มองให้เห็นหลายมุม แต่ไม่ลืมมุมที่มองไม่เห็น
Group Blog
 
All Blogs
 

"จงมีชีวิตอยู่ ถึงแม้ว่าตายไปซะจะดี แต่การมีชีวิตอยู่ย่อมจะดีกว่า ถึงแม้ว่าจะต้องอยู่อย่างทรมาณ"



สงสัยจะอินค้าง จากละครเกาหลีซะแล้ว หลังจากได้ดู Snow Queen จนจบอวสาน ทางแก้ที่ดีที่สุด คือการเขียนเล่าอะไรออกมาบ้าง

Snow Queen เป็นละครเกาหลี จากผลงานการเขียนของคู่หูที่เคยเขียนเรื่อง "Winter Love Song" ที่เคยประทับใจกันมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องแรก ๆ ที่ทำให้ละครเกาหลีได้รับความนิยมในบ้านเรา

เรื่องนี้พูดถึงชายคนหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าเป็นอัฉริยะทางคณิตศาสตร์ แต่ต้องหนีออกจากโรงเรียนมัธยม หลังจากที่เพื่อนสนิทของเขาต้องตายไป เขาโทษตัวเองว่าเป็นความผิดของตนเอง จึงหนีออกจากบ้าน ออกจากโรงเรียน ไปอยู่ในค่ายมวย เป็นเวลาถึง 8 ปี ก่อนจะได้พบกับเด็กสาวคุณหนูที่เขาเคยเจอเมื่อตอนเด็ก หญิงสาวที่มีโรคประจำตัวที่ยากต่อการรักษาหายทั้งคู่มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกัน จนกระทั่งเมื่อความจริงเปิดเผยว่า เธอคือน้องสาวของเพื่อสนิทที่ตายไปนั่นเอง

ละครเรื่องนี้ มีเสน่ห์อย่างมากที่การเล่าเรื่อง มีการเล่าเรื่องแบบค่อย ๆ เปิดประเด็นที่ละน้อย มีลำดับการเล่าอย่างมีชั้นเชิง สามารถดึงอารมณ์ให้คนดูรู้สึกได้มากแม้แต่พล็อตง่าย ๆ อย่างเช่น พระเอกแกล้งบอกว่าไม่ได้รักนางเอก เป็นเรื่องที่เราเห็นได้ในหนังไทย หนังญี่ปุ่น และหนังเกาหลีหลายเรื่อง แต่ Snow Queen กลับมีวิธีเล่าที่ทำให้คนดูรู้สึกปวดร้าวสะเทือนใจ

ความเหมือนจริง สมเหตุสมผล ไม่มีตัวอิจฉาเว่อร์ หรือตัวเอกที่โง่ เข้าใจผิดตลอดทั้งเรื่อง ทำให้ดูแล้วเหมือนกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นจริง ๆ เหมือนเรามีประสบการณ์ร่วมกับตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องนี้จริง จนถึงแม้ว่าจะดูจบไปแล้ว แต่ความรู้สึก เรายังติดอยู่กับเนื้อเรื่อง เหมือนกับได้เราผ่านประสบการณ์ในหนังมาแล้วจริง ๆ

ที่สำคัญ ใครได้ดูเรื่องนี้ คงจะอดใจไม่หลงรัก เอ็นดู สงสารนางเอกไม่ได้ สีหน้า แววตา และคำพูดของนางเอก ในหลากหลายอารมณ์ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตาม และอยากดูเธอต่อไปเรื่อย ๆ

ละครเรื่องนี้ มีความสุขในความเศร้า มีความเศร้าในความสุข ตลอดทั้งเรื่องจนจบ ไม่ได้เศร้าฟูมฟาย แต่เป็นความเศร้าแบบเข้าใจ เมื่อดูแล้วทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิต และการทำสิ่งที่ดี ๆ เพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะชีวิตคนเราไม่ได้ยืนยาวเลย ใครที่ดูแล้ว คงจะทำให้รู้สึกรักคนข้าง ๆ ตัวมากขึ้น




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2550 13:06:10 น.
Counter : 327 Pageviews.  

ไปงาน Fat มา... ปีนี้มีดีหลายอย่าง แต่ทำไมมันรู้สึกกร่อย ๆ........

