"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"
Group Blog
 
All Blogs
 
Trader’s Diary: ตรวจเชคอาการ Short Bias อังคารที่ 23 มี.ค.53

ผมมาถึงห้องเทรดช้ากว่าปกติเล็กน้อย เนื่องจากเจ้าลูกชายตัวดี “น้องจีโน่” เกิดอาการคันฟันอย่างหนัก แอบไปคาบโทรศัพท์มือถือของผมที่วางชาร์ตแบตเตอรี่ไว้ที่พื้นมานอนแทะเล่นจนเยิ่นไปหมด โดยเฉพาะบริเวณหน้าปัทม์เป็นรอยขีดข่วนจนทำให้มองหน้าจอไม่ถนัดเพราะแสงมันเกิดการหักเห จึงต้องทำโทษและอบรมสั่งสอนเสียหน่อยกับพฤติกรรมที่ไม่ควรปฏิบัติ

ต่างชาติยังคงซื้อต่อเนื่อง ช่วงเช้าตลาดเปิด Gap ขึ้นไป และถูกแรงเทขายโดยเฉพาะใน TFEX เวลาราคาไหลลง จะลงค่อนข้างเร็วมากในช่วงนี้ อาจจะมากจาก 2 แรง คือ แรงเทขายทำกำไร กับแรง Cut Loss ที่เปิด Long มา แล้วคิดว่ามันน่าจะลงแล้ว

สุดท้ายดีดกลับขึ้นไปก่อนตลาดปิดพักเที่ยง ในช่วงนั้นผมลองวาดกราฟบนแท่งเทียนราคาระดับ 5 นาที พบว่าเกิดการฟอร์มตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมและมีแนวโน้มว่าราคาอาจจะทะลุขึ้นไปได้ หากเป็นดังนั้นจริงราคาเป้าหมายตามทฤษฎีแพทเทิร์นสามารถวิ่งได้ราว 15 จุด จากจุดที่ทำการ Break แพทเทริ์นขึ้นไป

ช่วงบ่าย ผมออกไปทำธุระข้างนอกและไม่ได้กลับเข้ามาอีก มาทราบข่าวว่ามีการยิงระเบิดเข้าไปที่กระทรวงสาธารณสุข 2 ลูก ก็ตอนเย็นๆ แล้ว จึงเข้าไปเชคราคาปิดของตลาดผ่านทาง twitter

ช่วงนี้ไม่ว่าข่าวร้ายจะออกมาอย่างไร แม้กระทั่งการยิงระเบิดเข้าไปในสถานที่ราชการ ในเขตพื้นที่ “เมืองหลวง” ถึงหลายครั้งหลายครา ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ต่างชาติลดการเข้าซื้อลงเลย มิหนำซ้ำ ยังเปิดสถานะ Long สุทธิเข้ามาอีก

ซึ่งเป็นการยืนยันและนอนยันอย่างชัดเจนว่า “ตลาดกระทิงตัวยักษ์” ได้มาถึงแล้ว แต่การขึ้นแบบไม่มีการปรับฐานในระยะสั้นๆ เลยในสถานการณ์เช่นนี้ ออกจะเป็นเรื่องแปลกพอสมควร มีการปรับฐานบ้างภายในวันเพียงเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง แล้วทำการไล่ซื้อเพื่อขึ้นต่อ ถือว่าผิดความคาดหมายของผมไปค่อนข้างมาก

ผมจึงทำการตรวจเชคอาการของตัวเองว่า บัดนี้ได้เกิดอาการที่เรียกว่า “Short Bias” หรือ “มีอคติต่อตลาดในทิศทางลง” หรือไม่ โดยการไล่หาเหตุผลของตัวเองว่า “ทำไมจึงคิดว่าตลาดจะปรับฐานในระยะ 1-2 สัปดาห์นี้ ก่อนจะขึ้นต่อยาวๆ ทำให้มัวรอตลาดให้ย่อลงแล้วค่อยเปิด Long แทนที่จะหลับหูหลับตาเปิด Long ไปเลย”

เหตุผลที่ผมไล่ความคิดของผมไปมีดังนี้

1. ถึงแม้ว่าการชุมนุมจะมีแนวโน้มว่า “ไม่รุนแรง” แต่กระทบต่อภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวอย่างปฏิเสธไม่ได้ การประท้วงโดยการทำไสยศาสตร์ เทเลือดประท้วงในสถานที่สำคัญถึง 3 แห่ง ไม่เคยเกิดขึ้นที่ใดในโลก อีกทั้งมีการยิงระเบิดในเขตเมืองหลวงหลายครั้งหลายครา ซึ่งก็ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้อีกเช่นกัน (หากไม่นับเหตุการณ์ 14 ต.ค.16 และ 16 ต.ค.19)

