......บันทึกการเดินทางของชีวิต แบบเรื่อยเปื่อยตามแรงอารมณ์......


แม่เจ้าเมฯ
Location :
Great Yarmouth United Kingdom

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





แม่ของลูก 3 เมฯ
เมธัส เมฑิรา เมษวีร์
...รวบรวมบันทึกรูปภาพและเรื่องราว
ของวันดีๆในช่วงชีวิตที่ประทับใจ...
ชีวิตครอบครัว...มิตรภาพ-เพื่อนฝูง...
อาหารการกิน...เรื่องราวท่องเที่ยว...
สิ่งแปลกใหม่ในสถานที่แปลกตา
และสิ่งจรรโลงใจทั้งหลายทั้งมวล...
...ไม่มาก-ไม่น้อย แต่ไม่พอดี???
...ไม่ขาด-แต่ไม่เกิน ไม่เต็ม-แต่ไม่ล้น...

Enjoy your life while you can.




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add แม่เจ้าเมฯ's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 

ครั้งหนึ่งใน...ซูริค



เมื่อมีทริปที่ 2 แล้วก็มีทริปที่ 3 ตามมา...ติดๆ
กลับมาจากบ้านเจ๊ฉายได้ไม่กี่วันพี่เจี๊ยบก็ชวนว่า"ไปบ้านเกตุที่ซูริคกันเหอะ..."
ไอ้เรารึก็ปากไว ใจง่ายอยู่แล้ว ใครชวนไปไหนก็ดี๊ด๊าไปกะเขา... ทุกทีสิน่า...
เอ้าชวนสาวพิมด้วยนะ น่าเสียดายที่งานนี้เจ๊ฉายติดภาระกิจ
อันยิ่งใหญ่ต้องกลับเมืองไทยช่วงนั้น เพื่อไปซ่อมบ้านเก่า ซื้อบ้านใหม่...
(โอ๊ว...ก็คนเขารวยอ่ะ...อิอิ) เลยมาร่วมแก๊งส์กะพวกเราไม่ได้
ชักชวนกันเป็นตุเป็นตะก่อนที่เจ้าของบ้านจะรู้ตัวเสียอีก...เหอ เหอ
นี่ถ้าเจ้าเกตุไม่เล่นด้วยมีหวังเราคงได้ไปกางเต๊นท์นอนกันข้างถนนแน่ๆเลยล่ะ...
หลังจากแจ้งแกมขู่เข็ญเจ้าบ้านให้เก็บกวาดบ้านไว้รอต้อนรับพวกเราสำเร็จแล้ว
เราก็นัดหมายวันเวลา เพื่อจองตั๋วกันซะที...
สาวพิมกับน้องพีท จากนอร์เวย์ จะไปถึงก่อนใครเพื่อน 1 วัน

พี่เจี๊ยบ จากฮอลแลนด์ เดินทางโดยรถไฟ
ข้ามคืนมาถึงตอนเช้าของอีกวัน
เราออกจากบ้านเป็นคนสุดท้าย
ก่อนเริ่มเดินทางยังแอบออนเอ็มฯไปสั่งเมนูไว้ล่วงหน้าอีกด้วย...แน่ะ...
การเดินทางไม่ทุลักทุเลเท่าทริปที่แล้วแต่ก็ยังโดนดีเลย์อีกแหละ...
แต่ก็ไปถึงจุดหมายปลายทางตามเวลาเป๊ะ...
ก็ยังติดปัญหานิดหน่อย ตรงไอ้กระเป๋าผีสิงนี่สิแหละ
ตัวเราถึงซูริคแล้ว แต่กระเป๋าเจ้ากรรมยังตกค้างอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม
เลยต้องย้อนกลับมารับกันอีกรอบ ยุ่งยากดีแท้...เฮ้อ...
ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่จะได้พบกับเกตุสุดาและสาวพิมแบบตัวเป็นๆ
ทั้งที่โม้เม้าท์เมามันส์ผ่าน MSN กันเกือบทุกวันมาร่วม 5 ปีแล้ว
กับพี่เจี๊ยบนั้นเคยป๊ะกันมาก่อนแล้วเมื่อทริปแรกที่ปารีส
ก็ยังดีใจที่จะได้พบกันอีกครั้ง...




Zurich ไม่ใช่เมืองหลวงของสวิสฯ
แต่ก็เป็นเมืองใหญ่ที่ผู้คนพลุกพล่านมากมายอีกเมืองหนึ่ง
และที่สำคัญจะพบเห็นคนไทยที่นี่เยอะมาก..กค่ะ...
ข้อดีก็คือ หาอาหารการกินได้สะดวกดี
ตอนเช้าเจ้าเกตุถามมาในเอ็มฯว่าอยากกินอะไร?
ตอนนั้นปากพาไป...อืม...
อยากกินปลาดุกทอดกรอบผัดพริกอ่ะ...มีป่าว??? "ได๋ค่ะ...จัดห้าย..."
ไปถึงบ้านเจ้าเกตุก็เห็นสาวพิมยืนหน้าเป็นมันอยู่หน้าเตา
เตรียมกับข้าวมื้อเย็นไว้ให้แล้ว
เอ...ใช้แรงงานคนท้องนี่จะบาปไม๊เนี่ย???
แต่สาวพิม เธอนี่ก็ช่างเป็นเบญจกัลยาณีจริงๆเลยค่ะ
อาหารที่เธอทำออกมา อร่อยได้ดังใจทุกจาน
เหมือนมีมือวิเศษงั้นแหละ
พวกเราก็เลยต้องสนองนโยบาย "ทัวร์ลงพุง"
ของเธอกันซะพุงกางตามๆกันไป...
อ้อ...สาวพิมเธอเพิ่งเริ่มตั้งท้องน้องคนใหม่น่ะค่ะ
เธอเพิ่งจะมารู้เอาก่อนที่จะเดินทางเพียงไม่กี่วันเอง
เลยหาทางให้เพื่อนๆพี่น้องมีลุคเดียวกันกับเธอไปด้วย
จะได้ไม่รู้สึกเขินหรือว้าเหว่เดียวดาย...
เอ้า...งั้นก็ถือซะว่าฉลองเปิดตัวหลานคนใหม่ที่ยังเป็นวุ้นอยู่ไปด้วยละกัน...
แต่มื้อแรกนี้ยังแค่เบาะๆนะคะเนี่ย...
วันแรกนี้มีแค่ผัดปลาดุก คอหมูย่าง ส้มตำและแกงจืด เท่านั้น!!!!!
แต่ก็เรียบทุกจาน...กินกันเสร็จพิมพาลูกและหลานเข้านอน
เราและเกตุกับพี่เจี๊ยบก็กลับไปรับกระเป๋าที่สนามบินกันอีกรอบ...
กลับมาถึงบ้าน สาวพิมเธอจัดจานมื้อค่ำไว้รอท่าเรียบร้อยแล้วค่ะ
อุ๊..แม่เจ้า จะกินกันได้อีกเหรอเนี่ย???
เอาเหอะ...กินเป็นเพื่อนคนท้องคนไส้หน่อยน่ะ...
(แหม พูดยังกะใครเขาบังคับให้ป้ากินงั้นแหละ แหะ แหะ..)
มื้อนี้มีมะม่วงเปรี้ยว มะม่วงดอง ของโปรดคนท้องทั้งนั้นค่ะ
สาวพิมท้องอ่อน ส่วนพวกเราก็ท้องมาร....
กินไปก็เล่นกันไป กว่าจะได้นอนก็เกือบตีสองโน่นแหละ...




วันที่ 2 (ของทริปนี้) หรือวันที่ 10 กรกฎาคม 2007

วันนี้ก็ยังคงมืดฟ้ามัวฝนอยู่อีก เลยตกลงกันได้ยากว่าจะไปไหนหรือทำอะไรกันดี???
จะจับเจ่ากันแต่ในบ้านก็คงจะไม่สนุกแน่ เพราะน้องพีทจะต้องจองโทรทัศน์
คนเดียวตลอดวันเพื่อที่จะดู "อุ๊อูว..." หรือเทเลทั๊บบี้
ตั้งแต่ลืมตาตื่น จนเข้านอน บางครั้งทำให้หัวใจเล็กๆของพี่แก้มใสอึดอัดไม่น้อย
เพราะพี่อยากดู "หมอลำ" ส่วนคุณน้องอยากดู "อุ๊อูว..."

