หนีลูกไปเที่ยว London ตอนจบแล้วจ้ะ


Day 5 14/12/05

แล้วก็มาถึงวันที่เราจะต้องเดินทางกลับบ้านกันแล้ว เครื่องออกตอนสี่โมงเย็น เราก็เลยมีเวลาที่จะเดินเที่ยวได้อีกนิดหน่อย ถ้าติดตามมาตั้งแต่ตอนแรกอาจงง เอ๊ะ ก็มาเรือแล้วไหงกลับเครื่องบิน ก็เพราะขามานั้นหมอกลงจัดเครื่องขึ้นไปได้ เราก็ยกเลิกเฉพาะขามาแต่ขากลับไม่ได้ยกเลิกไง

ก็ตื่นกันแต่เช้าแล้วก็คิดว่าจะเอาไงดี จะเช็คเอาท์แล้วฝากกระเป๋าไว้ก่อนดีมั๊ย หรือจะลากกระเป๋าเดินท่อมๆไปด้วย แต่ดูแล้วไม่ค่อยจะสนุกเลย สุดท้ายก็ไม่ฝากกระเป๋า ลากไปด้วยนี่แหละ จะได้ไม่ต้องกังวลกลับมาเอากระเป๋าอีก ดีนะที่ใบมันเล็กเลยดูไม่เป็นยัยบ้าหอบฟางเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

เนื่องจากมันยังเช้าอยู่เราก็เลยเข้าลากกระเป๋าเข้าไปเดินเล่นในสวนไฮด์ปาร์ค แล้วก็หากาแฟกับแซนด์วิชนั่งกินกันในสวนนี่แหละ นึกว่าจะมีแต่เรานะที่ลากกระเป๋าเดินกัน มีนักท่องเที่ยวคนอื่นเค้าก็ทำแบบเราเหมือนกันด้วยล่ะ พักผ่อนชมนกชมไม้กันไปจนพอใจ ก็มุ่งหน้าไปยัง Burlington Arcade อยู่ใกล้ๆ Piccadily Circus





ทำไมต้องไปที่ Burlington Arcade ล่ะ ทั้งๆที่ย่านช๊อปปิ้งตรงนี้มีขนาดเล็กนิดเดียวเองอ่ะ สั้นๆแค่ช่วงถนนเดียวเอง ก็เพราะมันสไตล์ผู้ดีเก่าอังกฤษประมาณนั้นมั้ง ข้างหน้าทางเข้าจะมียาม 2 คน ที่แต่งตัวเต็มยศให้ความรู้สึกเหมือนกับไปอยู่ในสมัยท่านลอร์ดอะไรประมาณนี้แหละ คอยดูตรวจตาความเรียบร้อยของผู้ที่จะเข้าไปเดินในนั้น เค้าจะห้ามร้องเพลง ห้ามผิวปากหรือทำเสียงดัง เดินสบายๆไม่ต้องเร่งรีบประมาณนั้น "No hurrying,please"




นี่ไงผู้คุมซอย












จากที่นี่เราก็เดินออกมาทางด้านท้ายซอยแล้วก็มาโผล่ที่ Old Bond Street ตรงนี้จะมีร้านจิวเวอร์ลี่ชื่อดังเช่น Asprey, Tiffany และ Cartier นอกจากนั้นแถวนี้ก็ยังเป็นย่านสำนักงานของบริษัทต่างชาติเยอะแยะ รวมถึงร้านทอปดีไซน์เนอร์ทั้งหลายแหล่ เห็นมีการบินไทยของเราด้วยล่ะ ตอนนี้เราก็เดินเรื่อยเปื่อยกันแล้ว เพราะใกล้เวลาจะต้องไปสนามบิน








Cartier












จากที่นี่เราต้องนั่งรถไฟไปสนามบินชั่วโมงกว่าๆ ก็ไปกินกลางวันกันที่สนามบินแม้ไม่ใช่สนาบินฮีทโธร์แต่ก็ใหญ่โตโอ่อ่าเชียว ต้องนั่งรถไฟหรือรถรางประมาณนั้นล่ะไปที่ประตูขึ้นเครื่องด้วย หลังจากที่เราเช็คอินแล้วเราก็เข้าไปเดินเล่นในดิวตี้ฟรีกัน ได้ถุงเท้า ผ้าพันคอและหมวกกันหนาว Bob the Builder การ์ตูนโปรดมาให้ มชล ด้วย แต่ของตัวเองไมได้อ่ะ เป็นงี้ทุกทีเลย

วันนั้นเครื่องดีเลย์นิดหน่อย แต่ยังดีที่ไม่ยกเลิก ไม่งั้นคงได้นอนที่สนามบินแน่ๆเลย แล้วก็จบการเดินทางอีกครั้งนึงแล้ว รอคอยการเดินทางที่กำลังจะมาถึงใกล้ๆนี้ต่อไป ขอจบด้วยสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสัญญลักษณ์อีกอย่างนึงของลอนดอน คือรถแท๊กซี่รูปร่างป้อมๆ มีหลากหลายสี สีแดงก็มีแต่จับภาพไม่ได้ซักที แล้วก็ตู้โทรศัพท์สีแดงแรงฤทธิ์ค่ะ










 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2549 19:24:44 น.
Counter : 444 Pageviews.  

หนีลูกไปเที่ยว London ตอนที่ 4



Day 4 13/12/05

หลังจากเมื่อวานเราเดินกันแบบมาราธอนแล้ว วันนี้ก็เลยกะจะเดินกันแบบสบายๆมั่ง รายการวันนี้คือ โบสถ์เวสมินสเตอร์ (Westminster Abbey) แล้วก็ห้าง Harrods สองที่นี้ต้องไปให้ได้ แล้วจากนั้นค่อยว่ากัน หุหุ ออกจากโรงแรมมาแล้วก็จัดการอาหารเช้า เรียบร้อยแล้วเราก็ออกทัวร์ จับสองแถวเอ๊ยไม่ใช่ ลงไปขึ้นรถไฟใต้ดินมุ่งหน้าไปยัง Westminster Abbey กันเลย

เรามาถึงประมาณ 10 โมงเช้ากว่าๆ คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ก่อนอื่นต้องเสียค่าเข้าชมด้วยคนละ 6 ยูโร แล้วก็ห้ามถ่ายรูปด้วยอ่ะ เซ็งเลยอ่ะ แต่ความที่อยากได้ภาพไว้เป็นที่ระลึกก็เลยต้องจำใจยอมซื้อหนังสือเอา ปกติจะซื้อเป็นโปสการ์ด แต่แบบว่าข้างในนั้นใหญ่มากแล้วก็มีหลายๆส่วน เลือกไม่ถูกว่าจะซื้ออันไหนดี เลยซื้อเป็นหนังสือมากอดไว้ หุหุ ได้ภาพจุใจดี

สถานที่แห่งนี้สร้างโดย King Edward the Confessor เริ่มสร้างมาตั้งแต่ปี 1605 แล้วก็มีการสร้างขยายเพิ่มเติมมาเรื่อยจนถึงปี 1844 สถานที่แห่งนี้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ในราชวงศ์ รวามทั้งเป็นที่ฝังศพของราชวงศ์รวมถึงบุคคลสำคัญๆของประเทศ เช่นผู้นำหรือนายทหารคนสำคัญ รวมถึงนักคิดนักเขียนที่สำคัญๆด้วย

ภายในนั้นก็จะมีการแบ่งเป็นส่วนต่างๆ เช่นห้องที่เก็บพระศพของแต่ละพระองค์นั้นก็จะมีการสร้างแท่นหรือเตียงแบบโบราณ แล้วก็รูปปั้นของเจ้าของนอนบนเตียงไว้ด้วย สวยดีนะ ไม่น่ากลัวเลย ไม่รู้จะบรรยายยังไง เอาเป็นว่า ถ้าอยากเห็นภายในลองไปชมได้ที่เวปนี้เลยค่ะ Westminster Abbey เราใช้เวลาที่นี่นานพอสมควร เพราะว่ากว้างมาก วันนี้เราไม่รีบร้อนเท่าไหร่ อีกอย่างไกด์ส่วนตัวเธอจะสนใจดูรายละเอียดในส่วนที่เป็นที่ฝังศพของบรรดาผู้นำของประเทศ รวมถึงนายทหารที่สำคัญๆมากๆ แล้วก็มักจะเรียกเราไปดูด้วย ไอ้เราก็เฉยๆอ่ะ ไม่ค่อยจะตื่นเต้นไปกับเธอซักเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ

จบจากที่นี่แล้วเราจะไปนั่งเล่นกันที่ St. James Park กันซักนิดพอให้หายเมื่อยขา


Westminster Abbey ทางเข้าด้านทิศเหนือ





ด้านส่วนที่เป็นสวน



อีกมุมนึงในสวน



ตรงนี้เป็นสวนเหมือนกัน แต่ห้ามเข้า แอบถ่ายรูปมา ฮ่าๆๆ อันนี้น่าจะถ่ายได้นะ เพระว่าไม่ได้อยู่ในตัวโบสถ์แต่ออกมาตามโถงทางเดินน่ะ



Westminster ด้านทิศตะวันตก






จากนั้นเราก้มาดูแผนที่ต่อว่าจะไปทางไหนดี จะเดินหรือจะขึ้นรถ แต่แววเดินเนี่ยมากกว่า หุหุ เป้าหมายของเราต่อไปคือห้างแฮร์รอด ดูแผนที่แล้ว มันไกลจังเลย ขึ้นรถไฟดีกว่า แต่ไกด์บอกว่า นี่ๆมันต้องผ่าน St.James Park แล้วก็ Buckingham Palace ด้วยนะ เราน่าจะเดินนะ จะได้ชมสวนด้วย แล้วก็เผื่อเธออยากจะถ่ายรูปพระราชวังอีกไงล่ะ แล้วเธอก็บอกไม่ไกลหรอก เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พักแล้วกัน เราก็เออๆก็ได้วะ ความที่อยากถ่ายรูปก็เลยตกลงเดิน จริงๆการเดินเนี่ยมันดีนะ ทำให้เราได้เห็นได้สัมผัสอะไรแบบละเอียดดี อยากหยุดเก็บภาพเมื่อไหร่ก็ทำได้ ใจน่ะชอบนะ แต่ขาเรามักจะไม่ค่อยยอมเปนใจไปกับเราเลยอ่ะ

