เที่ยว Rome ตอนจบ



The Forum and The Colosseum

วันนี้วันที่สามของการเดินทางแล้ว ตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวเดินอีกแล้ว วันนี้รายการสำคัญคือ จะไปดู The Forum แล้วก็ The Colosseum



เริ่มออกเดินจากที่พัก ได้สักพัก ก็จะเห็นซากเมืองแบบนี้อ่ะ ตอนนี้กลายเป็นที่อยู่ของแมวไปซะแล้ว



เดินมาถึง Monument of Victor Emanuel ข้างในเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่ได้เข้าไป



ที่หมายของเราจะอยู่ด้านข้างถัดไปซึ่งก็คือ Palazzo Venezia and museum เดินขึ้นเนินไปหน่อย



ขึ้นมาถึงข้างบน ตรงกลางจะมีรูปปั้น(ใครไม่รู้ ลืมแระ) ตั้งตระหง่านมีตึกยาวสองข้างขนาบนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์ Capitolini ตอนแรกว่าจะไม่เข้าไปในพิพิธภัณฑ์อ่ะ แต่ว่าดันปวดฉี่มากๆ หาห้องน้ำไม่ได้ เลยยอมเสียเงินเข้าไปคนละ 7.5 ยูโรแน่ะ ฉี่ครั้งนี้แพงมากกกกก แต่ก็คุ้มได้ถ่ายภาพ Forum จากมุมสูง สวยดี




ข้างในจะมีรูปปั้นเยอะแยะเต็มไปหมด ทั้งของจักรพรรดิ นักรบต่างๆ

เจาะลึกทีนมาเลย อิอิ



คนนี้ขอแอ๊คท่าด้วยคน


The Forum ถ่ายจากพิพิธภัณฑ์ สถานที่นี้ในอดีตเป็นศูนย์กลางย่านการค้า การเมือง และศาสนาของกรุงโรม ถูกสร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 900 ปี เมื่อยุคจักรวรรดิแห่งโรมเสื่อมลง สถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับการซ่อมแซม ถูปล่อยให้อาคารต่างๆแตกหักและพังลงมา




รายละเอียดซุ้มประตู Septimius Severus


จาก The Forum เดินต่อไปทางด้านหลัง ก็จะถึง Colosseum สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ เริ่มสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 72 ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 8 ปี โดยใช้นักโทษชาวยิว 12000 คน แล้วเสร็จในสมัยของ Titus บุตรชายของจักรพรรดิ์ Vespasian โดย Colosseum แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของชาวโรมันโบราณ เด่นในแง่สถาปัตยกรรม และความยิ่งใหญ สามารถจุคนได้ถึง 50000คน สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ฝูงชนมาชมการแสดงการต่อสู้กันอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าระหว่างนักสู้กับสัตว์ดุร้าย หรือระหว่างนักสู้ด้วยกันเอง การต่อสู้แบบนี้ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น แม้แต่จักรพรรดิ์ Commodus ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องการต่อสู้ ยังเคยลงแข่งขันด้วย โดยเล่ากันว่า บางครั้งพระองค์ชอบที่จะสวมใส่หนังสิงห์โต เพื่อเลียนแบบให้เหมือนกับเฮอร์คิวลิส

สำหรับ Coloseeum ที่เห็นในปัจจุบันนั้นไม่ใช่แบบดั้งเดิม เนื่องจากในช่วงศตวรรตที่ 8 นั้น พระสันตะปาปา พอลล์ ที่ 3 ได้อนุญาติให้หลานชายของพระองค์ทำการสกัดหินจากสนามต่อสู้แห่งนี้ เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างวังของตนเอง และยังได้อนุญาตให้ คารดินัล สามารถขนวัสดุ หรือแม้แต่หินก้อนต่างๆ ออกไปใช้มากเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด เพียงแต่ให้เสร็จภายใน 12 ชั่วโมง แต่ยังโชคดีที่ยังเหลือเป็นรูปร่างให้เราได้เห็นจนถึงปัจจุบันนี้





เข้าไปดูข้างในกันนะ

ข้างล่างเป็นทางเดินของสัตว์ที่ปล่อยเข้ามาต่อสู้กัน


ซุ้มประตู Constantijn อยู่ด้านข้าง Colosseum คล้ายๆประตูชัยที่ปารีสเลย

จบเส้นเดินเที่ยวนี้แล้ว ยังเหลือเวลาอีก เราเลยย้อนกลับไปดูข้างในโบสถ์เซนปีเตอร์กัน เพราะวันแรกเค้ามีพิธีกันเราเลยไม่ได้เข้า ซึ่งก็เอาภาพไปให้ดูแล้วก่อนหน้านี่ ก่อนไปแวะหาเสบียงก่อน แวะซื้อแอปเปิ้ล ลูกละ 1 ยูโรอ่ะ แพงชิบ แต่ก็ซื้อ เที่ยวในโรมนี่ดีอย่าง ไม่ต้องเช่ารถ ถ้าขี้เกียจเดินก็ขึ้นรถเมล์ หรือใช้เมโทรเอา แต่ว่าเดินอ่ะดีที่สุด เพราะที่เราไปดูมันก็ไม่ได้ไกลกันเท่าไหร่ (แต่ก็เดินเหนื่อยล่ะ) อีกอย่างรถมันเยอะจริงๆ รวมทั้งรถรถมอไซด์แบบเวสป้าอ่ะ (แต่เด๋วนี้เค้าทำจ๊าบอ่ะ) จะจอดรถลำบากมากๆเลย แล้วสังเกตุดูนะ รถส่วนใหญ่มันจะคันเล็กๆทั้งนั้น แถมมันจอดบั้นท้ายติดกันเป็นพรืดเลย บั้นท้ายแต่ละคนเงี้ยมีรอยจูบเกือบทั้งนั้นแหละ แต่ว่าเค้าคงไม่สนใจกันมั้ง คือเค้าใช้รถจริงๆ ไม่ได้มีรถไว้โชว์อ่ะ

ภาพนี้หลังจากไปเข้าโบสถ์มาแล้ว เหนื่อยเลยอ่ะ ปีนขึ้นข้างบนด้วย สามร้อยกว่าขั้น ไปหาข้าวกินดีกว่า ด้วยที่ว่ามันเพิ่งจะหกโมงเองง่ะ ร้านมันยังไม่เปิด เลยต้องเดินเล่นไปเรื่อยๆ จะไปกินร้านที่ในหนังสือแนะนำไว้ อุสาห์เดินไปตั้งไกล ปรากฎว่าร้านไม่เปิด(เป็นร้านที่ไม่ได้อยู่ในแหล่งนักท่องเที่ยวอ่ะ) เซ็งเลย เอาใหม่หาใหม่อีก ตามหนังสือบอกอีก แต่มันเปิดทุ่มครึ่งแน่ะ โคดช้าเลย หิวแล้วนะ อีกอย่างถ้าจะไม่ไหว ร้านมันหะรูหะรา แล้วสภาพของเราเนี่ยมันคงไม่อยากต้อนรับ เหนื่อยมากเลย แวะร้านจีนร้านเดิมเหอะ ไกด์ส่วนตัวบอกไม่เอา แต่ตูไม่ไหวแล้วล่ะ เธองอนนิดหน่อย ไม่สนโว้ย หิวมากๆๆเลย

แล้วดูเธอสั่งนะ สั่งมันฝรั่งทอดด้วย อันนี้ขำมากเลย มีสปาเกตตี้ด้วย เธอดีใจรีบสั่งเลย แตเรารู้สึกแปลกๆอ่ะ ร้านจีนมีด้วยเหรอวะ พอเค้าเอามาเสริฟ ก๊ากกกกกกกกกอยากหัวเราะเลย มันผัดวุ้นเส้นดีๆนี่เองง่ะ สมน้ำหน้า ยังถามเค้าอีกนะว่าเนี่ยนะสปาเกตตี้ คนเสริฟยืนยันใช่ค่ะ ก๊ากกกกก

ทัวร์วันสุดท้ายย่าน Trastevere

วันนี้วันสุดท้ายของการเดินเที่ยวแล้ว สองวันที่ที่ผ่านมา(ไม่รวมวันเดินทางมาถึง) เราเดินเที่ยวกันอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะกลัวว่าจะดูได้ไม่หมด เหนื่อยแต่ก็สนุก คุ้มค่ามาก สถานที่สำคัญๆเราตระเวนดูมาแล้ว ขาสองข้างของเราเริ่มโอดครวญนิดๆ ดังนั้นวันนี้เราจึงเดินแบบสบายๆ ไปเรื่อยๆ

วันนี้เราจะเดินเที่ยวไปในย่านที่ชื่อTrastevere ซึ่งเป็นย่านที่อยู่นอกเมือง อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำไทเบอร์ ย่านนี้จะเป็นย่านที่อยู่อาศัย ระหว่างทาง มีทางขึ้นไปบนเนินเขาเพื่อไปชมวิว เลยแวะขึ้นไปซะหน่อย

ก่อนไปถึงจุดชมวิว แวะไปดูหินที่ใช้จับคนโกหกก่อน ชื่อว่า The Mouth of Ttuth ( Bocca Della Verita) หน้าตาอย่างที่เห็นในรูปนี้แหละ เจ้าสิ่งที่ว่านี้เป็นแผ่นหินอ่อน มีหน้าคล้ายคน แขวนไว้ตรงทางเข้าโบสถ์ซานตามาเรีย (ข้างในไม่สวย เก่ามากแล้ว) สมัยนั้นผู้คนเชื่อกันว่า คนพูดปด โกหกปลิ้นปล้อน หากวางมือลงที่ปากเจ้านี่แล้ว มือจะขาดทันที หากใครไปกับหวานใจก็ลองพิสูจน์ความรักกันได้นะจ้ะ


ตามธรรมเนียม ใครไปแล้วต้องทำแบบเนี้ยทู๊กกกกกคนเลย ดูทำหน้าดิ กลัวมือขาดอ่ะ


ภาพนี้จะมองเห็นโบถส์เซนต์ปีเตอร์อยู่ลิบๆ


เดินกันต่อไป(ด้วยความเมื่อยล้านิดๆแระ) เดินมานานมาก หลงทางนิดหน่อยอ่ะ ก็เข้ามาเขตที่อยู่อาศัย หาข้าวกินดีกว่า แฮ่ะๆ ไม่มีข้าวหรอก อาหารประจำ สปาเกตตี้อีกแระ (ไม่งั้นก็พาสต้า) เป็นร้านที่ชาวบ้านร้านช่องเค้ากินกันอ่ะ ไม่มีนักท่องเที่ยวหรอก ดีเหมือนกันได้บรรยากาศไปอีกแบบ กินเสร็จเดินต่อ ตามทางเดินจะมีแผงขายของแบบประตูน้ำบ้านเราแหละ แบบของแบกะดินก็มี เดินๆๆๆๆ จนมาถึง โบสถ์ ซานตามาเรียใน Trastevere ซึ่งคาดว่าจะเป็นโบสถ์คริสต์แรกที่สร้างอย่างเป็นทางการในสมัยศตวรรษที่3