ก่อนที่จะเกิดสงครามเด็ก เราเลยตกลงกันว่าออกไปเดินเล่นในเมืองกันก่อนดีกว่า
ฝนจะตกก็ช่างฝน เอาเถอะ มันคงละลายเราไม่ได้หรอกน่า...ก็เราไม่ใช่ M&M นี่นา
นั่งรถทรัมไปเริ่มต้นกันที่ Hauptbahnhof บาห์นฮ่อฟ หรือสถานีรถไฟใหญ่
ที่ดูคล้ายสถานีหัวลำโพงของบ้านเรา ราวกับเป็นญาติสนิทกันทีเดียวเชียว
แล้วก็เดินลัดเลาะถนนคนรวย ย่านช๊อปปิ้งกันไปได้ครึ่งทาง
เอ้า...คุณเทวดาก็อำนวยอวยพรต้อนรับสู่ซูริค ด้วยฝนอีกหนึ่งห่า...
ขอบคุณนะคะ แต่ที่หลังไม่ต้องก็ได้ค่ะ จะไม่ว่ากันเลย...
พวกเราเลยต้องเลี่ยงหลบเข้าห้าง Co oP City แถวนั้นก่อน
เดินชมสินค้าพอเป็นกระสาย อารมณ์กระสือก็เข้าสิง...
หิวอ่ะ...เอาไงกันดี??????
ลองขึ้นไปดูที่แผนกฟาสฟู๊ดข้างบนสิ...
วนไปวนมา...แล้วมองหน้ากัน มองตาปุ๊ปก็รู้ใจปั๊ป...
ไป่... ไปกินที่ร้านอาหัวกันดีกว่า...
ทั้งที่เกตุเพิ่งจะพาพี่เจี๊ยบและพิมไปโซ๊ยก๋วยเตี๋ยวเป็ดกันมาเมื่อวานนี้เอง...
แต่อาหารชาติไหนจะมาสู้ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง ส้มตำ แบบบ้านเราได้ล่ะเน๊อะ...
ถึงร้านอาหัว...พี่เจี๊ยบก็ยังรีเควสชามเดิม...เตี๋ยวเป็ด น้ำข้นหอมฉุย...
เกตุสั่งพล่ากุ้งเหมือนเดิม พิมกินเป็ดย่าง ส่วนเรากินราดหน้า...
อร่อยสมคำเล่าอ้าง แหะ...เป็ดย่างของพิมก็ดูดีมีสกุลมากเลย
งั้นสั่งเป็ดย่างแบบของพิมกลับไปกินกันต่อมื้อเย็นด้วยดีกว่า...
เสร็จแล้วเจ้าเกตุก็เริ่มพาออกตระเวณชมร้านขายอาหารไทย
ที่นี่มีทั้งร้านของคนไทยและคนเวียดนาม แข่งขันกันสุดฤทธิ์....
ก็แต่ละร้านน่ะ มีสินค้าที่หาไม่ได้เอาเสียเลยในลอนดอนและอัสเตอร์ดัม
เรากับพี่เจี๊ยบก็เลยพากันสวมวิญญาณกระเหรี่ยงเข้ากรุงอีกรอบ
หอบ หอบ ซื้อ ซื้อ ของที่หาไม่ได้แถวบ้านเรา
กลับมากันหอบใหญ่ๆ...
ก็แหมๆ...หอยดองงี้ ไข่มดแดงงี้...
(อันนี้กินไม่เป็นหรอก แต่เห็นคนอื่นพูดถึงบ่อยๆ)
ปลาทูนึ่งตัวโต๊โต ทั้งสดทั้งใหม่...อีกทั้งฯลฯ
แล้วเราก็เลยหาซื้ออาหารสำหรับมื้อเย็นวันนี้กลับมากันด้วย...
อ๊ะ...อากาศไม่ดีเลย (โทษซ๊ะ...) งั้นก็กลับบ้านไปทำไรกินกันดีกว่ามั๊ง...
มื้อนี้เป็นการรวมเหล่าศิลปิน...สามแม่ครัว
แต่ก็ยังยกให้สาวพิมเป็นแม่ครัวมือเอกอยู่ดี... ป้าเจี๊ยบกับป้าญ่าเป็นผู้จัดการ
(คอยจัดการให้ยุ่งเหยิงน่ะสิ...)
ส่วนเจ้าเกตุได้รับหน้าที่เป็นกรรมการมวย..เอ้ย...พี่เลี้ยงเด็กไป
ผลลัพธ์...กินกันแค่ 4 คนกะ 2 เด็กเนี่ยนะ...
ขนทำกันซะอย่างกะจะบวชลูกชายงั้นแหละ...
น้ำพริกกะปิ ปลาทอด มะเขือชุบไข่ ผัดผักบุ้ง เป็ดย่างคะน้ากรอบ ไข่น้ำ...
ก่อนจะลงมือกินกันได้ก็ต้องถ่ายรูปอาหารกันทุกครั้งไป
กลัวคนไม่เชื่อว่าชื่อทัวร์ลงพุงได้ไง???
จบมื้อเย็นต่อด้วยมื้อค่ำ ลูกเล็กเด็กแดงเข้านอนหมดแล้ว
เราก็มาโจ้กันอีกรอบ มะม่วง ส้มโอ เชอรี่ กระท้อน...
กว่าจะได้นอนก็ตีสองเหมือนเดิม...เอิ๊ก...




วันที่ 3

วันนี้ก็ยังคงอึมครึม ครึ้มฝนอยู่อีก...
แต่พวกเราได้ลงประชามติกันแล้วว่าจะไป
Top Of Zurich กัน
มันคือจุดชมเมืองที่สูงที่สุด สามารถมองลงไปเห็นได้ทั่วเกือบทั้งเมือง....
ฟังดูสุดเท่ห์-สวยเก๋-เลิศเลอมากเลยค่ะ...แต่...แป่ว... พอไปถึง
มองอะไรไม่เห็นซักอย่างเพราะมีแต่หมอกหนาคลุมทั่วไปหมด...

อ้อ...ก่อนขึ้นเขามาที่นี่เราก็แวะโพสท์ท่าถ่ายรูปกันหน้าหัวลำโพงอีกรอบ
เพราะพี่เจี๊ยบอยากได้รูปแบบที่เขาลงในหนังสือท่องเที่ยว
งานนี้มีกล้องคนละตัวก็เลยได้ภาพรวมๆกันมาแบบเมดเลย์
4 คนก็ 4 แบบ 4 ชาติ 4 สไตล์
ถ้ารูปที่สวยๆดีเทลชัดเจน นั่นก็เป็นของพี่เจี๊ยบเขาล่ะค่ะ
เพราะเธอมีกล้องแบบมือโปรใช้ด้วย
ถ้าของเกตุสุดาก็มักจะเป็นสไตล์ทีเผลอ
ของสาวพิมก็แนวเมื่อเวลาคุณลูกเป็นใจ
ของเราเองก็ถ่ายแบบเรี่ยราดสะเปะสะปะไปหมด...
นั่งรถไฟลงจากเขามาก็มาเริ่มต้นกันที่หัวลำโพงกันอีก
วันนี้เราเลยได้มื้อกลางวันกันที่นี่ "ไส้กรอกเยอรมัน" อร่อยสะใจ
แล้วก็เดินหามื้อเย็นกันไว้อีกรอบ...
ก่อนเดินเลาะถนนคนรวย ไปยังท่าเรือ....




ระหว่างทางเดินผ่านย่านช๊อปปิ้งนี่ เราแว๊ปหันไปเห็นร้าน Louis Vuitton
เลยชักชวนกันเข้าไปเดินเกร่เล่นกันซะหน่อย ทีแรกพี่น้องอีกสามสาวก็กันท่าไว้
"เฮ้ย...จะดีเหรอเจ๊?????
แล้วเกิดถ้าอีตายามหน้าประตูเขาไล่เราออกมาล่ะ" ชิ้ว...ชิ้ว..
"แหม...เราหิ้วถุงก๊อปแก๊ปกันพะรุงพะรัง ดูออกจะมีราคี
เอ้ย ราศีดีอย่างนี้ ใครเขาจะมากล้าไล่ล่ะค๊า..."
เดินวนโฉบรอบร้าน หาอะไรที่เข้ากะเราไม่ได้ซักอย่าง
งั้นก็คงต้องหิ้วถุงก๊อปแก๊ปกันต่อไปเหอะ...
ทำไมตอนที่ไปปารีสเราไม่เข้าร้านนี้กันมั่งนะพี่เจี๊ยบ?
ทั้งๆที่มีอาซิ้มคนนึงมาขอร้องให้เราเข้าไปซื้อกระเป๋าให้เขาน่ะ...จำได้ป่าว???
ถ้าเข้าไปอาจจะได้มีฮาแตกมากกว่านี้อีก....
เดินเลยมาหน่อยมีซอยถนนที่มองเข้าไปเห็นยอดโบสถ์เป็นแบ๊คกราวน์
เออ...สวยดีแฮะ จอดถ่ายรูปกันหน่อย...
พอเราจอดปุ๊ปก็มีนักท่องเที่ยวชาว
ญี่ปุ่นโขลงใหญ่มาจอดมั่ง...
(แหมๆ...ชอบเลียนแบบดารากันจังนะ...)

