All Blog
แม่ยายที่รัก ตอนที่ 14 (ต่อ)



มัทรีทำแผลเรียบร้อยแล้วกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงอยู่บนเตียงคนไข้ของโรงพยาบาล วันรบจับมือมัทรีอยู่ข้างเตียงรชานนท์กับติรกายืนอยู่อีกด้านของเตียง วริษรานั่งอยู่ที่โซฟามองวันรบกับมัทรีอย่างรู้สึกผิด
“มัท..เจ็บมากไหม” วันรบถาม
“ลองโดนยิงดูไหมคะจะได้นึกออกว่าเจ็บมากไหม” มัทรีตอบแล้วยิ้มให้วันรบ
“ถ้าย้อนได้ขนาดนี้คงไม่น่าห่วงแล้วล่ะครับ ป๋า คุณแม่”
“ขอบคุณนะคะพี่รบที่ปกป้องมัท”
“ถ้าไม่มีมัทผมก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม”
วริษรามองวันรบกับมัทรีด้วยความสะเทือนใจกับความผิดของตัวเอง มัทรีเห็นวริษานั่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร “ริษ..ปลอดภัยดีใช่ไหม”
“ค่ะ”
“พี่ต้องขอโทษนะที่ทำให้ริษต้องเดือดร้อนเพราะพี่ พี่รบคะพาริษไปหาคุณหมอสิคะให้ตรวจหน่อยว่าหลานของมัทปลอดภัยไหม เจอเรื่องมาตั้งเยอะมัทกลัวหลานจะตกใจ”
วันรบลำบากใจ
“มัท..ผม”
มัทรีปลดมือจากวันรบ
“มัทขอบคุณนะคะที่พี่รบกับริษช่วยมัท มัทไม่เป็นไรแล้ว พี่รบไปดูแลริษกับลูกพี่รบเถอะค่ะ”
วันรบมองรชานนท์กับติรกาอย่างลำบากใจ วริษรามองวันรบกับมัทรีที่ฝืนยิ้ม วริษราคิดจะพูดบางอย่างแต่ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาซะก่อน วันทนีย์เข้ามาแล้วพูดขึ้น
“ไอ้หมาไม่ต้องไปดูแลใครทั้งนั้นนอกจากหนูมัท”
มัทรีมองวริษราอย่างเกรงใจ
“คุณแม่... เอ่อ..คุณป้า”
“เรียกแม่น่ะถูกแล้ว เพราะว่าหนูมัทเท่านั้นที่จะเป็นเมียไอ้หมา ส่วนยัยลิ้นจี่ เอ่อ..วริษราน่ะต้องไปอยู่กับสามีตัวจริง”
ทุกคนงงกับคำพูดของวันทนีย์ วันทนีย์ยิ้มแล้วเรียก
“กระถิน อาไท”
กระถินกับอาไทพาตัวต้น สามีตัวจริงของวริษราเข้ามา
“พี่ต้น” วริษราเรียก
“นายต้นคนนี้ คือพ่อของเด็กในท้องของวริษรา” วันทนีย์บอกความจริงกับทุกคน
“ตัวจริงเสียงจริง ไม่ผิดแน่จ๊ะ” กระถินพูดแทรกขึ้น
“นายต้นเป็นเซลล์แมนขายสุขภัณฑ์ เป็นแฟนกับพี่วริษรามาห้าปี อยู่ด้วยกันแบบสามีภรรยา คนที่อพาร์ทเมนท์เก่าเห็นกันทุกคน แล้วนี่ มีภาพถ่ายคู่หวานชื่น และข้อความหวาน ๆ เพียบ” อาไทอธิบายแล้วโชว์มือถือของต้นเป็นหลักฐาน
“ริษกลับมาอยู่กับพี่นะ พี่จะเลี้ยงดูริษกับลูกเองนะ”
วันทนีย์หันมาหาวริษรา
“ว่าไง จะมีอะไรแก้ตัวอีกไหม”
วริษราที่จนมุมด้วยหลักฐาน ทุกคนมองไปที่วริษราว่าจะแก้ตัวกับเรื่องนี้อย่างไร
“ไม่มีค่ะ..พี่ต้นเป็นพ่อของเด็กในท้องของริษจริงๆ” วริษรายอมรับ
ทุกคนไม่อยากเชื่อว่าวริษราจะยอมจำนนกับเรื่องนี้ง่ายๆ มัทรีอึ้งที่ได้รู้ความจริง วริษราเดินเข้าไปหาวันรบกับมัทรี ทุกคนมองลุ้นว่า วริษราจะทำอะไร วริษรายกมือไหว้วันรบกับมัทรี
“ริษขอโทษนะคะ ริษเห็นแก่ตัวอยากได้ผู้ชายดีๆ อย่างพี่รบมาเป็นพ่อของลูกริษ ริษก็เลยคิดจะ...แย่ง..พี่มัทคะ พี่รบไม่เคยนอกใจพี่มัทเลยนะคะ ริษโกหกพี่มัททุกเรื่อง”
มัทรีหันมองวันรบอย่างรู้สึกผิด วันรบยิ้มโล่งอก
“ริษยอมรับผิดแล้ว ยกโทษให้เขาได้ไหมแล้วก็ยกโทษให้ผมด้วย เราดีกันนะมัทนะ”
มัทรีนิ่งไป รชานนท์กับติรกาเดินกลับเข้าที่โรงพยาบาล หลังจากทุกคนกลับไปแล้ว
“คุณวันทนีย์ก็คุมตัววริษรากลับไปแล้วสิ้นเรื่องสักทีนะกระแต ผมอยากเห็นลูกมีความสุข”
ติรกาสีหน้ากังวล
“ยัยมัทเป็นคนคิดมาก กระแตกลัวลูกจะ...”

