"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
Group Blog
 
All Blogs
 

Trader’s Diary: ทดสอบระบบเทรดสำรอง MK 106 ด้วยเงินลงทุนจริง พฤหัสที่ 25 มี.ค.53

วันนี้ผมมาถึงห้องเทรดค่อนข้างเร็ว ทานข้าว อ่านหนังสือพิมพ์ เชคข่าวตามเนต และทำไฟล์คำนวณ เสร็จแล้วก็นั่งดู Market Ticker พร้อมกับการหาข้อมูลมาเขียน Blog ในตอนที่แล้วที่เกี่ยวข้องกับศาสนาซะเป็นส่วนใหญ่

เมื่อวานเป็นอีกวันที่ต่างชาติ Net Buy อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ตลาดไทยเริ่มปรับฐานลง ช่วงเช้าปรับฐานลงมาปิด Gap แถวๆ 782 แล้วหลุดทะลุลงไป ทำให้ระบบเทรด MK 105 ส่งสัญญาณให้ปิดสถานะที่เปิด Long ไว้ แถวๆ 505 เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน โดยส่งสัญญาณให้ปิดที่ 553.00 สามารถทำกำไรในรอบนี้ไป 48 จุด และเป็นการทำกำไร 3 ไม้ติดๆ กัน โดยได้กำไรประมาณ 55 จุด

จากประสบการณ์ที่ถูก Drawdown ของระบบเทรด MK 205 ใน GF มาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากระบบทำกำไรได้ในลักษณะเดียวกันนี้ จึงทำให้ผมไม่เปิด Short ตามระบบเทรด MK 105 ที่ให้เปิดในซีรีส์ M ที่ 546.40 เพื่อเป็นการ Screen Out การ Drawdown ออกไป

ซึ่งผมคิดว่าน่าจะตามมาแน่ เนื่องจากการตรวจสอบระบบเทรด MK 105 ย้อนหลังไป พบว่า เคยทำกำไร 4 ไม้ติดๆ กันแค่ครั้งเดียว นอกนั้นเต็มที่ได้แค่ 3 ไม้ติดเท่านั้น และจะเกิดการทำ Drawdown หลังจากนั้นทุกๆ ครั้งไป

และก็เป็นจริงดังคาด ตลาดพลิกกลับมีแรงไล่ซื้อเข้ามาในช่วงบ่าย ผมจึงเกิดความคิดว่า “ในเมื่อเรารู้แล้วว่า MK 105 มันต้องเกิด Drawdown แน่ๆ ทำไมไม่ใช่ MK Error เปิดสถานะสวนกับระบบเทรดปกติไปเลยล่ะ”

เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมจึงย่อขนาด Timeframe โดยลองระบบเทรดสำรอง MK 106 ที่ผมนั่งดูมาได้สัปดาห์กว่าๆ แล้ว และพบว่ามันก็ Work เหมือนกัน แต่ระบบเทรดนี้ ผมยังไม่ได้ทำการทดสอบเพื่อใช้งานจริงสำหรับ “รายย่อย”

ผมเคยทดสอบและใช้ MK 106 กับเงินจริง เมื่อตอนเป็น Prop Trader ซึ่งมันไม่มีค่าคอมฯ ทำให้การคำนวณกำไรขาดทุน, Win-Lose Ratio, Reward-Risk Ratio, Max Drawdown ฯลฯ แตกต่างจากการเทรดของรายย่อยโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะค่า “พารามิเตอร์” ที่ผมให้ VBA ใน Excel คำนวณเพื่อหาค่าที่เหมาะสม มาตั้งในเครื่องมือที่ผมใช้ ก็แตกต่างกันไปด้วย

ผมจึงลองนำค่า “พารามิเตอร์” ที่เป็นค่าที่เหมาะสมใน MK 105 มาลองใส่ใน MK 106 และนั่งไล่ย้อนดู ก็พบว่ามันก็ Work ใช้ได้เหมือนกัน แต่เป็นเพียงการดูด้วย “สายตา” เท่านั้น

ซึ่งช่วงใกล้ๆ ตลาดปิด MK 106 ส่งสัญญาณให้เปิด Long ในซีรีส์ M ที่ 551.00 ผมจึงทดลองระบบด้วยจำนวนสัญญาน้อยๆ แล้วส่งคำสั่งเข้าไป ปรากฏโปรแกรมเทรดมีปัญหา ขึ้นว่า Time Out ต้อง Log in เข้าไปใหม่ จังหวะนั้นผมจึงรีบโทรหามาร์ฯ ผู้ดูแลบัญชีของผมให้ส่งคำสั่งให้ และได้ที่ราคา 551.00 ตามที่ผมต้องการ



สาเหตุที่ผมเล่นในซีรีส์ M เนื่องจากซีรีส์ H ใกล้หมดอายุแล้ว และ M เริ่ม Active มากขึ้นครับ

สำหรับท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่าน และไม่ได้ติดตามตั้งแต่ต้น คงสงสัยว่า MK 105 และ MK 106 มันคืออะไร ผมได้บอกกล่าวไว้แล้วในตอน “Model Trade – M ตัวแรกของแนวคิด 3M พฤหัสที่ 4 มี.ค.53” ลองย้อนกลับไปอ่านได้ครับ

โดย MK XYZ มีความหมายดังนี้

MK คือ ชื่อของผม Mhakkeaw

X คือ รหัสสินค้าที่ใช้เทรด.....
1 คือ SET50 Index Futures
2 คือ Gold Futures

Y คือ ลักษณะของระบบเทรดที่ใช้.....
0 คือ Trend Following
1 คือ Counter Trend
2 คือ สร้างจาก Indicator ตัวหนึ่ง ที่ผมไม่สามารถบอกได้

Z คือ ระดับของ Timeframe ที่ใช้ ไล่จากมากไปน้อย 0,...., 5, 6

ผมได้จัดหมวดหมู่ชื่อของระบบเทรดไว้เช่นนี้เพื่อให้จดจำได้ง่ายครับ

วันนี้ขอเท่านี้ก่อนครับ


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 26 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 14:24:12 น.
Counter : 6548 Pageviews.  

Trader’s Diary: การเข้าใจพุทธศาสนาแบบผิดๆ ในหนังสือ The Zurich Axioms พุธที่ 24 มี.ค.53

วันนี้ช่วงเช้าตลาดเปิดกระโดดต่อเนื่อง จากเย็นเมื่อวานที่มีออเดอร์เข้ามาไล่ซื้อหุ้น Big Cap อย่างหนัก โดยเฉพาะ PTT

ผมลองวาดกราฟในภาพระดับ 5 นาที พบว่าแท่งเทียนราคาฟอร์มตัวเป็นรูปธงสามเหลี่ยม และได้หลุดกรอบล่างลงมาอย่างแรงในตอนเที่ยงก่อนตลาดปิดประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วมีแรงไล่ซื้อกลับในช่วงเปิดตลาดภาคบ่าย ก่อนจะเทไหลรูดลงมาทำ Low ในตอนเย็นก่อนปิดตลาด ทำให้แท่งเทียนระดับวันเกิด Shooting Star ขึ้น มีโอกาสที่วันพฤหัส ราคาอาจจะย่อลงมาเพื่อปิด Gap ที่เปิดไว้ (อีกแล้ว) แถวๆ 782 จุด

อย่างไรก็ตาม 3 รุม 1 อีกแล้ว ต่างชาติรับของอยู่แต่ผู้เดียวโดยมีการซื้อสุทธิเข้ามากว่า 2,600 ล้านบาท แต่ที่น่าจับตาคือ ต่างชาติกลับมา Net Short ด้วยวอลุ่มถึง 1,800 กว่าสัญญา ซึ่งในจำนวนนี้ ก็อาจจะมาจาก GF ก็เป็นได้เนื่องจากตลาดอนุพันธ์ไม่ได้ทำการแยกในรายสินค้าไว้ให้

สมัยที่ผมทำงานอยู่ในบริษัทหลักทรัพย์ เคยให้เจ้าหน้าที่ที่ติดต่อตลาดอนุพันธ์โดยตรงสอบถามในที่ประชุมว่า.....

ทำไมจึงไม่แยกการสรุปการซื้อขายสุทธิของ Futures ซึ่งประกอบด้วย S50, SSF และ GF ออกมาให้เห็นชัดเจนทางตลาดอนุพันธ์ ให้เหตุผลว่า “ไม่สามารถแยกได้”…..