2. การไม่ได้เปิด Long ตามระบบ MK 105 ที่ให้สัญญาณแถวๆ 505 เพราะสัปดาห์นั้นไปติดสถานะอยู่กับ GF ทำให้การเข้าเปิด Long ช้ากว่าระบบ เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจจะเข้าไปในจังหวะที่ระบบให้ทำกำไรออกมาได้ ผมจึงรอให้ราคามันย่อตัวลงเพื่อให้ระบบเก็บกำไรออกมา แล้วค่อยหาจังหวะเข้าไปใหม่ การรอคอยแบบไม่มีทีท่าว่าจะลง ทำให้เกิดการ “เชียร์” อยากให้มันลงเร็วๆ หรือไม่

3. การขาดทุน 27% จาก GF ทำให้ BMW หายไป 1 คัน ทำให้ความมั่นใจลดทอนลงหรือไม่

4. การคำนวณ Positional Mapping และพบว่าช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดไทยขึ้นมาแรงมาก ทำให้เกิด “Overweight” ขึ้นหากเทียบกับค่าเฉลี่ยจากตลาดโลกและภูมิภาค และคิดว่าถึงแม้ PE ตลาดไทยจะอยู่ราวๆ 11 เท่า เทียบกับภูมิภาคที่อยู่ราวๆ 15 เท่า ยัง “Underweight” อยู่ในภาพของ PE แต่พื้นฐานของประเทศ มันไม่ได้ออกมาดีอย่างที่ควรจะนำเงิน 4-5 หมื่นล้านบาทระดมเข้ามา จึงทำให้ภาพของการปรับฐานในระยะสั้น มันจึงยังคงอยู่

5. การเกิดสัญญาณ Bearish Divergence ในทุกๆ เครื่องมือ และทุก Timeframe ถึง 2 ครั้งในสัปดาห์ที่แล้ว ประกอบกับการ Net Short ของพอร์ทต่างชาติ ทำให้คิดว่าน่าจะเกิดการปรับฐานในระยะสั้นได้

6. การที่เพื่อนที่อยู่นอกตลาดหลายคน โทรมาหาผมเพื่อถามว่า “ซื้อหุ้นอะไรดี” การที่นักการเมืองออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับตลาดหุ้น การที่ผู้ดูแลตลาดฯ ออกมาให้ความมั่นใจในพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ จากประสบการณ์ มันมักจะมาก่อนการปรับฐาน จึงไปสนับสนุนความคิดดังกล่าวข้างต้นขึ้นไปอีก

7. แท่งเทียนราคามีการเปิด Gap แถวๆ 750 จุด หากตลาดจะขึ้นยาวๆ ไประดับ 850-900 จุด มันควรจะต้องปรับฐานลงมาปิด Gap เพื่อสร้างฐานให้แน่นก่อน แล้วถึงจะทะยานขึ้นไปอีกครั้ง การทำ Runaway Gap แล้วหวังว่าตลาดจะขึ้นไปอีก 100 กว่าจุดจากที่เปิด Gap ไว้ โอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

ฯลฯ

การไล่ความคิดไปเช่นนี้ ดูเหมือนมันจะมีเหตุมีผลพอสมควร แต่ทำไมจึงคิดแตกต่างจาก “ต่างชาติ” อย่างสิ้นเชิง เขาซื้อไม่หยุดไม่หย่อน ลงมาเท่าไหร่เก็บเรียบหมด

คำตอบที่ผมคิดก็คือ

ไม่มีคำตอบ.....สินค้าไม่ว่าจะเป็นราคาใด จะไม่มีวันแพง หากผู้ซื้อ “ต้องการที่จะซื้อ”

ดังนั้นจึงไม่ต้องไปหาเหตุผลว่า “ทำไมต่างชาติมันจึงมาซื้อช่วงนี้” ผมรู้แต่เพียงว่า

“ต่างชาติซื้อ.....เพราะอยากซื้อ”

แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป...คือไม่ต้องไปสนว่า Why แต่สนแต่เพียงว่า How และ When เท่านั้น คือ

“เราจะทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้” และ

“เมื่อเราทำไปแล้ว เราจะทำกำไร หรือ Cut Loss เมื่อใด”

ระบบ MK 105 ยังไม่ยอมย่อลงมาเพื่อเก็บกำไร ผมจึงไม่ได้เทรดหรือทำอะไร แต่หากว่าผมคันมือ อยากเข้าไปเล่น ผมจะทำอย่างไร?