ไปงาน Fat มา... ปีนี้มีดีหลายอย่าง แต่ทำไมมันรู้สึกกร่อย ๆ........


ไม่รู้ว่ารู้สึกไปคนเดียวรึเปล่า
แต่จากที่เคยไปงาน Fat มาตั้งแต่ครั้งแรก เคยนั่งขายหนังสือทำมือตอนครั้งแรก กับครั้งที่ 2

ปีนี้ใช้สถานที่เดียวกับปีที่แล้ว เพราะมีความสมบูรณ์หลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องทำเล การจัดพื้นที่ เวที

แต่ทำไมเดินปีนี้แล้วมันดูโหวง ๆ ไม่อบอุ่น ไม่กันเอง เหมือนปีที่แล้ว (ไม่ขอเทียบกับปีแรก ๆ นะครับ) ดูเหมือนคนขายก็อยากจะมาขายของเป็นหลัก คนซื้อก็ไม่ค่อยชอบหาของหลากหลาย อันไหนดัง ก็จะแห่ไปซื้อแต่อันนั้น

ในขณะที่หนังสือทำมือ กับ CD BedRoom กลับเงียบเหงาอย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่มีแม้แต่คนจะมานั่งลองฟัง ลองอ่าน หรือตอนนี้ไม่ชอบของทำมือกันแล้ว

ศิลปินต่างประเทศบางราย ก็กลับเงียบเหงา ไม่มีคนมาคุย มาอุดหนุนเหมือนทุกทีที่ผ่านมาเลย

ที่สำคัญ ปีนี้หาตัว DJ ในงาน ไม่เจอซักคน ไปไหนกันหมดนะ ไม่เป็นพิธีกรบนเวทีด้วย

ชาว Fat วันนี้ เป็นอะไรกันไปแล้ว

Last Update : 10 พฤศจิกายน 2550 23:29:17 น. 4 comments

Counter : 73 Pageviews.








แวะมาทักทายวันหยุดค่ะ



โดย: ~Baan_Ohana~ วันที่: 11 พฤศจิกายน 2550 เวลา:14:13:40 น.



อ่า เห็นด้วยอย่างแรงครับ
เบดรูมกับหนังสือทำมือ ถึงปีที่แล้วจะอยู่ในหลืบแต่คนก็ตั้งใจไปหา
ปีนี้จับมากระจุกรวมกันซะอย่างนั้น จนคนไม่กล้าเดินเข้าไป
อ้อ ปีนี้เสียงมันตีกันมั่วในงานไปหมดเลย ว่ามั้ยครับ
ไม่รู้เกี่ยวกับการที่ไม่มีเขาวงกตไว้ซึมซับเสียงหรือเปล่า
เพราะปีที่แล้ว เวลาคุยกับเพื่อนผมไม่ต้องตะโกนเลย
แต่ปีนี้ต้องตะโกนคุยกันจนเจ็บคอ



โดย: getterTu วันที่: 13 พฤศจิกายน 2550 เวลา:1:16:56 น.



แวะมาทักทายค่ะ



โดย: KungGuenter วันที่: 13 พฤศจิกายน 2550 เวลา:4:33:24 น.



ชอบ ปรัชญาของคุณจังเลย



โดย: พี่อารี วันที่: 13 พฤศจิกายน 2550 เวลา:10:07:40 น.





 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 10:31:41 น.
Counter : 234 Pageviews.  

- - - - - - <<< เปิดบ้านใหม่ครับ มาทักทายกันบ้าง >>> - - - - -

- - - - - - <<< เปิดบ้านใหม่ครับ มาทักทายกันบ้าง >>> - - - - -
ยินดีต้อนรับครับ
บ้านใหม่เพิ่งเปิด ยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์ และไม่มีขนมเลี้ยงนะครับ
ใครหลงเข้ามาก็มาทักทายกันได้

ยินดีที่ได้รู้จักครับ

Last Update : 9 พฤศจิกายน 2550 20:19:06 น. 5 comments
Counter : 44 Pageviews.

------------------------------------------------------------------------------


ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

คอแห้งจัง ขอน้ำสักแก้วจิ



โดย: nanie-nano วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:27:45 น.




เข้ามาทักเพื่อนใหม่ครับ







โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:37:27 น.



ไม่ได้หลงเข้ามา แต่ตั้งใจมาหม่ำขน มแง่มๆ



โดย: ~Baan_Ohana~ วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:53:17 น.



