Group Blog
 
All blogs
 

Review : Provamed Scarzone สูตร Acne ลดรอยสิว & สูตร Ultra ลดรอยแผลเป็น








ใครกำลังกังวลใจเรื่องปัญหารอยแผล
ไม่ว่าจะแผลจากสิวหรือแผลเป็นต่างๆขอเชิญบล็อคนี้เลยจ้า

มีรีวิวครีมในกลุ่มที่ช่วยลดรอยมาฝากกัน
กับแบรนด์เวชสำอาง PROVAMED


มีจำหน่ายทั่วไปเลยตาม Watsons / Boots / Eveandboy /
ร้านขายยาใน 7-11 / ร้านยา Pure ในบิ๊กซี / The Mall / Tops
หรือตามร้านยาทั่วไปและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ


ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่เค้ามั่นใจและได้ลองใช้จริง
เคยรีวิวไปแล้วหลายสิ่งย้อนอ่านในบล็อคกันได้ฮะ



สำหรับ 2 ชิ้นที่นำมารีวิวให้ชมกันจัดอยู่ในกลุ่ม Scar Treatment
ที่เค้าชูจุดขายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ว่ามีเทคโนโลยี 5 Dimension Bioactive
ที่เค้าเคลมมาว่าสามารถเข้าไป ดูแลรอยแผลเรา
ในทุกกระบวนการของการเกิดแผลเป็น
ครอบคลุ่มตั้งแต่

- Inflammatory Phase ช่วงที่เกิดการอักเสบของผิว
- Proliferative Phase ช่วงที่เร่งการสร้างคอลลาเจนเพื่อสมานแผล
- Remodelling Phase ช่วงฟื้นฟูเซลล์ผิวบริเวณที่มีบาดแผล
- Improved Softness Of Scar ปรับความนุ่มและเรียบเนียน
- Fade Color Of Scar ลดความแดงหรือความคล้ำของผิวบริเวณที่เป็นแผลเป็น


มาดูกันค่ะว่าทั้งสองสูตรมีความต่างกันอย่างไร



Provamed Scarzone Acne
สูตรช่วยลดรอยสิว

-----------------------------------------------------

ขนาด 10 กรัม 315 บาท

หาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศจ้า

คุณสมบัติตามคำเคลม

>>> ช่วยลดการอักเสบและรอยแดงสิว ช่วยสมานผิว
ด้วยสารสกัด Allium Cepa เข้มข้นสูงสุด 15%

    >>> ฟื้นฟูรอยหลุมสิวโดยการฟื้นฟูเซลล์ผิวต้นกำเนิด
และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนด้วย AI และ Phycojuvenine

>>> ลดรอยดำสิวและปรับสีของรอยแผลเป็นให้ดูจางลงด้วย Niacinamide

   >>>ช่วยให้รอยแผลเป็นนุ่มและเรียบเนียนขึ้นด้วย Vitamin E เข้มข้นจากธรรมชาติ

    >>> ป้องกันการเกิดสิวใหม่ ด้วย AC ซึ่งจะช่วยลดการอุดตัน
และลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว




ส่วนผสมหลักที่ใส่มามากสุดจากตัวที่เค้าเน้นเป็นตัวชูโรง
คือ Niacinamide หรือ Vitamin B3
ซึ่งเป็นวิตามินสารพัดประโยชน์ที่อ่อนโยนต่อผิวอยู่แล้ว
โดยสามารถช่วยทั้งในเรื่องความชุ่มชื่น ลดเลือนริ้วรอย
รวมถึงลดการอักเสบของสิวได้ด้วยแต่มีข้อแม้คือ
ต้องมีความเข้มข้น 4% ขึ้นไป ซึ่งอันนี้เค้ามิได้แจ้งความเข้มข้นมาเน่อ
ส่วนในเรื่องที่เค้าเคลมว่าช่วยลดรอยดำถ้ามองในเชิงไวท์เทนนิ่ง
ตัวนี้ก็จัดว่าใช่แต่ช่วยแค่ยับยั้งการส่งผ่านของเม็ดสีไม่ให้ขึ้นมาสู่ผิวชั้นบน
ไม่ได้ไปช่วยเรื่องยับยั้งการผลิตเม็ดสีผิวแต่อย่างใด

ต่อกันด้วย Tocopheryl Acetate หรือ Vitmin E
ช่วยให้ความชุ่มชื่นผิวจึงเรียบเนียนอ่อนนุ่ม
และช่วยให้กระบวนการสมานตัวของแผลเกิดเร็วขึ้น

ส่วนผสมต่อมาที่จะพบได้มากสุดในผลิตภัณฑ์กลุ่มลดรอย
นั่นก็คือ
Allium Cepa หรือ สารสกัดจากหัวหอม
ซึ่งเค้าบอกว่าใส่มาเข้มข้นสูงสุดถึง 15%

สารตัวนี้มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
จึงช่วยลดเรื่องการอักเสบของแผลได้ดี
และช่วยปรับปรุงการเรียงตัวของคอลลาเจน

ต่อมาตัวย่อ AI  (Phycosaccharide AI)  ในส่วนผสมคือ Algin
เป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติที่เข้าไปกระตุ้นสเต็มเซลล์
ให้เกิดการแบ่งเซลล์และกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจน
ซึ่งเสริมมาด้วย
Phycojuvenine หรือสารสกัดจากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล
ในส่วนผสมคือ Laminaria Digitata Extract
ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน
จึงช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายจากรอยแผลให้หายได้ไวขึ้น

สุดท้ายตัวย่อ AC
(Phycosaccharide AC) 
ในส่วนผสมคือ Algin , Zinc Salfate

นอกจากช่วยกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์เช่นเดียวกับ AI แล้ว
ยังช่วยลดความมันบนผิวหนัง ลดการอักเสบ
และมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรีย P.Acnes สาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวอีกด้วย

***มีส่วนผสมของน้ำหอม



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้อครีมสีขาวเหมือนจะข้นแต่เกลี่ยกระจายตัวง่าย
เท็กซ์เจอร์เหมือนครีมบำรุงให้ความชุ่มชื่นทั่วไป
เพราะส่วนผสมที่ใส่มาเยอะสุดจริงๆก็คือกลุ่มให้ความชุ่มชื่นอ่านะ
หลังทาให้สัมผัสที่เรียบลื่นดี ไม่เหนียวเหนอะหนะ จัดว่าบางเบาใช้ได้เลย

ใช้ร่วมกับสกินแคร์อื่นๆที่ใช้ปกติรวมถึงกันแดดและเมคอัพต่างๆ
ส่วนตัวไม่ขึ้นเป็นขุยหรือเป็นคราบแต่อย่างใดเลย
ซึ่งจัดว่าเป็นข้อดีมากนะสำหรับครีมทาลดรอยแผล
เพราะหลายตัวที่เค้าเคยลองคือทาได้แค่ก่อนนอน
ทาตอนเช้าเจอเมคอัพเข้าไปขุยขึ้นอย่างแรง

ในส่วนผสมเขียนว่ามีน้ำหอม แต่เอาจริงๆเค้าทาแล้วแทบไม่รู้สึกนะว่ามีกลิ่น
น่าจะใส่มาเพื่อช่วยกลบกลิ่นของสารสกัดหัวหอมมากกว่า

วิธีการใช้

ตามข้างกล่องจะเขียนว่าให้ทาและนวดเบาๆ
ตรงที่เป็นรอยสิว 2-3 ครั้งต่อวัน
เค้าก็ทาวันละ 2 ครั้งนี่หล่ะ หลังล้างหน้า เช้า-ก่อนนอน
เพราะบางทีเราแต่งหน้าก็ไม่ได้สะดวกแต้มเพิ่มระหว่างวันอ่าเนอะ

ซึ่งลำดับในการทาอันนี้ในสไตล์ของเค้านะ
คือล้างหน้าแล้วใช้น้ำตบเอสเซนส์ในการเตรียมผิวหน้าให้ชุ่มชื่นก่อน
แล้วแต้มครีมลดรอยแผลลงไปเลยนวดๆนิดนึงให้ซึมผิว
จากนั้นค่อยทาตามด้วยครีมบำรุงปกติ
ก็คิดเอาเองอ่านะว่าอยากให้สารในครีมลดรอยมันซึมลงผิวไปก่อน
กลัวว่าทาหลังครีมบำรุงมันจะซึมลงไปไม่ถึงเท่าที่ควร Smiley



ผลการทดลองใช้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

ถ่ายแบบซูมสุดชีวิตกับรอยสิวใต้คางให้ชมกัน
ซึ่งรอยนี้เกิดจากฝีมือเค้าเองกดเองช้ำเอง เหอๆ สมน้ำหน้า
เป็นแค่สิวอุดตันตะมุตะมิ ดันกดซะช้ำอักเสบเป็นรอยแดง

รอยสิวในวันแรกจะเห็นเลยว่ามีความตะปุ่มตะป่ำมีทั้งรอยยุบรอยนูน
มันเกิดแล้วก็ต้องใจเย็นค่อยๆอดทน
Provamed Scarzone Acne วนไปค่ะเช้า-เย็น

ผลลัพธ์เมื่อครบ 14 วันก็ตามภาพเลยจ้า
ที่เห็นผลชัดสุดคือความเรียบเนียนของรอยสิว
ผิวมีความเต็มเต็มขึ้นมาจนแทบเสมอกับผิวปกติละ
สภาพรอยสิวโดยรวมดูดีขึ้นจริง

แต่ในเรื่องของรอยดำที่เกิดหลังจากผิวหายอักเสบ
เค้าว่าจางลงแค่นิดหน่อยนะ ยังเห็นเป็นรอยสีน้ำตาลจางๆอยู่

ในส่วนนี้คงต้องใช้สกินแคร์กลุ่มไวท์เทนนิ่ง
ที่ออกฤทธิ์ในเชิงการช่วยผลัดเซลล์ผิวมาช่วย
เพื่อเร่งให้เซลล์ผิวเก่าที่มีเมลานินสะสมอยู่ให้ค่อยๆหลุดออกไป
ซึ่งเค้าว่าจริงๆถ้าใส่ส่วนผสมแบบนี้มาให้เลยก็ดีเนอะ
ทาทีเดียวจบและน่าจะให้ผลลัพธ์เรื่องลดรอยดำได้ชัดเจนขึ้น
แต่ก็อาจไม่อ่อนโยนต่อผิวเท่าไหร่....ซื้อใช้แยกต่างหากเองก็ได้ Smiley



ภาพแบบระยะไกล เออเห็นความต่างชัดอยู่นะนี่
สิ่งที่เหลืออยู่คือรอยดำสีน้ำตาลจางๆ
แต่ขนาดของรอยสิวและความเรียบเนียนของผิวถือว่าผ่าน



Provamed Scarzone Ultra
สูตรช่วยลดรอยแผลเป็น

-----------------------------------------------------

ขนาด 10 กรัม 235  บาท

หาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศจ้า


คุณสมบัติตามคำเคลม

>>> ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นด้วยสารสกัด Allium Cepa เข้มข้นสูงสุด 15%

