"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
Group Blog
 
All Blogs
 

คุณลักษณะของสัญญาณเทคนิคที่ดี โดย chezip

ต้องบอกจุดซื้อจุดขาย ระยะสั้นที่ไม่เร็วเกินไป และระยะกลางได้ที่ไม่ช้าเกินไป
บอกโอกาสที่จะเกิดสัญญาณลวงได้
สามารถจับอารมณ์ของตลาดในขณะนั้น (หนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน)
บ่งบอกนิสัยและลักษณะของหุ้นตัวนั้นได้ เช่น หุ้นพื้นฐาน หุ้นเก็งกำไร การสวิงตัว การกลับตัว การเด้งกลับ
บอกแนวโน้มและทิศทางในอนาคตได้ (ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ขึ้นไป)
นำสัญญาณที่เห็นมาประกอบกับการวางแผนได้ เพื่อประเมินความเสี่ยง/ผลตอบแทนได้
แสดงแนวรับแนวต้านระยะสั้นได้เป็นลำดับขั้นตอน
มีเสถียรภาพพอเพียง ในการแสดงทิศทาง
สามารถใช้ตัดสินใจร่วมกันกับตัวอื่นได้ โดยมีความสอดคล้อง
และเป็นตัวยืนยืนหรือขัดแย้งเพื่อตรวจสอบสัญญาณความเป็นไปได้
สามารถนำมาพยากรณ์หาจังหวะเวลา(ได้ยิ่งดี)
มีความไวเพียงพอในการให้จุดขายที่จุดหักเหของรอบ
แสดงความหมายได้ทั้งในสัญญาณระยะสั้น กลาง และยาว อย่างมีเหตุผล โดยไม่ขัดแย้งกัน
เป็นสัญลักษณ์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ในเรื่องจิตวิทยามวลชนได้
เข้าใจง่าย พร้อมทั้งสามารถนำมาใช้ได้อย่างเรียบง่าย แต่ลุ่มลึก

จากคุณ : chezip - [ 2 ต.ค. 48 08:00:39 ]


การทำครัว(ซิ้อหุ้น) ใช้มีดหลายเล่ม หันผักใช้อย่าง สับกระดูกใช้อย่าง ถ้าใครบอกว่าเครื่องมือสำเร็จรูปตัวเดียวโดด ๆบอก สัญญาณระยะสั้น กลาง และยาว อย่างมีเหตุผล น่าจะโมมากกว่า

จากคุณ : keeta2 (keeta2) - [ 2 ต.ค. 48 10:05:49 ]


ประสบการณ์ เป็นส่วนสำคัญ ในการดูรูปแบบของกราฟ เช่นการทำครัว (ซื้อหุ้น) การจะใช้มีดแบบไหน ขึ้นอยู่ กับประสบการณ์ของแม่ครัว การใช้เทคนิคต่างๆ ความรู้พื้นฐานต้องแน่น การนำไปใช้งาน ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ เทคนิดมีหลายอย่างอยู่ที่ว่า นำมาใช้ร่วมกันอย่างไรให้เกิดประโยชน์ ผมใช้ผิดมามากต่อมากแล้ว ผมคนหัวช้า ฝึกใช้เทคนิคต่างๆ อยู่เกือบ 15 ปี แย่ไหมครับ ต้องหาประสบการณ์เอาเอง ตอนนี้ พอจะบอกได้ว่า เริ่มจะใช้เป็น โดยไม่ต้องดูมากนัก แค่ เห็นกราฟ เพียงเล็กน้อย ก็รู้แล้ว ว่า ควรทำอย่างไร ทำให้ไม่บาดเจ็บมากนัก

ขอให้รายย่อยรวยทุกๆคน

จากคุณ : phon77 - [ 2 ต.ค. 48 11:17:51 ]


มาพลิกอ่านเห็น คุณ phon77 คหที่ 4 ก็น่าสนใจที่บอกว่าดูกราฟมาตั้ง 15 ปี ตอนนี้ชักเข้าทาง แสดงว่าเสียสตังค่าเรียนไปมากโข แต่ตอนนนี้ดูทางออกแค่เห็นปั๊บก็รู้ปุ๊บเชียว กระซิบสักนิดให้รู้หน่อยว่า ดูปุ๊บที่อะไร ปาก ตา หน้า ท้อง ขา ก้น ก็รู้ใจหุ้นปั๊บ น่าสน น่าสน 55 55 55

ขอให้โชคดี

จากคุณ : อยากเชือก - [ 2 ต.ค. 48 14:55:49 A:161.246.50.184 X:161.246.1.34 TicketID:104470 ]




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2548    
Last Update : 3 ตุลาคม 2548 13:42:49 น.
Counter : 404 Pageviews.  

##จิตวิทยาการเล่นหุ้นให้ได้กำไร##.................."การควบคุมความโลภ" โดย แคนนอน

ขั้นตอนการควบคุมความโลภก็เหมือนกับขั้นตอนการควบคุมความตื่นตระหนก ต้องเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริง มองปัญหารอบด้าน แยกแยะปัจจัยเชิงลบ คาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้

1. บันทึกความคิดความรู้สึกลงในกระดาษและในใจเช่น
"การซื้อขายแบบนี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริง ๆ เราสามารถทำกำไรได้เป็นเท่าตัวโดยไม่ต้องเสี่ยงแต่อย่างใด เราอยากจะมีเงินลงทุนให้มากกว่านี้"
"เราจะต้องขึ้นรถให้ทันป้องกันการตกรถ"

2. เน้นความเป็นจริง (ละทิ้งความเห็นที่เข้าข้างตนเอง)
วิธีที่จะชักจูงให้คนทั่วไปเกิดความโลภทำเขาให้ยอมควักเงินออกจากกระเป๋าทันทีคือ สร้างสถานการณ์เร่งด่วนขึ้นมา ต้องทำให้นักลงทุนเชื่อว่านี่คือโอกาสทองในการหากำไรแต่ต้องกระทำอย่างฉับพลันมิฉะนั้นแล้วจะหมดโอกาสในชั่วพริบตา ทั้งยังต้องให้เขาเชื่ออีกว่าโอกาสนี้แทบจะไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย คนเหล่านี้จะต้องยอมจ่ายเงินโดยดี ที่ต้องใช้วิธีนี้ก็เพื่อไม่ให้เขามีเวลาไตร่ตรองศึกษาสถานการณ์อย่างสุขุมรอบคอบ
จะเห็นได้ว่าการที่จะตัดสินใจให้ดีที่สุดจำเป็นต้องมีเวลาขบคิด ตั้งคำถาม ผ่อนคลายความโลภที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว การตั้งคำถามดังต่อไปนี้อาจช่วยให้เราควบคุมความโลภและหาหนทางตัดสินใจที่ดีที่สุดได้
- เรารู้ข่าวอะไรบ้างที่เป็นความจริง?
- สิ่งที่เราอ้างอิงในปัจจุบันนี้มีอะไรบ้างที่สมมุติขึ้น?
- ทำไมเราต้องรีบดำเนินการโดยด่วน?
- หากครั้งนี้ทำกำไรให้เราเท่ากับกำไรปกติเราจะรู้สึกอย่างไร?
- ทำไมเราต้องตั้งเป้าหมายเหล่านี้ขึ้นมา? ทำอย่างไรจึงจะบรรลุ? และจะบรรลุอย่างไร? ใครเป็นผู้ทำให้บรรลุ?
- คนทั่วไปมีความเข้าใจต่อการบริหารของบริษัทนี้แค่ไหน?
- มีหลักฐานอะไรมายืนยันข่าวที่เราได้ยินมาไหม?
- เรื่องนี้มีอะไรที่ดูแล้วไม่เข้าท่า???
- หากเรื่องไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ความผิดพลาดนี้เกิดจากอะไรหรือ?

3. การฝึกความสามารถในการสังเกตสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่
การพยายามดึงตนออกจากภาวะแวดล้อม โดยสมมุติว่าตนเป็นคนหนึ่งที่กำลังทบทวนเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด เช่น สมมุติว่าตนเองเป็นนายธนาคารที่กำลังพิจารณาสินเชื่อ หรือการที่จะชี้ขาดว่าความคิดของตนถูกหรือไม่ก็น่าจะลองสมมุติว่าถ้าคนอื่นอยู่ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นเราจะให้คำแนะนำอะไรแก่เขาได้บ้าง

4. แจงแจงปัจจัยในเชิงลบและบวก
ยิ่งเราต้องการบรรลุเป้าหมายมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งไม่ต้องการรับรู้เรื่องราวที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมาย การที่จะแจกแจงข้อดีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะแจกแจงข้อเสียและความเสี่ยงนั้นจะต้องใช้ความพยายามมากกว่า

ข้อดี
- มีศักยภาพทางตลาดอย่างมหาศาล
- ราคาหุ้นกำลังพุ่งสูง
- ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด
- หุ้นได้รับความนิยม
- ผู้นำระดับบริหารมองการณ์ไกล

ข้อเสีย
- มีการเก็งกำไรสูงแต่สถิติที่ผ่านมาไม่ทราบชัด
- ไม่มีการปันผล ไม่ทราบรายละเอียดทางฝ่ายบริหาร
- อัตรากำไรสูง เงินสดในมือมีน้อย
- ขีดความสามารถในการแข่งขันยังไม่ชัดเจน

5. การคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
จังหวะนี้รวมถึงปัจจัยบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน เช่นค่าน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดหุ้นมีแนวโน้มสูงขึ้น การค้นหาปัจจัยแฝงเร้นที่อาจทำให้เกิดผลตรงกันข้ามเป็นสิ่งจำเป็น จะต้องต่อต้านความโลภของตนเอง ทั้งต้องคำนึงว่ามีอะไรที่จะทำให้เกิดผลตรงกันข้ามกับที่คาดคะเนไว้หรือไม่? ยกตัวอย่างเรื่องที่คุ้นเคยกันดี

ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น คาดว่าอาจจะสูงถึงบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ นี่เป็นโอกาสทองในการลงทุนหุ้นเกี่ยวกับพลังงานหรือบริษัทที่เกี่ยวกับน้ำมัน แต่เราต้องถามตัวเองว่าจะมีสภาพใดบ้างที่ทำให้เกิดผลตรงข้ามกับที่คาดคิดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะคำนึงถึงในแง่ที่ว่า "เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจะทำให้ทุกคนต้องหาทางประหยัดการใช้พลังงาน ความต้องการน้ำมันก็จะลดลง ราคาน้ำมันพุ่งสูงมีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาแหล่งน้ำมันใหม่ และในที่สุดเมื่อมีน้ำมันมาสนองความต้องการอย่างเพียงพอแล้วราคาน้ำมันก็จะลดต่ำลง หรือการพยายามหาพลังงานทดแทนมากขึ้นแล้ว ราคาน้ำมันก็จะลดต่ำลง"

เมื่อนำความคิดทั้งหมดมาบันทึกลงในกระดาษหรือในใจแล้วเราก็จะได้ทบทวนข่าวสารต่าง ๆ ที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า การประเมินสถานการณ์ตามข้อเท็จจริงทำให้เราเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อย่างมีเหตุมีผล ละทิ้งปฏิกิริยาที่เกิดจากความโลภ หลีกเลี่ยงการตัดสินใจด้วยอารมณ์ นั่นหมายถึงเราสามารถตัดสินใจได้อย่างดีที่สุด ครั้งต่อไปหากเราพบว่าตัวเองเต็มไปด้วยความโลภแล้วจงอย่าลืมคำว่า

"ถ้าจะจับหนูแค่วางกับดักก็สำเร็จ ความโลภจะชักนำหนูเข้ามาเอง"

เมื่อจิตใจถูกความโลภครอบงำเราจะมองไม่เห็นสภาพแวดล้อมรอบด้านและก็จะเป็นเสมือนหนูที่กระโดดเข้าหากับดัก

จากหนังสือ จิตวิทยาการเล่นหุ้นให้ได้กำไร พ.ศ. 2533...




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2548    
Last Update : 3 ตุลาคม 2548 13:21:20 น.
Counter : 444 Pageviews.  

จิตวิทยาการลงทุน จากหนังสือสู่กระทู้ ตอน "ช่วงขึ้นดูกระแส ช่วงลงดูกึ๋น" โดย แคนนอน

ตลาดมีขึ้นมีลง ในช่วงที่กำลังขึ้น ดัชนีราคาตลาดพุ่งสูง หุ้นส่วนใหญ่จะจับมือกันขึ้นสู่ระดับสูงยิ่งขึ้นจนเป็นกระแส
เวลาอันสดใสเช่นนี้นักลงทุนควรตามกระแสให้ทัน อย่ามัวแต่สนใจเรื่องปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวมากนัก เนื่องจากกระแส "น้ำหลาก" ของตลาด ได้ช่วยพยุงหุ้นให้ลอยพ้นจากฐานของตนเองไหลไปตามกระแสน้ำ เปรียบหมือนเรือ มีทั้งลำใหญ่ลำเล็ก แต่ไม่ว่าลำไหน ก็ไหลไปตามกระแสน้ำเหมือนกัน เวลาตลาดขึ้นพรวดๆ คุณเข้าจับ
หุ้นตัวไหนก็จะกำไรไม่น้อยกว่าตัวอื่นเท่าใดนัก

ตรงกันข้าม ในช่วงของตลาดขาลง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกลงทุนที่ดีมี "กึ๋น" จริงๆ เพราะช่วงน้ำลดนี้เรือที่ไม่ดีจะเกยตื้นไปไม่รอด บางลำถึงกับจมเลยก็มี ต้องเลือกลงเรือที่ดี มีนายท้ายเยี่ยม ซึ่งเรือประเภทนี้จะมีไม่มากนัก

อย่างเมื่อเร็วๆนี้ หุ้นกลุ่มเก็งกำไรถูกยกมาเล่นกัน ราคาขยับขึ้นพรวดพราด ผู้ลงทุนไม่ต้องไปวิเคราะห์ให้เมื่อยหัวเลยว่าหุ้นพวกนี้ตัวไหนพื้นฐานดี ตัวไหนพื้นฐานด้อย หลับตาเล่นตัวไหน ราคาก็ยังไต่ขึ้น ได้กำไรง่ายดาย นี่คือภาวะ
ความเป็น "กระแสนิยม" ของนักลงทุน เมื่อวัดจากปริมาณและมูลค่าการซื้อขายกัน หุ้นกลุ่มนี้ได้ก้าวมาอยู่ในตำแหน่งหุ้นยอดฮิต มีการซื้อขายมากทุกวันอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เมื่อหุ้นกลุ่มใด "ขึ้น" จนเป็นกระแสแล้ว ก็ป่วยการที่จะไปวิเคราะห์สาเหตุหรือที่มาที่ไปของมันว่าทำไมมันจึงขึ้น ทั้งนี้เพราะหุ้นที่ขึ้นจนกลายเป็นกระแสนิยมแล้วนั้น โดยตัวมันเองก็จะมีแรงดึงดูดให้นักลงทุนไล่ล่าซื้อขายกันวันละหลายๆ รอบ ดันราคาให้สูงพุ่งขึ้นเรื่อยๆ และตราบใดที่นักลงทุนยังคิดว่าตนเองไม่ใช่คนสุดท้ายที่เข้าไล่ซื้อหุ้นเหล่านั้น ราคาหุ้นก็จะเขยิบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ กระทั่งสูงเกินจริงกลายเป็นแนวโน้มที่น่ากลัว และเมื่อผู้ซื้อส่วนใหญ่ยุติการปฏิบัติไล่ล่า ภาวะตลาดก็จะเย็น ราคาหุ้นจะตกต่ำลงมาทันที

