มาบ่นๆๆ


เซ็งสุดๆ เขียนไปตั้งเยอะ พอจะเซฟเวปดันล่ม ที่พิมพ์ไว้หายเกลี้ยง ตานี้เลยเอาใหม่ พิมพ์ในเวิร์ดแล้วค่อยก๊อปมาลงดีกว่า เริ่มใหม่แล้วกัน แต่จะได้อารมณ์แบบเดิมป่าวไม่รู้

ตอนนี้กลับมาอัพบล๊อคได้แล้วล่ะ ที่หายๆไปก็แบบว่า มันเบื่อๆ เซ็งๆ ชีวิต ความคิดยุ่งเหยิงไปหมด มันเลยไม่อยากจะเขียนอะไรกะใครเค้า ได้แต่เปิดๆมาดู แล้วก็ปิดไป เซ็งเหลือหลาย

ถ้าคนที่ไม่รู้จักเราจริงๆ ก็จะบอกว่า จะเซ็งอะไรกันนักหนานะ เนี่ย งานก็ไม่ต้องทำ เลี้ยงลูกอย่างเดียว แถมมีเวลาเที่ยวอีกเยอะแยะ ถ้าดูเผินๆแค่นั้น มันก็เหมือนจะใช่นะ ส่วนคนที่รู้จักเราจริงๆ หรือเป็นแบบเราก็จะรู้ว่าทำไมมันถึงยังเซ็งอยู่ ก็เลยต้องมาท้าวความซะหน่อยล่ะนะ แต่ก่อนอ่าน โปรดทำใจนิดนึง ว่านี่ไม่ใช่การโอ้อวดอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็นงี้จริงๆ

ก่อนมาใช้ชีวิตที่นี่ เราก็ทำแต่งานล่ะค่ะ ประมาณว่าเวิร์คกิ้งวูแมนล่ะนะ ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์โชติช่วงชัชวาลย์ งานตรึม เงินดี หุหุ ก็อ่ะนะตั้งแต่พนักงานตรวจสอบบัญชีตัวเล็กๆ จนกระทั่งเป็นผู้สอบบัญชี เซ็นต์งบเองได้ แต่กว่าจะได้มาก็ต้องฝ่าด่านอรหันต์ คือมันต้องสอบน่ะ ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ แล้วงี้มันน่าภูมิใจมั๊ยเล่า ยังยังกระแดะไปขวนขวายหากระดาษมาแปะข้างฝาไว้อีกหนึ่งใบ จนแม่บอกว่า แกจะเรียนไปถึงไหนวะ อืม ก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็งานที่ทำน่ะ มันหยุดได้ซะที่ไหนเล่า มันต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ขืนหยุดโดนลูกค้าไล่ต้อนเอา เสียฟอร์มแย่เลย อีกอย่าง กฎเกณฑ์ กฎหมายมันก็เปลี่ยนอยู่เรื่อยๆ ขืนหยุดก็ล้าหลัง ไม่ทันเหตุการณ์น่ะสิ

แล้วเป็นไงล่ะ ตอนนี้แม่บอก เรียนมาตั้งเยอะ มานั่งเลี้ยงลูก ไม่เสียดายเหรอ อุ๊ย ช่างมันเหอะแม่ ตอบไปงั้น แต่ใจลึกๆแล้วก็เสียดายล่ะ แต่ก็ปลอบใจตัวเอง เอาน่าไม่เป็นไรนี่ อยู่นี่ก็ดีแล้ว มีครอบครัวที่ดี มีลูกน่ารัก กลับไปเป็นนักเรียนได้อีกเป็นบางครั้ง แล้วยังได้เที่ยวไปเรื่อยๆอีกต่างหาก ไม่ดีได้ไง เพื่อนก็ โห ดีจังเลยนะ สบายแล้ว ไม่ต้องมานั่งเครียดหัวฟูทำแต่งานอีก ก็จริงเนอะ ก็เคลิ้มไปได้เป็นพักๆล่ะ แต่จริงๆแล้วมันไม่เคยจางหายไปเลยนะ มันยังนึกถึงหัวโขนอยู่ตลอดเวลา มันก็เลยฟุ้งซ่านอยู่นี่ไง