    >>> ช่วยสมานแผลและฟื้นฟูผิวด้วย Vitamin B Complex
วิตามินบีรวม 7 ชนิดจากธรรมชาติ

>>> ช่วยลดการอักเสบระคายเคืองด้วย Phytelene Complex

    >>> ปรับสีของรอยแผลเป็นให้ดูจางลง สีผิวสม่ำเสมอขึ้น ด้วย Niacinamide

    >>> ช่วยให้รอยแผลเป็นที่นูนแข็งกลับนุ่มขึ้น ด้วย Vitamin E เข้มข้นจากธรรมชาติ



ส่วนผสมมีความคล้ายกันกับสูตร Acne
ที่ต่างคือมีส่วนผสมของ

Vitamin B Complex วิตามินบีรวม 7 ชนิดจากธรรมชาติ
แต่ที่เป็นส่วนผสมหลักจริงๆก็ยังเป็น Niacinamide หรือ Vitamin B3 อยู่ดี


อีกอย่างนึงที่เพิ่มมาคือ Phytelene Complex
เป็นกลุ่มของสารสกัดรวมหลายๆอย่าง
อันนี้เค้าคาดว่าน่าจะเป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาตินะ
เพราะเห็นมีหลายตัวที่มีคุณสมบัตเรื่องต้านการอักเสบตามที่เคลมมา
อย่างสารสกัดจากดอกดาวเรือง (Calendula Officinalis Flower Extract)
สารสกัดจากดอกคาโมมายล์ (Chamomilla Recutita Flower Extract) เป็นต้น
ที่ช่วยทั้งด้านการอักเสบ สมานแผล และลดการระคายเคืองของผิว

***มีส่วนผสมของน้ำหอม



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้อแบบเดียวกันเป๊ะกับสูตร ACNE
เป็นเนื้อครีมสีขาวบางเบาเกลี่ยง่ายไม่เป็นคราบ
และแทบไม่ได้กลิ่นน้ำหอมเช่นเดียวกัน

วิธีการใช้

เหมือนเดิมคือข้างกล่องแนะนำให้ทา
และนวดเบาๆที่รอยแผลเป็นวันละ 2-3 ครั้ง
สำหรับสูตรนี้เอาไว้ทาแผลทั่วไปตามร่างกายก็สามารถทาได้บ่อยหน่อย
เค้าจะวางไว้บนโต๊ะทำงาน นั่งทำงานเหลือบไปเห็นก็จะหยิบมาทา
สามารถทาซ้ำทาเติมได้เรื่อยๆไม่มันไม่เหนอะหนะ



ผลการทดลองใช้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์

ตีแบดมานานไม่เคยล้มได้แผลในคอร์ท

แต่พอได้ครีมลดรอยแผลเป็นมาเท่านั้นแหละ
เอ๊าาาาา....ล้มเข่าสไลด์ไถจนถลอกเลยจร้า
จะรีวิวทั้งทีร่างกายต้องลงทุนกันขนาดนี้เลย ทุ่มเทไปมะ Smiley

ก็เลยได้มีแผลมาเทสให้ชมกันด้วยประการฉะนี้แล

ปกติการเป็นแผลที่เข่าบอกเลยว่าต้องทำใจจริงๆ
มันเป็นจุดข้อต่อที่มีการขยับยืดหดตลอด
ทำให้แผลหายช้า แผลมักจะไม่ค่อยเรียบ
เป็นคีลอยด์ได้ง่าย และมักจะกลายเป็นรอยดำ
และระหว่างการตกสะเก็ดจะรู้สึกคันคะเยอรอบๆแผลมากเป็นพิเศษ
การได้เทสครีมลดรอยรอบนี้เลยมีความขยันทาเพราะอาการคันนี่หล่ะ

เวลาผิวตึงๆมันจะคันๆแห้งๆเค้าก็จะทาครีมลดรอยลงไปชุ่มๆนิดนึง
พอไม่ค่อยตึงมันก็จะอยากเกาน้อยลง (แต่ไม่ได้ทำให้หายคันอ่านะ)
ก็คือช่วงที่ลองจะทาครีมลดรอยวันละหลายรอบอยู่

โดยเค้าจะเริ่มทาตอนแผลแห้งสนิทขึ้นเป็นสะเก็ด
อย่าไปทาตอนที่ยังเป็นแผลสดนะ!

ผลลัพธ์ก็ตามภาพเลย 14 วันสภาพแผลดูดีขึ้นมากนะ
ความต่างของการทากับไม่ทาในฐานะที่เค้าซุ่มซ่ามผ่านการมีแผลอย่างโชกโชน
คือถ้าทาครีมลดรอยตั้งแต่เนิ่นๆรอยแผลจะค่อนข้างเรียบเนียนสวย
คือตอนนี้ลูบไปผิวเสมอกันดีไม่มีสะดุด
ส่วนนึงอาจจะเพราะเราจะเกาแผลน้อยลงด้วยหล่ะ
สะเก็ดจะมีความอ่อนนุ่มและค่อยๆหลุดออกไป
การทาครีมให้รอบๆแผลชุ่มชื่นไว้จะช่วยลดอาการมือบอน
ในการเผลอไปแกะสะเก็ดได้นะ ซึ่งถ้าแผลไม่ได้อักเสบหลายรอบ
รอยแผลก็จะไม่ค่อยดำคล้ำมากนัก

แต่ถามว่าจะหายไปหมดเหมือนไม่เคยมีแผลไหม
เค้าว่ายากหน่อยต้องใช้เวลาหลายปีอ้ะ ทำลืมๆอย่าไปสังเกตมัน

สรุปโดยรวม


ถ้ามองจากส่วนผสมเค้าเน้นเรื่องสารให้ความชุ่มชื่นมามากสุด
ทำให้ฟิลเวลาใช้เหมือนทามอยส์เจอร์
แต่ผลลัพธ์ในเรื่องลดรอยแผลทั้งรอยสิวและแผลเป็น
สำหรับเค้าก็ให้ผลโอเคนะ ไม่ได้ไวเว่อร์แต่ก็ดีกว่าไม่ทาอะไร
อย่างน้อยก็ช่วยในเรื่องของลดการอักเสบได้ดีเลยหล่ะ
ซึ่งนี่คือสาเหตุว่าการทาครีมลดรอยตั้งแต่เนิ่นๆย่อมให้ผลที่ดีกว่า

เอาว่าถ้าเป็นคนมีรอยแผลสิวหรือเป็นแผลค่อนข้างบ่อย
มีครีมลดรอยติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหายเป็นปุ๊บก็ทาปั๊บ
แต่ถ้าจะเน้นเรื่องรอยแผลเป็นเดิมที่เป็นมาหลายปีแล้ว
เค้าว่าไม่จำเป็นทาไปก็แทบไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่
เพราะมันเลยกระบวนการเยียวยาของเซลล์ผิวมานานแหล่ว
ต้องใช้เวลารอให้แผลจางไปเองอ่านะ....เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง Smiley

อ้อแถมเทคนิคอีกนิดสำหรับใครที่เป็นมนุษย์ดูดยุงแบบเค้า
เวลาโดนยุงกัดทาครีมลดรอยแบบนี้ลงไปได้เลยนะ
ตัวสารสกัดจากหัวหอมมันเริ่ดมากกก
ช่วยให้รอยยุงกัดไม่ค่อยแพ้เห่อบวมแหละเธอ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่อยากให้ทิ้งรอยก็ต้องห้ามเกานะจ๊ะ!


หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยนะค้า

Smiley XOXO
Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer
: Sponsored Content by
PROVAMED
***All opinions are my own
Information : https://www.provamed.co.th
https://www.facebook.com/Provamedclub/




 

Create Date : 15 มิถุนายน 2560    
Last Update : 15 มิถุนายน 2560 13:05:52 น.
Counter : 1520 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream ลดเลือนริ้วรอย+กระจ่างใสในขวดเดียว




เมื่ออายุมากขึ้นปัญหาผิวที่ตามมาก็สารพัน
ไม่ว่าจะริ้วรอย ผิวไม่กระชับ ฝ้ากระ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
ซึ่งส่วนใหญ่สกินแคร์ในกลุ่มริ้วรอยก็จะแยกกับไวท์เทนนิ่ง
ทำให้เราต้องเสียตังซื้อแยกกัน แถมยังเพิ่มขั้นตอนในการบำรุงผิวอีกด้วย

แต่ในบล็อคนี้มีสกินแคร์ที่รวมสรรพคุณ
ของทั้งสองอย่างไว้ในขวดเดียวมารีวิวให้ชมกัน
กับไลน์พรีเมียมของ Smooth E ในกลุ่มของ
Smooth E Gold
เป็นเวชสำอางที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ
โดยจัดอยู่ในขั้นตอนของ Pre-Moisturizer
ซึ่งเราอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นกันว่าขั้นตอนนี้คืออะไร และช่วยบำรุงผิวเราอย่างไร
อยากรู้ก็ตามไปชมรายละเอียดกันในบล็อคนี้เลยจ้า



Smooth E Gold

White & Ageless Babyface Cream


ขนาด 30g ราคา 1,350 บาท

มีจำหน่ายทั่วไปตามห้างสรรพสินค้า
Watsons, Boots, Tops, Tesco Lutus ฯลฯ
และร้านยาชั้นนำทั่วไป

------------------------------------------------------------------------------------

คุณสมบัติตามคำเคลม

เวชสำอางฟื้นฟูและบำรุงผิวหน้าจากการวิจัยโดยทีมนักวิทยาศาสตร์การแพทย์
ด้วยนวัตกรรมกระตุ้นการต่อต้านลดเลือนริ้วรอยด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ
กรดอะมิโน คอลลาเจน อีลาสติน ฟื้นฟูให้ผิวเต่งตึง กระชับ  ดูเนียนนุ่ม
วิตามินอีธรรมชาติ และ Grape Seeds Extracts
ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลักผิวตามธรรมชาติอย่างอ่อนโยน
พร้อม Licorice
ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใส อ่อนเยาว์



รายละเอียดส่วนผสม

สารออกฤทธิ์ที่ใส่มาเน้นเป็นส่วนผสมจากธรรมชาติ
มีตัวชูโรงที่เป็นจุดขาย เรียงตามปริมาณในส่วนผสมตามนี้

วิตามินอีจากธรรมชาติ (Natural Tocopherol)
จุดเด่นของวิตามินอีที่เรามักพบในสกินแคร์กลุ่มริ้วรอย
คือคุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม
ที่ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสื่อมจากปัจจัยภายนอก
เป็นสารให้ความชุ่มชื่นที่ดี ให้ผิวยืดหยุ่น
ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์
และช่วยบรรเทาอาการเบิร์นแดดจากรังสี UVB ด้วย
***เป็น Active Ingredient ที่ใส่มามากสุด
ในปริมาณที่คาดหวังผลได้


Jojoba Oil (Simmondsia Chinensis Seed Oil)
ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นโดยไม่ทำให้รู้สึกมันหรือเหนียวเหนอะหนะ

Evening Primrose Oil  (Oenothera Biennis Oil)
ช่วยกักเก็บน้ำในเซลล์ผิว ลดปัญหาผิวแห้งกร้าน

สารสกัดจากว่านหางจระเข้ (Aloe barbadensis leaf juice powder)
ให้ความชุ่มชื่น มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการเกิดการอักเสบของผิวหนัง
ลดอาการระคายเคือง เร่งการแบ่งตัวของเซลล์ผิว

Collagen & Elastin Amino Acids
กลุ่มของอะมิโนที่เป็นองค์ประกอบของเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน
จึงเป็นสารตั้งต้นที่ช่วยกระตุ้นและสร้างเสริมให้ผิวเต่งตึง กระชับ ยืดหยุ่น