ด้านใน สวยเหมือนกัน ถ่ายรูปอยากอ่ะเพราะแสงมันน้อย


เดินต่อไปเรื่อยๆ


เดินไปอีก นี่เลยวิธีตากผ้า เจ๋งมาก

หลังจากเดินกันมานานมากแล้ว ขาเริ่มล้ามากแล้วอ่ะ เราว่าจะนั่งพากตามทางเดินริมแม่น้ำอ่ะ แต่ไกด์ส่วนตัวไม่นั่งด้วยอ่ะ เป็นไรไม่รู้ คนอื่นเค้าก็นั่งกัน ไม่เห็นเป็นไรเลย เธอบอกจะไปนั่งใน park เธอบอกเดินไปอีกหน่อยก็เจอ เอาวะเดินก็เดิน เดินมาตั้งครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ถึงซักที ตูบอกไม่ไหวแล้ว ตอนนี้เริ่มมีปากเสียงกันแล้วค่ะ 55555555 บ้าป่าววะ เมื่อยจะตาย แค่นั่งพักแล้วเดินต่อ แค่เนี้ยก็ไม่ทำ แต่ดันทนเดินเมื่อยอีกตั้งนาน เพื่อหาที่นั่งเนี่ยนะ จะบ้าตาย เดินอึดไม่พูดกัน ดูดิมันจะทนได้แค่ไหน ที่สุดเราเองแหละ ทนไม่ได้ ไม่สนใจแล้ว เดินดุ่ยๆ ทิ้งไกด์เลย เดินเข้าเมืองไปนั่งมันริมบรรไดหน้าโบสถ์อะไรก็ไม่รู้ คนนั่งกันตรึม โธ่เอ๊ย นึกว่าจะแน่ เธอนั่งตามด้วย (จิงๆกัวเค้าทิ้งเหมือนกัน 5555555555 แต่ทำใจแข็ง) นั่งแช่มันซะเป็นชั่วโมงงั้นแหละ แล้วค่อยเดินต่อ เดินอีกแระ เราไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยขอกลับที่พักก่อนแล้วกัน เธออยากเดินต่อก็ไปเหอะ (เริ่มไม่ง้อแล้วโว้ย จะกลับบ้านแล้ว) ตกลง เรากลับไปนอนพัก ทุ่มนึงเธอกลับมาชวนไปกินข้าว ที่ไหนได้ไม่ได้กินอีก เธอจะซื้อของมาฝากแม่อ่ะ เออแล้วทำไมไม่ซื้อวะตอนเดินคนเดียวเนี่ย เริ่มโมโหหิวแล้วนะ เออ กว่าจะได้กินโน่นเกือบสามทุ่ม แทนที่จะหวีตหวิวก่อนกลับ เฮอะ อยากตื้บเธอจัง

วันเดินทางกลับ

เช้านี้ต้องกลับแล้วจ้า ตื่นหกโมงครึ่ง กินเช้าเจ็ดโมง ออกจากที่พักเจ็ดโมงครึ่ง(เครื่องออก เที่ยงอ่ะ แต่ต้องเช็คอินก่อนสองชั่วโมง) อยากไปถ่ายรูป น้ำพุตอนนี้จังคงไม่มีคนแน่ๆ แต่อย่าเลย เด๋วตกเครื่อง ไว้กลับมาคราวหน้าแล้วกัน (กะว่ามาแน่ๆ อุตสาห์โยนไว้ตั้งสองเหรียญแน่ะ) เอาทางผ่านนี่แล้วกัน บันไดสเปน แทบไม่มีคนเลย


ภาพสุดท้ายที่โรม ก่อนไปขึ้นรถใต้ดินไปสนามบิน เดินไปอีกนิดก็ถึงแล้ว


ภาพจากบนเครื่อง

ภาพนี้เพิ่งขึ้นมาได้แป๊บนึง ชายหาดอิตาลี


ภูเขาในสวิตเซอร์แลนด์




จะถึงบ้านแล้วจ้า เครื่องกำลังจะลง บ้านเราอยู่ใกล้สนามบิน (สนามบินของเมืองนะ มะใช่สนามบินนานาชาติ) บ้านอยู่เวิ้งถัดไปหลังตึกน้ำตาลโน่น

กลับถึงบ้านแล้ว ห้าวันในโรมผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประทับใจมากๆกับสถาปัตยกรรมในโรม อยากกลับไปอีกแล้วล่ะ อิอิ คิดว่าต้องได้ไปซิน่า ก็โยนเหรียญในน้ำพุตั้งสองเหรียญแน่ะ

แล้วพบกันทริปต่อไปน้า

ขอบคุณทกุคนเลยนะคะ ที่ตามมาอ่านจนจบ คราวหน้าจะเอาภาพไปตะลุยลอนดอนกันฉองคนอีกแล้ว อิอิ ไปมาตั้งแต่ปลายธันวาที่ผ่านมานี่เอง แต่ชอบดองอ่ะ ไม่รู้เป็นไร เด๋วได้ที่แล้วจะเอามาแปะค่า




 

Create Date : 07 เมษายน 2549    
Last Update : 7 เมษายน 2549 15:08:08 น.  

เที่ยว Rome ตอนที่ 2


พิพิธภัณฑ์วาติกัน



พิพิธภัณฑ์นี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงโรม มีห้องต่างๆถึง 300 ห้อง ซึ่งมีศิลปวัถุโบราณต่างแสดงให้ดูมากมาย ทั้งรูปปั้นต่างๆ ภาพวาด ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเหตูการณ์เกี่ยวกับศาสนาคริตส์ ส่วนรูปปั้นก็จะป็นรูปปั้นชายเปลือยเยอะมาก สังเกตดูให้จู๋ส่วนใหญ่จะหายไปอ่ะ อันนี้ไม่ได้ทะลึ่งนะ แต่หลายๆอันเชียว ทำไมมันต้องมาแตกหักตรงนั้นอ่ะ เคยอ่านหนังสือแต่จำไม่ได้แล้วว่าทำไม ไม่ได้ถ่ายรูปมา กัวคนที่ไปด้วยหาว่าทะลึ่ง อิอิ ใครอยากเห็นต้องไปชมเอง

นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับอียิปต์ด้วย ก็มีมัมมี มีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และที่สำคัญคือ The Sistine Chapel เป็นห้องที่ใช้เลือกตั้งพระสันตปาปา(หากข้อมูลผิดพลาด ต้องขออภัยด้วยจ้า แบบว่า ภาษาไม่แข็งแรงจ้ะ) ภายในนั้นจะมีภาพวาดที่มีชื่อเสียงก้องโลก ของ ไมเคิลแองเจลโล ชื่อ The last Judment ซึ่งสวยงามมากกกกกกกกกกกกก และน่าทึ่งมากว่าทำได้ยังไง เพราะเป็นภาพที่เขียนบนเพดาน ซึ่งต้องแหงนคอเขียนอ่ะ

ภาพด้านล่างนี้เป็นทางเดินยาวๆ เพื่อไปสู่ห้องสำคัญนั้นแหละ โดยระหว่างทางก็จะมีภาพเขียนที่ผนัง รวมถึงภาพเขีบนบนผ้า ซึ่งขนาดใหญ่โตมาก เรียกว่าตลอดทางนั้นไม่เบื่อเลย เพราะมีแต่งานศิลปะเต็ไม่หมด เสียดายเราเข้าไปเที่ยงแล้ว คนเยอะมาก ถ้าไม่มีคนถ่ายภาพออกมาคงจะสวยมากกว่านี้ บางภาพก็ไม่ชัดซะงั้นอ่ะ แบบว่ารีบถ่ายน่ะ

เชิญชมภาพได้เลยค่ะ




>












มาถึงห้องที่สำคัญ ห้องนี้ห้ามถ่ายรูป ห้ามส่งเสียงดัง นัยว่าจะทำให้ภาพเสียหายได้ แต่ก็ยังมีเสียงอยู่ดีแหละ แหมคนล้านแปดได้ แค่กระซิบกันมันก็หึ่งได้อ่ะ แล้วยังมีคนแอบถ่ายภาพนะ แต่พอแสงแว่บเท่านั้นแหละ การ์ดก็ทำเสียงเตือนแบบแข็งกร้าวเลย แล้วต้องบอกให้เงียบเป็นระยะๆด้วย


ภาพโดยรวมของ The Sistine Chapel ทั้งห้อง


จริงๆแล้วห้องนี้วาดด้วยจิตกรเอกมากมาย แต่ที่สำคัญๆมี Michelangelo, Botticelli แล้วก็ Perugino ซึ่งสองคนหลังนี้ก็จะวาดภาพที่อยู่ตามผนังด้านข้าง ส่วนเพดาน และภาพด้านหน้า และภาพที่ผนังด้านข้างบางส่วนนั้นเป็นฝีมือของ ไมเคิลแองเจลโล ใช้เวลาวาดถึงสี่ปี

ภาพเพดานด้านบน ซึ่งจะเป็นรูปโค้ง และภาพที่วาดนั้นก็เป็นแบบสามมิติ มองดูแล้วเหมือนภาพแต่ละคนล่องลอยอยู่อ่ะ งามแท้ๆๆเลย

The Ceiling


ภาพผนังด้านต่างๆนั้นก็สวยงามมาก เค้าห้ามถ่ายภาพ ดังนั้นภาพที่เห็นนี่ (เฉพาะห้อง The Sistine Chapel)ใช้สแกนจากภาพโปสการ์ด


The Last Judgment


จบเรื่องโบสถ์และพิพิธภัณฑ์วาติกันแล้ว แต่การเดินทัวร์วันแรกยังไม่จบเลย บอกแล้วว่าเดินทั้งวันตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม วันแรกเราเดินกันสองเส้นทางเลย แบบว่าอยากดูให้ได้มากที่สุด เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับไปอีก

ส่งท้ายก่อนออกจาพิพิธภัณฑ์นิดนึงว่าได้ว่ามาถึงอิตาลีแน่นอนแล้ว เพราะว่าที่นี่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายจากการชกชิงวิ่งราวนักท่องเที่ยวมากที่สุด แต่โชคดีว่าเราปลอดภัยดีไม่มีเรื่องร้าย แต่อีกเรื่องที่ไม่ได้ระวังคือ การรับเงินทอนจากการซื้อของ คือให้ระวังเงินทอนจะได้ไม่ครบ ถ้าเราไม่ได้ดูตอนรับเงินทอนมา แล้วเดินออกมานิดนึงแล้วถึงรู้ตัว จะไปทวงไม่มีทางได้คืนอยู่แล้ว ก็เจอสองครั้งติดกันเลย โดยไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะไม่ได้เกิดตามร้านค้าทั่วไปข้างถนน แต่เกิดที่พิพิธภัณฑ์นี่แหละ ค่าเข้าชมคนละ 12 ยูโร สองคนก็เป็น 24 ยูโร ให้แบงค์ห้าสิบ เงินทอนต้องเป็น 26 ยูโร แต่พนักงานทอนให้ 25 ยูโร เค้าทำเหมือนทอนมาถูกต้อง ไม่มีพิรุธอะไรเลย เราก็รับมาโดยไม่ได้ตรวจ เดินไปได้สักพักเพิ่งนึกขึ้นได้ แต่ก็ไม่ได้กลับไปทวง คิดว่าเค้าคงลืมแล้วก็ความไม่ระวังของเราด้วย เลยช่างมัน

อีกครั้งหลังจากชมเสร็จแล้ว ก็มีมุมต่างๆในนั้นแหละให้เลือกซื้อของที่ระลึก เราก็เลือกโปสการ์ดนี่แหละ ราคา 4 ยูโร จ่ายแบงค์ห้ายูโรให้เค้า แต่เค้าไม่รับอ่ะ บอกมันเก่ามาก เราบอกใช้ได้สิ เพราะว่าเนี่ยเป็นเงินทอนจากที่นี่แหละ ยังไงมันก็ยอมรับไม่รับ เราขี้เกียจรำคาญเลยควักแบงค์ยี่สิบส่งไปให้ เหมือนเดิม ได้เงินทอน 15 แทนที่จะเป็น 16 ก็เพราะนิสัยเสียไม่ได้ตรวจนี่แหละ ก็มานึกเอ๊ะยังไงวะ ทำไมเป็นแบบนี้วะ มันปัดเศษกันเหรอวะ ก็บอกฝามี มันดันบอกเราว่าทำไมไม่ระวังที่นี่มันขึ้นชื่อเรื่องนี้อ่ะ ในหนังสือก็มีบอก(ก็ดันอ่านผ่านนี่หว่า) เราบอก ทำไมไม่บอกก่อนวะ ก็มัวแต่ระวังเรื่องล้วงกระเป๋าอ่ะ ตกลงเสียไป 2 ยูโร คราวหลังให้บาร์ทจ่ายตังแล้วกัน ตูตกเลขด้วย เด๋วคิดไม่ทันโดนโกงอีก ก็เป็นสิ่งควรระวัง สำหรับใครที่จะไปคราวหน้ากันนะคะ (เอ หรือว่าคนอื่นเค้าระวังกันอยู่แล้ว มีตูนี่แหละไม่ระวัง อิอิ)

Fontan di Trevi

เส้นทางเดินเที่ยวเส้นแรกจบไปแล้วจ้ะ มาต่อเส้นที่สองนะ ซึ่งยังคงอยู่ในวันเดียวกัน เส้นนี้จะเรียกว่าเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของชาวอิตาเลี่ยน เริ่มต้นกันที่ Piazza Navona - Pantheon_ Fontan di Trevi - Piazza di Spagna - S. Maria d. Popolo (piazza แปลว่า สถานที่ใช่ป่าว ต้องถามคุณปลาทอง 9 เค้าล่ะ ภาษาอังกฤษก็ public square )


ภาพนี้ Piazza Navona จะมีน้ำพุอยู่สองอัน ด้านข้างขวามือเป็นโบสถ์ชื่อ Sant'Agona แต่ไม่ได้เข้าไปข้างใน เพราะกำลังซ่อมแซม







รอตั้งนานอ่ะ กะจะเอาภาพเดี่ยวซักหน่อย แต่หล่อนก็ไม่ยอมย้ายก้นไปไหนซะที ขี้เกียจรอแระ เด๋วฝูงชนก็มากันอีก ไม่ได้ถ่ายพอดี


จากที่นี่เราเดินต่อไปที่ Pantheon สร้างขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาลโดย Marcus Agrippa สำหรับสถานที่นี้ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่องช่วงต้นศตวรรษที่ 2 สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับสถานที่นี้คือ การออกแบบอาคารให้มีความกว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุต เช่นกัน ประตูทางเข้าโลหะสีทองบรอนซ์ที่มีน้ำหนัดถึง 20 ตัน และจุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การออกแบบโดมด้านบนของอาคารทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไมเคิลแองเจลโล ได้ทำการศึกษาสถาปัตยกรรมของโดมแห่งนี้ก่อนที่เขาจะออกแบบหลังคาโดมของโบสถ์เซนต์ปีเตอร์


ด้านหน้าของอาคาร



ภาพนี้ด้านหลัง



ด้านใน หลังคารูปโค้ง ที่แสงส่องลงมาได้จ้ะ อีกครึ่งนึงกำลังซ่อมแซมอ้อ ลืมบอกไปว่า เสาที่เห็นด้านหน้าตัวอาคารน่ะ ของจริงใหญ่มากๆๆ สองคนโอบเลยล่ะ


ด้านใน Pantheon


จากนี้เดินต่อไปที่น้ำพุเทรวี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรุงโรม The Trevi Fontain ซึ่งน้ำพุแห่งนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง Three Coins in the Fountain ในปี 1995

น้ำพุแห่งนี้ออกแบบโดยสถาปนิก Francesco Salvi ซึ่งน้ำพุนี้มีความกว้างถึง 20 เมตร สูง 26 เมตร ส่วนกลางของน้ำพุมีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร และมีความเชื่อว่าถ้าโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งนึง แล้วมีหรือที่เราจะพลาด สองรอบค่ะ อ้อ ต้องมีวิธีโยนด้วยนะ ยืนหันหลังแล้วถือเหรียญด้วยมือซ้ายโยนข้ามไหล่ขวา จึงจะถูกวิธี โยนผิดเด๋วไม่ได้กลับไปอีกนะจะบอกให้ อิอิ


ภาพนี้ชอบมาก กว่าจะหลบคนล้านแปดไม่ให้มันเข้ามาในกล้องได้อ่ะ แต่เสียดายไม่เต็มขาดยอดบนไปนิดนึง









โอ๊ะๆๆ ลืมภาพคนสวยไปได้ไงเนี่ย


จากน้ำพุเดินต่อไปอีก จะไป Paizza di Spagna หรือที่เรียกว่า บันไดเสปน จตุรัสแห่งนี้ถูกเรียกชื่อตามสถานฑูตสเปน ซึ่งตั้งอยู่บริฌวณนั้นเอง บันไดแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปิกชาวอิตาลีชื่อ Francesco de Sanctis เริ่มสร้างปี ค.ศ. 1723 เสร็จในปี 1725 สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งของหนุ่มสาว (แบบเรานี่แหละ อิอิ ห้ามเบ้หน้ากันล่ะ) ผู้คนชอบที่จะมานั่งเรียงรายบนบันไดแห่งนี้ และที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งชอปปิ้งที่มีชื่อเสียงมากสำหรับผู้ที่ชอบสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ถ้าขึ้นไปนั่งบนบันไดแล้วมองลงมา ถนนเส้นตรงหน้านั้นแหละ ลุยไปได้เลย ที่พักของเราก็อยู่สุดถนนนี้เอง

center>
น้ำพุเล็กหน้าบันไดสเปน




จากนั้นเดินขึ้นบันไดต่อไป เพื่อขึ้นไปชมทิวทัศน์กันต่อ ซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของทัวร์เส้นนี้ คือ S. Maria d. Popolo

ภาพนี้ถ่ายจากด้านบนที่เราขึ้นบันไดไป


เป็นอันว่าจบทัวร์สำหรับวันนี้ เดินเที่ยวกันจนเมื่อยล้าแล้ว จากนั้นก็ต้องหาอะไรใส่ท้องเพื่อเอาแรงเดินต่อไปในวันพรุ่งนี้ จากจุดนี้เดินไปก็จะเป็นถนนที่เป็นแหล่งชอปปิ้งอีกย่านนึง ชมอย่างเดียว มะได้ซื้อ ใจจดจ่อกับหาที่กินข้าวมากกว่า วันนี้กินอาหารจีนกัน เบื่อสปาเก็ตตี้แล้วล่ะ ร้านอาหารต่างชาติที่อิตาลีไม่ค่อยมี หายาก ร้านจีนที่ไปกิน ก็ไม่แพงเท่าไหร่ เสิร์ฟแบบไทยๆ หมายถึงอะไรเสร็จก่อนก็มา ไม่ได้มาเป็นชุดๆแบบยุโรป กินเสร็จแล้ว ยังไม่ดึก เดินย่อยอาหารกลับไปที่น้ำพุเทรวี่อีก เพื่อจะถ่ายรูปตอนกลางคืน เดินไกลเหมือนกัน แต่เพื่อภาพสวยๆ เราก็ยอมค่ะ อีกอย่างคิดว่าคนคงจะซาๆลงมั่งแล้ว เพราะเกือบสี่ทุ่มแล้ว คงยังอยู่ร้านอาหารกัน แต่ที่ไหนได้ ไปถึงยังแน่นเหมือนเดิม ถ้าอยากได้ภาพสวยโดยไม่มีคน คงต้องมาแต่เช้าตรู่แน่เลย



ถ่ายภาพนี้ต้องปีนขอบขึ้นไปเพื่อจะได้ไม่ติดคน


ภาพสุดท้ายสำหรับคืนนี้จ้ะ ต้องยอมแพ้ฝูงชนทั้งหลาย กลับไปนอนเอาแรงไว้เดินวันต่อไป

แล้วจะมาต่อภาคสามนะคะ




 

Create Date : 31 มีนาคม 2549    
Last Update : 31 มีนาคม 2549 2:29:02 น.  