พอมาถึงท่าเรือที่เราจะลงไปล่องรอบ Zurichsee กัน
ฝนก็ตกลงมาอีกหนึ่งห่า...
พอลงเรือได้ก็กางของกินกันเต็มโต๊ะ
จนเจ้าแก้มใสมองแบบตะลึงพรึงเพริด...
"ทำไมป้าๆถึงกินกันเก่งจัง???"
กินกันเสร็จก็แยกย้ายกันออกหามุมสวยเก็บภาพกันต่อ
สองฝั่งมีบ้านริมน้ำสวยๆ เยอะแยะไปหมด
บางจุดปลูกบ้านลดหลั่นกันตามไหล่เขา
ดูสวยงามละลานตา
บวกกับอากาศที่กำลังสดชื่นเย็นสบาย...
รู้สึกเหมือนตายไปแล้วทั้งที่ยังหายใจอยู่ยังไงอย่างงั้นแหละ...
(เอ้า...เว่อร์อีกแล้ว...ป้าก็)
ขึ้นจากเรือได้ก็เกาะรถทรัมกลับบ้านกันทันที...
ก็ได้เวลามื้อเย็นอีกแล้วนี่น๊ะ...




ไม่รู้ว่าฝนบ้านเมืองนี้มันเป็นกรดเป็นด่างหรืออย่างไร???
พอจะเข้าบ้านปุ๊ปทุกคนก็ออกอาการแปลกๆ (ดังรูป)
โดนวิณญานลิงป่าชะนีค่างเข้าสิงกันถ้วนหน้า...
วันนี้เรนาโต้แฟนหนุ่มของเกตุจะมากินข้าวเย็นกับพวกเราด้วย
ก็เลยอาศัยใช้ชายหนุ่มให้เป็นประโยชน์ อิอิ...
ใช้ให้ถ่ายรูปหมูหมู่ให้ซะเลย....
แล้วก็ปล่อยให้เด็กๆจับ อุ๊อูว เซิ้งกับหมอลำ สนุกกันไป
ส่วนพวกเราก็เข้าครัวทำกับข้าวกันต่อ...
มื้อนี้มีแกงเผ็ดเป็ดย่างที่เอาเป็ดย่างของเหลือจากเมื่อวานมารีไซเคิล
ลาบหมู กระดูกหมูทอด ผัดถั่วงอก ผัดกระเฉด
ส้มตำ และเนื้อน้ำมันหอยสำหรับหนุ่มเรนาโต้...
เมื่อวานบวชลูกชาย วันนี้ก็ขออ้างเป็นงานแต่งลูกสาวละกัน
กินกันไปกินกันมา ออกอาการอีกแล้วค่ะ...
น้ำบ้านนี้มันคงจะเป็นพิษจริงๆนะนี่นะ???




วันที่ 4

วันนี้อากาศเริ่มดีแล้วค่า...
เราเลยวางแผนออกไปเที่ยวกันไกลหน่อย
ไปเยือนเมืองLuzern กันค่ะ
มื้อเช้าเราไปพึ่งพาอาศัยไส้กรอกเยอรมันกันอีกรอบที่สถานีรถไฟ
กว่าจะไปถึงที่หมายคล้อยเที่ยงไปแล้ว ออกจากสถานีรถไฟได้ก็
เดินข้ามสะพานไม้อันแรก Kapellbrucke
ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศัตวรรษที่ 14 และถูกไฟไหม้เสียหายไปบางส่วน
เมื่อปี 1993 และได้รับการบูรณะให้คงสภาพเดิมไว้มากที่สุด แต่รูปภาพบนจั่ว
ของส่วนที่โดนไฟไหม้ไปนั้น มิอาจทำใหม่ได้ จึงคงทิ้งไว้ในสภาพตอตะโก...
เราเดินเล่น เก็บรูปบนสะพาน
มาถึงกลางทางก็เจอร้านขายของที่ระลึกและโปสการ์ด
จึงแวะซื้อเขียนส่งถึงเจ๊ฉาย 1 ใบ และได้โทรคุยกันเล็กน้อย...
พอหลุดลงจากสะพานมาก็เดินเลียบทะเลสาป
ที่มีร้านรวงเปิดเป็น Sidewalk cafe'
พรึ่ดไปหมด แดดสวย-ฟ้าใสอย่างนี้ผู้คนเลยเยอะเป็นพิเศษ
สาวๆแวะเข้าไปซื้อ กาแฟเย็นกันใน สตาร์บัค
เราก็เกร่ไปเก็บรูปริมน้ำคนเดียว
แล้วออกเดินชมเมืองกันไปเรื่อยๆ แวะจอดกันตรงจัตุรัส Weinmarkt หน่อยนึง
เพราะพี่เจี๊ยบสนใจจุดนี้เป็นพิเศษ มีมุมให้ถ่ายรูปเหมือนในหนังสือเยอะเชียว
น้องพีทตื่นพอดี...
เอ้า..เดินกันต่อ ข้ามสะพานกลับไปอีกฝั่งเพื่อไปหาโบสถ์
Jesuit church นี้ดูจากภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจเลย
แต่พอเข้าไปข้างในถึงจะรู้สึกได้ถึงความอลังการงานสร้าง...
โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ยุค Baroque ที่เก่าแก่ที่สุดในสวิสเซอร์แลนด์
พี่เจี๊ยบเดินมาสำรวจเจอก่อนที่จะพาพวกเราตามเข้าไปดู
ก่อนที่จะเดินลัดเลาะ
อ้อมเมืองไปตามทางเดินก่อนที่จะข้ามสะพานไม้อันที่ 2
ที่เรียกว่าReussbruckeย้อนกลับไปอีกฝั่งหนึ่ง
จากจุดนี้จะเห็นว่าสายน้ำนั้นไหลเชี่ยวมากๆ แต่ใสและสะอาดจนเหลือเชื่อ
เกตุบอกว่าเขาจะมีเครื่องกรองขยะอยู่หลายจุดมาก และผู้คนก็ไม่เคยทิ้งขยะลงไป
ทำไมแม่น้ำบ้านเราถึงไม่มีการรักษากันแบบนี้มั่งนะ...ดีออก
พอข้ามมาฝั่งนี้ก็มีร้านรวงให้ช๊อปปิ้งกันพอหอมปากหอมคอ.....
ก็ผู้หญิงนี่คะ....




เดินกันไปเรื่อยเปื่อย จนมาเจอโบสถ์สวยอีกอันหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากริมน้ำ
ฝั่งตรงข้ามคือสถานีรถไฟพอดี นี่เท่ากับว่าเราได้เดินวนตามแผนที่ที่พี่เจี๊ยบ
คาดการไว้ล่วงหน้าได้เป๊ะๆจริงๆ
เก่งมากค่ะทุกคน...แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้
ก็เมาแดด-แฮ้งค์ฝน(จากเมื่อวาน)กันถ้วนหน้าแล้ว ยังออกอาการลิงค่าง
ถ่ายรูปกันได้อีก...ชาจ์ตแบตกันมาดีจริงๆ...
เดินเข้าไปดูข้างโบสถ์แป๊ปนึง
ก็เดินเลียบฝั่งน้ำ ข้ามสะพานไปขึ้นรถไฟกลับบ้านกัน...
วันนี้น้องพีทอารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะหงุดหงิดฟันใหม่เพิ่ง
งอก เลยร้องโยเยเป็นระยะ...
ป้าๆกับน้าและพี่แก้มใสก็พากันหลอกล่อ-ปลุกปลอบใจกันไปตลอดทาง

จนถึงบ้าน ทำกับข้าวกินกัน พาเด็กเข้านอน แล้วสาวพิมก็สะโหลสะเหล๋

ออกมาจัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้านในวันพรุ่งนี้ วันนี้ทุกคนเหนื่อยอ่อน
และล้าสุดๆเพราะเดินและออกอาการบ้ากันมาเยอะ
จะมีก็แต่พี่เจี๊ยบ...ที่ยังคง"สู้ตายค่ะ..."
สองป้าปิดไฟชวนกันนอนคุย หัวเราะกิ๊กกั๊กๆ
จนเกือบตีสาม.... ทำไปได้ไงฟะนี่?????