Lanolin
สารสกัดจากน้ำมันที่หล่อเลี้ยงขนแกะ
เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ช่วยให้ผิวอ่อนนุ่มชุ่มชื่น

วิตามินเอ (Retinol palmitate)

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
และช่วยกระตุ้นให้เกิดกระบวนการผลัดตัวของเซลล์ผิว

Licorice Extract (Glycyrrhiza Glabra Root Extract)
ส่วนผสมที่เป็นจุดขายของครีมตัวนี้ในเรื่องของการเป็นไวท์เทนนิ่ง
คือสารสกัดจากชะเอมเทศที่
Imported from Korea
ออกฤทธิ์ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน
ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ

 Grape Seed Extract (Vitis Vinifera Seed Extract)
ช่วยเสริมความแข็งแรงให้หลอดเลือด
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องและฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง

***มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์
แต่แอลกอฮอล์ใส่มาน้อยกว่าสารให้ความชุ่มชื่นมากกก
ดังนั้นจึงไม่มีผลต่อการทำให้ผิวแห้งลง

และสูตรนี้ทางแบรนด์แจ้งว่าผ่านการทดสอบแล้ว
ว่าคนที่มีผิวบอบบางระคายเคืองง่ายสามารถใช้ได้
แต่เพื่อความสบายใจทำการเทสก่อนก็ดีจ้า
โดยป้ายหลังใบหูหรือท้องแขนแล้วสังเกตอาการประมาณ 24 ชั่วโมง
ถ้าไม่มีอาการอะไรก็สามารถทาที่หน้าได้ค่ะ



Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream
ทางแบรนด์บอกว่าครีมตัวนี้จัดอยู่ในขั้นตอนของ Pre-Moisturizer
ขั้นตอนนี้อาจจะเป็นอะไรที่ใหม่หน่อยเนอะเค้าอธิบายมาง่ายๆว่า
 Pre-moisturizer = Soft Cream
คือขั้นตอนพิเศษในการบำรุงผิวก่อนทาครีม
ที่มีส่วนผสมช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า (
Vitamin A : Retinol palmitate)
จึงช่วยให้ครีมบำรุงสามารถซึมเข้าไปบำรุงผิวได้ดีขึ้น เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนขึ้น



บรรจุภัณฑ์เป็นขวดสองชั้นแบบทึบแสง
มาพร้อมหัวปั๊ม ทำให้กดใช้งานง่าย
และปกป้องความเสื่อมจากการถูกอากาศและแสงแดดได้ดี



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

ลักษณะเป็นเนื้อครีมสีขาวที่มีความเหลวคล้ายโลชั่น
เนื้อลื่นมากเกลี่ยซึมผิวง่าย ให้ความรู้สึกเย็นสบายและชุ่มผิวทันทีที่ทา

เมื่อซึมผิวหมดให้ฟิลเป็นฟิลม์บางๆเคลือบผิว
ไม่มัน ไม่เหนียวเหนอะหนะ เหลือแค่ความหนึบผิวเล็กน้อย
มีกลิ่นหอมอ่อนๆสไตล์ฟลอรัล



ปริมาณที่ใช้ส่วนตัวเค้าผิวแห้งจะกดออกมาสองปั๊มสำหรับทาทั่วหน้า
และอีกหนึ่งปั๊มสำหรับทาลำคอ วิธีการทาของเค้าจะไม่แต้ม 5 จุด
เพราะการแต้มแบบนั้น 3 จุดจะไปกองตรงทีโซนที่ผิวมันง่าย
แต่แก้มที่ผิวแห้งและเกิดริ้วรอยง่ายได้ครีมบำรุงแค่ 2 จุด

ดังนั้นเค้าชอบกดครีมใส่ฝ่ามือแล้ววอร์มให้เนื้อครีมกระจายตัวให้ทั่วฝ่ามือก่อน
ค่อยทาลงบนใบหน้าโดยทาที่แก้มซึ่งเป็นจุดที่แห้งง่ายและมีพื้นที่กว้างก่อน
ที่เหลือค่อยลงทีโซนก็จะทำให้หน้าไม่มันเยิ้มง่ายระหว่างวัน



เทคนิคการทาครีมง่ายๆสไตล์เค้าคือการทาตามแนวโพรงขน
หมายถึงการลูบครีมไปตามแนวเส้นขนของเรา ไม่ลูบวนหรือลูบย้อน
วิธีนี้จะช่วยลดการเกิดการอุดตันในรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกระชับผิวจะเนียนขึ้น

ลูบตามแนวขนไม่ยากเริ่มจากหน้าแก้มจะลูบจากด้านในสันจมูกออกสู่กรอบหน้า
หน้าผากเช่นกันแนวหว่างคิ้วลูบขึ้นแล้วแหวกออกสองด้านตามแนวขนคิ้ว
สุดท้ายจมูกและคางลูบลง

และสำหรับใครที่รู้สึกว่าใบหน้าและลำคอเริ่มไม่กระชับ
ตอนที่ทาครีมในขณะที่ครีมยังซึมผิวไม่หมดเค้าจะนวดกรอบหน้า
ด้วยการทำมือเป็นกรงเล็บเหยี่ยวแบบในรูปแล้วลากไปตามแนวขอบหน้า
ส่วนคอจะลูบขึ้นจากด้านหน้าอ้อมไปด้านหลังท้ายทอย

***เนื้อครีมตัวนี้ซึมผิวไวมาก ถ้าอยากนวดต้องนวดตั้งแต่ทาครีมลงไปทีแรก
เพราะถ้าทาเพลินจนครีมซึมผิวไปแล้วค่อยมานวด
จะมีความฝืดผิวเพราะเค้าเซ็ตตัวค่อนข้างแมทท์
ถ้าฝืนนวดไปตอนแห้งๆ มือเราจะรั้งผิวให้เกิดเป็นริ้วรอยได้เน่อ



ลุคผิวที่ได้หลังการทา
Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream
จะเห็นว่าเซ็ตตัวค่อนข้างแมทท์
ไม่ทำให้ผิวขึ้นเงา หรือดูมันเยิ้มแต่ผิวจะดูชุ่มชื่นขึ้น
คนผิวมันหรือผิวผสมที่ผิวขาดความชุ่มชื่นน่าจะชอบเลย




สำหรับการใช้
Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream ในช่วงแรก
ในบางคนอาจเกิดอาการผิวลอกได้เนื่องจากเค้ามีส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว
***แต่เค้าผิวแห้งใช้ต่อเนื่องมาเป็นอาทิตย์ไม่มีปัญหาลอกอะไรเลย แล้วแต่คนอ่านะ

ดังนั้นทางแบรนด์จึงแนะนำว่าให้ใช้คู่กับมอยส์เจอร์ไรเซอร์อีกหนึ่งตัว
ซึ่งในไลน์ของ
Smooth E Gold ก็จะมี Advanced Skin Recovery Cream
เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ใช้ในขั้นตอนสุดท้ายเพื่อปิดล็อคความชุ่มชื่นช่วยลดเลือนริ้วรอย



เนื้อของ
Smooth E Gold Advanced Skin Recovery Cream
จะค่อนข้างเข้มข้น ส่วนตัวเค้าผิวแห้งจะชอบเนื้อประมาณนี้นะ
ทาแล้วรู้สึกชุ่มดีแล้วเคลือบผิวได้ตลอดวัน โดยเฉพาะการทาก่อนนอน
ตื่นเช้ามาจะรู้สึกเลยว่าหน้ายังชุ่มชื่นอยู่
แต่สำหรับใครผิวมันหรือผิวผสมแนะนำให้ทาน้อยหน่อย
หรือใช้เฉพาะตอนก่อนนอนก็ได้ค่ะ



สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้


สำหรับ
Smooth E Gold White & Ageless Babyface Cream
เค้าชอบในเรื่องของเท็กซ์เจอร์นะ ให้ความชุ่มชื่นได้ดีแต่ไม่เหนอะหนะ
สามารถทามอยส์เจอร์ตามได้โดยที่ครีมอีกตัวก็ซึมได้ดี

ฟิลหลังใช้จะเซ็ตตัวแบบตึงผิวนิดๆให้ความรู้สึกเหมือนผิวกระชับขึ้น
แต่ในเรื่องริ้วรอยอันนี้ตอบให้มิได้ยังไม่ค่อยมีอ่านะ

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือมีความเป็นไวท์เทนนิ่งเสริมมาให้ด้วย
ก็ประหยัดเวลาดีไม่ต้องทาหลายสิ่ง
เหมาะกับคนต้องการบำรุงหลายๆอย่างในทีเดียว



ก่อนจบไปฝากเคล็ด(ไม่)ลับดูแลผิวให้ดูเด็กไว้อีกนิด
นอกจากทาครีมบำรุงแล้วห้ามลืมทากันแดดเด็ดขาด
เพราะนอกจากแดดจะทำให้หมองคล้ำแล้วยังทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยด้วย

และต้องดูแลตัวเองจากภายในควบคู่ไปด้วย
คือการทำร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกาย ทานอาหารที่มีประโยชน์
ทานน้ำเยอะๆ (สำคัญมากกกก) ที่สำคัญพยายามทำตนให้เป็นคนอารมณ์ดีไว้
สังเกตสิคนที่อารมณ์ดียิ้มง่ายหน้าดูเด็กกว่าเห็นๆ Smiley

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กัน
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยนะค้า

Smiley XOXO
Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer
: Sponsored Content by
Smooth E
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/SmoothEThailand/
http://www.smooth-e.com




 

Create Date : 25 มีนาคม 2560    
Last Update : 10 เมษายน 2560 18:39:16 น.
Counter : 8217 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Olay EYES The Ultimate Eye Cream & Olay PRO-RETINOL Eye Treatment อายครีมสองสูตรจากอเมริกา






สวัสดีค่าสาวๆบล็อคนี้มีรีวิวผลิตภัณฑ์ใหม่จากโอเลย์มาฝากกัน
ซึ่งเป็นไลน์ใหม่ล่าสุดของเค้าเลยซึ่งทรายได้มีโอกาสไปงานเปิดตัวมาด้วย
และได้ทดลองใช้เป็นคนแรกๆถึงที่ประเทศอเมริกา!
นั่นก็คือกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลรอบดวงตา Olay EYES นั่นเอง

ซึ่งตอนนี้ขอบอกว่าวางขายบ้านเราเรียบร้อยแล้ว
มีให้เลือก 2 สูตร ที่ตอบโจทย์ปัญหารอบดวงตาที่ต่างกัน
อยากรู้ว่าสูตรไหนเหมาะกับใคร ช่วยเรื่องอะไร บล็อคนี้ห้ามพลาดค่ะ



ทำไมเราจึงควรบำรุงรอบดวงตา?