ภายในห้องคนไข้ วันรบจับมือมัทรี มัทรีมองวันรบอย่างรู้สึกผิดมากๆ
“เราคงไม่เหมาะที่จะแต่งงานกันหรอกคะพี่รบ”
“ทำไมมัทคิดแบบนั้นล่ะ มัทอภัยให้ผมไม่ได้เหรอ”
“มัทต่างหากที่ต้องให้พี่รบอภัย มัทระแวงเชื่อคนอื่นมากกว่าพี่รบทำให้พี่รบต้องเสียใจ พี่รบยังอยากจะแต่งงานกับมัทอีกเหรอคะ”
“มัท”
“มัทรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอที่พี่รบจะรัก”
“ไม่..มัทไม่ได้ผิดคนเดียว ..ผมผิดที่โกหกมัทเพราะคิดว่าถ้ามัทรู้ว่าริษมาชอบผมแล้วมัทจะไม่สบายใจ แต่กลายเป็นว่าทำให้มัทระแวงและเข้าใจผิดๆ เท่ากับว่าครั้งนี้เราผิดทั้งคู่ เจ๊ากันดีไหม” วันรบพูดแล้วยิ้ม
“ถ้าเราแต่งงานกันไป มัทกลัวว่าถ้ามันเป็นแบบนี้อีก มัทเกลียดมากที่รู้ว่าตัวเองคอยหวาดระแวงพี่รบตลอดเวลา เกลียดที่ต้องจับผิดและกลัวจะผิดหวังในตัวพี่รบ”
“ก็อย่าหวังในตัวผมเพราะผมก็ไม่เคยคาดหวังในตัวมัทเหมือนกันเพราะอะไรรู้ไหม”
มัทรีมองอย่างรอคำตอบ
“ผมรู้ว่ามัทรักผมมากจนรักใครอีกไม่ได้แล้ว ถ้ามัทไม่แต่งงานกับผม มัทต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ๆ”
มัทรีหมั่นไส้
“พี่รบต่างหากที่รักมัทมากไม่แต่งกับมัทพี่รบก็ยอมเป็นโสดจนตาย”
“แน่ใจ”
“แน่ใจมาก”
วันรบโอบมัทรีเข้ามาใกล้
“รู้ใจกันขนาดนี้ ก็แต่งงานกับผมสิ ผมจะได้ไม่ต้องเป็นโสดจนตายจริงไหม”
มัทรีคิดๆแล้วบอก
“อืม..มัทก็ไม่ต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งด้วยใช่ไหม”
“ช่าย”
“งั้นก็แต่งดีกว่า” มัทรีว่า
“ไชโย” วันรบร้องด้วยความดีใจแล้วจับมัทรีมาหอมแก้ม
“พี่รบ ฉวยโอกาสนะ”
“นิดเดียวเอง”
“พี่รบ มัทสัญญานะคะ”
“ไม่ต้องสัญญาหรอก ตีกรอบแล้วมันเครียดเอาเป็นว่าเราสองคนมีบทเรียนแล้ว มีอะไรสงสัยเราก็คุยกันตรงๆ ดีไหม”
“ดีค่ะ อ้อมค้อมแล้วมันเครียด ตกลงพี่รบไม่เคยนอกใจมัทแน่นะ”
“แม้แต่คิดก็ไม่เคย”
“มัทเชื่อพี่รบคะ”
มัทรีหอมแก้มวันรบเบาๆ อย่างเอาใจ วันรบติดลมจะจับแก้มกะจะหอมอีก มัทรียกมือปิดปากวันรบไว้
“หมดโควต้าแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไรยกยอดไว้วันแต่งเลยก็ได้ ถึงตอนนั้นนะ...ฮึ่ม”
“กล้าทำมัทเหรอ” มัทรีถามแล้วหยิกวันรบเบาๆ
“โอ้ย...ไม่กล้าหรอกครับ”
สองคนหัวเราะหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ที่หน้าประตูเห็นรชานนท์กับติรกายืนฟังอยู่ด้วยสีหน้าโล่งใจ
“หายห่วงแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ หวังว่าจะไม่มีใครมาแทรกกลางระหว่างลูกเราอีกนะคะ”
“ผมมีวิธี”
ติรกามองอย่างสนใจว่า รชานนท์มีวิธีอะไร

เช้าวันใหม่ วันรบประคองมัทรีเข้ามาในบ้านของติรกา แปลกใจที่เห็นรชานนท์ ติรกา พชร และนลินีนั่งกันอยู่พร้อมหน้า แต่ทุกคนไม่ได้สังเกตว่าทั้งคู่กำลังเดินเข้ามา วันรบเดินเข้าไปตรงกลางระหว่างนลินีกับพชรที่เคร่งเครียดอยู่ “ประชุมเรื่องอะไรกันน่ะพี่นี”
นลินีไม่ได้หันมามัวแต่คิดหนักแต่บอก
“เรื่องเร่งให้รบแต่งงานกับหลานมัทเร็วๆ ไง”
“เร่งแต่งงาน”
“เออ..ก็แกเรียกฉันมาเองไอ้นนท์แล้ว..” พชรหันมาเจอวันรบพอดี
“ไอ้รบ เข้ามาตอนไหนเนี่ย”
“มาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจผมกับมัทเลย”
มัทรีเดินเข้าไปหาติรกา
“ทำไมถึงต้องเลื่อนงานแต่งของมัทให้เร็วขึ้นล่ะคะ”
“ยังไงก็ต้องแต่งก็จัดการให้เรียบร้อยเร็วๆ พ่อกับแม่จะได้สบายใจ จริงไหมจ๊ะกระแต” รชานนท์บอก
“จ๊ะ...ก็ในเมื่อแม่เจอผู้ชายที่ตะโกนว่าถ้าจะทำร้ายมัทต้องข้ามศพเขาไปก่อน แม่ก็คิดว่าไม่เห็นต้องรออะไรแล้วนี่ จริงไหม” ติรกาพูดแล้วหันไปหาวันรบเป็นเชิงถาม วันรบอึ้งไป
“ทำไม..หรือว่าเปลี่ยนใจ ถ้างั้นก็ไม่ต้องแต่ง” ติรกาบอก
“แต่งครับแต่ง รีบแต่งให้เร็วที่สุดเลยครับ” วันรบยืนยัน
“ถ้าไม่รีบ ฉันเปลี่ยนใจแน่” ติรกาขู่
“พรุ่งนี้แต่งเลยครับ”
“นั่นก็รีบไป อีกสามวันเราจะจัดงานแต่งที่บ้านนี้ แต่งกันแบบเล็กๆแค่คนในครอบครัวเพื่อนฝูงรับรู้กันก็พอ” รชานนท์บอก
“แต่ผมอยากให้เกียรติมัทกับครอบครัวจะงานใหญ่แค่ไหนผมก็สู้ครับ” วันรบบอก
“การแต่งงานเป็นเรื่องของการแสดงความยินดี ชีวิตคู่เป็นเรื่องของครอบครัว วันที่สำคัญที่สุดในชีวิตระหว่างคนเป็นร้อยที่เรารู้จักแค่ผิวเผินกับคนสิบคนที่เรารัก และรักเรา เจ้าสาวอยากได้แขกแบบไหนลูก” ติรกาสอนแล้วหันไปถามมัทรี
“ขอเป็นคนที่เรารัก และรักเราก็พอค่ะ”
ติรกาหันไปหาวันรบ
“ได้ยินแล้วนะ”
“ขอบคุณมากครับคุณแม่ ขอบคุณครับป๋า”
มัทรีสวมกอดติรกา
“ขอบคุณนะคะคุณแม่ คุณพ่อ”
รชานนท์เข้ามากอดติรกากับมัทรีด้วยความรัก พชรเข้ามาดึงรชานนท์ไปกระซิบ
“ไอ้นนท์..ฉันรู้นะว่ามันไม่ใช่เวลา แต่เป็นอย่างนี้แล้วเรื่องไปเยอรมันล่ะแกบอกติรกาหรือยัง”
รชานนท์ส่ายหน้า พชรลืมตัวแล้วพูดขึ้น
“พูดเป็นเล่นน่า นี่มันเรื่องด่วนนะ”
ทุกคนหันมองด้วยความอยากรู้ว่า เรื่องอะไร พชรลากรชานนท์ออกไป
“มานี่เลยไอ้นนท์”
วันรบมองตามแล้วตัดสินใจตามไป ทุกคนมองตามไปอย่างสงสัย

พชรลากรชานนท์เข้ามาในบริเวณสวนภายในบ้านของติรกา
“ไอ้นนท์ อีกสองวันจะครบกำหนดที่ทางเยอรมันจะรอคำยืนยันจากเรา แกต้องตัดสินใจแล้ว”
“พี่ก็เห็นว่าตอนนี้ที่บ้านผมมันยุ่งแค่ไหน”
“ฉันเข้าใจ แต่นี่มันเป็นโอกาสนะเว้ย แกอุตส่าห์ติดหนึ่งในห้าของงานประกวดสถาปนิกระดับโลก”
วันรบเดินเข้ามาได้ยินถึงกับตกใจกับข่าวนี้
“จริงเหรอพี่ระ ป๋า..ป๋าโกอินเตอร์แล้วเหรอเนี่ย”
“ทางเยอรมันเสนอโปรเจคท์ด่วนให้ไอ้นนท์ไปดูแลงานที่โน่นห้าปี”
“อ้าว... ป๋าจะทิ้งแม่ยายผมกับมัทได้ไง” วันรบพูดขึ้น
“ถ้าโปรเจคท์นี้สำเร็จ ไอ้นนท์จะอัพตัวเองจากสถาปนิกธรรมดาเป็นระดับอินเตอร์มีชื่อเสียงไปทั่วโลก”
“อนาคตก็สำคัญ แต่...” วันรบพูดยังไม่จบ รชานนท์พูดแทรกขึ้น
“ผมขอเวลาคิดอีกหน่อยเถอะพี่ระ ผมเพิ่งได้ครอบครัวคืนมาไม่นาน ตอนนี้กระแตก็กำลังท้อง ผมไม่อยากให้กระแตกับลูกอยู่กันตามลำพัง”
“ช้าไม่ได้นะ เพราะฉันต้องให้คำตอบลูกค้า ถ้าแกโอเคก็เตรียมบินไปเยอรมันปลายเดือนนี้”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอพี่”
พชรพยักหน้ายืนยัน วันรบตกใจ ติรกายืนแอบฟังอยู่ด้วยสีหน้าที่เครียดยิ่งกว่า