แล้วงี้คงมีคนถามต่อ (มีป่าวไม่รู้ ) หรืออาจจะนึกเยาะก็ได้ว่า อ้าว แล้วไมไม่หางานทำล่ะ ความรู้ก็ออกสูงนี่ ก็เออ ใช่ ก็มันหาไม่ได้ง่ะ เงื่อนไขมันเยอะแยะ เริ่มจาก ภาษาค่ะ ต้องมาเริ่มใหม่อีก ก็มันภาษาดัชท์ง่ะ ถ้าเป็นปะกิด ป่านนี้อาจจะไปโลดแล้ว อย่าเพิ่งเข้าใจผิดค่ะ มิได้เก่งภาษาปะกิดแต่ประการใด ที่พูดเนี่ยหมายฟามว่า มันคงจะเรียนได้เร็วกว่านี้ เพราะเรามีพื้นฐานอยู่แล้ว ก็เรียนมาตั้งแต่อนุบาลอ่ะ แล้วเรียนเอกชนด้วย มันก็เลยได้เรียนอังกิดเข้มข้นเชียวล่ะ (แต่พูดปะกิดไม่คล่อง ฮ่าๆๆ)

ทีนี้พอสองภาษามาปนกัน มันก็เลยบื้อไปเลย ปนกันยุ่งเหยิงไปหมด สู้คนที่ไม่รู้ภาษาปะกิดก็ไม่ได้ อันนี้เธอไปโลดค่ะ (แม้แต่คนอังกิดเองก็ยังมึนเหมือนกันค่ะ)พอจบภาษาก็เอาวุฒิไปเทียบ เผอิญว่าจบของรัฐที่พอมีชื่อกะเค้าหน่อยมาอ่ะ ก็เลยได้วุฒิมาดีเชียวค่ะ ( คืออันนี้ ต้องบอกก่อนว่า ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เค้ามีรายชื่อไว้ แบบว่าเป็นที่ยอมรับอ่ะนะ ก็มักจะเทียบได้เท่าวุฒิที่เราได้มานั่นแหละ แต่ถ้านอกเหนือจากนั้น ก็อาจจะเทียบได้ต่ำกว่าวุฒิที่เราได้น่ะ) ออกหางานค่ะ แต่ก็แป่วอีก ไม่ได้ค่ะ อันนี้วิชาชีพเฉพาะ คุณทำไม่ได้หรอก ต้องไปเรียนใหม่นะ โหยตูจะเรียนได้ไง อันนี้ต้องเรียนรวมฝึกงานด้วยก็แปดปีอ่ะ เรียนจบก็แก่แล้ว ไม่เอา งั้นเอาแบบทำบัญชีขั้นต้นได้ป่าว อุ๊ยไม่ได้ค่ะ คุณไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ไม่ได้ค่ะ

อ้าว โว๊ย ทำไมตูจะทำไม่ได้ ง่ายจะตาย ตูตรวจได้ก็ต้องทำได้สิ ไม่งั้นตูจะไปตรวจเค้าได้ง้ายยยย เฮ้อ เซ็งค่ะ งั้นเอาไงดีเนี่ย
เอางี้มั๊ยค่ะ ทำงานดูแลคนแก่ หรือเลี้ยงเด็กมั๊ยคะ เรียนไม่นานค่ะ ปีครึ่งเองค่ะ
โห ไม่เอาแล้วค่ะ เลี้ยงลูกก็จะแย่แล้ว ไม่ไหวล่ะคะ ขอลา งานที่ตูอยากทำก็ไม่ให้ จะมาให้ดูแลคนแก่อีก อันนี้ทำไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่รังเกียจอะไรเลย แต่ว่าใจมันไม่รัก เป็นคนใจร้อนนะ ทำไม่ได้

