลง ท่าทางเหมือนผิดหวัง “แต่ก็เอาเถอะ พี่จะลองพูดกับเขาดู”
ปรายดาวเงยหน้าขึ้นทันที
“ขอบคุณมากค่ะ พี่พอล”
“ทานก๋วยเตี๋ยวเถอะ เดี๋ยวเย็นหมดจะไม่อร่อย”
ทั้งคู่ลงมือกินอาหารตรงหน้า
อีกด้านหนึ่งขณะนั้นเตชิตขับรถมาจอดหน้าบ้านปรกเดือนแล้วเดินไปกดกริ่ง แจ๋วเดินมาเปิดประตู แล้วมองเตชิตอย่างแปลกใจ
“มาพบใครค่ะ”
“คุณปรายดาวครับ”
“อ๋อ ไม่อยู่ค่ะ จะให้เรียนเธอว่าใครมาหาค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ วันหลังผมมาใหม่ก็ได้”
“ค่ะ”
แจ๋วปิดประตู เตชิตเดินไปนั่งบนรถแล้วเอนศรีษะพิงพนัก
“ตอนเป็นวิญญานไม่เห็นงอนขนาดนี้ เฮ้อ”
ทางด้านพอลกับปรายดาวเมื่อทานอาหารเสร็จทั้งคู่ก็พากันเดินออกมาจากร้านอาหาร
“เอารถมาหรือเปล่า” พอลถาม
“เอามาค่ะ”
“งั้นพี่จะขับตามไปส่ง”
ขณะนั้นเตชิตยังจอดรถอยู่หน้าบ้านปรกเดือน เตชิตพิงพนักทอดสายตามองไปข้างหน้า จนกระทั่งเห็นรถปรายดาวแล่นเข้ามา เตชิตรีบลุกขึ้นขยับจะเปิดประตู แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นรถพอลแล่นตามมา
“ไอ้พอล ช่างสอดแทรกเข้าไปได้ทุกที่”
ปรายดาวบีบแตร ประตูเปิดออกปรายดาวขับเข้าไป พอลจะกลับรถขณะที่แจ๋วปิดประตู เตชิตขับออกมาขวางไว้ พอลหันมามองเตชิตนึกได้รีบถอยไป โดยที่พอลไม่ทันมองเห็นว่าเป็นใคร พอลมองตามท้ายรถไปฉุนๆ
“ขับรถชวนทะเลาะนี่”
พอลขับออกไป
เตชิตขับรถเลี้ยวออกจากซอยไป
“เกือบซวยทำให้ไอ้พอลจับได้แล้ว”
วันต่อมาที่บ้านศรีตรัง ศรีตรังกำลังเผชิญหน้ากับเจนจิรา
“ฉันคิดว่า คุณควรกลับกรุงเทพได้แล้ว”
“ศรีจ๋า...เจน”
“ไม่ต้องมาศรีมาเจนแล้ว ฉันให้คุณทศกับลุงสมเอารถมารออยู่ข้างนอก”
“เธอไล่ฉัน”
“เรียกว่าเชิญกลับดีกว่า”
“ใจดำ”
“ฉันให้เวลาเธอพอแล้ว อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ”
“ฉันจะฟ้อง ...” เจนจิราชะงักเมื่อนึกขึ้นมาได้
“เธอจะฟ้องศาลโลกก็ได้”
“เออ! ไปก็ได้ ระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน”
“แน่จริงอย่าเล่นลับหลัง ถ้ามาเห็นๆ อย่างนี้ไม่กลัวอยู่แล้ว”
เจนจิราเดินกระแทกเท้าขึ้นข้างบน ศรีตรังเดินออกไปข้างนอก
เจนจิราเข้ามาในห้องแล้วโทรไปฟ้องเดนนิส
“เสี่ยขา มันไล่เจนจริงๆ แล้วละค่ะ ไล่เหมือนหมูเหมือนหมาเลย”
“งั้นก็กลับมา”
“ขอบคุณมากนะคะที่เสี่ยเข้าใจเจน”
“ไม่ใช่เรื่องเข้าใจหรือไม่เข้าใจ แต่มันเกี่ยวกับศักดิ์ศรี ไม่เคยมีใครกล้าไล่คนของฉัน”
“แต่นังศรีตรังมันกล้าค่ะ”
“ก่อนมา ถามมันให้ได้ว่าใครเป็นคนฝากเธอ”
“ได้ค่ะ”
เจนจิราวางหู แล้วจัดการเก็บข้าวของด้วยสีหน้าแจ่มใสผิดกับสีหน้าเสแสร้งเมื่อสักครู่
“ถึงเวลาที่เจนจิราจะไปโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงเหมือนเดิมแล้ว”
ศรีตรังออกมาคุยกับสมและตรีทศหน้าบ้าน
“ฝากคุณทศกับลุงสมด้วยนะคะ อย่างน้อยเขาก็เป็นลูกผู้หญิงเหมือนศรี”
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ”
“ด้วยความเคารพ ลูกผู้หญิงแบบนี้น่ากลัวนะครับ มาโน่นแล้วครับ...หน้างอเป็นปลาทูแม่กลองเลย”
ศรีตรังและตรัทศหันไปมองจึงเห็นเจนจิราลากกระเป๋าเดินหน้างอง้ำเข้ามา ศรีตรังเดินออกไป
“เดี๋ยวก่อน” ศรีตรังหันกลับมา “ฉันอยากรู้ว่าใครเป็นคนฝากฉันให้มาอยู่ที่นี่”
“ก็บอกแล้วว่าบอกไม่ได้ ฉันสัญญาไว้แล้วและฉันก็เป็นคนรักษาสัญญาเสียด้วย”
ศรีตรังบอกแล้วเดินจากไป ตรีทศหยิบกระเป๋าเจนจิราใส่รถแล้วขึ้นรถด้านคนขับ สมเปิดประตูด้านหลังให้เจนจิรา
“ด้วยความเคารพ เชิญครับ”
เจนจิราทำหน้ารำคาญขณะขึ้นไปนั่ง สมขึ้นนั่งคู่ตรีทศ
“ ด้วยความเคารพ ไปได้เลยครับ”
ตรีทศหันมาถามเจนจิรา
“ไม่ลืมอะไรนะครับ”
“ถ้าลืมฉันก็จะถือเสียว่าทำบุญทำทาน”
ตรีทศขับออกไป โดยแกล้งกระชาก เจนจิราโวยวายลั่นรถ
ศรีตรังเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ศรีตรังหยิบขึ้นมาดูที่หน้าจอโทรศัพท์เป็นชื่อ พอล ศรีตรังกดทิ้งและปิดโทรศัพท์ทันที...พอลกดโทรศัพท์อีกแต่มีเพียงสัญญาณให้ฝากข้อความ
“ไม่รับโทรศัพท์แบบนี้ แสดงว่าอยากให้ไปหา”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พอลรีบดูเบอร์ ที่หน้าจอเป็นชื่อเจนจิรา สีหน้าพอลผิดหวังนิดๆ โดยไม่รู้ตัว
“ฮัลโหล!”
“พอล ต่อไปนี้ไม่ต้องไปหาเจนที่ไร่สังกะตังบ้าบอคอแตกนั่นอีกแล้วนะคะ” ตรีทศและสมสบตากัน
“นังสังกะตังเจ้าของไร่ มันขับไล่ไสส่งเจนออกมายังกับหมูกับหมา”
“ขอโทษครับ เจ้านายผมเธอชื่อศรีตรังครับ ไม่ใช่สังกะตัง” ตรีทศบอก
“ด้วยความเคารพ สังกะตังมันหมายถึง ผมที่พันกันจนสางไม่ออกน่ะครับ”
“ฉันกำลังคุยโทรศัพท์ อย่าสอด” เจนจิราต่อว่าตรีทศกับสม
“พูดให้มันดีๆ หน่อยซิคุณ ผมไม่ใช่ลูกจ้างของคุณนะ จะได้พูดเป็นมะนาวไม่มีน้ำ นายจ้างผมเสียอีก ยังพูดเพราะพูดดีกว่าคุณร้อยเท่าพันเท่า” ตรีทศบอกอย่างไม่พอใจ
“ก็ฉันไม่ใช่ลูกจ้างแกนี่” ตรีทศขยับจะพูดแต่สมขยิบตา เจนจิราคุยโทรศัพท์กับพอลต่อ “ขอโทษนะคะพอล เจนมัวทะเลาะกับลูกจ้างยัยสังกะตัง ...” ตรีทศแกล้งเบรครถจนเจนจิราหน้าทิ่ม “ว้าย ขับรถประสาอะไร”

พอลส่ายหน้าปิดโทรศัพท์
“ลุงสมจะขับก็ขับเถอะครับ ผมคงไม่ไหวแล้ว”
ตรีทศขยับจะลง สมรีบคว้าแขนเอาไว้
“ด้วยความเคารพ ผมขับเองก็ได้ครับ คุณทศกรุณานั่งทำหูหนวกไปด้วยก็ยังดี” ตรีทศถอนใจเฮือก
“คุณเจนจิราก็เหมือนกัน กรุณานั่งเงียบๆ หรือจะคุยกับโทรศัพท์กับใครก็ตามใจ แต่ได้โปรดอย่าพาดพิงถึงนายศรีตรัง หรือคนในไร่ก็จะเป็นพระคุณมาก ด้วยความเคารพ”
เจนจิราทำหน้าเชิด
ทางด้านพอล หลังจากวางหูจากเจนจิราแล้วพอลนั่งมองโทรศัพท์บนโต๊ะด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ไม่รับ...ไม่รับก็แปลว่า อยากให้ไปหา ต้องใช่อยู่แล้ว”
พอลพยักหน้ากับตัวเองช้าๆ
ค่ำวันนั้นศรีตรังขี่จักรยานมาจอดหน้าบ้านสม
“เต ไอ้เต” เตชิตค่อยๆ โผล่หน้าออกมา “ออกมาเถอะน่า ไม่มีพวกไอ้เสี่ยทะลึ่งเข้ามาถึงที่นี่หรอก”
เตชิตเดินออกมา
“ลุงสมกับคุณทศยังไม่กลับมาอีกเรอะ”
“ยัง เมื่อกี้โทรมาว่า แวะซื้อของ ช่างเถอะ นานๆ จะได้เข้ากรุงกับเขาสักที”
“ไอ้ฉันละเบื่อเมืองกรุงเป็นบ้า จบเรื่องนี้แล้วว่าจะขอย้ายมาอยู่กับแกที่ปากช่อง”
“ย้ายมาได้ แต่อยู่กับฉันน่ะไม่เอา นี่ฉันมีเรื่องจะปรึกษา”