เอาเหอะ ไงก็เดินเรื่อยเปื่อยมาถึงจนได้ แม้จะเป็นหน้าหนาว แต่สวน St.James Park และที่อื่นๆ ต้นไม้ก็ยังคงมีใบไม้ให้เห็นอยู่มั่ง สีสันเหลืองแดงสวยดี ไม่ได้ร่วงหล่นซะจนโกร๋น และก็ยังดูร่มรื่นน่าพักผ่อนอยู่ มีเจ้าสัตว์ประจำสวนเช่น นกต่างๆ หงส์ แล้วก็เป็ดเริงร่าเล่นน้ำ หาอาหารให้ดูเพลินตา แถมยังมีกระรอกด้วยนะ เยอะมากๆเลย มันออกมาวิ่งเล่นกันยั้วเยี้ยเชียว ดูจะเชื่องมากๆด้วย

ภาพภายใน St.James Park
















เก็บภาพ Queen Victoria Memorial หน้าพระราชวังมาอีก


ช่วงนี้ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆแล้ว ก็เริ่มมองหาที่กินดีกว่า ก็เลยไปตั้งต้นกันที่สถานีรถไฟ Victoria กันดีกว่า เป็นสถานีใหญ่ คาดว่าแถวนั้นคงจะมีร้านอาหารล่ะ แล้วก็ไม่ผิดหวัง บริเวณนั้นก็เป็นย่านสำนักงานเหมือนกัน สังเกตุเอาจากการแต่งตัวของคนแถวนั้นล่ะ จะเป็นแบบหนุ่มสาวออฟฟิสก็เยอะ ก็เลยมีร้านอาหารเยอะแยะ มีร้านไทยด้วยล่ะ แต่ไม่เข้าอ่ะ ดูมันหรูหรามากเลย ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว เดินหาไปเรื่อยๆ แล้วก็มาเจอเอาร้านอาหารจีนชื่อ Noodel Noodel เขียนงี้ป่าวก็ไม่แน่ใจ เป็นร้านตามสั่งเหมือนบ้านเราน่ะ มีเทคอะเวย์ด้วย มีหน่มสาวชาวออฟฟิศนั่งอยู่เต็ม น่าจะใช้ได้ ราคาก็ไม่แพงจนเกินไป เลยเข้าร้านนี้ล่ะ อาหารน่ากินมากๆเลย แต่จานใหญ่ไปหน่อย (แอบดูของโต๊ะอื่นๆ อิอิ) เราสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำได้ชามโต บาร์ทสั่งก๋วยเตี๋ยวผัดๆนี่แหละ อร่อยไม่ผิดหวังเลย

เติมพลังงานกันแล้วก็ออกลุยต่อ แต่มีขอร้องว่าขอใช้บริการรถไฟใต้ดินเหอะ อยากเก็บพลังงานไว้เดินในห้างแฮร์รอดอ่ะ ก็ห้างนี้น่ะเค้าว่าใหญ่โตและหรูหรามากๆ ใครเป็นเจ้าของห้างนี้คิดว่าหลายๆคนก็คงรู้ ก็ผ่านเลยไปดีกว่า ห้างนี้มีทั้งหมดเจ็ดชั้นด้วยกัน มีแผนกสินค้าต่างๆมากมายถึง 300 แผนก ตามหนังสือเค้าบอกว่าส่วนที่น่าสนใจและมีชื่อเสียงมากก็คือแผนกอาหาร หรือ Food Hall แน่ล่ะเราก็ไม่พลาดเหมือนกัน

ใครจะเข้าไปห้างนี้วันนั้นคงต้องแต่งตัวให้ดูเรียบร้อยหน่อยแล้วกันนะคะ แบบประเภทกางเกงยีนส์ขาดๆ ลากฟองน้ำหรือรองเท้าแตะแล้วก็สะพายเป้ใบโตๆเนี่ย ระวังจะไม่ได้เข้า เพราะเค้ามีพนักงานรักษาความปลอดภัยที่แต่งตัวเนี๊ยบคอยดูแลอยู่หน้าห้างค่ะ อันนี้ก็เผอิญอ่านเจอจากหนังสือท่องเที่ยวค่ะ แต่เรื่องจริงจะเป็นไงนั้นไม่แน่ใจ ถ้าเรามีเวลาอยู่ที่นั่นนานๆ อาจจะลองดูเหมือนกัน ฮ่าๆๆ วันนั้นเราก็แต่งตัวปกติค่ะ แล้วบาร์ทก็ไม่ได้ถือกระเป้ใบโตไปด้วย เราเลยผ่านเข้าไปได้สะดวกโยธิน

เข้าไปข้างในเราก็เจอเข้ากับบรรยากาศแบบอียิปต์ๆ (ยังไม่เคยไปหรอกค่ะ คุณยิปต์เน่ย ก็อาศัยดูตาม ทีวีเอาน่ะ)ของตกแต่งแต่ละอย่างก็ดูมันเทอะทะมหึมาในสายตาเราอ่ะนะ หรือว่าเราไม่มีเทสก็ไม่รู้ หุหุ ถ้าไม่อยากเดินหลงก้ขอแผนที่ของห้างได้ที่ประชาสัมพันธ์นะคะ แต่สำหรับเราไม่ขอค่ะ ไม่ใช่เก่ง แต่ว่าอยากเดินดูมันไปเรื่อยๆ อ้อ รู้สึกจะมีมุมนึงที่จัดไว้สำหรับการรำลึกถึงเจ้าหญิงไดอานากับนาย Dodi al Fayed ด้วย แต่เราหาไม่เจอ ฮ่าๆๆ เลยไม่ได้เห็นเลย สมน้ำหน้าตัวเองอยากไม่เอาแผนที่

ก็เค้าบอกว่าแผนกอาหารน่ะมีชื่อเสียง เราก็ต้องรีบไปดูก่อนสิ อืม คนเยอะจริงๆ เยอะมากๆด้วย มีตั้งแต่ผักผลไม้ ยันเนื้อสัตว์ อาหารทะเล กาแฟหลากหลายชนิด คุ๊กกี้ ช๊อคโกแลต โอยเยอะแยะไปหมด มีส่วนที่เป็นอาหารตามสั่งด้วย แบบนั่งกินที่เคาท์เตอร์น่ะ เราก็เดินดูไปเรื่อยๆ อยากซื้อของที่ระลึกซักชิ้น ให้ได้ชื่อว่า ชั้นซื้อของจากห้างนี่เชียวนะเฟ้ย ฮ่าๆๆๆๆ เลือกอยู่นานมาก พนักงานรักษาความปลอดภัยมันคงเหล่เราเหมือนกัน ยัยนี่จะมาขโมยของอ๊ะป่าว ก็เป็นอันว่าได้เจ้าคุ๊กกี้ที่อยู่ในกระป๋องทรงกลมสีแดงลายหมี มีป้ายแฮร์รอดติดมาด้วย ราคา 4.50 ปอนด์ ที่เลือกนานเนี่ยก็เอาที่มันถูกสุดๆไง

จบจากแผนกอาหารแล้วก็เดินไปแผนกต่างๆเรื่อยเปื่อย สำหรับเราก็งั้นๆอ่ะนะ ห้างมันใหญ่โตก็จริง แต่ของก็เหมือนๆกับที่อื่นแหละ เพียงแต่ติดตราห้างเข้าไปเลยยิ่งแพงหนัก การจัดวางสินค้าก็ไม่ได้แตกต่างจากห้างบ้านเราหรอก เผลอๆห้างที่บ้านเราสวยกว่าอีกนะ ก็ทนเดินอยู่พักนึงก็ออกมาสูดอกาศภายนอกดีกว่า เพราะข้างในมันอึดอัดน่ะ จะเป็นลม อ้อ กั่กๆๆๆ ขอขำก่อน ห้างมันอยากใหญ่โตหรูหรามีชื่อเสียงมากนัก เลยได้ไปฝากรักจู๊ดๆๆ ในห้องน้ำอันแสนหะรูหะราตั้งสองครั้งแน่ะ อันนี้เนี่ยปกติเราจะไม่เคยเป็นแบบนี้ที่ไหนเลยนะ เพิ่งมีที่นี่แหละ ที่มันปวดจนทนไม่ได้น่ะ




หน้าร้านที่ห้างแฮร์รอด เทศกาลคริสต์มาส






ออกจากห้างมาได้ก็มืดแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งจะแค่สี่โมงเย็นเองนะ จากนี่เราจะไป Royal Albert Hall กันต่อ ก็เดินอีกตามเคย เพราะสถานีรถไฟใกล้กับที่เราจะไปนั้นมันไม่มี ก็เลยเดินดีกว่า ดูแผนที่มันก็ไม่ไกลเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงมันไกลจังเลย อาจเป็นเพราะเราคงเดินมาทั้งนั้น แล้วก็เหนื่อยด้วยมั้ง กว่าเราจะไปถึง มันก็มืดตื๋อเลย ภาพที่ถ่ายออกมาก็เลยไม่ได้อย่างใจเอาซะเลย ความจริงเรื่องถ่ายรูปเนี่ย เราก็กดเป็นอย่างเดียว ปรับอะไรก็ไม่ค่อยจะเป็นกะเค้าหรอก ถ่ายไม่ดีก็โทษนั่นนี่ไปตามเรื่อง หุหุ

Royal Albert Hall เป็นอาคารรูปทรงกลมขนาดใหญ่ เป็นที่จัดแสดงคอนเสิร์ต สร้างขึ้นในปี 1871 โดย Prince Albert จุผู้ชมได้ถึง 8000 คน นอกจากคอนเสิร์ตแล้วก็ยังใช้เป็นที่จัดการแสดงอื่นอีก เช่น การแสดงละครจัด การชิงแชมป์มวย
อ้อ ระหว่างเดินมาที่นี่ก็มีการหลงทาง ไปที่ผิดกันค่ะ เพราะไกด์นำทางคิดว่าเราจะไปพิพิธภัณฑ์ Victory&Albert ค่ะ เธอเลยพาเราเดินไปที่นี่ แต่เราบอกไม่ใช่นะ ชั้นจะไป Royal Albert Hall ก็เลยมาถึงช้าด้วยประการฉะนี้แล คนบอกแล้วว่าไม่ถูกโรคกับมิวเซียม แล้วตูจะมาทำไมล่ะ