มันจะไม่สามารถแยกได้ยังไงไม่ทราบ???

สงสัยกลัวรายย่อยจะรู้กลยุทธ์ของ “สถาบัน” “ต่างชาติ และ “พอร์ทบริษัท”

และคงกลัวรายย่อยจะ “รวย” ในอนุพันธ์กระมัง

ช่วงเย็นผมได้คุยกับเพื่อนเทรดเดอร์ท่านหนึ่ง ถึงมุมมองต่อตลาดที่เกิดขึ้นในวันนี้ว่าส่งสัญญาณอะไรบ้าง เพื่อต้องการความเห็นจากหลายๆ คน เพราะเมื่อผมเกิด Bias ขึ้น การคิดวิเคราะห์มันก็จะ Bias ได้เหมือนกัน จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบกับหลายๆ ความคิดเห็น

ซึ่งก็ใกล้เคียงกับที่ผมคิดไว้คือ ราคาอาจจะย่อลงมาเพื่อปิด Gap ที่เปิดไว้ในวันอังคารแถวๆ 782 หากต่างชาติยังรุมซื้อกันอยู่ ก็มีโอกาสที่จะขึ้นไปทดสอบระดับ 800 จุด จากนั้นจึงจะเป็นการปรับฐาน “อย่างที่มันควรจะเป็น” ได้แล้ว

ซึ่งระยะเวลาก็ยังคงอยู่ที่ผมได้ฟันเฟิร์มไว้เมื่อวันจันทร์ คือ ปรับฐานแน่ ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

ช่วงค่ำ ผมมีโอกาสได้นั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเก็งกำไรของชาวสวิส ชื่อว่า The Zurich Axioms: เล็งให้แม่น เก็งให้รวย โดย Max Gunther แปลโดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ซึ่งเป็นหนังสือในเครือซีเอ็ดบุ๊ค



มีความตอนหนึ่งในบทที่ 1 หน้า 22-23 ผู้เขียนได้อ้างถึงพุทธศาสนาในความเข้าใจที่ผิดๆ ว่า “ความสงบหลีกหนีความกังวล” ในคำสอนของพุทธ ทำให้ “จน”

และได้อ้างถึงงานเขียนของ ซิกมัน ฟรอยด์ ที่เหน็บแนมผู้ที่ปฏิบัติเพื่อแสวงหาความสงบ ว่าเป็นผู้ที่ “เสียเปรียบ” เพราะได้แค่ความสุขจาก “ความสงบ” ไม่ได้รับความสุขจาก “ความผจญภัย” และ “ความเสี่ยง”

ผมขอนำข้อความดังกล่าวมาอ้างถึง และขออนุญาตซีเอ็ดไว้ ณ ที่นี้ด้วย

“.....
คำสั่งสอนในพุทธศาสนาบางข้อถึงกับกล่าวไว้ว่า “มนุษย์เราไม่ควรดิ้นรนแสวงหาสิ่งของมาไว้ในครอบครองให้มากเกินไปจนทำให้เกิดความโลภ แต่ควรจะบริจาคสิ่งที่ตนเองมีให้กับผู้อื่นเสียด้วยซ้ำ” รากฐานของคำสั่งสอนดังกล่าวคือ “ยิ่งคุณเป็นเจ้าของทรัพย์สินน้อยเพียงใด ความวุ่นวายในจิตใจก็น้อยลงเพียงนั้นด้วย”

อย่างไรก็ดี ปรัชญาที่อยู่เบื้องหลัง “หลักการลงทุนแบบสวิส” กลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำสั่งสอนข้างต้น จริงอยู่ที่ว่าความกังวลเป็นสิ่งที่ดีในบางครั้ง แต่นักเก็งกำไรชาวสวิสจะบอกกล่าวให้คุณฟังว่า ถ้าหากจุดประสงค์หลักของชีวิตคุณคือการวิ่งหนีความกังวลแล้ว คุณก็จะจนอยู่อย่างนั้นตลอดไป และคุณก็จะมีชีวิตที่น่าเบื่อและไร้ความหมายอย่างที่สุด
......”

“.....
ฟรอยด์ยังได้พูดเหน็บแนมการทำโยคะหรือวิธีปฏิบัติอื่นๆ ในทางศาสนาเพื่อให้บรรลุถึงความสงบ โดยได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า “ใครก็ตามที่สามารถบรรลุเป้าหมายของการเล่นโยคะหรือการปฏิบัติเพื่อแสวงหาความสงบ คือผู้ที่ได้สละแล้วซึ่งชีวิต” แต่สละเพื่ออะไรล่ะ? เพราะเขาผู้นั้นก็คงได้แต่ลิ้มรสของความสุขอันเกิดจากความสงบเท่านั้น ซึ่งฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องที่เสียเปรียบมากทีเดียว

การผจญภัย คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีรสชาติและน่าอยู่มากขึ้น และโอกาสที่คุณจะร่วมผจญภัยก็คือการลองเสี่ยงด้วยตนเองเป็นครั้งเป็นคราว
.....”


ข้อเขียนดังกล่าว เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้เขียนนั้นเข้าใจพุทธศาสนาเพียงแค่ “เปลือก” เท่านั้น โดยเข้าใจว่า.....

“ความสงบ” คือ การไม่ดิ้นรนเพื่อ “หาเงิน” และ

“ความสงบ” คือ การอยู่เฉยๆ นิ่งๆ ไม่ออกไปผจญภัย หรือ ทำอะไรเลย

ในบทความต่อๆ มาเกี่ยวกับเทรดเดอร์ชื่อ ลิเวอร์มอร์ ในหน้า 27-29 เกี่ยวกับความชื่นชอบในความ “กังวล” ว่า

“.....
เขามีความกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเก็บเอาไว้ตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลานอน แต่เขาก็ได้กล่าวเสริมขึ้นว่าเขาพอใจกับมัน “มันคือวิถีทางที่ผมต้องการ ผมจะไม่มีวันสนุกกับชีวิตเลย ถ้าหากผมรู้อยู่แก่ใจตลอดเวลาว่าผมจะรวยขนาดไหนในวันรุ่งขึ้น”
.....”

และผู้เขียนก็ชื่นชอบความ “กังวล” ว่าดี เป็นหนทางที่ชาวสวิสชื่นชอบ เพราะทำให้ชีวิต “ไม่น่าเบื่อและไร้ความหมาย”

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผู้เขียนไม่เข้าใจในแก่นพุทธศาสน์ เลยว่าให้ “ปล่อยวาง” ใน “กองทุกข์” ที่เกิดขึ้น เมื่อความ “กังวล” บังเกิดขึ้น ก็ให้ทำการ “ปล่อยวาง” ในทุกข์นั้น ไม่ใช่มาทำให้ชีวิตประจำวันเกิดความเครียด กังวลแม้กระทั่งเวลานอน

ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า “ความกังวล” นั้น เป็นส่วนหนึ่งของ “ทุกข์” ที่ต้อง “ปล่อยวาง”

และการปล่อยวางเพื่อ “ความสงบ” ก็ไม่ใช่การไม่ลงมือทำอะไร หรือ ไม่ออกไปผจญภัยแต่อย่างใด ในคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ใน อริยสัจ 4 คือ.....

ให้รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์ สาเหตุของการเกิดทุกข์ หนทางแห่งการดับทุกข์ และการป้องกันไม่ให้ทุกข์ใหม่เกิดขึ้นอีก เมื่อทำได้ครบ คือทุกข์ใหม่ไม่บังเกิด นั่นคือนิพพาน จบการเวียนว่ายตายเกิด

แต่สำหรับปุถุชนทั่วไป เช่น เทรดเดอร์ เมื่อกองทุกข์เกิดขึ้น ก็ให้รับรู้ไปที่ตัวทุกข์ รู้ถึงสาเหตุ และรีบดับทุกข์ จากนั้นจึงใช้องค์มรรคเพื่อป้องกันไม่ให้ทุกข์ใหม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิมสำหรับปุถุชนทั่วไป วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ นั่นคือ

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นั่นเอง…..