แต่การหยุดซื้อไม่ได้หมายความถึงว่าได้ขายออกทำกำไรแล้ว ดังนั้น พอราคาหุ้นตก นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ลงไม่ทัน ห้อยต่องแต่งอยู่บนยอดไม้ น้ำตาซึม ผู้ที่ทำกำไรและลงได้ทันกับการปรับตัวของตลาดก็คือผู้ลงทุนที่เข้าใจต่อกฏเกณฑ์การขึ้นลงของกระแสตลาด ด้วยเหตุนี้เอง ที่มีคนสรุปไว้ว่า "ตลาดหุ้นนั้น แท้จริงก็คือสวรรค์ของคนส่วนหนึ่ง(จำนวนน้อยกว่า)แต่เป็นสุสานของคนอีกส่วนหนึ่ง(จำนวนมากกว่า) เสมอ"

การจับกระแสตลาดในช่วงขาขึ้น จึงสำคัญด้วยประการนี้ ในความเป็นจริงการ "เล่น" หุ้นไม่ได้มีกฏเกณฑ์อะไรให้ยึดหรอก นักลงทุนมือโปรที่เยี่ยมยุทธ์จริงๆ จะไม่มีคำว่า "หุ้นดี" กับ "หุ้นไม่ดี" อยู่ในสมอง เวลาเขาคัดเลือกตัวหุ้น จะมีแต่คำว่า "หุ้นวิ่ง" กับ "หุ้นไม่วิ่ง" หุ้นตัวไหนวิ่งดี ราคาพุ่ง ทำกำไรให้ได้ เขาได้ก็ถือว่ามัน "ดี" ขอให้เป็นหุ้นวิ่ง ไม่ว่าขึ้นหรือลงเขาก็ได้ประโยชน์จากมัน

"ภาวะเป็นจริง" ของตลาดหุ้น เชื่อว่านักลงทุนทั้งหลายสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก ดังนั้นในระหว่างซื้อขายหุ้นโปรดอย่าไปยึดติดหรือมีอคติกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นอันขาด เราต้องทำให้ได้ถึงขึ้นรู้จัก "ปล่อยวาง" หุ้นทุกตัวบนกระดานมีสิทธิ์ทำให้เรารวยหรือเจ๊งได้ทั้งนั้น บางทีหุ้นตัวที่เคยทำให้เราบาดเจ็บ อาจจะกลายเป็นตัวนำโชคในภายหลัง ถ้าคุณเสียแล้วเกลียดมันก็อาจจะพลาดโอกาสแก้ตัวในภายหลังได้


ดัดแปลงแก้ไขส่วนหนึ่งจากหนังสือเทคนิคการเล่นหุ้น พ.ศ.2537...




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2548    
Last Update : 3 ตุลาคม 2548 13:08:29 น.
Counter : 545 Pageviews.  

Risk Reward Ratio โดย แมงเม่ามือใหม่

อย่างที่เคยเรียนบอกครับ
ว่าผู้ที่มีระบบที่แน่นอนเท่านั้น จึงจะได้กำไรในระยะยาว
ไม่ว่าเราจะมีเพียงระบบง่ายๆ ที่สร้างจาก macd, rsi, หรือ แม้แต่ stochastic

ถ้าเรายีดมั่นในระบบ ระยะยาวแล้ว เราจะเป็นผู้ที่ได้กำไรจากตลาดหุ้นค่อนข้างแน่นอน
ซึ่งระบบที่ดีสำหรับแมงเม่าชอบที่ชอบเล่นเก็งกำไรที่สุด คือ stop loss เมื่อหุ้นไม่เป็นอย่างที่คาดครับ

risk reward ratio คือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงครับ

สำหรับผู้ที่รู้ค่า fibonacci และสามารถ หาค่าอย่างคร่าวๆได้ ก็จะสามารถใช้ ข้อมูลนั้นๆในการอ้างอิง คาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่เราอาจจะได้ต่อการซื้อหุ้นตัวนั้นๆ

เพื่อให้เรารู้ว่า เราจะสามารถทำกำไรได้ที่เท่าใด เมื่อเทียบกับโอกาสผิดพลาด เมื่อเกิดการ stop loss ครับ

จะลองยกตัวอย่างง่ายๆครับ

สมมติเราซื้อหุ้นตัวหนึ่งที่ ๑๐ บาท
แล้วเรากำหนดไว้ว่า ๙ บาท เราจะ stop loss
และเราคาดหวังการทำกำไร จากการซื้อหุ้นนี้ ที่ ๑๑ บาท

risk reward ratio ของการซื้อคราวนี้ จะอยู่ที่ ๑ ต่อ ๑

ถ้าเราชนะ ๑ ครั้ง แพ้ ๑ ครั้ง
ผลตอบแทนจะมีค่าแค่ ๐
ซึ่งในความเป็นจริง จากเงินลงทุน ขาลงจะลดด้วยปริมาณเงินที่สูงกว่า ขาขึ้น รวมกับค่าคอมฯ ด้วย
การลงทุนครั้งนี้ จะมีค่าน้อยกว่า ๐ อีกครับ

ซึ่งตรงนี้ สะท้อนไปในผู้ที่ไม่รู้จักการ let profit run (ถึงแม้จะเป็นผู้ที่มีวินัย stop loss อย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม) แต่ขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ก็รีบทำกำไรเสียแล้ว

ในระยะยาวแล้ว
ค่าความเสี่ยงของการซื้อหุ้นคราวนี้ จะไม่คุ้มเท่ากับการอยู่เฉยๆ ด้วยซ้ำไป

มาดูกรณีต่อไป สมมติ เราซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ราคา ๑๐ บาท โดยมีสตอปลอส ๑ บาท และ ค่าราคาที่น่าจะไปถึงที่ ๑๕ บาท

risk reward ratio ครั้งนี้ จะเท่ากับ ๕ ต่อ ๑
หมายความว่า ถ้าการซื้อหุ้นครั้งนี้ของเราถูก
เราจะได้ ๕ บาทต่อการสูญเสีย ๑ บาท หักค่าคอมฯ อีกเล็กน้อย
สมมติเราซื้อหุ้นถูก เพียง ๑ ตัว แล้วเราซื้อหุ้นผิด ๕ ตัว
ซื้อหุ้นถูก ๑ ตัว ได้ ๕ บาท
ซื้อหุ้นผิด ๑ ตัว เสีย ๑ บาท
ผิด ๕ ตัว ถึงจะเสีย ๕ บาท

เรายังคงขาดทุนเพียงค่าคอมฯ กับอัตราส่วนการลดเงินของเงินก้อนมาก ต่อเงินก้อนน้อยเท่านั้นเองครับ