ผิวรอบดวงตาเป็นจุดที่มีความบอบบางเสียความชุ่มชื่นได้ง่าย
ทำให้เกิดปัญหาได้ง่ายและเป็นจุดที่แสดงถึงอายุได้ชัดเจน
ซึ่งปัญหารอบดวงตาเกิดได้จากหลายๆปัจจัย
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในอย่างพื้นฐานกรรมพันธุ์ อายุที่เพิ่มขึ้น

หรือปัจจัยภายนอกจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แสนจะหนักหน่วง
ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย นอนดึก ปาร์ตี้ เล่นมือถือ/คอมพิวเตอร์
ล้วนต่างทำให้เกิดปัญหาต่างๆขึ้นไม่ว่าจะรอยคล้ำ รอยบวม ริ้วรอย
ซึ่งถ้าไม่ดูแลกันตั้งแต่เนิ่นๆบอกเลยว่าเมื่อใต้ตาโทรมหน้าจะดูล้ำเกินวัยไปทันที




สำหรับโอเลย์ทั้ง 2 สูตร
จะตอบโจทย์ปัญหารอบดวงตาที่ต่างกัน ดังนี้

Olay EYES The Ultimate Eye Cream

ตัวนี้เน้นช่วยบำรุงและปกปิดรอยคล้ำ ริ้วรอย และรอยบวม

ส่วน Olay EYES PRO-RETINOL Eye Treatment

จะเน้นช่วยฟื้นฟูบำรุง เรื่องริ้วรอยและตีนกา



Olay EYES The Ultimate Eye Cream


ขนาด 15 ml ราคา 999 บาท
มีจำหน่ายตาม Watsons, Boots, Tops Supermarket และ Lazada

***ของเค้าเอามาจากอเมริกาเป็นขนาด 13ml
แต่ของไทยจะขนาด 15ml ได้เยอะกว่าในราคาถูกกว่าที่นู่นด้วย!


----------------------------------------------------------------------------

คุณสมบัติตามคำเคลม

ช่วยบำรุงและฟื้นฟูสภาพผิว และลดเลือนร่องรอย 3 ปัญหา
คือ รอยคล้ำ ริ้วรอย และรอยบวมของถุงใต้ตา
โดยตัวนี้มีเทคโนโลยี คัลเลอร์-คอเร็คติ้ง
ที่ช่วยลดเลือนรอยคล้ำใต้ตาทันทีที่ใช้ และอ่อนโยนสำหรับผิวรอบดวงตา



รายละเอียดส่วนผสม


ส่วนผสมที่เน้นมาเป็นจุดขายในการช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตา
คือ Peptide & Penta-Peptide
หน่วยย่อยสุดของโปรตีนช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว
กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
จึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวลดเลือนปัญหาริ้วรอย

Niacinamide หรือวิตามินบี 3
ส่วนผสมนางเอกที่พบได้ในทุกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์โอเลย์
เป็นวิตามินสารพัดประโยชน์ ช่วยในการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
และให้เซลล์ผิวทำงานเป็นปกติ จึงช่วย
ให้ผิวเนียนละเอียด
ริ้วรอยลดเลือนลง และบางการวิจัยบอกว่ามีคุณสมบัติ
ออกฤทธิ์ในเชิงไวท์เทนนิ่งช่วยให้จุดด่างดำลดเลือนลง

และสารกลุ่มที่ให้ความชุ่มชื่นอย่าง Glycerin , Fatty Acid
(ชื่อที่ลงท้ายด้วย Alcohol เป็นกลุ่มกรดไขมันให้ความชุ่มชื่นไม่ใช่แอลกอฮล์เน่อ)

มี Titanium Dioxide ที่ช่วยกระจายและ
และ Iron Oxide ที่ออกสีเนื้ออ่อนๆช่วยพรางความหมองคล้ำ


***ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์



รุ่นนี้มาในรูปแบบกระปุกใสมีฝาปิดสีเงิน
ดังนั้นจึงไม่ควรวางในที่ที่โดนแสงแดด
เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้อครีมเสื่อมก่อนเวลา



ลักษณะเนื้อและกลิ่น


ดูจากในกระปุกด้านบนจะดูเป็นเนื้อครีมข้นๆ
แต่เมื่อลองแตะลงบนผิวจะรู้สึกเลยว่าเนื้อมีความนุ่มๆฟูๆ
เค้าว่าคล้ายเนื้อวิปครีมเลยอ้ะ เนื้อมีความลื่นและเกลี่ยง่ายมากกก
หลังทาให้ลุคผิวแบบกึ่งแมทท์ แห้งสนิท ไม่มัน ไม่ขึ้นเงา ไม่เหนอะหนะ

เซ็ตตัวเป็นฟิลม์เคลือบผิว ให้ความรู้สึกเรียบลื่นขึ้นทันทีเหมือนการลงไพรเมอร์

สีในกระปุกจะออกสีเนื้ออ่อนค่อนข้างชัด
แต่เมื่อลงบนผิวสีจะค่อยๆกลืนและหายไปกับผิว
เรียกว่าแทบไม่ออกสีเลยหล่ะ จึงสามารถใช้ได้กับทุกสีผิว

โดยจะช่วยพรางพวกรอยด้วยหลังการกระจายแสง
ทำให้ใต้ตาให้ดูสดใสขึ้น ลองเทียบดูจากใต้ตาเค้าสองข้างได้เลย
ด้านที่ลง
Olay EYES The Ultimate Eye Cream รอยคล้ำจะดูจางนิดนึง
แต่อยากให้ทำความเข้าใจกันก่อนว่าอายครีมก็คืออายครีมเน้นบำรุง
มิใช่คอนซีลเลอร์ดังนั้นการปกปิดจึงไม่ใช่แบบเนียนกริบนะฮะ

***เค้าใช้อายครีมทาที่เปลือกตาด้วยเพราะเป็นจุดที่เหี่ยวไว
มีความคล้ำเช่นเดียวกัน ซึ่งอายครีมตัวนี้ดีงามตรงช่วยเตรียมผิวให้เรียบขึ้น
เวลาทาอายแชโดวจะรู้สึกว่าเกลี่ยง่ายและติดทนขึ้นด้วย




ในเรื่องของเส้นริ้วใต้ตานี่ถ่ายแบบซุปเปอร์ซูมให้ดูชัดๆ
จะเห็นว่าเส้นริ้วมันก็ยังอยู่แหละแต่มันดูตื้นขึ้นและจางลงนิดนึง
เพราะเนื้อของอายครีมเข้าไปช่วยเติมร่องผิวและกระจายแสง



ส่วนในเรื่องความชุ่มชื่นวัดให้ดูกันไปเลย
เอาจริงๆตอนไปเทสที่อเมริกาคือลองตอนแรกแอบคิดเหมือนกัน
ว่าจะชุ่มชื่นดีไหมเพราะเนื้อตัวนี้ทาแล้วเซ็ตตัวค่อนข้างแมทท์
ผิวแห้งแบบเค้าที่ไม่ใช้อะไรแมทท์ก็เลยแอบมีความกังวล

ซึ่งเค้าก็ได้ให้ลองเทสกับเครื่องวัดความชุ่มชื่น
โดยผลออกมาว่าชุ่มชื่นขึ้นจริง
ดังนั้นไม่ต้องกังวลในเรื่องความชุ่มชื่นเน่อตัวนี้ชุ่มชื่นดีจ้า



สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้

ที่เค้าชอบสุดเลยคือเท็กซ์เจอร์ที่เกลี่ยง่ายและเซ็ตตัวแมทท์
ซึ่งเป็นข้อดีมากๆสำหรับสาวๆที่แต่งหน้า
เพราะอายครีมตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นไพร์เมอร์บางๆ
ในการเตรียมผิวรอบดวงตา ทำให้แต่งตาได้ง่าย
ติดทนขึ้น และไม่ตกร่อง ไม่เป็นคราบระหว่างวัน

และคุณสมบัติการกระจายแสงก็ช่วยพรางปัญหาใต้ตาได้ระดับนึง
ถ้าคนไม่มีปัญหาใต้ตามากมายวันด่วนๆสามารถลงอายครีมตัวนี้เดี่ยวๆ
แล้วแต่งหน้าตามโดยไม่ต้องโบกคอนซีลเลอร์ได้เลย
ใต้ตาจะดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นแบบเป็นธรรมชาติ

ในด้านของผลลัพธ์ในเรื่องของการบำรุง
เค้าว่าให้ฟิลหลังใช้ที่ดีในเรื่องของความชุ่มชื่น
ผิวใต้ตาจะดูอิ่มฟูขึ้น แต่ในเรื่องความหมองคล้ำและริ้วรอย
อันนี้ยังตอบให้มิได้ ไม่ได้มีปัญหาตรงนี้มากนัก
จึงยังไม่ค่อยเห็นความเปลี่ยนแปลงค่ะ

ส่วนอาการบวมของถุงใต้ตาซึ่งเค้าเป็นคนตาบวมง่าย
ซึ่งส่วนตัวนอนน้อยไม่ค่อยบวมเท่าไหร่
แต่นอนมากไปตาจะพองเป็นปลาทองเลย
ก็เลยรู้สึกว่าอาการบวมขึ้นอยู่กับการพักผ่อนเป็นหลักมากกว่า
อายครีมแค่ช่วยเสริมลดความบวมได้แค่นิดหน่อยไม่ใช่ทาแล้วยุบทันตา
ดังนั้นไม่อยากตาบวมก็ควรมีวินัยในเรื่องการพักผ่อนกันนะฮะ

สรุปสั้นๆ ชุ่มชื่นดี ให้ผิวใต้ตาดูสดใสขึ้น
ให้ผลลัพธ์ในการเตรียมผิวได้ดี ช่วยให้เมคอัพง่ายขึ้น
สำหรับสูตรนี้เค้าชอบใช้ตอนกลางวัน
เพราะให้ผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทา
แต่ใครจะใช้ตอนกลางคืนด้วยก็ได้นะฮะ
ไม่ต้องกังวลเรื่องสี เค้าลองแล้วทาในปริมาณปกติ
สีเนื้อที่เห็นจะซึมเข้าผิวหมดไม่เลอะหมอนจ้า



Olay EYES PRO-RETINOL Eye Treatment

ขนาด 15 ml ราคา 999 บาท

มีจำหน่ายตาม Watsons, Boots, Tops Supermarket และ Lazada

----------------------------------------------------------------------------

คุณสมบัติตามคำเคลม


ช่วยฟื้นบำรุง และฟื้นฟูสภาพผิวจากปัญหาริ้วรอย และตีนกา
ด้วยส่วนผสมที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์อย่างอ่อนโยน
ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้นและแลดูจางลง
สามารถสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 4 สัปดาห์




รายละเอียดส่วนผสม


ส่วนผสมหลักที่ใส่มาแบบจัดเต็มมากยังคงเป็นนางเอกของโอเลย์
ก็คือ
Niacinamide หรือวิตามินบี 3
ที่ช่วยในเรื่องของการลดเลือนริ้วรอย

แต่ส่วนผสมตัวที่เค้ายกมาเป็นตัวชูโรงจริงๆ
คือ Proprietary Retinoid และ Retinyl Propionate

สารในกลุ่มของวิตามินเอ ที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิว
จึงช่วยให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ผิวดูเรียบเนียนสม่ำเสมอขึ้น

นอกจากนี้ยังเสริมมาด้วยวิตามินอี (Tocopheryl Acetate)
ช่วยให้ความชุ่มชื่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
และ
วิตามินบี 5 (Panthenol)
ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื่นเรียบเนียน ให้เซลล์ผิวแข็งแรง
และช่วยปกป้องผิวจากอาการระคายเคือง

***ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมและแอลกอฮอล์



เค้าชอบแพคเกจของอายครีมรุ่นนี้
มีความดีงามตรงหลอดพลาสติกทึบแสง
ที่ช่วยป้องกันความเสื่อมจากแสงได้ดี สะดวกในการพกพา
และปลายหลอดเรียวเล็กทำให้บีบกะปริมาณอายครีมได้ง่าย



