มาตรฐานใหม่การทำ CPR
พอดีไปเปิดอ่านที่เว็บพยาบาลดอทคอม เลยเอามาฝากค่ะ รู้วิธีการไว้ไม่เสียหายนะคะ...
CPR (Cardio-Pulmonary Resuscitation)หมายถึงการนวดหัวใจและเป่าปากเพื่อช่วยฟื้นคืนชีพในกรณีที่มีผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นค่ะ
มาตรฐานการ CPR แต่เดิม ได้กำหนดให้มีการทำ chest compression ที่อัตรา 15 ครั้งต่อการช่วยเป่าปากหายใจ(mouth-to-mouth breath) 2 ครั้ง ซึ่งในความเป็นจริง กลับพบว่า ยังคงมีอัตราการเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลในตัวเลขที่ค่อนข้างสูงมาก คือ ร้อยละ 95 ของจำนวนผู้เคราะห์ร้ายที่อาการหัวใจหยุดเต้นเหล่านี้ แม้ว่าจะได้รับการทำ CPR ตามมาตรฐานอย่างถูกวิธีแล้วก็ตามที

เรื่องดังกล่าวทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องคือ the American Heart Association(AHA) ได้ทำการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของการทำ CPR นี้ขึ้นเล็กน้อย โดยหวังให้ข้อกำหนดดังกล่าวจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้น โดยมีพื้นฐานมาจากการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจถึงเกือบ 400 คน ซึ่งได้ร่วมมือกันในการทบทวนงานศึกษาวิจัยในผู้ป่วย heart attack นับพันราย และได้แจ้งประกาศผ่านทางจดหมายข่าวฉบับประจำ Winter 2005-2006

ทั้งนี้ ข้อกำหนดใหม่ได้กำหนดให้ 1 cycle ของ CPR มีการทำ chest compression ที่อัตรา 30 ครั้งต่อการช่วยเป่าปากหายใจ(mouth-to-mouth breath) 2 ครั้ง ขณะที่รายละเอียดอื่นๆยังคงไว้ตามเดิม เช่น อัตราความเร็วในการทำ chest compression ยังคงอยู่ที่ 100 ครั้ง/นาที รวมถึงการที่ยังคงรอบการทำ CPR อยู่ที่ 5 cycle ใน 2 นาที

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การกระตุ้นการเต้นของหัวใจด้วยวิธีการกดนวดหัวใจจากภายนอกนี้ จำเป็นต้องทำให้เร็วขึ้นถึ่ขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว ซึ่งเป็นไปตามคำพูดของ Dr. Michael Sayle แห่ง AHA ที่ว่า หลักง่ายๆของข้อกำหนดใหม่นี้ก็คือ "Push hard, and push fast '' นั่นเอง

ผู้สนใจสามารถติดตามอ่านรายละเอียดได้ในเวปข้างล่างนี้คะ
http://www.americanheart.org/downloadable/
heart/1132621842912Winter2005.pdf

นอกจากนี้ ผู้สนใจในการทำ CPR ว่า คืออะไร ปฏิบัติอย่างไร สามารถติดตามอ่านได้จากเวปดังต่อไปนี้คะ จากคณะพยาบาลศาสตร์ ม. นเรศวร ค่ะ

http://www.nurse.nu.ac.th/cai/cpr022.html

http://www.cdc.gov/nasd/docs/d000101-d000200/d000133/d000133.html



Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 6 มิถุนายน 2550 10:31:39 น.
Counter : 1360 Pageviews.

เมื่อเด็กมีไข้...ทำไงดีล่ะ
อาการตัวร้อนเป็นไข้นั้นจะเกิดกับเด็กเล็ก ๆ แทบทุกคนเป็นปกติ อาการไข้ คือ การที่อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงสูงกว่าปกติ ซึ่งมักจะเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายกำลังทำงานตามหน้าที่ เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคบางอย่างที่บุกรุกเข้าสู่ร่างกาย เช่น แบคทีเรียหรือไวรัสโดยที่ร่างกายจะไปกระตุ้นการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว และภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เพื่อทำลายผู้บุกรุกนั้น ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น การมีไข้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเจริญเติบโตของเด็กค่ะ แต่ค่าอุณหภูมิปกติของเด็กเล็ก ๆ นั้นไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ เพราะในเด็กนั้นค่าอุณหภูมิจะเปลี่ยนไปค่อนข้างหลากหลายระหว่างวัน เช่น หากใส่เสื้อหนาไป ร้องไห้นอนดิ้น ออกแรงเยอะ หรืออยู่ในห้องที่อากาศร้อนตอนบ่ายแก่ๆ อุณหภูมิก็อาจพุ่งสูงขึ้นไปประมาณ 38 องศาเซลเซียส หรือ 100.4 องศาฟาเรนไฮด์ ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นอุณหภูมิปกติสำหรับเด็กทารกที่สุขภาพสมบูรณ์ แต่หากวัดปรอทได้อุณหภูมิสูงกว่านี้ นั้น น่าจะเรียกได้ว่าลูกกำลังมีไข้

