ตกท่อเจ็บหนัก ตกหลุมรักเจ็บใจ
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า...

เมษาฯ ได้รับโอกาสให้มาผจญภัย ณ เกาะภูเก็ต
ที่แห่งนี้เมษาฯ ต้องมาเจอกับโรงแรมที่เกือบๆ จะร้าง
มีต้นไทรล้อมรอบ 4 ต้น

ที่แห่งนี้....เมษาฯ ผจญเรื่องราวมากมาย
แต่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องวันที่ที่เกิดเหตุการณ์ท่อน้ำทั่วแถวๆ ห้องน้ำเก่าที่ถูกปิดตายบริเวณสนามหญ้า

ระทึกขวัญมาก....เดินย่องๆ ไปกับช่างเพื่อหาตาน้ำใต้ต้นไทรอายุนับร้อยปี มีทั้งเศษใบไม้ หิน ดิน ทราย และน้ำเจิงนอง

ก็ไม่พบอะไร?

โทรถามนายหัว แกก็บอกสงสัยท่อจะรั่วให้ห้องครัวเก่าที่อยุ่ด้านหลังต้นไทร
ไอ้เราก็ไปเลย ไปกับช่าง เดินดุ่มๆ ทะลุประตูนั้นออกประตูนี้
ไปเจอห้องเก็บของสภาพเก่าคร่ำคราเพราะถูกปิดตายมาหลายปี

เมษาฯ เดินหาจุดน้ำรั่ว พร้อมๆ กับสำรวจสถานที่ไปด้วย
ตาก็มองหาจุดน้ำรั่วไป มือก็คอยปัดหยากไย่ไปด้วย....

ตุ๊บ!!!!
โครม!!!!
เฮ้ย...!!!
คุณซุป!!!!

ร่างเล็กๆ ของสาวน้อยไร้เดียงสาหน้าตาน่ารักหน้าเอ็นดู ร่วงตกลงไปในช่องท่อน้ำทิ้งขนาดความกว้างประมาณประตูห้อง และลึกราวๆ 1.5 เมตร

โชคยังดีที่แขนซ้ายของเราคว้าขอบปูนไว้ และได้ช่างถลาเข้ามาโอบไว้ ทำให้ร่างน้อยๆ บอบบางของเราตะกายขึ้นมาได้

ขึ้นมาได้แล้ว...แม่บ้านวิ่งมาดูกันตรึม
หัวเราะกันซะ T_T

อุ้ย..คุณซุปตกท่อน้ำทิ้ง คิกๆๆๆ

แล้วทางเดินออกจากห้องครัวก็ดันต้องผ่านโรงอาหารพนักงาน
แม่เจ้า...ลืมไปว่าพักเที่ยง
ธุรการเอย แม่บ้านเอย คนสวนเอย ฟอนท์เอย

นั่งกันเต้มมมมมมมมT_T

เจ็บใจสุดๆ ไอ้ช่างชุดเก่ามันทุเรศท์มาก
แก้ปัญหาชุ่ยๆ เอาประตูไม้ไปปิดปากท่อ แทนที่จะก่อฝาปิดท่อให้เรียบร้อย

ได้แต่ด่าพ่อมันตามหลัง -_-"

รายงานอาการบาดเจ็บ

ปรากฏว่า เมษาฯ ได้ปลีกตัวขึ้นไปบนห้องพักที่เจ้าของสถานที่จัดให้
เพื่ออาบน้ำ พบว่า

ไม่มีแผลนะ แต่เป็นรอยแดงแถบๆ ชายโครงแล้วก็แถวราวนม
(นึกภาพพระเอกหนังโดนคนร้ายยิงแถวนั้นๆ น่ะ เออ...สภาพเมษฯ ประมาณนั้นแหล่ะ)

ณ ตอนนี้ ก็เริ่มมีอาการช้ำๆ ละ เริ่มปวดตึงแถวๆ หัวไหล่ซ้าย เพราะมันกระแทกกับขอบปูน
ส่วนด้านหลังไปกระแทกกับไม้ของประตูที่ยังแข็งแรงอยู่
แล้วก็ปวดๆ ตึงๆ แถวท้ายทอยนิดหน่อย

ข้อเท้าซ้ายเคล็ด ต้นขาขวามีรอยช้ำจากการโดนกระแทกกับอะไรก็ไม่รุ้ T_T

เล่ามาซะยาวไม่ใช่อะไร....

แถวนี้มีใครอ้อนได้ไหมคะ?????



Create Date : 28 สิงหาคม 2550
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 21:41:51 น.
Counter : 289 Pageviews.

2 comment
ทำไมเด็กไทยหรือคนไทย ทำไมหาตัวเองไม่เจอว่าชอบอะไร
เป็นการตั้งคำถามจากคุณ ninjathai หลังจากได้ดูหนังเรื่อง Final Score ที่พูดถึงชีวิตเด็กเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

คุณ ninjathai ตั้งกระทู้ในพันทิปด้วยข้อสงสัยว่า
ผมแปลกใจน่ะครับ ว่าทำไมแค่ใจตัวว่าเราอยากเป็นไรหรือชอบอะไร ทำไมหลายคนถึงไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอาชีพอะไร ชอบงานแนวไหน

อย่างมอหกเนี้ยเป็นช่วงเอ็นทราน เลือกว่าต่อไปจะเรียนอะไรแล้วจะทำอาชีพไรแท้ แต่ทำไมยังไม่รู้เลยว่าตัวเองมีความชอบอะไร บ้างคนหนักกว่าเล่นซะจบป.ตรีแล้วยังไม่รู้เราเลือกถูกไหม เศร้าเลย