Royal Albert Hall



Royal Albert Hall



Prince albert


ส่วนภาพด้านล่างสองภาพนั้นเป็นตึกอะไรก็ไม่รู้ ลืมแล้วล่ะ ได้ภาพเพราะเดินหลงทาง




จากนั้นเราก็เดินกลับไปที่แฮร์รอดเพื่อไปขึ้นรถไฟไปย่านโซโห ไปหาข้าวเย็นกินกัน ทำไมต้องไปแต่ย่านนี้ ก็เรากินได้แต่อาหารจีนแล้วก็ไทยเท่านั้นน่ะ อาหารฝรั่งก็อยากจะกินนะแต่กินไม่ได้ กินทีไรก็จะอ๊อกทุกทีเลยนี่ ไปไหนแต่ละทีเราก็เลยมักจะมีปัญหากะการกินนี่แหละ เพราะถ้ากินไม่ได้มันก็เหนื่อยก็จะเที่ยวไม่สนุกแล้วล่ะ แล้วก็มักจะต้องได้กัดได้จิกกับคนร่วมทางทุกทีเลย คราวนี้ก็ไม่พลาดค่ะ ก็กัดก็จิกกันเรื่องที่กินนี่แหละ ยังไม่มีทริปไหนเลยนะที่ไม่เคยไม่ทะเลาะกันเนี่ย สรุปวันนั้นเราก็ชนะอีกตามเคย เข้าร้านอาหารจีนตามสั่ง งงมั๊ย ทุกร้านก็ต้องสั่งทั้งนั้นแหละ ถึงจะได้กิน แต่หมายถึงว่า ร้านที่มันตามสั่งแบบบ้านเราไง ไม่ใช่ภัตาคารหรูหราที่ต้องเข้าไปนั่งเก๊กท่า เข้าไปแล้วก็สั่งๆมากิน ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไรมากมายน่ะ ก็สั่งผัดไทยมากิน ฮ่าๆๆๆ แอบมองของคนอื่นแล้วล่ะ หน้าตาใช้ได้ เลยสั่งมากิน ก็ใช้ได้นะ ยังรู้ว่ากินผัดไทยน่ะ ไม่เหมือนคราวก่อนที่ซูริค อันนั้นแม้แต่วิญญาณผัดไทยยังไม่มีเลย จนอยากจะเข้าไปว่าเจ้าของร้านที่ทำอาหารไทยเราเสียชื่อหมด

ออกจากร้านอหารเห็นว่ามันยังไม่ดึกเกินไป แล้วพรุ่งนี้เราก้ต้องกลับกันแล้ว ก็เลยไปเดินที่ Shepherd's Market อยู่ใกล้ๆกับถนน Piccadilly ในย่าน Mayfair ร้านค้าที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นร้านเล็กๆ มีผับในบรรยากาศเก่าๆ ร้านสแน๊คบาร์ คล้ายๆกับร้านเล็กๆในสยามสแควร์บ้านเราก็น่าจะได้ เดินๆได้ซักพักก็กลับที่พักกัน พรุ่งนี้ต้องกลับบ้านแล้ว เวลานี่มันเร็วจังเลยนะ


Shepherd's Market







เห็นม้าหมุนแล้วคิดถึง มชล ถ้ามาด้วยคงต้องได้นั่งหลายรอบเลย


แม้พรุ่งนี้จะกลับแล้ว แต่ก่อนกลับก็ยังมีภาพมาเก็บตกมาให้ดูกันอีก ก็เครื่องมันออกเย็น ยังมีเวลาเดินได้อีกหน่อยนะ ฮ่าๆๆ ตอนหน้าก็จบแล้วค่ะ





 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2549 3:41:56 น.
Counter : 488 Pageviews.  

หนีลูกไปเที่ยว London ตอนที่ 3



Day 3 12/10/05

วันที่สามของการเดินทางแล้ว วันนี้เราตื่นกันแปดโมงครึ่ง เช้านี้ท้องฟ้ามัวซัว มีฝนพรำนิดหน่อย โชคดีที่พอสายๆท้องฟ้าก็เริ่มแจ่มใสเป็นระยะๆ ออกไปหาอะไรกินแถวๆที่พัก แล้วเราก็เริ่มออกชมเมืองกัน วันนี้เราจะไป The Tower of london , Tower Bridge และย่านธุรกิจที่อยู่ในส่วนของ City of London

เรานั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Tower Hill วันนี้ระหว่างนั่งรถไฟเราก็ดันเกิดพะอึดพะอม เหมือนเมารถน่ะ เอาซูกัสขึ้นมาเคี้ยวก็แล้ว งัดยาหม่องน้ำสีเหลืองๆมาดมก็แล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น ฝรั่งตรงข้าก็มองใหญ่ ยัยคนนี้เอาอะไรมาดมฟะ ฮ่าๆๆ เหลืออีกไม่กี่ป้ายก็จะถึง แต่ว่าไม่ไหวแล้ว บอกบาร์ทลงเหอะไม่งั้นฉันอ้วกแน่ๆ พอประตูเปิด ลงรถได้ก็โล่งขึ้นเยอะเลย เจอลมพัดมาทำให้สดชื่นขึ้น คงเป็นเพราะข้างนอกมันหนาวแล้วเราก็ใส่เสื้อผ้าเต็มยศ พอขึ้นมาบนรถมันก็อบอ้าวเหลือเกิน มันก็เลยจะตายเอาน่ะซี นั่งพักแป๊บนึงก็ไปต่อได้ค่ะ เฮ้อเกือบไปแล้ว ดีนะที่อุดปากตัวเองไว้ทัน หุหุ

พอเริ่มดีขึ้นก็นั่งรถไฟต่อไปยังจุดหมายได้ค่ะ ลงจากรถไฟขึ้นมาด้านบน ข้างหน้าก็จะเห็น Tower of London ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้า จัดแจงถ่ายภาพทันที แต่ภาพที่เห็นมันไม่ได้ดังใจเล๊ย ก็ท้องฟ้ามัวๆ แล้วก็รถเยอะจังเลย ภาพที่ได้ก็เลยเป็นแบบนี้ล่ะ


The Tower of London




ส่วนภาพด้านล่างนี้เป็นด้านตรงข้ามกับหอคอย (เรียก Tower of London ว่าหอคอยก็แล้วกันนะ)วิวที่เห็นมันตัดกันดีน่ะ สิ่งก่อสร้างแบบเก่า ตั้งคู่กับอาคารสำนักงานในย่านธุรกิจ ที่จริงมันไม่อยู่ใกล้กันหรอกนะ ตึกเก่าอยู่ใกล้กับหอคอย แต่เจ้าอาคารใหม่นี้มันอยู่ไกลไปอีก



เก็บภาพจนพอใจ เราก็เดินข้าถนนเพื่อจะเข้าไปในหอคอยกัน ค่าเข้าชมก็ ผู้ใหญ่คนละ 11.30 ปอนด์ เด็ก 7.50 ปอนด์ ด้านหน้าทางเข้าเนี่ย จะมีทหารใส่ชุดโบราณ Yeomen Warders of Her Majesty's Royal Palace and Fortress the Tower of London หรือเป็นที่รู้จักในนาม "The Beefeaters"ในสมัยก่อนก็ถือว่าเป็นคนที่เฝ้าหรือดูแลตรวจตราหอคอย ปัจจุบันนี้หน้าที่หลักก็เป็นไกด์ บรรยายให้เราฟังด้วย จะเดินตามเค้าก็ได้แต่ต้องรอให้เป็นกลุ่มใหญ่พอประมาณ แต่ถ้าอยากจะเดินดูเองก็ได้ตามสะดวก อยากดูรายละเอียดก็ตามไปดูได้
คลิ๊กที่นี่

เอาประวัติมาแปะไว้นิ๊ดนึง The Tower of London สร้างขึ้นใสมัยที่ Willem I เป็นกษัตริย์ เพื่อใช้เป็นพระราชวังและป้อมปราการป้องกันกรุงลอนดอน มีการขุดคูคลองล้อมรอบปราสาทเพื่อป้องกันระหว่างกำแพงชั้นในและนอก และในช่วงต่อมา ได้ใช้เป็นที่คุมขังนักโทษที่เป็นเจ้านายชั้นสูง ปัจจุบันใช้เป็นที่เก็บมงกุฎและของใช้ส่วนพระองค์ของกษัตริย์และพระราชินี ซึ่งเปิดให้เข้าชมได้

ใน Tower of London มีส่วนอาคารที่เรียกว่า White Tower หอคอยสีขาว ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ และมีหอคอยที่มีชื่อว่า Bloody Tower (หอคอยเลือด) เป็นจุดควบคุมประตูน้ำเข้า-ออก (เดิมมีชื่อว่า Garden Tower เพราะอยู่ใกล้สวน) ซึ่งเป็นสถานที่ที่คุมขังเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดวัย 12 ชันษาและพระอนุชา ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะ เมื่อกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4 สวรรคต ริชาร์ดดยุคแห่งกลาวเสตอร์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาได้นำเจ้าชายทั้งสองไปขังไว้ที่หอคอยแห่งนี้ และได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ริชาร์ดที่ 3 หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นเจ้าชายทั้งสองอีกเลย ซึ่งคาดว่าอาจจะเสียชีวิตที่หอคอยเลือดนี้แล้ว จบประวัติแค่นี้ดีกว่า


The Traitors Gate หรือ Water Gate อยู่ติดกับแม่น้ำเทมส์ เป็นทางเข้าของนักโทษที่สำคัญๆ



ด้านหน้าที่เห็นคืออาคารที่เก็บมงกุฎพระราชินีและสมาชิกในราชวงศ์ ส่วนด้านขวามือคือตึกWhite Tower



ลานข้าง White Tower เป็นที่อยู่ของอีกาสีดำตัวโตที่เรียกว่า Raven มีคำกล่าวที่ว่า หากอีกาหายไปจากลานนี้เมื่อไหร่ก็จะถึงเวลาล่มสลายของราชวงศ์



เจ้าตัวนี้แหละที่เรียกว่า Raven



White Tower เป็นที่ประทับของกษัตริย์และสมาชิกในราชวงศ์ของอังกฤษ เป็นทั้งที่ตั้งของศาลและที่ทำการของรัฐบาลด้วย


เข้าไปดูข้างใน White Tower เข้าไปชั้นแรกก็จะเจอกับ Chapel of the Evangelist เป็นโบสถ์โรมันที่ถือว่าสวยที่สุดในลอนดอน (หนังสือเค้าว่างั้นอ่ะ) ชั้นต่อไปก็จะเป็นที่แสดงอาวุธปืนต่างๆและดินปืน


Chapel of the Evangelist


ภาพต่อไปนี้เดากันได้ป่าวว่าเป็นอะไร ฮ่าๆๆๆ

มันคือห้องสุขาหรือห้องส้วมจ้า ฮ่าๆๆ ช่างถ่ายภาพมาจริงๆยัยคนนี้นี่



บรรดาม้าต่างๆ



อาคารที่เก็บรักษามงกุฎของพระราชินีและสมาชิกในราชวงศ์



Tower Green อาคารด้านข้างหอหอยเลือด เป็นสถานที่คุมขัง Lady Jane Grey ซึ่งมีอายุแค่ 16 ปีในตอนนั้นและเป็นพระราชินีได้เพียงแค่ 9 วัน และต่อมาก็ได้ถูกสังประหารชีวิต และ Katharine Howard พระชายาคนที่สองของกษัตริย์ Hendrik ที่ 8