เพียงวิธีคิดง่ายๆเท่านี้
ก็จะเห็นแล้วว่า ระบบ let profit run , stop loss และ risk reward ratio มีความสำคัญต่อพอร์ตมากขนาดไหน

ผมจะยกตัวอย่างหุ้นตัวหนึ่งที่ผมซื้อนะครับ
ผมซื้อ Bfit ช่วงวันที่ ๑๙-๘ ถึง ๓๐ เดือน ๘ ได้ค่าเฉลี่ยที่ประมาณ ๒๕ บาท
คำนวณ ไฟโบอย่างคร่าวขาขึ้น ไว้ที่ ๐.๖๑๘
ได้ราคาเป้าหมายอย่างคร่าวที่ ๓๒.๗ บาทครับ(วิธีการคำนวณค่าไฟโบฯ ผมคงไม่ลงในรายละเอียด มีหนังสือหลายเล่มเขียนอยู่ครับ)
และกำหนด stop loss ไว้ที่ previous low คือ ๒๓.๓ บาท

หาค่า risk reward ratio ได้ เท่ากับ
ราคาเป้าหมายไฟโบฯ -ราคาซื้อ / ราคาซื้อ - stop loss
=๓๒.๗-๒๕/ ๒๕-๒๓.๓ = ๔.๕ เท่า

ตัวนี้ ตัวเดียว ถ้าราคาไปถึงเป้าหมายจริง(ซึ่งราคาปัจจุบันอยู่ที่ ๓๑ บาท ซึ่ง ๒วันก่อนเคยถึง ๓๒.๗๕ และผมได้ขายไปที่ราคาเฉลี่ย ๓๑.๕ บาทแล้ว ๓๐ เปอร์เซนต์) และอาจไปต่ออีกหรือไม่ ปัจจุบันยังไม่แน่ชัด ผมก็จะขอเก็บที่เหลือไว้ ลุ้นขายที่เป้าหมายต่อไป ที่ไฟโบฯ ๑, ๑.๖๑๘ หรือ ๒.๖๑๘
หรือถ้าอาการไม่ดี หุ้นเกิดลงมา ผมก็จะ stop loss ไปตามระบบครับ ซึ่งจะทำให้ค่า risk reward ratio ขั้นต่ำของผมน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๔ เท่าอยู่ดี(ซึ่งผมอาจมีตัวเลือกที่ดีกว่า ถ้าต้องการหมุนกระแสเงินสดให้ได้เร็วขึ้น ก็จะทำการขายล้าง แล้วไปซื้อหุ้นตัวอื่นที่มีสัญญาณซื้อต่อไป เพราะค่อนข้างแน่ชัดว่าหุ้นตัวนี้ กำลังปรับฐาน ฯลฯ)

เห็นไหมครับว่า ถ้าเราซื้อหุ้นที่มีอัตราส่วนเดียวกัน ด้วยวงเงินเดียวกัน ต่อให้ซื้อ ถูกเพียง ๑ ตัว ผิด ๔ ตัว เรายังสามารถ weight ความสูญเสีย ได้จนแทบไม่เกิด loss กับพอร์ตด้วยซ้ำไปครับ

ขอให้โชคดี รวยๆครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 13 ก.ย. 48 20:09:19 A:58.136.113.148 X: TicketID:080268 ]


เพิ่มเติมเรื่อง stop loss ครับ มีเพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า stop loss เมื่อใด?

จะตอบคำถามนี้ได้ดี คนถามต้องตอบตัวเองก่อนว่า เป็นนักลงทุนระยะไหน เพราะ daytrade , ถือข้ามวัน, ระยะสั้นจุ๊ดจู๋, ระยะสั้น, ระยะกลาง , ระยะยาว จะมี stop loss ที่แตกต่างกันไป

(ตัวอย่างเซ็ตปัจจุบัน สำหรับนักลงทุนประเภทระยะสั้น ต้องอยู่ในภาวะ highly alert แล้วครับ เพราะอินดิเคเตอร์หลายตัวบอกว่าลงได้แล้ว ส่วนนักลงทุนระยะกลางก็แค่ alert ธรรมดาครับ
ช่วงนี้ ผมลงทุนระยะกลาง เลยยังเฉยๆ ถ้ายังไม่ถึง stop loss)

เดาว่า ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระยะกลาง คือ เล่นรอบ ๑-๓ เดือนนะครับ และใช้เฉพาะ อินดิเคเตอร์เบสิกง่ายๆที่เรารู้จักกันนะครับ

จะ stop loss เมื่อ

๑ หลุด low เดิม(สำคัญมาก)
๒ หลุด trendline (สำคัญมาก) ถ้าขายแล้ว แม้จะเกิดสภาวะอ้อยอิ่ง ก็ยังไม่ต้องรีบเข้าซื้ออีกครั้ง เพราะหลายครั้ง เป็นการอ้อยอิ่งเพื่อลงต่อครับ
๓ หลุด bb กลางอย่างรุนแรงในภาวะขาขึ้น
๔ macd ถ้าเพิ่งบวกขึ้นไปหมาดๆ ก็กลับมาลบซะแล้ว อย่างนี้ไม่ดี ต้อง stop
๕ macd ตัดค่าเฉลี่ยของมันเอง
๖ mv ค่าน้อยวันตัดค่ามากวัน
๗ rsi ตัดค่าเฉลี่ยของตัวมันเอง

ซึ่ง pattern ของแท่งเทียนจะช่วยส่งเสริมการตัดสินใจให้ดีขึ้นได้ด้วยครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 13 ก.ย. 48 20:36:20 A:58.136.113.148 X: TicketID:080268 ]


อืมม......

การซื้อหุ้น 5 ตัว ขอให้ได้ซัก 1 ตัว ที่ไปตามเป้าก็คุ้มแล้ว (อันนี้เจ้าของกระทู้กล่าว)

แต่ในความเป็นจริงของหุ้น สมมติคุณซื้อหุ้น 5 ตัว เมื่อหุ้นตัวที่ 1 ตกลงมาถึงจุดคัทลอส เมื่อตัวที่หนึ่งตกได้ตัวที่ 2 ก็ต้องตกได้ ตัวที่สองตกได้ตัวที่ 3 ก็ต้องตกได้ จนถึงตัวที่ 5 ก็ต้องตกได้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าหุ้นหลาย ๆ ตัวแทบจะเกิน 90 % ในตลาดจะมีทิศทางที่เป็นไปตามกัน คือไปทางเดียวกันนั่นเอง ตกก็ตก ขึ้นก็ขึ้น ด้วยกันเสมอ

ฉะนั้นคุณจะแบ่งซื้อหรือไม่แบ่งซื้อหุ้นก็ช่าง จะไม่มีผลต่อกำไร/ขาดทุนเท่าใดนัก เพราะที่สำคัญคือการคาดการว่าหุ้นจะขึ้นหรือจะลงแล้วเข้าซื้อให้ถือจังหวะอันนี้สำคัญกว่ามาก

การแบ่งการซื้อหุ้นหลาย ๆ ตัว จะมีผลต่อผลเฉลี่ยกำไร/ขาดทุนเท่านั้น แต่การทุ่มซื้อตัวเดียวถ้าซื้อถูกตัวจะกำไรมากกว่า กำไรไม่ต้องไปเฉลี่ยกับตัวอื่น แต่ถ้าหากซื้อผิดก็ขาดทุนเท่าที่ราคา คัทลอส เหมือนซื้อหุ้น 5 ตัว