คือขอเล่านิดนึงก่อน เด๋วจะหาว่าเราเลือกงาน ก็นิดๆอ่ะนะ คือแบบว่าเราก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่ ไม่มีภาระทางบ้าน ไม่งั้นก็คงทำได้ทุกอย่างใช่ป่าว แต่ว่ามันไม่ถึงขนาดนั้น เลยต้องเลือกหน่อย แล้วอีกอย่างอ่ะ งานดีๆน่ะ เค้ามักจะเก็บไว้ให้คนดัชท์ ส่วนงานแบบนี้น่ะ เค้าไม่อยากทำกันหรอก เค้ามักจะโยนมาให้คนต่างชาติทำกัน โดยไม่สนว่าเราจะมีความรู้มากมายแค่ไหน เธอเอางานแบบนี้ไปทำแล้วกัน มันเป็นซะงี้แหละ ตูเลยไม่ทำมันล่ะ เลี้ยงลูกอย่างเดียวนี่แหละ

แต่แค่นี้ก็อย่าคิดว่าไม่หนักหนานะ หุหุ ไม่มีเวลาหยุด ไม่มีเวลาเป็นของตัวเองล่ะจะบอกให้ ทำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบ อยู่นี่รับเองคนเดียว จะไปไหนก็ต้องหอบหิ้วกันไป ไม่มีใครมาช่วยเลี้ยง เรียกว่าอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงเลยล่ะ คิดดว่ามันจะเครียดมั๊ย อยู่เมืองไทยน่ะ ยังมีย่ามียาย พี่ป้าน้าอาช่วยกันไป อยู่นี่อย่าไปหวังแบบนี้เลย

ที่พร่ำพรรณนายืดยาวน่ะ ก็แค่อยากจะบอกว่าทำไมมันถึงฟุ้งซ่าน แต่ตอนนี้มันดีขึ้น ค่อยยังชั่วหน่อย เริ่มปล่อยวางได้นิดๆแล้ว หลังจากเมื่อวันก่อนโทรคุยกับลูกน้องเก่าที่เมืองไทย เค้าก็บอกว่า เครียดจังเลยตอนนี้ ทำงานไม่ได้หยุด แถมต้องระวังมากขึ้นอีกหลายโข คือคร่าวๆนะ เรียกว่าพอเซ็นต์งบไปแล้วขาก็ได้ก้าวเข้าไปอยู่ในตารางข้างนึงแล้วล่ะ เมื่อก่อนมันก็แค่คดีแพ่ง ฟ้องร้องค่าเสียหาย เด๋วนี้มีคดีอาญาด้วย ติดคุกสิคะ แล้วยังมีหน่วยงานเยอะแยะมาคอยกำกับรายการเราอีก สรรพากรเอย สมาคมเอย ตลาดหลักทรัพย์เอย วุ่นไปหมด

แล้วน้องมันก็ตบท้ายว่า พี่เจี๊ยบน่ะสบายแล้ว ไม่ต้องมาเครียดเหมือนเค้าอีก เออ มานึกดูก็จริงของเค้านะ ไม่งั้นป่านนี้ตูก็คหน้าดำคร่ำเครียด ทำงานหัวฟู ไม่มีเวลาหากิ๊ก หุหุ ก็นี้ล่ะเลยมานั่งอัพบล๊อคได้น่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปล่อยวางไปได้นานแค่ไหน มันอาจจะกลับมาวนเวียนได้อีกล่ะ เฮ้อ

บ่นมานาน ก็พาเที่ยวดีกว่า หลังจากที่ดองเอาไว้ซะนาน ตอนนี้ก็ได้ทีแล้ว หุหุ ไปดูโลดเลยจ้ะ หนีลูกไปเที่ยว London ตอนที่ 1




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2549 19:25:47 น.
Counter : 170 Pageviews.  