ออกจาก Tower of London แล้วเราก็เดินไปดูสะพาน Tower Brige ซึ่งอยู่ใกล้ๆกันนั่นเอง สะพานนี้ออกแบบโดยHorace Jones เริ่มสร้างในปีค.ศ. 1886ใช้เวลาสร้างรวม 8 ปี สะพานนี้สามารถเปิดให้เรือใหญ่ผ่านได้ อยากขึ้นไปชมวิวด้านบนก็ได้เลยค่ะ เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 9.30-18.00 ผู้ใหญ่ 4.50ปอนด์ เด็กอายุตั้งแต่ 5-15ปีคนละ 3 ปอนด์ แต่ถ้าจะเข้าไปชมมิวเซียมที่อย่ที่หอคอยด้านบนด้วย ก็จะเป็นอีกราคานึงค่ะ ผู้ใหญ่ 5.50 ปอนด์ เด็ก 3.50 ปอนด์ ทีนี้ก็มาชมภาพสะพานได้เลยหลากหลายมุม













จากสะพานเราก็ชื่นชมวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย มีตึกรูปทรงแปลกๆให้ดูด้วย เดินดูจนเมื่อยขา ท้องเริ่มร้องจ๊อกๆแล้ว ก็จะไม่ร้องได้ไง มันบ่ายโมงกว่าแล้วนี่นา ตั้งแต่เช้าก็มีแค่กาแฟ ขนมปังแล้วก็แอปเปิ้ล 1 ลูกเท่านั้นเอง กะว่าจะหาอะไรที่มันรสจัดๆกินดีกว่า เพราะว่ากลัวจะคลื่นไส้แบบเมื่อเช้าอีก เฮ้อ กรรมจริงๆ กินอาหารฝรั่งกะเค้าไม่ค่อยจะได้ เลยลำบากหน่อย ก็เดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยๆก็เหนื่อย สายตาก็พลันไปเจอเข้ากับร้านกินด่วนแบบแคโดนัล แต่ร้านนี้ขายไก่ทอดด้วย คิดว่าคงจะเป็นของแขกหรือตุรกีน่ะ โชคดีจริงๆ ตกลงกินร้านนี้เลย เราสั่งปีกไก่ทอดของโปรดมากิน บาร์ทเธอไม่ชอบกินไก่มีกระดูกก็เลยสั่งแฮมเบอร์เกอร์มากิน เสร็จแล้วก็นั่งดูแผนที่กันว่าจะไปไหนต่อ


วิวมองจากสะพาน ตึกที่เห็นนั้นจะอยู่ไกลไปอีกทางด้านหลังของ Tower of London เราจะเดินไปดูใกล้ๆในตอนบ่ายๆ



City Hall เป็นที่ตั้งของ Great London Authority Headquarters ตั้งอยู่ทางใต้ของของแม่น้ำเทมส์ ยังไม่เก่าจนเกินไปเพระเพิ่งเปิดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2002 นี้เอง



ส่วนที่เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและด่านล่างเป็นร้านค้าและสำนักงานเล็กๆ


หลังจากเติมพลังกันแล้วก็เริ่มทัวร์เดินมาราธอนกันต่อไป เราเดินข้ามสะพานลอนดอนบริดจ์ (London Bridge)เพื่อจะไปยังย่านที่เรียกว่า City of Londonn ซึ่งย่านนี้จะเป็นย่านที่เก่าแก่ของลอนดอน เป็นย่านที่มีความสำคัญทางด้านเศรฐกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ที่นี่จะมีอาคารสำนักงานมากมาย ล้วนเป็นตึกสูงๆ ถ้านึกถึงบ้านเราก็ต้องที่สีลม แบบนั้นล่ะ บรรยากาศก็มีแต่สูทสีดำ สาวๆก็แต่งตัวเก๋ไก๋เป็นสาวออฟฟิศ เอ้อ คิดถึงอดีตเลยเรา

เมื่อข้ามสะพานไป ก็ไปเจอกับอนุสรณ์สถาน (Monument)ที่ออกแบบสร้างโดย Christopher Wren สร้างขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1666 สูง 62 เมตรด้านในมีบันไดบนเพื่อขึ้นไถงด้านบนมากกว่า 300 ขั้น ใครจะปีนขึ้นไปชมวิวก็ได้ค่ะแต่ไม่ฟรีนะ ค่าขึ้นก็ไม่แพง ผู้ใหญ่ 2 ปอนด์ เด็ก 1 ปอนด์ แต่วันนี้เราขอบายค่ะ ฮ่าๆๆ


Monument


แล้วก็มาเจอกับตึกทรงสูง เรามองแล้วก็ให้นึกถึงตัวเครื่องจักรอะไรสักอย่างที่อยู่ในโรงงาน เพียงแต่สัดส่วนมันใหญ่โตกว่าเครื่องจักรมากๆ ด้านหน้าของตึกมีการตรวจตารักษาความปลอดภัยด้วย ดูท่าจะเข้าไปในตึกนี้ลำบากจังเลยถ้าไม่ใช่พนักงานเนี่ย อ้อ อาคารนี้มีชื่อว่า Lloy's Building ออกแบบโดย Richard Rogers ผนังด้านนอกจะใช้เหล็กสแตนเลส (stainless steel)อาคารนี้เป็นที่ทำการของ สถาบันประกันภัยของ Lloyd's of London ใช้เวลาสร้าง 8 ปีด้วยกัน (1978-1986)
อ่านเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่


Lloy's Building





ด้านนี้จะมองเห็นลิฟท์อยู่นอกตัวอาคาร


เดินต่อไปอีกนิดก็จะเจอตึกรูปทรงรีแล้ว ตึกนี้ชื่อทางการว่า 30 St Mary Axe แต่ชื่อที่รู้จักทั่วไปคือ The Gherkin หรือ The Swiss Re Tower, Swiss Re Building หรือ Swiss Re Centre ออกแบบโดย Sir Norman Foster and ex-partner Ken Shuttleworth และได้รับรางวัล Pritzker-prize ด้วย ถ้าอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่


30 St Mary Axe



ด้านหน้าของตึก


ใกล้กันนั้นก็จะมีตลาดที่มีหลังคาน่ะ ชื่อว่า Leadhall Market ข้างในก็มีร้านกาแฟน่ารักๆ ร้านขายดอกไม้ แล้วก็ของจุกจิก ก็สวยดีเลยถ่ายรูปเก็บมางั้นแหละ









เดินต่อไปอีกก็จะเจอกับตึกอาคารในสมัยเก่า ใหญ่โตหรูหรา แถวๆนี้ก็จะมี Bank of England Museum มีอาคารที่ตั้งตลาดหุ้น มี Mansion House เป็นบ้านพักของผุ้ว่าการเมืองลอนดอนในสมัย 1753 เข้าไปชมภายในได้ แตต้องเข้าเป็นหมู่คณะ ต้องนัดหมายกันก่อนนะคะ เฉพาะ อังคาร พุธ และวันพฤหัส ตั้งแต่เวลา 11-14 น. เราไม่ได้เข้าไปชมค่ะ แล้วก็ไม่ได้ถ่ายรูปมาด้วย เพราะว่าไม่แน่ใจว่าตึกไหนกันแน่ ฮ่าๆๆๆ ก็มันเยอะเหลือเกินนี่ คราวหน้าเอาใหม่ อิอิ เอาภาพเรื่อยเปื่อยไปแล้วกัน แถวๆนี้ล่ะ






อาคาร Bank of England Museum


ภาพล่างนี้ก็ถ่ายเรื่อยเปื่อยแล้ว เห็นสวยดีก็ถ่ายๆมางั้นอ่ะ พอเริ่มเย็น ขาก็เริ่มล้า ความอยากรู้อยากเห็นก็ลน้อยลงไป ที่จริงตอนนั้นก็รู้ล่ะว่ามันคืออะไร มาตอนนี้ก็ลืมซะแล้ว ไม่ได้จดไว้ ก็คิดว่าคงจะจำได้ แต่ก็จำไม่ได้ หุหุ จริงๆเราผ่าน Museum of London ด้วย ค่าเข้าก็ไม่เสีย ข้างในก็จะแสดงประวัติความเป็นมาของลอนดอน ตามหนังสือเค้าว่าเป็นมิวเซียมประเภทที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก เค้าว่างั้นอ่ะแต่ควาที่อยากไปดูโบสถ์เซนต์ปอลมากกว่าเลยผ่านไป อีกอย่างเป็นโรคไม่ถูกกับมิวเซียมด้วย เลยผ่านไป





แล้วก็มุ่งหน้าต่อไปยังโบสถ์เซนต์ปอล (St.Paul Cathedral)เดินไปถึงมันก็ 4 โมงเย็นแล้วล่ะ แต่มันหน้าหนาวเลยมืดเร็ว ตั้งใจจะมาเก็บภาพอันอลังการณ์ซะหน่อยก็จ๋อยไปตามระเบียบ เพราะโบสถ์ใหญ่มากเหลือเกิน ทำยังไงก็ก็เก็บภาพไม่หมด มืดก็มืด เข้าไปข้างในก็ห้ามถ่ายภาพอีก ก็เลยไม่มีภาพด้านในมาให้ดูกัน

โบสถ์นี้ออกแบบโดย Sir Cristopher Wren ปรับปรุงจากของเดิมที่ถูกไฟไหม้ไปในปี 1666 แล้วมาเสร็จในปี 1708 ถือเป็นโบสถ์นิกายโปรแตสแตนท์แห่งแรกที่สร้างใหญ่โตมโหราฬแบบนี้ สำหรับเราคิดว่าโบสถ์นี้สวยกว่าที่โรมนะ แต่ที่โรมน่ะใหญ่และอลังการกว่าเท่านั้นเอง สำหรับภาพได้มาเท่านี้แหละ กะว่าถ้าวันอื่นมีเวลาเหลือจะกลับมาดูใหม่ ก็ไม่ได้กลับมา









จากที่นี่เราก็นั่งรถไฟไปเดินที่ถนน Oxford St. ตอนนั้นก็ห้าโมงเย็นกว่าๆแล้ว คนเยอะมากๆเลย ก็คงเป็นเวลาเลิกงานด้วยมั้ง คนเลยเยอะมากๆ หาร้านกินข้าวกันดีกว่าก็ใช้ดูตามหนังสือเอาว่าเค้าแนะนำที่ไหนมั่ง เดินดูเองไปเรื่อยเปื่อยมั่ง วันนี้อยากกินอาหารไทยจังเลย หาไม่เจอ แต่ในหนังสือมีบอกชื่อร้านอาหารไทยร้านนึง เลยตามไปดู ชื่อร้านบุษบา แต่เห็นหน้าร้าน เห็นคนเสริ์ฟแล้ว ชักไม่แน่ใจว่าไทยแท้หรือเปล่า แต่เอาเหอะไหนๆก็เดินมาถึงแล้ว อีกอย่างหิวด้วย เลยเอาร้านนี้แหละ