แหะๆ กะมาหาไรหม่ำซะหน่อย 5555

เอาเปนว่าวันหลังจะมาเยี่ยมใหม่นะคะ โชคดีค่ะ



โดย: สาวน้อยกะปุ๊กลุ๊ก วันที่: 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:16:52 น.




ยินดีต้อนรับสู่บล็อคแก้งค์ค่ะ



โดย: โสมรัศมี วันที่: 10 พฤศจิกายน 2550 เวลา:10:33:34 น.






 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 10:30:43 น.
Counter : 214 Pageviews.  

เก็บตกคำถาม เรื่องการเรียนต่อที่ฝรั่งเศส

ผมไม่ได้เข้ามาเช็ค blog มานานมาก เป็นช่วงที่งานรุม ทำเอาไม่หลับไม่นอนไปหลายวัน เลยเพิ่งเห็นว่ามีคนมาทิ้งคำถามเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องการเรียนต่อที่ฝรั่งเศส บางคน post ไว้เป็น 2 เดือนแล้ว เอามาตอบตอนนี้ไม่รู้ว่าจะยังทันรึเปล่านะครับ ต้องขออภัยด้วย

ตอบก่อนว่า โดยทั่วไปข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเรียนต่อที่ฝรั่งเศส อาจจะหาได้จาก 2 เว็บนี้นะครับ คือ http://www.edufrance.com/en กับhttp://www.france.or.th/th น่าจะได้ข้อมูลที่ update กว่า หรือจะลองไปปรึกษากับทาง EduFrance ที่ถนนสาธรก็ได้ครับ


สำหรับคนที่ต้องการหาคอร์สที่อยากเรียน ลองเข้ามาดูรายชื่อได้ที่ link นี้นะครับ
http://www.edufrance.fr/fr/fsearch/etudes03-1_EN.htm

=============================================

ถ้าจบม.6 จากบ้านเรา สายวิทย์ แล้วอยากเรียนสถาปัตย์ที่ ม.ซอร์บอร์น จะมีโอกาสไหมคะ และต้องเตรียมตัวอย่างไร ค่าใช้จ่ายต้องเตรียมมากขนาดไหนคะ มีญาติอยู่ในปารีสพร้อมจะรับรองให้ น่ะค่ะ ขณะนี้อยู่ชั้น ม.4

โดย: แม่ของลูกชาย IP: 203.151.212.121 วันที่: 24 พฤษภาคม 2550 เวลา:15:15:05 น.


ตอบ : ปกติเราจะได้ยินชื่อเสียงของม. ซอร์บอร์น ในแง่ของการเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ทางด้านกฎหมายนะครับ แต่ถ้าพูดถึงทางด้านสถาปัตย์ ผมไม่แน่ใจว่าจะเปิดรึเปล่า ซึ่งถ้าเปิด บางทีก็จะเปิดเฉพาะระดับโทหรือเอกเท่านั้น

ในสาขาสถาปัตย์ โดยทั่วไปจะเรียนได้ 2 แบบ คือเรียนในมหาลัย กับเรียนในโรงเรียนเฉพาะทาง (Grande Ecole) ซึ่งการเรียนที่เป็นที่ยอมรับมากกว่าคือใน Grande Ecole เพราะส่วนใหญ่ถ้าเป็นในมหาลัยในระดับป.ตรี หรือ Licence จะเป็นการเรียนสายวิทยาศาสตร์ธรรมดา ไม่ได้เรียนในวิชาที่ใช้ประกอบอาชีพจริง ๆ ในขณะที่การเรียนใน Grande Ecole (กรองด์เอกอล) จะมีหลักสูตรที่เข้มข้นกว่า การแข่งขันสูงกว่า และเป็นที่ยอมรับในตลาดแรงงานมากกว่า เรียกว่าถ้าต้องการทำงานต่อที่ฝรั่งเศส ควรผ่านมาจาก Grande Ecole เป็นหลัก แต่ก็ต้องบอกว่าเข้ายากมาก โดยเฉพาะในระดับป.ตรี เพราะต้องไปสอบแข่งกับเด็กฝรั่งเศสจำนวนมาก วิธีที่จะให้ได้เรียนง่ายที่สุด ก็อาจจะเป็นการสมัครเรียนระดับ Licence ทางสายวิทยาศาสตร์ในมหาลัยทั่วไป แล้วไปต่อทางสถาปัตย์ในระดับ Master ต่อไป