นลินีวางของว่างให้พชร ที่ม้านั่งในสวน ขณะถามพชรขึ้นด้วยความกังวลแทน
“คุณว่าตานนท์จะตอบตกลงมั้ยคะ”
“มันขอกลับไปปรึกษาติรกาก่อน เห็นว่าจะชวนไปเยอรมันด้วยกัน”
“คนอย่างติรกาจะยอมทิ้งยายมัทและกิจการที่สร้างมากับมือไปกับตานนท์ได้เหรอ แล้วถ้าติรกาไม่ไป ตานนท์จะทิ้งเมียกับลูกได้ไง”
“อนาคตของไอ้นนท์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งนี้แล้ว...น่าเห็นใจจริง ๆ ว่ะ”
นลินีถอนใจกลัดกลุ้มแทนรชานนท์

เช้าวันใหม่ ภายในโรงงานโอ่งแม่เตือน ติรกาเดินตรวจการทำงานตามโซนต่างๆ ในโรงงาน โดยมีพุทราเดินตามรายงานและจดรายละเอียดที่ติรกากำชับ
“ยกเลิกดินขาวนำเข้าจากเมืองจีนราคาสูง ไปสั่งแหล่งดินขาวจากระยองแทน อย่างน้อยเงินทองก็ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ”
“แล้วดินเหนียวที่พ่อค้าเปิดหน้าดินมาขายจะรับซื้อไว้ด้วยมั้ยคะ” พุทราถาม
“รับซื้อไว้ทั้งหมด แต่อย่าลืมเช็คคุณภาพดินให้สมกับราคาด้วยนะ”
ติรกาเดินไปหยุดมองที่คนงานกำลังเอาดินเหนียวขึ้นรูปโอ่ง แล้วอดสอนไม่ได้
“รีดดินให้ความหนาไม่เกินหนึ่งนิ้วก็พอแบบนี้มันใช้ไม่ได้เดี๋ยวขึ้นรูปดินใหม่ทั้งหมดเลย”
รชานนท์เดินเข้ามามองหาติรกาในโรงงาน เห็นติรกากำลังสั่งลูกน้องอีกคนที่ปั้นโอ่งเป็นรูปแล้ว รชานนท์หยุดมองอยู่เงียบ ๆ
“ใบนี้เบี้ยวทิ้งแล้วทำใหม่”
“แต่ว่า...”
คนงานอึ้งไปแล้วมองโอ่งที่ปั้นด้วยความเสียดาย
“เดือนหน้าเราจะมีงานแสดงผลิตภัณฑ์โอ่งแม่เตือนในงานโอท็อปโลก เพราะฉะนั้นโอ่งของเราจะต้องสวยและมีคุณภาพ”
คนงานพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจ ติรกาหันไปกำชับคนงานทุกคนในโรงงานอีกครั้ง
“โอ่งแม่เตือนทุกใบต้องรักษาคุณภาพทุกชิ้นก่อนออกไปจากโรงงาน ฉันจะไม่ยอมให้โอ่งแม่เตือนที่ฉันสร้างมากับมือ ต้องเสียชื่อเพราะผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพเด็ดขาด”
เหล่าคนงานต่างตั้งใจทำงานกันอย่างขะมักเขม้น รชานนท์ยืนมองติรกาทุ่มเทกับงานในโรงงาน จนเริ่มลังเลที่จะชวนติรกาไปรับโปรเจ็คท์งานที่เยอรมันด้วย

คืนนั้น รชานนท์อยู่ในห้องนอนของติรกากำลังคุยโทรศัพท์กับพชรด้วยความเครียดด้วยเรื่องที่คิดไม่ตก
“ผมก็ไม่รู้จะบอกกระแตยังไง...ขอเวลาอีกวันสองวัน แล้วผมจะให้คำตอบอีกที”
ติรกาเปิดประตูเข้ามาพอดี รชานนท์รีบกดวางสายทันที ติรกาพูดเสียงเรียบแกล้งถาม ทำเป็นไม่รู้เรื่องโปรเจคท์เยอรมันของรชานนท์
“ยังไม่นอนเหรอ”
“กำลังจะนอนพอดี งานเสร็จแล้วเหรอครับ”
“ค่ะ”
รชานนท์ขยับตัวขึ้นบนเตียงแล้วตบที่นอนข้างๆ ตัว
“มานอนเถอะครับ เหนื่อยมาทั้งวัน ผมจะกล่อมคุณเองนะ”
ติรกามองรชานนท์สองจิตสองใจจะถามแต่ไม่กล้า
“คุณกำลังทำให้ฉันเคยตัวนะคะนนท์ เกิดวันไหนไม่มีคุณฉันคงนอนไม่หลับแน่”
รชานนท์สบตาติรกาลังเลที่จะพูดกับติรกาแต่ไม่กล้า
รชานนท์รวบตัวมากอด
“ผมรักคุณนะกระแต”
ติรกาอึ้งไปก่อนรวบรวมความกล้าถามรชานนท์
“คุณมีอะไรจะพูดกับฉันนอกจากบอกรักมั้ย”
รชานนท์นิ่งครุ่นคิดแล้วตัดสินใจบอกติรกา
“ผมมีโปรเจคท์งานที่เยอรมันต้องบินไปปลายเดือนนี้ แต่ผมเป็นห่วงกระแต ยัยมัท แล้วก็ลูกของเรา”
ติรกายิ้มฝืนแล้วบอก
“นนท์คะ คุณไม่ต้องห่วงนะฉันเลี้ยงยัยมัทมาแล้วคนนึง ลูกอีกคนฉันดูแลได้”
“ผมเคยพลาดโอกาสที่จะได้ดูแลคุณ โอกาสที่จะได้ดูแลลูกได้เห็นมัทเติบโต ผมไม่อยากพลาดโอกาสนั้นอีก”
ติรกาได้ยินที่รชานนท์พูดก็อึ้งไป
“นนท์คะ งานที่เยอรมัน..มันเป็นความฝันของคุณไม่ใช่เหรอคะ”
“ผมอยากให้คุณไปกับผม แต่ผมก็รู้ว่าคุณรักโรงงานนี้มากมันก็เป็นความฝันของคุณเหมือนกัน แล้วยังเรื่องคุณแม่อีก ผมคิดว่าครั้งนี้ต้องมีใครสักคนที่ยอมเสียสละ”
ติรกามองรชานนท์อย่างตกใจคิดว่า รชานนท์จะขอให้ติรกายอมเสียสละ
“แต่คนนั้นต้องไม่ใช่คุณ คุณเคยต้องเลี้ยงลูกคนเดียวมาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ผม...”
ติรกาปิดปากรชานนท์แล้วฝืนยิ้ม
“แค่ห้าปีเองนะคะ”
“ผมกลัวว่าถ้ามันยืดเยื้อ...เพราะผมต้องอยู่จนกว่าโปรเจคท์จะเรียบร้อย”
ติรกาซบกับอกรชานนท์ ติรกาใจเสียแต่ยังปากแข็ง
“แล้วฉันจะจัดกระเป๋าเดินทางให้คุณนะคะ”
ต่างคนต่างรู้สึกเศร้าที่ต้องจากกันแต่ไม่กล้าแสดงให้อีกฝ่ายเห็น