ข้างในร้านก็จัดโต๊ะง่ายๆ เรียบๆ มีโต๊ะแบบยาวๆที่เป็นม้านั่งด้วย บนโต๊ะมีขวดน้ำปลา ซอสพริกศรีราชาตั้งไว้ด้วย อย่างนี้ไม่ใช่ไทยแท้แหงๆแล้ว แต่นั่งแล้วนี่ก็จำใจสั่งล่ะ คือไม่ใช่อะไรหรอก เสียดายตังไง ถ้าจ่ายแพงแล้วไม่อร่อยก็ไม่อยากจ่ายหรอก ใช่ป่าว เอา มาดูเมนูต่อ ก็เรียกว่าอาหารไทยขึ้นชื่อทั้งหลายมีพร้อม ส้มตำยังมีเลย เราสั่งที่ปลอดภัยไว้ก่อนเอาแบบว่ายังไงก็พอจะกินได้ ก็เลือกสั่ง กุ้งผัดพริกกับใบโหระพา คิดว่าคงจะหน้าตาแบบผัดพริกใบโหระพานั่นล่ะ แล้วก็แถมด้วยทอดมันปลา ส่วนบาร์ทสั่งแกงกะหรี่ไก่

พออาหารมาหน้าตาใช้ได้ รสชาติก็ใช้ได้อีก โชคดีจัง ไม่ผิดหวัง พอถึงตอนเก็บเงิน ด้วยความอยากรู้ เลยถามพนักงานว่าแม่ครัวเป็นคนไทยหรือเปล่า เธอบอกไม่รู้ค่ะ อาจมีมั้งหรือไม่ก็คนจีนอ่ะ คือร้านนี้ขายอาหารไทย แต่ทั้งร้านไม่มีคนไทยเลย คนเสริฟและผู้จัดการก็เป็นฝรั่ง ยังดูเด็กๆกันอยู่เลย การบริการก็พอใช้ได้นะแต่ก็ไม่ค่อยเฟรนลี่เท่าไหร่ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ มื้อนี้ก็จ่ายไป 28 ปอนด์ ก็ไม่แพงเท่าไหร่


Oxford St.


กินเสร็จก็เดินเล่นดูแสงสีไปเรื่อยเปื่อย ชวนบาร์ทกลับดีกว่า เธอบอกเพิ่งจะทุ่มเดียวเองจะรีบไปไหน โห ไม่ไหวแล้วอ่ะ ตั้งแต่เช้าแล้วนะ งั้นไปส่งชั้นก่อนแล้วเธอจะไปไหนก็ไปเหอะ ไม่รู้เป็นไรมันอยู่เฉยๆไม่เป็นไงนะ ก็จะไปขึ้นรถใต้ดินที่ที่สถานีอ๊อกฟอร์ดอ่ะ แต่ขึ้นไม่ได้ เอยลงไปไม่ได้ คนเยอะมาก ล้นขึ้นมาจนถึงปากทางเข้าข้างบนเลย ตำรวจต้องมาพูดโทรโข่ง บอกให้ไปขึ้นที่สถานีอื่นกันมั่ง ตรงนี้ไม่มีที่จะยัดลงไปแล้ว เออ เพิ่งเคยเห็นเนี่ยล่ะ เดินไปขึ้นสถานีอื่นก็ได้ฟะ ก็เดินไปอีกพอประมาณ อืม ตรงนี้ว่างเชียว แล้วก็ได้กลับไปนอนพักเอาแรงซะที ปล่อยบาร์ทไปเดินท่อมๆคนเดียวแล้วกัน ไม่ไหวแล้ว

จบการเดินมาราธอนสำหรับวันนี้ แต่ทริปนี้ยังไม่จบนะคะ ยังมีตอนต่อไปค่ะ





 

Create Date : 24 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 24 พฤษภาคม 2549 22:32:02 น.
Counter : 426 Pageviews.  

หนีลูกไปเที่ยว London ตอนที่ 2


ช่วงนี้อากาศดีเลยมัวแต่ไปทำไร่ทำสวน กั่กๆๆๆ พูดซะยังกะจะไปเป็นชาวสวน ไม่ใช่ก๊ะ แค่ไปเช่าที่ที่ทางการเค้าจัดไว้ให้คนทั่วไปที่ชอบปลูกผักสวนครัวมาเช่ากันน่ะ แบบว่าเป็นงานอดิเรก เอาไว้มันงอกงามแล้วจะเอารูปมาลง

กลัวว่าจะขาดช่วงนาน วันนี้เลยมาต่อทัวร์วันแรกให้จบดีกว่า วันนี้รูปเยอะหน่อย แบบรักพี่เสียดายน้อง อาจโหลดนานหน่อยน้า

หลังจากหาของใส่ท้องกันจนอิ่มแปร้แล้ว เราก็เริ่มออกเดินกันต่อในภาคบ่าย ก็เดินดูย่านไช่น่าทาวน์ไปเรื่อยเปื่อย จริงๆก็ดูลาดเลาไปด้วย ว่าร้านไหนอีกนะทีน่ากิน เผื่อจะมากินมื้ออื่นอีกน่ะ หุหุ ไม่พ้นเรื่องกิน อ้าว ก็มันสำคัญนะ ถ้ากินไม่ได้หรือไม่ได้กินแล้วจะมีแรงเดินเที่ยวเหรอ


ขอถ่ายรูปกับพี่หมีหน่อยนะ


ตารางการเดินรถ เอ๊ยไม่ใช่ ตรางการเดินสำหรับภาคบ่ายนี้คือ เราจะไปดูบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิ่ง บ้านพักนายกนั่นล่ะคะ แล้วก็ต่อด้วย Big Ben แล้วก็ชิงช้าสวรรค์ก็ London Eye นั่นล่ะ ฮ่าๆๆๆ นี้ก็คร่าวๆ ส่วนถ้ายังมีเวลาเหลืออีก ก็จะไปเดินกันต่อค่ะ ก็ไม่มีลูกต้องให้ห่วงแล้วนี่ ไม่ดึกไม่กลับโรงแรมหรอก หุหุ


ข้ามถนนระวังหน่อยจ้ะ คงสำหรับชาวยุโรปโดยเฉพาะมั้ง


เอาล่ะค่ะมาเดินกันต่อไป มาทริปกับเราสองคนเนี่ย ต้องอดทนหน่อยนะคะ คือเราจะเน้นเดินเป็นหลักค่ะ นอกจากว่ามันจะสาหัสเกินไป เราถึงจะใช้พาหนะกัน จากย่านโซโห เราก้เดินมาโผล่ที่ Trafalgar Square กันอีกครั้ง แล้วก็เดินมายังถนน Whitehall Parliament St.(ถ้าใครไม่อยากเดินก็นั่งรถใต้ดินสาย Westminster มาก็ได้ค่ะ) เดินมาถึงช่วงกลางๆ ก่อนถึงบ้านพักนายก จะเจอกับ Horse Guards อาคารที่ทำการของทหารที่ผลัดเปลี่ยนเวรยามที่พระราชวังบักกิ้งแฮม

ด้านหน้าประตูก็จะมีทหารขี่ม้าเฝ้าอยู่สองนาย คนก็มุงถ่ายรูปกับม้ากันใหญ่ น่าเห็นใจเค้าจัง ต้องคอยบังคับให้ม้ามันอยู่นิ่งๆ รวมทั้งตัวทหารด้วย ก็ต้องนิ่งๆ จะหันซ้ายหันขวาก็ไม่ได้ เห็นนักท่องเที่ยวบางคนแกล้งล้อเค้าด้วย แต่เค้าก็ยังเฉยทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว เราก็ไม่พลาดค่ะ ขอไปยืนเกีกรูปด้วยคน แต่พอเดินไปอีด้านนึง หุหุ พี่ทหารแกจะหลับให้ได้เลยค่ะ แกคงจะง่วงเต็มทน แต่ด้วยหน้าที่ก็ต้องต่อสู้กับความง่วงสุดฤทธิ์ ไม่ได้ถ่ายรูปเค้ามาหรอก กลัวเค้าอายน่ะ


Horse Guards



กลัวม้าเตะจัง



กลางถนนหน้า Horse Guards ด้านหลังจะเห็นอนุสาวรีย์ท่านายพลที่ Trafalgar Square อยู่ลิบๆ


ถัดจากนี้ไปก็จะถึงบ้านพักนายกแล้วล่ะ ดูได้แค่นอกรั้วนี่แหละ เข้าใกล้ไม่ได้


บ้านพักนายก Downing St.10


จากที่นีมองไปเราก็จะเห็นหอนาฬิกา Big Ben และ House of Parliament อาคารรัฐสภาแล้วค่ะ

House of Parliament อาคารรัฐสภา ตั้งอยู่ตรงฝั่งแม่น้ำเทมส์ โดยมีหอระฆังบิ๊กเบน อยู่ด้านขวา เดิมคือพระราชวังเวสมิน สเตอร์ Palace of Westminster เป็นที่พักอาศัยของกษัตริย์ Hendrick VIII เป็นอาคารทีสร้างในสไตล์โกธิค ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้นเกิดไฟไม้ทำให้อาคารส่วนใหญ่เสียหาย และได้รับการซ่อมแซมปรับปรุงใหม่ในปี 1950 มีห้องต่างๆทั้งหมดประมาณ 1000 ห้อง มีเฉลียงทางเดินยาวถึง 3 กิโลเมตร

ส่วนหอระฆัง Big Ben มีชื่อเป็นทางการคือ Great Bell of Westminster สร้างขึ้นหลังจากที่ได้มีการซ่อมแซมอาคารรัฐสภา นี้มีน้ำหนักประมาณ 13 ตัน หากมีแสงไฟปรากฎขึ้นด้านบนของหอระฆัง แสดงว่าระหว่างนั้นมีการประชุมรัฐสภา


Big Ben


ด้านข้างของ Big Ben จะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ชื่อว่า St. Westminster Bridge ตรงนี้ก็จะมองเห็น British Airways London Eye อยู่ฝั่งตรงข้าม สร้างขึ้นโดยบริษัทสายการบินบริติชแอร์เวย์ เพื่อต้อนรับปี 2000 เรียกง่ายๆก็ชิงช้าสวรรค์แหละนะ เจ้า London Eye นี้ สูงถึง 135เมตรซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกใช้เวลา 30 นาทีสำหรับการหมุนหนึ่งรอบ ค่าขึ้นสำหรับผู้ใหญ่ก็ 11 ปอนด์ เด็ก 5.5 ปอนด์ แต่ตอนนี้เราจัยังไม่ข้ามสะพานนี้ไปขึ้นชิงช้าค่ะ เราจะเดินต่อไปทางด้านข้างของอาคารรัฐสภากันก่อน