“เรื่องอะไร”
“ฉันคาดว่า พรุ่งนี้อีตาพอลจะมาหาฉัน”
“เข้าใจคาดเข้าข้างตัวเองนี่หว่า”
“เฮ้ย นี่ฉันซีเรียส ฉันเลยอยากให้แกช่วยรับหน้าให้หน่อย”
“ไม่ได้ เพราะตอนนี้ฉันคือเตโช ไม่ใช่เตชิต ผู้กำกับสั่งให้ฉันหลบมาอยู่ที่นี่”
“เท่าที่แกเล่า ถ้าผู้กำกับรู้ อีตาพอลก็น่าจะรู้”
“ เออ จริง เสียดายว่ะ รู้งี้เมื่อกลางวันต่อยมันสักเปรี้ยงสองเปรี้ยงก็ดี”
“ทำไม”
“ก่อนมาที่นี่ ฉันมีเรื่องต้องตกลงกับเสียงหวาน แต่มันดันขับรถตามมาส่งจนถึงบ้าน พูดถึงเรื่องนี้ ฉันว่าแกอกหักแน่ว่ะ... ไอ้พอลมันดูห่วงใยเสียงหวานมาก”
“แกนั่นแหละหัก ฉันไม่มีวัน”
เตชิตยกมือลูบหน้า
“นั่นซิ...แล้วทำไมไอ้พอลมันต้องมาที่นี่ หรือว่าคิดจะจับปลา 2 มือ”
“ยังไงไม่รู้ แต่ฉันคิดว่าเขาต้องมา ถึงได้มาบอกให้แกไปช่วยรับหน้าหน่อยไง”
เตชิตมีสีหน้าครุ่นคิด
พอลตัดสินใจจะไปหาศรีตรังที่ไร่จึงโทรบอกปรายดาว
“คะ...พี่พอล”
“พรุ่งนี้จะไปไร่สุขศรีตรัง ดาวจะไปกับพี่ไหม”
“จะดีหรือคะ”
“ก็ดาวอยากจะไปทำงานที่นั่นไม่ใช่หรือ”
“พี่พอล”
“อย่าเพิ่งบอกใครจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”
“ได้ค่ะ...ดีใจจังที่จะได้ไปให้พ้นๆ บ้านนี้เสียที ถ้าพี่เดือนยอมไปด้วยก็ยิ่งดี”
“เดือนเขาไม่มีวันทิ้งเสี่ยไปหรอก พรุ่งนี้ พี่จะไปรับ 8 โมงเช้านะ”
“ค่ะ...พี่พอลไม่ต้องเข้ามานะคะ ดาวจะออกไปเอง”
“จ้ะ ว่าแต่ตัดสินใจแน่แล้วนะ”
“แน่นอนที่สุดค่ะ”
ปรายดาวมีสีหน้าแน่วแน่
เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่จุรีตั้งโต๊ะอาหารเช้า ศรีตรังคอยชำเลืองมองไปทางบริเวณทางเข้าไร่ จนทุกคนสังเกตเห็นจึงสะกิดบอกจุรี
“คุณ...คุณหนู...คุณหนูคะ” ศรีตรังรู้สึกตัวหันมา “คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
“เปล่าค่ะ” ศรีตรังบอกพร้อมกับลุกขึ้น “ ศรีขอตัวก่อนนะคะ เชิญทุกคนตามสบายไม่ต้องเกรงใจ ป้าจุ ... ช่วยดูแลทุกคนด้วยนะคะ”
“ค่ะ”
ศรีตรังเดินขั้นบันไดไป ทุกคนมองตามประหลาดใจ
ศรีตรังกลับเข้าห้องแล้วเดินกลับไปกลับมาด้วยความรู้สึกพลุ่งพล่าน
“ไม่ ไม่ ไม่ ฉันจะต้องไม่ตื่นเต้น...ไม่กระวนกระวาย” ศรีตรังทรุดตัวลงนั่งพยายามตั้งสติ “สติ สติสติ สติมา ปัญญาเกิด เขาจะมาหรือไม่มาก็ช่างเขา”
ศรีตรังค่อยๆ สงบลงแล้วสูดลมหายใจยาว
อีกด้านหนึ่งที่บ้านปรกเดือนขณะนั้นปรกเดือนกับเดนนิสกำลังนั่งทานอาหารเช้ากันอย่างเงียบๆ โดยมีแจ๋วคอยรับคำสั่ง
“ดาวล่ะ”
เดนนิสถามขึ้นมา
“เห็นแจ๋วบอกว่าออกไปข้างนอกแต่เช้าค่ะ”
“แล้วเธอก็ไม่ได้สนใจ”
“ยัยดาวโตแล้วนี่คะ แกเองก็ไม่ชอบให้เดือนคอยตามทุกฝีก้าว”
“นี่เธอไม่เป็นห่วงน้องบ้างเลยหรือ”
“แล้วเสี่ยล่ะคะ ไม่เป็นห่วงลูกบ้างเลยหรือ” เดนนิสนิ่งไป “เสี่ยไม่เคยถามสักคำว่า เดือนท้องกี่เดือนแล้ว ลูกดิ้นหรือยัง” เดนนิสเริ่มขบกรามหงุดหงิด “มีแต่ถามว่ายัยดาวไปไหน ไปกับใคร”
“นี่หึงแม้กระทั่งน้องเรอะ”
“ถ้าจะหึงน้อง สู้หึงคนอื่นไม่ดีหรือคะ เดือนแค่...”

เดนนิสทุบโต๊ะเปรี้ยงแล้วเดินออกไป ปรกเดือนกินข้าวต่อเรื่อยๆ ด้วยสีหน้าปกติ ขณะที่แจ๋วขวัญหนีดีฝ่อ
พอลขับรถพาปรายดาวมาไร่สุขศรีตรัง ระหว่างทางพอลชำเลืองมองปรายดาวซึ่งพยายามระงับความตื่นเต้น มือปรายดาวกำกันแน่น ปรายดาวเบือนหน้ามามองพอล

“ดาวตื่นเต้นจังค่ะ พี่พอลว่าเขาจะรับดาวเข้าทำงานไหมคะ” พอลมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด “แต่คงรับ เพราะพี่พอลเป็นเพื่อนของเขา”
“ถ้าจะรับ เขาก็คงรับเพราะตัวดาวเอง ไม่ใช่พี่”
“พี่พอลพูดแปลกๆ”
“ ใกล้จะถึงแล้ว”
ปรายดาวยิ้มชะเง้อมองไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น
ศรีตรังยกงานเข้ามาในห้องพยายามทำสมาธิอย่างดีที่สุดจนเป็นปกติ แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“เชิญค่ะ”
ประตูเปิดออก จุรีเดินเข้ามา
“อะลัดตั๊ดต๊า ทายซิคะ ใครมา”
ศรีตรังมีสีหน้าสังหรณ์ขึ้นมาแว่บหนึ่ง
“ใครหรือคะ”
“คุณหนูเผือกไงคะ พอป้าเห็นเธอทีไร อดตกใจไม่ได้ซักทีค่ะ”
“เอ๊ะ มาทำไม”
“คุณหนูลงไปถามดูซิคะ”
ศรีตรังสีหน้าครุ่นคิดแล้วจึงปิดคอมฯ
ขณะนั้นปรายดาวกับพอลรออยู่ข้างล่าง ปรายดาวเอื้อมมือมาจับแขนพอล
“มือดาวเย็นเจี๊ยบเลย”
พอลจับมือปรายดาวบีบเหมือนจะให้ความอบอุ่น
“ไม่เป็นไร”
ศรีตรังเดินลงมากับจุรี ศรีตรังตวัดสายตามองที่มือของทั้งคู่แว่บหนึ่ง ปรายดาวรีบดึงมือออกแต่พอลยังจับไว้
“เดี๋ยวป้าจะไปเตรียมขนมมาเลี้ยงนะคะ” จุรีบอก
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ไม่ได้ค่ะ เป็นธรรมเนียมไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ ไงคะ”
จุรีเดินไปข้างใน ศรีตรังจำใจเดินมานั่งตรงข้ามปรายดาวกับพอล ศรีตรังบังคับสายตาให้อยู่แค่ปรายดาว
“มีธุระอะไรหรือคะ”
ปรายดาวหันไปมองพอล
“พี่พอลคะ” ปรายดาวพยักเพยิดให้พอลพูด
“ดาวพูดเองซิจ้ะ คุณศรีตรังใจดีออก”
พอลบอกเสียงอ่อนโยน ศรีตรังมองท่าทางอ่อนโยนของพอลอย่างขวางๆ แว่บหนึ่ง
“คือ...ดาวขอร้องให้พี่พอลพามาพบคุณศรีตรังน่ะค่ะ ดาวเห็นว่ารีสอร์ทเพิ่งจะสร้างใหม่ บางทีคุณศรีตรังอาจจะอยากได้พนักงาน”
“เรายังไม่มีนโยบายจะรับพนักงานเลยค่ะ” ปรายดาวหน้าเสีย ขณะที่พอลมองศรีตรังอย่างตำหนิ
“เสียใจจริงๆ ค่ะ”
ปรายดาวก้มหน้าลง ท่าทางเหมือนทั้งอายและเสียใจ ขณะนั้นจุรีออกมาพร้อมขนมนมเนยน่ากิน
“มาแล้วค่ะ มาแล้ว”
จุรีชะงักเมื่อเห็นท่าทางของทุกคน
“ป้าครับ ผมฝากดาวหน่อย ผมมีเรื่องจะพูดกับศรีตรัง”
“พี่พอล อย่าเลยค่ะ คุณศรีตรังคง ...”
“ดาว...ไปกับป้าก่อน”
“แหม คุณ สั่งยังกับที่นี่เป็นบ้านของคุณ แล้วป้าจุก็เป็นคนของคุณเชียวนะ” จุรีลังเล
“ป้าครับ ผมขอร้อง”
“ค่ะ...เชิญค่ะ คุณหนูเผือก”
ปรายดาวชะงักกับสรรพนาม แต่ก็ตามจุรีไปโดยดี จุรีพาปรายดาวเข้ามาในครัว
“ท่าทางสองคนนั่นเหมือนจะทะเลาะกันนะคะ” ปรายดาวบอก
“งั้นมั้งคะ เราปล่อยให้เคลียร์กันไปเถอะค่ะ คุณหนูทานข้าวเช้ามาหรือยังคะ”
“ทานน้ำผลไม้น่ะค่ะ”
“งั้นลองมัสหมั่นไก่ของป้า”
จุรีพูดพลางจัดการตักข้าวและตักแกงให้
“ทำไมป้าถึงเรียกว่า คุณหนูเผือกล่ะคะ”
จุรีชะงักนิดหนึ่ง
“เพราะคุณหนูขาวไงคะ นี่ค่ะ...”