เช้าวันใหม่ ภายในสวนบ้านติรกา คนจัดงานกำลังเซ็ทโต๊ะเก๋ๆ ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ติรกายืนสั่งการอยู่เตือนใจกับมัทรีเข้ามาหาติรกา
“ยัยติ เรื่องตานนท์”
ติรกาพูดแทรกขึ้นน้ำเสียงเรียบ
“เค้าจะไปเยอรมันปลายเดือนนี้ค่ะ”
“พ่อชวนแม่ไปอยู่ที่โน่นด้วยกันรึเปล่าคะ” มัทรีถาม

ในเวลาใกล้เคียงกัน ภายในบ้านของพชร รชานนท์ส่ายหน้าอย่างเศร้า ๆ บอกวันรบและพชร
“ฉันไม่อยากให้เค้าทิ้งทุกอย่างที่เค้าสร้างมาเกือบทั้งชีวิตเพื่อไปอยู่กับฉัน”
“พ่อตาผมไปทาง แม่ยายอยู่อีกทาง มันก็ไม่ต่างกับคนเลิกกันนะป๋า”
“ท่าทางกระแตก็เฉยๆ เหมือนไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้”

ขณะที่ติรกาพยายามอธิบายกับเตือนใจ
“นนท์เค้าบอกให้หนูรับรู้ หนูก็รับรู้แล้วนี่คะ”
“แค่บอกว่าจะจัดกระเป๋าให้เนี่ยนะ” เตือนใจพูดขึ้น
“มัทจะโทรถามพ่อให้เคลียร์เดี๋ยวนี้”

ทางด้านรชานนท์คว้าโทรศัพท์ของวันรบมากดวางสายอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องโทร ฉันไม่อยากทำให้กระแตเครียดจนส่งผลถึงเด็กในท้อง”
“แล้วป๋าจะทิ้งลูกเมียไปเยอรมันคนเดียวเหรอ” วันรบถาม
พชรจ้องรชานนท์อย่างต้องการคำตอบ

ติรกาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเพื่อกลบเลื่อนความเศร้าในใจ
“พ่อเค้าตัดสินใจแล้ว แม่ก็จะไม่รั้งอนาคตที่ดีของเขา”
“เมื่อยี่สิบปีก่อน.. แม่ไม่เคยต่อสู้ให้หนูมีพ่อ มาวันนี้แม่กำลังจะทำให้น้องของหนูตกอยู่ในสภาพเดียวกันนะคะ”
“เค้าไม่ได้ไปอยู่ที่โน่นตลอดชีวิตสักหน่อย”
“คุณติไม่เคยได้ยินคำว่ารักแท้แพ้ระยะทางเหรอคะ ถ้าคุณนนท์ไปปิ๊งๆๆ ฝรั่งที่โน่น ผลไม้ไทยอย่างเราก็ต้องลงกระป๋อง” พุทราพูดขึ้น
“ฉันเชื่อว่านนท์จะไม่เปลี่ยนไป” ติรกายืนยัน
“ยัยติ”
“เมื่อก่อนหนูไม่มีนนท์หนูยังอยู่มาได้ ตอนนี้หนูก็ต้องอยู่ได้เหมือนกัน เดี๋ยวหนูไปดูตรงโน้นหน่อยนะคะ “ ติรกายิ้มให้ทุกคนก่อนเดินไป มัทรีเข้ามาปรึกษาเตือนใจ
“ทำไงดีคะยาย”
เตือนใจลุกจะตามติรกา มัทรีกับพุทราจะตามแต่เตือนใจยกมือห้ามไว้

ติรกาเดินมายังส่วนที่กำลังจัดดอกไม้ ทำซุ้มเล็ก ๆ สำหรับจดทะเบียน ติรกาหยิบดอกไม้มาช่วยแต่ง เตือนใจเดินเข้ามาช่วยหยิบแต่งด้วย
“แม่ช่วยนะ.. ดีใจจริงๆ ที่หลานจะแต่งงาน คิดๆ ไปแล้วแม่นี่โชคดีนะ มีโอกาสได้ลูกสาวที่แสนเก่งคนนี้มา มีโอกาสได้เลี้ยงหลานอย่างยัยมัทให้โตแล้วยังมีโอกาสได้เห็นหลานของแม่ใส่ชุดเจ้าสาวๆ ดีจริงๆ ที่แม่ไม่เคยปล่อยโอกาสเหล่านั้นให้มันผ่านไป”
ติรกาหันมองเตือนใจ
“ไปกับตานนท์เถอะนะลูก”
ติรกาตัดสินใจ
“บางครั้งถึงจะมีโอกาสเราก็ไม่พร้อมที่จะคว้ามันไว้นะคะแม่”
“แม้มันจะเป็นโอกาสให้ลูกได้แก้ตัวน่ะเหรอ”
“แม่คะ”
“ติ..ลูกกับตานนท์จากกันตั้งยี่สิบปี ได้กลับมาอยู่ด้วยกันไม่ถึงสองเดือนต้องจากกันอีกหลายปี ลูกกำลังจะปล่อยโอกาสของความสุขให้มันผ่านไป”
ติรกาจับมือเตือนใจ
“ถ้าหนูมีความสุข โดยที่ต้องปล่อยให้...” ติรกาพูดไม่ออก
“เพราะแม่ใช่ไหม...ติไม่ไปไม่ใช่เพราะงาน แต่เป็นเพราะแม่ใช่ไหม” เตือนใจถาม
“เรื่องยัยมัททำให้หนูรู้ว่าหนูมัวแต่ยุ่งกับงานจนลืมมองคนรอบข้าง ตอนนี้หนูมีโอกาสที่จะดูแลคนที่หนูรักหนูไม่อยากทิ้งโอกาสไป”
“ติ...ความสุขของแม่คือการที่ได้เห็นลูกหลานมีความสุข ถ้าติต้องอยู่อย่างมีความทุกข์แล้วแม่จะสุขได้เหรอลูก”
“หนูกับนนท์ยังมีเวลามีโอกาสอีกมากที่จะอยู่ด้วยกัน หนูจะไม่ยอมทิ้งแม่เพื่อไปมีความสุขส่วนตัวเด็ดขาด”
“ยัยติ”
ติรการีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“แม่คะ หนูอยากให้ของขวัญกับยัยมัท แม่สนใจจะร่วมหุ้นกับหนูไหมคะ”
เตือนใจมองติรกาว่าหมายถึงอะไร