London Eye


จากตรงนี้เราเดินต่อไปยัง Westminster Abbey เป็นโบสถ์ของสำนักราชวัง ใช้เป็นที่จัดงานราชาภิเษกและพิธีศพ ด้านในจะเป็นที่บรรจุหลุมฝังศพของบรรดากษัตริย์และผู้มีชื่อเสียงกว่า 3000 คน เปิดให้เข้าชม วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.30-15.45 วันเสาร์ 9-13.45 ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ 6 ปอนด์ เด็ก ( 11-16ปี) คนละ 4 ปอนด์ ในวันนี้เราไม่ได้เข้าชม เพราะว่าเลยเวลาเปิดไปแล้ว เราเลยเดินต่อไปจนถึงสะพาน Lambeth Bridge แล้วก็ข้ามสะพานนี้มายังฝั่งตรงข้ามของอาคารรัฐสภา แล้วก็เดินเลียบแม่น้ำเทมส์กลับไปยัง London Eye เราจะไปขึ้นชิงช้าสวรรค์กันค่ะ พลาดได้ไงเรื่องแบบนี้ อิอิ

ระหว่างเดินเราก็เก็บภาพไปเรื่องเราก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ แล้วก็ได้ภาพหลากหลายนี่ล่ะ ถ่ายมาเยอะมาก เลือกมาได้แค่นี้ละ ลงหมดไม่ได้ เด๋วโหลดกันนานเลย เดินมาถึงแล้ว อืม คนเยอะจริงๆอ่ะ ก็ไปเข้าแถวซื้อตั๋วก่อน แต่ยังไม่ขึ้นหรอก รอเวลาอีกนิดให้พระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้วค่อยขึ้น อยากได้รูปสวยว่างั้นเหอะ แต่ดูๆแล้วถ้าจะกะลำบาก ก็คนรอต่อแถวขึ้นน่ะเยอะใช่ย่อยซะทีไหนล่ะ กว่าจะขึ้นได้ ก็มีการตรวจตราอาวุธกันก่อน


วิวสะพานใกล้กับ London Eye









โบสถ์ใกล้ๆกับ โบสถ์ Westminster Abbey



ด้านข้างของโบสถ์ Westminster Abbey










ระหว่างยืนเข้าแถวคอยก็สังเกตุว่ามีกลุ่มเด็กไทยชายหญิงประมาณ 4-5 คน อยู่หน้าเรา กะจะทักทายซักหน่อยตามประสาคนไทยด้วยกัน แต่ยั้งไว้ดีว่า เด็กผู้ชายน่ะดูท่าทางแล้วไม่มีอะไร แต่เด็กผู้หญิงนี่ท่าทางเอาเรื่อง หยิ่งๆ แบบพ่อแม่มีตัง เอาแต่ใจอะไรเงี๊ยะ พอถึงคิวที่จะได้ขึ้นเจ้าชิงช้านี้ แคปซูลนึงมันเข้าได้ประมาณ 20 คนหรือไงเนี่ย จำไม่ได้แล้ว ก็ดันได้อยู่แคปซูลเดียวกันซะอีก อืม ช่างมันเหอะ ทางใครทางมัน เราก็ไม่ได้สนใจเค้าอีก สนใจหามุมถ่ายรูปดีกว่า แต่เธอก็ยึดพื้นที่ซะหมดเลยค่ะ ถ่ายรูปเสร็จก็ไม่ออกมาให้คนอื่นเค้ามั่งเลย จนกว่าเธอจะเปลี่ยนที่นั่นแหละ คนอื่นถึงได้เข้าไปได้ ระหว่างนั้นเห็นเธอไปทางอื่น เราก็อยากได้รูปคู่กับบาร์ทมั่งอ่ะ เลยตัดสินใจขอให้น้องเด็กผู้ชายช่วยถ่ายรูปให้หน่อย
"ช่วยถ่ายรูปให้พี่หน่อยได้มั๊ยคะ"น้องเค้าก็ดี ถ่ายให้ แล้วก็ช่วยเลือกมุมให้ด้วย ทีนี้เค้าก็บอกว่า"พี่ครับตรงนี้มองไม่เห็นอะไรแล้ว มายืนตรงนี้ดีกว่า" แล้วเค้าก็หันไปบอกเด็กผู้หญิงว่า "ขอให้พี่เค้าถ่ายรูปตรงนี้หน่อยได้มั๊ย" เธอก็กระฟัดกระเฟียด มองหน้าเรา แล้วก็บอกว่า"ทำไมล่ะ ก็เรายืนอยู่ก่อนนะ" แล้วเธอก็ไม่สนใจ ก็ถ่ายรูปกับเพื่อนหญิงของเธอ เออ เด็กอะไรไม่มีน้ำใจ ไม่มีมารยาทเลย อยากจะว่านัก แต่ช่างเหอะ ไม่ใช่กงการอะไรของเรา เราก็เลยบอกน้องผู้ชายว่า ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณน้องมากค่ะ แล้วก็ถอยห่างออกมา น้องผู้ชายเค้าก็คงคิดล่ะว่า ทำไมเพื่อนเค้าเป็นแบบนี้นะ แล้วซักพักน้องผู้ชายก็ยังมีน้ำใจมาถามเราอีกว่า"พี่ครับจะให้ผมถ่ายรูปอีกมั๊ยครับ" พอดีเราก็ถ่ายรูปไปเยอะแล้ว อีกอย่างวิวมันก็เหมือนๆเดิมแล้วล่ะ ก็เลยบอกน้องเค้าไปว่า "ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก" คือสองจิตสองใจนะ น้องเค้ามีน้ำใจมาถามอีก ก็อยากจะให้น้องเค้าถ่ายให้ แต่ก็ไม่อยากจะมีปัญหากับเด็กผู้หญิงคนนั้น เลยปฎิเสธไปดีกว่า ยังไงก็ตามต้องขอบคุณน้องมากๆนะคะ



จากนี้ไปก็จะเป็นภาพระหว่างที่อยู่บนชิงช้าสวรรค์ค่ะ



















ลงจากชิงช้าสวรรค์แล้วเราก็เดินข้ามสะพาน Hungerford Bridges ข้ามไปโซโห ไปหาอะไรกินกันก่อนเพราะมันก็ทุ่มกว่าๆแล้ว มือนี้เรากินสแน็คบาร์กัน มันจุกตั้งแต่กลางวันยังไม่หายเลยอ่ะ ก็กลับไปดูย่านโซโหในช่วงกลางคืน ก็คึกคักเหมือนเดิม แสงสีลานตา ร้านค้าก็ยังเปิดด้วย แวะซื้อแอปเปิ้ลเอาไว้เป็นสเบียงระหว่างเดินเที่ยวพรุ่งนี้





จากนั้นเราก็เดินต่อไปยังย่าน Picccadily Circus ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโซโหเท่าไหร่ ตรงนี้จะมีป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ในเวลากลางคืนจะดูสว่างไสว เหมือนกับในนิวยอร์คเลย เป็นยานศูนย์การค้า จะมีร้านมากมายให้ช๊อปปิ้ง ก็เดินดูแสงสีไปเรื่อย ช่วงที่เราไปนั้นก็กลางเดือนธันวา ก็เลยมีบรรยากาศคริสมาสเข้ามาด้วย เดินดูแสงสีกันพอสมควร เราก็กลับไปพักผ่อนเอาแรงไว้เดินกันในวันต่อไป





แถมท้ายนิดนึงค่ะ พอดีคุณ mommy45 เธอก็อัพเดตเที่ยวลอนดอนเหมือนกัน ลองแวะไปชมสไตล์เธอมั่งนะคะ คลิ๊กที่นี่เลยค่ะ ส่วนเรื่องประวัติต่างๆเนี่ย ก็เอามาใว้เป็นความรู้ให้ตัวเองซะมากกว่า แต่เอาแบบคร่าวๆ เยอะนักก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ อิอิ คือจริงๆตั้งใจฝึกภาษาดัชท์ไปในตัว เพราะใช้วิธีอ่านจากหนังสือหรือหาข้อมูลที่มันเป็นภาษาดัชท์เอาน่ะค่ะ




 

Create Date : 14 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 14 พฤษภาคม 2549 4:30:01 น.
Counter : 507 Pageviews.  

หนีลูกไปเที่ยว London ตอนที่ 1


Day1 10/12/05

ลอนดอน เป็นอีกเมืองหนึ่งที่เราก็อยากไปนานแล้ว กะว่าได้พาสปอร์ตดัชท์เมื่อไหร่ค่อยไป แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปซะที จนมาปลายปีที่แล้วนี้แหละ แต่ก็เป็นทริปที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน มันก็ปุ๊บปั๊บก็ไปกันเลย เอาลูกไปไว้กับย่า เพราะถ้าเอาไปด้วย ก็คงแค่ได้ชม แต่ไม่ได้ดูแบบละเอียด อีกอย่างก็ไปแค่ 4 วัน พักโรงแรมแบบ Hostel คล้ายๆกับ Youth hotel เลือกเอาห้องที่มีห้องน้ำในตัว เราจองตั๋วสายการบินโลว์คอสเจ้าเก่าของเรา Ryanair

เช้าวันเสาร์ที่ 10 ธค. เราตื่นกันหกโมงเช้า ออกจากบ้านเจ็ดโมง เช้านั้นหมอกลงจัดมาก ยังมืดตึ๊ดตื๋ออยู่เลย สองคนเดินท่อมๆลากกระเป๋าไปขึ้นรถเมล์ จากบ้านไปสนามบิน Eindhoven ก็ห้านาทีเอง ไปถึงเช็คอินเสร็จก็ลากกระเป๋าผ่านช่องตรวจ ของเราก็ผ่านสบาย มีของ
บาร์ทดันถูกกัก เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าค้นดู เธอดันมีมีดพกติดอยู่ในกระเป๋าเป้ แหมมันหน้าตื้บมั๊ยล่ะ ก็บอกแล้วให้ตรวจให้ดีก่อน ถามเธอแล้วนะว่าเอาของพวกนี้ออกหมดหรือยัง เธอบอก หมดแล้ว ต้องเสียเวลาเอาของไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ ให้เค้าส่งไปรษณีย์ เสียค่าส่งไป 5 ยูโร สบายไป แต่ถ้าจะฝากไว้ที่นี่แบบขากลับมาเอา นั่นโหดยิ่งกว่าค่ะ 60 ยูโรค่ะ