“ไม่ใช่ สงบ สงัด อย่างเดียว แล้วสมองกลวง ไม่ลงมือลงไม้ทำอะไร”

โดยข้อมูลอริยสัจ 4 ดังกล่าวนำมาจาก วิกิพีเดีย ดังนี้

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทุกข์
ทุกข์ในทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นกิจในอริยสัจ 4 ที่ชาวพุทธต้องกำหนดรู้เพื่อละและปล่อยวางในลำดับต่อไปในกิจทั้งสี่ในอริยสัจ อันได้แก่ รู้ทุกข์ เพื่อค้นหาสาเหตุในการดับทุกข์ (สมุทัย) แล้วจึงตั้งจุดมุ่งหมายในการดับทุกข์ (นิโรธ) และดำเนินตามเส้นทางสู่ความดับทุกข์ (มรรค) คือสละ ละ ปล่อยวาง ไม่ยึดติดในใจด้วยอำนาจกิเลส

ทุกข์เป็นความจริงอันประเสริฐข้อที่ 1 ในอริยสัจจ์ 4 ทุกขอริยสัจจ์ ซึ่งพระพุทธองค์ได้อธิบายไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรดังนี้

1. ชาติ หมายถึง ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลงเกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ

2. ชรา หมายถึง ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังย่นเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ

3. มรณะ หมายถึง ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความทำลายแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพไว้ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ

4. โสกะ หมายถึง ความแห้งใจ กิริยาที่แห้งใจ ภาวะแห่งบุคคลผู้แห้งใจ ความผาก ณ ภายใน ความแห้งผาก ณ ภายใน ของบุคคลผู้ประกอบด้วย ความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือ ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง กระทบแล้ว

5. ปริเทวะ หมายถึง ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำไรรำพัน ภาวะของบุคคลผู้คร่ำครวญ ภาวะของบุคคลผู้ร่ำไรรำพัน ของบุคคลผู้ประกอบด้วย ความพิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว

6. ทุกข์ (กาย) หมายถึง ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญทางกาย ความเสวยอารมณ์ อันไม่ดีที่เป็นทุกข์เกิดแต่ กายสัมผัส

7. โทมนัส หมายถึง ความทุกข์ทางจิต ความไม่สำราญทางจิต ความเสวยอารมณ์อันไม่ด ีที่เป็นทุกข์เกิดแต่ มโนสัมผัส (สัมผัสทางใจ นึกคิดขึ้นมา)

8. อุปายาส หมายถึง ความแค้น ความคับแค้น ภาวะของบุคคลผู้แค้น ภาวะของบุคคลผู้คับแค้น ของบุคคล ผู้ประกอบด้วยความพิบัติ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ถูกธรรมคือ ทุกข์ อย่างใดอย่างหนึ่ง กระทบแล้ว

9. ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก หมายถึง ความประสบ ความพรั่งพร้อม ความร่วม ความระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (ความรู้สึกทางกาย) อันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ หรือด้วย บุคคลผู้ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูล ปรารถนาความไม่ผาสุก ปรารถนาความไม่เกษมจากโยคะ (กิเลส) ซึ่งมีแก่ผู้นั้น

10. ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หมายถึง ความไม่ประสบ ความไม่พรั่งพร้อม ความไม่ร่วม ความไม่ระคน ด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หรือด้วยบุคคลผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาความผาสุก ปรารถนาความเกษม จากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิง มิตร อมาตย์ หรือ ญาติสาโลหิต ซึ่งมีแก่ผู้นั้น

11. ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น หมายถึง ความปรารถนาย่อมบังเกิดแก่ สัตว์ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา สัตว์ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา สัตว์ผู้มีความเจ็บเป็นธรรมดา สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา สัตว์ผู้มี โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสเป็นธรรมดา อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอเราไม่พึงมีความเกิดเป็นธรรมดา ขอความเกิดอย่ามีมาถึงเราเลย ขอเราไม่พึงมีความแก่เป็นธรรมดา ขอความแก่อย่ามีมาถึงเราเลย ขอเราไม่พึงมีความเจ็บเป็นธรรมดา ขอความเจ็บอย่ามีมาถึงเราเลย ขอเราไม่พึงมีความตายเป็นธรรมดา ขอความตายอย่ามีมาถึงเราเลย ขอเราไม่พึงมี โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส เป็นธรรมดา ขอโสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาส อย่ามีมาถึงเราเลย สัตว์ไม่พึงได้สมความปรารถนา

สรุปว่าอุปาทานขันธ์ 5 ทั้งหมดนั่นเองที่เป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นภัยที่สุด.

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%87


สมุทัย
สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีเหตุผลทั้งนั้น เหตุของทุกข์คือตัวสมุทัย เช่น เราต้องการ อยากได้ อยากดี อยากเป็น แล้วขวนขวายหาก็ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง เศร้าโศกเสียใจเดือดร้อนวุ่นวาย เรียกว่า มันประสบเหตุให้เกิดทุกข์ คือความอยาก พระองค์เรียกว่าตัณหาสามคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ไม่นอกเหนือไปจากตัณหาสามประการนี้

1. กามตัณหา คือ ความอยากได้ คนเกิดขึ้นมาด้วยกาม กินอยู่ด้วยกาม นอนอยู่ในกาม นั่งอยู่ในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ไม่หนีไปจากห้าอย่างนี้ ผู้ใดเกิดมาต้องวุ่นวายอยู่กับของเหล่านี้แหละ เดือดร้อนอยู่กับของเหล่านี้ คือมันข้องมันติด ไปไม่หลุด ไปไม่พ้น

2. ภวตัณหา คือความอยากเป็น อยากได้โน่นอยากได้นี่ ได้แล้วก็อยากได้อีก เป็นแล้วก็อยากเป็นอีก ไม่อิ่มไม่พอเป็นสักที นี่ก็เป็นทุกข์ เพราะความไม่อิ่มไม่พอ เรียกว่า ภวตัณหา พระองค์ได้ละแล้ว

3. วิภวตัณหา คือความไม่อยากเป็น ไม่อยากได้โน่นไม่อยากได้นี่ ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน เพราะความไม่อยาก จึงเป็นเหตุให้เดือดร้อนเป็นทุกข์เรียกว่า วิภวตัณหา

ขันธวิบากทุกข์ซึ่งยังมีร่างกายอันนี้อยู่จึงจำเป็นจะต้องเสวยทุกข์อยู่ด้วยกันทุกรูปทุกนาม

สมุทัยเป็นของควรละ อย่างความอยาก เราอยากได้โน่น อยากได้นี่ เราไม่เอาละ สละทิ้งเลย ปล่อยวางเลย สละได้จริงๆ นั่นแหละสมุทัยคือ ตัณหา

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A2


นิโรธ
นิโรธ 5 หมายถึง ความดับกิเลส ภาวะไร้กิเลสและไม่มีทุกข์เกิดขึ้น มี 5 ประการ ได้แก่

1. วิกขัมภนนิโรธ ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌานขึ้นไป ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น

2. ตทังคนิโรธ ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ หรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกรูปนามออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ

3. สมุจเฉทนิโรธ ดับด้วยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้น ชื่อ สมุจเฉทนิโรธ

4. ปฏิปัสสัทธินิโรธ ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรค ดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีก ในขณะแห่งผลนั้น ชื่อ ปฏิปัสสัทธินิโรธ

5. นิสสรณนิโรธ ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่ดับกิเลสแล้วนั้น ยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อนิสสรณนิโรธ ได้แก่อมตธาตุ คือ นิพพาน

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%98


มรรค
มรรค (ภาษาสันสกฤต : มรฺค; ภาษาบาลี : มคฺค) คือ หนทางถึงความดับทุกข์ เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ (เรียกว่า มัคคสัจจ์ หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ) และนับเป็นหลักธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยหนทาง 8 ประการด้วยกัน เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค) โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน
6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ

อริยมรรคมีองค์แปด เป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คือทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

มรรคมีองค์แปด สามารถจัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา

ข้อ 3-4-5 เป็น ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
ข้อ 6-7-8 เป็น สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
ข้อ 1-2 เป็น ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จากอริยสัจ 4

ดังนั้น “ความกังวล” จัดได้ว่าเป็นความ “โทมนัส” หรือ ความทุกข์ทางจิต เมื่อเรารู้แล้วว่า “ความกังวล” คือ “กองทุกข์”จึงต้องรู้ไปถึง “สาเหตุของการเกิดความกังวล”