เช้าวันรุ่งขึ้น ภายในบ้านของติรกา ทุกคนที่มาร่วมงานยิ้มปลาบปลื้มมองวันรบกับมัทรีจดทะเบียนแต่งงานต่อหน้านายอำเภอ และต่อหน้ารูปหมอนพ นายอำเภอรับเอกสารแต่งงานมาเซ็นรับรอง แล้วยื่นใบทะเบียนสมรสสองใบให้วันรบกับรชานนท์
“นับแต่วันนี้ไป คุณวันรบกับคุณมัทรีได้เป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้วครับ”
วันทนีย์ยิ้มแก้มปริ ด้วยความปลาบปลื้ม
“สมใจแม่จ๋าแล้วล่ะสิ” กำนันเรืองแซววันทนีย์
เสียงธงฉานร้องไห้สะอึกสะอื้น เสียใจที่เห็นมัทรีแต่งงาน จนสมภพต้องเตือน
“ไอ้ธงฉาน นี่มันงานแต่งงานนะเว้ยจะร้องทำไมวะ”
“ก็ผมเสียดายนี่อา น้องมัทของพี่”
กระถินหยิบผ้าเช็ดหน้าให้ ธงฉานยื่นมือมารับผ้าเช็ดหน้า ชะงักมองหน้ากระถิน อาไทโผล่มาตรงกลางอย่างรู้ทัน
“ฮั่นแน่ อย่าบอกนะว่าพุดเดิ้ลทอยกับหมูปิ๊งกัน”
กระถินกับธงฉานหันไปมองอาไทคำรามใส่
“ชะอุ๋ย เขาล้อเล่น”
กระถินกับธงฉานมองส่งสายตา ปิ๊งๆๆ ให้กัน
“คุณนี คุณระคะ” พุทราเรียกขึ้น
พชรกับนลินีหันมองพุทรา พุทราขยิบตาให้ทั้งคู่ พชรกับนลินียกนิ้วโอเค
“สร็จสิ้นพิธีการแล้ว ก็ขอเชิญทุกท่านร่วมกันรับประทานอาหารที่สวนได้เลยครับ” พชรบอก

ทุกคนออกมาที่สวนซึ่งจัดเป็นแนวค็อกเทลเก๋ๆ -รชานนท์เดินเข้ามาหาวันรบกับมัทรีที่กำลังคุยอยู่กับกำนันเรืองและวันทนีย์
“มัท..เห็นคุณแม่กับคุณยายไหมลูก” รชานนท์ถาม
มัทรีมองหา
“ตั้งแต่ออกมาที่สวนก็ไม่เห็นนะคะ พี่พุทราเห็นไหมคะ”
พุทราทำเป็นมองหา
“พี่ก็ไม่เห็นเหมือนกันเหมือนกันค่ะไปไหนกันน้า”
ตรงมุมซุ้มที่ดูกึ่งๆเวทีมีม่านบาง ๆ ปิด จู่ๆ ก็มีเสียงซาวน์ยิ่งใหญ่ดังขึ้น ทุกคนหันไปมองนลินีที่เดินขึ้นไปตรงหน้าม่านพร้อมกับไมค์
“และช่วงเวลานับจากนี้ ทุกท่านจะได้ฟังเพลงสุดโปรดและศิลปินในดวงใจของเจ้าสาว”
วันรบกับมัทรีมองหน้ากัน วันรบเลิกคิ้วแบบรู้ป่ะ มัทรีส่ายหน้างง ๆ ไม่รู้เรื่อง
“ขอเชิญทุกท่านพบกันโชว์ชุดพิเศษได้เลยค่า”
อินโทรเพลง “รักคือฝันไป” ดังขึ้น ม่านถูกรูดเปิด สองสาวยืนหันหลังให้คนดูพร้อมกับโยกสะโพกตามจังหวะ พอเข้าเนื้อเพลงประโยคแรก เตือนใจที่อยู่ด้านซ้ายหันกลับมา
“รักมิใช่ดวงดาวเมื่อพราวแสง ใช่ร้อนแรงดังแสงอาทิตย์ส่อง”
มัทรีเซเข้าประชิดวันรบอย่างตื่นเต้น
“พี่รบ...อย่าบอกนะคะว่า”
ติรกาหันมา มัทรีกรี๊ดอย่างเซอร์ไพร์สมาก
“รักมิใช่ภูผาสุดจับจอง ใยใครมองหารักกันทำไม”
…....
“รักคือดวงจันทร์ รักคือตะวัน รักคือไฟอันร้อนแรงไร้จุดหมาย” ติรกากับเตือนใจร้องรับท่อนนี้ด้วยกัน
“...แต่รักฉัน คือฝันไป ค่ำลงดวงใจฉันได้แต่ฝัน...”
ทั้งเตือนใจกับติรกาเต้นไปร้องไปตามจังหวะ
“...ลา..ล้า..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ลา”
มัทรีเต้นตาม ติรกายื่นมือเรียกให้มัทรีขึ้นมา
“มัท”
มัทรีกระโดดขึ้นเวทีร่วมร้องเพลงทันที สาวสามวัย ติรกา เตือนใจ มัทรี
“รักคือดวงจันทร์ รักคือตะวัน รักคือไฟอันร้อนแรงไร้จุดหมาย”
รชานนท์กอดคอวันรบ
“สาว สาว สาวจริงๆว่ะ” รชานนท์บอก
“สาวที่เรารักทั้งสามคนเลยนะป๋า”
คนอื่นๆ พากันเต้นตามบนเวทีอย่างสนุกสนาน
“แต่รักฉัน คือฝันไป ค่ำลงดวงใจฉันได้แต่ฝัน”
“ลา..ล้า..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ล้า..ลา..ลา..ล้า..ลา”
เพลงจบ … ทุกคนปรบมือ พุทราถือแก้วขึ้นมาให้เตือนใจกับติรกา
“กล่าวอวยพรเลยค่ะคุณยาย คุณติ”
“ติก่อนเลยลูกแม่ขอหอบแป๊บนึง”
ติรกาเข้าไปยืนตรงไมค์โครโฟนมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณทุกคนนะคะที่มาร่วมยินดีกับมัทรีลูกสาวของฉัน มันยาวนานมากสำหรับความรักของแม่คนนึงที่เฝ้ามองลูกสาวตัวน้อยค่อย ๆเติบโตด้วยความหวังว่าอยากให้เขามีความสุขตลอดไป”
เตือนใจถือแก้วมองยิ้มอย่างมีความสุข ติรกาจับมือมัทรีวางบนมือวันรบ
“วันนี้ฉันตัดสินใจมอบดวงใจของฉันไว้ในมือของผู้ชายคนนี้ ด้วยความเชื่อมั่นว่าวันรบจะรักและดูแลดวงใจของฉันเป็นอย่างดี”
“ผมสัญญาครับว่าผม...”
เพล้ง! เสียงแก้วกระทบพื้นดังจากด้านข้าง ติรกาหันไปเห็นเตือนใจลงไปนอนฟุบกับพื้น ทุกคนตกใจ
“คุณแม่”
วันรบรีบเข้าไปประคองเตือนใจ
“คุณยาย คุณยายครับ”
วันรบรีบสั่งพุทรา
“คุณพุทรา เรียกรถพยาบาลด่วนที่สุด”
รชานนท์ มัทรี ติรกาเข้ามาดูเตือนใจด้วยความเป็นห่วง เตือนใจสลบไสลไม่ได้สติ
หน้าห้องฉุกเฉิน รชานนท์ ติรกา วันรบ มัทรี สีหน้าเครียดเดินสวนกันไปมารอคอยอยู่ด้วยความกระวนกระวาย
พุทราวิ่งเข้ามา
“คุณยายเป็นยังไงบ้างคะคุณติ”
ติรกาส่ายหน้าด้วยความเครียดเหมือนจะร้องไห้
“ทางโน้นเป็นยังไงบ้างครับ” วันรบถาม
“ทุกคนรอฟังข่าวอยู่ค่ะ ส่วนเรื่องงานคุณพชรจะเคลียร์ให้เอง พุทราก็เลยรีบมาเนี่ยล่ะค่ะ”
คุณหมอเดินออกมา ทุกคนกรูกันเข้าไปหา
“คุณหมอคะ คุณแม่ฉันเป็นอะไร ทำไม”
“คนไข้เป็นหลอดเลือดหัวใจตีบครับและตอนนี้เกิดการอุดตันจนเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยมาก คนไข้จำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าช้ากว่านี้ อาจจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นอันตรายถึงชีวิตนะครับ”
ติรกามองรชานนท์สีหน้าเครียด
“แต่การผ่าตัดก็มีความเสี่ยงนะครับ เพราะการผ่าตัดต้องใช้เวลานาน ร่างกายคนไข้อาจจะรับไม่ไหว”
“โหย..หมอ ผ่าก็ตาย ไม่ผ่าก็ตายแล้วจะทำยังไงเนี่ย”
ติรกาหน้าเสียทันที รชานนท์เรียกชื่อพุทราเพื่อปรามไว้
“ก็...ไม่เห็นจะดีสักทางนี่คะ”
“ที่หมอแจ้งข้อมูลทั้งหมดให้ทราบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจครับ ส่วนจะผ่าหรือไม่ พวกคุณคงต้องตัดสินใจ”
“ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ โอกาสรอดจะมีกี่เปอร์เซ็นต์ครับ” วันรบถาม
“จากสภาพร่างกายคนไข้ก็...สามสิบเปอร์เซ็นต์ครับ” หมอพูดด้วยความลำบากใจ
“โฮๆๆ คุณยาย” พุทราร้องเสียงดัง
“เงียบนะพุทรา”
ติรกากันไปหาหมอแล้วตัดสินใจทันที
“ฉันยินยอมให้ผ่าตัดค่ะ”
“คุณแม่” มัทรีร้องขึ้น
“แม้โอกาสรอดเหลือไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ แม่ก็จะเสี่ยง”
ทุกคนมองติรกาที่ใจเด็ดเดี่ยวมาก