เดินเล่น







เมื่อวานปู่กับย่ามาที่บ้าน กว่า มชล จะได้เข้านนอนก็เกือบสี่ทุม เช้านี้เธอเลยตื่นสาย เราเลยพลอยตื่นสายไปด้วย เอ๊ะ แล้วเกี่ยวอะไรกันเนี่ย อ๋อ ทุกทีถ้าเธอตื่นเธอจะเดินมาปลุกที่ห้องทันที อิอิ ตื่นกันเก้าโมงได้ แล้ววันนี้ สิบโมงครึ่ง มชล ต้องไปเรียนว่ายน้ำ แต่เธอทำท่าโยเยจะไม่ยอมไป ทั้งๆที่ชอบมากนะ ไอ้เราก็เออ ไม่ไปจริงเหรอ แน่นะ งั้นนอนต่อกันดีกว่า ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ แต่เดี๊ยวเดียวเท่านั้น เธอก็บอกจะไปว่ายน้ำ เลยรีบแต่งตัวมากินเช้ากัน แล้วก็ไปกันเลย

ระหว่างทาง ขับรถผ่านถนนที่มีต้นไม้เยอะๆแบบเป็นป่า โห มันสวยจังเลย ต้นไม้ที่ไม่มีใบ มีเกล็ดหิมะเกาะอยู่ บรรยากาศทึม แล้วเปิดเพลงของ ABBA เข้าไปด้วย มันรู้สึกเหงาๆไงก็ไม่รู้ (ไม่ได้ตั้งใจเปิดเพลงนี้เลยนะ เปิดตามคำขอของเจ้านายที่นั่งข้างหลังน่ะ เธอสั่งมา ฮ่าๆๆๆๆๆๆ เธอไม่รู้ชื่อเพลงหรอก แค่บอกว่าจะเอาเพลงที่ผู้หญิงร้องน่ะ) เลยตั้งใจว่า กลับจากว่ายน้ำ จะออกไปเดินเล่นแถวบ้าน ถ่ายรูปไว้ซักหน่อย

กลับจากว่ายน้ำก็มากินข้าวกัน แล้วพากันออกไปเดินเล่น ทั้งๆที่หนาวๆงี้ล่ะ แต่ก็ได้อากาศสดชื่นดีนะ ดีกว่าอยู่แต่ในบ้านน่ะ เดินได้ซักพัก ไม่ไหวแล้ว หนาวจัง ก็ได้ภาพมานิดหน่อย ส่วนภาพไอ้ตัวเล็ก ได้มาแค่สองสามรูปเอง ไม่ค่อยยอมให้ถ่ายรูปเลย












































 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 3 กุมภาพันธ์ 2549 3:56:52 น.
Counter : 136 Pageviews.  

อายุเป็นเพียงตัวเลข



ขึ้นต้นหัวเรื่องไว้แบบนี้ ไม่ใช่อะไรหรอก เอาไว้ปลอบใจตัวเองเล่นๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ อีกไม่กี่นาทีเราก็จะย่างเข้าเลขสี่แล้วล่ะ ทำไมมันเร็วอย่างนี้วะ

ตอนอายุยังไม่ถึงยี่สิบ ก็อยากจะให้มันขึ้นเลขสองไวๆ ไม่รู้ทำไม แต่พอเข้ายี่สิบห้าไปแล้ว กลับอยากให้เวลามันเดินช้าลง ไม่อยากให้ถึงเลขสามเลย บางทีก็ทำลืมๆมันไป ใครถามยังต้องขอนึกก่อนเลยนะ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ นี่เผลอแป๊บเดียว พรุ่งนี้ก็จะสี่สิบแล้ว อิอิ

แต่จริงๆนะ กลับไม่รู้สึกเลยว่าเราน่ะเข้าวัยนี้แล้ว ก็ยังทำตัวเหมือนเดิมนะ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ รองเท้าเท้าแบบวัยรุ่นเค้าใส่กันน่ะ

ยังจำได้เลย เกือบห้าปีที่แล้ว ก็ไปเรียนภาษาดัชต์ ในห้องก็มีผู้ใหญ่เยอะแยะนะ รุ่นเด็กก็มี แล้วมีบทเรียนที่เกี่ยวกับการถามอายุ เราก็บอกว่า 34 จ้ะ มีเด็กสเปนในห้อง(อายุ 19) เค้าบอก จริงเหรอ ไม่เชื่อหรอก ขอดูบัตรหน่อยสิ ก็ให้เค้าดูน่ะ เค้าถึงเชื่อ เค้าบอกทำไมดูเด็กจัง คิดว่าน่าจะ 25-30 ไม่เกินนี้ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ รู้ใช่ม้าว่ายิ้มแก้มแทบปริเลย

อิอิ ช่างเถอะ ปลอบใจตัวเอง อายุเป็นเพียงตัวเลข ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กๆอยู่เลยล่ะ




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2549 6:29:50 น.
Counter : 230 Pageviews.  