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เนื้ออายครีมสีขาวบีบออกมาเหมือนจะข้น
แต่เกลี่ยแล้วจะพบกว่าเนื้อลื่นเกลี่ยง่าย
ให้สัมผัสแบบชุ่มชื่นดีเลย แต่จะใช้เวลาในการซึมผิวสักหน่อย
หลังทาผิวจะดูฉ่ำขึ้น มีความเงาและหนึบผิวเล็กน้อย
ไม่มีกลิ่นเพราะไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

เทคนิคการทาของเค้าคือใช้นิ้วนางที่มีน้ำหนักมือน้อยสุด
ค่อยๆเกลี่ยให้ทั่วรอบดวงตารวมถึงเปลือกตา
เสร็จแล้วบีบอายครีมเพิ่มอีกเล็กน้อยทาย้ำเข้าไปไปบริเวณร่องหางตา
เพราะเป็นจุดที่จะกลายเป็นรอยตีนกาได้เมื่ออายุเพิ่มขึ้น

ส่วนตัวเค้าใช้สูตรนี้ตอนก่อนนอนเลยจะโบกเยอะเป็นพิเศษ
เพราะตอนกลางคืนเราไม่ต้องกังวลในเรื่องการเยิ้มอ่านะ
เน้นหนาๆชุ่มๆจัดเต็มดีกว่า ผิวแห้งแบบเค้าและนอนห้องแอร์ที่อากาศแห้ง
โบกหนาแค่ไหนทิ้งไว้สักแป๊บก็ซึมหายเข้าผิวหมด



ในเรื่องของความชุ่มชื่นถ้าวัดจากเท็กซ์เจอร์และความรู้สึก
สูตรนี้ให้ฟิลที่ชุ่มกว่าแบบชัดเจน แต่วัดด้วยเครื่อง
ผลของความชุ่มชื่นที่เพิ่มขึ้นก็พอๆกันนะทั้งสองสูตร
เอาว่าในเรื่องความชุ่มชื่นให้ผ่านทั้งคู่
แต่จะเลือกใช้สูตรใดก็เลือกตามปัญหาที่กังวลเอาเนอะ

สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้

สำหรับสูตรนี้จะเน้นเรื่องริ้วรอยเป็นหลัก
ซึ่งเค้าก็ยังไม่ถึงกับมีปัญหาริ้วรอยใต้ตาขนาดนั้น
มีรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ทั่วไปซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่เราต้องมี
ดังนั้นจึงไม่สามารถวัดผลได้ว่าริ้วรอยจางลงแค่ไหน

แต่ในเรื่องความรู้สึกของการใช้เค้าจะชอบสูตรนี้
ตรงฟิลหลังการทาที่มีความชุ่มผิวมากกว่า
เหมาะกับใช้โบกตอนก่อนนอนมากกว่าอีกสูตร
หลังทาจะรู้สึกว่าผิวนุ่มๆขึ้น เป็นฟิลที่ผิวแห้งรู้สึกดี

อ้อเค้าพกสูตรนี้ไปใช้ตอนไปเที่ยวยุโรปด้วย
ไปช่วงหน้าหนาอากาศเลขตัวเดียวถึงติดลบ
อายครีมตัวนี้เอาอยู่นะผิวใต้ตาชุ่มดีไม่แห้งไม่เยิน
ซึ่งสำหรับอากาศแห้งแบบนั้นทาตอนกลางวันก็รอด
ช่วยลดเมคอัพแห้งจนเกิดอาการแคร็กที่ใต้ตาได้โอเคเลย
(ลืมพกอีกสูตรไปเลยใช้สูตรนี้ทั้งเช้าและก่อนนอนฮะ)

---------------------------------------------------------------------------------



ได้ฟังความรู้สึกของเค้าไปแล้วก็ลองเลือกดูเนอะ
ว่าตัวเองมีปัญหารอบดวงตาแบบไหน
ซึ่งสองสูตรก็ถือว่าทำมาครอบคลุมปัญหาได้ครบ

ก่อนจบขอฝากไว้ว่าปัญหาใต้ตาต้องดูแลประกอบกัน
ทั้งการบำรุงและการพักผ่อนให้เพียงพอ
ถ้าเป็นปัญหาใต้ตาที่เกิดจากเรื่องสุขภาพอย่างอาการภูมิแพ้
ก็ต้องรักษาที่สาเหตุไปด้วย ดูแลตัวเองให้แข็งแรง

ถึงจะช่วยให้รอบดวงตาดูสดใสขึ้นได้นะฮะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------------------

Disclaimer : Sponsored Content by OLAY
***All opinions are my own
Informationhttp://www.olay.co.th





 

Create Date : 22 มีนาคม 2560    
Last Update : 5 เมษายน 2560 16:26:43 น.
Counter : 2318 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : The Body Shop Drops of Youth ใครเริ่มกังวลกับปัญหาริ้วรอยแรกเริ่มขอเชิญทางนี้









หนึ่งในสกินแคร์ดูแลริ้วรอยแรกเริ่มแห่งยุคที่ฮิตสุดพลังคงหนีไม่พ้น

The Body Shop Drops of YouthTM


ได้ยินกิตติศัพท์ความโด่งดังมาพักใหญ่ว่ามันเริ่ด
และมีแฟนเพจเรียกร้องให้รีวิวมาเยอะมากกกก

กระแสมาแรงขนาดนี้จะพลาดได้ไง อ้ะจัดไป!
เค้าได้ทำการทดลองใช้เองต่อเนื่องมา 3 สัปดาห์
จึงรวบรวมทั้งขั้นตอนและวิธีการใช้
รวมถึงความรู้สึกหลังใช้ต่อเนื่องมาเล่าให้ฟังกันในรีวิวนี้ค่า


ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในไลน์
Drops of YouthTM
จะมีด้วยกันทั้งหมด 7 ชิ้น (ในภาพขาดไป 1)

คือ Liquid Peel , Essence-Lotion , Wonderblur,
Youth Concentrate , Eye Concentrate, Cream
และ Sleeping Mask

แต่เค้านำมารีวิวให้ชมกัน 3 ชิ้นเด็ด (ที่ไฮไลท์เป็นตัวหนา)
ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นไอเท็ม Must Have!
เป็นชิ้นที่แนะนำเลยสำหรับใครที่อยากลองใช้ไลน์นี้

***โปรลด 20% ที่ร้าน The Body Shop ทุกสาขา
ตามในภาพใช้ได้ถึง 1 มีนา 2017 นี้น้า
เช็คสาขาใกล้บ้านได้ที่ >>>CLICK<<<



ก่อนไปทำความรู้จักทั้ง 3 ชิ้น มาทำความรู้จัก
กับ
The Body Shop Drops of YouthTM กันก่อน

ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ช่วยบำรุงผิวในเรื่องของปัญหาริ้วรอยแรกเริ่ม
ส่วนใหญ่คนเราจะเริ่มตระหนักถึงริ้วรอยก็ซักอายุประมาณวัย 20++ เนอะ

เพราะเค้าเน้นในเรื่องการฟื้นฟูและซ่อมแซมโครงสร้างผิวให้กลับมาแข็งแรง
ดูเปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น มีสุขภาพดี ทำให้ริ้วรอยเกิดช้าลง
และริ้วรอยแรกเริ่มที่พึ่งมีจะค่อยๆลดเลือนลง
เสมือนการย้อนเวลาให้ผิวกลับไปอ่อนเยาว์ตามชื่อ
Drops of YouthTM
ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 และได้มีการพัฒนาสูตรมาเรื่อยๆจนมีหน้าตาแบบปัจจุบันนี้


Credit : https://www.thebodyshop.com/en-gb/all-ingredients

ส่วนผสมหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของ
The Body Shop Drops of YouthTM ก็คือ
สารสกัดสเต็มเซลล์ที่ได้จากพืช 3 ชนิด ที่สามารถขึ้นอยู่ในที่ยากต่อการเจริญเติบโต
นั่นหมายความว่ามีคุณสมบัติที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ได้แก่

 • EDELWEISS
สเต็มเซลล์ของดอกเอเดลไวส์
เป็นดอกไม้ที่หายากเติบโตบนเทือกเขาแอลป์
และขึ้นชื่อในความคงทนในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
มีคุณประโยชน์ในการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ยกกระชับผิวและคืนความอ่อนเยาว์

• CRISTE MARINE   เป็นพืชที่สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพอากาศที่แห้ง
เติบโตตามโขดหินชายฝั่งทะเลประเทศฝรั่งเศส ซึ่งทนต่อความแห้งแล้ง
โดยสามารถดูดซับสารอาหารสำคัญจากสภาพแวดล้อมโดยรอบได้

• SEA HOLLY  เป็นส่วนผสมใหม่ล่าสุดที่เพิ่มมา ได้จากชายหาดทางใต้
ของแคว้นบริททานี ประเทศฝรั่งเศส มีคุณสมบัติในการยกกระชับ,
ซ่อมแซม และฟื้นฟูเซลล์ อุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์
ช่วยกระตุ้นการทำงานของคอลลาเจนและอีลาสติน
เซลล์ผิวจึงมีความตื่นตัว และเปล่งปลั่งอยู่เสมอ


-------------------------------------------------------------------------------------

เค้าจะรีวิวโดยเรียงตามลำดับขั้นตอนการใช้นะฮะ เริ่มกันที่ชิ้นแรกเลย



The Body Shop Drops of YouthTM
Youth Liquid Peel


ขนาด 145 ml ราคา 1,190 บาท

เป็นผลิตภัณฑ์ที่พึ่งออกใหม่ล่าสุดสำหรับไลน์นี้
ใช้สำหรับผลัดผิวอย่างอ่อนโยนด้วยเนื้อเจลที่ไม่มีเม็ดสครับ
โดยมีส่วนผสมหลักคือสเต็มเซลล์จากพืชทั้ง 3 ชนิดที่เล่าไปด้านบน
และบาบาสสุออยล์ที่ช่วยบำรุงผิว ซึ่งได้จากโครงการการค้าชุมชนในประเทศบราซิล



รายละเอียดส่วนผสม : มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และน้ำหอม
สำหรับผิวแพ้/ระคายเคืองง่ายแนะนำว่าทำการเทสก่อนก็ดีค่ะ



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เป็นเนื้อเจลใสๆมีความหนืดแค่เล็กน้อยคล้ายกับเจลลี่
เมื่อเกลี่ยไปบนผิวจะแตกตัวเป็นน้ำเหลวๆใสๆ
และเมื่อนวดวนจะจับตัวเป็นก้อนขึ้นเป็นคราบขี้ไคล
มีกลิ่นหอมอ่อนๆให้ความรู้สึกสดชื่น

ขั้นตอนและวิธีการใช้

ให้ใช้ หลังการเช็ดเครื่องสำอางออกเกลี้ยงแล้วแต่ก่อนทำการล้างหน้า
โดยกดเจลออกมาประมาณ 2 หยด (ใหญ่นิดนึง)
แล้ว นวดลงบนผิวที่แห้ง ไม่ต้องทำการพรมน้ำใดๆ

ค่อยๆนวดวนไปเบาๆ เนื้อเจลจะค่อยๆจับตัวขึ้นเป็นก้อนเหมือนขี้ไคล
ซึ่งจะช่วยดึงสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกมา
ตอนนวดวนไม่ต้องใช้แรงในการถูสแครชใบหน้านะฮะ
แค่วนเบาๆก้อนขี้ไคลก็ออกมาสะใจแล้ว

อันนี้เค้าลองสังเกตเองถ้าช่วงที่ใช้เรื่อยๆสีก้อนขี้ไคลจะออกขาวๆ
แต่ถ้าเว้นหลายวันหรือเป็นจุดที่ไม่ค่อยได้ทำความสะอาดละเอียดๆ
คราบขี้ไคลจะออกสีอมน้ำตาลแหละ

***ส่วนตัวเค้าชอบกดปั๊มเพิ่มแล้วนวดที่คอด้วย
โดยเฉพาะต้นคอด้านหลังเป็นจุดสะสมคราบขี้ไคลชั้นดีเลย
หน้าสวยแล้วคอต้องสวยด้วยนะฮะ!