ลองมาช่วยวิเคราห์หน่อยครับ ว่าทำไมถึงคนเราหาตัวเองไม่เจอว่าตัวเองชอบอะไร ระบบการศึกษาไทยผิดพลาดไหม หรือระบบแนะแนวห่วย หรือครอบครัวที่ปิดกั้น จึงทำให้เด็กๆหาตัวเองไม่เจอ สุดทายก้อะไรก็ได้ สุดท้ายก็ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เลือกไป
-------------------------------------------------------
สำหรับประเด็นนี้ เราว่าระบบสอบ En เพี้ยนๆ ด้วยแหล่ะ

คือ...เมื่อสมัยเราสอบ En เป็นรุ่นแรกที่ต้องใช้เกรดเข้า

สอบสารพัดสอบ....เด็กมันจะเอาเวลาที่ไหนมาค้นหาตัวเองล่ะ

ตลกที่สุดคือ จะเรียนนิเทศฯ ต้องสอบเลข ก เลข กข

ก็อ่าน ก็ทำแบบฝึกหัดอ่ะนะ....แต่ในในก็คิดว่า...
"ไอ้เจ้า....แคนคูลัสเอย สมการ พวกนี้...มันจะช่วยให้ทำหนังได้รางวัลไหม ถึงต้องการให้ใช้สอบ?"

ยิ่งเอาเกรดมาเป็นส่วนช่วยให้การพิจารณาคะแนน....ก้กลายเป็นว่า

เด็กที่วันๆ เอาแต่เรียนจนลืมหาตัวเอง.....มีสิทธิ์ได้เรียนต่อ
ในขณะที่เด็กที่เค้ารุ้ว่า เค้าอยากเป็นอะไร และมีศักยภาพทางสมองและใจ มากพอที่จะพัฒนาต่อไปได้

เค้าไม่มีสิทธิเรียนเพราะ.... คะแนนรวมรายวิชาไม่ถึง

สู้ไอ้พวกเกรดสูงๆ แต่ไม่รุ้จักตัวเองไม่ได้....คะแนนสูงซะอย่างอยากเรียนอะไรก็ลองเรียนได้

ที่น่าเจ็บใจคือ...สายวิชาที่ต้องใช้วิชาเฉพาะสอบ พวกวาดๆ พวกมัณฑศิลป์ อะไรพวกนั้น....เด็กบางคน..ไม่เก่งเลข เก่งภาษา แต่วาดรุปเก่ง มีไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์

แต่ไม่ได้เรียนเพราะเด็กที่วาดรุปไม่เก่ง ไม่มีไอเดีย แต่อยากเรียนมัณฑศิลป์ เผอิญเก่งภาษา เก่งเลข เก่งวิทยาศาสตร์กายภาพ ทำคะแนนรวมได้ดีกว่า...
(ทั้งๆ ที่เป็นคะแนนทางวิทย์ชัดๆ) ก็ได้ที่นั่งไป

ตลกอ่ะ ระบบคัดเลือกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของบ้านเรา

ทีนี้...พอแต่ละสาขาอาชีพ ได้ว่าที่บุคลากรที่เรียนเพราะเรียนค้นหาตัวเอง ไม่ได้เรียนค้นหาวิชาการ
เค้าก็จะเรียนๆ ๆๆ ให้จบ ให้ได้ปริญญาตรี เพื่อไปสมัครงาน บางคน ป.ตรีจบแล้ว แต่ก็ไม่รุ้ว่า ตัวเองชอบอะไร...ไปเจอคณะ ป.โท ที่น่าสนใจและตัวเองอยากทำ

ก็เอ้า...เรียนต่อด้านนี้ดีกว่า อะไรแบบนั้น

ส่วนตัวเรามองว่า...ถ้าหากมีการคัดเลือกผุ้เข่าเรียนมหาวิทยาลัยโดยใช้.....รูปแบบการทำงานของสาขาอาชีพนั้นมาเป็นตัวคัดเลือกด้วย น่าจะดีกวา

เช่น...เรียนทางศิลป์ เวลาทำงานคุณแทบจะไม่ใช้เลข หรือวิทยาศาสตร์กายภาพเลย....ข้อสอบก็ควรเน้นไปทางด้านศิลป์อย่างเดียวอะไรแบบนั้น

เรียนทางวิทย์ ก็ไม่ต้องไปเน้นอีพวกภาษามากนัก เน้นคำนวนไปเลย

นี่อะไร สังเกตุดูสิ.....คนที่ทำคะแนนวิชาเลข หรือ ภาษาอังกฤษได้เกิน 70 เนี้ย
มีสิทธิ en ติดไปแล้ว 50% เพราะสัดส่วนของเด็กที่สอบสองวิชานี้เกิน 70 มีน้อยมาก

ถ้าไม่แก้ที่ระบบการคัดเลือก...เด็กไทยก็จะ...หาตัวเองไม่เจอแบบเนี้ยะแหล่ะ
เพราะเอาเวลาไปทำใช้กับอะไรก็ไม่รุ้ที่เมื่อจบมา ...แทบจะไม่ได้ใช้ในชีวิต

มีกี่คนกันที่ใช้แคนคูลัสในการทำงาน??



Create Date : 13 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2550 15:43:28 น.
Counter : 648 Pageviews.

5 comment
อกหักอย่างสร้างสรรค์......
เคยอกหักกันใช่ไหมคะ?

เวลาอกหักพวกคุณทำอะไรกัน?

บางคนนั่งร้องไห้ บางคนเอาชีวิตไปไว้กับเหล้า บางคนเที่ยวเตร่
บางคนกลายเป็นคนซึมเศร้า ข้าวปลาไม่กิน ถึงกินก็กินไม่ลง....