Licence จะเรียน 3 ปี ไม่ลงเฉพาะทาง ส่วน Master จะเรียนอีก 2 ปี ลงเฉพาะในสาขาที่เราต้องการ ซึ่งนร.ไทยที่จบตรีบ้านเรา ถ้ามาต่อในมหาลัย มักจะเทียบให้เข้าในระดับ Master 2 หรือ DEA เดิมได้เลย โดยไม่ต้องผ่าน Master 1 ยกเว้นในสาขาที่ยาก เช่นกฎหมาย เขาอาจจะดูประวัติการเรียนป.ตรี ถ้าไม่ปิ๊ง ก็อาจจะต้องเรียนตั้งแต่ Master 1

ส่วน Ecole Architechture การสอบเข้า จะต้องผ่านการเรียนระดับพื้นฐาน หลังจบ ม. 6 อีก 2 ปี จึงจะสอบเข้าได้ หลักสูตรจะ 3 ปี แต่จบแล้วเทียบเท่ากับ Master 2 (DEA) ซึ่งโดยทั่วไปปีสุดท้ายก็อาจจะลงเรียนบางวิชาใน DEA เพิ่ม เพื่อจบควบ 2 ปริญญาก็ได้

การเลือก Grande Ecole ถ้าจะให้ดีจริง ๆ ก็ควรจะเป็น มหาลัยของรัฐ ซึ่งปกติจะขึ้นด้วยคำว่า Ecole National... หรือ Ecole Nationale Superieur....

สำหรับ Ecole Architechture ในปารีส เท่าที่หาเจอ ก็มีอยู่ 2 ที่คือ
Ecole Nationale Supérieure d'Architecture Paris-Malaquais :
http://www.paris-malaquais.archi.fr
กับ Ecole Nationale Supérieure d'Architecture de Paris-Belleville (ENSAPB)
http://www.paris-belleville.archi.fr

ที่จริงก็มีเยอะครับ ต้องลอง search ดูจากการใช้คำว่า "Ecole Architechture"



==============================================
ว่าจะลองหาทุนไปเรียนน่ะค่ะ มีอาไรแนะนำบ้างมั้ยคะ

โดย: mo IP: 124.121.41.172 วันที่: 3 มิถุนายน 2550 เวลา:17:32:01 น.

-----------------------------------------

อยากได้ทุนไปเรียนทีฝรั่งเศสมาก เพราะชอบภาษานี้สุดๆ ถ้ามข้อมูลเพิ่มเติม ส่งให้ทางเมลล์ได้ไม๊คะ

memo_istanbul@homail.com

โดย: Zavie' IP: 61.7.155.102 วันที่: 19 มิถุนายน 2550 เวลา:10:26:09 น.


ลองไปศึกษาทุน Erasmus ของ EU กับทุน Eiffel ของรัฐบาลฝรั่งเศสนะครับ จากหนังสือที่เกี่ยวกับทุนเรียนต่อ หรือจาก EduFrance ก็ได้

=============================================

คือตอนนี่มีปัญหามากๆคะ กำลังงงมากกับระบบการศึกษาที่นั่น คืออยากจะไปเรียนต่อทางด้าน fashion design ที่นั่นคะ แต่มีคนบอกว่าที่นั่นไม่มีการเรียนสาขานี้ในแบบ univesite มีแต่แบบ Grand ecole หรือ speciel school ก็เลยงงนะค่ะ คือคุณพ่ออยากให้ได้วุฒิปริญญาโทด้วยแต่ที่ลองดูมันได้เป็น diplom ก้เลยงง แล้วตอนปลายปีนี่จะลองไปดูที่เรียน แต่ยังหาไม่ได้เลยคะเพราะไม่ค่อยเข้าใจระบบการศึกษาของเค้าเท่าไหร่ พอไปถามที่ edufrance เค้าก้บอกว่าไม่มีเป็นมหาลัย แต่พอลองถามคนอื่นเค้าบอกว่ามีมหาลัยศิลปะเยอะไปในปารีส เลยสับสนมากๆคะ อยากให้ช่วยแนะนำหน่อยคะตอนนี้งงไปหมดแล้ว

โดย: mc IP: 203.118.80.199 วันที่: 18 มิถุนายน 2550 เวลา:22:02:40 น.