วันที่ 5

ช่วงเช้าของวันนี้เราไม่ได้ทำอะไรกันมาก
เพราะสาวพิมกับน้องพีทจะต้อง บินกลับบ้านกันแล้ว...
เลยเก็บกระเป๋าออกจากบ้านแล้วไปฝากไว้ในตู้เก็บของที่สนามบินเลย
แล้วก็ย้อนกลับไปกินมื้อเที่ยงกันที่ร้านอาหัวอีกรอบ...
วันนี้เริ่มมีแววเศร้าแล้ว
ขาดไปคนนึงก็ไม่ครบทีมจิ่เนี่ย...
เรนาโต้(จำใจ)มากินมื้อเที่ยงกับพวกเราด้วย ออกจากร้านอาหัวได้
ก็แจ้นกลับไปเช็คอินกันที่สนามบินเลย...
ภาพสองแม่ลูกโบกมือลาหยอยๆ ก่อนเดินเข้าไป
ทำให้สองป้ากะน้าเกตุและพี่แก้มใส
เริ่มหงอยลงไปทันที...

ไม่เอาๆ...อย่าเพิ่งเศร้าค่ะ...อากาศดีๆอย่างนี้เราก็ไปเที่ยวกันต่อดีกว่า...
ออกจากสนามบิน....ก็ไปเดินในตัวเมืองกันอีก
เรามีจุดมุ่งหมายจะไปกันที่โบสถ์ Grossmunster
เพื่อปีนหอคอยขึ้นไปชมวิวจากยอดหอคอย...
งานนี้สองป้า ตะลุยกันเอง
เกตุสุดายืนคุมรถเข็นแก้มใสอยู่ข้างในโบสถ์...
ค่าขึ้นชมแค่คนละ 2 ฟรังค์เอง...
แต่...ต้องใช้ความพยายามสูงกว่า 200 ฟรังค์ซะอีก
ทางบันไดทั้งเล็กแคบและชัน แถมยังมืดตื๊ดตี๋อ...
เหมาะแก่การทรมานอากง-อาม๊ามากๆ
โชคดีที่ยังพอมีช่วงกลางให้พักระหว่างทางได้บ้าง...
...งานนี้ทำให้รู้ตัวเลยค่ะว่า "ป้าแก่เรี๊ยว..."
ลงมาแล้วก็ข้ามไปดูโบสถ์ Fraumunster ที่ฝั่งตรงกันข้าม
จากนั้นก็เดินชมร้านขายของละแวกนั้นกันไปเรื่อยๆ
จนมาหยุดเอาที่หน้าร้านอาหารจีนที่เราเล็งกันไว้
ตั้งแต่ขามา...เราตกลงกันว่า...ไหนๆ วันนี้แม่ครัวเอก
ของเราก็กลับบ้านไปแล้ว
ฉะนั้นเราก็อย่าเสี่ยงชีวิตที่จะทำอะไรกินกันเองเลย
กินมันกันซะที่นี่เหอะ...ท้องไส้เสียก็จะได้โทษใครไม่ได้...เน๊อะๆ....
เกตุแนะนำว่าเป็ดร้านนี้อร่อย...ซึ่งมันก็อร่อยจริงๆแหละ
อร่อยมากจนถ่ายรูปไม่ทันแค่พอคิดได้
ยกกล้องขึ้นมาเป็ดย่างมันก็บินหนีกันไปหมดแล้ว....
และบะหมี่เกี๊ยวที่เกตุสั่งมาให้แก้มใสกินนั้นก็อร่อยจริงๆ...
(แอบจิ๊กหลานกิน ถึงรู้นะเนี่ย...)
ผัดผักรวมก็รสชาดงั้นๆ ข้าวผัดลูกกุ้งก็งั้นๆ แต่ไอ้เกี๊ยวน้ำนี่สิ...
ขนาดคนไม่มีปากมีเสียงอย่างพี่เจี๊ยบยังติได้เลยว่า...
"น้ำล้างจานบ้านเกตุยังอร่อยกว่าอีก..."
เอ๊ะๆๆๆ...นี่ป้าเจี๊ยบแอบไปชิมน้ำล้างจานบ้านเขามาตอนไหนเนี่ย...???
ชักจะร้ายใหญ่แล้วนะจ๊ะป้าเจี๊ยบ...
กินแล้วยิ่งรู้สึกคิดถึงพิมมากยิ่งขึ้น...
เลยนั่งรถทรัมกลับบ้านกันแบบเหงาๆ....




วันสุดท้าย

เมื่อคืนก็เผลอนอนคุยกับพี่เจี๊ยบจนเกือบตีสาม...(อี๊กแล่ว)
แถมเช้าวันนี้ไม่มีเสียงเจื้อยแจ้วของน้องพีท...
"อ้ำ..อ้ำ...อุ๊อูว...มี๊อ่ะ...อุ๊อูว...มี๊อ่ะ..." มาปลุกให้เราตื่นเหมือนวันก่อนๆ
มีแต่เสียงเจ้าเกตุมากระซิบ...
"เจ๊ญ่า...พี่เจี๊ยบ...7โมงครึ่งแล้ว..."
ในใจก็คิดว่า " ไรฟะ???ตูเพิ่งจะได้นอนตะกี๋นี้เอง
เช้าอีกแล้วเหรอเนี่ย? "
หายจากงัวเงียแล้วก็รู้สึกใจหาย...
(เอ๊ะ...ทำหายอีกแร๊ะ...ยัยป้านี่ทำหายบ่อยจัง...สงสัยจะมีหลายใจ...!!!)
ว่าพิมกับน้องพีทกลับไปแล้ว...วันนี้ก็ถึงตาเรากับพี่เจี๊ยบล่ะ...
เอาเถอะ...มีพบก็ต้องมีจาก มีพรากแล้วก็ยังเจอกันได้อีก...
อาบน้ำแต่งตัว ขนกระเป๋าไปทิ้งกันไว้ที่สถานีรถไฟซะเลย
รวดเดียวฉลิวกิ๋วกิ้ว...ไม่ต้องย้อนกลับมาที่บ้านเกตุอีก
เกตุนัดแนะพบเรนาโต้ที่หัวลำโพง...
ตอนแรกวางแผนกันไว้ว่าจะไปเที่ยวน้ำตก...
แต่สรุปมาลงเอยกันที่เมืองเก่าแทน
เราเลยจับรถไฟไปที่ Stein am Rhein กัน...
เมืองนี้เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีอายุจะครบ 1,000 ปีในเดือนหน้านี้เอง...

บ้านเมืองของสวิสฯนี้จะมีมนต์เสน่ห์คล้ายๆกันทุกเมือง
ตรงที่เขาจะตกแต่งอาคารด้วยรูปภาพตามผนังตึกและ
เหล็กดัดสัญลักษณ์หน้าตัวอาคารได้อย่างสวยงาม
และเขายังมีการพัฒนาการคมนาคมที่ดีเยี่ยม
มีการปลูกฝังพื้นฐานจิตใจให้รักสงบและเกรงใจผู้อื่น หรือให้ความเคารพต่อสิทธิส่วนบุคคลอย่างมาก
แม้แต่จะผายลมกลางดึกยังต้องเกรงใจเพื่อนบ้านเลย...คิดดูละกัน...
ขยะก็จะทิ้งสุ่ม 4 สุ่ม 5 ไม่ได้นะคะ...
เราแอบนึกในใจคนเดียว "โชคดีนะ ที่ตูไม่ต้องมาอยู่ที่สวิสฯอย่างถาวร...
ไม่งั้นอาจจะได้ไปอยู่ในคุกมากกว่าอยู่บ้านเพราะเรื่องขยะๆนี่แหละ"
อะไรจะซีเรียสกันขนาดนั้นคะ คุณขา???
มิน่าล่ะ...ผู้คนชาวเมืองนี้ถึงดูไม่ค่อยเป็นมิตรกะใครเขาเอาเสียเลย
จะเป็นเพราะมัวแต่มาวิตกว่า"เอ...วันนี้ตูทิ้งขยะถูกที่หรือเปล่าหว๋า...?"
รึป่าวก็ไม่รู้นะคะ... คุณท่านและคุณเธอทั้งหลายที่เราพบปะในรถทรัม
จึงทำหน้าตาซีเรียส-เครียดโลก
ขนาดที่พร้อมจะกระโดดเขาตายกันได้ทุกเมื่อ...
อ้าว...เอ๊ะ...ก็ชวนกันเที่ยวอยู่ดีๆ
ไหง...ป้าปากมอมไปวิจารณ์ชาวบ้านชาวเมืองเขางี้ล่ะ...
ไม่เอา...ไม่ดีนะคะ...นู๋ๆอย่างเอาเยี่ยงอย่าง...จุ๊ๆๆ...
Back on track ค่ะ...