อกหัก..รักคุด..ตุ๊ดเมิน..เดินตกท่อ..

ชีวิตช่างบัดซบอะไรเช่นนี้.....

แหม...อย่าคิดอย่างนั้นกันเลย

เรามีวิธีอกหักอย่างสร้างสรรค์มานำเสนอ......เป็นประสบการณ์จัดการการอกหักของคนที่เรารุ้จักและตัวเราเอง

เริ่มที่ตัวเราก่อน....หากใครได้อ่านบล็อกที่ชื่อ "หมาหยอกไก่" ของเรา...
คงจะพอทราบได้เราอยุ่ในภาวะ....อกหักครึ่งๆ กลางๆ
ประหนึ่งอกหักไม่จริง......แนวๆ รักไม่ใกล้ คิดถึงไกลๆ อะไรแบบนั้น

เราเจ็บนะ...แต่ให้ทำไงอ่ะ ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่า จะปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตากำหนด

เมื่อก่อนเคยอยู่คนเดียว เคยใช้ชีวิตทำนู้นทำนี่...ในช่วงเย็นๆ หลังเลิกงาน....ก็ยังใช้ชีวิตอยุ่ได้เลย

ดังนั้น...แม้ทุกวันนี้ เราจะคิดถึงยัยตัวร้ายของเราเพียงใด...แต่ลั่นวาจาไว้แล้ว ก็ต้องหาอะไรทำให้หายคิดถึง....

ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา....
เราไปอบรมพากย์หนังของ gen-x academy ซึ่งร่วมกับเวบพันทิปจัดอบรมฟรี.. อ่ะ ก็ไปกับเค้าสักหน่อย

แน่นอนว่า เมื่อไปอบรมวิทยากรก็จะถามๆๆๆ ว่า
คุณมาอบรมพากย์หนังทำไม?
บางคนตอบว่า...อยากดูหนังก่อน
บางคนตอบว่า...เขาเป็นคนชอบพูดคนเดียว
บางคนตอบว่า...อยากเป็นนักพากย์หนัง

สำหรับเรา....อกหักคราวก่อนกับคนก่อน....สาวคนนั้นน่ะ...สาวอวบตาโต คนมีเขี้ยวคนนั้นน่ะนะ....
เพื่อนเรา...ชวนเราไปอ่านหนังสือให้คนตาบอดที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

เราก็ได้ค้นพบว่า....เราก็..สามารถเล่าเรื่องโดยการใช้เสียงให้มันดูน่าติดตามได้พอสมควร...เพื่อนคอนเฟิร์ม

แต่ก็นะ...พอหายอกหัก..ก็ไม่ได้ไปอีกเลย
จนมาวันนี้อกหักกับอีกคน ก็เลยมาหัดพากย์เสียงซะเลย
พอตอบพิธีกรไปว่า..."อกหักค่ะ".
ดูเค้าอึ้งๆ แฮะ 55+

เมื่อได้อบรมก็ได้พบว่า....งานพากย์ไม่ใช่งานที่ง่ายเลย
การใช้เสียงแสดงอารมณ์ ควบคู่ไปกับการจับจังหวะของหนัง และสายตาที่ต้องว่องไว ความจำที่เป็นเลิศ
ตลอดจนใจรักและความพยายาม

เพราะหากคุณไม่มีสิ่งเหล่านี้...คุณจะเป็นนักพากย์หนังที่ดีไม่ได้เลย

พอหมดอบรมพากย์เสียง....เราก็เริ่มว่างอีกครั้ง
และแน่นอน คนอกหัก...เมื่อว่าง...ก็จะฟุ้งซ่าน โชคดีที่เรามี "แม่ลิน"

แม่ลินเป็นแฟนคลับคนแรกของเรา แม่ลินส่งอีเมล์มาหาเราพร้อมกับชมการใช้ภาษาของเราว่า
เขียนได้ดี สำนวนดี และไม่เคยต่อว่า ให้ร้ายใคร
สำนวนที่....แฝงไปด้วยอารมณ์ขัน ในขณะเดียวกันก็สามารถตอบอะไร ที่มันเป็นวิชาการได้

ฟังดูดี ดูฉลาดจัง 5555+

คาดว่าแม่ลินจะไม่เคยไปอ่านเจอเราฟิวขาดเขียนด่าพวกที่ว่า เลสเบี้ยนเป็นพวกวิปริตผิดปกติคอยหาข้ออ้างให้ตัวเองถูก ไอ้เราก็อุตส่าห์ตอบด้วยถ้อยคำสุภาพเป็นวิชาการ .....ตอนนั้นเขียนตอบไปด้วยใจโมโหว่า...กูจะเอาผู้หญิงมันก็เรื่องของกู...กูไม่ได้ไปเอาผุ้หญิงบนหัวพ่อมึง... มึงเป็นใคร ใหญ่มาจากไหน มีสิทธิ์อะไรมากำหนด มาชี้นิ้วว่า ใครทำอย่างนั้น ผิดถูก...
ไอ้เหี้ยนี่ทะลึ่งละ..เล่นไม่ดูคนนะมึง

หุหุ..แม่ลินอ่านเจอสงสัยกระเจิง 555+

แม่ลินเป็นนิสิตเก่าของอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และมักจะชักชวน โน้มน้าว ให้เราเรียนต่อด้านวรรณคดี ภาษา-วรรณกรรม อะไรทำนองนั้น

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา แม่ลินชวนเราไปดูละครเวทีของภาควิชาศิลปะการละคร ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬา

เป็นละครที่มีชื่อไทยว่า พายุพิโรธ ดัดแปลงมาจากบทละครเวทีเรื่อง The Tempest ของ William Shakespeare
เกี่ยวกับละครเรื่องนี้ แม่ลินได้ส่งข้อมูลมาให้เราทางอีเมล์แล้ว แต่ว่าเราไม่ได้เปิดดูจึงไม่รุ้ว่า เป็นงานเขียนของเชคเสปียร์

เรานั่งดูไปเรื่อยๆ ดื่มด่ำกับภาษาประยุกต์ การตีความของบท โดยเฉพาะตอนที่มิแรนดาพูดกับเฟอร์ดินานด์ว่า

"ข้าเป็นหญิงไร้ยางอายและไร้เชิง.....ข้าขอเป็นชายาท่าน"

เล่นเอาเรากับพี่ปิงปอง....เพื่อนของแม่ลินหัวเราะตบมือถูกอกถุกใจ ...คิดได้ไงเนี้ยะ

นั่งๆ ดูไป...นึกถึง คณะปฎิวัติ ทักษิณ สนธิ 5555+
และในหลายครั้งก็นึกถึงบทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่อง "เวนิชวานิส" ซึ่งทรงแปลมาจากละครเรื่อง The Merchant of Venice ผลงานอีกชิ้นของ William Shakespeare

เมื่อมารุ้ทีหลังว่า...The Tempest เป็นงานเขียนของ William Shakespeare ก็อดภาคภูมิใจในตัวเองเล็กๆ ไม่ได้ว่า

เออ....เห็นอย่างนี้..ก็จับทางของนักเขียนออกเหมือนกันนะนี่ว่า เป็นงานใคร

ด้วยคอนเซปต์ของละครครั้งนี้...จัดแสดงรอบตัวผู้ชม ดังนั้นผู้ชมก็จะต้องคอยหัดหน้าหัดหลังมองตามตัวละคร และแล้ว....
ในระหว่างที่เราดูละคร...เราก็หันหลังไปพบกับผุ้หญิงคนนึง...ในความมืดสลัว....เธอก็ยังดูดี...
แต่งตัวเรียบร้อย เสื้อแขนยาว มีผ้าพันคอเพราะแอร์เย็น กระโปรงยาว..น่าจะถึงข้อเท้า..

พูดแบบบ้านๆ หุ้มทั้งตัว

เธอใส่แว่นด้วยนะ...ดูปราดเดียวก้พอจะเดาได้ว่า อายุไม่น่าจะต่ำกว่า 35 ปี 555+

และด้วยโชคชะตาหรืออะไรก็ไม่ทราบได้....ผู้หญิงที่เราแอบมองทุกครั้งเวลาที่หันหลังมาดูตัวละครเล่นนั้น..

เธอเป็น....ศิษย์เก่าอักษร จุฬาฯ เหมือนแม่ลินของเรา และเธอคือ....ผศ.ดร.คารีนา โชติรวี อาจารย์ประจำภาควิชาวรรณคดีอังกฤษ คณะอักษรศาสตร์ จุฬา

และแน่นอนว่า..อาจารย์ก็แนะนำให้เราเรียนอักษรศาสตร์ ด้านวรรณกรรม เพราะจะได้อะไรมากกว่าเรียนจิตวิทยาที่เราสนใจจะเรียนต่อ...

อืม ตอนนั้นอดคิดไม่ได้ว่า แม่ลินมาเรามาให้เพื่อนๆ กล่อมหรือเปล่าหว่า 55+

เมื่อได้เห็นใกล้ๆ ก็คิดในใจ....สวยจังเลย อิอิ ใส่แว่นด้วย
แถมวันนั้น อาจารย์คารีนา..ก็ร่วมเสวนาในหัวข้อ

"ละครเชคสเปียร์ : ร่วมสมัย ปีนกระได หรือไกลตัว?"

การนั่งฟังเสวนาทำให้เราได้รุ้จักตัวเองมากขึ้นมา....
ทำให้เราเกิดนึกถามไถ่ตัวเองว่า....หรือเรากับยัยตัวร้ายจะอยุ่กันคนละโลก
ยากที่จะมาบรรจบกันได้.....

สังคมที่เธออยุ่ช่างต่างกับเรา...มันไม่ใช่..เรื่องเงินหรือสภาพแวดล้อม...

แต่มันคือการใช้ชีวิต...

เราหลงใหลวรรณกรรม ศิลปะ ประวัติศาสตร์ หนังสือและวิชาการ
เรามีความสุขกับการไปนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ในห้องสมุดเป็นวันๆ
เราปรารถนากับการได้อยู่เงียบๆ กับคนที่เรารัก

ในขณะที่ยัยตัวร้าย...มีความหวือหวาในชีวิต เธอชอบอะไรที่มันดูท้าทาย....

หนอนหนังสือที่นิ่งๆ เงียบๆ อย่างเราคงจะไม่เหมาะกับเธอก็เป็นได้นะ



Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 4 กุมภาพันธ์ 2550 0:44:20 น.
Counter : 468 Pageviews.

8 comment
หมาหยอกไก่....."ยังชอบผุ้ชายอยู่" "มาบอกอะไรตอนนี้"
เคยเล่นหมาหยอกไก่กับใครสักคนในชีวิตคุณไหม??

คุณไม่ได้รักเค้าหรอก ไม่ได้ชอบพออะไร
แต่แค่นึกสนุกอ้อล้ออย่างคะนองปาก เพราะมั่นใจว่า อีกฝ่ายก็เล่นด้วยเช่นกัน

แล้วถ้า....คุณรู้ว่าอีกฝ่ายเอาจริงล่ะ???