ไส้กรอกอีสาน


วันนี้ไม่ได้ตั้งใจมาสอนวิธีทำไส้กรอกอีสานหรอกนะคะ แต่สองอาทิตย์ก่อนนั้น รู้สึกอยากกินมากๆเลย ถ้าอยู่เมืองไทยก็ไม่เดือดร้อนใช่ป่าว เดินไปหน้าปากซอยแป๊บนึงก็ได้กินแย้ว อยู่นี่จะไปหาซื้อได้ที่ไหนล่ะ อืม ข่มใจก็แล้ว ทำลืมๆซะ มันก็ลืมไม่ลง พอดีได้คุยกะเพื่อนรุ่นน้องร่วมชะตากรรม (อิอิ อยู่ ตปท เหมือนกัน)
"อยากกินไส้กรอกมากๆเลยอ่ะพิม"
"พี่เจี๊ยบ ง่ายนิดเดียวเอง"
"จริงเหรอ ทำไงอ่ะ"
"เครื่องปรุงมีแค่ หมูสับ ข้าวเจ้า กระเทียม พริกไทย เกลือ แล้วก็ไส้หมู"
"แค่เนี๊ยะ แต่ไส้หมูไม่มีอะดิ ไม่รู้จะหาซื้อได้ที่ไหน"
"ไม่มีก็ห่อกระดาษฟอยล์เอาก็ได้ แก้ขัดไปก่อน พิมเคยทำแล้ว แล้วก็ผึ่งแดดไว้ สามสี่วันก็กินได้แล้ว"
"จริงเหรอ เออ ไม่ยากนี่หว่า ขอบใจนะพิม"

เอาวะ อยากกินมากๆเลย ไม่เคยคิดเลยว่าชาตินี้ตูจะต้องมาทำไส้กรอกอีสานกินเอง เฮ้อ ลองดูแล้วกัน เอาแค่ครึ่งกิโลก่อนแล้วกัน เผื่อกินไม่ได้จะได้ไม่เสียดาย จากนั้นก็จัดแจงทำตามที่น้องเค้าบอก ก็เอาทั้งหมดมาคลุกๆเข้ากัน ตอนแรกว่าจะเอากระดาษฟอยล์มาห่อ แต่เปลี่ยนใจเอาพลาสติกห่อดีกว่า น่าจะเวิร์คกว่า พอใกล้เคียงกะไส้หมู เออ ง่ายจริงๆ

ใจจดใจจ่อ วันแรกก็ไปดู วันที่สองก็ไปดูมันอีก แบบลุ้นอ่ะ วันที่สามแล้ว เอาวะ ลองแกะมาดูซิ อ๊ะ กลิ่นแบบไส้กรอกโชยมาเลย อา เข้าท่าๆ น่าจะใช้ได้ เอาเข้าเตาอบ ใช้โปรแกรมกริล(ย่าง) ซักพัก โอววว กลิ่นหอมโชยมา อดใจรอนิด พอสุกปั๊บ เอาออกมา ชิมดูซิ อืมมมม
อ๊ากกกก เค็มไปหน่อย แต่อร่อยนะ กินกับข้ากำลังพอดีอืม เข้าท่าๆๆ ดีนะที่ทำนิดเดียว เด๋ววันหน้าทำใหม่ ต้องลดเกลือลงนิดนึง

จากนั้นก็คิดว่า ต้องหาไส้ให้ได้ดีกว่า น่าจะดีกว่านี้ นึกขึ้นได้ว่าแม่ย่า(แม่สามี) แกมีเพื่อนเป็นเจ้าของร้านขายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เลยถามแกดู แกก็ไปถามเพื่อนให้
โอว สวรรค์โปรดค่ะ เพื่อนแม่ย่าแกให้ไส้มาค่ะ ไม่ต้องซื้อ เพราะที่ร้านเค้าต้องทำไส้กรอกฝรั่งขาย คราวนี้ต้องสำเร็จแน่ ต้องอร่อยแน่ๆเลย