“สาเหตุของการเกิดความกังวล” เกิดจาก ภวตัณหา และ วิภวตัณหา ผสมรวมกัน กล่าวคือ อยากให้หุ้นที่เราซื้อวิ่งขึ้นไป เมื่อวิ่งไป ก็อยากให้วิ่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ และไม่อยากให้หุ้นที่เราซื้อตกลง ไม่อยากให้มีข่าวร้ายใดๆ เข้ามากระทบทำให้หุ้นเราตก

เมื่อเรารู้ถึง “สาเหตุของการเกิดความกังวล” แล้ว เราจะ “ดับความกังวล” ได้อย่างไร

“การดับความกังวล” อันเป็นกองทุกข์ สำหรับปุถุชนทั่วไป เช่น เทรดเดอร์ จึงดับด้วย วิกขัมภนิโรธ และ ตทังคนิโรธ กล่าวคือ การดับความกังวลด้วยสมาธิญาณ และการดับความกังวลด้วยสิ่งที่ตรงข้ามกัน คือ “ความไม่กังวล”

พอเราสามารถดับกองทุกข์แห่ง “ความกังวล” ออกไป เราจะมีวิธีป้องกันตัวเราเองอย่างไรไม่ให้ “ความกังวล” เกิดขึ้นใหม่

“วิธีป้องกันไม่ให้ความกังวลเกิดขึ้น” สรุปสั้นๆ คือ ต้องใช้ ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อป้องกัน โดยหลักๆ แล้วเริ่มจาก.....

สัมมาอาชีวะ ก่อน คือ ทำมาหากินอย่างสุจริตชน การเทรด ก็คืออาชีพแบบสุจริตชน หากเราไม่ทำให้การเทรดเป็นการพนัน ซึ่งถือว่าเป็น “เมรัย” ชนิดหนึ่ง

จากนั้นก็ไล่เรียงกันไปตามองค์มรรค ที่เกิดขึ้น ณ ขณะใดขณะหนึ่งในการเทรด

ซึ่งสำหรับปุถุชนทั่วไป กองทุกข์ใหม่ เช่น “ความกังวล” นั้น เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะยังไม่บรรลุ “มรรค ผล นิพพาน”

แต่เมื่อเรารู้เท่าทัน กองทุกข์ เหตุแห่งการเกิดทุกข์ หนทางแห่งการดับทุกข์ และการป้องกันไม่ให้เกิดบนกองทุกข์นั้นๆ

นั่นแหละคือความหมายของคำว่า “สงบ” สำหรับปุถุชนทั่วไป คือ.....

“รู้เท่าทัน” และ

“รีบดับซะ”

ไม่ใช่ สงบ คือ ให้นิ่งๆ เฉยๆ ละทิ้งทุกอย่าง ไม่ทำอะไรเลย ไม่พยายามที่จะทำกำไร หรือ ไม่ออกไปผจญภัยในโลกภายนอก

หากเป็นดังนั้น คุณก็สละทางโลกและ “บวชเรียน” ปฏิบัติธรรมเพียงอย่างเดียวเพื่อเข้าถึง “นิพพาน”

การที่ผู้เขียน เข้าใจเพียงแค่ “เปลือก” ไม่เข้าใจไปถึง “แก่นของพุทธศาสน์” แล้วนำมากล่าวอ้างแบบผิดๆ เช่นนี้ เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการทำความเข้าใจให้ท่องแท้ ถูกต้อง เพราะจะนำทางไปสู่หนทางที่ “ผิด” ได้ แม้กระทั่งเป็นชาว “พุทธ” เองก็ตาม

ปัจจุบัน มีให้เห็นมากมายสำหรับชาวพุทธที่เข้าใจเพียงแต่ “เปลือก” ตัวอย่างเช่น

การเข้าใจว่า “หลักกาลามสูตร” สอนให้ลูกอกตัญญูต่อ “พ่อแม่” ไม่ให้เชื่อในคำสั่งสอนของพ่อแม่ จนกว่าจะลองปฏิบัติด้วยตัวเอง

การเข้าใจว่า “การกินหรือฉีดยาปฏิชีวนะเป็นการทำผิดศีลปาณาติบาต” เพราะยาไปทำลาย “ชีวิต” ของ “เชื้อโรค”

การเข้าใจว่า “การบนบานศาลกล่าว พระภูมิ เจ้าที่ คือของศาสนาพุทธ” ทำให้เวลากราบไหว้พระพุทธรูป อันเป็นตัวแทนของ “พระพุทธเจ้า” จึงติดการบนบานศาลกล่าวมาด้วย แทนที่จะระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า

การเข้าใจว่า “ไสยศาสตร์ การปลุกเสก การทำพระเครื่อง คือของศาสนาพุทธ”

ฯลฯ อีกมากมาย

ผมประมาณการณ์ได้ว่า “ชาวพุทธแท้” ที่เข้าใจและศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ นั้น มีไม่ถึง 10% ของปุถุชนทั่วไปที่เรียกตัวเองว่า “ชาวพุทธ” ด้วยซ้ำ

ทั้งนี้เป็นเพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้ปลูกฝังให้เด็กๆ ที่นับถือศาสนาพุทธ ได้เข้าใจในศาสนาอย่างจริงจัง และทำให้การศึกษาน่าสนใจ กลับกลายเป็นว่า “วิชาพุทธศาสนา” เป็นวิชาที่น่าเบื่อสำหรับเด็ก และลามมาจนถึงผู้ใหญ่ จนคนวัยชรา ที่ไม่ยอมศึกษา “ศาสนา” เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเบื่อ” และ “ไกลตัว”

ทั้งๆ ที่ “ธรรมะ คือ ธรรมชาติ”

ขอจบเรื่องศาสนาพุทธไว้เพียงเท่านี้ เพื่อนใน twitter ฝากลิงค์นี้มาให้ซึ่งดีมากๆ เลยครับ

http://www.luangta.com/thamma/thamma_book_search.php

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวานมีคำถามของคุณ diabloth ดังนี้

สวัสดีครับพี่หมากเขียวมีคำถามมาถามอีกแล้วครับ ว่าระบบที่ผมใช้เทรดมันยังไม่เกิดสัญาณขายแต่ราคามันขึ้นมาจนกำไรเกินค่าเฉลี่ยแล้ว เช่นสมมุติว่าระบบผมเวลามีกำไรจะได้กำไรสูงสุดต่อครั้งคือ50%และเฉลี่ยต่อครั้งคือ25%ถ้าตอนนี้ผมกำไร35%แล้วและสภาพตลาดมันเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไปพี่ว่าผมควรจะทำอย่างไรดีครับ

1.ขายทำกำไรทั้งหมดเพราะได้กำไรเกินค่าเฉลี่ยแล้ว
2.ถือต่อเพราะระบบยังไม่เกิดสัญญาณขาย
3.ขายบางส่วนเพื่อดึงเอากำไรบางส่วนออกมา
4.แก้ไขระบบโดยเพิ่มตัวแปรอื่นเข้าไปเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นถ้าตอนนี้ใช้การตัดกันของEMAก็อาจจะเพิ่มRSIเข้าไปอีกเพื่อแก้ไขการแลคของEMA

ตอบ
ผมจะดูย้อนหลังก่อนว่าระบบที่ใช้ เก็บกำไรมามากน้อยเพียงใด หากช่วงต้นปีเก็บกำไรมาน้อย หรือขาดทุนมา การได้กำไรรอบใหญ่ๆ นี้จนทำให้เกินค่าเฉลี่ยมานิดหน่อย อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก

ต่อมาดูว่า ไม้ต่อไปโอกาสที่จะ “ถูก” มากกว่า “ผิด” หรือเปล่า อย่างระบบของผม MK 105 เก็บกำไรมา 3 ไม้ติดๆ กันแล้ว ดังนั้นไม้ที่ 4 ที่จะเป็นการตัดลงนี้ น่าจะเป็นสัญญาณที่ “ผิด” ผมก็จะปล่อยกำไรไป รอจนกว่ามันจะตัดลงแล้วค่อยปิดสถานะ หรือ ถ้าจังหวะดีๆ ผมก็อาจจะไม่ปิดสถานะเพราะสัญญาณที่บอกให้ปิดทำกำไรนั้น อาจเป็นสัญญาณที่ “ผิด” ครับ