คุณจะเล่นต่อไหม....หรือห่างออกมา หรือเล่นหนักกว่าเดิม

สำหรับเรา...อีกฝ่ายเค้าเล่นต่อไปเรื่อยๆ
ทุกครั้งที่พบเจอ....เธอก็จะมีมุกล้อเล่นกับเราเสมอ และมันแรงขึ้นเรือ่ยๆ

จนวันนี้....จากที่ไม่เคยคิดอะไรกลายเป็นเรารักเค้าหมดใจ

แล้วอยู่ๆ เค้าก็ตบหน้าเราด้วยการใช้ให้เพื่อนมาบอกเราว่า
เค้ายังชอบผุ้ชายอยู่

งั้นที่ผ่านมาคืออะไร หยอกเล่นงั้นเหรอ....หยอกทั้งๆ ที่รุ้ว่า เราคิดอะไรเนี้ยะเหรอ

เพื่อนเค้าให้เหตุผลเราว่า เค้าไม่อยากทำร้ายจิตใจเรา เลยฝากมาบอก

ให้ตายเหอะ.....คิดได้ไง

เพื่อนเค้าอาสากับเค้าวันพุธ
วันพฤหัสเค้าเจอเราก็ไม่ได้มีท่าทีอะไร มีไมตรีปกติ พอเพื่อนเค้ามาเค้าก็ชิ่ง แล้วเพื่อนเค้าก็ลากเราไปอัดในรถ อัดยับว่า เราทำความลำบากใจให้เค้ามากมายเพียงใด
อึดอัดใจแค่ไหนกับการกระทำของเรา...พร้อมกันนั้น เพื่อนเค้ายังบอกเราว่า เค้าอนุญาติให้มาบอกเรา
วันศุกร์ เราไปหาเค้าเพื่อดูว่าเค้าจะมีท่าทีเช่นไร และสิ่งที่พบคือ...ไม่รุ้ไม่ชี้ คุยกับเราเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมตกดึกคืนนั้น เพื่อนเค้ายังขับรถมาดูหน้าเราที่บ้านตอนตี 1 อีกนะ
วันเสาร์ เพื่อนเค้าอีกคนคอนเฟิร์มว่า เค้าฝากมาบอกจริงๆ

ฟังแล้วก็นะ...
เราให้โอกาสเค้าได้เบรคเราหลายต่อหลายครั้ง แต่เค้าก็ไม่ทำ
เราขอเบอร์ก็แสดงว่าเริ่มจริงจัง....ทำไมไม่ตอบปฏิเสธตรงไปตรงมา ชี้แจงไปว่า อะไรเป็นอะไร
แต่ทำท่าทางเหมือนเขินอาย ไม่ให้เบอร์แต่ให้อย่างอื่นมาแทน

เราเคยพูดอะไรๆ หลายต่อหลายอย่างที่บ่งบอกว่าเราคิดนะ
แต่เค้าก็ไม่ยอมแสดงท่าทางปฏิเสธที่เป็นเรื่องราว

ในขณะเดียวกันก็เล่นแรงขึ้นเรื่อยๆ เล่นไม่หยุด ด้วยความสนุกสนาน

แต่เมื่อรุ้สึกว่า มันไม่สนุกแล้ว...กลับหยุดซะดื้อๆ

เสียความรุ้สึกนะที่พอเจอหน้าเค้า แล้วเค้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้น พูดคุยกับเราปกติมาก เนียนมากจนนึกเจ็บว่า
เธอไม่ใช่ดาราแต่เธอเนียนยิ่งกว่าดาราที่ชั้นรุ้จักเสียอีก

หงุดหงิดใจด้วยที่เพื่อนเค้า อุตส่าห์ขับรถมาหาเราที่บ้านตอนตี 1 มาชวนกินกาแฟเพื่ออะไร??
จะดูว่า เราเจ็บแค่ไหนงั้นเหรอ กับการโดนตบหน้า

สีหน้าเพื่อนเค้าดูยิ้มเยาะเรามากๆ
จริงๆ เค้าแสดงท่าทางดูแคลนความรุ้สึกเรา
ตั้งแต่ตอนที่พูดกับเราเรื่องนี้แล้ว

ประมาณว่า คิดไปเอง

ใช่..เราอาจจะคิดไปเอง...แต่คนที่เค้าใช้คุณมาเค้าก็ไม่ได้ทำอะไรที่ชัดเจน

พอเค้าแก้ปัญหาเองไม่ได้ก็เอาความรักของฉันมาให้คุณหัวเราะเยาะเล่น

มิน่าถึงคบหาเป็นเพื่อนกันได้

ถามเรา...เราโกรธไหม เกลียดไหม กับการโดนกระทำแบบนี้

ตอบได้ว่า เราโกรธและเสียใจ เสียความรุ้สึก
แต่เราไม่เลิกรัก ...ของมันสะสมมาเป็นปีๆ มันไม่ได้สะสมแค่วันสองวัน เดือนสองเดือน ที่จะตัดใจได้ง่ายๆ

เราเลยตัดสินใจถอยออกมาดีกว่า เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น
ไม่ใช่ถอยเพื่อจะให้อีกฝ่ายเค้าวิ่งมาหา

โอเค...ลึกๆ เราหวังให้มันเหมือนหนัง My Sassy Girl ที่สุดท้ายนางเอกร้องไห้ขอโทษ

แต่ชีวิตคนไม่ใช่หนัง ไม่ใช่นิยาย
และคนเรามีเวลาในชีวิต 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน
แต่เวลาที่รักแท้เดินทางมาหาเราไม่พร้อมกัน

เราและเค้าอาจจะไม่ใช่รักแท้ซึ่งกันและกัน โชคชะตาจึงพาให้เจอกันเพียงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อได้พบกัน รุ้สึกดีต่อกัน และพอหมดเวลาก็ต่างคนต่างไปตามโชคชะตาของตัวเอง

เราก็นึกแปลกใจนิดหน่อยว่า "เราดูเป็นคนอารมณ์รุนแรงจนเจ้าตัวไม่กล้าพูดกับเราเหรอ??"