วันนี้พี่เจี๊ยบโดนคุณไกด์(จำเป็น) เรนาโต้ทดสอบข้อมูลด้วยการถามว่า
"คุณบอกได้ไหมว่าโบสถ์ที่เห็นข้างหน้านั้น...
คือโบสถ์ของคาธอริคหรือโปแตสแต้นท์?"
โชคดีที่พี่เจี๊ยบทำการบ้านมาดี ความจำยังดีเยี่ยม
ตอบได้ถูกเผงและแม่นยำ ไม่รู้ว่าถ้าพี่เจี๊ยบตอบผิดไป...
ป่านนี้ยังจะโดนกักกันให้สอบซ่อมไม่ต้องกลับฮอลแลนด์กันเลยรึป่าว???

วันนี้เราพลาดมื้อเช้าและมื้อเที่ยงกันไปเลย กลางวันเราแวะซื้อขนมกินกัน
ในเมืองที่เราไปเที่ยว จนกลับมาเอากระเป๋าที่สถานีรถไฟ เพื่อไปเช็คอิน
ที่สนามบินโน่นแหละ...นาทีสุดท้าย ไม่ไหวจริงๆแล้วขอเจอข้าวหน่อยเหอะ
เลยต้องเข้าไปกินข้าวในร้านอาหารฟิลิปปินส์ที่สนามบินนั่นเอง...
อย่าถามนะว่าอร่อยไหม???ไม่มีคำตอบที่จะให้จริงๆ...ก็แค่
กินกันตายหรือพอแล่กล่ายอ่ะ...

แล้วก็บ๊าย บายร่ำลา อาวรณ์กันนิดนึง...(เพิ่งมารู้หลังจากนั้นว่า...
เกตุสุดา บ่อน้ำตาแตกหลังจากที่เจ๊เดินคล้อยหลังมา...
โถๆ น้องเอ๋ย...คงจะอัดอั้นตันใจมากล่ะสิเนี่ย...
ที่เจ๊บอกว่าเดี๋ยวปีหน้าเราก็เจอกันอีก...)




ก่อนจาก

ก่อนปิดบล๊อกนี้ขอเอ่ยความในใจซักนิดนะคะ...
ขอขอบคุณเจ้าบ้าน...เกตุสุดาและเรนาโต้ที่ต้อนรับและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี
ขอบใจหลานคารีน่าแก้มใส ที่น่ารักตลอดรายการ อันนี้คงต้องยกความดี
ให้คุณแม่ของแก้มใสเขาแหละค่ะ ที่เลี้ยงลูกได้ดีและมีคุณภาพขนาดนี้
แม้คารีน่าจะอายุเพียงสามขวบกว่าเท่านั้น แต่เขาเป็นเด็กที่มีความคิดดี
เกือบจะเทียบเท่าผู้ใหญ่บางคนได้เลยเชียว...
ขอบคุณพี่เจี๊ยบที่ยังคิดถึงกันอยู่ไปเที่ยวไหนก็เอ่ยปากชวนกันไปเสมอ
ขอบคุณพิมและน้องพีทที่ดั้นด้นมาพบปะกันแม้กำลังอยู่ในระหว่างภาวะ
ที่ร่างกายไม่ค่อยจะอำนวยให้เดินทางเท่าที่ควร...
ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง-ทุกท่านที่บันดาลทำให้เกิดทริปหรรษานี้ขึ้นมา...
อ้อ...เกือบลืมขอบคุณคุณพ่อครัวตัวกลมผู้สนับสนุุนและเป็นสปอนเซอร์
จ่ายค่าเครื่องบินและแท๊กซี่ทริปนี้ให้ด้วยนะคะ...

และขอขอบคุณทุกท่านที่หลวมตัวทนอ่านกันมาจนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้
ขอให้ทุกท่านมีความสุข หมดทุกข์โศกโรคภัย และร่ำรวยยิ่งๆขึ้นไปค่ะ...







 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2553 18:27:13 น.
Counter : 458 Pageviews.  

เยือนดูไบ-อบูดาบี้



เมื่อปลายเดือนเมษาที่ผ่านมานี้
เรามีโอกาสไปเที่ยวดูไบ-อบูดาบี้
ตามคำเชิญชวนของเจ๊ฉาย...
เจ๊ฉายคือเพื่อนรักอีกคนหนึ่งที่เป็น
ผลพวงจากการเล่นเน็ต
เราคบกันเกินกว่าเพื่อน...
จนบางครั้งรู้สึกเหมือนพี่เหมือนน้องกันมากกว่า...
เกือบ 5 ปีที่คบกันมา เจอกัน 2 ครั้ง...
แต่เม้าท์ผ่านเอ็มฯกันเกือบทุกวัน...
เราเลยไม่ตะขิดตะขวงใจเลยกับ
การที่ต้องลุยเดี่ยวด้วยตัวคนเดียว
ไปเยี่ยมครอบครัวที่น่ารักของเจ๊ฉาย....

วันที่ 0-1
ออกเดินทางจากบ้านเที่ยงวันของวันศุกร์
เราต้องนั่งรถโค้ชจากบ้านไปที่สนามบิน Heathrow
การเดินทางบนรถโค้ชกินเวลาเกือบๆ 6 ชั่วโมง!!!!!!!!!
เช็คอินเรียบร้อย กว่าจะได้บินก็สี่ทุ่มโน่นแน่ะ...
หลับๆตื่นๆจนเช้าไปโผล่เอาที่สนามบิน Bahrain
เพื่อต่อเครื่องอีกลำหนึ่ง ไปยังอบูดาบี้...
ลงจากเครื่องเกือบ 7 โมงเช้าตามหมายกำหนดการ
เราจะต้องขึ้นเครื่องใหม่เวลา 8 โมงครึ่ง
แต่มันขึ้นบอร์ดว่าดีเลย์...
เอาล่ะสิตู...แล้วจะไปทันไหมเนี่ย???
บนบอร์ดบอกว่าเครื่องจะดีเลย์จนถึง 10 โมงครึ่ง
เลยรีบโทรไปบอกเจ๊ฉาย กลัวว่าจะออกมารอกันเก้อ...
แล้วเราก็ไปนั่งรอตรงประตูที่จะต้องต่อเครื่อง
รอ ร๊อ รอ...รอจนอีก 15 นาทีจะ 10 โมงครึ่ง...
ชักทะแม่งๆแล้ว...ทำไมมีเราคนเดียววะเนี่ย?
...ลองเดินไปถามเจ้าหน้าที่ดูดีกว่า...
ถามสามคนได้สามคำตอบ...เฮ้อ...
แต่สรุปแล้วไอ้เครื่องนั้นน่ะเขา Cancel ไปแล้ว
แต่ดันเจื่อกขึ้นบอร์ดว่า Delay....
อีตาเจ้าหน้าที่คนที่สามนี่ถามเราว่าเขาประกาศไปแล้ว
เธอไม่ได้ยินเหรอ?
...ฮ่วย...เวลาเขาประกาศเป็นภาษาแขกพวกคุณมรึง
ก็เงี่ยหูฟังกันเงียบกริบ
แต่พอเขาต่อด้วยภาษาอังกฤษพวกคุณมรึงก็
แหกปากตะโกนคุยกันเหมือน
ไฟไหม้ฮาเร็ม...แล้วตูจะรู้เรื่องไหมล่ะเนี่ย????
แต่พี่แกก็ยังดีนะ...มีน้ำใจพาเราไปเปลี่ยนตั๋ว...
ตาลุงที่เปลี่ยนตั๋วให้เราไม่ฟังอีร้าค่าอีรม...
บอกเราว่าเที่ยวต่อไปน่ะ 2 ทุ่มครึ่งนะ...
แกร่กๆ พิมพ์ตั๋วใหม่ส่งให้เราเลย เราก็งงดิ่ครับท่าน??
...โอ๊ว...โนว์...ไม่ได้นะคะคุณลุง
เพื่อนฉานเขาจองตั๋วไปเที่ยว Desert Safari ไว้บ่ายนี้...
เออ...งั้นลุงมีเครื่องไปลงดูไบม๊ะล่ะ?...
ขอฉานไปลงดูไบก็ได้นะจ๊ะ...
ลุงส่ายหัว...คงคิดในใจ"...ตูล่ะกลุ้มใจกะอีนี่จังเลย"
แต่ก็ตอบว่า..."มี๊...เครื่องออกเดี๋ยวนี้เลย...
แกร่กๆๆ(พิมพ์ตั๋วใหม่ส่งให้เรา) เอ้ารีบวิ่งไปเลยนะ...
โทรหาเจ๊ฉายอีกที...เดี๋ยวไปเจอกันที่ดูไบละกันนะจ๊ะ...
พอขึ้นเครื่องได้ก็นึกถึงกระเป๋าที่ไปกะเครื่องแล้ว
แต่เครื่องไหนก็ไม่รู้สิ???
เอาฟะ...มันก็คงไปทิ้งไว้ให้เราที่ดาบี้หรอกน่า...
พอถึงดูไบ...ครอบครัวเจ๊ฉายที่ห้อตะบึงโฟว์วิลไดรฟ์
ใส่เกียร์จรวดมาจากดาบี้ มารับเราไปฉลองมื้อแรกด้วยกัน...
ที่ร้านอาหารญี่ปุ่นใน Jumeira Arcade
กินเสร็จเดินเล่น ชมโน่นชมนี่กันเรื่อยเปื่อย...
เจ๊ฉายบอกวันนี้เราไป Dune Safari ไม่ทันแล้วล่ะ...
ไม่เป็นไรยังไม่ได้จ่ายตังค์ จองใหม่พรุ่งนี้ก็ได้...