การนำ RSI เข้ามาใช้ในการเก็บกำไร ก็เป็นเครื่องมือที่ดี แต่อาจจะทำให้เรา “ขาย” ออกมาก่อนที่ระบบจะให้ “ขาย” และพลาดกำไรรอบใหญ่ๆ ได้ และก็ขึ้นอยู่ว่าคุณตั้งเงื่อนไขให้ RSI ขึ้นไปถึงระดับใด 70, 80 หรือว่า 90 ถึงให้ขาย

ดังนั้นถ้าให้ผมเลือก 4 ข้อที่คุณว่ามา ผมเลือกข้อ 2 กับ ข้อ 4 แต่ไม่ใช่ RSI อย่างเดียว แต่เป็นปัจจัยอื่นๆ ที่ผมกล่าวไว้ข้างต้น

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ยาวมากๆ และหนักไปทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่ หวังว่าคงจะไม่เบื่อครับ

ป.ล.ในส่วนที่เป็นหลักในการเก็งกำไรนั้น ผมว่าน่าสนใจ ถ้าตัดประเด็นศาสนาออกไป หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่เทรดเดอร์ควรอ่านเล่มนึงครับ


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 25 มีนาคม 2553    
Last Update : 26 มีนาคม 2553 12:12:05 น.
Counter : 6890 Pageviews.  

Trader’s Diary: ตรวจเชคอาการ Short Bias อังคารที่ 23 มี.ค.53

ผมมาถึงห้องเทรดช้ากว่าปกติเล็กน้อย เนื่องจากเจ้าลูกชายตัวดี “น้องจีโน่” เกิดอาการคันฟันอย่างหนัก แอบไปคาบโทรศัพท์มือถือของผมที่วางชาร์ตแบตเตอรี่ไว้ที่พื้นมานอนแทะเล่นจนเยิ่นไปหมด โดยเฉพาะบริเวณหน้าปัทม์เป็นรอยขีดข่วนจนทำให้มองหน้าจอไม่ถนัดเพราะแสงมันเกิดการหักเห จึงต้องทำโทษและอบรมสั่งสอนเสียหน่อยกับพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติ

ต่างชาติยังคงซื้อต่อเนื่อง ช่วงเช้าตลาดเปิด Gap ขึ้นไป และถูกแรงเทขายโดยเฉพาะใน TFEX เวลาราคาไหลลง จะลงค่อนข้างเร็วมากในช่วงนี้ อาจจะมากจาก 2 แรง คือ แรงเทขายทำกำไร กับแรง Cut Loss ที่เปิด Long มา แล้วคิดว่ามันน่าจะลงแล้ว

สุดท้ายดีดกลับขึ้นไปก่อนตลาดปิดพักเที่ยง ในช่วงนั้นผมลองวาดกราฟบนแท่งเทียนราคาระดับ 5 นาที พบว่าเกิดการฟอร์มตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมและมีแนวโน้มว่าราคาอาจจะทะลุขึ้นไปได้ หากเป็นดังนั้นจริงราคาเป้าหมายตามทฤษฎีแพทเทิร์นสามารถวิ่งได้ราว 15 จุด จากจุดที่ทำการ Break แพทเทริ์นขึ้นไป

ช่วงบ่าย ผมออกไปทำธุระข้างนอกและไม่ได้กลับเข้ามาอีก มาทราบข่าวว่ามีการยิงระเบิดเข้าไปที่กระทรวงสาธารณสุข 2 ลูก ก็ตอนเย็นๆ แล้ว จึงเข้าไปเชคราคาปิดของตลาดผ่านทาง twitter

ช่วงนี้ไม่ว่าข่าวร้ายจะออกมาอย่างไร แม้กระทั่งการยิงระเบิดเข้าไปในสถานที่ราชการ ในเขตพื้นที่ “เมืองหลวง” ถึงหลายครั้งหลายครา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ต่างชาติลดการเข้าซื้อลงเลย มิหนำซ้ำ ยังเปิดสถานะ Long สุทธิเข้ามาอีก

ซึ่งเป็นการยืนยันและนอนยันอย่างชัดเจนว่า “ตลาดกระทิงตัวยักษ์” ได้มาถึงแล้ว แต่การขึ้นแบบไม่มีการปรับฐานในระยะสั้นๆ เลยในสถานการณ์เช่นนี้ ออกจะเป็นเรื่องแปลกพอสมควร มีการปรับฐานบ้างภายในวันเพียงเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วทำการไล่ซื้อเพื่อขึ้นต่อ ถือว่าผิดความคาดหมายของผมไปค่อนข้างมาก

ผมจึงทำการตรวจเชคอาการของตัวเองว่า บัดนี้ได้เกิดอาการที่เรียกว่า “Short Bias” หรือ “มีอคติต่อตลาดในทิศทางลง” หรือไม่ โดยการไล่หาเหตุผลของตัวเองว่า “ทำไมจึงคิดว่าตลาดจะปรับฐานในระยะ 1-2 สัปดาห์นี้ ก่อนจะขึ้นต่อยาวๆ ทำให้มัวรอตลาดให้ย่อลงแล้วค่อยเปิด Long แทนที่จะหลับหูหลับตาเปิด Long ไปเลย”

เหตุผลที่ผมไล่ความคิดของผมไปมีดังนี้

1. ถึงแม้ว่าการชุมนุมจะมีแนวโน้มว่า “ไม่รุนแรง” แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างปฏิเสธไม่ได้ การประท้วงโดยการทำไสยศาสตร์ เทเลือดประท้วงในสถานที่สำคัญถึง 3 แห่ง ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก อีกทั้งมีการยิงระเบิดในเขตเมืองหลวงหลายครั้งหลายครา ซึ่งก็ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้อีกเช่นกัน (หากไม่นับเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 และ 16 ต.ค.19)

2. การไม่ได้เปิด Long ตามระบบ MK 105 ที่ให้สัญญาณแถวๆ 505 เพราะสัปดาห์นั้นไปติดสถานะอยู่กับ GF ทำให้การเข้าเปิด Long ช้ากว่าระบบ เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจจะเข้าไปในจังหวะที่ระบบให้ทำกำไรออกมาได้ ผมจึงรอให้ราคามันย่อตัวลงเพื่อให้ระบบเก็บกำไรออกมา แล้วค่อยหาจังหวะเข้าไปใหม่ การรอคอยแบบไม่มีทีท่าว่าจะลง ทำให้เกิดการ “เชียร์” อยากให้มันลงเร็วๆ หรือไม่

3. การขาดทุน 27% จาก GF ทำให้ BMW หายไป 1 คัน ทำให้ความมั่นใจลดทอนลงหรือไม่

4. การคำนวณ Positional Mapping และพบว่าช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดไทยขึ้นมาแรงมาก ทำให้เกิด “Overweight” ขึ้นหากเทียบกับค่าเฉลี่ยจากตลาดโลกและภูมิภาค และคิดว่าถึงแม้ PE ตลาดไทยจะอยู่ราวๆ 11 เท่า เทียบกับภูมิภาคที่อยู่ราวๆ 15 เท่า ยัง “Underweight” อยู่ในภาพของ PE แต่พื้นฐานของประเทศ มันไม่ได้ออกมาดีอย่างที่ควรจะนำเงิน 4-5 หมื่นล้านบาทระดมเข้ามา จึงทำให้ภาพของการปรับฐานในระยะสั้น มันจึงยังคงอยู่

5. การเกิดสัญญาณ Bearish Divergence ในทุกๆ เครื่องมือ และทุก Timeframe ถึง 2 ครั้งในสัปดาห์ที่แล้ว ประกอบกับการ Net Short ของพอร์ทต่างชาติ ทำให้คิดว่าน่าจะเกิดการปรับฐานในระยะสั้นได้

6. การที่เพื่อนที่อยู่นอกตลาดหลายคน โทรมาหาผมเพื่อถามว่า “ซื้อหุ้นอะไรดี” การที่นักการเมืองออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตลาดหุ้น การที่ผู้ดูแลตลาดฯ ออกมาให้ความมั่นใจในพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ จากประสบการณ์ มันมักจะมาก่อนการปรับฐาน จึงไปสนับสนุนความคิดดังกล่าวข้างต้นขึ้นไปอีก