ถ้าลุงโอเลี้ยงจะแย้งว่าวิธีการของน้องแมงเม่ามือใหม่ เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องนัก น้องแมงเม่าจะเชื่อลุงไหม

ความจริงลุงก็แก่แล้วหลง ๆ ลืม ๆ อ่านแล้วผ่านไปก็ดีเหมือนกัน ลุงขอไปนอนก่อนนะหลานคนแก่นอนช้าเดี๋ยวสุขภาพจะเสีย วันนี้โพสไปหลายกระทู้ลุงสะใจพวกเจ้ามือตระกูล e-p-a มันติดหุ้น

จากคุณ : โอเลี้ยงเจ้าเก่า - [ 13 ก.ย. 48 21:20:17 A:61.91.112.34 X: TicketID:104920 ]


คุณลุงโอเลี้ยงเจ้าเก่าครับ
ขอบอกเลยว่า ที่ลุงอธิบายมานี่ถูกหมดเลยครับ

"แต่คนละเรื่องเดียวกันเลย"

ไปอธิบายเรื่องการแบ่งเงินเข้าซื้อหุ้นซะนี่
ไอ้เรื่อง ใส่ไข่ในตะกร้าใบเดียวนี่ มันขนมๆเลยนะ

อ่านให้ละเอียดก่อน ค่อยค่อยทำความเข้าใจสักนิดหน่อยก็พอ

ไม่มีใครเขาว่าลุงไม่เก่งหรอกครับ

แต่ถ้าจะเอาวิธีแบบที่พี่พูด
ผมก็บอกได้ว่าผมทำอะไรบ้าง
จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่

ผมจะบอกให้
พอร์ตระยะกลาง ผมลง ๓ ตัวเองรอบเนี้ย

bfit ,top , กับ ucom (ตัวนี้ตัวเดียวที่ยังไม่ได้กำไร)
ยังไม่มี stop loss ซักตัว(ไปเช็คดูกระทู้เก่าๆ ของผมได้เลยครับ ว่าผมเชียร์อะไรบ้าง)

bfit นี่ผมลง ๕๐ % ของพอร์ตเลย(หลังจากขาย aspแล้ว เพราะสัญญาณซื้อชัดเจนมากทั้งสองตัว)

จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่

ส่วนเก็งกำไร ผมวนเงินเล่นแค่ ๑๐ %
ที่เล่นมาในช่วง ๑ เดือน และใช้จุด stop แบบสัญญาณระยะสั้น เอาแค่ macd ตัดกันอย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องรอ confirm อะไรกันมาก แต่สัญญาณซื้อดูหลายอย่างอยู่

ที่ได้ก็มี apure,(ตอนนี้ ยังไม่ได้ขายเลย เพิ่งซื้อได้แค่ ๓-๔ วันทำการเอง เหอๆ)
cnt, thl, uv-w1, us-w1 เอาแค่นี้ก่อน ที่เหลือนั่นมันน้ำจิ้ม
บอกตรงๆ หุ้นเก็งกำไร ผมติด top gainer จนเบื่อแล้ว ถ้าเป็นช่วงก่อน ตัวอย่าง ewc ที่ลิ่งคราวก่อนที่โดนทุบนั่น ผมใส่ ๕๐ เปอร์เซนต์ของพอร์ตเลย cpf-w2 นี่ผมใส่เกือบหมดพอร์ตเลย เรื่องแค่นี้ ผมยังต้องให้คุณบอกด้วยหรือ
ตอนนั้น ในตลาดขาลง มันไม่มีตัวให้เลือกเล่นด้วย

รอบนี้
ewc กับ picni ผมไม่ได้เล่น ทั้งๆที่สัญญาณซื้อของ ewc นี่สวยมากๆเลย ชัดเจนมากๆ เช่นกัน เพราะผมติดภาพการเพิ่มทุนของ thl ที่เพิ่มปั๊บก็ปรับลงมาเล่นข้างล่างเลย(อันนี้ ผมต้องเรียนรู้เพิ่มเติม วันหลังว่าอย่าคิดมาก ผมก็ยังบังคับใจไม่ได้ ๑๐๐%)

ตัวที่ต้อง stop เล่นสั้นก็มี true มั้ง เพราะดูมันอืดมากๆ ถ้ารอป่านนี้ คงเหมือน ucom ที่ไม่ได้ไปไหน ทั้งๆที่ผมจัดเป็นตัวเก็งกำไรตัวหนึ่ง แต่ราคาไม่ไหวจริงๆ

อะไรอีกก็จำไม่ได้แล้ว แต่เดือนที่ผ่านมา ผมแทบไม่ได้ stop loss เลย

จะเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่บังคับนี่ครับ

หลังๆ ผมก็เริ่มเซ็งแล้วเหมือนกัน
เล่นเงียบๆ ก็ดีอยู่แล้วครับ

กล. ผมแก่แล้วเหรอ...ก็เพิ่งรู้เหมือนกัน ตอนนี้ อายุ ๒๕ เริ่มจาก ๖ หลัก ตอนนี้ มีเงินแค่ ๗ หลักเอง
ที่ลุงสะใจว่าใครจะติดหุ้นเนี่ย ผมว่าลุงกำลังเจ็บใจที่ขายหมูมากกว่า ถ้า ผมซื้อ ewc ป่านนี้ ผมก็ยังไม่ได้ขายเหมือนกับ apure นั่นแหละ
ถ้าลุง โอเลี้ยงฯ อยาก accumulate run loss ก็เชิญ ใครจะทำอะไรก็ โออยู่แล้ว
ดีเสียอีก ผมจะได้ได้กำไรเร็วๆ เหมือนที่เป็นอยู่เนี่ย

โชคดีเลย ขี้เกียจโพสต์แล้ว

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่ - [ 13 ก.ย. 48 22:47:24 A:58.136.118.173 X: TicketID:080268 ]


แหม !!! หลานแมงเม่านี่ขี้โม้ไม่เบาเหมือนกันนะเนี่ย...
มีออกอาการซะด้วยอายุก็เพิ่ง 25 ขวบเอง ใจน้อยซะด้วย

เอา ๆ ลุงไม่ว่าอะไรหรอก อยากโพสอยากคุยอะไรก็ทำไปเหอะ ขอให้เป็นประโยชน์กับชาวสินธรก็ใช้ได้แล้ว ลุงมาพูดแบบขัด ๆ หลานแมงเม่าแบบนี้เดี๋ยวชาวสินธรเอาลุงตายห่าพอดี

ลุงน่ะคิดไม่ทันหลานหรอก ลุงแก่มากแล้วอายุหลาน 25 ส่วนลุงปาเข้าไป 54 ใกล้ปลดระวางแล้วหลานเอ๋ย นี่ก็นอนไปแล้วพอดีลุกมาเข้าห้องน้ำ เลยแวะมาดูซะหน่อย
คอมฯที่บ้านลุงจะออนไว้ตลอดไง เข้ามาก็เจอเลยขำไม่ออก เห็นหลานออกอาการแล้วลุงไม่สบายใจ

แต่จะว่าไปแล้วหลานเก่งมากเลยนะ อายุ 25 เริ่มเล่นหุ้น จากเงิน 6 หลัก ตอนนี้กำไรไปแล้ว 4 เท่า มันโตเอาเรื่องนะเนี่ย ตอนลุงอายุเท่าหลานยังไถนา ดำนา ทำไร่อยู่เลยไม่รู้เรื่องฮงเรื่องหุ้นเลยหลานเอ้ย จะช้าไปไหมถ้าลุงจะเอ่ยปากชมหลานเหมือนท่านอื่น ๆ ในสินธร คงไม่ช้าไปนะหลานชาย