คำตอบคือ ผมอาจจะย่อ Timeframe ลง มาใช้ MK 106 และ MK 107 ซึ่งผมยังไม่ได้ทำการทดสอบ แล้วนำมาใช้เทรดจริงเลย แต่เล่นด้วยจำนวนสัญญาน้อยๆ เพื่อแก้อาการคันมือไปก่อน

หรือผมอาจจะอยู่เฉยๆ แล้วรอเทรดตามระบบ MK 105 ไป

ทั้งนี้คงต้องอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อจากนี้ไปว่าผมจะ “รอ” หรือ “ลองเล่นดู” ซึ่งผมก็กำลังตัดสินใจอยู่ครับ

ช่วงดึก ผมโทรคุยกับเพื่อนเทรดเดอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดกัน และผมบอกเขาว่า ผมคิดว่า ผมน่าจะเกิดอาการ “Short Bias” เกิดขึ้น จึงอยากทราบมุมมองเทรดเดอร์หลายๆ คน ว่าคิดต่อตลาดเช่นไร

เขาให้ความเห็นว่า ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่ให้ “ขาย” ดังนั้นตลาดน่าจะไปต่อได้

ผมคงต้องนำมาคิดวิเคราะห์ต่อไปว่า ผมจะวางกลยุทธ์ในการเล่นของผมเช่นไรครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อวานมีความคิดเห็นน่าสนใจจากผู้อ่าน 2 ท่าน ผมขอนำมาไว้ในตอนนี้ให้ได้อ่านกัน

ค.ห.ของคุณ Smokerfield

แนวคิดการทำ Position Mapping น่าสนใจครับ

ผมคิดว่ายังมีจุดอ่อนนิดนึง (ถือซะว่าเป็นการ discuss กันนะครับพี่หมากเขียว)

คือ

1) การเปรียบเทียบปีนี้ปีเดียว ผมน่าจะยังสรุปไม่ได้ว่าตลาดไทย overweight เพราะเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมา "ไทย" เวลาขึ้นก็ขึ้นเยอะ ลงก็ลงเยอะกว่าเพื่อนบ้านก็เป็นได้ (อารมณ์ประมาณ "ไทย" เป็นหุ้นปั่น เพื่อนบ้านเป็นหุ้นพื้นฐานดี ดังนั้นหุ้นปั่น Volatility ย่อมสูงกว่าหุ้นพื้นฐานเป็นธรรมดา ดังนั้นเวลาขึ้นก็ขึ้นเยอะ ลงก็ลงเยอะ)

2) มันเหมือนการพิจารณา PE กับ PEG อะครับ ถ้าหุ้นสองตัว พื้นฐานเหมือนกันทุกประการ แต่ตัวนึง Growth สูงกว่า ราคาย่อมขึ้นได้มากกว่าเป็นปกติอะครับ

3) ผมคิดน่าจะต้องรู้ที่ผ่านมา การใช้วิธีนี้คาดการณ์ผลออกมาถูกต้องมากน้อยแค่ไหนด้วยครับ

นึกได้ประมาณนี้ครับ แต่ยอมรับว่าวิธีนี้เป็นวิธีเปรียบเทียบเพื่อมองเห็นภาพรวมได้อย่างง่ายมากจริงๆ

ขอบคุณมากครับพี่หมากเขียว

ค.ห.ของคุณ afood

ผมนั่งดูการซื้อช่วงที่ผ่านมานี้ เรียกได้ว่า
เป็นการซื้ออย่างบ้าคลั่ง เอาเป็นเอาตาย
ทุกราคา ขวาตลอด

ชอบที่หุ้นขึ้น แต่ไม่ชอบตรงที่มันลากเกินไปหน่อย
ตะกละตะกลาม มูมมาม มาก

ทั้งที่ไม่มีปัจจัยอะไรที่ดีพอที่จะสนับสนุนการซื้อเลย
เลยออกจะน่ากลัว น่าเกลียด มากกว่า

แถมยังมี ระเบิด ธ.กรุงเทพ
ยิง RPG ใส่กระทรวงกลามโหม
ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
วันนี้ก็มีอีก 2 ลูก ที่สธ. ที่ประชุมครม.
ทหาร ตำรวจ เพียบ
มันยังยิงเข้าไปได้

เป็นเรื่องที่แรงมากสำหรับผม

ดีเหมือนกันที่ต่างชาติลากมาให้ขาย จนเกลี้ยงเลยครับ
ช่วงนี้หัดเล่น SSF เอาประสบการณ์ เหล่ดูหลามไปด้วย
พอสถานการณ์ปกติ ไม่ใช่แบบเงินมากลากไป
แล้วค่อยกลับมาซื้อหุ้นใหม่ พร้อมกับเริ่มเล่นหลามด้วย

เวลาขึ้นไม่มีเหตุผล เวลาลงก็คงจะไม่มีเหตุผลอีก...