เที่ยว Rome ตอนที่ 1


28/09/04 - 2/10/04

จริงๆแผนการเที่ยวโรมในครั้งนี้ ตั้งใจกันว่าจะไปตะลุยกรุงโรมกันแค่สองสาว เพื่อนโทรมาชวนไว้ดิบดีสุดท้ายเพื่อนไปไม่ได้ เลยต้องเอาตัวสำรองไปแทน ส่วนลูกเอาไปให้ปู่กะย่าเลี้ยง ดูท่าทางก็รู้ว่าเค้าเต็มใจมาก เพราะอยากให้หลานไปค้างด้วยอยู่แล้ว การไปโรมครั้งนี้เราไปแบบประหยัด เพราะงบท่องเที่ยวถูกใช้ไปตอนกลางปีแล้วจึงเหลือสำหรับทริปนี้อย่างน้อยนิด โชคดีมีเที่ยวบินจาก Eindhoven ไป โรม ของสายการบิน Ryanair เพิ่งเปิดเส้นทางได้ไม่นาน ดังนั้นราคาจึงถูกมาก สองคนไปกลับตก 120 ยูโรเท่านั้น เมื่อได้ตั๋วเครื่องบินแล้ว ก็จองที่พักเป็นแบบ Bed&Breakfast เลือกที่อยู่ใจกลางเมืองพอดี สะดวก ไม่ต้องพึ่งรถเมล์ให้ยุ่งยาก ตกคืนละ 100 ยูโร สำหรับสองคน

วันเดินทางมาถึง ย่ามารับหลานแล้วก็พาเราไปส่งสนามบิน จริงๆเราขึ้นรถเมล์ไปเองก็ได้ เพราะใกล้บ้านมาก แค่สองป้ายรถเมล์เอง แต่แกอยากไปโบกมือลาด้วย ก็เลยพาไปส่ง คิดว่ามิเชลเลอร์จะร้องตาม แต่ผิดคาดแฮะ ไม่ร้องเลย แถมท่าทางดีใจที่ย่ามาด้วยล่ะ สงสัยดีใจจะได้ไปเที่ยวกะย่าเหมือนกัน อิอิ

ได้ขึ้นเครื่องเป็นกลุ่มแรก เลยเลือกที่นั่งได้ตามสบาย เลยเลือกด้านหน้าๆ ก่อนปีกเครื่องอะ แบบว่าเผื่ออยากถ่ายรูปพื้นดินจะได้ไม่มีอะไรมาบัง แต่ปรากฎว่าไม่ค่อยได้ถ่ายเท่าไร เพราะสภาพท้องฟ้าไม่แจ่มใส มีเมฆหมอกเยอะ ก็เลยไม่มีภาพสวยๆตอนขาไป ไม่เป็นไรรอขากลับละกัน ไปถึงสนามบินท้องถิ่นสี่โมงสิบห้า ฝนตกนิดหน่อย แต่แค่พรำๆ แป๊บเดียวก็หาย จากสนามบินมาต่อรถเมล์เพื่อไปขึ้นรถไฟใต้ดินไปยังที่พัก ไปลงที่สถานีที่ใกล้บันไดสเปน ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน โอ้โห คนเยอะมากจริงๆ จากนั้นก็เดินอีกประมาณสิบนาทีก็ถึงที่พัก ที่พักเป็นอพาร์ทเมนท์ซึ่งเป็นตึกเก่าแก่ของเมือง ที่พักเราอยู่ชั้นสี่ เจ้าของบ้านอยู่ชั้นสาม ห้องพักน่ารักดี มีห้องครัว ห้องน้ำแบบง่ายๆ แล้วก็มีเทอเรสเล็กๆ แต่เค้าก็แต่งได้น่ารักดี เจ้าของบ้านก็ใช้ครัวด้วย แต่เราไม่เห็นเค้ามาทำอาหารตอนเราอยู่เลย (หรือใช้ก็ไม่รู้ เพราะกว่าเราจะกลับเข้าบ้านก็สามสี่ทุ่มแล้วล่ะ) เรียกว่าเป็นส่วนตัวดีเหมือนกัน



หลังจากเอาของเก็บแล้ว เราก็ออกมาเดินหาอะไรกินกัน นักท่องเที่ยวเยอะแยะไปหมดเลย เราเดินไปที่ Piazza Navona แล้วก็กินอาหารที่นั่น นักท่องเที่ยวเยอะแยะ ถ่ายรูปเต็มไปหมด เราสั่งสปาเกตตี้เป็นจานแรก แล้วตามด้วย ปลานึ่ง กับมันฝรั่ง รสชาดจืดๆ ไม่อร่อย เลยแลกกับ
บาร์ท ซึ่งสั่งไก่อบกับมันฝรั่งทอดมากิน กินอิ่มแล้วก็พากันเดินเที่ยว ไปยังสะพานที่จะไปยังโบถส์เซนปีเตอร์ เพื่อไปถ่ายรูปโบถส์ในยามค่ำคืน ซึ่งก็ได้ภาพสวยสมใจ คล้ายๆกับโปสการ์ดเลย ได้ภาพสมใจแล้วก็ชวนกันกลับที่พัก เพราะจะได้เก็บแรงไว้เที่ยววันพรุ่งนี้ให้เต็มที่ เพราะดูแล้วคงต้องเดินทั้งวัน ซึ่งการมาเที่ยวโรมนั้น ถ้าจะให้ทั่วถึงต้องเดินเท้าเท่านั้น เพราะสถานที่สำคัญแต่ละแห่งจะอยู่ไม่ไกลกันมากนัก จะขึ้นรถเมล์ก็ได้ แต่ว่ารถเยอะ แล้วก็รถติดด้วย ดังนั้นเดินคงดีกว่า ส่วนเด็กเล็กก็ไม่ควรเอาไปด้วย เพราะจะเที่ยวไม่ทั่ว และบางทีก็ลำบากที่จะเอาเด็กไปด้วย กลับถึงที่พัก อาบน้ำเสร็จก็มาดูเส้นทางที่จะต้องเดินเที่ยวพรุ่งนี้ว่าจะต้องเดินอย่างไร จะได้ไม่เสียเวลาเดินวนไปวนมา จากนั้นก็เข้านอน แต่ปรากฎว่าเราดันนอนไม่ค่อยหลับ สาเหตุคงเพราะมันเป็นตึกเก่า แล้วเราก็ไม่เห็นทางหนีไฟ หากเกิดไฟไหม้คงแย่แน่ เพราะมีทางลงทางเดียว แล้วเราก้อยู่ชั้นสี่ด้วย ทีสำคัญหากจะออกจากตึกนั้น ต้องไขกุญแจประตูด้วย ถ้าไฟไหม้แล้วตกใจหากุญแจไม่เจอเสร็จเลย ต้องติดแหงก เช้านั้นตื่นมาก็เลยเพลียๆ


โบถส์เซนต์ปีเตอร์ตอนกลางคืน


เช้าวันแรกที่โรม



เราตื่นประมาณเจ็ดโมงครึ่ง เจ้าของบ้านมาเตรียมอาหารเช้าเกือบๆแปดโมง ตรงเวลาดีจัง ก็เป็นอาหารเช้าง่ายๆ ขมมปังกรอบ แยม แล้วก็ครัวซองร้อนๆอีกคนละชิ้น น้ำชากาแฟ พร้อม จัดการอาหารเช้าเสร็จ ก็เริ่มออกทัวร์ตอนเก้าโมงเช้า วันนี้เราตั้งใจจะไปนครวาติกัน และพิพิธภัณฑ์วาติกัน ซึ่งอ่านจากหนังสือท่องเที่ยวแล้ว เค้าบอกว่าเฉพาะพิพิธภัณฑ์นั้นถ้าจะดูให้ทั่วถึงจริงๆ ต้องใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ เราเลยจัดโปรแกรมวันนี้แค่หนึ่งเส้นทางก่อน

เริ่มเดินไปทางสะพานเมื่อคืนนี้ที่ถ่ายรูปโบถส์มา สุดปลายสะพานก็จะมีอาคารใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่ ซึ่งถามหัวหน้าทัวร์แล้ว ได้ความว่าเป็นอาคารกระทรวงยุติธรรม ไม่รู้แปลถูกป่าว (Paleis van Justitie) ตามธรรมเนียมต้องถ่ายรูปอยู่แล้ว จากนั้นผ่าน ปราสาทแองเจิลโล (Castel Sant’Angelo)ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ จากนั้นก็เดินมุ่งหน้าสู่นครวาติกัน เห็นโบสถ์เซนปีเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่อย่างสง่างาม และเมื่อไปถึงก็สังเกตว่ามีผู้คนมารอแยู่แล้วอย่างแน่นผิดปกติ มีแท่นพิธีอยู่หน้าโบสถ์ สอบถามยามก็ได้ความว่าวันนี้พระสันตะปาปาจะออกมาทำพิธี ช่วงเช้านี้เราเลยเข้าไปในโบสถ์ไม่ได้ ก็รีๆรอๆเผื่อจะได้เห็นตัวจริงอยู่สักพักใหญ่ ก็ได้เป็นท่านนั่งรถวนไปรอบทางที่จัดไว้าเพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมในบารมี (ไม่รู้ใช้คำถูกป่าว) แต่ก็ไม่ได้อยู่ฟังจนจบหรอก เพราะเราไม่ใช่คริสต์ ก็เลยเดินต่อไปเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์วาติกัน ซึ่งในนี้จะมีสิ่งที่สำคัญที่พลาดไม่ได้ นั่นคือ The Sistine Chapel ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในราชวัง ซึ่งมีภาพวาดที่มีชื่อเสียงและได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด มีชื่อว่า The Last Judgement ที่วาดโดย ไมเคิล แองเจโล


โบสถ์เซนปีเตอร์ ถ่ายจากสะพานมุมเดียวกับเมื่อคืนนี้



อาคารกระทรวงยุติธรรม


ระหว่างทางเดินไปนครวาติกันน้น เราจะเห็นทางที่ใช้เป็นทางหนีของพระสันตะปาปา หากเกิดเหตุการณ์ร้าย ซึ่งจะเชื่อมจากโบสถ์ไปถึงปราสาทแองเจลโล


ผู้นำทัวร์ส่วนตัว




อันนี้ภาพถ่ายจากด้านบน ลากสังขารขึ้นบันไดไป 300 กว่าขั้น แต่คุ้มได้ภาพจากโปสการ์ดอีกแระ (อันนี้กลับมารอบเย็น ถึงได้เข้าไปชมข้างในและขึ้นไปยอดโบสถ์)


รูปนักบุญทั้งหลายที่อยู่ด้านบน




มาดูด้านนอกก่อนแล้วกัน เด๋วค่อยพากลับเข้าไปข้างในใหม่





ตากล้องมือฉมัง



ไหนเลยจะขาดรูปนางแบบไปได้


ตอนนี้เราจะเข้าไปดูภายในโบสถ์กัน เราได้เข้าไปดูในวันที่สามของการเดินทาง เพราะวันแรกมีพิธีเลยอดเข้าไป แต่เอามาให้ดูก่อนจะได้ต่อเนื่องกัน ข้างนอกมองแล้วก็ยิ่งใหญ่ ใหญ่โตมโหราน เข้าไปข้างในยิ่งตะลึงในความงาม เต็มไปด้วยภาพวาดประดับผนังที่ใหญ่โตจริง แล้วก็สวยมากๆด้วย ไม่รู้จะบรรยายยังไงดี ต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง อยากถ่ายรูปเพื่อให้เห็นภาพรวมเลยว่ามันใหญ่แค่ไหน แต่ก็ทำไม่ได้ เพระว่ากล้องมันเก็บไม่หมด เลยต้องเก็บมาเป็นส่วนๆไป