โครงการสองก็เริ่มต้นขึ้น แต่ก็ทำครึ่งโลก่อน ลองดูอีกครั้ง คราวนี้ลดเกลือลงเกือบครึ่ง อา...แต่ปัญหาคือ ไม่มีเครื่องหยอดอ่ะดิ ไปหาซื้อกรวย ดันไม่มีอีก วุ๊ย ทำไมที่นี่มันหาของได้ยากเย็นจังฟะ ปกติเราก็เห็นมันมีที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต แล้วไมวันนี้ไม่มีอ่ะ แงๆๆๆ ของก็เตรียมแล้วอ่ะ มองไปมองมา ปิ๊ง! ไอเดียเจิดจ้า เอาขวดน้ำดื่มพลาสติกมาตัดปากก็แล้วกัน

ทุกอย่างพร้อมแล้ว ไม่มีอะไรจะหยุดยั้งการทำไส้กรอกในครั้งนี้ของเราได้ ตั้งใจเต็มที่ เริ่มจับไส้มาใส่ที่ปากขวด ว้า ปากขวดมันใหญ่ไปนิดนึง มันก็เลยสวมได้แค่นิดเดียวเองง่ะ เอา นิดเดียวก็นิดเดียว จัดการเอาหมูกรอกลงไปได้นิดเดียวเองง่ะ "พลั่วะ" ไส้มันหลุดจากปากขวด
โอยยย ทีนี้กว่าจะจับมันใด้ ก็ยากแล้ว เพราะว่าปากขวดมันมันอ่ะ ระหว่างนั้นก็โอย เมื่อไหร่มันจะหมดวะ ดีนะที่ทำแค่ครึ่งโลเองง่ะ เฮ้อ ก็ทุลักทุเลทนกรอกจนหมด


นี่ล่ะที่ใช้ยัดไส้กรอก



ผลลัพธ์ไส้กรอกครั้งแรก


หลังจากนั้นก็ใจจดใจจ่อแทบรอไม่ไหว ครบสามวันปุ๊บก็เอามาเข้าเตาอบ อืม กลิ่นหอมฉุย แทบจะรอไม่ไหวเลย อ้ำ.... อืม...พอใช้ได้ รสอ่อนไปนิด ทำไงดี เร็วเท่าความคิด คว้ามะนาวมาบีบซะเลย เข้าท่าแฮะ ใช้ได้เลย งั้นต้องมีรอบสาม รอบสามต้องไม่พลาดแน่

ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว คิดว่าไม่พลาดแน่ เอามากิโลนึงเลย ตอนกรอกก็เริ่มดีขึ้น พยายามดึงใส่ให้ขึ้นมาที่ปากขวดให้ได้มากที่สุดแล้วค่อยกรอกไป ด้วยความอดทน ครั้งนี้เริ่มคล่องแล้ว ในที่สุดก็สำเร็จได้แบบนี้ล่ะ



อดใจรอด้วยใจกระวนกระวาย และแล้วก็ถึงวันที่รอคอย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เข้าเตาอบ กลิ่นหอมยั่วใจเหลือเกิน พอเสร็จเอาออกมาหั่น กลืนน้ำลายดังเอื๊อก แทบรอไม่ไหว จัดใส่จานให้ดูน่ากิน ชิมคำแรก โอววว อร่อยจังเลย เปรี๊ยวถึงใจ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว ไม่คิดเลยว่าตูจะต้องมานั่งทำไส้กรอกกินเอง กินให้มันหายอยากไปเลยคราวนี้ อิอิ


ผลงานอันน่าภูมิใจ


ไหนๆก็ไหนๆ ต่อกันด้วยของกินต่อไปเลยดีกว่า เมื่อวันเสารที่ผ่านมา พ่อกับลูกไปบ้านย่ากัน อยู่บ้านคนเดียว นึกอยากกินน้ำพริกกะปิ เลยจัดการซะเลย ไม่บรรยายล่ะ อันนี้ของง่ายๆ ใครๆก็ทำได้ ดูรูปเลยละกัน