เช้าวันรุ่งขึ้นที่หน้าห้องผ่าตัด เตือนใจที่ยังหลับอยู่ถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัด ติรกายืนไม่ไหวทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ รชานนท์มองติรกาที่มือไม้สั่นด้วยความกลัว รชานนท์เข้ามานั่งที่เก้าอี้ด้านซ้ายจับมือข้างซ้ายติรกาไว้
“คุณแม่ต้องไม่เป็นอะไรนะ”
รชานนท์โอบติรกามากอดไว้ ติรกาจับมือรชานนท์บีบแน่น
“แม่เป็นทุกอย่างในชีวิตของกระแต วันที่ไม่มีนนท์ แม่อยู่ข้างกระแตทำให้กระแตอยู่จนถึงวันนี้ ถ้าแม่เป็นอะไรไป กระแตจะอยู่ได้ยังไง”
มัทรีมองติรกาแล้วกลั้นน้ำตาไม่อยู่ มัทรีเดินมานั่งเก้าอี้ที่ที่อยู่ด้านขวาจับมือขวาของติรกาไว้ มัทรีเอียงหน้าซบที่ไหล่ของติรกา ในขณะที่ติรกาเอียงหน้าซบไหล่รชานนท์ วันรบนั่งอยู่ตรงข้ามกับพุทรา ทั้งคู่มองสามคนพ่อแม่ลูกที่นั่งเกาะกุมกันอย่างให้กำลังใจ พุทรากระซิบกับวันรบ
“ไม่คิดเลยนะคะว่าจะได้เห็นภาพนี้... ถ้าเป็นเมื่อก่อน คุณติคงต้องยืนหยัดทำตัวเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องแข็งแรงที่สุด.. แล้วถ้าคุณนนท์ไปเยอรมัน คุณติคงเสียศูนย์แน่ๆ”
วันรบคิดหนักตามคำพูดของพุทรา วันรบมองที่นาฬิกาหน้าห้องผ่าตัด เวลา 08.30 น เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ทุกคนรอคอยด้วยความหวั่นใจจนนาฬิกาเห็นนาฬิกาหมุนไปจนถึงเวลา 17.00 น. ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก หมอเดินออกมาสีหน้าซีเรียสมาก เหงื่อเกาะพราวเต็มใบหน้า ติรกาและทุกคนเดินเข้าไปหาหมอ
“คุณหมอคะ คุณแม่เป็นยังไงบ้าง”
หมอเหงื่อตก
“ผม..”
“ว่าไงคะคุณหมอ” มัทรีถาม
หมอเกร็งเก็บอาการปวดเต็มที่
“เอ่อ..ผมขอโทษนะครับ”
สีหน้าทุกคนช็อค หมอจะรีบไปแต่พุทราดึงแขนหมอไว้
“เดี๋ยวค่ะหมอ ไม่จริงใช่ไหมคะคุณยายไม่ได้เป็นอะไร”
หมอหูอื้อ กระดากใจที่จะพูด
“ผมขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ”
ติรกาเข่าอ่อน ทรุดฮวบจนรชานนท์ต้องรีบรับตัวไว้
“ไม่จริง...คุณแม่...คุณแม่”
พุทรายังไม่ยอมปล่อยหมอร้องโวยวาย
“ทำไมหมอไม่ช่วยคุณยาย”
“ปล่อยผมเถอะครับ ปล่อย”
นางพยาบาลเข็นร่างของเตือนใจออกมาแล้วเลี้ยวไปอีกทาง
“คุณแม่”
ติรกาวิ่งเข้าไปที่เตียง รชานนท์ วันรบ มัทรีตามเข้าไป ติรกาจับที่ขอบเตียง
“คุณแม่...ทำไมถึงทิ้งหนูไปคุณแม่”
“คุณยายขา..คุณยาย”
นางพยาบาลเข้ามาห้ามติรกากับมัทรี
“คุณคะ ช่วยหลีกทางให้ด้วยนะคะฉันต้องรีบพาคนไข้ไปที่ห้อง”
“ให้ฉันอยู่กับท่านอีกหน่อยได้ไหมคะ” ติรการบเร้า
“ดิฉันว่าพวกคุณไปนั่งรอท่านในห้องดีกว่านะคะ” นางพยาบาลบอก
รชานนท์ดึงติรกาออกมา
“กระแต คุณพยาบาลต้องพาคุณแม่ไปที่ห้องดับจิตนะ”
“ขอทางด้วยนะคะ” พยาบาลบอกแล้วกำลังจะเข็นรถไป
“เดี๋ยวครับ...ปกติมันต้องมีผ้าคลุมปิดหน้าไม่ใช่เหรอครับ แล้วทำไมคุณยายถึงไม่มีล่ะครับ” วันรบถามนางพยาบาล
“ผ้าเขาใช้คลุมปิดเฉพาะศพค่ะ แต่คุณยายท่านแค่สลบจะคลุมทำไมล่ะคะ”
ทุกคนชะงักไป
“สลบ..หมายความว่าคุณแม่ยังไม่ตายเหรอครับ”
“ยังค่ะ..การผ่าตัดประสบความสำเร็จค่ะ”
“แล้วทำไมคุณหมอถึงขอโทษพวกเราล่ะ” วันรบถามขึ้นอย่างสงสัย
พุทรารีบวิ่งมา
“คุณติ คุณยายยังไม่ตายค่ะ”
“ใครบอก”
“คุณหมอบอกค่ะ ไอ้ที่เขาขอโทษเพราะหมอเขาท้องเสียจะรีบไป พุทรายื้อไว้จนข้าศึกคุณหมอทลายประตูกลิ่นขมคอเลยค่า”
“แม่คะ คุณยายยังไม่ตาย” มัทรีพูดขึ้นอีก
“คุณแม่ยังไม่ตาย” ติรกาทวนคำเหมือนไม่เชื่อ
“ไชโย” พุทราร้องขึ้น
ติรกากับมัทรีเข้ากอดกันด้วยความดีใจ รชานนท์เข้ากอดทั้งติรกากับมัทรี พุทราจะเข้ากอดวันรบ วันรบเอามือดันหน้าผากพุทราไว้ อีกมือยกนิ้วชี้โบกไปมาว่าไม่ได้แอ้มซะหรอก
“ดิฉันพาคนไข้ไปที่ห้องพักได้หรือยังคะ” นางพยาบาลถาม
“เชิญเลยครับ เชิญเลย”
พยาบาลเข็นเตียงไป รชานนท์ ติรกา มัทรี วันรบ พุทรารีบตามไป