จุรีตัดบทเลื่อนจานอาหารให้ปรายดาว
ระหว่างนั้นในห้องรับแขกพอลกับศรีตรังเผชิยหน้ากันตามลำพัง
“คุณไม่ควรทำอย่างนั้น ดาวกับผมเป็นคนละคนกัน” ศรีตรังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ถ้าอยากจะแก้แค้น”
ศรีตรังลุกขึ้นทันที
“ขอโทษ ฉันไม่มีเวลาพอที่จะมานั่งฟังคุณพล่าม ... เวลาฉันเป็นเงินเป็นทอง”
ศรีตรังเดินขึ้นบันไดไป พอลมองตามอย่างหงุดหงิด แล้วเดินตามไป พอลเดินตามศรีตรังมาถึงหน้าห้องจึงดึงแขนศรีตรังไว้
“เอ๊ะ”
“คุณต้องการแก้แค้นผมใช่ไหม”
“ฉันไม่รู้จักคุณ คุณไม่รู้จักฉัน แล้วเราจะมีความแค้นกันได้ยังไง” พอลดึงศรีตรังมาใกล้ ศรีตรังพยายามขืนตัว “ปล่อยนะ อย่ามาทำบ้า ในบ้านของฉัน”
“ดาวกำลังเดือดร้อน ผมขอร้องให้คุณรับเธอไว้”
“อ๊าว คุณเป็นแฟนกัน ก็ไปช่วยกันเองซิ ฉันไม่เกี่ยว”
“ศรีตรัง คุณไม่ใช่คนอย่างนี้”
“แล้วฉันเป็นคนอย่างไหนมิทราบ”
พอลอึ้งไปศรีตรังถือโอกาสผลักพอลออกห่าง แล้วเปิดประตูจะเข้าห้อง พอลดันประตูไว้ทัน
“จะลงไปพูดกันดีๆ ข้างล่าง หรือเข้าไปพูดในห้องคุณ”
ศรีตรังมองพอลเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
ระหว่างนั้นในครัวปรายดาวกินข้าวจนอิ่ม
“อร่อยจังเลยค่ะ”
“นี่ค่ะ” จุรีเลื่อนน้ำให้
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่รู้ว่าคุณหนูของป้ากับคุณชายเผือกคุยกันเสร็จหรือยัง” ปรายดาวมองจุรีเขม็ง จุรียิ้มเจื่อน ๆ “ขอโทษค่ะ”
“ดาวอยากออกไปเดินเล่นหน่อยได้ไหมคะ”
“ไปค่ะ” จุรีทำท่าจะนำไป
“ป้าไม่ต้องไปหรอกค่ะ ดาวอยากจะลองทบทวนอะไรอักซักครั้ง ป้าคอยดูเจ้านายของป้ากับพี่พอลดีกว่า”
“คุณหนูไม่หลงทางนะคะ”
“คิดว่าไม่ค่ะ เพราะดาวไม่ได้ไปไกล”
ปรายดาวพูดพลางเดินออกไป จุรีมองตาม
จุรีเดินเข้ามาในห้องรับแขกแล้วชะงักรีบผลุบเข้าไปใหม่ เมื่อเห็นพอลดึงแขนศรีตรังลงจากบันไดมาที่ห้องรับแขก
“นั่งลง แล้วฟังผมให้ดี” ศรีตรังยังยืนเฉย พอลเดินมาโอบไหล่จะนั่งด้วยกัน ศรีตรังรีบนั่งลงก่อน พอลนั่งลงตรงข้าม “ทีนี้ ฟังผมให้ดี” ศรีตรังเริ่มเหลือกตามองบนเพดาน พอลลงเสียงหนัก “ศรีตรัง”
ศรีตรังสบตาเอาจริงของพอล แล้วจำใจฟัง แต่ก็แสดงออกให้รู้ว่าไม่พอใจ
ระหว่างปรายดาวเดินอยู่ในไร่ด้วยแววตาครุ่นคิด ปรายดาวเดินมาหยุดตรงบริเวณต้นกุหลาบ ปรายดาวหยุดยืนมองดอกกุหลาบแล้วเก็บดอกบานที่สุด 1 ดอก ปรายดาวเดินต่อ โดยก้มหน้าก้มตาดึงกลีบนับทีละกลีบ
“โกหก ไม่โกหก โกหก ไม่โกหก โกหก ไม่โกหก โกหก ไม่โกหก โกหก ไม่โกหก โกหก”
เตชิตขี่จักรยานเลี้ยวเข้ามาในขณะที่ปรายดาวโผล่ออกมาเช่นกัน เตชิตตกตะลึงแล้วตกใจไม่คาดคิด รถแล่นไถลไปชนต้นไม้
“โอ๊ย” เตชิตกระเด็นตกลงมาจากรถ
“คุณเตชิต”
“เรียกผมว่าเตโช”
“เห็นมั้ย คุณโกหกจริงๆ แล้วที่คุณต้องลงไปนอนแอ้งแม้งอย่างนั้นก็เพราะคุณโกหก”
“ช่วยผมให้ลุกขึ้นหน่อยซิ”
“ฉันเกลียดคนโกหก ขนาดฉันรู้ว่าคุณคือผู้กองเตชิต คุณยังกล้าบอกว่าชื่อเตโช”
เตชิตถอนใจเฮือก
“นั่งก่อนซิ”
“อะไรนะ”
“ผมเชิญคุณนั่ง ในเมื่อผมยังยืนไม่ได้ คุณก็ควรนั่งคุยกับผม”
“ฉันเกลียดคนโกหก”
ปรายดาวหันหลังเดินไป เตชิตยันตัวลุกขึ้นจนได้
“นี่คงมากะไอ้เจ้าพอลน่ะซิ”
ปรายดาวหันขวับมาทันที
“เขาเป็นคู่หมั่นฉัน กรุณาให้เกียรติเขาด้วย”
“ไอ้พอลมันก็โกหก”
“ เอ๊ะ”
“คุณเองก็ต้องเคยโกหก! มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยโกหกบ้าง”
“แต่เขาก็ไม่โกหกร้ายแรงแบบคุณ”
“ผมมีเหตุผล”
“เหตุผลของคุณมันเชื่อไม่ได้”
ปรายดาวเดินออกไป เตชิตยันตัวขึ้นแล้วเดินตาม
ที่ห้องรับแขกพอลเล่าความจำเป็นของปรายดาวที่อยากมาอยู่ที่นี่กับศรีตรัง
“ทั้งหมดที่ผมเล่านี่แหละคือความจำเป็นของดาว เขาเป็นคนขอร้องให้ผมมาพูดกับคุณเองว่าเขาอยากมาทำงานที่นี่ ซึ่งจะว่าไปผมก็แปลกใจเหมือนกันว่า ทำไมเขาถึงดูผูกผันกับไร่สุขศรีตรังนัก” ศรีตรังนิ่ง สีหน้าใครครวญครุ่นคิด “ผมรู้ว่า...”
“ตกลงฉันจะรับคุณปรายดาวไว้” พอลถอนใจอย่างโล่งอก “แต่ไม่ใช่เพราะคุณแม้แต่นิดเดียว”
“ไม่เป็นไร”
“หมดธุระแล้ว คุณกลับไปได้” พอลมองศรีตรังเหมือนน้อยใจ “ป้าจุ ป้าจุขา”
จุรีเดินออกมา โดยค่อยๆ โผล่ออกมาดูท่าทีก่อน พอเห็นทุกอย่างปกติก็เดินเข้ามา
“มาแล้วค่ะ”
“คุณดาวจะมาทำงานกับเรา”
“ไม่แล้วค่ะ ดาวเปลี่ยนใจแล้ว”
เสียงปรายดาวดังขึ้น ทุกคนหันไปมองจึงเห็นปรายดาวเดินเข้ามาตามด้วยเตชิต พอลและเตชิต ต่างคนต่างชะงัก จ้องมองกัน
ศรีตรีงลากเตชิตออกมาคุยกันตามลำพัง
“มานี่เลย บอกมาซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
เตชิตถอนใจเฮือก
“เขาหาว่าฉันโกหก”
“แล้วแกโกหกเขาหรือเปล่า”
“โกหก”
“นั่นไง”
“โธ่เอ๊ย ไอ้ศรี หยุดซ้ำเติมฉันเสียทีได้ไหม! ฉันโกหกเรื่องที่ฉันต้องเป็นเตโช”
“โธ่เอ๊ย ก็ดันให้เขาจับได้นี่น้า แหม...ไม่อยากใช้คำว่าโง่เล้ย แต่ก็ไม่มีคำไหนเหมาะสมคู่ควรกับแกกว่าคำนี้อีกแล้ว”
“เขายังพาลไปถึงเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังว่า วิญญาณของเขาอยู่ที่นี่ว่าเป็นเรื่องโกหกอีก”
“แหม! ขนาดฉันเป็นเพื่อนแก ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย แล้วนี่จะเอายังไง”
“ถ้าไอ้พอลมันรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่มันคงไม่ให้เสียงหวานมาอยู่ที่นี่ร้อก พนันได้เลย”
ผิดคาดเพราะขณะนั้นพอลกำลังบอกให้ปรายดาวอยู่ที่ไร่สุขศรีตรัง
“ดาวต้องอยู่ที่นี่”
“เอ๊า พี่พอล ดาวไม่อยากอยู่”
“เชื่อพี่เถอะ”
“ไม่ค่ะ”
พอลมองปรายดาวอย่างแปลกใจ
“ทำไมล่ะ ดาวไม่เคยดื้อ ไม่เคยเป็นอย่างนี้เลยนี่”
“เรากลับกันเถอะค่ะ” ปรายดาวบอกดดยไม่ยอมสบตาพอล พอลมองปรายดาวอย่างเพ่งพิศ
“เพราะผู้ชายคนนั้นใช่ใหม” ปรายดาวนิ่งเงียบไม่ตอบ แต่เม้มปาก พอลพยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจ
“เขาไม่เป็นอันตรายกับดาวหรอก เชื่อพี่เถอะ”
“พี่พอลทราบได้ยังไงค่ะ”
“เพราะเขาเป็นเพื่อนของศรีตรัง... ศรีตรังเป็นคนดี...”
“แต่ท่าทางเธอไม่ชอบพี่พอล”
“ไม่ใช่ท่าทางหรอก เขาเกลียดพี่เลยละ” ปรายดาวอ้าปากจะถาม “อย่าเพิ่งถาม พี่อยากให้ดาวดูว่า ขนาดเขาเกลียดพี่ยังกับอะไร พอรู้เหตุผลเข้าจริงๆ เขายังให้ดาวอยู่ด้วย พอเขารับแล้ว ดาวยังจะปฎิเสธเขาลงอีกหรือ”
ปรายดาวนิ่งคิด พอลมองปรายดาวด้วยสีหน้าสงบ
ขระนั้นศรีตรังยังอยู่กับเตชิต ศรีตรังทรุดตัวลงนั่ง แล้วถอนใจเฮือก
“ตกลงจะโอหรือไม่โอ” ศรีตรังถอนใจเฮือก “แปลว่าโอ”
“เฮ้ย ฉันยังไม่ทันพูดซักคำ”
เตชิตตบหัวเพื่อนเบาๆ
“ฉันรู้ว่าแกเป็นคนใจดี มีเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขา ...”
“พอ พอ ไม่ต้องมาสอพลอฉัน รู้หรอกน่าว่าแกน่ะ อยากให้คุณหนูเผือกเสียงหวานมาหลบภัยที่นี่ใจแทบขาด ...แกจะได้สอพลอเขาต่อ ...”