ช่วงเย็นเราเลยพากันไปเดินเล่นในห้าง IBN Puttuta
เกิดมาก็เพิ่งจะ
เคยเห็นห้างที่อลังการงานสร้างได้ขนาดนี้แหละ...

เราเริ่มเดินกันจากโซนจีน อินเดีย อียิปต์ โมร็อคโค....
แม้แต่ห้องน้ำก็ยังหรูหราจนน่าเข้าไปนอนเลย...คิดดู
แต่ร้านค้าไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่
เพราะส่วนใหญ่เป็นร้านค้าของอังกฤษ...
แต่ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของห้างนี้คือ...มีชั้นเดียว...
ไม่ลำบากต่อการเดินขึ้น-เดินลง ป่ายปีนลิฟท์
หรือไต่บันไดลิง...เหมาะแก่การพาอาม๊ามาเที่ยวมาก...
เราเดินกันจนสุดทางก็มีห้าง Giant
ซุปเปอร์มาเก็ตให้เข้าไปเลือกซื้อของกันอีก
แล้วเดินกลับมานั่งกินร้านอาหารจีนเป็นมื้อค่ำกัน
ก่อนกลับบ้าน....

อ้อ...ขากลับเราแวะไปรับกระเป๋ากันที่สนามบินอบูดาบี้
ตอนที่ไปถึงนั้นเกือบ 4ทุ่มแล้ว
พนักงานและนักเดินทางเริ่มบางตา...
เรารี่ไปที่แผนก Luggage Service...
พี่ยามด้านหน้ายึดพาสปอร์ตเราไว้ก่อนปล่อยเราเข้าไป
เราเข้าไปถามพนักงานที่เคานเตอร์
ยื่นหลักฐานให้ดูว่าเรามีหางบอร์ดดิ้งพาสอยู่...
พี่แกเงยหน้าขึ้นมามองเราแว่บนึง...
แล้วก้มไปเขียนอะไรต่อยุกยิกๆ...ถามเราว่า
"แล้วเธอไปไหนมาทำไมเพิ่งมารับกระเป๋าเอาตอนนี้?"
เราก็เลยต้องสาธยายให้ฟังว่าทำไม...พี่แกถามต่อว่า
"แล้วเธอมี Report มาจากสนามบินดูไบรึเปล่า?"
คิ้วเราเริ่มผูกโบว์แล้ว รีพอร์ตอะไรฟะ? ทำไมต้องมี?
พี่แกยังคงเขียนอะไรยุกยิกแล้วถามต่อว่า
"อ๊าว...ก็เกี่ยวกับวีซ่าของเธอไง?"
เราบอกว่า ฉันไม่มีรีพอร์ต และไม่ต้องใช้วีซ่า...
ตานี้....พี่แกถึงวางมือเงยหน้าขึ้นมามองเรา
คิ้วขมวด-หนวดกระดิกเชียว...

"ทำไมไม่ต้องใช้วีซ่า????"เราตอบว่า
"...I'm british..."
ทีนี้พี่แกเลยยิ้มแหยๆ..."Oh!..Sorry ma'am"
แหมๆเห็นหน้าแบนๆอย่างเราเลยนึกว่าเป็นสาวปินส์
ที่เข้ามาทำงานอย่างเดียวเลยรึไงเพ่?????




วันที่ 2
เราออกจากบ้านกันตอนบ่ายบึ่งเข้าเมืองดูไบอีกครั้ง
เพราะจะไป Desert Safari กันล่ะ...
ไกด์พาเที่ยวนัดมารับพวกเราที่ห้างสรรพสินค้า
โดยสารไปกับรถเขา แล้วขากลับพามาส่งที่ห้างเดิม...
เราจึงต้องจอดรถกันไว้ที่นั่น...
เป้าหมายแรก คุณไกด์หนุ่มพาเราแวะที่ลานขับรถ
ตลุยทรายสี่ล้อ...
งานนี้ปล่อยให้หลานเควินลองคนเดียว
แม่กะป้านั่งเก็กท่าถ่ายรูปกันเล่น...
เสร็จแล้วคุณไกด์ก็พาพวกเราไปขับรถเวียนขึ้น
เวียนลงในหุบเขากลางทะเลทราย...
ดีนะที่พวกเราไม่ได้กินอะไรกันมาก่อน...
ไม่งั้นคุณไกด์คงจะได้ล้างรถอานเลย...

ต้องยอมรับฝีมือการขับรถของเขาจริงๆว่าเด็ดมาก
คนที่ไม่ชินจริงๆอาจคอหักตายได้...
งานนี้พวกเราสนุกสนานตื่นเต้นกันดี...มีแต่
น้องเลย์คนเดียวที่ไม่สนุกด้วยเลย...
แถมยังบอกคุณไกด์ให้พาไป"คาร์ฟู" ดีกว่า...

สักพักคุณไกด์ก็จอดรถให้เราเล่น Sand Boardกัน...
แหม...วันนี้สนุกจนลืมแก่ไปเลย...
หลังจากนั้นเราก็ขับรถฝ่าฝุ่นไปดูดวงอาทิตย์ตก
กลางทะเลทรายกัน
ระหว่างทางเห็นต้นไม้แปลกๆอย่างต้นดอกรักด้วย
ไม่น่าเชื่อว่าในถิ่นแห้งแล้งกันดารอย่างนี้ จะมีต้นไม้
บางจำพวกที่อยู่รอดได้...
(น่าจะใช่ต้นดอกรักเหมือนบ้านเรา แต่ดอกไม่สวยเท่า)
แล้วก็ไปที่จุดหมายปลายทาง...แค้มป์...
แต่ก่อนเข้าแค้มป์เขามีน้องอูฐ จอดเรียงรายไว้ 3 ตัว
ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปลองขี่และพาเดินวนหนึ่งรอบ...
....มีรึที่เราจะพลาด....
พอลงจากหลังอูฐได้ก็รีบวิ่งแจ้นเข้าแค้มป์
ตามกลิ่นอาหารที่โชยตามลมมา
หน้าตาอาหารดูไม่ค่อยน่ากิน แต่ก็อร่อยพอใช้ได้
รึจะเป็นเพราะความหิวก็ไม่รู้

ทั้งอาหารและเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลมและน้ำเปล่าฟรีหมด
แต่ถ้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นต้องจ่ายต่างหาก...
นับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่งของประเทศนี้
ที่เขายังยอมรับวัฒนธรรมของชนต่างศาสนาด้วย
ทำให้คนจากทั่วโลกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและทำงาน
ได้อย่างไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกัน...