หลังจากนวดทั่วหน้าแล้วก็ล้างออกด้วยน้ำเปล่า
แล้วทำการล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าตามปกติ

โดย แนะนำให้ใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แล้วแต่สภาพผิว
อย่างเค้าผิวแห้งก็ใช้แค่อาทิตย์ละ 2 ครั้งพอ
ไม่แนะนำให้ใช้บ่อยเกินไปเพราะการผลัดเซลล์ผิวถ้ามากไป
จะทำให้ผิวหนังแห้งลงได้ง่ายเป็นสาเหตุให้ผิวระคายเคืองง่ายขึ้น



ความรู้สึกหลังทดลองใช้


ตอนนวดเจลไปบนผิวจะรู้สึกเย็นๆ สบายผิวดี
เค้าชอบกลิ่นนะเป็นแนวเฟรชๆให้ความรู้สึกสดชื่น
ยิ่งช่วงอากาศร้อนๆกลิ่นจะช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น

หลังล้างเจลออกจะรู้สึกฝืดๆผิวเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถึงกับแห้งตึง
แต่เวลาลูบไปบนผิวจะรู้สึกเลยว่าสมูทขึ้น เท็กซ์เจอร์ผิวเรียบเนียนขึ้น

ผลลัพธ์เปรียบเทียบผิวให้แบบซูมๆ สำหรับเค้าก็เห็นชัดอยู่นะ
ว่ารูขุมขนดูเรียบเนียนขึ้น ผิวจะดูใสๆขึ้นเล็กน้อย
ตรงแนวจมูกพวกสิวเสี้ยนที่เป็นจุดดำๆมีหลุดออกบ้างแต่ไม่ได้ทั้งหมด
เอาว่าสภาพโดยรวมผิวดูเคลียร์ขึ้นเพราะเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป

ที่เค้าประทับใจสุดคือให้ความรู้สึกอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าการสครัป
จึงเหมาะสำหรับคนที่มีผิวค่อนข้างแห้งหรือค่อนข้างบอบบาง

สำหรับคนที่มีสิวทั่วหน้า มีสิวอักเสบ หรือใช้ยาสิว ไม่แนะนำให้ใช้กลุ่มผลัดเซลล์ผิวนะฮะ
แต่ถ้าเป็นสิวเล็กน้อยแค่บางจุด อยากใช้ก็ให้เว้นตรงที่มีสิวเอาไว้ระวังอย่าไปโดยเนอะ



The Body Shop Drops of YouthTM
Youth Concentrate


  ขนาด 50 ml ราคา 2,390  บาท
(ปรับลดราคาลงมาจากเดิมด้วยในปี 2017 นี้)

ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จัดอยู่ในกลุ่มของพรีเซรั่ม
คือใช้ก่อนลงเซรั่มตัวอื่น หรือจะใช้ตัวนี้เดี่ยวๆแทนเซรั่มก็ได้เช่นกัน

เรียกได้ว่าเป็นนางเอกของไลน์
Drops of YouthTM เลย
เป็นชิ้นที่ขายดีที่สุดการันตีด้วยยอดขาย
1 ขวดในทุก 28 วินาทีทั่วโลก!!! ซื้อกันถี่อะไรเบอร์นี้

โดยเน้นช่วยฟื้นฟูชั้นผิวตามกระบวนการธรรมชาติ
ด้วยการกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่แทนที่เซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพในแต่ละวัน

จึงช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง เรียบเนียน ลดปัญหาริ้วรอยแรกเริ่ม



รายละเอียดส่วนผสม : อันนี้เปิดดูจากเว็ป https://www.thebodyshop.com ของอังกฤษ
โหเลิฟมากกกกอ้ะ ลงรายละเอียดให้ชัดเจนในวงเล็บเลยว่าส่วนผสมแต่ละตัวคืออะไร
อยากให้ทุกแบรนด์ทำแบบนี้ นี่คือความจริงใจต่อผู้บริโภคที่ขอปรบมือให้เลย 
Smiley

มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำหอม
สำหรับผิวแพ้/ระคายเคืองง่ายแนะนำว่าทำการเทสก่อนก็ดีค่ะ




ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เซรั่มเนื้อใสมีความหนืดเล็กน้อย
แต่เกลี่ยแล้วลื่นปรื้ดกระจายตัวบนผิวได้ง่ายมาก
ให้ผิวดูฉ่ำและอิ่มน้ำขึ้นทันทีหลังทา
โดยไม่ได้ทำให้ผิวดูมัน หรือรู้สึกเหนอะหนะ

มีกลิ่นของแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นหอมอ่อนๆ
เป็นกลิ่นแนวเดียวกับ Liquid Peel
 แต่กลิ่นจะชัดกว่านิดนึงให้ความรู้สึกสดชื่น



ขั้นตอนและวิธีการใช้


ใช้เป็นพรีเซรั่มคือก่อนการลงเซรั่ม แต่ใช้หลังกลุ่มเอสเซนส์น้ำตบ
ใครงงเรียงง่ายๆให้ดูตามลักษณะของเนื้อ ตัวไหนเหลวกว่าทาลงไปก่อน
เพราะถ้าทาตัวข้นกว่าก่อนตัวที่เหลวกว่าก็จะถูกบล็อคให้ซึมผ่านลงไปมิได้

เนื้อพรีเซรั่มตัวนี้เค้าว่ามีความข้นกว่าน้ำตบแค่นิดนิดเดียว
สำหรับเค้าที่ผิวแห้งใช้ประมาณ 2 ดรอป (หนึ่งเหรียญบาท)
โดยเค้าจะดรอปใส่ฝ่ามือแล้วกระจายเนื้อพรีเซรั่มให้ทั่วสองมือก่อน
จากนั้นลงบริเวณแก้มที่แห้งง่ายให้ชุ่ม เสร็จแล้วที่เหลือติดมือไม่เยอะมาก
ค่อยทาลงไปตรงทีโซนที่มันง่ายกว่า เพื่อให้ผิวหน้าชุ่มชื่นตลอดวันโดยไม่มันเยิ้ม

 ตอนที่ทาจะใช้เวลาในการเซ็ตตัวเล็กน้อย
จะเป็นฟิลแบบค่อยๆซึมลงผิว ไม่ใช่ทาแล้วหายวาบทันที
หลังทาจะให้ความรู้สึกเป็นฟิลม์บางๆเคลือบผิวไว้
จับผิวดูจะมีความหนึบเล็กน้อยดูจากภาพขวามือได้
คือตบเบาๆบนผิวผิวจะเด้งๆติดมือขึ้นมาได้เลย

แต่พอผ่านไปซักแป๊บก็จะแห้งสนิทลูบผิวแล้วจะรู้สึกลื่นๆ
จัดว่าชุ่มชื่นดีโดยไม่หนักผิวและไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ



ความรู้สึกหลังทดลองใช้


พรีเซรั่มตัวนี้เป็นตัวหลักที่เค้าใช้ต่อเนื่องทุกวันเช้าเย็นเป็นเวลา 3 สัปดาห์
โดยเค้าพกไปใช้ด้วยตอนไปทริปยุโรป 17 วัน
ตอนนี้ปริมาณพร่องลงมาเกือบถึงขอบฉลากสีเงินละ
ถ้าใช้ 2 ดรอปเช้าเย็นอย่างเค้าขวดนึงก็น่าจะอยู่ได้ประมาณสองเดือนนิดๆ

บอกเลยว่าทริปที่ไปมาอากาศสวิงมากมีตั้งแต่เลขตัวเดียวยันติดลบแบบมีหิมะ
แล้วเดินทางค่อนข้างทรหดใช้ได้เลยนั่งทั้งเครื่องบิน รถบัส รถไฟ ข้าม 6 ประเทศ
ก็ได้พิสูจน์กันไปเต็มๆเนอะว่าสเต็มเซลล์จากพืชที่เค้าเคลมว่าทนต่อสภาพอากาศ
จะช่วยให้ผิวเราอึดถึกทนได้แค่ไหน ซึ่งผลออกมาเค้าให้ผ่านนะ!

คือให้ผ่านในแง่ของฟิลที่ดีตอนที่ทาลงไป สัมผัสได้เลยว่าชุ่มชื่น
ผิวจะดูฉ่ำน้ำและจับจะรู้สึกว่านุ่มขึ้นค่อนข้างชัดเจน
และเค้าชอบที่เนื้อมันไม่ได้เหลวเกินไปจนรู้สึกเหมือนไม่ได้ทาอะไร
ฟิลที่เหลือบนผิวให้ความรู้สึกดีในแง่ของการคงความชุ่มชื่นตลอดวัน

โดยที่เมื่อเซ็ตตัวแล้วสามารถทาสกินแคร์อื่นๆต่อด้วยกันแดด
และเมคอัพตามลงไปได้โดยไม่ขึ้นเป็นคราบหรือเป็นขุยเลยแม้แต่น้อย

ซึ่งปกติถ้าสกินแคร์กลุ่มที่ให้ฟิลเป็นฟิลม์เคลือบผิวแบบนี้
บางตัวจะไปจับตัวกับเนื้อกันแดดหรือรองพื้นแล้วขึ้นขุยเป็นขี้ยางลบได้
แต่ตัวนี้คือผ่านแบบจริงจัง เค้าลองสลับใช้กันแดดกับรองพื้นหลายตัวก็รอดหมด

แต่สำหรับเรื่องผลลัพธ์ความเปลี่ยนแปลงของผิว
นี่ก็ขอพูดตามจริงว่าเค้ายังไม่ได้มีปัญหาผิวอะไรขนาดนั้น
เพราะขยันโบกขยันทาครีมบำรุงมาตลอด
ซึ่งมันก็ถูกหลักของการดูแลผิวนะว่าเราควรทาเพื่อป้องกันไม่ใช่รอให้เกิดปัญหา
ยิ่งพวกปัญหาริ้วรอยถ้าเกิดแล้วมันแก้ยาก ดังนั้นดูแลตั้งแต่ยังไม่มีดีที่สุดนะฮะ

เอาว่าทริปยุโรปที่ผ่านมาแม้เจอความเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างหนักหน่วง
แต่ก็กลับมาไทยด้วยสภาพผิวที่จะปิ๊งอยู่ ไม่แห้ง ไม่ลอก
และตอนที่เที่ยวก็สามารถแต่งหน้าได้ติดทนทั้งวัน
ก็ถือว่าเป็นพรีเซรั่มที่ช่วยให้ความชุ่มชื่นได้ดีเลย