จากนั้นเราก็เข้าไปนั่งรอข้างใน แต่มองออกไปหมอกลงจัดมาก มองอะไรไม่เห็นเลย แล้วเธอก็พูดเล่นๆว่า ฉันว่าเราคงไมได้ไปแล้วล่ะ หมอกลงจัดแบบนี้ เครื่องคงขึ้นไม่ได้ แล้วมันก็เป็นจริงค่ะ เพราะว่าเครื่องออกเก้าโมง ผู้โดยสารก็ไปยืนต่อแถวเพื่อเช็คพาสปอร์ตกันแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยืนที่ช่องเตรียมพร้อม แต่ก็ไม่มีใครได้เล็ดลอดออกไปซักคน สุดท้ายก็ประกาศว่า เที่ยวบินนี้ยกเลิกค่ะ เนื่องจากหมอกลงหนามากค่ะ ให้ผู้โดยสารติดต่อที่เคาน์เตอร์ของสายการบินเพื่อเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน แป่ว สุดแสนเซ็งค่ะ

เดินออกมาเพื่อจะไปติดต่อว่าเราจะทำไงดี โห แถวยาว
โคดๆ สำหรับบาร์ทเป็นอะไรที่เธอรับไม่ได้ค่ะ คนเยอะแบบนี้เธอไม่ชอบอดทนรอ เลยไปถามเจ้าหน้าที่ของสายการบินที่มีอยู่น้อยนิดตรงนั้นว่า ถ้าเราจะไม่เปลี่ยนไฟลต์แต่จะยกเลิกเลยเนี่ย ต้องไปยื่นต่อแถวด้วยมั๊ยเนี่ย เจ้าหน้าที่บอกว่า ถ้างั้นไม่ต้องค่ะ กรอกแบบฟอร์มนี้แล้วแฟ็กซ์ไปได้เลย เราจะคืนเงินให้ เธอก็เลยเลือกวิธีนี้

ระหว่างนั้น เราก็ลากกระเป๋า(ดีที่ใบเล็กนะ)มารอรถเมล์ เพื่อกลับบ้าน แล้วก็คิดด้วยว่าจะทำไงดี โรงแรมก็จองไว้แล้ว ถ้าไม่ไปยังไงก็ต้องจ่ายเค้าหนึ่งคืนอ่ะ เสียดายสิ แม้จะแค่โรงแรมเล็กๆแต่ก็แพงอยู่ดี ทำไงดีล่ะ หรือจะเข้าไปต่อแถวใหม่แล้วดูว่ามีเมืองไหนใกล้ๆที่เราจะไปขึ้นเครื่องได้มั๊ย แต่เออ ไม่เอาดีกว่า เสียเวลาเดินทางไปอีก งั้นก็มีอีกทาง คือไปทางเรือ แต่ต้องไปขึ้นที่ Hoek van Holland มันจะมีเรือข้ามฟากไปอังกฤษ แต่ปัญหาคือเราไม่ได้จองล่วงหน้า มันจะมีที่เหลือให้เรามั๊ย ยังไงก็ต้องลองดู

กลับไปถึงบ้าน 10 โมง (โชคดีที่บ้านอยู่ใกล้สนามบิน)เปิดอินเตอร์เนตเช็คตารางเดินเรือ โอว มีเรือเร็วของ Stena lines เรือจะออกเวลาบ่ายสี่โมงเย็น จะไปขึ้นที่เมือง Harwith จากนั้นต้องต่อรถไฟเข้าลอนดอน ระยะเวลาเดินเรือสามชั่วโมงครึ่ง ค่าตั๋วสองคนขาเดียวก็ 100 กว่ายูโร เออ เอานั้นนี้ก็ได้วะ ยังมีเวลาเดินทางไปท่าเรือ จัดการจองตั๋วทางอินเตอร์เนต ( มีอินเตอร์เนตมันก็สะดวกแบบนี้เอง ) จากนั้นก็มาดูเวลารถไฟจาก Eindhoven ไป Hoek van Holland จะใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงได้ เราเลยเลือกที่จะไปตอนนี้เลย ยังไงไปถึงก่อนก็ไม่เป็นไร

ก็จับรถเมล์ไปขึ้นรถไฟค่ะ 10 นาทีเราก็ถึงสถานี ได้ขึ้นรถไฟเที่ยว 11.30 น. ก็คิดว่าไปกันแบบเรื่อยๆสบายๆแล้ว ที่ไหนได้ ยังมีอุปสรรคอีกค่ะ เมื่อวานมีอุบัติเหตุทางรถไฟช่วงที่เราต้องผ่านเนี่ยกำลังซ่อมค่ะ เพราะฉะนั้นมันเหลือแค่เลนส์เดียว ต้องรอค่ะ ต้องรอรถไฟสับราง เป็นไงคะ ตอนนี้เริ่มหัวหมุนติ้วแล้วค่ะ ตูจะได้ไปลอนดอนมั๊ยเนี่ย อีกใจนึงก็ใจไม่ดีแล้ว ไม่อยากไป เหมือนกับว่าลางไม่ดีอะไรแบบนั้น แต่ก็ไม่รู้จะทำไงอ่ะ ก็มันติดแหง็กอยู่บนรถไฟแล้วนี่ ก็ได้แต่ลุ้นอย่างเดียว ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทำไงดีวะตู แต่ก็ยังนั่งต่ออีก จนกระทั่งรถไฟมันเริ่มวิ่งได้ ก็ลุ้นค่ะว่าจะมีแบบนี้อีกมั๊ยเนี่ย เสียเวลารอไป 45 นาที แล้วในที่สุดเราก็ไปถึงท่าเรือในเวลาบ่ายสามค่ะ ทันเวลา นี่ถ้าเราเลือกรถเที่ยวหลังจากนี้ เราคงไม่ได้ไปแน่ๆเลย



จากเครื่องบินก็กลายมาเป็นเรือลำนี้


พอขึ้นเรือได้ก็แทบหมดแรงค่ะ ขอนั่งแปะให้มันสบายใจซักหน่อยก่อน แบบว่าตูได้ไปแน่แล้วลอนดอน พอเริ่มทำใจได้ ก็เริ่มออกสำรวจค่ะ บนเรือก็ดูหะรูหะรา มีภัตาคารทั้งแบบหรู และแบบธรรมดาให้เลือก หรือจะเป็นแบบกินด่วนก็มีไว้บริการค่ะ แน่นอนอย่างเราต้องเอาแบบด่วนค่ะ เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า กินเสร็จก็หาที่นั่งกันตามใจชอบ เลือกที่มันสงบๆหน่อยจะได้พักสายตาได้ อ้อ บนเรือก็ยังมีโรงหนังให้ดูด้วยนะ แต่เสียเงินอ่ะ เลยไม่ได้ตังเรา หุหุ

หลับมั่ง เดินมั่ง สามชั่วโมงครึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประมาณทุ่มครึ่งเราก็มาถึงอังกฤษที่เมือง Harwith ซื้อตั๋วรถไฟแล้วก็กดเงินปอนด์ออกมาไว้ใช้กัน นั่งรถไฟเข้ามาแล้วมาต่อรถไฟใต้ดินอีก จากนั้นกระเหรี่ยงสองคน ก็ลากกระเป๋าดุ่ยๆมองหาโรงแรมที่จองไว้ ในที่สุดเราก็มาถึงลอนดอนจนได้ เข้าที่พักก็สี่ทุ่มครึ่งแล้ว เออ ไม่ใช่สิ ที่อังกฤษเวลาเร็วกว่าหนึ่งชั่วโมง ต้องเป็น ห้าทุ่มครึ่ง เธอยังไม่ยอมนอนทันที ลากเราออกมาเดินข้างนอกอีก เธอบอกว่าหิว อืม ไปก็ไป แต่ห้ามไปไกลนะ เด๋วมีน้ำโห นี่ฉันเหนื่อยแล้วนะ คิดดูเดินทางตั้งแต่หกโมงเช้ายันห้าทุ่มครึ่งเนี่ย ทรหดจริงๆ ยังกับนั่งเครื่องบินกลับเมืองไทยเลยอ่ะ

Day 2 11/12/05

เช้าวันนี้เราตื่นกัน 8 โมงกว่า พอ 9 โมงก็เริ่มออกหากิน เอ๊ยไม่ใช่ เออไม่ใช่ก็ใกล้เคียง ก็ที่นี่ไม่มีอาหารเช้า มีครัวให้ทำกินได้ แต่แค่สองคนเอง ไม่ทำให้เมื่อยหรอก หุหุ เดินออกไปนอกโรงแรม มีร้านให้เลือกเยอะแยะ ก็เลือกได้ร้านนึง น่าจะเป็นของแขกน่ะ อืม พอใช้ได้ สั่งกาแฟน้ำส้มกับครัวซอง เรากินแค่นี้แหละ ราคาก็ประมาณ 5 ปอนด์ได้ กินเสร็จเริ่มออกเดินค่ะ

โรงแรมที่เราอยู่นั้น จะอยู่ไม่ห่างจากสวนสาธารณะ Hyde Park เท่าไหร่ เราก็เลยได้ชมที่นี่ก่อนเป็นที่แรก วันนั้นวันอาทิตย์ก็เลยมีตลาดนัดริมทาง ที่ขายภาพวาดหรือรูปโดยเฉพาะ



แผงขายรูป


สวนสาธารณะ Hyde Park นี้เป็นสวนสาธารณะทีมีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาสวนในพระราชวัง เดิมที่ดินตรงนี้เป็นของโบสถ์ Westminster Abbey มาในปี ค.ศ.1536 ได้กลายมาเป็นสมบัติของกษัตริย์ Hendrik VIII และใช้เป็นสถานที่สำหรับล่าสัตว์ นอกจากนั้นในสวนแห่งนี้ก็ยังมีมุมที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเจ้าหญิงไดอานาด้วย

แม้ว่าต้นไม้ต่างๆภายในสวนจะดูโกร๋นๆ แต่ก็ยังมีต้นไม้บางส่วนที่ยังมีใบอยู่แล้วก็เป็นสีส้มสีเหลือง ก็ได้ความสวยงามไปอีกแบบนึง ตามต้นหญ้าก็มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะดูขาวโพลน ท้องฟ้าในวันนั้นไม่แจ่มใสเท่าที่ควร จะมีกลุ่มควันลอยละล่องปกคลุมเต็มไปหมด เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุถังน้ำมันระเบิด (ถ้าจำไม่ผิด)ไม่ห่างจากลอนดอนเท่าไหร่ ก็เป็นข่าวใหญ่พอควร เพราะคิดว่าโดนบึ้มอีกแล้วมั้งนี่ แต่ก็ไม่ใช่ล่ะ สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุ โล่งใจไปหน่อยตู ไปคราวนี้ก็ยังหวั่นๆอยู่ ว่ามันจะมันจะมีใครมาวางระเบิดอีกป่าววะ เพราะต้องใช้รถไฟใต้ดินค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ระหว่างลงบันไดเลื่อนไปสายตาก็สอดส่ายไปเรื่อย ระแวดระวัง ทำยังกะว่าจะรอดงั้นล่ะถ้าเกิดอะไรขึ้นน่ะ พอหลุดขึ้นมาบนดินแต่ละครั้งก็โล่งใจไป เฮ้อไปเที่ยวประเทศเพื่อนพี่เบิ้มนี่ต้องเสี่ยงหน่อย หุหุ เวอร์ไปป่าวเนี่ยตู