หลายวันต่อมา ภายในสวนบ้านติรกาเวลากลางคืน ติรกาเดินถือถาดน้ำส้มห้า - หกแก้วเข้ามา เตือนใจนั่งอยู่บนเก้าอี้ รชานนท์ วันรบและมัทรีนั่งอยู่ที่พื้นรอบเก้าอี้เตือนใจ
“น้ำส้มสด ๆ มาแล้วค่า”
ติรกาหยิบแก้วน้ำส้มส่งให้
“ของคุณแม่ ของนนท์ ของมัท แล้วก็ของลูกเขย”
“ขอบคุณครับคุณแม่”
“เรามาฉลองให้กับคุณแม่ที่อาการดีขึ้น” รชานนท์บอก
“เอ้า ระยอง” ติรกาพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
ทุกคนแก้คำพูดให้ติรกา “ชน”
ติรกาหันมาถามรชานนท์ว่า
“ฮาไหม”
รชานนท์ยิ้มแล้วบอก
“ก็ได้อยู่”
ติรกายิ้ม ทุกคนดื่มน้ำส้มด้วยสีหน้ามีความสุข
“แม่ก็ดีขึ้นแล้ว แล้วนนท์ล่ะ เลื่อนเดินทางมาเป็นเดือนแล้วนะ” เตือนใจพูดขึ้น
“พี่ระจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้แล้วครับ อีกห้าวันจะเดินทางครับ” รชานนท์ว่า
พุทราตกใจ
“ก็ตรงกับวันเจรจากับตัวแทนงานโอท็อปโลกน่ะสิคะ”
เตือนใจมองหน้าติรกา ติรกาหลบตาทำเป็นดื่มน้ำส้ม
“ก็ดีแล้ว เมื่อมีโอกาสก็ต้องคว้าไว้แล้วทำมันให้ดีที่สุด”
“ครับ”
“ป๋าครับ วันดี ๆ แบบนี้สักเพลงสิป๋า”
รชานนท์หยิบอูคูเลเล่ออกมาเล่นเพลง วันรบแอบเห็นน้ำตาที่คลออยู่ที่หน่วยตาของติรกา ติรกาพยายามกระพริบไล่แล้งฝืนยิ้มให้รชานนท์ เป็นยิ้มที่ทุกคนมองออกว่าติรกาใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก

เช้าวันรุ่งขึ้น ติรกาเปิดกระเป๋าเดินทางกางออกเพื่อจะจัดกระเป๋าให้กับรชานนท์ ติรกาพยายามสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วเปลี่ยนอารมณ์ตัวเองด้วยการเปิดเพลง เพลงHome ดังขึ้น ติรกาฮัมตามเบาๆ ดึงไม้แขวนเสื้อออก
“ดอกไม้..ประตู..แจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่”
ติรกาเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วฮัมเพลงตามต่อ
“แก้วน้ำ จานชาม บันได โคมไฟที่สวยงาม”
ติรกาหยิบเสื้อที่แขวนออกมาวางบนกระเป๋า
“ขอบรั้ว และริมทางเดิน ต้นหญ้าอยู่ในสนาม”
ติรกาดึงไม้แขวนเสื้อออกแล้วพับเสื้อ
“บ้านนี้จะงามอย่างไร ถ้าไม่มีเธอ”
น้ำตาของติรกาหยดลงบนเสื้อตัวที่พับเรียบร้อย ติรกาหยิบเสื้อตัวใหม่มาพับก็ทนไม่ไหวกอดเสื้อรชานนท์ร้องไห้ หลังจากที่พยายามเก็บกดความรู้สึกนี้มานาน ติรกาที่ร้องไห้อย่างทะลักทะลาย มัทรียืนอยู่ที่ประตูน้ำตาร่วงตามติรกา แต่เมื่อหันหลังกลับก็เจอวันรบที่ยืนอยู่ มัทรีร้องไห้เข้าไปกอดวันรบ วันรบกอดมัทรีปลอบใจพลางมองไปที่ห้องติรกาแล้วคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง
เย็นวันเดียวกัน วันรบกับมัทรีเดินลงมาข้างล่าง
“มัทอยากช่วยแม่ค่ะพี่รบ อยากให้แม่มีความสุข แต่มัทไม่รู้จะทำยังไง”
วันรบยังไม่ทันตอบ พุทราก็เดินนำคนงานยกมินิโอ่งสองสามใบเข้ามาวางไว้บนพื้น
“เอ้า ขนเข้ามาวางไว้บนโต๊ะ เรียงดีๆ นะ อย่าให้หล่น” พุทราบอก
“พี่พุทราขนโอ่งมาทำไมเหรอคะ” พุทราบอก
“ก็คุณติจะเอาโมเดลโอ่งไปโชว์ให้ลูกค้าต่างประเทศดูวันที่ไปเจรจากับตัวแทนโอท็อปโลกน่ะค่ะ”
ติรกาเดินลงมาพร้อมอุปกรณ์ลงสี
“มาแล้วเหรอ”
“โอ่งไซส์เล็กนี่น่ารักดีนะครับคุณแม่”
“มินิโอ่ง แม่ว่าจะลงลายแล้วก็พรีเซ้นต์ให้เป็นของตกแต่งบ้านเปิดตลาดให้หลากหลายขึ้น”
“แม่จะลงลายเองเหรอคะ”
“ใช่สิจ๊ะ คิดแล้วมันต้องสร้างเองมันถึงจะได้อย่างใจ แม่มีไอเดียอีกเพียบกว่าพ่อจะกลับมา มินิโอ่งเตือนใจก็คงไปไกลทั่วโลกแล้วล่ะ”
ติรกาฝืนยิ้ม มัทรีหน้าเสียทันที ติรกาจัดแจงวางอุปกรณ์เตรียมลงลายด้วยท่าทีกระตือรือร้น มัทรีแอบปาดน้ำตา วันรบมองอย่างหนักใจว่าจะทำยังไงดี

ติรกาใช้พู่กันลงลายเส้นขวางรอบโอ่ง โดยติรกาหมุนโอ่งเบาๆ พลางลงพู่กันจนลายเส้นมาบรรจบกับ รชานนท์กลับมาจากทำงานเดินเข้ามาพอดี
“กระแตจ๊ะ”
“เคลียร์งานเรียบร้อยแล้วเหรอคะ”
รชานนท์หอมติรกาซ้ายขวา
“อีกวันสองวันน่าจะเรียบร้อย ก็คงเสร็จก่อนวันเดินทางพอดีเฉียดฉิวน่าดู แล้วงานคุณเสร็จหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ คุณขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะ อย่างอแงสิคะ ไปอาบน้ำนะเดี๋ยวกระแตตามไปนะคะ”
“ตามขึ้นไปเร็วๆ นะ”
“ค่ะ”
รชานนท์จำต้องลุกออกไป ติรกามองตามแล้วเปลี่ยนสีหน้าจากรอยยิ้มเป็นความเศร้าน้ำตาไหล