แต่ในส่วนผสมเค้าใส่แอลกอฮอล์มาเป็นตัวทำละลายค่อนข้างเยอะหน่อย
ถ้าให้แนะนำจริงๆทาเซรั่มหรือมอยส์เจอร์กลุ่มให้ความชุ่มชื่นตามอีกซักตัวก็ดีฮะ
แต่สำหรับผิวแห้งแบบเค้าโบกตามทั้งเซรั่ม ออยล์ มอยส์เจอร์อยู่ละ....เยอะสิ่ง แหะๆ



The Body Shop Drops of YouthTM
Youth Bouncy Sleeping Mask


     ขนาด 90 ml ราคา 1,690 บาท

เป็นมาส์กที่ใช้ทาก่อนนอนโดยไม่ต้องล้างออก
เป็นเหมือนแผ่นฟิลม์ที่เคลือบบำรุงผิวชั้นที่ 2
ที่จะช่วยให้ผิวได้รับการฟื้นฟูและบำรุงตลอดคืน
ให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่นเมื่อตื่นนอน



รายละเอียดส่วนผสม : ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แต่มีน้ำหอมเล็กน้อย



ลักษณะเนื้อและกลิ่น

เป็นเนื้อครีมกึ่งเจลสีขาวที่มีความยืดหยุ่นสามารถคืนรูปได้
คือต่อให้เราตักหรือเอาไม้พายกวนยังไง
ตั้งทิ้งไว้แป๊บเดียวก็จะคืนตัวเป็นผิวเรียบตามภาชนะที่ใส่เสมอ

นี่ก็สนุกกับการตักให้ยืดเพื่อถ่ายรูป
แต่ถ้าใช้จริงไม่จำเป็นไม่ควรตักกวนเล่นนะฮะ
เพราะการตักหรือกวนทำให้อากาศเข้าไปในเนื้อครีม
อาจทำให้เกิดการออกซิไดซ์ได้ซึ่งไม่ดีต่อการเสื่อมของส่วนผสม

กลิ่นดีหอมสดชื่นเหมือนทุกตัวแต่เทียบแล้วมาส์กจะกลิ่นอ่อนสุด



ขั้นตอนและวิธีการใช้

หลังลงสกินแคร์อื่นๆตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว
ให้ลงสลีปปิ้งมาส์กเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังมอยส์เจอร์ไรเซอร์
โดยใช้เฉพาะตอนกลางคืนและเข้านอนได้เลย
ย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องล้างออก และสามารถใช้ได้ทุกวัน

เนื้อตอนแรกดูข้นหนืดคล้ายครีมแต่พอเกลี่ยบนผิว
จะแตกตัวออกคล้ายเนื้อเจลลี่ แล้วค่อยๆกระจายตัวเป็นเนื้อเจลเข้มข้น
จะให้ความรู้สึกเป็นฟิลม์เคลือบผิว หลังทามีความหนึบเล็กน้อย
ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณที่ทา ส่วนตัวเค้าผิวแห้งเลยชอบทาหนาหน่อย
เรื่องหนึบไม่ใช่ปัญหาเพราะเรานอนห้องแอร์ที่อากาศแห้ง
โบกเยอะเผื่อไว้ได้ นอนๆไปมาส์กจะค่อยๆซึมผิวหายไปเอง
หรือไปอยู่ที่หมอนด้วยส่วนนึงถ้าใครชอบนอนคว่ำ Smiley

การลงมาส์กแนะนำให้ลงเน้นๆในจุดที่แห้งง่ายก็คือแนวแก้มยูโซน
และอย่าลืมลูบลงมาที่คอหน่อย บอกเลยว่าคอนี่แหละตัวบอกวัย
คนส่วนใหญ่ชอบกลัวเปลืองกับการทาคอ
แต่คอเป็นจุดที่ศัลยกรรมยังทำให้ตึงเป๊ะไม่ได้เลยนะเออ
ดังนั้นทุกครั้งทาทาหน้ามาส์กหน้าก็อย่าลืมเผื่อแผ่คอกันด้วยน้า



วันไหนขยันหน่อยตอนทามาส์ก
ก็สามารถนวดหน้ากระตุ้นการหมุนเวียนโลหิตไปได้ด้วย
โดยที่ฝากล่องเค้าจะมีวิธีสอนอยู่
ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากก็แค่นวดแบบจากตรงกลางออกกรอบหน้า
สำหรับคอถ้ากังวลเรื่องหย่อนคล้อยก็นวดแบบลูบขึ้น

การนวดหน้าควรทำตอนที่มาส์กยังมีความลื่นๆฉ่ำๆบนผิว
ถ้านวดตอนที่เริ่มแห้งแล้วแรงเสียดสีจะยิ่งทำให้เป็นริ้วรอยนะจ๊ะ



ความรู้สึกหลังทดลองใช้

จากคำแนะนำของแบรนด์เค้าบอกว่าถ้าจับคู่ใช้ Concentrate + Sleeping Mask
จะให้ผลลัพธ์เริ่ดที่สุด เพราะจะช่วยเสริมประสิทธิภาพกันแบบ Power Duo

โดยเค้าเคลมมาว่าเมื่อใช้คู่กันผิวจะได้รับการพักผ่อน
ราวกับได้นอนอย่างเพียงพอ <<< โดนใจจริงๆ!
เพราะใครติดตามกันก็จะรู้ว่าเค้านอนดึก...นอนเช้ามากตี 2-4 เป็นปกติ
นั่งเขียนบล็อค/ตัดวิดีโอกลางคืนมันมีสมาธิกว่าอ่านะ

โดยเทคนิคเค้าถ้ารู้ว่าจะนอนเข้าจะลง
Concentrate ให้ชุ่มหน่อย
ตามด้วยเซรั่ม มอยส์เจอร์ให้เรียบร้อย
แล้วทา
Sleeping Mask รอบแรกไม่ต้องหนามาก
ระหว่างนั่งทำงานก็ทาเพิ่มไปบางๆสัก 1-2 รอบ แล้วแต่ว่าลากยาวอยู่ดึกแค่ไหน
ซึ่งผลลัพธ์คือเมื่อตื่นเช้ามาผิวจะยังดูชุ่มชื่น ไม่มีอาการแห้งให้เห็นเลย
ตอนแต่งหน้าก็จะรู้สึกว่าเมคอัพไม่ลอย ใช้เวลาเซ็ตตัวกับผิวไม่นาน ถือว่าดีงามฮะ

แต่จริงๆถ้าจะให้ดีก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอด้วยถึงจะดีที่สุดเนอะ
แต่ถ้ายังทำไม่ได้จริงๆ (แบบเค้า) แนะนำว่าระหว่างที่ยังไม่นอน
นอกจากโบกมาส์กเพิ่มแล้วก็ควรจิบน้ำเปล่าไปเรื่อยๆด้วย
เพราะการพักผ่อนน้อยทำให้ผิวขาดความชุ่มชื่นได้มาก
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดริ้วรอยก่อนวัยเลย

หวังว่าเทคนิคและขั้นตอนการใช้
ที่นำมาฝากกันในบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์นะค้า
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมชมล่วงหน้าด้วยค่า

Smiley XOXO
Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer
: Sponsored Content by THE BODY SHOP
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/TheBodyShopTH
http://www.thebodyshop.co.th




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2560    
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2560 10:14:05 น.
Counter : 5099 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

Review : Kudos Purebliss ฝักบัวกรองคลอรีนช่วยถนอมผิวและเส้นผม






แพ้น้ำ....ใครเจอปัญหานี้บ้างยกมือขึ้น
สังเกตง่ายๆเวลาเปลี่ยนที่ เช่นไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
เมื่อใช้น้ำอาบน้ำล้างหน้าไปสักพักจะเริ่มมีอาการ
เช่น ผด ผื่น สิวอุดตัน หรือแห้งแดงคัน
บางคนผิวเซนซิทีฟมากหลังใช้น้ำปุ๊บเห็นผลปั๊บอาการมาเต็ม
แต่บางคนใช้น้ำนั้นไปเรื่อยๆแล้วถึงเริ่มเห็นอาการแพ้
และเมื่อเปลี่ยนกลับมาใช้น้ำเดิมที่ใช้ประจำอาการเหล่านั้นก็จะดีขึ้น
นั่นเลยคืออาการแพ้น้ำ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งน้ำจากแหล่งธรรมชาติ
อย่างน้ำบาดาลที่ซึมผ่านชั้นดินทำให้มีแร่ธาตุและสารเคมีจากดินเจือปนอยู่มาก
และน้ำประปาที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้วด้วยคลอรีน แต่คลอรีนนี่แหละที่คนก็แพ้กันมาก!

บล็อคนี้เลยจะมารีวิวตัวช่วยสำหรับคนที่แพ้น้ำให้ชมกัน
โดยเฉพาะคนที่แพ้คลอรีนในน้ำประปา ซึ่งเป็นสิ่งที่เลี่ยงยากเนอะ
จะใช้น้ำสะอาดอย่างอื่นเช่นน้ำดื่มมาให้อาบน้ำล้างหน้่าก็แพงเกิน
ทางออกง่ายๆก็คือการใช้ตัวกรอง ซึ่งเครื่องกรองก็ราคาสูงเว่อร์วัง
เลยขอหยิบอุปกรณ์ช่วยกรองคลอรีนแบบราคาเอื้อมถึงมารีวิวให้ชมกัน
ก็คือ "ฝักบัวกรองคลอรีน" นั่นเองจ้า



KUDOS PUREBLISS
SHOWER RANGE
----------------------------------
Kudos Skin Care Series


ฝักบัวราคาเต็ม 3,500 บาท
สามารถซื้อไส้กรองเปลี่ยนได้อันละ 900 บาท

แต่เค้าเข้าไปส่องดูในเว็ป http://www.lazada.co.th/
มีโปรลดเยอะเลยฝักบัวลดเหลือแค่ 1,800 บาท ไส้กรอง 600 บาท
หรือหาซื้อได้ที่ HomePro , บุญถาวร  และร้าน Tsuruha จ้า

รายละเอียดผลิตภัณฑ์


เป็นฝักบัวที่มี
เทคโนโลยีฟิลเตอร์ Water-Pure Filter™
ที่ช่วยกรองคลอรีนอิสระคงเหลือในนํ้าให้มีปริมาณเหลือน้อยที่สุด
จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องอาการแพ้คลอรีนในน้ำสำหรับคนที่มีผิวบอบบาง
ทำให้ผิวและเส้นผมยังคงความชุ่มชื้นไม่แห้งกระด้าง

พร้อมกับเทคโนโลยี Atomist™ คือการออกแบบรูหน้าฝักบัวให้มีปริมาณลดลง
ช่วยประหยัดนํ้าได้ถึง 45% และช่วยให้น้ำไหลแรงยิ่งขึ้น
แต่ยังคงความนุ่มนวลของสายน้ำทำให้รู้สึกผ่อนคลายระหว่างอาบน้ำ


Credit : http://medicaltreasure.com/chlorine-rash
     http://mddk.com/chlorine-rash.html


คลอรีนคืออะไร? มีผลต่อผิว/เส้นผมอย่างไร?