7. แท่งเทียนราคามีการเปิด Gap แถวๆ 750 จุด หากตลาดจะขึ้นยาวๆ ไประดับ 850-900 จุด มันควรจะต้องปรับฐานลงมาปิด Gap เพื่อสร้างฐานให้แน่นก่อน แล้วถึงจะทะยานขึ้นไปอีกครั้ง การทำ Runaway Gap แล้วหวังว่าตลาดจะขึ้นไปอีก 100 กว่าจุดจากที่เปิด Gap ไว้ โอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

ฯลฯ

การไล่ความคิดไปเช่นนี้ ดูเหมือนมันจะมีเหตุมีผลพอสมควร แต่ทำไมจึงคิดแตกต่างจาก “ต่างชาติ” อย่างสิ้นเชิง เขาซื้อไม่หยุดไม่หย่อน ลงมาเท่าไหร่เก็บเรียบหมด

คำตอบที่ผมคิดก็คือ

ไม่มีคำตอบ.....สินค้าไม่ว่าจะเป็นราคาใด จะไม่มีวันแพง หากผู้ซื้อ “ต้องการที่จะซื้อ”

ดังนั้นจึงไม่ต้องไปหาเหตุผลว่า “ทำไมต่างชาติมันจึงมาซื้อช่วงนี้” ผมรู้แต่เพียงว่า

“ต่างชาติซื้อ.....เพราะอยากซื้อ”

แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป...คือไม่ต้องไปสนว่า Why แต่สนแต่เพียงว่า How และ When เท่านั้น คือ

“เราจะทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้” และ

“เมื่อเราทำไปแล้ว เราจะทำกำไร หรือ Cut Loss เมื่อใด”

ระบบ MK 105 ยังไม่ยอมย่อลงมาเพื่อเก็บกำไร ผมจึงไม่ได้เทรดหรือทำอะไร แต่หากว่าผมคันมือ อยากเข้าไปเล่น ผมจะทำอย่างไร?

คำตอบคือ ผมอาจจะย่อ Timeframe ลง มาใช้ MK 106 และ MK 107 ซึ่งผมยังไม่ได้ทำการทดสอบ แล้วนำมาใช้เทรดจริงเลย แต่เล่นด้วยจำนวนสัญญาน้อยๆ เพื่อแก้อาการคันมือไปก่อน

หรือผมอาจจะอยู่เฉยๆ แล้วรอเทรดตามระบบ MK 105 ไป

ทั้งนี้คงต้องอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อจากนี้ไปว่าผมจะ “รอ” หรือ “ลองเล่นดู” ซึ่งผมก็กำลังตัดสินใจอยู่ครับ

ช่วงดึก ผมโทรคุยกับเพื่อนเทรดเดอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดกัน และผมบอกเขาว่า ผมคิดว่า ผมน่าจะเกิดอาการ “Short Bias” เกิดขึ้น จึงอยากทราบมุมมองเทรดเดอร์หลายๆ คน ว่าคิดต่อตลาดเช่นไร

เขาให้ความเห็นว่า ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่ให้ “ขาย” ดังนั้นตลาดน่าจะไปต่อได้

ผมคงต้องนำมาคิดวิเคราะห์ต่อไปว่า ผมจะวางกลยุทธ์ในการเล่นของผมเช่นไรครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวานมีความคิดเห็นน่าสนใจจากผู้อ่าน 2 ท่าน ผมขอนำมาไว้ในตอนนี้ให้ได้อ่านกัน

ค.ห.ของคุณ Smokerfield

แนวคิดการทำ Position Mapping น่าสนใจครับ

ผมคิดว่ายังมีจุดอ่อนนิดนึง (ถือซะว่าเป็นการ discuss กันนะครับพี่หมากเขียว)

คือ

1) การเปรียบเทียบปีนี้ปีเดียว ผมน่าจะยังสรุปไม่ได้ว่าตลาดไทย overweight เพราะเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมา "ไทย" เวลาขึ้นก็ขึ้นเยอะ ลงก็ลงเยอะกว่าเพื่อนบ้านก็เป็นได้ (อารมณ์ประมาณ "ไทย" เป็นหุ้นปั่น เพื่อนบ้านเป็นหุ้นพื้นฐานดี ดังนั้นหุ้นปั่น Volatility ย่อมสูงกว่าหุ้นพื้นฐานเป็นธรรมดา ดังนั้นเวลาขึ้นก็ขึ้นเยอะ ลงก็ลงเยอะ)

2) มันเหมือนการพิจารณา PE กับ PEG อะครับ ถ้าหุ้นสองตัว พื้นฐานเหมือนกันทุกประการ แต่ตัวนึง Growth สูงกว่า ราคาย่อมขึ้นได้มากกว่าเป็นปกติอะครับ

3) ผมคิดน่าจะต้องรู้ที่ผ่านมา การใช้วิธีนี้คาดการณ์ผลออกมาถูกต้องมากน้อยแค่ไหนด้วยครับ

นึกได้ประมาณนี้ครับ แต่ยอมรับว่าวิธีนี้เป็นวิธีเปรียบเทียบเพื่อมองเห็นภาพรวมได้อย่างง่ายมากจริงๆ

ขอบคุณมากครับพี่หมากเขียว

ค.ห.ของคุณ afood

ผมนั่งดูการซื้อช่วงที่ผ่านมานี้ เรียกได้ว่า
เป็นการซื้ออย่างบ้าคลั่ง เอาเป็นเอาตาย
ทุกราคา ขวาตลอด

ชอบที่หุ้นขึ้น แต่ไม่ชอบตรงที่มันลากเกินไปหน่อย
ตะกละตะกลาม มูมมาม มาก

ทั้งที่ไม่มีปัจจัยอะไรที่ดีพอที่จะสนับสนุนการซื้อเลย
เลยออกจะน่ากลัว น่าเกลียด มากกว่า

แถมยังมี ระเบิด ธ.กรุงเทพ
ยิง RPG ใส่กระทรวงกลามโหม
ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
วันนี้ก็มีอีก 2 ลูก ที่สธ. ที่ประชุมครม.
ทหาร ตำรวจ เพียบ
มันยังยิงเข้าไปได้

เป็นเรื่องที่แรงมากสำหรับผม

ดีเหมือนกันที่ต่างชาติลากมาให้ขาย จนเกลี้ยงเลยครับ
ช่วงนี้หัดเล่น SSF เอาประสบการณ์ เหล่ดูหลามไปด้วย
พอสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่แบบเงินมากลากไป
แล้วค่อยกลับมาซื้อหุ้นใหม่ พร้อมกับเริ่มเล่นหลามด้วย

เวลาขึ้นไม่มีเหตุผล เวลาลงก็คงจะไม่มีเหตุผลอีก...

ติดตามคุณหมากเขียว ตลอดครับ ได้ความรู้ดีๆ มากเลยครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ครับ


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 24 มีนาคม 2553    
Last Update : 24 มีนาคม 2553 15:18:04 น.
Counter : 6469 Pageviews.  

Trader’s Diary: การทำ Positional Mapping ตลาดไทยเทียบกับตลาดโลกและภูมิภาค จันทร์ที่ 22 มี.ค.53

วันนี้ตลาดทำวอลุ่มกว่า 4 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 เดือน นับจากวันที่ 15 ต.ค.52 ช่วงเช้าตลาดตกลงไป แล้วดีดกลับมาทำ New High ก่อนจะถูกแรงเทขายอย่างหนักจากกองทุนในประเทศรวมทั้งพอร์ทบริษัทและรายย่อย ส่วนต่างชาติ เป็นนักช็อปกันอย่างสนุกมือ

การคาดการณ์ถึงผลประกอบการของแต่ละบริษัทและมองออกไปอนาคตไกลๆ ของต่างชาติในรอบนี้ ถือว่า “ไม่ธรรมดา” เอามากๆ

ผมลองคำนวณเพื่อหา Positional Mapping หรือ การทำแผนที่ดูตำแหน่งของตลาดไทย เทียบกับตลาดโลกและภูมิภาค ว่าต่างจาก “ค่าเฉลี่ย” มากน้อยเพียงใด

เมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนที่ผมจะลาออกมาเป็นเทรดเดอร์อิสระ ผมคำนวณ Positional Mapping แล้วพบว่าตลาดไทย “Underweight” หรือ “ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย” เมื่อเทียบกับตลาดโลกและภูมิภาคพอสมควร