“พูดซะฉันดูทุเรศเลย” เตชิตดึงศรีตรังให้ลุกขึ้น “ไปได้แล้ว”
“ไปไหน”
“งง ทำงง ก็ไปตอบรับให้คุณหนูเผือกทำงานน่ะซิ ไป”
“แล้วแกล่ะ”
“ขืนฉันไปด้วยมีหวังคุณเธอ ไม่ยอมอยู่แน่ๆ แกนั่นแหละไป”
“เออ ... เออ”
ศรีตรังเดินกลับไป เตชิตยืนคิดครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเดินตามไป
ขณะนั้นจุรีค่อยๆ โผล่หน้าออกมาแอบดูจึงเห็นปรายดาวและพอลนั่งคุยกันเบาๆ ขณะที่ศรีตรังเดินไขว้หลังเข้ามา ทำหน้าตาย แววตาพอลเป็นประกายขึ้นมาทันที ขณะที่ปรายดาวยังมีสีหน้าลังเล
ศรีตรังกระแอมแล้วมองปรายดาว
“ตกลงค่ะ ไร่สุขศรีตรังจะรับคุณไว้เป็นพนักงาน”
พอลมองหน้าปรายดาวซึ่งดูไม่ตื่นเต้นดีใจเท่าที่ควร
“ขอบคุณค่ะ”
“ผมก็ต้องขอบคุณเหมือนกัน”
“ไม่ต้องการ เอากลับไปด้วย”
ปรายดาวเบิกตากว้างมองศรีตรัง จุรีเดินออกมาด้วยหน้าตาแจ่มใส
“คุณหนูเผือกไปอยู่กับป้ามั้ยคะ ป้าอยู่คนเดียว มันเหงาค่ะ”
“ให้อยู่ห้องข้างๆ ศรีตรังก็ได้ค่ะป้า”
“อยู่กับป้าจุดีกว่าค่ะ ดาวรู้สึกคุ้นๆ กับป้าจุยังไงก็ไม่รู้”
“นั่นซิคะ ป้าก็เหมือนกัน”
“เสื้อผ้าคุณดาวล่ะคะ”
“อยู่ในรถ เดี๋ยวผมเอาไปส่งให้ บ้านป้าจุอยู่ตรงไหนล่ะครับ”
“เชิญทางนี้เลยค่ะ”
ทั้งหมดเดินออกไป โดยศรีตรังทำอ้อยอิ่งอยู่หลังสุด แต่ก็ออกไปเพื่อไม่ให้เสียมารยาท
ทุกคนเดินไปที่รถพอล เตชิตรีบหลบทันที
“ไกลมั้ยครับ” พอลถามจุรี
“ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ”
พอลเปิดประตูให้ทุกคนขึ้นรถ ในขณะที่ศรีตรังยืนกอดอกพิงเสามอง ห่างออกมา พอลหันไปมองศรีตรัง
“จะไม่ไปด้วยกันหรือครับ” ศรีตรังทำเป็นหูทวนลม “ให้ตายเถอะ”
พอลพึมพำออกมาแล้วขึ้นรถขับออกไปเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย ศรีตรังขยับจะเดินเข้าบ้าน
“ไอ้ศรี”
ศรีตรังหันไปมองจึงเห็นเตชิตหลบอยู่มุมหนึ่ง
“ออกมาได้แล้ว” เตชิตเดินออกมา “ไป เข้าไปคุยกันข้างใน”
ทั้งคู่พากันเดินเข้าบ้าน
เตชิตและศรีตรังเดินเข้ามาภายในบ้าน
“ฉันจะต้องพยายามทำให้ปรายดาวกลับมาเป็นเสียงหวานให้ได้” เตชิตบอก
“แกจะฆ่าเขาเรอะ”
“บ้าซิ...เฮ้ย แกต้องช่วยฉันคิดหาวิธีนะ”
“เฮ้อ แค่คิด หาวิธีรับมือ ถ้าไอ้เดนิสรู้เรื่องปรายดาวมาพักที่นี่ ฉันก็สยองจะแย่อยู่แล้ว แกยังจะเอาเรื่องปวดสมองมาให้ฉันอีก”
“ฉันอยู่ด้วยทั้งคน แกจะกลัวอะไร”
“ก็กลัวแกนั่นแหละ ศัตรูเยอะไปหมด จนจะทำให้ฉันซวยไปด้วย”
“รับรองน่า คบกับเตไม่มีซวย”
ศรีตรังผลักหัวเตชิตอย่างหมั่นไส้เต็มที่
เมื่อมาถึงบ้านจุรีพอลหิ้วกระเป๋าใส่เสื้อผ้าปรายดาวตามจุรีและปรายดาวเข้ามาในห้องอ้อย
“ห้องลูกสาวป้าเองค่ะ” สีหน้าจุรีหมองลง “จัดให้อย่างดี แต่มันกลับไม่รักดี คงอีกนานกว่าจะได้กลับมาหรือกลับมาอีกทีป้าตายไปแล้วก็ได้”
“โถ ป้าขา” ปรายดาวกอดจุรี จุรีกอดปรายดาวร้องไห้ “ดาวก็มีทุกข์ ป้าก็มีทุกข์ เราอยู่ด้วยกันจะได้ปลอบใจกันนะคะ”
“ค่ะ...ป้าดีใจที่คุณหนูมาอยู่เป็นเพื่อนป้าที่นี่”
“ดาวก็เต็มใจมาอยู่กับป้าจุค่ะ มันเหมือนเราคุ้นเคยกันมาก่อน”
“ผมจะไปรอข้างล่างนะ”
“ค่ะ”
“พี่จะโทรบอกเดือนด้วย”
“ขอบคุณค่ะ บอกพี่เดือนว่าไม่ต้องเป็นห่วงดาวนะคะ”
พอลพยักหน้าเดินออกไป จุรีมองตาม
“คนรักคุณหนูหรือค่ะ”
“คู่หมั้นเลยค่ะ พี่พอลบอกว่ารอให้ทุกอย่างเรียบร้อย แล้วเราจะแต่งงานกัน”
อีกด้านหนึ่งที่บ้านปรกเดือน ขณะนั้นปรกเดือนกำลังอ่านนิตยสาร แม่ๆ ลูกๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปรกเดือนหยิบมาดู พอเห็นว่าเป็นใครก็รีบกดรับด้วยสีหน้าโล่งใจ
“พอล เดือนโทรหาพอลตั้งหลายครั้ง แต่พอลปิดมือถือ ยัยดาวไปไหนก็ไม่รู้”
“ดาวอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว”
“คุณเป็นคนพาแกไปหรือคะ” ปรกเดือนถามอย่างตกใจ
“ครับ...ตอนนี้ดาวอยู่ที่ ...”
“ไม่ต้องบอกค่ะ เดือนเชื่อใจคุณ แต่ที่ไม่ให้บอกก็เพราะว่าเดือนโกหกไม่ค่อยเก่ง กลัวเสี่ยถาม แล้ว
จะมีพิรุธ ...ดาวปลอดภัยดีนะคะ”
“ครับ เดี๋ยวพอจัดข้าวจัดของเรียบร้อยแล้วคงจะโทรหาคุณ”
“พอล คุณพาแกไปอยู่ด้วยใช่ไหม”
“ไม่ใช่แน่นอน ขอให้เชื่อใจผม ผมจะไม่มีวันทำให้ดาวด่างพร้อยเด็ดขาดเพื่อนคนนี้ของผมเป็นผู้หญิง”
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมาก”
“แค่นี้ก่อนนะครับ”
“ค่ะ...ขอบคุณอีกครั้ง”
ปรกเดือนปิดโทรศัพท์วางลงด้วยสีหน้าโล่งใจสุดๆ
ขณะนั้นเตชิตยังคุยอยู่กับศรีตรัง เตชิตลุกขึ้น
“ฉันไปช่วยลุงสมกับคุณทศละ”
“แกอย่าไปให้คุณหนูเผือกเสียงหวานเห็นบ่อยๆ นะเว้ย”
“รู้แล้วละน่า”
“นอกจากตัวคุณหนูจะไม่ Happy แล้ว คู่หมั้นคุณหนูอาจจะไม่พอใจ”
“เออน่า”
เตชิตเดินออกไป ศรีตรังเอนหลังพิงพนัก แล้วหลับตาลง
ปรายดาวเดินออกมาจากห้อง ขณะนั้นพอลกำลังมองไปโดยรอบที่ให้บรรยากาศสงบร่มรื่นอย่างพอใจ
“พี่พอลคะ” พอลหันมามอง “พี่พอลกลับได้แล้วค่ะ”
“อ้าว ทีนี้ละไล่พี่เลย”
“เปล่าสักหน่อย ดาวแค่ไม่อยากให้ใครสงสัยว่าพี่พอลหายไปไหนนาน”
“งั้นพี่ไปละ”
ขณะที่ทั้งคู่คุยกัน จุรีเดินออกมาพร้อมแก้วน้ำมะนาว
“น้ำมะนาวเย็นเจี๊ยบค่ะ”
“ขอบคุณครับ...” พอลรับมาดื่ม “ชื่นใจจัง...ผมฝากดาวด้วยนะครับ”
“ไม่ต้องเป็นห่วงคะ”

พอลเดินออกไป ปรายดาวและจุรีมองตาม







Create Date : 24 มีนาคม 2555
Last Update : 24 มีนาคม 2555 1:25:34 น.
Counter : 122 Pageviews.