เรานึกเสียใจว่า เค้าจำไม่ได้เหรอว่า เราเคยบอกเค้าเรื่องหมาของเค้าว่ายังไง
หมาเค้าเป็นมะเร็งและกำลังจะตาย เค้าให้หมอฉีดมอร์ฟีนให้

เราก็บอกไปว่า "พอยาหมดฤทธิ์มันก็เจ็บ....ถ้าเค้าอยากไปก็ต้องปล่อยให้เค้าไป เค้าแค่หนีเราไปวิ่งเล่นที่โลกอื่น เดี่ยวคุณก็ตามเค้าไป"

เราไม่รุ้หรอกว่า เค้าจัดการกับความรุ้สึกสุญเสียของรักเค้าของยังไงเพระเค้าไม่ได้เล่าให้เราฟัง แต่เราให้คนที่เค้าแคร์มากกว่าฟังแทน

แต่ที่แน่ๆ เค้าก็น่าจะพอรุ้ว่า เราไม่ใช่คนยึดติดกับการสุญเสีย

เพือ่นเค้าเอง..ที่อาสามาพูดกับเรา เค้าก็เคยเจอความเห็นของเราในพันทิป
ประเด็นเกี่ยวกับการสูญเสียของรัก เค้าทึ่งที่เราตอบไปว่า

"อย่างน้อยก็มีคนร้องไห้ตอนเราตายน้อยลง 1 คน"

เค้าบอกเราคิดแปลกๆ ....แต่ก็กระนั้น เค้าก็ยังขับรถมาดูคนที่เค้าคิดว่า คิดอะไรแปลกๆ ว่า มันจะเจ็บเจียนตายไหมกับการที่โดนเพื่อนเค้าฝากบอกว่า "ชั้นยังชอบผุ้ชายอยุ่"

เราเดินงัวเงียในชุดนอนลงไปหาพวกเพือ่นๆ เค้าที่มาจอดรถหน้าบ้านเราตอนตี 1 ใจแทบอยากจะด่าว่า...

"อีบ้า...กูจะนอน
ถึงกูจะชอบผู้หญิงด้วยกันแต่กูก็ไม่ได้อารมณ์รักรุนแรงชนิดที่จะเป็นจะตาย"


ก็บอกแล้วไง
"อย่างน้อยก็มีคนร้องไห้ตอนเราตายน้อยลง 1 คน"

มันเจ็บและแย่นะ ถ้าเรากำลังจะตายและเห็นคนนั่งร้องไห้อยู่เต็มไปหมด เราไม่อยากเห็นภาพนั้น เราไม่อยากเห็นน้ำตาคนรักของเราก่อนเราตาย เพราะความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย

เราแค่ตายจากเค้า แต่เราไม่ได้เลิกรักเค้า

การมีคนรักตอนมีชีวิตอยุ่มันดีตรงที่เรามีความสุขก่อนตาย แต่เรามองอีกมุมว่า..
แล้วคนที่รักเราล่ะ เค้าจะมีชีวิตอยุ่ยังไง เค้าจะอยุ่ได้ไหม
การที่รักใครแล้วเค้าไม่รักตอบ มันก็มีข้อดีตรงเนี้ยะแหล่ะคือ....คนร้องไห้น้อยลง 1 คน

เราเติบโตมาในครอบครัวที่ทำให้เราต้องมีภาวะจิตใจที่แข็งกว่าปกติ
และเราเป็นพี่คนโต เราต้องรับผิดชอบอะไรหลายอย่างในเรื่องความรุ้สึกของคนในครอบครัว

ตอนแม่เราทิ้งพ่อไปหาผุ้ชายคนใหม่...พ่อเสียใจมาก ด่าว่าแม่สารพัด เราฟังแล้วอึดอัดใจ ตอนคุณอยุ่ด้วยกัน คุณไม่เคยมีความสุขเลย ทะเลาะกันทุกวัน วันนี้เค้าจะไปคุณจะรั้งทำไม พ่อว่าแม่หนักเข้า เราก็ชักจะโมโห...

"พ่ออย่าว่าแม่ได้ไหม"
"ทำไมชั้นจะว่าเมียชั้นไม่ได้ ก็เห็นกันอยุ่ทำได้ไง.."
"เมียคุณน่ะ แม่ชั้น"

พ่อเราเสียตอนเราอายุ 22....แม่เราตัดสินใจไม่ได้ว่า จะดึงสายออกซิเจนออกดีไหม เค้าทำใจไม่ได้แม้จะไมได้รักแล้วแต่ความผูกพันยังมีอยู่
เค้าให้เราตัดสิน หมอบอกเราว่า พ่อหัวใจหยุดเต้นไปครึ่งชั่วโมงแล้วจะให้ฉีดยากระตุ้นหัวใจและปั๊มหัวใจอีกรอบไหม และเราก็บอกหมอว่า

"เอาออกเถอะ เค้าอยากไปก็ให้เค้าไป"