โซ้ยกันเสร็จเราก็พากันเดินดูรอบๆแค้มป์
เขามีร้านขายของที่ระลึกอยู่ 2-3 ร้าน
และซุ้มเครื่องแต่งกายชาวพื้นเมืองให้ลองใส่เล่นกันด้วย
อันนี้พวกเราขอผ่านเพราะใส่เข้าไปก็ไม่รู้ว่าใครอยู่ดี
ปิดหน้าตาหมดขนาดนั้น...ไม่หนุกๆ

แต่มีซุ้มติดกันข้างๆนี่สิน่าสนใจ...เขาทำไรกัน????
ต้องตามไปดู...อ๊า....เขามีเขียนลาย Henna ให้ด้วย...
เอาวุ๊ยๆ...ลองดู...สวยสมใจไปได้ 3-4 วันก็ยังดี...

สักพักใหญ่เสียงเพลงที่ขับกล่อมนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนจังหวะ
เป็นเพลงเร้าใจ...อ้าว...เอ๊ะ...ไฟดับด้วย...
เหลือสว่างอยู่แค่กลางแค้มป์...เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?????
แล้วน้องนางคนสวยในชุดระบำหน้าท้องก็ร่ายรำ
ออกมาให้คนหายงวยงง...
ลีลาการเต้นรำของเธอช่างน่าประทับใจเสียจริงๆ
เธอสามารถสะกดสายตาทุกคู่ไว้ได้อย่างชงัด
ทั้งสาวน้อย-สาวใหญ่ หนุ่มมากและหนุ่มเหลือน้อยเต็มที...
ไม่เว้นแม้แต่น้องเลย์เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ...
ก็ยังอยากขึ้นไปแจมกะเขาด้วย
เธอสวยและมีลูกเล่นลวดลายกับผู้ชมให้
สนุกสนานคล้อยตามไปกับเธอได้จนนาทีสุดท้าย...
พอจบการแสดงเขาก็ดับไฟพรึ่บหมด
ใครคนหนึ่งลุกขึ้นไปก่อกองไฟกลางแค้มป์
พร้อมเปิดเพลงสากลหวานๆให้
ผู้คนยืนชื่นชมดวงดาวกลางฟ้านับหมื่นแสนดวงที่สว่างจ้า
บางคนก็เต้นรำ คลอเคลียกัน...เป็นที่น่าอิจฉา
เฮ้อ...คิดถึงคนทางบ้านจังเล๊ย...




วันที่ 3
วันนี้เราจะเข้าดูไบเป็นวันสุดท้าย...
วันที่เหลือเราก็จะตลุยอบูดาบี้กัน
เช้าขึ้นมางัดเอาหอยทากอบเนยกับขนมจีบ-
ฮะเก๋าที่ซื้อมาจากห้างไจแอ้นท์
เมื่อ 2 วันก่อนออกมาอุ่นกินกันเป็นมื้อเช้า
กลางวันเราไปกินอาหารจีนกัน(อีกแร่ะ...)
ตกบ่ายเราก็ขับรถไปชมโรงแรมระดับโลก
Burj Al Arab แหมๆ...เกือบจะได้เข้าไปถึงข้างในแล้วเชียว
แต่ดันโดนสกัดดาวรุ่งไว้โดยพี่ยามหน้าเหี้ยมซะก่อน...

เอ้า...ตั้งหลักหามุมใหม่ไปถ่ายรูปกันด้านข้างก็ได้ฟะ...
หลังจากนั้นก็ไปถึงปาล์มบีช
(เกาะรูปต้นปาล์มที่สร้างขึ้นมาโดยการเอาทรายไปถมทะเล)
ไม่ได้รูปถ่ายมาอีกเหมือนกัน เพราะพอเราจอดรถปุ๊ป
คุณตำรวจที่หน้าคล้ายโจร
ก็ขับรถป๊าดดดดด...ตามมาบอกเราว่าห้ามถ่ายรูปเด้อ...
ก่อนที่เราจะออกนอกรถซะอีก
แหม...เกลียดนักเชียะ...รู้ทันกันจังเลย...

แล้วก็พยายามหาทางจะไปพิพิธภัณต์กันแต่ดันหลงทาง
จนไปเจอตลาดทองกันซะก่อน...
ขนาดเกือบจะค่ำแล้วแถวนี้แทบจะไม่ต้องเปิดไฟกันเลยเชียว
เพราะทุกร้านจะมีแสงสะท้อนของทองและประกายเพชร
สาดส่องกันออกมาจนตาแทบจะบอดไปเลย....
และทุกร้านก็จะมีลูกค้ามากน้อยต่างกันไป
บางคนคนยืนมุงกันเหมือนเขามีการเทกระจาดงั้นแหละ...
มันจะรวยอะไรกันนักกันหนาหนอ????




พอหลุดพ้นออกจากตลาดทองมาได้
เราก็งมหาทางจะไปห้าง Lamsy กันต่อ
เพื่อไปหาซื้อกระทะย่างเนื้อเกาหลี
ตามคำแนะนำของเจ๊ฉาย....
(ในห้องปลุกปล้ำ-ทำครัว)
แต่ปรากฎว่าด้วยเวลานั้นของวันช่างเหมือน
กับช่วงเวลาเร่งด่วนในกรุงเทพฯซะจริงๆ
ทั้งรถติดและหลงทางทำให้เฮียอีฟว์
สารถีจำเป็นของเราหงุดหงิดเป็นอันมาก.....
แต่หลงไปหลงมา จนมาเจ๊อะ...
พิพิธภัณต์เข้าโดยบังเอิญ ขณะนั้นเกือบ 2 ทุ่มแล้ว
เราจึงเหลือเวลาเดินดูแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง...
วิถีชีวิตของชาวอาหรับสมัยก่อนน่าสนใจมาก
โดยเฉพาะคนประเทศนี้...
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาพัฒนาขึ้นมา
ได้อย่างรวดเร็วมาก...เมื่อ 50-60 ปีที่แล้วที่นี่
มีจำนวนประชากรทั้งประเทศน้อยกว่าอูฐเสียอีก....




วันที่ 4
วันนี้เป็นวันพิเศษเพราะเป็นวันเกิดของเจ๊ฉายด้วย
แต่ตัวเจ๊ฉายเองกลับดูไม่ตื่นเต้นเอาซะเลย...
ยังคงนอนตื่นสายเหมือนปกติ...
เฮียอีฟว์เป็นสามีที่โรแมนติกมาก
อุตส่าห์ตื่นมารอแต่เช้าเพื่อที่จะเปิดเพลง
Happy birthday ให้ภรรยา....วู๊ย...หวานซะ

และก็มีของขวัญเซอร์ไพรส์กันเล็กน้อย...
ตอนบ่ายเราแพลนกันว่าจะไปปิคนิก
ปิ้งไก่กินกันที่ชายหาด...ออกจากบ้านเกือบบ่าย 4
โอ้โห....ร้อนเหมือนไปเดินอยู่ในกะทะคั่วเก๋าลัคเลย....
แต่พอคล้อยไปหน่อยกลับมีลมพัดเย็นสบาย
วันนี้เฮียอีฟว์โดนเรียกตัวไปที่ทำงานด่วน
เลยเอาพวกเราไปปล่อยไว้ที่ชายหาด...
เราก็ปิ้งกันไป กินกันไป พักผ่อนกันจริงๆวันนี้...
พอค่ำๆเฮียแกมารับพวกเรากลับบ้าน
ฮั่นแน่...มีเซอร์ไพรส์รอบ 2 อีกนะ เค้กไอศครีม
เฮียแกรู้ว่าเจ้านี้เป็นเจ้าโปรดของเจ๊ฉาย...
เราเลยได้อิ่มอร่อยไปด้วย...
...นับว่าวันนี้เป็นวันพิเศษจริงๆที่ได้มาอยู่
ร่วมอวยพรวันเกิดให้เจ๊ฉายถึงบ้าน....