แต่แล้วผมก็ต้องแปลกใจที่เพียงระยะเวลาแค่ 2-3 สัปดาห์ Fund Flow ของต่างชาติที่เข้ามาทำให้ตลาดไทย “Overweight” หรือ “เหนือกว่าค่าเฉลี่ย” ไปค่อนข้างมาก และมีนัยสำคัญพอสมควรสำหรับความรู้สึกของผม

ค่า Mapping ตัวแรกที่ผมดู ผมนำ “ราคาปิด” ของทุกๆ ตลาดในวันศุกร์ที่ 19 มี.ค.53 เทียบกับ “จุดสูงสุด” ในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมาของทุกๆ ตลาดเช่นเดียวกัน พบว่า “ค่าเฉลี่ย” ของตลาดโลกและตลาดภูมิภาคอยู่ที่ -25.50% หรือ ราคาปิด ณ วันศุกร์ ยังห่างไกลจากจุดสูงสุดเดิมในรอบ 3 ปี อยู่ 25.50% แต่สำหรับตลาดไทยจุดสูงสุดเดิมในรอบ 3 ปี คือ 924.70 เมื่อวันที่ 29 ต.ค.50 หากคำนวณเทียบกับราคาปิดเมื่อวันศุกร์พบว่า ค่า Mapping อยู่ที่ -16.23% หรือราคาปิด ณ วันศุกร์ ห่างไกลจากจุดสูงสุดเดิมในรอบ 3 ปี แค่ 16.23% เท่านั้น ถือว่า “Overweight” หรือ “เหนือกว่าค่าเฉลี่ย” ไปค่อนข้างมาก

ค่า Mapping ตัวต่อมา ผมนำ “ราคาปิด” ของทุกๆ ตลาดในวันศุกร์ที่ 19 มี.ค.53 เทียบกับ “จุดต่ำสุด” ในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมาของทุกๆ ตลาดเช่นเดียวกัน พบว่า “ค่าเฉลี่ย” ของตลาดโลกและตลาดภูมิภาคอยู่ที่ 88.60% หรือ ราคาปิด ณ วันศุกร์ ห่างจากจุดต่ำสุดเดิมในรอบ 3 ปี อยู่ 88.60% แต่สำหรับตลาดไทยจุดต่ำสุดเดิมในรอบ 3 ปี คือ 330.05 เมื่อวันที่ 24 พ.ย.51 หากคำนวณเทียบกับราคาปิดเมื่อวันศุกร์พบว่า ค่า Mapping อยู่ที่ 103.80% หรือราคาปิด ณ วันศุกร์ ห่างจากจุดต่ำสุดเดิมในรอบ 3 ปี ถึง 103.80% ถือว่า “Overweight” หรือ “เหนือกว่าค่าเฉลี่ย” ไปมาก

ค่า Mapping ตัวสุดท้าย ผมนำ “ราคาปิด” ของทุกๆ ตลาด ณ วันศุกร์ที่ 19 มี.ค.53 เทียบกับ “ราคาปิด” ในวันที่ 4 ม.ค.53 ของทุกๆ ตลาดเช่นเดียวกัน เพื่อดู Mapping เฉพาะของปีนี้ พบว่า “ค่าเฉลี่ย” ของตลาดโลกและตลาดภูมิภาคอยู่ที่ 1.34% หรือ ราคาปิด ณ วันศุกร์ ห่างจากราคาปิด ณ วันที่ 4 ม.ค.53 อยู่ 1.34% แต่สำหรับตลาดไทยราคาปิด ณ วันที่ 4 ม.ค.53 คือ 732.28 หากคำนวณเทียบกับราคาปิดเมื่อวันศุกร์พบว่า ค่า Mapping อยู่ที่ 5.77% หรือราคาปิด ณ วันศุกร์ ห่างจากราคาปิด ณ วันที่ 4 ม.ค.53 ถึง 5.77% ถือว่า “Overweight” หรือ “เหนือกว่าค่าเฉลี่ย” ไปค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน

มันเป็นอะไรที่น่าคิดจริงๆ ว่าตลาดไทย พื้นฐานมันแกร่งขนาดที่ต่างชาติรุมอยากได้ของแล้วทำให้ Overweight ได้ภายใน 2-3 สัปดาห์หรือ???

แล้วใกล้ถึงเวลาหรือยังที่ต่างชาติ จะนำเงินที่เหลือ “อีกมาก” เคลื่อนย้ายไปยังประเทศที่ยัง “Underweight” อยู่ ในขณะที่ให้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกัน แถมสถานการณ์ในประเทศ “นิ่ง” กว่าประเทศไทย???

เป็นคำถามที่ผม “ไม่รู้คำตอบ” หรอกครับ

แต่ผมคิดว่า “น่าจะใกล้ถึงเวลาที่ต่างชาติจะโยกเงินไปเข้าประเทศที่ Underweight กว่าประเทศไทยแล้ว” เมื่อตลาดโลกและภูมิภาคถูก Asset Allocation เข้าไปจนทำให้ “ค่าเฉลี่ย” ดันสูงขึ้น เมื่อนั้นตลาดไทยถึงจะ “ไปต่อได้ยาว”

แต่ถ้า “ไม่” ตลาดไทยก็คงจะ “ขึ้นแบบกั้กๆ” ไปเรื่อยๆ ขึ้นลงๆ เป็น Sideway Down สลับกับ Up จนกว่าค่าเฉลี่ยจะตามมาทันแล้วจึง “พุ่งทะยาน” ออกไปอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้นผมฟันธงว่า “โอกาสที่จะเห็นตลาดไทยวิ่งยาวๆ” เหมือนสัปดาห์ก่อน น่าจะยังไม่เห็นภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ครับ ต้องมีการ “ปรับฐาน” เพื่อลงไปปิด Gap ที่ 750 อย่างแน่นอน ฟันเฟิร์มมมมมม.....

ป.ล. ขอให้เครคิตการคำนวณ Positional Mapping กับคุณ @eXray2Trader กับการเป็นผู้จุดประกายในแนวความคิดการคำนวณแบบง่ายๆ นี้ โดยไม่จำเป็นต้องไปคำนวณหา PE ของตลาดโลกและตลาดภูมิภาคให้เสียเวลา ท่านสามารถติดตามเขาได้ใน twitter ส่วน Blog การลงทุนของเขายังไม่ได้จัดทำครับ (ผมรออ่านอยู่เหมือนกัน)


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 23 มีนาคม 2553    
Last Update : 23 มีนาคม 2553 14:05:43 น.
Counter : 6448 Pageviews.  

Trader’s Diary: Blog ของเทรดเดอร์ที่อยากให้ลองติดตาม ศุกร์ที่ 19 มี.ค.53

วันสุดท้ายของสัปดาห์ ต่างชาติทิ้งทวนโดยการซื้อสุทธิเพิ่มเข้าไปอีก 2 พันกว่าล้านบาท นักลงทุนและนักวิเคราะห์หลายรายเริ่มออกมาแสดงความมั่นใจว่า “ไปต่อ 800 แน่” และอาจจะเป็นการ “Runaway Gap” หรือ “การทะยานขึ้นโดยไม่ลงมาปิด Gap” ที่เปิดไว้แถวๆ 750 จุด

ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนนอกตลาดที่เป็นเภสัชฯ คุณหมอ และวิศวกร ถึง 3 สาย ว่า “ซื้อหุ้นอะไรดี” ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่คนนอกตลาด เริ่มให้ความสนใจอยาก “ซื้อหุ้น” นั่นแหละเวลาที่ควร “ขาย” เป็นที่สุด

และเมื่อใดก็ตาม ที่นักการเมืองออกมาพูดถึง “ตลาดหุ้น” ผู้ดูแลตลาด เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาให้ความเห็นว่า “มั่นใจในเม็ดเงินที่ไหลเข้า” เมื่อนั้น ก็เป็นเวลาที่ควร “ขาย” เช่นเดียวกัน

ความคิดเห็นส่วนตัว ในฐานะของเทรดเดอร์ที่เป็น Contrarian นิดๆ ผมยังมั่นใจว่า หากตลาดจะขึ้นได้ “ยาวๆ” ต้องลงมาสร้างฐานโดยเฉพาะต้อง “ปิด Gap” เสียก่อน