คลอรีน (Cholrine) เป็นสารที่ใช้สำหรับฆ่า/ลดเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียต่างๆในน้ำ
ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในการผลิตน้ำประปาทั่วโลกเพราะมีราคาถูก


โดยหลังจากใส่สารคลอรีนลงไปจะมีฤทธิ์ที่คงเหลืออยู่ในนํ้า
เพื่อปกป้องเชื้อโรคต่างๆไม่ให้เติบโตในนํ้า
ระหว่างการขนส่งนํ้าจากแหล่งกักเก็บนํ้าไปสู่ผู้ใช้นํ้า

จะเรียกว่า คลอรีนอิสระคงเหลือ (Free Residual Chlorine)

ซึ่งกำจัดเชื้อโรคได้คือข้อดีแต่ก็มีข้อเสีย
คือ คลอรีนอิสระคงเหลือจะไปทำลายวิตามินบางชนิด
รวมทั้งสามารถทำลายโปรตีนในเส้นผมและผิวหนัง

ทำให้เกราะป้องกันชั้นผิวหนังถูกทำลาย ความชุ่มชื่นผิวจึงลดลง
แบคทีเรียหรือโรคเกี่ยวกับภูมิแพ้ผิวหนังต่างๆก็จะเข้าสู่ผิวได้ง่ายขึ้น
จึงเกิดอาการทางผิวหนังต่างๆ เช่น คัน ลอก ผื่นแดง หรือแห้งกร้าน นั่นเอง

สังเกตง่ายๆแม้ไม่ใช่คนที่ผิวบอบบางแพ้ง่าย
แต่เวลาเราไปว่ายน้ำซึ่งในสระว่ายน้ำจะมีปริมาณคลอรีนมากกว่าน้ำปกติ
หลังว่ายน้ำมักจะรู้สึกว่าผิวมีความกร้านกว่าปกติ
และเส้นผมจะดูค่อนข้างแห้งหยาบ พันกันง่าย
และสำหรับคนที่ทำสีจะเห็นเลยว่าสีผมก็จะเฟดค่อนข้างมาก
ดังนั้นถ้าเราสามารถลดลดการสัมผัสกับคลอรีนในน้ำได้
จึงเป็นการเซฟทั้งสุขภาพผิวและเส้นผม



Kudos : คูโดส เป็นแบรนด์อุปกรณ์ในห้องน้ำจากประเทศญี่ปุ่น
เข้ามาเปิดตัวในไทยเมื่อปี 2554 โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย
ไม่ว่าจะก๊อกน้ำ ราวจับ อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ ฯลฯ
มีจำหน่ายทั่วไปใน HomePro , Global House , บุญถาวร

ซึ่ง Kudos Purebliss ก็จัดเป็นไลน์หนึ่งในผลิตภัณฑ์ฝักบัว
ในกลุ่มของ Skin Care Series ที่เน้นในเรื่องของการดูแลผิว

และฝักบัวรุ่นนี้ Made in Japan ผ่านการวิจัยและควบคุมคุณภาพ
เรื่องการกรองคลอรีนอิสระคงเหลือจาก San-ei Laboratory
ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันโรคผิวหนังที่ญี่ปุ่นประเทศญี่ปุ่น
ว่าเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวหนังบอบบางหรือมีอาการของผื่นแพ้ผิวหนัง

สารที่ใช้กรองผ่านมาตรฐาน NSF ที่อยู่ภายใต้ องค์การอนามัยโลก (WHO)
และเป็นฝักบัวเพื่อสุขภาพรายแรกที่มีการตรวจสอบ มอก.
ถึงโรงงานผู้ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น
ดังนั้นส่วนตัวเค้าว่าก็มั่นใจได้ในเรื่องความน่าเชื่อถือของแบรนด์และคุณภาพการผลิตนะ



วัสดุเป็นพลาสติกเนื้อหนามีน้ำหนักเบา
หัวฝักบัวรวมไส้กรองหนักแค่ขีดครึ่ง
ก็เหมาะกับการพกพาดีสำหรับคนที่ผิวแพ้ง่ายแต่ต้องเดินทางต่างที่

มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี
เขียว ฟ้า ชมพู น้ำตาล และขาว
สำหรับสีขาวที่เค้าใช้จะเป็นพลาสติกแบบทึบแสงนะ
แต่สีอื่นรู้สึกจะเป็นแบบขุ่นที่มองเห็นไส้ในได้



KUDOS PUREBLISS จะประกอบด้วย 2 ส่วน
คือ ฝักบัว และ ไส้กรอง ซึ่งสามารถถอดเปลี่ยนได้ง่ายๆด้วยตัวเอง
เกลียวหมุนจะลงล็อคพอดีมีเส้นขีดแสดงให้ชัดเจน
สิ่งควรระวังคืนไม่ฝืนหมุนเกลียวเกินรอบเพราะจะทำให้เกลียวหวานได้

โดยในไส้กรองคือ Water-Pure Filter™
ที่มีส่วนประกอบของแคลเซียมซัลไฟต์ (Calcium Sulfite / CaSO3)

ผลิตจากบริษัท Tomita Pharmaceutical บริษัทยาชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น
ที่ได้รับการวิจัยว่ามีประสิทธิภาพในการกรองคลอรีนสูง
 โดยไม่ส่งผลกระทบข้างเคียงต่อร่างกาย

***ไส้กรองแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 6 เดือนค่ะ
เพราะเมื่อใช้ไปเรื่อยๆที่ฟิลเตอร์จะขึ้นเป็นคราบ
ทำให้ประสิทธิภาพในการกรองคลอรีนลดลง



หัวฝักบัวสามารถถอดเปลี่ยนกับสายฝักบัวได้ทุกรุ่นนะฮะ
เป็นขนาดมาตรฐานเท่ากันทั่วโลก หมุนหัวฝักบัวเดิมออก
ใส่
KUDOS PUREBLISS เสร็จเรียบร้อยพร้อมใช้งาน



ความแตกต่างระหว่างหัวฝักบัวปกติกับ
KUDOS PUREBLISS
ที่สังเกตได้ทันทีเลยคือความแรงน้ำที่เพิ่มขึ้น
บ้านเค้าที่จันท์น้ำประปาอ่อยมาก เปิดแรงสุดก็ได้แค่ในภาพซ้าย
แต่พอเปลี่ยนมาเป็นคูโดส ดูเส้นสายน้ำได้เลยแรงขึ้นจริงๆ
น้ำแรงขึ้นเพราะลักษณะรูที่เล็กและลดลงจึงทำให้เวลาสัมผัสรู้สึกว่านุ่มผิว
และมีความรักษ์โลกในส่วนของการช่วยประหยัดน้ำขึ้นด้วย



แต่ในเรื่องของคุณภาพน้ำว่าปริมาณคลอรีนอิสระคงเหลือลดลงแค่ไหน
เค้าก็คงตอบให้ไม่ได้เนอะ มันไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกขนาดนั้น
แต่อิงจากผลการทดสอบของทางแบรนด์เค้าก็แจ้งว่า
หลังผ่านฟิลเตอร์
จะพบสารคลอรีนอิสระคงเหลือ
ก็คือลดได้มากจริงแต่ไม่ใช่กรองออกได้ทั้งหมด
แต่ถ้าเทียบกับก่อนกรองก็ต่างกันอย่างชัดเจนเลย



สรุปความรู้สึกหลังทดลองใช้

บอกเล่ากันก่อนว่าปกติเค้าไม่ใช่คนผิวระคายเคืองง่ายอะไร
ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้น้ำเท่าไหร่ นานๆทีในกรณีน้ำไม่สะอาดจริงๆ

แต่สิ่งที่เค้ารู้สึกและสังเกตได้ชัดคือผม
เพราะผมเค้าทั้งฟอกทั้งทำสี เวลาเจอคลอรีนเยอะๆอย่างไปว่ายน้ำ
ผมนี่พังแบบทันตาเลย แม้จะขึ้นจากสระแล้วรีบล้างน้ำออกก็ตาม
เพราะน้ำจากก๊อกก็คือน้ำประปาที่ยังมีคลอรีน(อิสระคงเหลือ)อยู่ดี
ความพังคือจับแล้วจะรู้สึกเลยว่าผมสาก ปลายจะแห้งกรอบๆ สีเฟดซีดลง
แม้จะใช้พวกแฮร์แคร์ขั้นเทพอย่างไรมันก็ช่วยได้แค่ในระดับนึง

ดังนั้นเลยรู้สึกว่าถ้าเราสามารถกรองคลอรีนในน้ำออกได้ระดับนึง
ก็ถือว่าเป็นการเซฟสุขภาพผมได้มากขึ้น การบำรุงก็จะเห็นผลมากขึ้น
ผิวก็เช่นเดียวกันอ่าเนอะ ลดปัจจัยที่ไปทำร้ายก็ทำให้ผม/ผิวดีขึ้นได้เร็วขึ้น
แต่มันก็ต้องควบคู่กับการดูแลในด้านอื่นๆด้วยเนอะ
ไม่ใช่คาดหวังว่าแค่เปลี่ยนฝักบัวแล้วผิวจะดีผมจะเด้งในทันที

เอาว่าโดยรวม
KUDOS PUREBLISS เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยนึง
ที่จะลดปัจจัยเสี่ยงรายวันก็คือน้ำที่เราต้องใช้ทุกวันละกัน
อย่างเค้าไม่แพ้ง่ายอาจไม่ได้เห็นผลชัดเจนว่าใช้แล้วเป็นอย่างไร
แต่ก็ให้ความรู้สึกสบายใจในการใช้น้ำมากขึ้น
และให้ความรู้สึกสบายตอนอาบเพราะน้ำแรงขึ้นด้วย

ด้วยดีไซน์ ขนาด และน้ำหนักที่ไม่มากเค้าว่าเหมาะแก่การพกพา
เวลาที่เราต้องไปต่างที่ต่างถิ่น เพราะเราไม่รู้หรอกเนอะ
ว่าครั้งไหนที่ผิวจะแจ็กพ็อตแพ้น้ำขึ้นมา
ซึ่งเค้าว่าการลงทุนเพิ่มในเรื่องของตัวช่วยพวกนี้
ก็ยังถูกกว่าค่ารักษาผิวเวลาแพ้หล่ะ ลองศึกษาไว้เป็นตัวเลือกกันดูน้า
ใครใช้อยู่ได้ผลอย่างไรก็มาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะค้า Smiley

-----------------------------------------------------------------------------

Disclaimer
: Sponsored Content by
KUDOS PUREBLISS
***All opinions are my own
Information : https://www.facebook.com/KUDOSTHAILAND
http://www.kudospurebliss.com




 

Create Date : 07 มกราคม 2560    
Last Update : 31 มกราคม 2560 10:40:02 น.
Counter : 2225 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 

1  2  3  4  

SaRaY
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 531 คน [?]




..........ชื่อ "ทราย" นะค๊า นามแฝงที่ใช้ก็มี SaRaY และก็ Mhunoiii (หมูน้อย) ค่า สนใจการถ่ายภาพ กะการแต่งหน้า จากเป็นงานอดิเรกจะกลายเป็นงานประจำอยู่แล้ว 555 เลยอยากจะทำบลอคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้มานะค๊า ได้มากบ้างน้อยบ้าง มั่วๆกันปายยยย อิอิ

สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์
พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าการลอกเลียนแบบ
หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพและข้อความใน
http://www.mhunoiii.bloggang.com แห่งนี้ไปใช้
ทั้งโดยเผยแพร่ หรือเพื่อการอ้างอิงโดยไม่ได้รับอนุญาต
จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด

ปล.ห้ามมิให้นำภาพใดๆจากในบล็อคไปใช้เพื่อการขายของโดยเด็ดขาดนะคะ !!!

---------------------------------------------------------

hits
New Comments
Friends' blogs
[Add SaRaY's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.