0 comment
ปางเสน่หา ตอนที่ 16 (ต่อ)


เจนจิรากำลังอ่านหนังสืออย่างสบายใจอยู่ในห้อง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ศรีตรังเดินผ่านหน้าห้องพอดีถึงกับชะงัก

“ฮัลโหล เสี่ยขา”
ศรีตรังค่อยๆ เดินไปใกล้ แนบหูฟัง ส่วนภายในห้องเจนจิรายิ้มหวานกับสิ่งของรอบตัว
“เสี่ยมีอะไรจะใช้เจนหรือคะ”
“สืบอาการของไอ้เตชิตให้หน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง ใกล้ฟื้นหรือว่าใกล้ตาย”
“ได้เลยค่ะ เจนจะรีบรายงานเสี่ยโดยเร็วที่สุด”
“เมื่อวาน ฉันโอนเงินไปให้เธอแสนนึง คืนพรุ่งนี้จะมีคนปลอมตัวเป็นคนงานไปพบเธอ มันมีของให้เธอด้วย แล้วมะรืนนี้จะมีคนงานอีกคนไปรับของ”
“เอ้อ...ของ...ของอะไรคะ” เจนจิรากระซิบถาม
“ไม่ต้องถาม ทำตามที่ฉันสั่งพอ”
“ค่ะ...สวัสดีค่ะ” เจนจิราวางโทรศัพท์ลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นกังวล “ของ...โธ่เอ๊ย เจนจิราจะทำยังไงดีเนี่ย”
ศรีตรังค่อยๆ เดินกลับเข้าห้อง พอเข้ามาในห้องศรีตรังโทรศัพท์หาเตชิตทันที
“ว่าไง ศรี”
“ฉันสงสัยว่ายัยเจนยังติดต่อกับเสี่ยอยู่ว่ะ เมื่อกี้ฉันแอบฟังได้ยินเสียงโทรศัพท์”
“อ้าว ไหนแกว่ายืดไว้แล้วไง”
“คงแอบให้ใครไปซื้อมาอีก อ้อ...บิลค่าโทรศัพท์บ้านฉันมีเบอร์แปลกๆ ด้วย สงสัยจะเป็นยัยนี่นั่นแหละแอบโทรออกไป แกช่วยสืบดูให้หน่อยว่าเบอร์ใคร”
“ได้ เบอร์อะไรล่ะ” เตชิตกดเม็มเบอร์ตามที่ศรีตรังบอก “ เอาละ...เรียบร้อย”
“แล้วทางแกเป็นไงบ้าง”
“เมื่อ 2-3 วันก่อน คุณหนูเผือกเสียงหวานมา”
“หา”
“ไม่ต้องหา ฉันเจอตัวพอดี” เสียงกริ่งข้างนอกดังขึ้น “เฮ้ย มีคนมา แค่นี้ก่อนนะ...อย่าลืมสอดแนมสายลับเจนจิราด้วย”
เตชิตปิดโทรศัพท์วางลงแล้วเดินออกไป
เตชิตเดินออกมาดูหน้าบ้านแล้วต้องประหลาดใจเมื่อเห็นปรายดาวยืนอยู่ เตชิตรีบเดินไปเปิดประตูให้
“เชิญข้างในครับ”
“ ไม่เป็นไรค่ะ คุยกันข้างนอกนี่ก็ได้”
“นี่คุณ ถ้าไม่ไว้ใจผมก็กลับไปได้ ไม่ต้องมาพูดกัน เห็นหน้าโหดๆ แบบนี้ ที่จริงผมธัมมะ ธัมโมนะ จะบอกให้ เคยบวชเรียนมาตั้ง 5 พรรษา”
“คือ...ขอโทษค่ะ”
“ โหสิ ยกโทษให้”
พูดจบเตชิตหันหลังกลับจะเดินเข้าบ้าน
“เดี๋ยวค่ะ” ปรายดาวรีบเรียก เตชิตยิ้มนิดๆ แล้วหันกลับมา ทำหน้าขรึม “ฉันยังไม่ได้พูดธุระเลย”
“อ้าว ก็นึกว่าขอโทษเสร็จ ก็จบกัน”
“ฉัน...ฉัน อยากจะขอความช่วยเหลือจากคุณ”
“ผมเนี่ยนะ”
ปรายดาวมองเตชิตด้วยแววตาที่ใสซื่อ
เตชิตพาปรายดาวเข้ามาคุยในบ้าน
“เชิญนั่ง”
“ขอบคุณค่ะ”
ปรายดาวนั่งแบบระมัดระวัง แล้วมองหาทางหนี หากเกิดอะไรขึ้น
“คุณคงไม่กินน้ำบ้านผม เพราะกลัวถูกวางยา” ปรายดาวยิ้มแห้ง อับจนคำตอบ “ไม่เป็นไร ไม่ว่ากัน ว่าแต่คุณมีธุระอะไร”
“คุณเตชิตเป็นยังไงบ้างคะ”
“เก๊าะ ... สบายดีอย่างที่เห็น” เตชิตบอกอย่างลืมตัว ปรายดาวมองอย่างแปลกใจ เตชิตขยับตัว กระแอมเล็กๆ “ผมหมายถึงว่า สบายดีแบบโคม่า”
“คุณใจร้าย”
“อ้าว”
“คุณเอาคนเจ็บมาล้อเลียน คุณคิดว่าสบายนักหรือที่ต้องนอนนิ่งๆ ให้คนเขามามองด้วยความสมเพชเวทนา...ทำอะไรก็ไม่ได้ กินก็ไม่เหมือนคนอื่นถ่ายก็ไม่เหมือนคนอื่น สภาพมันช่างน่าทุเรศสิ้นดี”
ปรายดาวพูดด้วยความอัดอั้นตันใจน้ำตาไหลพรากๆ “ต้องนอนเป็นผัก ...”
เตชิตเข้ามาโอบกอดปรายดาวอย่างปลอบโยน
“ผมขอโทษ ...ผมไม่ได้ตั้งใจ...ผมขอโทษ”
ปรายดาวสะอึกสะอื้นขืนตัวในตอนแรก แล้วปล่อยตัวซบหน้าร้องไห้ด้วยความอ่อนโยนของเตชิต
“คุณไม่รู้หรอกว่ามันขมขื่นแค่ไหน “
“ผมรู้...ผมรู้”
ปรายดาวนิ่วหน้าแล้วผลักเตชิตออกห่าง
“คุณรู้ได้ยังไง”
“ก็...จากความรู้สึก”
ปรายดาวนิ่ง เตชิตส่งทิชชูให้มองดูปรายดาวเช็ดน้ำตาจนแห้ง
“คุณเป็นญาติสนิทของคุณเตชิตใช่ไหมคะ”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีปัญหา”
“ปัญหาอะไร” เตชิตชะงัก
“ก็พาฉันไปเยี่ยมคุณเตชิต” เตชิตสะดุ้งโหยง
“เฮ้ย”
“ทำไมหรือคะ” ปรายดาวทำหน้างง
“คือ...”
ปรายดาวยกมือไหว้เตชิตด้วยสีหน้าวิงวอนน่ารักน่าสงสาร
“ได้โปรดเถอะค่ะ...คุณเตชิตมีบุญคุณกับฉันมากเหลือเกิน ฉันพูดไปคุณก็คงไม่เข้าใจ กรุณาด้วย
เถอะนะคะ ฉันรู้ว่าคุณทำได้”
เตชิตถอนใจเฮือกแล้วยกมือลูบหน้าไม่รู้จะทำอย่างไร
หลังจากปรายดาวกลับไปแล้วเตชิตจึงนัดเจอกับธากรณ์และธง เพื่อปรึกษาเรื่องนี้
“เอาละซิวะ จะทำยังไงดี”
“มันก็มีวิธีเดียว คือฉันต้องลอกคราบเตโชออกให้หมด แล้วกลายเป็นเตชิตไปนอนเป็นเจ้าชายนิทราตามเดิม”
“ใช่เลยครับผู้กอง ผมกำลังจะพูดอยู่พอดี”
“แล้วทำไมไม่พูด”
“ก็ผู้กองยศใหญ่กว่าก็ต้องหลีกทางให้พูดก่อนน่ะซิครับ”
“ทีนี้ก็เหลือแค่เรื่องที่แกจะแบ่งปัน 2 ภาคได้ยังไง ไอ้ครั้นพอเป็นเตโชพาคุณปรายดาวมาถึงแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงกลายเป็นเตชิต ...พอเยี่ยมเสร็จกลับกลายเป็นเตโชอีก มันก็เป็นการ์ตูนเกินไป” ธากรณ์บอก
“นอกจากจะให้แกเป็นคนพาคุณดาวมาเยี่ยม”
“เฮ้ย เฮ้ย ฉันหล่อกว่าแกแยะ ปลอมยังไงก็ไม่เหมือนทั้งเตโชเตชิต”
“ใครบอกว่าให้แกปลอมล่ะ แกก็เป็นธากรณ์ยังงี้แหละ”
“โอ.เค. เข้าใจแล้ว”
“ต้องใช้ยานอนหลับสักหน่อยมั้ยครับ”
“ใช้ทำไม”
“ก็เมื่อผู้กองหนังตาเต้นยิบๆ ไงครับ”
“ไม่ต้อง เอาละ ใช้แผนนี้ก็แล้วกัน”
เตชิตมีสีหน้าโล่งใจสุดๆ เมื่อหาทางออกได้
เมื่อกลับมาบ้านเตชิตจึงโทรบอกปรายดาวเรื่องที่จะให้ธากรณ์เป็นคนพาเธอไปเยี่ยมเตชิต
“ให้คนอื่นพาไปหรือคะ”
“ครับ...เพราะพรุ่งนี้ผมมีธุระพอดี”
“งั้นเอาไว้ให้คุณเตโชทำธุระเสร็จก่อนก็ได้ค่ะ”
“ไม่ได้ครับ” เตชิตสวนขึ้นทันทีจนปรายดาวอึ้งมองโทรศัพท์งงๆ “คืองี้ครับ...ผมน่ะเป็นคนไม่ค่อยว่างกับเขาหรอก ... ถ้ามัวรอก็ไม่รู้ว่าจะพาคุณดาวไปได้วันไหน เพื่อนผมคนนี้มันเป็นเพื่อนกับเตชิตด้วย ชื่อธากรณ์”
ปรายดาวมีสีหน้าดีขึ้น
“อ๋อ...คุณธากรณ์ รู้จักค่ะแต่ไม่สนิท”
“ดีแล้วครับ พรุ่งนี้ผมจะให้มันไปรับคุณที่บ้าน”
“ค่ะ ขอบคุณมาก”
“ไม่เป็นไรครับ ยินดีช่วยเหลือ...ครับ... ครับ...สวัสดีครับ” เตชิตปิดโทรศัพท์ แล้วถอนใจเฮือก “โล่งไปอีกเปลาะนึง”
วันรุ่งขึ้นขณะที่เดนนิสกำลังยืนโทรศัพท์อยู่ ปรายดาวแต่งตัวจะออกไปข้างนอกเดินเข้ามาและจะผ่านออกไป
“จะไปไหนแต่เช้า”
“ไปเยี่ยมคุณเตชิตค่ะ” เดนนิสชะงัก
“ไปกับใคร”
“คุณธากรณ์เพื่อนคุณเตชิตค่ะ”
เดนนิสพยักหน้านิดๆ ปรายดาวยิ้มแล้วเดินออกไป
ธากรณ์พาปรายดาวมาเยี่ยมเตชิตที่โรงพยาบาล เมื่อมาถึงหน้าห้องธากรณ์จึงหันมากระซิบเบาๆ
“ทางตำรวจเขาส่งคนมาเฝ้าครับ...อยู่ข้างใน”
“ค่ะ”
ปรายดาวรับคำเบาๆ ธากรณ์เคาะประตูแล้วเปิดให้ปรายดาวเข้าไป
พอเข้ามาในห้องปรายดาวเดินตรงไปที่เตียงเตชิตช้าๆ ธงซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ลุกขึ้นทำความเคารพด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ปรายดาวเดินมาหยุดหน้าเตียง
“มีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม จ่าธง”
ธากรณ์ถามธงเสียงขรึม
“ไม่มีครับ ทุกอย่างเหมือนเดิม”
ปรายดาวทอดสายตามองเตชิตอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ใครจะไปนึกว่าวันนึง คุณจะมีสภาพแบบที่ฉันเคยเป็น ... แล้วฉันก็มาเยี่ยมคุณแบบที่คุณเคยไปเยี่ยมฉัน”
เตชิตนอนเหมือนคนหลับสนิท ปรายดาวมองมาสะดุดที่นาฬิกาข้อมือซึ่งเตชิตยังสวมอยู่ ธากรณ์และธงมองตามสายตาปรายดาวแล้วสบตากันอย่างกังวล
“เอ๊ะ คุณเตชิตใส่นาฬิกา”
“คือ...เขาติดนาฬิกาครับ พวกเราเลยไม่ถอดออกเพราะเขาอาจจะไม่พอใจ” ธากรณ์บอก
“ครับ ท่านติดมากจนผมไม่กล้าแตะต้อง”
“แล้วทางโรงพยาบาลไม่ว่าอะไรหรือคะ ปกติเขาจะไม่ให้ใส่พวกของมีค่า”
“อ๋อ ครับ คือตอนเข้ามาเขาให้ถอด แต่พอหมออกไป เราก็แอบใส่ให้ใหม่อย่างที่เห็นนี่แหละครับ”
“พอหมอจะเข้ามา เราก็ถอดออกสลับกันไปมาครับ”
“ถ้าจะเอาออกเสียเลยไม่ดีกว่าหรือคะ”
“นั่นซิครับ จ่าธงเอานาฬิกาผู้กองออกแล้วไม่ต้องใส่ให้อีกนะ ครับ”