ถ้าไงขอข้อมูลด้วยนะคะ คืออยากถามจากคนที่มีประสบการไปเรียนมาจิงๆนะคะ tipna@hotmail.com

โดย: mc IP: 203.118.80.199 วันที่: 18 มิถุนายน 2550 เวลา:22:07:46 น.


จริงครับ การเรียนทางแฟชั่นดีไซน์เขาจะไม่มีเรียนในมหาลัย ต้องไปเรียนในโรงเรียนเฉพาะทาง หรือ Ecole ทางด้านนั้นโดยเฉพาะ เพราะจะเป็นการทำงานจริง ไม่ใช่การเรียนด้านทฤษฎี แต่จบมาแล้วก็ถือว่าได้วุฒิโทนะครับ

คำว่า Diplome ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึงปริญญาทุกชนิด จะโท หรือเอก ก็เรียก Diplome ทั้งนั้น ส่วนการจะว่าเทียบเป็นโทได้รึเปล่า ให้ดูที่ว่าเป็นระดับชั้นไหน ซึ่งทางฝรั่งเศสเขาจะจัดระบบให้เป็น Bac+5 หมายถึงจบม.ปลายมาแล้ว 5 ปี ถือว่าเป็นระดับป.โท แต่ถ้าเป็น Diplome พิเศษ เขาจะไม่เทียบอย่างนี้ให้ แต่เรียกว่าเป็น Diplome Specialise หรือ Master Specialise แทน

ที่ฝรั่งเศส การเรียนในมหาลัยคือการเรียนในสายสังคม หรือในสาขาวิทยาศาสตร์ที่จะเน้นภาคทฤษฎี เน้นการทำวิจัย ซึ่งอาจจะเป็นคนละแนวกับงานแฟชั่นดีไซน์
อย่างเช่น ในหลักสูตรมหาลัยอาจจะเรียนเรื่อง Textile แทนที่จะเป็นการออกแบบ

ในปารีสก็มีสถาบันทางด้านแฟชั่นดีไซน์ที่ดี ๆ อยู่หลายที่นะครับ มีคนไทยไปเรียนทุกปี

============================================

อยากไปเรียนภาษาที่ฝรั่งเศส 6 เดือน ไม่ทราบว่าจะติดต่อได้ที่ไหนมั่ง คับ เรียนมา 8ปี แล้ว แต่ อยากไปเรียนเพิ่มอีก6 เดือน หน่ะคับ ยังไงรบกวน เมล์ให้ด้วยหน่ะคับ mczyshin@hotmail.com


โดย: Mczyshin IP: 58.8.26.118 วันที่: 24 มิถุนายน 2550 เวลา:21:23:55 น.

-----------------------------------------------------------------

อยากไปเรียนต่อคอร์สภาษาที่นั่นซักปีนึงแล้วค่อยเรียนต่อโท จะใช้เงินซักเท่าไหร่คะ แล้วจะมีทุนสำหรับเรียนบ้างรึป่าวงบน้อยน่ะค่ะ ช่วยหาข้อมูลให้ด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ แบบว่ารักที่จะเรียนภาษาฝรั่งเศสต่อ ตอนนี้อยู่ปีสามเปื่จะได้เตรียมตัวทันค่ะ ยังไงก็ขอความกรุณาตอบกลับด้วยนะคะขอบพระคุณค่ะ

โดย: karana_za@hotmail.com IP: 61.7.174.193 วันที่: 9 กรกฎาคม 2550 เวลา:0:07:09 น.


ลองดูที่ link นี้นะครับ เลือกเมืองที่อยากไปได้เลย แล้วเข้าไปดูว่าเมืองนั้นมีสอนที่ไหน มีทั้งแบบเอกชน และของรัฐ โดยทั่วไปเอกชนจะเดือนละ 1000-2000 ยูโร แต่ของรัฐจะเทอมละ 1000-2000 ยูโร

ของเอกชนที่พอจะรู้ว่าดีก็เช่นที่ Besancon, Vichy, Aix-en-Provence
ของรัฐเช่นที่ Strasbourg, Nancy, Lille, Tours, Toulouse, Lyon

หรือลองไปปรึกษาที่ EduFrance ดูก็ได้ครับ



=============================================

ถ้ามีคำถามเพิ่มเติมก็ถามได้นะครับ หรือที่ email athnp@hotmail.com




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2550    
Last Update : 18 มีนาคม 2551 0:57:12 น.
Counter : 1492 Pageviews.  