"""หลานแมงเม่าเก่งมาก""" คำชมของลุงเอง

เอ้าต่อไปอยากโพสอะไร ทำอะไรก็ทำไปลุงไม่ว่าแล้วแต่จะคอยอ่านเก็บความรู้จากหลานแล้วกัน ลุงมันคนโบราณต้องพัฒนาซะหน่อย

อ้อเรื่อง ewc ลุงไม่มีหรอก ลุงไม่กล้าเล่นหุ้นแบบนี้มานานแล้ว หัวใจจะวาย ไม่กล้าเสี่ยงหรอก อย่าใส่ร้ายลุงซิครับ เดี๋ยวจะบาปนะหลาน

กล.กลับมาโพสเหมือนเดิมนะหลานอย่าน้อยใจที่ลุงมองต่างมุม ความคิดมันไม่เหมือนกัน อย่างหลานเนี่ย นิวเจนเนอเรชั่น ส่วนลุงน่ะเรียกได้ว่า old man แล้วล่ะ

จากคุณ : โอเลี้ยงเจ้าเก่า - [ 14 ก.ย. 48 00:24:55 A:61.91.112.34 X: TicketID:104920 ]


ผมว่า ยังมีอะไรที่ ผมงงนะครับ(คือตกใจเวลาเห็นพวก ไฟโบ สโต RSI อะไรพวกนี้)
คือ ไอ้ risk reward ratio เนี่ย มันไม่ได้พูดถึง probability ของ win หรือ lost ด้วย นะครับ
ตย.เช่น ถามว่า ซื้อ lottery ดีไหม ถ้าใช้ rr ratio ของคุณก็ต้องตอบว่าดี เพราะ
ได้ (สมมุตินะครับ) 10 ล้าน
เสีย 40 บาท
RR ratio = 250,000
แต่ไม่ว่าตำราเล่มไหนก็ตาม ก็บอกว่า lottery เป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

ปกติที่เขาใช้กัน ก็น่าจะเป็น
CV ( Coefficient of variation)
หรือ ME (Mathematic expectation) ครับ
รอคนรู้มาเสริมดีกว่า

จากคุณ : krit587 - [ 14 ก.ย. 48 00:24:58 ]


ผมเข้าใจคุณลุงครับ คนเราคิดไม่เหมือนกันได้ครับ
ยังไงลุงมีประสบการณ์ก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ อย่าน้อยใจ ผมจะศึกษาวิธีเล่นหลายๆแบบสักวันผมอาจจะรวยอย่างคุณแมงเม่ามือใหม่ก็ได้ครับ เล่นหุ้นเก็งกำไรติด
Top Gainer จนเบื่อ ผมอยากมีประสบการณ์แบบนั้นมั่งจัง

จากคุณ : ผ่านมาอ่าน - [ 14 ก.ย. 48 01:15:43 A:58.10.225.30 X: TicketID:105643 ]


จริงๆแล้วสิ่งที่คุณแม่งเม่ามือใหม่ เขียนมาก็ดีมาก ให้ความเข้าใจในเรื่อง cut loss กับ let profit run ได้ชัดเจนดีขึ้นเยอะเลยครับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากตลาดที่แท้จริงไม่ใช่ 1 กับ 0 คืออาจจะอยู่ตรงกลางระหว่างจุด cut loss กับเป้าหมายที่ไปไม่ถึงสักที ก็เป็นได้ เพราะคนบางคนอาจรอไม่ไหวชิงขายไปซะก่อนหนะครับ สิ่งที่คุณ โอเลี้ยงเจ้าเก่า เสนอความคิดเห็นมาก็น่าสนใจทีเดียวครับ เป็นอีกมุมมองหนึ่งซึ่งอาจไม่มีใครผิดถูก แต่เอาจหมาะจะนำไปใช้ในคนละสถานะการกับนิสัยของแต่ละคนได้นะครับ

ส่วนคำพูดนั้นก็อย่างพึ่งมองว่าเสียดสีกันเลยครับ เปิดใจกว้างๆรับความคิดเห็นคนอื่นเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์เราเองนะครับ

คือผมอ่านแต่กระทู้นี้นะครับ ก็ดูว่าไม่น่าจะรู้สึกไม่ดีต่อกันเลยนะครับ เพราะความเห็นของคุณนั้นก็ดีทั้งคู่เลยครับ

จากคุณ : c-sar-salad - [ 14 ก.ย. 48 01:55:19 ]


อ้าวคุณแมงเม่ามือใหม่ อย่าเงียบไปนะครับ ผมยังเป็นแฟนคอลัมน์คุณอยู่นะ ผู้คนบนโลกนี้มันหลากหลาย ไม่แปลกหรอกครับที่จะมีคนแย้งเรา ผมเชื่อว่าจะต้องมีโผล่มาอีกแน่ แต่หลายคนเหมือนกันที่รอฟังเทคนิคดีๆ จากคุณ อย่างน้อยก็ผมคนนึงแหละ ที่ชอบแนวทางของคุณ รับฟังไว้ไม่เสียหลาย cheer cheer

จากคุณ : โมกูโมกุ - [ 14 ก.ย. 48 09:43:29 ]


คุณความเห็นที่ 14 คุณเข้าใจถูกแล้วครับ เพราะเราต้องดูที่ expected return ที่เป็นบวกไงครับ risk-reward สูงมากในกรณี lottery แต่ probability ที่เราจะได้รางวัลต่ำมากครับ พอคำนวณ expected return แล้วจะพบว่าขาดทุน จึงไม่น่าเล่นไงครับ
แต่ในกรณีหุ้น เราassume ว่ามันมีโอกาสขึ้นลงสูสีกัน พอๆกันไงครับ ดังนั้นการกำหนด risk-reward ration ที่ดีจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ
วิธี risk-reward ratio มีอยู่ในตำราของฝรั่งครับ ไม่ใช่ของใหม่ เพียงแต่คนไทยไม่ค่อยพูดถึงเท่านั้นเอง :-)

จากคุณ : QuantTrader - [ 14 ก.ย. 48 11:29:15 A:unknown X:203.146.147.102 TicketID:106665 ]


อืมอ์คุณแมงเม่ามีวิธีแบบไหนน้าที่เลือกตัวเล่นได้ติด top gainer จนเบื่อได้นี่ อิจฉาจริงๆครับ ใช้เทคนิค หรือ indicator ตัวไหนวานแง้มบอกสักนิดด้วยนะครับ

ขอบคุณครับ

จากคุณ : buffet lyn - [ 14 ก.ย. 48 18:47:28 ]


อะจ๊าก...

พี่แมงเม่าเพิ่ง 25 เอง
(ก็ต้องเรียกพี่อยู่ดี)
แต่ความสามารถระดับนี้ โอว...