มาดูภาพในสวนไฮด์ปาร์คกันเลย













ตรงนี้คือส่วนที่ทำเพื่อระลึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่า






ยังพอเห็นสีสันของใบไม้ได้อยู่




เดินมาเรื่อยๆมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง Buckingham Palace เดินมาเจอกับประตูข้างล่างนี้ ประวัติความเป็นมาช่างมันเถอะนะ เห็นมันดูสง่าดีเลยถ่ายรูปมาเรื่อยเปื่อยล่ะ อีกอย่างดองไว้นานๆ ความจำชักเสื่อมไปแล้วล่ะ หุหุ



ระหว่างที่เดินใกล้จะถึงนั้น ก็ได้ยินเสียงกลองมาแต่ไกล เอ๊ะ เค้ามีอะไรกันนะ เอ หรือว่าวันนี้จะมีการเปลี่ยนเวรยามของทหารกัน ก้มลงดูนาฬิกามัน 11 โมงแล้ว เออ ใช่แล้ว เค้าจะเปลี่ยนกันในช่วง 11 โมงครึ่ง ดีเหมือนกัน มาแล้วไม่เสียเที่ยวไม่ต้องมารอนานด้วย และเสียงที่เราได้ยินก็เผยโฉมมาแล้ว ข้างล่างนี้แหละ คงเป็นขบวนแบบตรวจตราพื้นที่ก่อนน่ะ





เมื่อเราเดินเข้าไปถึงหน้าพระราชวัง ก็เห็นผู้คนมายืนรอมุงดูกันเต็มไปหมด ความที่ว่าไม่ได้เตรียมตัว ก็เลยงงว่า ไม่รู้จะต้องไปยืนทางไหนดีถึงจะได้เห็นภาพที่ชัดที่สุด ข้างซ้ายข้างขวา เดินวนไปวนมาอยู่นั่นล่ะ หุหุ คนก็เยอะไปหมด จะแทรกตรงไหนดี เอาข้างกำแพงด้านซ้ายแล้วกัน ตัวเล็กๆอย่างเราก็พยายามสอดแทรกเข้าไป เฮ้อแต่ก็ไกลอยู่ดี จะวิ่งไปทางขวาก็ไม่ทันแล้ว ขบวนมาแล้วนี่ เวลาถ่ายรูปก็ซูมสุดๆกันไปเลย มีหลายรูปเหมือนกัน แต่เอามาลงรูปเดียวนี่ล่ะ



ฝูงชนมาออกันอยู่ด้านหน้าเต็มไปหมด


ปกติเวลาเห็นรูปในโปสการ์ด มักจะเห็นทหารใส่ชุดสีแดงใช่ป่าว แต่ช่วงนี้มันหน้าหนาวน่ะ เลยได้ชุดสีเทามาแทน ก็ดีไปอย่าง ภาพไม่ซ้ำใครดี ภาพที่เห็นนี่มันชัดสุดเพราะเค้าเดินวนมาทางด้านซ้ายล่ะ ก็อดทนดูอยู่ได้จนจบล่ะ นานเหมือนกัน แต่ก็คุ้มที่ได้ดู เพราะเค้าไม่ได้เปลี่ยนกันทุกวันน่ะ รู้สึกว่าจะเปลี่ยนวันเว้นวัน เวลา 11 โมงครึ่ง

เอาประวัติไปนิดหน่อยพอนะ เดิมพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นสำหรับเป็นที่อยู่ของท่านเคาต์ John Sheffield และมีชื่อว่า 'Buckingham House' สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1703 ต่อมาในปีค.ศ.1762 กษัตริย์ George III ได้ซื้อต่อมาจากทายาทของตระกูลนี้ ภายหลังได้มีการต่อเติมและสร้างให้ใหญ่โตกว้างขวางยิ่งขึ้น ปตกิแล้วในช่วงหน้าร้อนจะเปิดให้เข้าไปชมภายในพระราชวังได้ แต่เราไปช่วงหน้าหนาว พระราชินีประทับอยู่ เลยอดเข้าไปดูข้างใน


นี้รูปที่ชัดที่สุดแล้วล่ะ



ถ้ามีธงโบกสะบัดอยู่ด้านบน แสดงว่าพระราชินีประทับอยู่






จบการผลัดเปลี่ยนเวรยาม ก็กะว่าต้องไปหาอะไรใส่ท้องก่อนดีกว่า ไม่งั้นไม่มีแรงเดินแน่ เรากะจะไปกินกันที่โซโห ไชน่าทาวน์กัน จากตรงนี้เดินผ่านสวนเซนต์เจมส์กันด้วย แต่ก็ไม่มีเวลาชมสวนแล้ว เพราะใจนึกถึงแต่เรื่องกิน

จากสวนเราก็เดินมาโผล่ที่จตุรัสทราฟัลการ์ Trafalgar Square ตรงนี้จะมีอนุสาวรีย์ของนายพล Horatio Nelson ยืนสูงเด่นอยู่บนเสาสูงถึง 56 เมตร ที่ตรงนี้เป็นสมรภูมิการต่อสู้กับกับทหารของนโปเลียน และท่านนายผลก็ได้เสียชีวิตลงที่สถานที่แห่งนี้ ส่วนร่างของท่านายพลถูกฝังไว้ที่ St.Paul's Cathedral

ใกล้กันนั้นก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ National Galleryภายในจะมีภาพวาดของศิลปินผู้มีชื่อเสียงในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1250 ถึง 1900 ปกติจะเปิดให้เข้าชมฟรี นอกจากจะมีนิทรรศการจึงจะเก็บค่าเข้าชม อันนี้เราก็ผ่านอีก แม้จะฟรีก็เหอะนะ เป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าพิพิธภัณฑ์เท่าไหร่

Trafalgar Square


ท่านนายพลอยู่ข้างบนยอดเสานั่นล่ะ


อาคารที่เห็นคือNational Gallery


Alison Lapper Pregnant by Marc Quinn


Alison Lapper Pregnant เป็นหนึ่งในรูปั้นที่อยู่ซ้ายมือด้านหน้าของ National Gallery เป็นรูปปั้นหินอ่อนขณะที่เธอตั้งครรภ์ได้แปดเดือน เธอพิการมาแต่กำเนิด โดยไม่มีแขนและมีขาสั้นเหนือเข่าทั้งสองข้าง ถ้าใครอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ ลองอ่านดูได้ที่เวปนี้แล้วกันนะ คลิ๊กที่นี่

เอาล่ะ ก็มาถึงไชน่าทาวน์ซะที คนเยอะมากๆเลยล่ะ แล้วก็เป็นช่วงอาหารกลางวันด้วยก็เลยยิ่งพลุกพล่านมากเป็นพิเศษ ก็คงจะเหมือนๆกับย่านไชน่าทาวน์ในทุกๆแห่งล่ะนะ ทั้งร้านอาหารให้เลือกมากมาย ร้านขายของสด ของชำ ลานตาไปหมด ยิ่งร้านอาหารแต่ละร้าน น่ากินทั้งนั้น ไมรู้จะเลือกร้านไหนดี ก็เลยสอดส่ายสายตามองหาคนไทยที่เป็นเจ้าถิ่นดูซิ เผื่อจะได้ถามว่าร้านไหนอร่อยมั่ง ก็เจอเข้ากับสองสาวไทย กำลังมาซื้อกับข้าวกัน เราเลยเข้าไปทักทายแล้วถามซะเลย ก็บอกไปว่าอยากกินพวกติ่มซำน่ะ เธอเลยบอกร้านนี้ค่ะ Jade Garden อร่อยมาก แต่อาจต้องเข้าคิวนะถ้าคนแน่น โฮะๆ ไม่มีปัญหาค่ะ ขอให้อร่อยเหอะ รอได้

หลังจากขอบคุณแล้วเราก็ตรงดิ่งไปร้านนี้ทันที มองเข้าไป โห คนแน่นจริงๆ ส่วนใหญ่เป็นคนจีนทั้งนั้นเลย อย่างนี้ได้รสชาติของแท้แน่นอน ไม่ใช่รสที่ทำให้ฝรั่งกิน ตอนจะเข้าประตู เกือบพลาดค่ะ ก็มันมีอยู่ 2 ประตู เราก็นึกว่าร้านเดียวกัน แต่มันคนละร้านค่ะ ถามคนที่ยืนเฝ้าประตู เค้าก็ดันพูดจีนอีก ฟังไม่รู้เรื่องจ้ะ จะรุนหลังให้เราเข้าไปท่าเดียว แต่มองเข้าไปแล้วมันโหวงเหวงง่ะ เลยถอยออกมาทัน เกือบไปแล้วสิ เอาล่ะ ก็เข้ามาแล้ว โชคดีมีโต๊ะว่างพอดี ไม่ต้องรอคิว เมนูจะเป็นแบบให้ติ๊กๆเอาว่าจะเอาอะไรมั่ง มีรูปให้ดูด้วย เราก็สั่งราดหน้ามาจานนึง กินด้วยกันกับบาร์ท แล้วนอกนั้นก็เป็นพวกติ่มซำทั้งหลาย อร่อยจริงๆ กินจนจุกไปเลย จ่ายเงินเสร็จตัวเบาเดินออกมาจากร้าน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

ขอไปเดินย่อยอาหารก่อนนะ แล้วจะมาเล่าตอนต่อไปจ้ะ


ไชน่าทาวน์




 

Create Date : 01 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 1 พฤษภาคม 2549 21:24:28 น.
Counter : 373 Pageviews.  

1  2  3  4  

jeab&michelle
Location :
ตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ Netherlands

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






บล๊อคของคนชอบเที่ยวค่ะ พาลูกตระเวนเที่ยวไปทั่ว จนเดี๋ยวนี้ลูกก็ติดเที่ยวด้วยแล้วเหมือนกัน
หนังสือเราเองค่ะ

เที่ยวเนเธอร์แลนด์บายเจี๊ยบ

Promoot jouw pagina ook

web page hit counter
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add jeab&michelle's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.