สาเหตุของอาการไข้ในเด็กเล็ก ๆ

อาการ
มีไข้ ไอ น้ำมูก หายใจลำบาก เจ็บคอ และ/หรือปวดเมื่อกล้ามเนื้อ เป็นไข้ ไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อในทางเดินหายใจ
มีไข้ มีผื่นแดง และเจ็บคอ และ/หรือต่อมน้ำเหลืองบวมโต อีสุกอีใส ติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ หรือไวรัสลงกระเพาะอาหาร
มีไข้ วิงเวียนศีรษะ ตาลาย พร้อมกับอาการปวด หรือมีเสียงแว่วในหู ติดเชื้อในหู หูอื้อ
มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม เจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ ติดเชื้อไวรัสหรือสเตร็ปโตคอคคัส นิวคลิโอลีส (ภาวะเม็ดเลือดขาวมีมากเกินปกติ)
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
การติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย บิด

ปกติการที่ลูกมีไข้ต่ำ มักจะไม่มีอันตรายรุนแรง แต่บางคนที่ระดับอุณหภูมิพุ่งขึ้นสูงอาจทำให้มีอาการชักได้ เด็กจะซีด ตัวเกร็งแข็ง กระตุก แบบที่ควบคุมไม่ได้ และอาจหมดสติ อาการจะเป็นนานประมาณ 1-2 นาที บางคนอาจถึง 10 นาที หากลูกเกิดอาการชัก พยายามตั้งสติให้มั่น อย่าตกใจ หาผ้านุ่ม ๆ หรือช้อนเล็ก ๆใส่ปากเด็กเพื่อระวังการกัดลิ้นตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าหาไม่ได้หรือเด็กกัดฟันแน่น ก็ไม่ควรจะพยายามเอาใส่ปากเด็กนะคะ จะทำให้เกิดอันตรายต่อฟันหรือต่อกระดูกกรามเด็กเปล่าๆ อุ้มให้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยต่อวัตถุอันตราย หรือการกลิ้งตกจากที่สูง จับเด็กให้ตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่งก็พอค่ะ ปกติการชักเนื่องจากไข้สูง จะเป็นการชักเกร็งทั้งตัว ภายใน 24 ชั่วโมงแรกของการมีไข้ อาการชักจะหายไปเองภายใน 1-10 นาที ถ้านานกว่านั้นก็ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันที

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อมีไข้ไม่สูงมาก
1. คลายรัดชุดที่ลูกสวมใส่ให้หลวม ควรให้ลูกใส่เสื้อพวกผ้าฝ้ายเนื้อเบา น้ำหนักเบา ห่มผ้าที่ไม่หนาเกินไป
2. ปรับอุณหภูมิในห้องที่เด็กอยู่ให้เย็นขึ้น อย่างน้อยควรมีพัดลม เพื่อพัดให้อากาศถ่ายเทสะดวก และไม่ร้อนเกินไป ระวังใบพัดให้ห่างจากมือเด็ก
3. ให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะหากเด็กอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย ควรเพิ่มปริมาณอาหาร หรือเครื่องดื่มตามปกติ เช่น นมแม่ นมสูตร หรือน้ำ และหากเด็กโตพอจะดื่มเครื่องดื่มอื่น ๆ ลองให้เขาดื่มน้ำหวาน ซุปใส หรือน้ำผลไม้เจือจางดูบ้าง
4. ให้ยา Acetaminophen(ยาลดไข้) หรือปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการให้ยา ibuprofen และทำตามคำแนะนำที่ระบุไว้ในฉลากยาอย่างเคร่งครัด อย่าให้ทารกหรือเด็กรับประทานแอสไพริน เพราะแอสไพรินนั้นสัมพันธ์กับการเกิดโรค Reye's syndrome ซึ่งเป็นโรคที่แม้จะเกิดได้ยาก แต่อาจนำมาซึ่งการเจ็บป่วยรุนแรงได้
5. คลายความร้อนด้วยการเช็ดตัวด้วยฟองน้ำหรือผ้านุ่ม ๆ ชุบน้ำอุ่น (อย่าให้ร้อนมาก) ทีละส่วน ปล่อยให้น้ำระเหยแต่ไม่แห้ง จะทำให้ตัวลูกเย็นลงได้ และเช็ดตัวไปเรื่อย ๆ จนเขารู้สึกสบายตัวขึ้น ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที กว่าที่ไข้จะลด
6. หากอาการไข้เกิดจากโรคติดต่อ พยายามให้ลูกอยู่ห่างจากเด็กอื่น ๆ และคนสูงอายุ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค

การปฐมพยาบาลเมื่อเด็กชักเนื่องจากไข้สูง
1. เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง จัดให้เด็กตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง ถ้ามีเศษอาหารหรือของเล่นในปากให้เอาออก
2. ไม่ผูกรัด หรือตรึงเด็กขณะที่เด็กกำลังชัก แต่ให้ระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเช่นตกเตียง แขนขาเด็กฟาดโดนของแข็งหรือของมีคมที่อยู่ใกล้ๆ หาผ้านุ่มๆ หมอน ผ้าห่ม มารองรับอวัยวะที่อาจเกิดอันตราย
3. ไม่ให้ยา น้ำ อาหาร ทางปากจนกว่าเด็กจะหายชัก
4. คลายเสื้อผ้า เพื่อจะได้ง่ายต่อการให้การปฐมพยาบาล เช่นการให้ยาระงับอาการชักทางทวารหนัก หรือการเช็ดตัวลดไข้
5. สังเกตลักษณะของการชักว่าชักเกร็งทั้งตัว ชักกระตุก ชักเฉพาะซีกของร่างกาย ชักเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง ระยะเวลาที่ชัก ความถี่ของการชัก และระดับความรู้สึกตัว เผื่อว่าต้องไปพบแพทย์จะได้ให้รายละเอียดที่ถูกต้องได้นะคะ
6. เด็กอาจมีอาการชักซ้ำได้อีก ควรดูแลเรื่องการช่วยลดไข้ตลอดช่วงเวลาที่เด็กมีไข้

สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเมื่อลูกมีไข้
1. อย่าฝืนให้ลูกนอนเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องระวังอย่าให้เขาเล่น หรือใช้แรงมากจนเกินไป
2. อย่าให้เขาอดอาหาร เพราะเด็กเล็กที่กำลังป่วยต้องการพลังงานและน้ำมากกว่าปกติ
3. อย่าวิตกกังวลจนเกินเหตุ
อาการชักจากการเป็นไข้สูงนี้ถ้าเป็นการชัก 1-2 ครั้งแรก มีโอกาสน้อยที่จะทำลายสมอง และยังไม่อันตรายเท่ากับการเป็นลมจากความร้อนภายนอก อย่างเช่นการปล่อยเด็กไว้กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ หรือทิ้งเด็กไว้ในรถที่จอดตากแดด ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง อย่างนั้นมีโอกาสเป็นอันตรายมากกว่าค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรจะใส่ใจเรื่องการลดไข้ให้มาก อย่าปล่อยให้เด็กไข้สูงจนชักเลยนะคะ




Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2549
Last Update : 6 มิถุนายน 2550 10:27:26 น.
Counter : 935 Pageviews.

1 comment

หมิ๋ว
Location :
เชียงใหม่  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



หมิ๋วเป็นพยาบาลเด็กค่ะ ตอนนี้สอนหนังสืออยู่ เลยชอบที่จะให้ความรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ที่ตัวเองประสบมาให้คนอื่นๆฟัง และเป็นคนพูดมาก น้ำไหลไฟดับ(สมกับที่เป็นครูเลย) ยินดีให้คำปรึกษาทุกๆเรื่องที่มีความรู้อยู่นะคะ
ปล. ส่งเมล์มาปรึกษาจะรวดเร็วกว่าหลังไมค์ที่มักจะลืมเช็คบ่อยๆนะคะ ajarnmoo@gmail.com ค่ะ