อย่างเพิ่งหมดกำลังใจนะครับ
วิทยาทานที่พี่แมงเม่าให้มาในแตละครั้ง
ล้วนมีประโยชน์มากมายครับ

ถ้าเหนื่อยหรือเบื่อก็พักก่อนนะครับ
ไว้ว่างๆ ค่อยแวะมาเยี่ยมเยียนให้ความรู้ดีๆอีกนะครับ

สำหรับเรื่อง risk reward ratio และ stop loss วันนี้
กระจ่างและได้ไอเดียเพิ่มขึ้นเยอะเลยครับ
คิดว่าคงพอหาจุดขายและกล้าที่จะ let profit run ได้แล้ว

ขอบคุณมากๆนะครับ

จากคุณ : HolySix - [ 14 ก.ย. 48 21:37:31 ]


เพิ่งตามอ่านกระทู้ของคุณแมงเม่ามือใหม่
เห็นพัฒนาการในตลาดหุ้น อย่างน่าชื่นชมจริงๆครับ

จากคุณ : chezip - [ 15 ก.ย. 48 02:18:52 ]


ขออนุญาตแสดงความเห็นเพิ่งเติมครับ
ทั้งคุณแม่งเม่าและคุณลุงถูกทั้งคู่ครับขึ้นอยู่กับ Money Management กับสภาพคล่องของหุ้นตัวนั้นครับ
1. Money Mgt ถ้าซื้อหมดแล้วไม่เกิน Total Risk ที่กำหนดไว้ก็ O.K. ครับ เช่น ถ้าเรากำหนดความเสี่ยงไว้ 4% และแต่หุ้นมีความเสี่ยง 5% ก็ซื้อได้แค่ 80% ของเงินทั้ง Port ครับ
2. ส่วนเรื่องสภาพคล่องของหุ้น เราต้องกำหนดว่าจะซื้อกี่ % ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ย 10 วันที่ผ่านมา โดยปกติผมกำหนดไว้ไม่เกิน 2% ครับ เพราะถ้ามากกว่านี้อาจทำให้เรามีปัญหาตอนขายได้ครับ

จากคุณ : 59 - [ 15 ก.ย. 48 16:36:12 A:202.139.223.18 X: ]




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2548    
Last Update : 3 ตุลาคม 2548 12:51:18 น.
Counter : 485 Pageviews.  

อย่าเล่นหุ้นด้วยอารมณ์โดยเด็ดขาด โดย แมงเม่ามือใหม่

คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นด้วยอารมณ์ และคนส่วนใหญ่เสีย
ดังนั้น เราต้องไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ เราถึงจะไม่เสีย

๑ อารมณ์โลภ คนส่วนใหญ่ เล่นหุ้นด้วยอารมณ์โลภ พอหุ้นขึ้น ก็รีบไล่ซื้อ โดยปราศจากการยับยั้งชั่งใจว่า หุ้นที่ขึ้นมาแล้ว ย่อมมีคนพร้อมจะขายให้เสมอ และเมื่อมีคนขายมากๆ หุ้นมันก็ต้องลงอยู่เอง ไม่ว่าจะเป็นลงจริง หรือลงเพื่อปรับฐานขึ้นต่อก็ตาม โดยธรรมชาติของการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดหุ้น ไม่มีหุ้นตัวไหน ที่ขึ้นโดยไม่ลง ขึ้นโดยไม่ปรับฐาน ธรรมชาติมันเป็นของมันเช่นนี้ เช่นเดียวกับชีวิต และทุกสรรพสิ่งในโลก การซื้อ ควรซื้อหุ้นที่อยู่ในเทรนด์ขาขึ้น โดยปราศจากความโลภ โดยไม่ไล่ราคา ซื้อเมื่อปรับฐานในเทรนด์ขาขึ้น ซื้อได้แล้วก็สบายใจ ไม่กังวล ไม่ติดดอยสั้น ไม่ติดดอยยาว

หรือ พอหุ้นลงหนัก ก็ช้อนซื้อ ด้วยหวังว่า จะขอวัดดวง หวังว่าหุ้นจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น จะได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ความจริงคือ ไม่มีใครรู้ว่า จุดต่ำสุดอยู่ตรงไหน และไม่มีใครรู้ว่า หุ้นจะขึ้นไปถึงที่ไหน
การเสี่ยงซื้อที่จุดต่ำสุด เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสี่ยงมากที่สุดด้วยเช่นกัน ซึ่งคนที่จะกระทำเช่นนั้นได้ ถ้าไม่ใช่เซียน ก็ต้องเป็นคนโลภมาก
การตัดสินด้วยอารมณ์โลภ ในระยะยาว คือขาดทุนอย่างสม่ำเสมอ

๒ อารมณ์โกรธ คนส่วนใหญ่ เล่นหุ้นด้วยอารมณ์โกรธ พอหุ้นตก ขาดทุน ก็อยากแก้มือ แก้เผ็ดเร็วๆ เหวยๆ เล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับตู ตกมาสิ ตกมาเลย จะช้อนซื้อให้เต็มปอด สุดท้าย ได้หุ้นก้นเหวไปเต็มปอดจริงๆ และรอเป็นเดือน เป็นปี ก็ยังไม่ยอมโผล่ออกมารับแสงตะวันใดๆ หรือรีบเปลี่ยนตัวเล่นเร็วเกินไป เพราะอยากแก้มือ ทั้งๆที่ตลาด กำลังอยู่ในเทรนด์ขาลง ยิ่งอยากแก้มือ ก็ยิ่งรีบหาโอกาสซื้อ ขายขาดทุนตัวนั้น มาซื้อแล้วขายขาดทุนตัวนี้อีก วนเวียนไปเป็นลูกโซ่ ยิ่งเจ๊งเร็วกว่าติดหุ้นด้วยซ้ำ
การชนะหุ้น ในตลาดขาลง ต้องการขันติ คือความอดทนอย่างสูง และความไม่โลภอย่างที่สุด ยิ่งใช้อารมณ์โกรธ ก็ยิ่งร้อนรน พอยิ่งร้อนรน ก็ยิ่งมั่ว ไม่ยอมเข้าใจ ธรรมชาติของชีวิต ของโลก ของมนุษย์ ของตลาดหุ้น
การตัดสินใจด้วยอารมณ์โกรธ ในระยะยาว คือ ขาดทุนอย่างสม่ำเสมอ