เผ็ดเปรี๊ยวสะใจ



ตามด้วยมะเขือม่วงชุบไข่ทอด


ตามด้วยผักสด คะน้าและถั่วแขกลวกแล้วเอามาจุ่มน้ำเย็นทันทีจะทำให้กรอบอร่อย อ้อ เผอิญบ้านมีฐานะ(ยากจน)ค่ะ ปลาทูไม่กินค่ะ กินกุ้งลวกแทน อิอิ





แล้วก็เอามาจัดรวมกัน กินกับข้าวสวยร้อนๆ กินคนเดียวสบายๆ รู้ตัวอีกทีก็จุกจนลุกไม่ขึ้น ทั้งหมดที่เห็นนั้นเหลือแค่ติดจานเอง ส่วนน้ำพริกเหลือค่อนถ้วยเกือบหมด อิอิ อะไรจะสุขใจเท่ากับได้กินของที่อยากกินแล้วเนอะ




 

Create Date : 24 มกราคม 2549    
Last Update : 24 มกราคม 2549 17:33:17 น.
Counter : 1350 Pageviews.  

วันเกิดเพื่อนมิเชลเลอร์


วันนี้พามิเชลเลอร์ไปงานวันเกิดเพื่อนเค้า ชื่อการิน ครบสามขวบ เป็นลูกครึ่งอินโนนีเซีย สำหรับคนที่นี่ วันเกิดถือเป็นวันสำคัญอีกวันนึงที่ต้องมีงานปาร์ตี้กัน สองคนนี้เค้ารู้จักกันที่สระว่ายน้ำ ก็ไปเรียนว่ายน้ำกัน พอเจอกันก็คลิกเข้าหากันได้ทันที โดยปกติ ถ้าเค้าไม่รู้จักหรือยังไม่คุ้น ก็จะไม่เล่นด้วย นี่เล่นด้วยทันที อาจเป้นเพราะว่าเค้าคงรู้สึกได้ว่าเราเป็นครึ่งเอเชียเหมือนกัน ที่โรงเรียนก็เหมือนกัน มีลูกครึ่งอินโดด้วย เค้าก็จะเล่นกันสองคน กับเด็กฝรั่งคนอื่นเค้าก็เล่นได้ แต่ไม่ชอบเท่ากับผิวเดียวกัน มันก็แปลกนะ แสดงว่าเด็กเค้าก็รับรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่าง หน้าตาผิวพรรณ อาจไม่ใช้ข้อสรุปที่ถูกนัก แต่หลายครั้งก็สังเกตว่ากับเด็กคนอื่นที่เป็นครึ่งเอเชียนั้น จะเข้ากันได้เร็วกว่าเด็กฝรั่ง

จริงๆตั้งใจจะทำบ้านนี้เพื่อเขียนเรื่องราวของมิเชลเลอร์ตั้งแต่เค้าเกิด แต่ก็ยังเริ่มไม่ได้ซักที เพราะรูปเก่าที่มีเป็นรูปจากกล้องธรรมดา ต้องเอาไปแสกนก่อน เพิ่งจะมีกล้องดิจิตอลเมื่อสองปีมาแล้วนี่เองง่ะ นึกถึงสแกนก็เหนื่อยแล้ว แฮ่ะๆๆ วันๆโดนแต่ลูกคุม เลยไม่รู้จะเสร็จเมื่อไหร่

นี่แหละไอ้ตัวยุ่ง




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 24 มกราคม 2549 6:10:45 น.
Counter : 180 Pageviews.  

1  2  

jeab&michelle
Location :
ตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






บล๊อคของคนชอบเที่ยวค่ะ พาลูกตระเวนเที่ยวไปทั่ว จนเดี๋ยวนี้ลูกก็ติดเที่ยวด้วยแล้วเหมือนกัน
หนังสือเราเองค่ะ

เที่ยวเนเธอร์แลนด์บายเจี๊ยบ

Promoot jouw pagina ook

web page hit counter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jeab&michelle's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.