ก่อนเข้าตัวอาคารต้องผ่านเครื่องตรวจอาวุธก่อน นี่ผู้คุ้มกันโบสถ์ หล่อมากกกกกกก เสียดายไม่เห็นหน้าชัดๆ ผู้ชายอิตาลีนี่หล่อๆทั้งนั้นเลย



บรรยากาสภายในโบสถ์ ตอนนี้ประมาณ ห้าโมงเย็นได้ คนเลยบางตา เพราะตอนเราเข้าไปช่วงสี่โมงเย็นคนยังเยอะอยู่มากกกกกกกกก เรียกว่าถ่ายภาพแบบนี้มาคงเห็นแต่หัวคนอ่ะ พอดีเราขึ้นบันไดไปบนยอดโบสถ์ก่อนอ่ะ เลยโชคดีได้ภาพนี้มา



ทึ่งในความสามารถของคนสมัยก่อนจริงๆ ไม่รู้สร้างได้ไง





รูปปั้นนักบุญชื่อไรไม่รู้อ่ะ ฝามีบอกแต่ลืมไปแระ(คิดว่าคนนับถือคริตส์คงจะรู้) ตอนเข้ามาช่วงแรก คนเยอะมากเลย รอคิวเพื่อจะมาสัมผัสและถ่ายรูป แต่ตอนนี้ สบายไม่ต้องรอคิว เค้ากลับกันเกือบหมดแล้ว



อันนี้บรรลังก์อะไรก็ไม่รู้<อีกแล้ว> แต่ข้างใต้จะมีที่เก็บร่างของพระเยซูหรือของพระสันตะปาปาคนก่อนก็จำไม่ได้แล้วอ่ะ ผู้นำทัวร์ขึ้นไปข้างบนแล้วล่ะ ไม่มีใครให้ถาม



อันนี้แหละ ด้านล่างอ่ะ ภาพไม่ค่อยชัด ถ่ายได้แค่เนี้ยเพราะอยู่ไกล เค้าจะมีที่กั้นไว้ไม่ให้เข้าไป


นี้ด้านหลังสุด มีเก้าอี้ไว้สำหรับผู้เข้าร่วมพิธีด้วย




นี้ด้านบนส่วนที่เป็นโดม แต่อยู่ข้างใน มีทางเดินแคบๆแล้วก็กรงกั้นไว้สูงเชียว กันคนตกมั้ง อิอิ จริงๆมองลงมาก็เสียวนะ คิดว่าถ้าคนขึ้นมาเยอะๆอ่ะ มันจะพังมั้ยเนี่ย







วันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ภาพเยอะเดี๋ยวโหลดช้า รอต่อภาคสองอาทิตย์หน้านะคะ




 

Create Date : 25 มีนาคม 2549    
Last Update : 25 มีนาคม 2549 17:25:23 น.  

ตอนที่10 อำลาอิตาลี่


และแล้วก็มาถึงตอนสุดท้ายของการเดินทาง ก็เลยจะมีแต่รูปวิวตามรายทางเป็นส่วนใหญ่ ขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาติดตามการเดินทางของเรานะคะ

Day15 2/09/05


วันนี้ตื่นเช้ามาอากาศดีจัง แต่เราไม่ไปไหนกันแล้วล่ะ ตั้งใจหยุดพักผ่อน (ทั้งๆที่จริงๆก็อยากไปเหมือนกันอ่ะ )พรุ่งนี้เราต้องเดินทางกลับกันแล้ว เฮ้อ เสียดายจัง บาร์ทต้องขับรถทั้งวัน ก็ต้องให้คนขับรถพักดีกว่า ที่สำคัญผู้โดยสารตัวน้อยจะได้มีเวลาเล่นมั่งนะ วันนี้เลยเป็นวันของ มชล เค้าล่ะ อิอิ พ่อพาเค้าไปเล่นน้ำในสระที่แคมปิ้ง ถึงเวลากลางวันก็กลับมาพัก จากนั้นก็ไปเล่นที่สนามเด็กเล่นอีก อืม เด็กๆวัยนี้ไม่ยอมอยู่นิ่งจริงๆ กลางวันก็ไม่นอน ส่วนเราก็นอนรับลมเย็นๆสบายๆ อิอิ แล้วก็มาซักซ้อมเส้นทางขับรถกันสำหรับพรุ่งนี้ บาร์ทต้องซักซ้อมคร่าวๆก่อนว่าจะใช้เส้นทางไหน ต้องผ่านที่ไหนมั่ง เราจะได้คอยสังเกตด้วย ก็เราอ่านหนังสือบนรถไม่ได้อ่ะ อ่านแล้วจะเวียนหัวเลยล่ะ พรุ่งนี้เราจะไม่กลับเส้นทางเดิม แต่เราจะกลับเข้าไปทางสวิสเซอร์แลนด์ จุดหมายอยู่ที่ซูริค กะจะไปเจอเพื่อนรุ่นน้องที่รู้จักกันทางเนต (จริงๆเคยไปเจอกันครั้งนึงแล้วที่ St Gallen ) ยังไม่ได้นัดกันมั่นเหมาะ ถ้าเจอก็เจอ ถ้าไม่เจอเราก็เที่ยวซูริคกัน คืนนี้เราเลยเข้านอนกันแต่หัวค่ำ เพราะต้องตื่นแต่เช้า

Day16 3/09/05

วันนี้ตื่นกันเจ็ดโมงเช้า จัดการเก็บของขึ้นรถ เก็บกวาดที่พักนิดหน่อย เสร็จแล้วไปกินอาหารเช้ากันที่ร้านในแคมปิ้งกัน สั่งนมให้ มชล ด้วยแต่เธอกินไม่หมด เจ้าของร้านใจดี เอาแก้วกระดาษแบบมีฝาใส่นมมาให้กินกลางทางด้วย ประทับใจป้าเจ้าของร้านสองคนนี้จัง อัธยาศัยดีมากๆเลย เก้าโมงกว่าเราก็เริ่มออกเกินทางกัน มุ่งหน้าไปทางฟลอเรนซ์ ปิซ่า เราใช้ทางด่วนโดยตลอด ระหว่างทางก็เพลิดเพลินกับวิวสองข้างทาง แม้จะเป็นทางด่วน แต่ก็เป็นเส้นทางที่สวยเหมือนกันนะ มีทั้งลาดชัน สูงต่ำสลับกันไป นึกอาลัยอาวรณ์อิตาลี่อยู่ลึกๆ





บ่ายกว่าๆเราก็มาถึงชายแดนสวิสกัน แวะพักที่ร้านใกล้ๆด่านเพื่อนหาอะไรรองท้อง และกดเงินด้วย เพราะที่นี่ใช้เงินฟรังสวิส เราผ่านด่านมาโดยไม่ต้องตรวจอะไร ก็เป็นงี้ทุกครั้งล่ะ เพราะเป็นรถในกลุ่มอียูเหมือนกัน เมื่อเข้าเขตสวิสแล้วก็ต้องตื่นตาตื่นใจกับวิวสองข้างทางอีกแล้ว แต่คราวนี้จะต่างกันตรงที่ ในอิตาลีนั้นจะเป็นต้นไม้ป่าเขา แต่ที่สวิสจะเป็นทะเลสาบสลับกับภูเขาคละเคล้ากันไป มือเราก็กดชัตเตอร์ระวิง กดๆไปเหอะ ชัดไม่ชัดก็ช่างมัน มันต้องมีซักรูปล่ะน่าที่ใช้การได้ หุหุ

ระหว่างนั้นก็จะเห็นเค้าเล่นเครื่องร่อนกันน่ะ เรียกอะไรไม่รู้ไม่แน่ใจ คล้ายๆโดดร่มน่ะ เยอะแยะเลย หลายๆคนก็ร่อนอยู่ข้างบนกลางทะเลสาบกัน แต่มีอยู่คนนึง แกลอยมาหวาดเสียวมาก ลอยเข้ามาในฝั่ง เกือบชนสายไฟใกล้ๆกับรางรถไฟน่ะ แต่ไม่รู้ผลหนอกนะ ว่าตกลงแกจะบังคับมันได้ป่าว เพราะรถเราเลยไปแล้ว ขับมาได้ซักระยะเฉียดๆไปทางลูกาโน โอว เห็นทะเลสาบลูกาโนอยู่แว๊บๆ อยากไปแวะจังเลย สวยมากๆ แต่ต้องตัดใจ เพราะเราไม่มีเวลา ยังเหลือระยะทางอีกยาวไกล โอกาสหน้าแล้วกันนะ ฝากไว้ก่อน


ด่านตรวจสวิส


หลุดเข้ามาได้ไงเนี่ย


เราขับมาเรื่อยๆตามเส้นทาง A2หรือE35 จนกระทั่งใกล้จะเข้าเขตเมือง Airolo รถเริ่มติดอีกแล้ว ติดเป็นทางยาวมากๆด้วย ติดเป็นชั่วโมงเลยอ่ะ ที่มันติดก็เป็นเพราะว่าข้างหน้าจะเป็นอุโมงค์ลอดเขาที่ยาวที่สุดในสวิสถ้าจำไม่ผิดนะ ยาวถึง 17 กิโลเมตร อุโมงค์นี้มีชื่อว่า St Gotthardtunnel อยู่ระหว่างเมือง Göschenen กับเมือง Airolo ตอนนั้นเราก็เริ่มอึดอัดแล้ว เลยถามบาร์ทว่าไม่เข้าอุโมงค์ได้มั๊ย ไปทางอื่นได้ป่าว เค้าบอกว่าได้เหมือนกัน ไปทางเล็กๆขึ้นเขาน่ะ มีแค่ทางนั้นทางเดียว ดูในแผนที่แล้ว โอยไม่ไหวค่ะ มันอ้อมมาก แล้วก็ต้องไต่เขาสูงมากด้วย เผลออาจจะไปถึงช้ากว่ารอเข้าอุโมงค์ซะอีก เออ งั้นไม่เอาดีกว่า ก็อดทนกันไป จนในที่สุดก็ได้เข้าซะที ถึงตอนนั้นเราได้รู้ว่า ที่มันช้า เพราะว่าต้องรอรถอีกฝั่งสวนมา คือผลัดกันน่ะ เพราะช่วงนี้มีการซ่อมแซมอุโมงค์ แล้วจำกัดความเร็วแค่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มิน่ามันถึงติดนานขนาดนี้




เขาสูงทะมึนอยู่ข้างหน้านั่นล่ะที่เราจะเข้าไป



เกือบแล้วๆๆอดทนหน่อยนะ


หลุดจากอุโมงค์มาได้ค่อยโล่งใจหน่อย ข้างในมันดูอึดอัดนะสิ ออกมาเจอวิวทิวทัศน์งามตา ดวงอาทิตย์เริ่มอ่อนแสงแล้ว รถไม่ติดแล้ว วิวสองข้างทางสวยมากๆ เจอทะเลสาบเป็นระยะๆ มองเห็นโบถส์และหมู่บ้านริมทะเลสาปน่ารักมากๆ จนกระทั่งเราก็มาถึงซูริค
เกือบๆสองทุ่ม วนหาโรงแรมที่เราจองไว้จนเจอ เราจองไว้สองคืนด้วยกัน เอาของเก็บเรียบร้อยก็ได้เวลาไปหาข้าวกินกัน