แม่เราทำใจไม่ได้และไม่มีกะใจจะทำอะไรเกี่ยวกับงานศพ เราก็เป็นธุระจัดการให้ ไม่ว่าจะเรื่องหนี้สิน เรื่องเงินประกัน....และอุ้มเถ้ากระดูกของพ่อไว้ตลอดเวลาในตอนที่รอทำพิธีตั้งศาลพระภูมิ...ใจก็คิด...เนี้ยะเหรอ...ผงขี้เถ้ากองเนี้ยะเหรอ คือ พ่อเรา

พ่อเสียตอนช่วงที่น้องคนเล็ก จบม. 4 พอดี เราก็ต้องเป็นธุระดูแลเรื่องโรงเรียนให้น้องอีกพร้อมทั้งต้องโกหกน้องคนกลางที่อยู่ต่างประเทศว่า พ่อสบายดี พ่อไม่เป็นอะไร

และอีก 3-4 เดือนต่อมา น้องสาวคนกลางของเราก็โดนจับคดีโคเคน 1 กิโล พร้อมแฟนเค้า โดยที่หลานเราเพิ่งจะเดือนเดียว และเราก็ต้องลาออกจากงานมาเดินเรื่องคดีความให้น้องสาว สรุป ติด 12 ปี และหลานเราก็ต้องโตต่อไป

เราทำงานบริการ งานเกี่ยวกับการรองรับอารมณ์ความต้องการของคน
ลุกค้าจ่ายเงินเพื่อซื้อบริการที่มีคุณภาพสมราคา ก็ต้องจัดหาให้เค้า โดนด่าก็ต้องน้อมรับผิด

ตลกดีที่เพื่อนเค้าทำหน้าตาเหมือนไม่เชื่อว่า ตำแหน่งที่เราทำอยู่นั้น...มันรองๆ เจ้าของกิจการ
ทำไมเหรอ...เราอายุแค่ 25 เราจะได้รับความเชื่อถือจากผุ้ใหญ่ให้เป็นตัวแทนอะไรๆ ไม่ได้เหรอ?

ในขณะเดียวกัน...เราก็ไม่เห็นว่า มันจะน่าอายตรงไหน ถ้าเรามีตำแหน่งรองๆ เจ้าของกิจการ แต่เราจะมาล้างแก้วน้ำในบาร์น้ำ หรือมารับออร์เดอร์ลูกค้าร้านอาหาร

เราทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่ 17-18 ขึ้น ม.ปลาย ปิดเทอมเราก็ไปทำงานพิเศษ หาค่าเทอม
ถามว่า ...บ้านเราจนขนาดต้องไปทำเหรอ ก็ป่าว เราจะนั่งกินนอนกินก็ได้
แต่เราเบื่อ...และรู้สึกว่า เราโตพอจะหาเงินได้เองในบางเรื่อง

สรุป เราทำงานหาเงินเองมา 10 ปีแล้ว

ดังนั้น การค่อนข้างนึกขันที่เพือ่นเค้าทำหน้าตาประมาณว่า เจ้าของเค้าไว้ใจให้เราดูแลอะไรๆ แทนขนาดนั้นเลยเหรอ
เด็กกะโปโลอย่างแกเนี้ยะนะ ทำอะไรๆ ได้ขนาดนี้
ด้วยเงินเดือนน้อยนิด.....เฮ้ย โดนใช้คุ้มไปป่าว

คือ...ถ้าคิดจะเป็นลุกจ้างเค้าไปทั้งชาติ...ก็ถือว่าน้อยอ่ะนะ
แต่ถ้าคิดจะมีกิจการของตัวเอง การได้ฝึกงานกับธุรกิจของคนอื่นมันก็น่าสนใจนี่

อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า...ทำไมเค้าถึงได้ส่งคนแบบนี้มาพูดกับเราในเรื่องนี้ คนๆ นี้น่าไว้วางใจตรงไหนกัน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
ทุกอย่างหล่อหลอมให้เราต้องไม่อ่อนไหวไปกับอารมณ์ของคนรอบตัว ไม่อย่างนั้น...เราจะอยู่ในโลกนี้อย่างสงบสุขไม่ได้ ความเป็นตัวของตัวเองของเราจะสูญเสียไป

ในขณะเดียวกันก็พยายามมองโลกในแง่บวกเข้าไว้ ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ถ้าเราเผอิญหน้ากับมัน

ที่เล่าๆ มายืดยาวไม่ใช่อะไร
เพียงแต่วันนี้เรารุ้สึกว่า เรายังอ่อนแอและเข้มแข็งไม่พอ เรารุ้สึกแย่ๆ จริงๆ กับการกระทำของไก่ที่มาหยอกหมาแบบเรา

เราเคยชินกับการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านเค้าเลยไม่เคยชินกับการเห็นใครสักคนแก้ปัญหาด้วยการลอยตัวเหนือปัญหา

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น....
เราก็ไม่คิดว่า มันจะเลวร้ายอะไรหรอก เพราะคนเรามักตัดสินใครต่อใครด้วยประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง
ดังนั้น....เค้าอาจจะมองเราเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งในมุมมองที่ผ่านชีวิตเค้า เหมือนที่เราไม่เคยชินกับการกระทำของเค้า

มีคนบอกให้เราไปถามเค้าตรงๆ แล้วทำไมเราไม่ถาม
ก็ไม่รุ้ว่าจะถามไปเพื่ออะไร....การกระทำของเค้าคือ ไม่ต้องการเผอิญหน้า แล้วจะทำให้เค้าลำบากใจไปทำไม
เค้าก็เหมือนเรา

เค้าไม่เคยชินกับการแก้ปัญหาแบบเผอิญหน้า
เราไม่เคยชินกับการแก้ปัญหาโดยลอยตัวเหนือปัญหาและรุ้สึกเจ็บกับการโดนกระทำแบบนี้

ก็ได้แต่พร่ำอะไรก็ไม่รุ้ไปยืดยาว....
ตามประสาคนที่ตัดสินใจถอยออกมาและหัวใจยังเอาไปวางไว้ที่เค้าอยู่






Create Date : 14 มกราคม 2550
Last Update : 15 มกราคม 2550 0:11:15 น.
Counter : 941 Pageviews.