ติรกาปาดน้ำตา แล้วหันมาจับพู่กันลงสีต่อ วันรบเดินเข้ามาพอดี
“คุณแม่เก่งจังเลยนะครับ”
วันรบเดินเข้ามายืนมองลายเส้นบนโอ่ง
“มือนิ่งมากเลยครับ”
“แล้วยัยมัทล่ะ”
“ผมบังคับให้เข้านอนแล้วครับ ไม่งั้นก็จะนั่งทำงานไม่ยอมนอน เดี๋ยวก็จะไม่สบายอีก”
“ยัยมัทน่ะจริงจังกับงานมาก จนบางทีก็มากไป”
“ลูกไม้มักจะหล่นไม่ไกลต้นนะครับ”
ติรกามองวันรบ
“เป็นลูกเขยเต็มตัวก็ยอกย้อนเต็มปากเต็มคำเชียวนะ”
“นี่ผมชื่นชมนะครับคุณแม่ มัทน่ะเป็นคนมั่นคง ขยัน อดทน แล้วก็ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ผมว่าดีเอ็นเอทางความคิดของมัท ได้คุณแม่มาเต็มๆ เลยครับ”
ติรกาจับโอ่งหมุนเบาๆ
“รู้ไหมว่าจะขึ้นโอ่งได้แต่ละใบมันยากแค่ไหน น้ำหนักมือจังหวะหมุน แม่ต้องลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะเข้าใจมันจริงๆ”
“ผมทราบครับ แต่วันนี้โอ่งของคุณแม่ก็ขึ้นรูปได้อย่างสวยงามนะครับ ไม่ว่าจะในบ้านหรือนอกบ้านก็โดดเด่นและงดงามไม่แพ้ใครๆ”
“ฉันดีใจนะที่เธอเห็นค่าของโอ่งใบนี้”
วันรบยิ้มแล้วบอก
“ก็กว่าจะได้มามันแสนยากนี่ครับ การต่อสู้ให้ได้มามันทำให้ผมรู้ว่ามันมีค่ามากแค่ไหน คุณแม่ครับ ผมขอบคุณนะครับที่คุณแม่ยอมให้ผมเข้ามาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว ผมจะรักษาของมีค่าในมือไว้ให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้คุณแม่ผิดหวัง” วันรบพูดพลางยกมือไหว้ติรกา
“แม่เชื่อว่ารบทำได้”
ติรกาวางพู่กันแล้วหมุนถาดเบาๆ อย่างตั้งใจ วันรบมองเส้นที่ติรกาวาดแล้วหมุนถาดจนเส้นมาบรรจบกันอย่างเป๊ะ ติรกาขึ้นเส้นใหม่ แต่เพิ่งหมุนไปได้นิดเดียวก็ชะงักเพราะ...
“คุณแม่ครับ..ให้ผมลองทำได้ไหมครับ”
ติรกาชะงักมือ เส้นยังค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง ติรกามองวันรบ
“อยากลองเหรอ”
“ครับ”
ติรกาลองส่งพู่กันให้วันรบ วันรบวางพู่กันทำเหมือนติรกา วางพู่กันที่ตัวโอ่งแล้วหมุนถาดเบาๆ ลายเส้นวิ่งตามความเร็วของถาดแต่เส้นที่วันรบวาดกลับไม่บรรจบกับจุดที่ติรกาเริ่มต้น
“วันรบ..มันไม่”
“ลายเส้นของผมมันคงไม่เป๊ะเหมือนที่คุณแม่เริ่ม แต่ถ้าคุณแม่ไว้ใจผม ผมจะเชื่อมลายมันเข้าด้วยกัน” วันรบพูดแล้วมองไปที่ติรกา ติรกามองวันรบแล้วตัดสินใจพยักหน้า วันรบลงลายเส้นม้วนเป็นตัวเชื่อมระหว่างปลายเส้นสุดท้ายของวันรบกับจุดที่ติรกาเริ่มต้น
“พอไหวไหมครับคุณแม่”
ติรกามองอย่างพินิจแล้วบอก
“ก็มีฝีมือนี่ ถ้างั้น..อีกสองใบลงลายแบบนี้ก็ดีนะ”
“มินิโอ่งอีกสองใบเดี๋ยวผมจัดการต่อเองครับ”
“แต่แม่ว่า”
“ผมยังมีแรงครับแม่...แล้วมัทก็หลับไปแล้ว..แต่ป๋า..กำลังรอคุณแม่อยู่นะครับ ถ้าคุณแม่ไว้ใจผม ให้ผมจัดการเถอะครับ”
วันรบยื่นมือมาตรงหน้าติรกาให้ติรกาตัดสินใจ ติรกามองโอ่งแล้วมองวันรบ วันรบมองกลับด้วยสายตามุ่งมั่น
“ไหวนะ”
“ครับ”
ติรกาตัดสินใจวางพู่กันในมือวันรบ
“ขอบใจมากนะ”
“เพื่อคุณแม่ยาย และครอบครัวของเรา .....สู้ตายครับ”
ติรกายิ้มแล้วกลับหลังหันเดินเข้าไปในบ้าน วันรบมองตามแล้วยิ้ม วันรบหันมาสนใจกับมินิโอ่ง

เมื่อติรกาเดินเข้าบ้านมาก็ชะงักที่เห็นเตือนใจนั่งรออยู่ เตือนใจสีหน้าซีเรียส
“คุณแม่..ดึกแล้วทำไมยังไม่พักอีกล่ะคะ คุณหมอสั่งแล้วว่าให้พักผ่อนเยอะๆนะคะ”
“เลิกบ่นแล้วฟังแม่ก่อนได้ไหม แม่มีเรื่องจะให้ติช่วย”
“ช่วย...ช่วยอะไรคะ”
เตือนใจหน้านิ่งดูซีเรียสมาก

ภายในห้องนอนของติรกาในเวลาต่อมา รชานนท์สีหน้าผิดหวังมาก
“กระแตต้องไปธุระกับคุณแม่เป็นอาทิตย์เลยเหรอ”
“ค่ะ...แต่นนท์ไม่ต้องห่วงนะ กระแตจัดกระเป๋าให้ทั้งหมดแล้ว วันเดินทางคุณหิ้วกระเป๋าสองใบนี้ไปก็มีครบทุกอย่างแล้วค่ะ”
“กระแต...ผมไม่อยากจากกันอีก”
“เราไม่ได้จากกันตลอดไปนี่คะ นนท์ไปทำงาน ปี ๆ นึงมันแป๊บเดียวเอง”
“แต่ผมคงคิดถึงคุณ คิดถึงมัท..คิดถึงลูกของเรา” รชานนท์พูดพลางเอามือแตะที่ท้องติรกา
“ไม่นานหรอกค่ะ เราก็จะได้เจอกันแต่คุณห้ามนอกใจฉันนะ ไม่งั้นฉันเอาตายแน่”
รชานนท์โอบติรกา
“ตั้งแต่ได้กอดกระแต เห็นคนสวยกี่คนมันก็ไม่คึกคัก สงสัยผมจะตายด้านแล้วล่ะ”
“ดีค่ะ”
“แต่...มันปึ๋งปั๋งกับคุณคนเดียวน่ะ”
“เวอร์น่า”
“จริง ๆ มา ผมจะพิสูจน์ให้ดู”
รชานนท์คว้าตัวติรกาลงบนเตียง รชานนท์ปัดปอยผมที่ปรกหน้าติรกาออก รชานนท์ค่อยๆเลื่อนเข้าหาติรกาช้า ๆ










Create Date : 12 เมษายน 2555
Last Update : 12 เมษายน 2555 15:48:30 น.
Counter : 156 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

มิกัง
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]