เดินสำรวจไปทั่ว ไปเจอร้านอาหารเขมรชื่อ อังกอร์ โอว มันหรูเหลือเกิน มองเข้าไปมีแต่คนแต่ตัวดีๆทั้งนั้นเลย ไม่เอาดีกว่ากลัวล้มละลาย เดินไปไม่ไกล เจอร้านชื่อ นู๊ดเดิ้ล ดูหน้าตาร้านจะออกไปทางญี่ปุ่น เป็นร้านดูง่ายๆ เป็นกันเองดี ที่นั่งเป็นม้ายาวด้านนอก อืม เอาร้านนี้แหละ มันเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ยังไงซะเราต้องกินได้ เปิดเมนูดู อืม มีก๋วยเตี๋ยวญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลี มีของไทยด้วย อาหารไทยก็มี แต่เรากล้าๆกลัวๆที่จะสั่งอาหารไทย กลัวไม่ได้เรื่อง แต่จะเอาอย่างอื่นกลัวกินไม่ได้อีก เห็นในเมนูมีผัดไทยเส้นอุดรแบนๆด้วย (เค้าบรรยายงี้อ่ะ) เราก็นึกไปถึงเส้นจันท์โน่น เออ น่าจะพอได้ว่ะ เอานี้แล้วกัน จากนั้นก็สั่ง ชุดของกินเล่นแบบรวมให้ มชล ดีกว่า เพราะเค้าคงกินจานใหญ่อย่างเราไม่หมดหรอก ในนั้นก็มี ไก่สะเต๊ะ เกี๊ยวทอด ปอเปี๊ยะทอด แล้วก็ยำวุ้นเส้น คือกะว่าให้เค้ากินไก่สะเต๊ะหรือปอเปี๊ยะทอด ที่เหลือเราจะกินเอง 555555555 ของบาร์ทสั่งก๋วยเตี๋ยวอุดรผัด

ได้เวลาอาหารมาถึง อืม ก็อึ้งๆค่ะ ทั้งๆที่ก็แอบนึกไว้แล้วล่ะว่ามันคงไม่ใช่อย่างที่เราคิดน่ะ ของบาร์ทหน้าตาเป็นก๋วยเตี๋ยวญี่ปุ่น มันเป็นเส้นเหลืองๆกลมๆใหญ่น่ะ รสชาติพอกินได้ มาถึงของเรามั่ง ผัดไทย เฮ้อ หน้าตาคล้ายของบาร์ทแต่มันเป็นเส้นเหลืองแบนๆ ที่สำคัญ กระเดือกไม่ลงเลย แถมเราดันใส่เกลือป่นลงไปอีกเพราะนึกว่ามันเป็นน้ำตาลทรายอ่ะ ก็มันละเอียดมากๆๆเลย ด้วยความเคยชินน่ะ ว่าเครื่องปรุงบนโต๊ะของก๋วยเตี๋ยวน่ะ ก็ต้องเป็นน้ำตาลสิ ยิ่งอยากจะอ๊วกเลย กินไม่ได้แล้ว เหลือเต็มๆจานนั่นล่ะ หันมาทางของ มชล ดีกว่า หน้าตาใช้ได้ แต่ๆๆ ไม่ได้เรื่องเลย สะเต๊ะไก่รสชาติแปลกๆ มชล ไม่กิน เธอบอกไม่อร่อย แถมพูดเสียงดังด้วย ไอ้เราต้องบอก เบาๆลูก กลัวคนเสริฟจะค้อนเอา อิอิ อ้อ อธิบายนิด คำว่าอร่อยในภาษาดัชต์กับเยอรมันใช้คำเดียวกัน (ที่ซูริคเค้าพูดเยอรมัน)แล้วเธอก็พูดไม่อร่อยเป็นภาษาดัชต์ซะเสียงดังเลย

หันมาทางเกี๊ยวทอดมั่ง เออ สุนัขไม่รับปทานเหมือนกัน น้ำจิ้มก็คล้ายๆซีอิ๋ว ไม่รู้ชาติไหนญี่ปุ่นหรือเกาหลี เหม็นๆจะอ้วก ไม่รู้กินกันได้ไงเนี่ย อ้ะ ยังมีปอเปี๊ยะอยู่ แหวะ อมน้ำมัน แถมไม่กรอบอีก บาร์ทยังไม่กินเลย ทั้งๆที่เธอกินง่ายมากอยู่แล้ว สุดท้ายหันมาความหวังสุดท้ายที่ ยำวุ้นเส้น ก็ต้องผิดหวังตามเคย รสชาติมันหวานแหลม เขื่อนๆเฝื่อนๆบอกไม่ถูก สรุป จ่ายไป 84 ฟรัง แต่แหลกไม่ล่าย สบายใจไป ต้องเรียกเค้ามาเก็บไป เพราะนานแล้วมันยังเต็มจานอยู่เลย อิอิ แต่เค้าก็ไม่ถามนะ ว่าทำไมเธอไม่กินกันเลยเนี่ย ดีเหมือนกัน เราก็ไม่อยากจะต่อว่าหรอกว่าพวกเธอทำอาหารไทยชั้นเสียหายหมดเลย จากนั้นก็กลับมากินขนมต่อที่ห้องดีกว่า โทรหาเกตุ ถ้าว่างจะได้นัดเจอกัน ส่วนเพื่อนอีกคนไม่ได้โทรหา กลัวเค้าไม่สะดวก เจอเกตุ เลยนัดกันตอนบ่าย ช่วงเช้าเกตุต้องไปโบถส์ ดีเหมือนกัน ช่วงเช้าเราจะได้มีเวลาชมเมืองกันก่อนที่จะเมาท์กระจาย จากนั้นก็มาดูว่าพรุ่งนี้เราจะทำไงดี จะเดินเที่ยวเหมือนเดิมหรือว่าจะซื้อซื้อทัวร์นั่งรถและลงเรือชมเมืองกันดี เห็นแก่ลูกเขาเหนื่อยมาหลายวันแล้ว เลยตกลงซื้อทัวร์แล้วกัน คราวหน้าถ้ามีโอกาสค่อยมาใหม่ก็ได้

Day17 4/09/05

วันนี้เราตื่นเจ็ดโมงเช้า เพราะทัวร์เที่ยวแรกเริ่ม 9.45 น. ลงมาจัดการอาหารเช้ากันก่อน เรียบร้อยก็ออกเทินทางกัน เราทิ้งรถไว้ที่โรงแรม แล้วนั่งรถแทรมไป จะไปซื้อตั๋วที่ป้ายรถก็อไม่ได้ เพราะไม่มีเหรียญอ่ะ ร้านค้าแถวนั้นก็ยังไม่เปิด ทำไงดี หวังว่าอาจจะซื้อตั๋วบนรถได้ พอรถแทรมมาเราก้ขึ้นไป คนขับเป็นผู้หญิง ก็ถามเค้าว่าจะซื้อตั๋วบนรถได้มั๊ย ซื้อไมได้ค่ะ อืม...ก็บอกเค้าว่า เราไม่มีเหรียญเลยอ่ะ เธอบอก ขึ้นมาก่อนก็ได้ เดี๋ยวป้ายหน้าจะมีร้านขายของเล็กๆ เธอค่อยซื้อที่นั่นก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เปิด ก็ไม่ต้องซื้อ ไม่เป็นไร พอถึงป้ายนั้นร้านยังไม่เปิด เธอบอกโอเค นั่งไปโลด พอถึงป้ายที่เราจะลง คนขับก็บอกว่าถึงแล้ว ลงไปเราก็เก้ๆกังๆกั มองหาที่ที่จะซื้อทัวร์ คนขับยังมีน้ำใจชี้ไม้ชี้มือให้อีก ว่าอยู่ตรงไหน มีน้ำใจจริงๆ

ทัวร์ที่เราจะไปกันวันนี้ราคาคนละ 37 ฟรังซ์ ช่วงแรกนั่งรถชมเมือง และอาจได้แวะลงไปบ้างนิดหน่อย 10-15 นาที หลังจากนั้นก็จะเป็นนั่งเรือชมทะเลสาบซูริค วันนี้พยากรณ์อากาศว่าจะมีแดดดี แต่ช่วงเช้าแดดยังไม่มา มีแต่หมอก กว่าแดดจะมาก็โน่นบ่ายสองบ่ายสามแล้ว ทัวร์เสร็จแล้วแดดถึงจะยอมเผยโฉม ก็มาดูภาพกันเลยแล้วกัน ก็ไม่สวยหรอกเพราะว่าแดดไม่มี แถมถ่ายจากในรถด้วย โทษไปนั่น ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


คันนี้ล่ะรถนำเที่ยว



มชลฟังบรรยายกะเค้าด้วย รู้เรื่องป่าวน่ะ




ชมเมืองไปได้ซักพัก ก็ได้แวะลงดูสถานที่ที่ Winston S. Churchil นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้กล่าวสุนทรพจน์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใจความคร่าวๆเกี่ยวกับการฟื้นฟูของประเทศในยุโรป คร่าวๆแค่นี้แหละ เนี่ยถามบาร์ทอ่ะ ไม่ได้ค้นเองหรอก ฮ่าๆๆๆๆๆๆ จริงๆตอนนั้นก็ฟังๆไปงั้นไม่ได้สนใจไม่ได้จดจำ เพราะตั้งใจมาดูอย่างเดียว เรื่อยเปื่อย ไม่จริงจัง กะไว้ว่าถ้าคราวหน้าได้มาอีกค่อยดูใหม่


ตัวอาคารด้านหลัง



จากรึกไว้ที่พื้นหน้าประตูอาคาร



ตัวอาคารด้านหน้า


จากนี้ก็จะเป็นภาพบริเวณใกล้เคียง ใกล้กันนั้นมีโบถส์ด้วย แต่ไม่ได้เข้า มีพิธีการอยู่ เข้าได้ช่วงบ่าย ก็เลยไม่ได้กลับมาดูอีก















จากนี้ไปก็จะเป็นภาพจากในรถซะส่วนใหญ่ ไม่บรรยาย เพราะลืมหมดแล้ว





แล้วจากนี้ไปจะเป็นภาพจากการล่องเรือชมทะเลสาบ หนาวเหมือนกันเพราะลมแรงแล้วก็ไม่มีแดดด้วย