ประกอบกับ สัญญาณ Bearish Divergence เริ่มส่งมา 2 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ เป็นการเตือนให้การเข้าซื้อ ต้องใช้ความระมัดระวังพอสมควร

ผมคิดว่ากลางๆ สัปดาห์นี้ถึงสัปดาห์หน้า ต่างชาติจะเริ่มเปลี่ยนฝั่งจากการเป็น “ผู้ซื้อ” มาตลอด จะกลายมาเป็น “ผู้ขาย”

และรายย่อยจากที่เป็น “ผู้ขาย” ก็จะกลายมาเป็น “ผู้ซื้อ” แทน ตลาดอาจจะเริ่มลดระดับความร้อนแรง และจะกลับเป็นในลักษณะไซด์เวย์ ช่วงนี้น่าจะเล่นยากไปซัก 1-2 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการปรับฐานเพื่อลดความร้อนแรงแล้ว ตลาดก็จะทะยานขึ้นไปทะลุ 800 ได้

นอกจากสัญญาณ Bearish Divergence ที่ส่งมาเตือนถึง 2 ครั้งแล้ว หากดูสถานะใน Futures จะพบว่า ทั้งสัปดาห์ ต่างชาติเปิด Short เข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งโดยปกติแล้ว ต่างชาติมักจะเปิด Futures ในทางเดียวกับในตลาดหุ้น แต่กว่า 1 สัปดาห์ที่ต่างชาติเปิด Short นับพันสัญญา สวนทางกับตลาดหุ้น ทำไม???

นั่นเป็นเพราะว่า ต่างชาติก็รู้เทคนิคเหมือนกัน และได้มองข้ามช็อตไปหลายช็อตแล้วนั่นเอง การที่เข้ามาระดมซื้อกันมากมายขนาดนี้ แสดงว่าเค้ามองออกไปในระยะไกลๆ ระดับ 800-900 จุดนู๊น ว่าไปถึงได้ไม่ยาก หากเปรียบเทียบกับตลาดโลกและตลาดภูมิภาค ที่ไทยยัง Underweight อยู่มาก วันจันทร์ผมจะลองคำนวณดูว่าตลาดบ้านเรายัง Underweight กว่าชาวบ้านเค้าเท่าไหร่

การที่ต่างชาติระดม Short มา น่าจะเป็นการ Hedge เพื่อลดความเสี่ยงลงจากแรงเทขายของรายย่อยและสถาบัน และเตรียมไว้สำหรับการปรับฐานเพื่อลดความร้อนแรง ก่อนจะลากไปต่อแบบยาวๆ

นี่เป็นการคาดการณ์ในตอนนี้ หากสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยน เราก็ต้องมานั่งวิเคราะห์กันอีกครั้งครับ

จบสิ้นวัน ผมยังไม่เข้าไปเทรด เพราะต้องรอให้ระบบเทรดเก็บกำไรในรอบนี้ไปก่อน และน่าจะเกิด Drawdown ซัก 1-2 ไม้ จากนั้นผมจึงจะเข้าตามระบบเทรดปกติ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเก็บกำไรเสร็จสิ้นเสียที เพราะตลาดก็ไม่ยอมลงให้ระบบเทรดปิดสถานะที่เปิด Long มาแถวๆ 505 เช่นกัน

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวานมีคำถามจากหลายท่าน ผมขอตอบให้ดังนี้

คำถามของคุณฉันรักการเล่นหุ้น

ถาม
ขอไอเดียเรื่อง trading coach ครับ คือผมอ่านจาก blog หนึ่งเขาพูดถึง trainer ที่ฝึก trader อย่างเป็นระบบ ในต่างประเทศ สำหรับเมืองไทย trading coach สำหรับคนทั่วไปไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า

ส่วนตัวผมที่อ่อนเรื่องวินัยมากๆ และขาดคนชี้แนะเรื่องระบบ ขอถามว่า

1.การมีtrading coachเป็นสิ่งจำเป็นไหม?
2.หากเราจะหา coach สักคน เราจะหาได้จากที่ไหน และมีวิธีเลือกอย่างไร?

ภาพในใจผม คือนึกถึงการฝึกนักกีฬา หรือไปเรียนกอล์ฟกับโปร

ตอบ
ในต่างประเทศ Trading coach เปิดเป็นหลักสูตรที่ครบวงจร ทั้งสอน ติดตามผลการเทรด และมีกลุ่มผู้เรียนไว้คอยเป็นพี่เลี้ยงซึ่งกันและกัน คือ เข้ากระบวนการของ 3M ครบ ทั้ง Model Trade, Money Management และ Most Discipline

ในเมืองไทย Trading coach เท่าที่เห็นยังไม่มีที่เป็นหลักสูตรครบวงจร ส่วนมากจะเป็นในลักษณะเปิดคอร์สสอนการเทรด และจะเป็นในลักษณะของการขาย “โปรแกรมเทรด” ซะมากกว่า ขายแล้วก็จบ

การเป็น Trading coach มันไม่ใช่ เพียงแต่ขาย “โปรแกรมเทรด” เพราะมันไม่มี “ประโยชน์” หากผู้ที่ซื้อไป “ไม่มีวินัย” และ “ไม่มีกระบวนการสร้างวินัยและรักษาวินัยให้คงอยู่”

แต่มีแหล่งเรียนรู้นึงที่เป็นกลุ่มของคนที่ชอบการใช้ระบบเทรด ที่ผมเคยบอกไว้คือ ลองเข้าไปดูในเวบของ “ลุงโฉลก” ในนั้นจะมีกลุ่มผู้ที่มีความสนใจเหมือนๆ กัน และอาจจะเป็น “เพื่อน” หรือ “โค้ช” ให้กับคุณได้

เวบนี้ คุณ Durahan แห่ง Thaigold.info เป็นผู้แนะนำ ผมลองดูคร่าวๆ แล้ว เป็นเวบที่ช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้ และคงวินัยได้ดี ลองดูครับ

สำหรับคนที่ไม่สามารถสร้างวินัยให้กับตัวเองได้ การมี Trading Coach มาคอยให้คำแนะนำ ก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ส่วนมีวิธีเลือกอย่างไร ผมคิดว่าน่าจะขึ้นอยู่กับความต้องการของเทรดเดอร์มากกว่าครับ

ผมอยากแนะนำให้ลองเข้าไปอ่าน Blog ของเทรดเดอร์ 2 ท่านนี้ และเรียนรู้กระบวนการสร้าง “วินัย” จากพวกเขา คุณจะได้อะไรพอสมควรเลยครับ

http://www.tradermemory.blogspot.com/

http://www.wizard-kid.blogspot.com/

คำถามของคุณ Myth&Miracle

ถาม
ผมไม่แน่ใจว่าตัวนี้เกี่ยวกับนิทานที่พี่หมากเขียนอธิบายหรือเปล่าครับ "Other People Money" ขอบคุณพี่หมากเขียวที่ช่วยอธิบายขยายความเพิ่มเติมครับ

ตอบ
นิทานเมื่อวาน คุณหมอสัจจะเป็นผู้เล่าครับ ผมนำมาบอกกล่าว หากแปลเจตนาของผู้เล่า ก็น่าจะเกี่ยวกับ Other People Money ครับ

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม การเล่น Other People Money ยากกว่า การเล่นเงินตัวเองครับ และผมใช้ความระมัดระวังในการเล่นมากกว่าถึงแม้จะไม่ใช่เงินของผม ส่วนทฤษฎีจะว่ายังไง ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้เท่านี้ก่อนครับ


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"




 

Create Date : 22 มีนาคม 2553    
Last Update : 22 มีนาคม 2553 11:46:10 น.
Counter : 6585 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

หมากเขียว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]




สวัสดีครับทุกท่าน...ผมหมากเขียวแห่งสินธร...จาก Head of Prop Trade สู่ Private Trader อิสรภาพที่รอคอย



สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2553 โดย หมากเขียว™ ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ หรือคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความที่เขียนโดยข้าพเจ้านอกจากจะได้รับอนุญาต

Copyright © 2010.All rights reserved. These articles and photos may not be copied, printed or reproduced in any way without prior written permission of Mhakkeaw™.
Friends' blogs
[Add หมากเขียว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.