เตชิตเริ่มทำจมูกฟุดฟิดเหมือนจะจาม ธงไม่เข้าใจทำปากและทำหน้าถาม ปรายดาวมองหน้าธากรณ์กับธงอย่างประหลาดใจ
“อะไรหรือคะ”
“อ๊อ...อ...เปล่าครับ”
“ไม่มีอะไรครับ”
เตชิตพยายามกลั้นเต็มที่ ธากรณ์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบชวนปรายดาวกลับ
“กลับกันดีมั้ยครับ ผู้กองแกจะได้พักผ่อน” ปรายดาวมีสีหน้าแปลกใจ ธากรณ์นึกได้จึงรีบพูดกลบเกลื่อน “นั่นซิครับ ผมก็ลืมไปว่าผู้กองแกพักผ่อนอยู่แล้ว”
“กลับก็กลับค่ะ บางทีผู้กองเตชิตอาจจะอยากพักผ่อนจริงๆ” ปรายดาวแตะแขนเตชิตแผ่วเบา ขณะที่ธากรณ์กับธงพยายามลุ้นกันเต็มที่ ไม่ให้เตชิตจามออกมา “ผู้กอง...ขอให้หายเร็วๆ นะคะ คุณทำความดีมามาก ความดีจะต้องตอบสนอง”
ปรายดาวถอนใจยาวแล้วเดินไปที่ประตู ตามด้วยธากรณ์ เตชิตจามออกมาเต็มที่ ปรายดาวและธากรณ์หันกลับไปมอง โดยเฉพาะธากรณ์เสียวเต็มที ธงยืนบังหน้าเตชิตไว้เตชิตจามอีกธงจึงแกล้งทำเป็นจาม
“ขอโทษครับ”
“จะจามต้องหาอะไรปิดปาก ระวังผู้กองจะติดเชื้อ” ธากรณ์ต่อว่าธง
“ครับ ขอโทษครับ”
ธากรณ์และปรายดาวเดินออกไป เตชิตลุกขึ้นทันที
“ค่อยยังชั่ว”
ปรายดาวและธากรณ์เดินเข้ามาในบริเวณที่จอดรถ โดยคุยกันพลาง ปรายดาวชะงักธากรณ์หันไปมองตามจึงเห็นศรีตรังเดินโทรศัพท์ออกมาสีหน้าเหมือนจะขำๆ นัยน์ตาธากรณ์เป็นประกายด้วยความดีใจ
“น้องศรีตรัง”
“เธอคงมาเยี่ยมคุณเตชิต”
ศรีตรังเบือนหน้ามาเห็นพอดี
“เฮ้ย แค่นี้ก่อนนะเว้ย” ศรีตรังปิดโทรศัพท์ แล้วเดินมาไหว้ธากรณ์ “สวัสดีค่ะ พี่ธากรณ์ ... คุณปรายดาวมาเยี่ยมไอ้ เอ๊ย! คุณเตชิตหรือคะ”
“ค่ะ คุณศรีตรังสบายดีนะคะ”
“ก็ตามอัตภาพน่ะค่ะ...คุณปรายดาวก็ดูมีเลือดมีเนื้อดี” ปรายดาวสะดุ้งเช่นเดียวกับธากรณ์ ศรีตรังรู้สึกตัวจึงรีบพูดกลบเกลื่อน “คือผู้กองเตชิตเคยมาปรึกษาเรื่องจะทำบุญให้คุณสมัยที่ยัง เอ้อ...ยังวนเวียนอยู่ที่บ้านหลังนั้นน่ะค่ะ”
“ช่วงนี้น้องศรีตรังเข้ากรุงเทพ บ้างหรือเปล่าครับ” ธากรร์รีบเปลี่ยนเรื่อง
“ยังไม่ได้เข้าเลยค่ะ คิดว่าอาทิตย์หน้าอาจจะเข้าไปพบคุณเตโชสักหน่อยเขามาเฝ้าบ้านให้ก็ต้องจ่ายเงินเขากลัวจะหยิบของมีค่าไปขาย”
“ขนาดนั้นเลยหรือคะ” ปรายดาวถามอย่างตกใจ
“ก็ดูหน้ามัน เอ๊ย เค้าซิคะ ไปละ ขับรถดีๆ นะคะพี่ธากรณ์”
“ครับ น้องศรีตรัง Take care นะครับ”
“ขอบคุณค่ะ...สวัสดีค่ะ คุณปรายดาว”
“สวัสดีค่ะ”
ทั้งสองฝ่ายแยกกันไป
ภายในห้องพักผู้ป่วยเตชิตแต่งตัวเป็นเตโชเสร็จแล้วขณะที่ศรีตรังเปิดประตูเข้ามา
“ไอ้ศรี เล่นเข้ามาไม่ให้เสียง” เตชิตหันไปมองศรีตรังอย่างตกใจ
“คุณหนูเผือกนี่น่ารักจังเลยนะ ดูซื่อใส”
“แต่ถ้าจับได้ว่าฉันวางแผนทั้งหมดนี่ คงกลายเป็นขุ่นคลั่กแน่ว่ะ เฮ้อ”
“นั่นซีครับ อุตส่าห์มาจากกรุงเทพแต่เช้า” ธงบอก
“ฉันดูเป็นไงบ้าง” เตชิตถามศรีตรัง
“ซกมกว่ะ”
“โอเค งั้นก็ใช้ได้ ไป”
ทั้งหมดเดินออกไป
ส่วนที่กรุงเทพ ปรกเดือนเดินกลับไปกลับมาอย่างครุ่นคิด ในที่สุดปรกเดือนก็ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาพอล

“พอล เดือนมีบางอย่างจะบอก เสี่ยกับเจนจิราเขากลับมาคืนดีกันแล้วนะคะ.. แน่ใจค่ะ...เขาถ่าย วีดีโอ เลิฟซีนส่งมาที่มือถือของเสี่ย เผอิญเดือนไปเปิดเข้า...เดือนกลุ้มใจมากนะคะ...ค่ะ...เดือนจะพยายาม
ไม่คิดมาก…ค่ะ...ขอบคุณค่ะ”
ปรกเดือนปิดโทรศัพท์สูดลมหายใจยาวแล้วลูบท้องตัวเอง
“แม่ยังมีลูก...แม่จะต้องไม่คิดมาก...”
อีกด้านหนึ่งขณะนั้นธงขับรถมาโดยมีเตชิตนั่งคู่ ส่วนศรีตรังนั่งข้างหลัง
“เดี๋ยวปล่อยฉันลงตรงทางเข้า แล้วเอารถเข้ากรุงเทพได้เลยฉันจะเรียกลุงสมออกมาคอยรับ”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นศรีตรังยกขึ้นดูแล้วหน้าหงิกทันที
“ใคร ไอ้พอลเรอะ” เตชิตถาม
“ฮือ”
“แล้วทำไมไม่รับล่ะ”
“ขี้เกียจ”
“เฮ้ย รับซิ ถ้ามันจีบแก...แกค่อยปิดมันอาจจะมีข่าวอะไรมา Update ก็ได้”
ศรีตรังรับโทรศัพท์ด้วยสุ้มเสียงเย็นชา
“มีธุระอะไร อ๋อ รู้ตั้งนานแล้ว ...ฉันไม่มีตกข่าวร้อก”
ศรีตรังบอกแล้วปิดโทรศัพท์ทันที
“โกรธเรื่องเก่าหรือเรื่องใหม่” เตชิตถาม
“ทุกเรื่อง อ้อ เขาบอกว่าเจนจิราดีกับเสี่ยแล้ว ซึ่งก็ตรงกับที่ฉันสงสัย”
“ดีกันแล้วทำไมไม่กลับบ้านกลับช่อง”
“นั่นซิครับ”
ที่ไร่สุขศรีตรัง ขณะนั้นเจนจิราเดินถือกระเป๋าฟางใบใหญ่ ใส่หมวกปีกกว้างทำเป็นเดินเล่นมาเรื่อยๆ จนมีคนงานคนหนึ่งเข็นกรวดหินดินทรายผ่านมา เจนจิราหยุดเดิน
“ฝากของไปทิ้งด้วยนะจ๊ะ”
เจนจิรากวาดตามองโดยรอบแว่บหนึ่ง เมื่อเห็นไม่มีใครสนใจจึงเทของในย่ามเป็นห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ลงไปในรถเข็น
“ขอบใจนะจ้ะ”
คนงานเข็นรถไปโดยไม่พูดไม่จา เจนจิราหันหลังกลับเดินย้อนมาทางเดิม
เจนจิราเดินมาเจอสมกำลังสตาร์ทรถอยู่ที่หน้าบ้าน
“จะไปไหนคะ คุณลุงสม”
“ด้วยความเคารพ แค่ลุงเฉยๆ ก็ได้ครับ”
“ก็เจนนับถือคุณลุงสมนี่คะ เจนรักทุกคนที่นี่ เพราะเจนมีความสุข บ๊าย ... บายค่ะ”
เจนจิราเดินเข้าบ้านอย่างมีความสุข สมมองตามงงๆ
เจนจิรากลับเข้าห้องล็อคประตู แล้วรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเดนนิส
“เสี่ยขา ส่งไปอีกล็อตแล้วค่ะ”
“ดีมาก ล็อตเล็กๆ ส่งง่ายกว่าล็อตใหญ่ๆ คนมันไม่ทันสงสัย”
“เจนไม่นึกมาก่อนเลยว่ามันจะซื้อง่ายขายคล่องกันขนาดนี้”
“แต่ก็อย่าประมาท เธอต้องระวังให้ดี ไม่อย่างนั้นจะพังกันหมด”
“โอ๊ย คนที่นี่โง่จะตายค่ะเสี่ยขา เจนเดินรับของส่งของทุกวันไม่มีระแคะระคาย”
“นั่นแหละ ต่อไปต้องเว้นบ้าง”
“อย่าเพิ่งเว้นนะคะเสี่ย เจนกำลังสนุ้ก ...สนุก”
“อีกเรื่อง อย่าส่งวีดีโอ หรือภาพอะไรมาให้เมียฉันเห็นอีก”
“อุ๊ย เปล่านะคะ เจนส่งให้เสี่ยดูต่างหาก”
“นั่นแหละ ต่อไปห้ามส่ง”
“โอเค ค่ะ เจนกราบขอโทษเสี่ยด้วยนะคะ”
“แค่นี้แหละ”
“ค่ะ”
เจนจิราวางโทรศัพท์ลงด้วยท่าทางฝันหวาน

สมขับรถมาจอดบริเวณทางเข้าไร่สุขศรีตรัง ธงขับรถอีกคันมาจอดเทียบทั้งสองฝ่ายลงจากรถ เตชิตและธงยกมือไหว้ทักทายสม
“ด้วยความเคารพ สวัสดีครับ” สมมองเตชิตอย่างสงสัย เพราะเตชิตปลอมตัวจนสมจำไม่ได้ “เอ๊ะ นี่ใครล่ะครับ”
“จ่าธงช่วยเปิดท้ายรถเอาแหนม หมูยอไปด้วย ...กุนเชียงก็มี…ยกไปทั้งลังเลย เอาไปแบ่งกัน” ศรีตรังบอกธงเปิดรถที่สมขับยกลังมาใส่รถเตชิต
“ผมชื่อเตโชเป็นญาติกับเตชิตครับ” เตชิตบอก
“มิน่า หน้าตาคล้ายกันมากเลยครับ”
“ลุงสม เจนจิราเป็นยังไงบ้างคะ” ศรีตรังถามสม
“หมู่นี้ติดดินมากครับ ชอบไปทักทายกับพวกคนงานที่รีสอร์ทใหม่บ่อยๆ”
“แปลก”
“นั่นซิ ปกตินางถือตัวยังกับอะไรดี ฉันจะคอยดูให้”
เตชิตพยักหน้าและยกมือไหว้สมก่อนจะเดินกลับขึ้นรถ ธงทำความเคารพสมแล้วขึ้นตาม
“ด้วยความเคารพ คุณเตโชนี่ให้ความรู้สึกว่าเป็นคุณเตชิตจริงๆ” สมบอก ศรีตรังจึงยิ้มออกมา
“ไปกันเถอะค่ะ”
สมกับศรีตรังขึ้นรถแล้วขับออกไป
สมขับรถพาศรีตรังมาส่งบ้าน ศรีตรังเดินเข้ามาในบ้านจังหวะนั้นเจนจิราออกมาจากครัวในชุดผ้ากันเปื้อน ถุงมือ หมวกกุ๊กพร้อม ศรีตรังมองอย่างประหลาดใจ
“ไปเอามาจากไหนน่ะ”
“ฝากป้าจุซื้อจ้ะ วันนี้เจนจะทำสลัดไก่อบให้ศรี”
“โอ๊ะ กรุณาอย่าลำบาก ป้าจุไปไหนล่ะ”
“ไปเยี่ยมอ้อย ที่จริงเจนก็อยากตามไปด้วยเหมือนกัน แต่มันเสียวๆ”
“กลัวจะได้เข้าไปอยู่บ้างเรอะไง”
เจนจิราตกใจหน้าซีด
“อุ๊ย อย่าพูดเป็นลางซิศรี”
“อ๊าว ก็ในเมื่อเจนไม่ได้ทำผิด เจนจะกลัวทำไม ศรียังไม่กลัวเลยหรือว่าเจนทำอะไรผิดกฏหมาย”
เจนจิราโกรธจัด ปลดชุดกุ๊กขว้างใส่ศรีตรัง
“บ้า คนบ้า ยิ่งว่ายิ่งยุ ไม่เอาแล้วไม่ทำให้กินแล้ว อยากกินอะไรก็ทำกินเอง”
เจนจิราสะบัดหน้าเดินขึ้นบันไดไป ศรีตรังมองตามครุ่นคิด
เจนจิรากลับเข้าห้องปิดประตูปัง
“บ้า นังศรีบ้า นังปากอัปมงคล คนยิ่งเสียวๆ อยู่ด้วย”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เจน ขอศรีเข้าไปหน่อย” เจนจิราเม้มปาก เดินไปเปิดประตูแล้วสะบัดหน้าเดินมานั่ง “เป็นอะไรน่ะ
พอพูดถึงคุกตะรางก็โกรธซะยังกับ...”