Genrich S. Altshuller เจ้าของทฤษฎี TRIZ นักประดิษฐ์ที่มีชีวิตเหมือนหนัง



เกนริช อัลท์ชัลเลอร์ เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นที่มีชีวิตที่น่าสนใจเหมือนภาพยนตร์ เขาเกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1926 ในครอบครัวชาวยิวในเมือง Tashkent สหภาพโซเวียต (เดิม) ก่อนที่จะฉายแววความเป็นนักประดิษฐ์ตั้งแต่อายุ 12 เท่านั้น ด้วยการเป็นเจ้าของสิทธิบัตรชิ้นแรกของตนเอง กับอุปกรณ์ช่วยดำน้ำ อายุ 13 เขาก็สามารถสร้างเรือที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เชื้อเพลิงได้

จนกระทั่งเมื่อเขาเรียนจบทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล ที่ Azerbaijan Industrial Institute ในปี 1946 เขาก็ได้คิดค้นวิธีที่ช่วยให้คนสามารถออกมาจากเรือดำน้ำที่จมได้โดยไม่ต้องใช้ชุดถังออกซิเจน ด้วยการใช้สารเคมีที่เรียกว่า “Oxylithe” ที่ช่วยให้ออกซิเจน และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจได้ ใส่ในหมวกประดาน้ำ ซึ่งนับว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากในสมัยนั้น ซึ่งเรือดำน้ำจมเป็นประจำ ด้วยเทคโนโลยีการประดิษฐ์ที่ยังไม่ทันสมัย สิ่งที่อัลท์ชัลเลอร์คิดค้นนี้ ต่อมาได้ถูกจัดเข้าเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นความลับของกองทัพ และเขาได้เข้าไปทำงานในกองทัพนาวิกโยธินของโซเวียต ในสำนักงานจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ของโซเวียต

ในกองทัพโซเวียต นอกจากอัลท์ชัลเลอร์จะได้ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มากมายแล้ว เขายังต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับบรรดานักประดิษฐ์และทหารในกองทัพ เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พบในชีวิตประจำวัน ซึ่งจากจุดนี้เอง ทำให้เขาได้พบว่าวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ มีรูปแบบบางอย่างที่เหมือนกัน และบ่อยครั้งที่พบว่าวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในงานหนึ่ง ก็สามารถจะนำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในอีกงานหนึ่งที่มีความแตกต่าง ไม่เกี่ยวข้องกันได้เช่นกัน อัลท์ชัลเลอร์เรียกหลักการนี้ว่า TRIZ ตั้งแต่ตอนนั้น

อัลท์ชัลเลอร์คัดค้านความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่บอกว่า สิ่งประดิษฐ์เกิดขึ้นจากความบังเอิญ หรือไม่ก็เกิดจากอารมณ์ หรือเป็นพรสวรรค์ที่มีอยู่ในสายเลือด เพราะเขาเชื่อเสมอว่า การประดิษฐ์คิดค้นเป็นหลักการที่สอนกันได้ และใคร ๆ ก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิศวกรเท่านั้น

ชีวิตของนักประดิษฐ์หนุ่มที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น ต้องพบกับความผกผันในเวลาต่อมา เมื่อเขากับเพื่อน คือ Rafael Shapiro ได้เขียนจดหมายส่วนตัวไปถึงสตาลิน ผู้นำโซเวียตในขณะนั้น เป็นการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายทางด้านการสนับสนุนการประดิษฐ์ของรัฐบาล และนำเสนอวิธีคิดใหม่ของการประดิษฐ์คิดค้นที่เขาค้นพบ แต่ผลของจดหมาย กลับนำไปสู่การถูกจับกุมเป็นนักโทษการเมือง เขาต้องโทษ 25 ปีในปี 1950 แต่ถึงเวลาจริง ๆ เขาถูกคุมขังเพียงแค่ 4 ปี และถูกปล่อยตัวออกมาในปี 1954 เมื่อสตาลินเสียชีวิตแล้ว