ติดตามคุณหมากเขียว ตลอดครับ ได้ความรู้ดีๆ มากเลยครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ขอจบเพียงเท่านี้ครับ


"แมงเม่าของเมื่อวันวาน คือ เซียนหุ้นของพรุ่งนี้"



Create Date : 24 มีนาคม 2553
Last Update : 24 มีนาคม 2553 15:18:04 น. 11 comments
Counter : 6256 Pageviews.

 
ชอบบทความตอนนี้มากครับ






โดย: TheWorldOfArt วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:15:02:08 น.  

 
สุดท้ายก็อยู่ที่ ทำตามระบบ และ มีวินัย อย่างที่พี่หมากเขียวกล่าวไว้จริงๆครับ


โดย: TheWorldOfArt วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:15:04:19 น.  

 
หวัดดีตอนบ่ายค่า อิอิ^^


โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:15:51:20 น.  

 


โดย: thanitsita วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:16:30:19 น.  

 
Short Bias
เป็นคำใหม่และความรู้ใหม่สำหรับผม เป็นคำที่มีนัยดี
ขอบคุณครับ


โดย: ฉันรักการเล่นหุ้น วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:16:52:11 น.  

 
ขอบคุณครับพี่หมากเขียว



โดย: smokerfield วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:17:15:38 น.  

 
คำนี้ใช่เลย “Short Bias” อาการผมเต็มๆ

เล่นนิดๆ หน่อย แก้คันมือ

แล้วนั่งดูการต่อสู้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เงินต่อเงิน ของทุนไทย กับ ทุนนอก

มันส์ดีจริงๆ...


โดย: afood วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:18:11:35 น.  

 
ขอบคุณครับพี่ หมากเขียว
ตอนนี้พี่หรั่งโดน


โดย: Brocobrocco (Brocobrocco ) วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:18:27:01 น.  

 
สวัสดีครับพี่หมากเขียวมีคำถามมาถามอีกแล้วครับ ว่าระบบที่ผมใช้เทรดมันยังไม่เกิดสัญาณขายแต่ราคามันขึ้นมาจนกำไรเกินค่าเฉลี่ยแล้ว เช่นสมมุติว่าระบบผมเวลามีกำไรจะได้กำไรสูงสุดต่อครั้งคือ50%และเฉลี่ยต่อครั้งคือ25%ถ้าตอนนี้ผมกำไร35%แล้วและสภาพตลาดมันเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไปพี่ว่าผมควรจะทำอย่างไรดีครับ
1.ขายทำกำไรทั้งหมดเพราะได้กำไรเกินค่าเฉลี่ยแล้ว
2.ถือต่อเพราะระบบยังไม่เกิดสัญญาณขาย
3.ขายบางส่วนเพื่อดึงเอากำไรบางส่วนออกมา
4.แก้ไขระบบโดยเพิ่มตัวแปรอื่นเข้าไปเพื่อแก้ปัญหานี้เช่นถ้าตอนนี้ใช้การตัดกันของEMAก็อาจจะเพิ่มRSIเข้าไปอีกเพื่อแก้ไขการแลคของEMA


โดย: diabloth (diabloth ) วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:21:53:16 น.  

 
ขอบคุณมากๆครับท่านพี่ ^^


โดย: humi วันที่: 24 มีนาคม 2553 เวลา:22:30:49 น.  

 
ขอบคุณทุกๆ ค.ห. สำหรับคำถามผมขอตอบให้ในตอนต่อไปครับ


โดย: หมากเขียว วันที่: 25 มีนาคม 2553 เวลา:10:03:49 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมากเขียว
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 42 คน [?]




สวัสดีครับทุกท่าน...ผมหมากเขียวแห่งสินธร...จาก Head of Prop Trade สู่ Private Trader อิสรภาพที่รอคอย



สงวนลิขสิทธิ์ © พ.ศ.2553 โดย หมากเขียว™ ห้ามลอกเลียน ทำซ้ำ หรือคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความที่เขียนโดยข้าพเจ้านอกจากจะได้รับอนุญาต

Copyright © 2010.All rights reserved. These articles and photos may not be copied, printed or reproduced in any way without prior written permission of Mhakkeaw™.
Friends' blogs
[Add หมากเขียว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.