“บอกว่าอย่าพูด”
“ก็ได้...ฉันมีเรื่องต้องพูดกับเธอ ฉันรู้ว่าเธอดีกับเสี่ยของเธอแล้ว” เจนจิราชะงัก “เมื่อเป็นอย่างนั้น เธอก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่นี่อีกต่อไป”
“แต่ฉันต้องอยู่”
“ที่นี่ไม่ใช่รีสอร์ท แต่เป็นบ้านของฉันเอาไว้รีสอร์ทสร้างเสร็จเมื่อไหร่ เธอค่อยมา”
“ฉัน...เธอพูดกับผู้กองเตชิตแล้วหรือยัง”
ศรีตรังทำหน้างง
“ทำไมจะต้องพูดกับผู้กองเตชิต”
“ก็เขาเป็นคนฝากฉันมาอยู่กับเธอที่นี่ไม่ใช่เรอะ”
“ใครบอกเธอ เรื่องนี้เตชิตไม่เกี่ยว แต่ถึงเกี่ยวก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาโคม่ายังไม่ฟื้นเลย” เจนจิรานิ่งไป “ฉันไม่ได้ไล่นะ แต่ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว เธอคงเข้าใจ”
เจนจิรามีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด
ทางด้านปรายดาวขณะนั้นเธอเพิ่งกลับเข้าบ้าน ปรกเดือนยืนอยู่ตรงหน้าต่างเบือนหน้ามาถาม
“ไปไหนมาตั้งครึ่งค่อนวัน”
“ไปเยี่ยมผู้กองเตชิตมาค่ะ”
“เขาเป็นยังไงบ้าง”
“ยังนอนไม่รู้สึกตัวค่ะ”
“น่าสงสาร ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องเกิดกับคนดีๆ ด้วย”
“ดาวขอตัวขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
ปรายดาวเดินขึ้นบันไดไป ปรกเดือนมองตาม
พอเข้ามาในห้องปรายดาวเดินมานั่งด้วยสีหน้าแววตาเศร้าๆ เมื่อนึกถึงภาพเตชิตที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ปรายดาวถึงกับน้ำตาไหลพราก...ปรายดาวนั่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนจะลุกเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง ใช้ครีมเช็ดเครื่องสำอางออกช้าๆ
ทางด้านธากรณ์เมื่อส่งปรายดาวแล้วจึงมาหาเตชิตที่บ้าน เตชิตนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้ากลุ้มๆ
“เฮ้ย น้องหนูเศร้าจนน่าสงสารนะเว้ย นั่งซึมมาตลอดทางเลย” ธากรณ์บอก
“ทำไงได้ล่ะ ผู้กำกับท่านสั่งให้ฉันโคม่า ฉันก็ต้องโคม่า”
“เพื่ออะไร”
“นั่นซิ เพื่ออะไร” เตชิตชะงักไปนิด “เอ๊ะ หรือว่าเพื่อใคร” เตชิตกับธากรณ์เบือนหน้ามาสบตากัน
“แกคิดว่าเป็นไอ้พอล”
“ต้องใช่แน่ๆ”
“จริงซิ ทุกอย่างถูกเตรียมการมาอย่างดี”
เตชิตบอกเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะถูกยิง วันนั้นเตชิตมาพบเสนาที่ห้องทำงาน
“นั่งซิ”
“ขอบคุณครับ” เตชิตนั่งลง
“จะกลับปากช่องเมื่อไหร่”
“ก็คงพรุ่งนี้ครับ”
“ฉันจะสั่งอะไรอย่างนึง นายรับทราบเฉยๆ แล้วไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น”
“ทำไมหรือครับ”
“นั่นไง ยังไม่ทันจะพูดเลย ดันถามแล้ว”
“ขอประทานโทษครับ”
เสนาเปิดลิ้นชักหยิบเสื้อเกราะตัวหนึ่งส่งให้
“เอ้า เอาไป”
“ผู้กำกับให้ผมหรือครับ” เตชิตถามอย่างแปลกใจ
“เออ แบบใหม่ล่าสุด นายลองทดลองใส่ดู...นับจากวันนี้เป็นต้นไป เวลาจะออกจากบ้านต้องใส่ตลอดห้ามถอด เข้าใจไหม” เตชิตอ้าปากจะถาม “ห้ามถาม”
“ครับ”
“ไปได้ แล้วก็อย่าลืม ห้ามถอดเด็ดขาด”
เตชิตเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ธากรณ์ฟัง ธากรณ์จึงพูดขึ้นมาบ้าง
“ตอนที่พาแกมาโรงพยาบาล ผู้กำกับรออยู่แล้วอธิบายให้เรารู้ว่า เดนิสมีแผนจะฆ่าแก ตอนนั้นเราก็ยังไม่สงสัยพอล”
“แต่ตอนนี้สงสัยเต็มที่เลย ผู้กำกับต้องการปกป้องไอ้พอลมากกว่าปกป้องฉัน”
“แล้วตกลง ผู้กำกับดีหรือไม่ดี”
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน”
“แล้วไอ้พอลล่ะ”
“ถ้าผู้กำกับดี มันก็ดี แต่ถ้าผู้กำกับไม่ดี มันก็ไม่ดี มีแค่นั้นแหละ”
“แล้วแกว่าดีหรือไม่ดี”
“ไม่รู้ว่ะ แม้แต่ฉันเองก็ยังเริ่มงงๆ ว่าตัวเองดีหรือไม่ดี ที่มาร่วมมือกับผู้กำกับ”
“งง”
ค่ำวันเดียวกันนั้นปรกเดือนมาหาปรายดาวที่ห้อง ปรายดาวเปิดประตูให้ปรกเดือน
“พี่เดือนมีธุระอะไรหรือคะ”
“พี่อยากปรับความเข้าใจกับดาว ถ้าดาวยังสงสัยข้องใจอะไรพี่ ก็ถามให้เคลียร์ไปเลย”
“ดาวไม่...”