แม้ว่าจะอยู่ในคุก แต่เขาก็ยังไม่หยุดที่จะศึกษา และพัฒนาทฤษฎีในการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา เขาใช้หลักการของ TRIZ ช่วยให้ตัวเองเอาชีวิตรอดในคุกได้หลายครั้งหลายคราว อย่างเช่นครั้งที่เขาถูกจับมาคุมขังใหม่ ๆ เขาต้องถูกสอบสวนในเวลากลางคืนตลอดทั้งคืน และไม่อนุญาตให้หลับในเวลากลางวัน เขาคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงจะไม่รอดแน่ เลยตั้งคำถามตามหลักการของ TRIZ ว่า ทำอย่างไรเขาถึงจะหลับ และไม่หลับพร้อม ๆ กันได้ นั่นคือจะทำยังไงให้ตาของเขาลืม และหลับพร้อมกันได้

ด้วยอุปกรณ์ที่มีจำกัดในห้องขัง เขาใช้เศษกระดาษสีขาวที่ฉีกมาจากมวนบุหรี่ เอามาเขียนลูกตาดำด้วยขี้เถ้าจากหัวไม้ขีด ด้วยกระดาษมวนบุหรี่จะมีกาวบาง ๆ อยู่ด้วย เขาก็ให้รูมเมทในคุกช่วยเอาตาปลอมมาติดให้เขาที่เปลือกตา เพื่อหลอกผู้คุมให้เขาได้แอบนั่งงีบหลับในเวลากลางวันได้ วิธีการนี้เราได้เห็นในหนังภาพยนตร์หลายเรื่อง ไม่นึกว่าจะมีคนใช้วิธีการนี้มาแล้วจริง ๆ และเป็นวิธีหลอกที่ได้ผลซะด้วย

เมื่อออกมาจากคุก อัลท์ชัลเลอร์ ได้กลับไปที่ Baku ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศอาเซอร์ไบจัน เพื่อไปหาแม่ แต่ก็กลับต้องพบว่าแม่ของเขาได้ฆ่าตัวตายไปแล้ว ด้วยความสิ้นหวังที่จะไม่ได้เจอหน้าลูกที่ต้องถูกจำคุกถึง 25 ปี

ในปี 1956 อัลท์ชัลเลอร์ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรกของเขาที่มีชื่อว่า “Psychology of Inventive Creativity” ซึ่งอธิบายถึงหลักการพื้นฐานต่าง ๆ ของ TRIZ รวมทั้งเป็นการตอบโต้แนวความคิดเดิม ๆ ที่คิดว่าความคิดสร้างสรรค์ เป็นเรื่องของความบังเอิญ และต่อมา เขายังได้แต่งงานในปีเดียวกันนี้อีกด้วย

อัลท์ชัลเลอร์ พยายามที่ขอการรับรองทฤษฎี TRIZ ของเขาจากองค์กร VOIR – All Union Society of Inventors and Innovators ของสหภาพโซเวียต ในปี 1959 และต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ถึง 9 ปี กว่าจะได้รับการยอมรับให้ตั้งเป็นทฤษฎีได้ ต่อมาอัลท์ชัลเลอร์ ร่วมกับเพื่อน ๆ และลูกศิษย์ของเขา ได้จัดตั้งสมาคม International TRIZ Association ขึ้นมาในปี 1989 และเป็นต้นกำเนิดของการเผยแพร่ทฤษฎีนี้ไปทั่วโลก

นอกจากนี้ เขายังได้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์หลายเรื่อง โดยใช้นามปากกาว่า H. Altov

อัลท์ชัลเลอร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 กันยายน 1998 ที่เมือง Petrozavodsk ประเทศ Karelia ทางเหนือของรัสเซีย ติดกับฟินแลนด์

(ข้อมูลประวัติอ้างอิงจากหนังสือ “40 Principles: TRIZ Keys to Technical Innovation” โดย Genrikh S. Altshuller)




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 18 มีนาคม 2551 1:00:55 น.
Counter : 471 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  

หลายมิติ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




คนเราบางคน เป็นคนหลายคน ได้ในคน ๆ เดียว
คนเราหลายคน กลายเป็นคน ๆ เดียวกันได้กับคนอีกหลายคน
คนเราบางคน เป็นเหมือนคนหลายคน ที่ไม่เหมือนคนอีกหลายคน
Friends' blogs
[Add หลายมิติ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.