๓ อารมณ์หลง คนส่วนใหญ่เล่นหุ้นด้วยอารมณ์หลง
หลงทั้งตัวหุ้น-หุ้นตัวไหน เคยเล่นแล้วได้กำไร ก็จะชอบมันอยู่อย่างนั้น ตะบี้ตะบัน เล่นแต่ตัวนั้น มันอยู่เช่นนั้น ทั้งๆที่หุ้นยังอยู่ในเทรนด์ขาลง ไม่เข้าใจธรรมชาติ ของชีวิต ของสรรพสิ่ง ของตัวหุ้น ที่เกิดมา เฟื่องฟู ตั้งอยู่ เสื่อมโทรม และดับไป ในหุ้นที่อยู่ในเทรนด์ขาลง ให้ตะบี้ตะบันเล่น มันก็ยังจะคงอยู่ในเทรนด์ขาลงต่อไป หลงเช่นนี้ ทำกำไรยาก เสียโอกาสในการผันเงินไปสู่หุ้นตัวที่มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่า
หลงทั้งตนเอง-ในตลาดขาขึ้น ให้ลิงปาเป้าก็ถูกตัว กลายเป็นเซียนใบ้หุ้นกันเป็นแถว หลงในความสามารถที่มาเพราะโอกาสฟลุ๊คๆเป็นบางสภาวะ ได้มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่โอกาส พื้นความรู้ และระบบ
ปลายปี ตอนผมหัดเล่นหุ้นใหม่ๆ แถวห้องค้าที่ผมไปบ้าง มีอาแปะคนหนึ่งชอบมาเล่าให้ผมฟังว่า วันนี้ อั๊วะเข้าสามครั้ง กำไร สองครั้ง พอค่ากับข้าวแล้ว ฮ่าๆ แกเล่นของแกอย่างนี้ ลงมาก็ซื้อทบไป ไม่นานก็หลุด ขาขึ้นได้บ่อย เล่าให้ผมฟังเรื่อย แกท่าทางดีใจ มั่นใจเต็มเปี่ยม เล่าเทคนิควิธีเล่น บอกตัวหุ้นให้ผมฟังเรื่อย
มาช่วงกลางปี เริ่มเล่าว่า วันนี้ อั๊วะเข้าสามตัว เสียทั้งสามตัว หลักหมื่นเลย chip หายหมดแล้ว ใจเริ่มเสียแล้ว ไม่เก่งแล้ว
เล่นหุ้นเพราะหลงว่าตัวเองเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่มีระบบรองรับ ในระยะยาว ก็มีแต่เสีย ไม่เข้าใจ ความเป็นไปของชีวิต ของโลก ของหุ้น ธรรมชาติ ของมัน ที่มีขึ้นมีลง ไม่แน่นอน ไม่มีจุดเริ่มจุดจบ วนเวียนไปเช่นนั้นเอง
เล่นหุ้นไม่เข้าใจ จังหวะของชีวิต จังหวะของตัวหุ้น ว่ามันเป็นเรื่องของโอกาส ความน่าจะเป็นมากกว่า อะไรที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่า ความเก่ง ความไม่เก่ง
เล่นหุ้นตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องพิสูจน์ แต่เล่นให้ได้กำไรในระยะยาว คือจุดประสงค์ที่เราเข้ามาในตลาดหุ้นกันใช่หรือไม่

๔ อารมณ์กลัว เล่นหุ้นด้วยอารมณ์กลัว กลัวหุ้นจะลง ลงนิดหน่อยก็กลัว รีบขายขาดทุน หุ้นขึ้นนิดหน่อย ก็รีบขายทำกำไร ถือหุ้นเหมือนถือของร้อน ในแต่ละวัน หุ้นมีขึ้นมีลงเป็นธรรมชาติของมันอยู่เอง เป็นไปตามคำสั่งซื้อ-ขาย ถ้ามันอยู่นิ่งสิแปลก ข่าวมากระทบก็กลัวรีบขาย กลัวไปหมด ต้องคอยเปิดหนังสือพิมพ์เช็คทุกวัน ว่ามันมีข่าวร้ายเกี่ยวกับตัวหุ้นหรือไม่ พอเห็นแล้วว่ามี ก็ขายโดยไม่ ต้องรอการเคลื่อนไหวของราคาเพื่อ confirm การลงใดๆทั้งสิ้น
เล่นหุ้นด้วยอารมณ์กลัว มักขาดทุนกำไร ในระยะยาว คือขาดทุนเช่นกัน

ดังนั้น เราจะเล่นหุ้นอย่างไร เรายังจะเล่นหุ้นด้วยอารมณ์เหล่านี้ ต่อไปอีกหรือไม่ โลภ โกรธ หลง กลัว คือการปรุงแต่งธรรมชาติ ด้วยจิตใจของเราเองทั้งนั้น การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น มันขึ้นและลง เป็นธรรมชาติของมันอยู่เอง เราจะอยู่จะเล่น หรือไม่ มันก็จะขึ้น และลงเช่นนั้นอยู่เอง (ไม่นับรวมกรณีที่ ปริมาณเม็ดเงินที่เราอัดเข้าไปแล้วกระเทือนตัวหุ้นนะครับ อันนั้น รายละเอียดเกินไป) มันมามีปฏิสัมพันธ์กับตัวเรา กับอารมณ์ของเรา ก็เพราะเรายินยอม รับมันเข้ามาเอง ด้วยการปรุงแต่งมันจนเกินจริง และเมื่อเรายอมให้จิตที่ได้รับการปรุงแต่งนี้ มีอำนาจเหนือเราแล้ว ก็จะเกิดการตัดสินใจ ให้กระทำการซื้อขาย ตามอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งระยะยาวแล้วเป็นผลเสีย ทั้งต่อพอร์ตการลงทุน อารมณ์ของตนเอง ที่อยากเป็น(มีกำไร-ความสุข) ไม่อยากเป็น(ขาดทุน-ความทุกข์) ต่อฐานะทางการเงิน ต่อคนรอบข้าง เกิดความทุกข์มากมายในระยะยาว ฯลฯ

เราอยากเล่นหุ้นอย่างสนุกสนานกันหรือไม่ เล่นหุ้นด้วยจิตเบิกบาน มีสติ เข้าใจธรรมชาติ ของตนเอง ของมนุษย์ ของชีวิต ของตัวหุ้น ว่ามันเป็นเช่นนี้เอง มีเกิด มีตั้งอยู่ มีดับไป ทุกสิ่งที่ดำรงอยู่เป็นตัวเรา เป็นหุ้น เป็นการขึ้นลงของราคา เป็นกำไร เป็นขาดทุน อยู่ที่การรับรู้ของจิตของเราเองทั้งนั้น

เราควรเล่นหุ้น เพราะว่ามันสนุก เล่นอย่างมีสติ มีระบบ กำหนดแผนการทุกครั้งก่อนเทรด หุ้นขึ้นทำอย่างไร หุ้นลงทำอย่างไร ไม่ซีเรียสกับผลลัพธ์ ดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ซื้อขายตามอารมณ์ และในท้ายที่สุดแล้ว ต้องมีกำไร

ผมอยู่ใกล้ตลาดมาก ดูจอเกือบทุกนาที แต่ผมไม่ได้เทรดทุกวัน คนที่อยู่ใกล้ตลาดเกินไป มักมีปฏิกิริยาว่องไว แต่บางครั้ง ก็ว่องไวเกินไป บางครั้งดี บางครั้งไม่ดี(ขึ้นอยู่กับจุดสัมพัทธ์ของราคาซื้อขาย ในแต่ละช่วง )
ธรรมชาติของหุ้นมันมีขึ้นและลงเกือบทุกนาที ถ้าผมเทรดโดยใช้อารมณ์ จะเกิดการซื้อขายได้ในแทบทุกนาทีเช่นกัน ถ้าผมดึงตัวเองออกจากอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ รู้งี้ รู้งี้ อารมณ์กลัวขายหมู รู้งี้ รู้งี้ อารมณ์โลภ รู้งี้ รู้งี้ ฯลฯ
ผมคงจะซื้อๆขายๆ จนเสียค่าคอมฯหมดก่อนได้กำไร
และแน่นอน ไมต้องรอระยะยาวหรอก เอาแค่ระยะสั้นๆ คง chip หายไปพร้อมกับอาแปะคนนั้นแล้วก็ได้ครับ

ขอให้โชคดี มีกำไรครับ




 

Create Date : 03 ตุลาคม 2548    
Last Update : 3 ตุลาคม 2548 12:03:55 น.
Counter : 321 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

หมากเขียว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]




สวัสดีครับทุกท่าน...ผมหมากเขียวแห่งสินธร...จาก Head of Prop Trade สู่ Private Trader อิสรภาพที่รอคอย



สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2553 โดย หมากเขียว™ ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ หรือคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความที่เขียนโดยข้าพเจ้านอกจากจะได้รับอนุญาต

Copyright © 2010.All rights reserved. These articles and photos may not be copied, printed or reproduced in any way without prior written permission of Mhakkeaw™.
Friends' blogs
[Add หมากเขียว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.