“เธอมี”
“วันนี้ดาวเหนื่อยมากค่ะ ยังไม่อยากเคลียร์อะไรทั้งนั้น”
“ทำไมเธอถึงคอยแต่จะขับไล่ไสส่งพี่ ทำไมเราไม่คุยกันเหมือนเมื่อก่อน”
“ก่อนที่ดาวจะขับรถชนต้นไม้ใช่ไหมคะ”
“ใช่ ก่อนหน้าที่เธอจะขับรถชนต้นไม้ แล้วชีวิตเราก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง”
“ไม่ค่ะ ชีวิตเราเปลี่ยนไปนับจากที่พี่เดือนแต่งงานกับเดนนิสต่างหาก”
“แล้วเธอจะให้พี่ทำยังไงในเมื่อ ตอนนั้นเราไม่มีอะไรเลย”
“เรามีสมอง มีมือ มีเท้า”
“พี่ไม่เถียง แต่อย่าลืมว่าตอนนั้นเธออายุเท่าไหร่ เธอเพิ่งจบม.ปลายจำได้มั้ย พี่จำเป็นต้องมีบ้าน มีเงินให้เธอเรียน”
“แล้วพี่เดือนรักเขาหรือเปล่า”
ปรกเดือนอึ้งกับคำถามนี้
“พี่ยอมรับว่าพี่รักเสี่ย และเขาก็เป็นที่พึ่งของพี่คนเดียวตั้งแต่ตอนนั้นจนเดี๋ยวนี้”
“พี่เดือนพาเรา 2 คนเข้ามาพัวพันกับพ่อค้ายารายใหญ่จนดิ้นไม่หลุด...ถ้าให้เลือกดาวเลือกที่จะยากจนมากกว่าร่ำรวยมหาศาล บนความพินาศย่อยยับของคนอื่น เราไม่รู้หรอกว่าเวรกรรมจะตามสนองเมื่อไหร่ เหมือนอย่างที่ดาวโดนมาแล้ว” ปรกเดือนร้องไห้ออกมา ปรายดาวมองพี่สาวด้วยสีหน้าอ่อนลง
“พี่เดือนไปนอนเถอะค่ะ ดาวขอโทษที่พูดรุนแรงกับพี่เดือน”
ปรกเดือนเปิดประตูออกไปเงียบๆ ปรายดาวทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างอัดอั้นตันใจ
เมื่อออกจากห้องปรายดาว ปรกเดือนไม่ได้กลับห้องแต่เดินร้องไห้ลงมาในสวน
“ทะเลาะกับน้องสาวละซิ”
เสียงเดนนิสดังขึ้น ปรกเดือนสะดุ้งหันไปมอง เดนนิสลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ปรกเดือนรีบเช็ดน้ำตา
“เกิดอะไรขึ้นล่ะ”
“เปล่าค่ะ”
“นี่ดีนะที่ไอ้เตชิตมันโคม่าไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคงพาทั้งครอบครัวเข้าคุกแน่ ชอบไปขลุกอยู่กับมันนัก”
“ยัยดาวไม่มีวันทำอย่างนั้นหรอกค่ะ”
“รู้ได้ไง เอาอย่างนี้ ถ้าหากมันวุ่นวายนัก ฉันจะส่งไปอยู่ที่อื่น”
“ไม่นะคะ” ปรกเดือนบอกอย่างตกใจ
“แล้วเธอจะทนให้มันทำเย็นชาใส่บ้าง กระแนะกระแหนบ้างต่อไปเรอะ ฉันน่ะไม่ทนแล้ว”
“เสี่ยคะ ยัยดาวเป็นน้องสาวคนเดียวของเดือน เราร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตั้งแต่พ่อแม่เสีย เสี่ยอย่าพรากเราจากกันเลยนะคะ”
“งั้นเธอก็ต้องคุมมันให้ดี อย่าให้ออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่รับรองเหมือนกัน”
“ค่ะ เดือนรับรองว่าจะดูแลแกอย่างดีที่สุด”
ส่วนปรายดาว ขณะนั้นปรายดาวลุกเดินจะไปอาบน้ำ โทรศัพท์บนโต๊ะเสียงดังขึ้น ปรายดาวเดินมาหยิบดูแล้วเบิกตากว้าง
“คุณเตชิต...ฮัลโหล”
ปรายดาวรีบรับสายเพราะคิดว่าเป็นเตชิต
“ผมเตโชครับ ต้องขอโทษด้วยที่ใช้โทรศัพท์เตชิตโทรมา” ปรายดาวนิ่งไป “ผมอยากรู้ว่า เตชิตเป็นยังไงบ้าง”
“คุณเคยไปเยี่ยมน้องคุณหรือเปล่าคะ”
“โอ๊ย เคยซิครับ ไม่ไปได้ไงตอนนี้ผมอาศัยบ้านมันอยู่ อาศัยเงินมันใช้บุณคุณท่วมหัวเลยนะนั่น”
“คุณเป็นคนยังไงกันถึงได้ไม่รู้สึกรู้สมกับการที่น้องคุณต้องนอนโคม่อยู่อย่างนั้น”
“ผมเป็นคนยอมรับความจริงทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว เราจะไปทำอะไรมันได้ ถ้าเตชิตฟื้นขึ้นมาก็ดี แต่ถ้าไม่ฟื้นขึ้นมา มันก็เป็นไปตามดวงชะตาของเขา”
ปรายดาวปิดโทรศัพท์ทันทีแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป เตชิตพยายามติดต่ออีกแต่มีเพียงสัญญาณให้ฝากข้อความ
“เดาอารมณ์ยากจังแฮะ”
วันรุ่งขึ้นปรายดาวเดินเข้ามาในห้องรับแขกในชุดที่จะออกไปข้างนอก
“ออกไปไหนได้ทุกวัน แข็งแรงดีแล้วเรอะ” เดนนิสถาม
“ค่ะ”
“นั่งลงก่อนซิ”
“ดาวจะรีบไป”
“ฉันบอกให้นั่งลง” ปรายดาวเม้มปากแต่ก็นั่งลงโดยดี “เมื่อคืนทะเลาะอะไรกับเดือน”
“มันเป็นเรื่องระหว่างพี่น้องค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอเตือนหน่อยว่า ปรกเดือนน่ะรักและเสียสละให้เธอมามากเธอไม่ควรทำให้เขาเสียใจ”
“ไม่ใช่ดาวคนเดียวหรอกค่ะที่ทำให้พี่เดือนเสียใจ”
“เธอนี่มันเป็นยังไงกันแน่ บางครั้งก็ใสซื่อ แต่บางครั้งก็ยอกย้อนเถียงคำไม่ตกฟาก”
“ถ้าเสี่ยหมดธุระแล้ว ดาวขอตัวนะคะ”
“จะไปไหนก็ตามใจ”
ปรายดาวลุกเดินออกไป เดนนิสหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาพอล
“พอล แฟนแกออกไปแล้ว...สะกดรอยตามไปซิ”
เดนนิสวางโทรศัพท์ลงสีหน้ายังหงุดหงิด
ปรายดาวกำลังขับรถขณะเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“สวัสดีค่ะ พี่พอล อ๋อ! วันนี้ ...วันนี้ดาวไม่ไปไหนหรอกค่ะ ...พี่พอลล่ะคะ...” ปรายดาวชะงัก “จะมาหาดาวเหรอ เอ้อ...ต้องรอเป็นพรุ่งนี้ได้ไหมคะ วันนี้ดาวมีอะไรต้องทำหลายอย่างตั้งแต่ฟื้นขึ้นมานี่ยังไม่ได้จัดบ้านเลย ค่ะ แล้วพบกันพรุ่งนี้”
ปรายดาวปิดโทรศัพท์แล้วถอนใจยาว
ปรายดาวมาบ้านเตชิต เตชิตซึ่งยังปลอมตัวอยู่พาปรายดาวเข้ามาคุยในบ้าน
“ต้องขอโทษที่มารบกวนติดๆ กันค่ะ”
“ไม่เป็นไร นานๆ ทีจะมีผู้หญิงสวยๆ มาเยี่ยม ผมไม่ถือเป็นการรบกวน”
ขณะเตชิตพูดปรายดาวมองไปสะดุดที่ข้อมือเตชิตที่ใส่นาฬิกาเหมือนเรือนเดียวกับที่เตชิตใส่ในโรงพยาบาล
“เอ๊ะ นาฬิกานั่น ...”
“ซวยแล้ว” เตชิตพึมพำในลำคอ
“เหมือนของคุณเตชิตเลย”
“โธ่ ของเตชิตนั่นมันของจริง ของผมนี่ปลอม”
“ขอดูหน่อยได้มั้ยคะ”
เตชิตจพยายามเอามือไขว้หลัง
“คุณจะไปดูทำไม”
“ทำไมถึงให้ฉันดูไม่ได้ ฉันอยากรู้ว่าใช่เรือนเดียวกันหรือเปล่า”
“ก็บอกแล้วว่าของผมของปลอม”
“คุณขโมยของเขามา”
“ขโมยใคร”
“คุณเตชิต”
“โธ่เอ๊ย คุณ ผมจะไปขโมยทำไม”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปพิสูจน์กัน”
“พิสูจน์”
“ที่โรงพยาบาล ฉันจะได้แน่ใจว่าคุณบริสุทธิ์จริง”
เตชิตทำหน้าเซ็งสุดๆ
เตชิตหลบมาโทรหาศรีตรัง
“เฮ้ย พูดเป็นเล่น คุณหนูเผือกสงสัยแกหรือยะ”
“เขาสงสัยว่าฉันจะขโมยนาฬิกาเตชิต”
“เวรกรรม”
“อย่าเพิ่งเวรกรรม แกต้องรีบช่วยฉันคิดหน่อยว่าจะเอาไงดี”
“ไม่รู้ว่ะ”
“ไอ้ศรี แกอย่าเอาตัวรอดคนเดียวนะ”
“เฮ้ย ฉันไม่เกี่ยว”
“ไอ้ศรี ไอ้ศรี ไอ้ศรี”
“ไอ้เต ไอ้เต ไอ้เต”
“เร็วซิ ช่วยคิดเร็วๆ หน่อย” เตชิตเร่ง
“นึกออกแล้ว บอกว่าแกตาย เออ ใช่ บอกว่าแกตายแล้ว เขาจะได้ไม่ยุ่งกับแกอีก”
“จะบ้าเรอะ ไอ้ศรี”
“งั้นเอางี้ บอกว่าหมอห้ามเยี่ยม”
“แล้วทำไมถึงห้ามเยี่ยม”
“ก็แกเกิดชักกระตุกจุกแอ้กๆ ขึ้นมา หรือว่าหัวใจหยุดเต้น ต้องปั้มกันวุ่นวาย”
“ใช่แล้ว หัวใจหยุดเต้นเหมือนตอนที่เขายังเป็นเจ้าหญิงนิทรา ขอบใจมาก...นี่ถ้าอยู่ใกล้ๆ ฉันต้องจูบ ขอบใจแกเลยนะเนี่ย แค่นี้แหละ”
“ไอ้บ้า”
พอวางหูจากศรีตรัง เตชิตรับเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาจากห้อง ขณะนั้นปรายดาวรออยู่ที่ห้องรับแขก ปราวดาวหันไปมองแล้วชะงัก
“คุณใส่เสื้อผ้าของผู้กองเตชิต”
“โอ๊ย คุณ อย่าจับผิดนักได้ไหม เสื้อผ้าดีผมมีที่ไหนกัน อุตส่าห์เฝ้าบ้านให้แค่ยืมเสื้อผ้าใส่แค่นี้ไม่ได้
เรอะไง”
“คุณเป็นคนเอาเปรียบถือโอกาส ฉันไม่ชอบเลย”
“ตกลงจะไปมั้ยครับ”
“ไปค่ะ”
ทั้งคู่พากันเดินออกจากบ้าน
“จะเอารถใครไป” เตชิตถามเมื่อเดินมาถึงรถ
“รถฉันก็ได้ค่ะ”
“โอเค งั้นผมไปเปิดประตู”
ปรายดาวพยักหน้า แล้วขึ้นรถ เตชิตเดินไปเปิดประตูบ้านแล้วเดินไปเปิดประตูรั้ว ปรายดาวมองด้วยสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด เพราะท่าทางต่างๆ คล้ายกับเตชิตมาก
“คล้ายกันมากเลย”
เตชิตโบกมือเรียก ปรายดาวขับออกไป เตชิตเปิดประตูรั้วแล้วเดินไปขึ้นรถ
“ถ้าไม่บอก ฉันคงนึกว่าคุณเป็นเจ้าของบ้าน”
“ฮ้า ราศรีผมดีขนาดนั้นเชียวเรอะ”
“ไม่รู้ซิคะ”
“นั่นแน่ นึกว่าผมเป็นไอ้เตละซิ ในที่สุดความพยายามของผมก็เป็นผลสำเร็จ ผมน่ะพยายามมานานแล้วที่จะทำให้ใครๆ คิดว่าผมเป็นเตชิต”
“ไม่ได้เหมือนเสียทีเดียวหรอกค่ะ”
ปรายดาวขับรถออกไป รถคันหนึ่งที่จอดแอบอยู่แล่นตามไป







Create Date : 19 มีนาคม 2555
Last Update : 19 มีนาคม 2555 10:34:46 น.
Counter : 159 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]