วันที่ 5
วันนี้เราต้องออกตลุยชมเมืองดาบี้กันเอง
เพราะเฮียอีฟว์ต้องกลับไปทำงานซะแล้ว...
เราวางแผนจะไปเดินเล่นเลียบ คอร์นิชกัน
แต่ตอนที่ออกไปนั้นแดดยังร้อนอยู่มาก
กลัวว่าจะออกไปตายหยังเขียดกันซะก่อน
เลยเรียกแท็กซี่พาไปเดินตากแอร์ในห้าง
Foton World กันก่อน แวะกินมื้อเบาๆใน
Ikea พอแดดร่มลมตกแล้วเราก็ออกมาเดินกัน
ถนนเลียบทะเลสายนี้ มีผู้คนใช้เดิน วิ่งและ
ขี่จักรยานออกกำลังกายกันเป็นระยะๆ...
และแดดยามบ่ายช่วงนี้ของปีก็ไม่แรงนัก
ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเพลีย แถมยังไม่มี
เหงื่อหยดย้อย เหมือนบ้านเราอีกด้วย
เพราะความร้อนแบบแห้งๆบวกกับลมเย็นๆ
น้องเลย์เลยหลับปุ๋ยไปได้พักใหญ่ๆ
เราก็เดินกันไป พักกันไปเรื่อย....
ตอนเย็นเฮียอีฟว์แวะมารับพาเข้าตัวเมือง
เราสองคนก็ถือโอกาศเดินสำรวจร้านทองกัน
ได้มาแต่ไม้กางเขนไปฝากผู้ใหญ่ลี...
แล้วเราก็แวะกินมื้อค่ำกันที่ร้านอาหารจีน!!!!!!

อีกตามเคย...แหะ แหะ



วันที่ 6
วันนี้ตื่นเช้ามารู้สึกว่าอยากลองออกไปชมเมือง
ตามลำพัง...เลยไปปลุกขอยืมกุญแจจากเจ๊ฉายมา
แล้วก็เดินๆๆไปเรื่อยจนไปถึงห้างคาร์ฟู...
ก็เลยถือโอกาศช๊อปปิ้งซะเลย....
พอขากลับจะเรียกแท็กซี่กลับ...อ้าว...
จะให้เขาไปส่งที่ไหนล่ะเนี่ย? ทำไงดีล่ะ???
ดันลืมนึกว่ามีเบอร์บ้านเจ๊ฉายอยู่ในมือถือ
ก็เลยโทรกลับมาถามผู้ใหญ่ลีที่บ้านแทน...
ถึงตอนนั้นเจ๊ฉายเริ่มเป็นห่วงแล้วว่าเราหาย
ออกไปคนเดียวนานเกินเหตุ..
แกกลัวว่า...เราจะไปโดนแขกที่ไหนลากไปแล้ว...

ก๊ากกกก...หน้าอย่างนี้น่ะนะ!!!!!!!!!!!
แขกมันจะกล้าลากไปทำปุ๋ยรึ????
เจ๊ฉายถึงกับโทรถามพี่เจี๊ยบที่ฮอลแลนด์
ถามเกตุที่สวิสฯ ถามเจ้าพิมที่นอร์เวย์...
วิตกไปโน่น...108-1009 แต่แล้วซักพักเรา
ก็หอบหิ้วสังขารและของช๊อปปิ้งกลับมา...
มื้อเช้าวันนั้นโดนทำโทษด้วยไข่เจียวและ
ยำปลากระป๋อง และต้มผักกาดดอง...ยั่มๆ

ตอนบ่ายเรานั่งแท็กซี่เข้าเมืองกันอีกรอบ
แวะไปดูร้านขายของไทย...วันนี้ไม่ค่อยมีของ
แวะไปเดินเล่นหลบแดดกันใน Abu Dhabi Mall
จนแดดคล้อยแล้วก็ไปตามล่าหาจี้ทองให้ตัวเอง
ซักอัน...มาได้เอาที่ร้านสุดท้ายจริงๆ
เจ๊ฉายกับน้องเลย์ทรหดมาก ทนเดินกับเราจน
ดอกยางรองเท้าหลานสึกหมดเลย...
แล้วตอนเย็นก็นัดเจอกับเฮียอีฟว์ที่หน้าโรงแรม
Crowne plaza ที่นั้นมีภัตตาคารที่เจ๊ฉายบอกว่า
ไม่ควรพลาดแต่เราพยายามจองกัน
หลายรอบแล้วก็เต็มหมดจนคิดว่าพลาดแน่ๆแล้วล่ะ...
แต่คืนนั่้นด้วยฝีปากและคารมร้ายของเฮียอีฟว์
โมเมให้พวกเราเข้าไปกินกันจนได้แหละ...


เป็นอาหารทะเลสดๆตามสั่งในราคาบุฟเฟ่ท์ที่เข้าท่ามาก
งานนี้นับว่าคุ้มจริงๆ..เขามีกุ้งหอยปูปลา สารพัด
ให้คุณเลือกสั่งเอาเลยว่าจะให้เขาผัด ยำ ทอด แกง ฯลฯ
ราคาคนละ 120 ดีแรมห์ แถมดื่มได้ไม่อั้น...
สุดยอดสมคำเล่าอ้างจริงๆเลยค่ะ...
มื้อสุดท้ายนี้จึงสนุกและอร่อยทิ้งทวนกันจริงๆ..




วันสุดท้าย
เมื่อมีพบก็ต้องมีจากเป็นเรื่องธรรมดา...
วันนี้ไม่มีเวลาอะไรกันมาก ตื่นเช้ามาอาบน้ำ
จัดกระเป๋า และกินมื้อเช้าด่วนๆกันในบ้าน
แล้วก็แวะถ่ายรูปมัสยิดหลวงสองสามภาพ
จากนั้นตรงดิ่งไปสนามบินทันที...
ปกติตามตั๋วเราจะต้องกลับเที่ยว 6 โมงเย็น
แต่ก่อนเดินทางหนึ่งเดือนเขามีจดหมายมา
แจ้งเลื่อนให้เรากลับเร็วขึ้นอีก 5 ชั่วโมง...
พอเข้าเช็คอิน คุณเธอบอกว่าถ้าเราจะกลับ
เที่ยวเย็นก็ได้นะ...อ้าว...จะเอาไงกะตูแน่???

แล้วเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้น่ะนะ...ฮ่วย...
เซ็งกะ Gulf Air จริงๆเข็ดแล้วค่ะ...
ไม่มีเที่ยวหน้ากับสายการบินนี้อีกแน่ๆ...
เธอบอกว่าจะรอที่ อบูดาบี้จนเที่ยวเย็นหรือ
จะไปเที่ยวนี้แล้วไปรอที่ บาร์หเรนก็ได้ค่ะ...
ไม่แตกต่างเพราะยังไงคุณก็ต้องไปติดแหง่กอยู่ที่
บาร์หเรนอีกกว่า 10 ชั่วโมงอยู่ดี....เอิ๊ก....

งั้นตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าเหอะ...
ไปถึงบาร์หเรนบ่ายโมงตามเวลาท้องถิ่น
ต้องรอเครื่องกลับฮีทโธรว์ตอนตีหนึ่ง....
เดินก็แล้ว นั่งก็แล้ว กินแล้ว ขี้แล้ว...วู๊ย...
ทำไมมันนานจังฟะ...
เหนื่อย...ง่วง แต่ก็หลับไม่ได้...สัมภาระ
งอกเงยมาจากการช๊อปปิ้งเยอะแยะไปหมด
ทนเอาหน่อยๆ...แล้วเราก็ได้กลับบ้านซะที...
ขากลับนั่งรถโค้ชกลับมาบ้าน เห็นทุ่งสีทอง
ของดอกเลปซีทสองข้างทางสวยสดชื่นดีจัง
ผู้ใหญ่ลีมารับถึงหมอชิต เอ้ย...ท่ารถ Norwich
ดีใจโดดกอดกันเชียว...
แต่พอแกหันมาเห็นสัมภาระเรา...เอาอีกแล้ว...
"ไปขนสมบัติบ้าอะไรมาอีกเนี่ย??????" แหงะ...







 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2553 18:27:38 น.
Counter : 715 Pageviews.  

ปารีส ฝรั่งเศส


รอหน่อยนะคะ...




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2550    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2553 18:28:04 น.
Counter : 278 Pageviews.  

1  2  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.