ลงจากเรือก็มาถ่ายรูปกับรูปปั้นหมี ซึ่งจะมีให้เห็นเป็นระยะๆทั่วเมือง มันเป็นเทศกาลอะไรก็ไม่รู้เลยมีหมีอยู่ทั่วเมืองน่ะ ลงจากเรือก็เจอเพื่อนมารออยู่แล้ว เกตุกับลูกสาวชื่อคารีน่าแต่เรียกกันว่าแก้มใส เจอกันก็ไม่ต้องพูดมาก ฮ่ๆๆๆๆๆๆ ไปกินก๋วยเตี๋ยวเป็ดเจ้าอร่อยกันเหอะ ตอนนั้นบ่ายโมงกว่าแล้วด้วย หิวๆๆๆๆ ไปถึงก็สั่งมาคนละชาม เราสั่งสองชามให้ลูกด้วย ด้วยความหิวแล้วก็ไม่ได้ถามก่อนว่าชามมันใหญ่แค่ไหน จ๊ากกกกกก ชามเท่ากะละมัง แต่อร่อยมากๆเลย แต่ก็กินเกือบจะไม่หมดน่ะ ส่วนของ มชล น่ะไม่หมดอยู่แล้ว ก็เลยช่วยกันระหว่างเรากับเกตุ อิอิ ของบาร์ทสั่งข้าวผัดกุ้งกับ กระดูกหมูทอดกระเทียมพริกไทย กินเสร็จจ่ายไปเกือบร้อยฟรังซ์ แพงเหมือนกัน กั่กๆๆ แต่ช่างเหอะ อร่อยเป็นใช้ได้ ไม่ได้กินทุกวันนี่หว่า

กินเสร็จก็หาที่นั่งเล่นกัน ดุในแผนที่มีสวนสาธารณะใกล้ๆ มีสนามเด็กเล่นด้วย เลยเดินมานั่งคุยกันในนี้ เด็กๆจะได้เล่นกันไป แล้วก็ กลัวบาร์ทจะเฉาซะก่อนเลยบอกเค้าว่า ถ้าอยากไปเดินดูอะไรคนเดียวก็ได้นะ ส่วนเราจะนั่งเมาท์กันอยู่นี่แหละ แล้วเด๋วค่อยนัดเจอกันที่ท่าเรือในเมือง ก้คุยกันสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย สลับกับเล่นกับเด็กสองคนไปด้วย


สองสาวเดินคุยกันหนุงหนิง



อ้าวแก้มใสจะไปไหนอ่ะ มานี่จิ อย่างอนน่า



ไปเล่นกันนะนะ เค้ามาง้อแล้วนะ


ก็คุยกันจนคอแห้ง ได้เวลาก็ขึ้นรถเมลล์ไปเจอบาร์ทที่ท่าเรื่อ บาร์ยังไม่มา เลยไปแวะซื้อขนมปังมาให้เป็ดให้หงส์กิน จริงๆเอาให้เด็กน้อยสองคนโยนให้เป็ด แบบว่าเธอจะได้อยู่กับที่ได้มั่ง ไม่งั้นต้องคอยจับปูใส่กระด้งกัน ขนมปังน่ะซื้อมาก้อนใหญ่ เด็กๆก็บิไปทีละนิดละหน่อย พอบาร์ทมาถึงก็เลยไปช่วยเด็กน้อยเอาขนมปังให้เป็ด เราสองคนมั่วแต่คุย เผลอแป๊บเดียว หันไปดูอีกที บาร์ทโยนก้อนเบ้อเริ่มเลยอ่ะ
"เฮ๊ย ทำไมโยนก้อนใหญ่นักเล่า เด๋วก็หมดหรอก" เราร้องเสียงหลง แต่ไม่ทันการซะแล้ว หมดพอดี
"อ้าว ก็เอามาให้เป็ดไม่ใช่เหรอ" แน่ะยังจะมาถามอีก
"ก็ใช่ แต่ให้เด็กเค้าเล่นกัน ไม่ใช่เธอนี่ หมดแล้วเด๋วก็ร้องกันอีกล่ะ"
"ใครจะรู้ล่ะ ไปซื้อเอาใหม่ดิ"
"เธอไปซื้อดิ อยู่ตั้งไกล"
ตกลงก็ไม่ได้ซื้อใหม่ ทีนี้ก็อยู่ไม่สุขกันล่ะ ต้องคอยจับปูใส่กระดงกัน เราก็นั่งเล่นกันไปเรื่อยๆ มันยังเป็นช่วงปลายหน้าร้อน เลยมืดช้าหน่อย เราไม่ได้ไปกินอะไรอีก เพราะยังจุกกับก๋วยเตี๋ยวไม่หายเลย จนเกือบสองทุ่มถึงได้ร่ำลากัน เสียดายที่มีเวลาน้อยไปหน่อย แต่ก็ยังดีที่ได้เจอกันเนอะ










แก้มใส



แยกย้ายกันไปเมื่อดวงอาทิตย์ลับฟ้า


Day18 5/09/05

เช้าวันนี้เราต้องเดินทางกลับฮอลแลนด์กันแล้ว จากสวิสเซอร์แลนด์มุ่งหน้าเข้าเยอรมัน หยุดพักเป็นระยะๆ จนเข้าเขต Moezel เป็นพื้นที่ที่ปลูกไวน์ที่มีชื่อเสียงของเยอรมัน ตรงนี้มีสะพานซึ่งสูงมากๆๆ มีจุดให้แวะชมวิว เราเลยแวะกันนิดนึงเพื่อเก็บภาพสุดท้ายของทริปนี้


ตัวสะพาน มองแบบนี้ไม่ค่อยรู้สึกว่าสูงเท่าไหร่



ที่เห็นนั่นเป็นไร่ไวน์


จากนั้น ก็ขับรถรวดเดียวถึงบ้านเลย กลับถึงบ้านประมาณหกโมงเย็นได้ แวะเอาของเก็บแล้วก็ออกไปซุปเปอร์กันต่ออีก ซื้อของซื้อกับข้าวเอามาทำกินกัน

แล้วการเดินทางครั้งนี้ของเราก็จบลง เหนื่อยเหมือนกันแต่ก็สนุกนะ ได้พบเห็นสิ่งต่างๆมากมาย เป็นกำไรของชีวิตจริงๆ


แล้วพบกันทริปหน้านะคะ


หมายเหตุ: ข้อมูลการเดินทางจากหนังสือ ANWB Uitgevrrij Boeken (www.anwb.nl) และข้อมูลบางส่วนจาก http://www.wikipedia.org






 

Create Date : 30 มกราคม 2549    
Last Update : 30 มกราคม 2549 5:48:03 น.  

อิตาลีตอนที่ 9 Florence (ใกล้จะจบแล้ว)



Day13 31/08/05

วันนี้ตื่นสายสบายๆ เพราะเรากะจะหยุดพักกันซักวันหลังจากที่ตะลอนกันมา 2 วันติดกัน ให้ มชล ได้พักบ้าง ไปว่ายน้ำในสระ เล่นในสนามเด็กเล่น ส่วนเราก็นอนเล่นหน้าที่พัก คอยหลบแดดไปเรื่อยๆ อิอิ แต่ก็มีลมพัดเย็นสบายดี ก็พักผ่อนกันจริงๆ พรุ่งนี้เราจะไป ฟลอเรนซ์กันด้วยรถไฟ




Day14 1/09/05

วันนี้เราตื่นแต่เช้า หลังจากกินอาหาหารเช้าเสร็จก็ได้เวลาตอนแรกตั้งใจว่าจะไปรถไฟกัน แต่เปลี่ยนใจกระทันหัน ขับรถไปเองดีกว่า ออกจากบ้าน 9 โมงครึ่งแล้ว เราเลยบอกบาร์ทว่าไปทางด่วนกันดีกว่านะ แต่เค้าบอกว่าไปทางเล็กๆเหอะจะได้ชมวิวไปด้วย ก็เถียงกันอีก เพราะเราอยากไปให้ถึงเร็วๆ จะได้มีเวลาที่นั่นเยอะๆ สุดท้ายก็แพ้คนขับอ่ะ เซ็งๆๆ เพราะมีอยู่ช่วงนึงเป็นทางที่ต้องออ้อมขึ้นเขา แถมมาเจอรถบรรทุกเยอะอีก เลยขับเร็วไม่ได้ จะแซงก็แซงไม่ได้อีก เพราะทางมันแคบแล้วก็คดเคี้ยว แถมมีรถสวนมาตลอดเวลา อารมณ์เริ่มเสียแล้วล่ะ เพราะเราบอกแล้วมันก็ดื้อน่ะ สรุป กว่าจะคลานไปถึงก็เที่ยงกว่าแล้ว ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีเอามากๆเลย ไม่อยากดูอะไรแล้วอ่ะ เราก็นิสัยเสียด้วยล่ะ ถ้าเริ่มอารมณ์เสียเนี่ยจะพาลไปหมดเลย แล้วนานด้วย กว่าจะมาถึงเที่ยงกว่าแล้ว มชล ก็หิว เลยต้องแวะกินก่อนไม่งั้นจะเดินกันได้ไง แดดก็ร้อนเปรี้ยงเชียว ตกลงเข้าแม๊คโดนัลละกัน เร็วดี อืมกินเสร็จก็บ่ายโมงกว่าแล้วถึงได้เริ่มเดินกันได้น่ะ วันนี้อากาศร้อนมากๆ นักท่องเที่ยวก็เยอะมากมายจริงๆ

ฟลอเรนซ์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นทอสคานา ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำ Arno เมืองนี้อาจเรียกได้ว่ามีศิลปในยุค(หรือใช้คำว่าแนวก็ไม่รู้ อิอิ)เรเนซอง (renaissance)มากที่สุดในอิตาลี่ ไม่ว่าจะเป็น สิ่งก่อสร้าง อาคารหรืองานศิลปต่างๆ สถานที่ที่มีชื่อเสียงหรือเป้นที่รู้จักคือ โบถส์ Santa Maria del Fiore เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ.1296 โดยศิลปิน Brunelleschi ข้างๆโบถส์มีหอนาฬิกาสูงเด่น และ Baptisterium ซึ่งด้านหน้าจะมีประตูทองเหลืองที่มีชื่อเสียงมีชื่อว่า Gates of Paradise

เพราะฉะนั้น ที่แรกที่จะไปคือ Santa Maria del Fiore เมื่อเราไปถึง โอว ทำไมคนเยอะอย่างนี้ กะจะไปต่อแถวเข้าไปข้างใน แต่ไม่ไหว นานแล้วแถวยังไม่ขยับเลย เปลี่ยนใจ ยังไม่เข้าดีกว่า เดินไปที่อื่นก่อนแล้วก่อนกลับค่อยแวะมาแล้วกันแต่ขอแปะรูปไปทีเดียวเลยละกัน จะได้ไม่ขาดตอน

ตอนขากลับแวะเข้ามาดูในโบถส์ ถึงได้รู้ว่า ที่ช้าเพราะต้องตรวจอาวุธและความเรียบร้อยของการแต่กายด้วย มันถึงได้ช้ามากๆไง ผู้หญิง ถ้าใส่ขาสั้น เสื้อแขนกุด เจ้าหน้าที่ก็จะเอาผ้าพลาสติกมาให้คลุมทั้งตัวด้วย เออ แต่ลืมสังเกตุว่า ถ้าผู้ชายใส่ขาสั้นต้องคลุมด้วยป่าว อิอิ มาดูรูปกันเลยจ้ะ

Santa Maria del Fiore

ส่วนนี้คือ Facade



ส่วนนี้คือ Dome






The Battistero di San Giovanni ถ่ายมาแค่ด้านบน เลี่ยงนักท่องเที่ยวน่ะ



Gates of Paradise

Scenes on the Gates of Paradise (Lorenzo Ghiberti) :(รายละเอียดในภาพจากบนลงล่าง และ จากซ้ายไปขวา)
1. Adam and Eve 2. Cain and Abel
3. Noah 4. Abraham
5. Isaac with Esau and Jacob 6. Joseph
7. Moses 8. Joshua
9. David 10. Solomon and the Queen of Sheba.