5 comment
เมื่อผู้หญิงสวยๆ สักคน...พูดคำว่า "กู" "มึง"
กระทู้ในพันทิปมีบ่อยๆ ที่แสดงความคิดเห็นกันถึงหัวข้อที่ว่า

"คิดยังไงกับผู้หญิงหน้าตาสวยๆ แต่พูดกูๆ มึงๆ"

ส่วนใหญ่ความเห็นมักจะเอกฉันท์นั่นคือ.....ไม่ชอบใจ ผู้ชายบางคนบอกว่า ไม่เอาเป็นแม่ของลูก(แหม...พูดเหมือนเค้าจะเอาคุณนะคะ)

ที่ผ่านมาเคยคิดเหมือนหลายๆ คนว่า เออ....ความสวยหายไปเลย

แต่หลังจากเจอคนสวย...หลายคน (ก็เจอดาราบ่อยๆ) บางคนเราไม่คิดว่าเค้าจะพูดเค้าก็พุดกับกลุ่มเพื่อนเค้าน่ะแหล่ะ อึ้งๆ เหมือนกันแต่......

ก็เริ่มจะเปลี่ยนความคิด............

อืม...อยากให้ทุกคนมองในมุมกลับว่า
เรามองคนที่ "หน้าตา" กันอย่างเดียวหรือปล่า?

คือ..ถ้าเกิดมาสวยถูกใจขึ้นคุณปุ๊บ คุณจะคาดหวังอยุ่ลึกๆ แล้วว่า ผุ้หญิงคนนั้นจะต้องมีนิสัยสวยงามน่ารักๆ มีเสน่ห์เพศหญิงที่ควรจะมีตามสมัยนิยมเท่านนั้น

เมื่อ...เธอคนนั้นแสดงอะไรที่บ่งบอกว่า...เธอไม่ใช่ผุ้หญิงหวานๆ เหมือนใบหน้าเธอ หรือ เธอไม่ใช่ผุ้หญิงจ๋า จ้า จ๊ะ ดั่งแม่พลอยเหมือนใบหน้าเธอ

คุณก็เกิดรับไม่ได้และประนามเธอ....ถามว่า ยุติธรรมกับคุณคนสวยเค้าไหม?

การพูดจาเมิง กุ ของผุ้หญิงหน้าตาดีสักคน
มันไม่เกี่ยวกับว่า ที่บ้านต่ำต้อย ไร้ชาติตระกูลอะไร
มันเป็นเรื่องนิสัยของคนมากกว่า เพราะพ่อแม่ทุกคนเมื่อเค้าเริ่มสอนลูกเค้าพูด
เค้าก็จะสอนให้พูดเพราะๆ คะๆ ขาๆ
แต่เด็กผู้หญิงบางคนก็ดื้อแสนดื้อ บางคนก็บอกง่ายสอนง่าย

สำหรับเรา ในความคิดเห็นส่วนตัว....ก็เปรียบได้ดังนี้
สวยพุดจาไพเราะเข้ากะหน้า = แม่พลอย อ่อนหวานน่ารัก น่าถนุถนอม กลุ่มนี้จะชอบเป็นผุ้ตาม ตามขนบธรรมเนียมไทยเป๊ะว่า ผุ้หญิงต้องเป็นเท้าหลัง เป็นสาวเป็นนางอย่าพูดจาไม่เพราะ ไม่งามนะจ๊ะ

สวยพูดจา กุ เมิง ไม่เข้ากะหน้า = ลูกสาวกำนัน ก๋ากั่น ไม่ยอมคน พร้อมมีเรื่องวิวาทได้ตลอดเวลา กลุ่มนี้จะชอบเป็นผุ้นำและชอบโชว์พาว ดื้อออกแนวเอาแต่ใจเล็กๆ ด้วย

ผู้หญิงมีหลายแบบนะคะ ถ้ามองไปทางไหนก็เจอแต่แม่พลอย
ชีวิตคงน่าเบื่อน่าดูเลย มีแบบลูกสาวกำนันบ้างก็ดูมีสีสันดี
อย่างน้อย...เธอก็ทำให้เรารู้ว่า ควรเข้าหาคนสวยคนนี้ยังไงดี

สุดท้าย....
ไอ้พวกที่บอกว่า ไม่ชอบผุ้หญิงสวยที่พูดจาไม่เพราะ
ว่าเค้าอย่างงั้นอย่างงี้อ่ะ

ถ้าลองได้เค้ามาเป็นแฟน แล้วก็โดนเค้าพูดเพราะๆ อ้อนเข้าหน่อยนะ

หลงทุกราย
เชอะ



Create Date : 26 ธันวาคม 2549
Last Update : 26 ธันวาคม 2549 15:11:55 น.
Counter : 2431 Pageviews.

9 comment
1  2  3  4  5  6  

เมษาพาเพลิน
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]



โลกใบนี้ก็เหมือนผู้หญิง ยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งมีอะไรให้ค้นหามาก มีมุมที่เรามองไม่เห็น มีทั้งสิ่งที่เป็นธรรมชาติและปรุงแต่งตามกาลเวลาของเธอ สักวันฉันจะแบกกล้องท่องโลก


All Blog