ภายในของโบสถ์ Santa Maria del Fiore

ด้านหน้า


ด้านหลัง




Equestrian statue of Niccolò da Tolentino



The last Judgment under the dome


ถ่ายรูปกันนะ



จากนั้นเราเริ่มออกเดินไปเรื่อยๆ ตามแผนที่ไป จะได้เดินไม่มั่วและวกวนจนทำให้อารมณ์เสีย เพราะวันนี้อากาศร้อนจังเลย คนก็เยอะ เฮ้อ เอาล่ะสิ มชล เริ่มปวดฉี่แล้ว สองตามองหาป้ายห้องน้ำสาธารณะ ไอ้ช่วงไม่ต้องการกลับพบห้องน้ำบ่อย แต่พอจะใช้บริการ ทำไมมันหายากจากจังเลย มชล ก็เริ่มกระซิกๆ บิดไปบิดมาแล้ว ทนอีกนิดลูก ทนหน่อย พลันสายตาก็ไปเจอเข้ากับป้ายบอกทาง รีบเดินกันไป อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว ประมาณสองเมตรได้มั้ง แต่ไม่ทันการซะแล้ว เธอทนไม่ไหวจริงๆ เต้นเร่าๆแล้วร้องบอกว่า
"มาม่า มันจะมาแล้ววววววว"
บาร์ทเลยจับแวะไปหลบข้างมุมตึก แล้วปล่อยตรงทางเดินเลยอ่ะ วันนี้เธอใส่กระโปรงเลยง่ายหน่อย เผอิญใกล้ๆกันตรงนั้น ดันมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงวัยเลยกลางคนหน่อย อาจเป็นเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวมั้ง เพราะเห็นให้ข้อมูลหรือคุยกับนักท่องเที่ยวอยู่ แกก็ปราดมาชี้มือชี้ไม้ แล้วส่งภาษาอิตาเลี่ยนมาว่า
"โน่นๆ ห้องน้ำอยู่ตรงโน้น มาทำตรงนี้ได้ไง"(แปลไม่ออกหรอก รู้แต่คำว่าห้องน้ำๆ หุหุ แต่ก็แปลได้ประมาณนั้นล่ะ)
"ขอโทษทีเหอะ เห็นแล้วจ้ะ กำลังจะไป แต่ลูกฉันไปไม่ทันอ่ะ มันจะไหลแล้วนี่" (ตอบเป็นภาษาปะกิดไป)
"bla bla bla bla " หุหุ แล้วเธอก็ยังบ่นๆๆๆด้วยความไม่พอใจ ชี้มือชีไม้ให้เราไปห้องน้ำอีก เอ๊ะ จะไปทำไมเล่า ก็เสร็จแล้วอ่ะ เราก็ชักโมโหเหมือนกัน เลยส่งภาษาปะกิดไปอีก
"ก็ไม่ได้ตั้งใจนี่ อันนี้เด็กเล็กนะ แล้วก็ไม่ได้ตั้งใจด้วย ขอโทษแล้วยังจะไม่ยอมอีกเหรอ ฮึ"
แล้วก็สะบัดก้นสามคนพ่อแม่ลูกเดินจากยัยป้านี่มา จริงๆ มชล เพิ่งจะเลิกใช้แพมเพิร์สเมื่อตอนสามขวบนี่เอง(ส่วนอึน่ะบอกได้ตั้งแต่สองขวบครึ่งแล้ว) ไปหัดที่เมืองไทย พอกลับมาเนเธอร์แลนด์ได้สามอาทิตย์ เราก็ออกเดินทางไกลกันเลย ก็ต้องคอยถามกันตลอดทาง แต่ตอนนี้สบายแล้ว เริ่มอั้นได้แล้ว อิอิ




พ้นจากยัยป้ามาได้ เราก็มาถึง Palazzo Vecchio หรือ Palazzo della Signoria ในอดีตคือศาลาว่าการของเมืองนี้ เป็นอาคารสไตล์โกธิค (gothic) ชื่อเดิมคือ Palazzo della Signoria ผูปกครองฟลอเรนซ์ในสมัยแรกเริ่ม และมีอีกหลายๆชื่อ เช่น Palazzo del Populo, Palazzo dei Priori and Palazzo Ducale ซึ่งเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของผู้ปกครอง Arnolfo di Cambio คือผู้ริเริ่มก่อสร้างในปี 1299 และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1314 (ซึ่งตัวผู้เริ่มก่อสร้างนั้น ได้เสียชีวิตก่อนที่จะเสร็จในปี1302 ปัจจุบันนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำหรับแสดงผลงานของ Donatello, Mantegna en Pontormo



รอบๆ The Palazzo Vecchio จะมีคอลเลคชั่นรูปปั้นที่มีชื่อเสียง ซึ่งรูปปั้นที่รู้จักกันดีคือ "David" ของศิลปิน "Michelangelo" ซึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ The Palazzo Vecchio อันนี้เป็นรูปปั้นที่ทำจำลองขึ้นมาจากของจริง ซึ่งตั้งอยู่ที่ Galleria dell'Accademia


"David" ของศิลปิน "Michelangelo"


นอกจากนั้นก็ยังมีรูปปั้น Fontana del Nettuno หรือที่รู้จักกันในนาม Biancone ตั้งอยู่กลางจตุรัส ด้านขวามือของพิพิธภัณฑ์ ทางด้านซ้ายก็จะมีระเบียงโล่งมีหลังคา ตรงนี้ก็จะมีรูปั้นมากมาย รูปอะไรมั่งอันนี้เราก็ไม่ได้ใจมากนัก


Fontana del Nettuno หรือ "Biancone"





Perseus


ถัดจาก The Palazzo Vecchio ก็จะเป็น Uffizi Gallery เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวบรวมผลงานด้านศิลปะซึ่งได้ชื่อว่าเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึงในโลก

อาคาร

ด้านข้างทั้งสองคือ Uffizi Gallery







รอคิวเข้าชม Uffizi Gallery


จากตรงนี้ เราเดินต่อไปเพื่อจะไปยังจุดที่น่าสนใจ คือ สะพาน Ponte Vecchio ซึ่งเป็นสะพานเก่าแก่สร้างข้ามแม่น้ำ Arno ตัวสะพานเป็นสไตล์ Romeinse บนสะพานนี้จะมีร้านขายเพชรขายทองอยู่ทั้งสองฝั่ง


สะพาน Ponte Vecchio



ทางเดินไปสู่สะพาน


บรรยากาศบนสะพาน








ภาพนี้ดูไปดูมาเหมือนภาพวาดเลย




จากนั้นเราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ไปยังโบถส์ Santa Croce ถือได้ว่าเป็นโบถส์ในสไตล์โกธิค (gotische)ที่สวยที่สุดในอิตาลี่ และเป็นโบถส์นึงที่ใหญ่ที่สุดในฟลอเรนซ์ สร้างในปี ค.ศ.1294 โดยสถาปนิกชื่อ Arnolfo di Cambio


โบถส์ Santa Croce



ถ่ายรูปมั๊ย




เกือบจะหมดแรงกันแล้วล่ะ อืมร้อนมากๆเลย เดินมาถึงพระราชวัง The Palazzo หรือ Pitti Pitti Palace เป็นอาคารสไตล์ Renaissance ตั้งอยู่ทางด้านไต้ของแม่น้ำ Arno ไม่ไกลจากสะพาน Ponte Vecchio เท่าไหร่ เจ้าของเดิมคือนักการธนาคาร Luca Pitti ในค.ศ. 1458 ภายหลังถูกขายให้กับตระกูล Medici ในปี 1549 โดยใช้เป็นที่พักของตระกูล
ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในแกลลอรี่ที่แสดงผลงานศิลปที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนึง

The Palazzo Pitti

The Palazzo Pitti




จากตรงนี้ เราก็ไม่ได้เข้าไปดูข้างในอีกเช่นเคย แล้วตอนนั้นก็ประมาณบ่ายสามแล้ว เลยเดินกลับไปยังโบถส์ Santa Maria del Fiore เพื่อจะเข้าไปข้างในโบถส์ ก็ได้เข้าไปดูสมใจ สี่โมงเย็นแล้วก็ตัดสินใจกลับกันดีกว่า เพราะเหนื่อยเหลือเกิน กะว่ากลับเร็วจะได้ไปพักเอาแรงที่บ้าน ที่ไหนได้ พอพ้นเมืองออกมารถติด ติดไป 2 ชั่วโมง เพิ่งคลานไปได้ 3-4 กิโลเองง่ะ ติดตลอดทางเลย สรุปวันนั้นเราถึงบ้านกันสองทุ่มน่ะ ไม่สนใจทำกินแล้ว ไปหากินในแคมป์นั่นล่ะ


รูปปั้นใครก็ไม่รู้ เดินผ่านมาเห็น ชอบก็เลยถ่ายมาอ่ะ





เฮ้อ จบไปอีกตอนแล้ว เหลืออีกตอนนึงได้นะ จะรีบรวบรัดตัดตอนให้จบๆซะที




 

Create Date : 20 มกราคม 2549    
Last Update : 20 มกราคม 2549 16:05:53 น.  

1  2  3  4  
jeab&michelle
Location :
ตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






บล๊อคของคนชอบเที่ยวค่ะ พาลูกตระเวนเที่ยวไปทั่ว จนเดี๋ยวนี้ลูกก็ติดเที่ยวด้วยแล้วเหมือนกัน
หนังสือเราเองค่ะ

เที่ยวเนเธอร์แลนด์บายเจี๊ยบ

Promoot jouw pagina ook

web page hit counter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jeab&michelle's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.