Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

ลด-ละใช้รถยนต์เพื่อโลกอันเป็นที่รัก

ลด-ละใช้รถยนต์เพื่อโลกอันเป็นที่รัก










ในชั่วโมงเร่งด่วนของกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งป็น “ วันสิ่งแวดล้อมโลก ” คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัทในกลุ่มเซ็นทรัล กว่า 100 คน นัดรวมพลกันหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดงาน “รักษ์โลก ดูแลโลก” ร่วมกันปั่นจักรยานรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนพยายามลด ละ การใช้รถยนต์ และหันมาใช้จักรยานแทนในการเดินทางระยะใกล้ ๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน และลดมลพิษจากการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์

เริ่มต้นรักษ์โลกด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ รอง ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหารระดับสูง อาทิ ยุวดี จิราธิวัฒน์, ธีรเดช จิราธิวัฒน์, บุษบา จิราธิวัฒน์, ปิยพรรณ จิราธิวัฒน์ ออกแรงปั่นจักรยานนำขบวนรักษ์พลังงานเริ่มจากลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนส่งไม้ผลัดให้ยังก์เจเนเรชั่น วรลักษณัย พิจารณ์จิตร, ภัสสรกรณ์ จิราธิวัฒน์ นำคณะขี่จักรยานเลียบเส้นทาง ถนนเพชรบุรีผ่านสะพานหัวช้าง ตัดเข้าถนน พระราม 1 และกลับมาสิ้นสุด ณ จุดสตาร์ต ระหว่างเส้นทางปั่นจักรยานมีการมอบต้นไม้ให้ประชาชน พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนรักการปลูกต้นไม้ด้วย

นางยุวดี จิราธิวัฒน์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า รู้สึกสนุกมากที่ได้ขี่จักรยาน หลังจากไม่ได้ขี่มานาน และเพื่อเป็นการ ส่งเสริมให้คนใช้จักรยานมีจำนวนมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ทุกสาขาจัดที่สำหรับจอดรถจักรยานโดยเฉพาะ พร้อมช่องสำหรับล็อกรถไว้จำนวน 50 คัน เพื่อให้ผู้ใช้จักรยานมีที่จอดเป็นสัดส่วน และไม่เกิดการสูญหาย

“การประหยัดพลังงานในที่ทำงานรณรงค์ให้พนักงาน ปิดแอร์ ไฟ และคอมพิวเตอร์ช่วงพักกลางวัน ไม่ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง รณรงค์ให้ลูกค้าใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ได้รับการตอบรับด้วยดี สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกร้อยละ 20 รวมถึงปรับแสงสว่างตามความเหมาะสมของร้านภายในห้างสรรพสินค้า ปรับอุณหภูมิภาย ในห้างสรรพสินค้าให้สอดคล้องกับอากาศภายนอก ขณะเดียวกันสอนให้ลูก ๆ ใช้พลังงานอย่างประหยัดด้วย”.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201500&NewsType=1&Template=1




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 11:41:36 น.
Counter : 395 Pageviews.  

เศรษฐกิจ"เมียฝรั่ง" สุพร แซ่ตั้ง

เศรษฐกิจ"เมียฝรั่ง" สุพร แซ่ตั้ง


((( เมียฝรั่งก็ยังเดือดร้อนจากวิกฤติเศรษฐกิจเลย ... )))



กระจกไร้เงา


29 พฤษภาคม 2552 - 00:00


มีผลวิจัยชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีนัยสำคัญที่สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการกระจายรายได้ และผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ลามไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่ครอบครัวลูกครึ่ง เมียฝรั่ง!!

ผลวิจัยของศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (E-saan Center for Business and Economic Research : ECBER) หน่วยงานภายใต้การบริหารงานของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่อง "ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่มีผลต่อค่าใช้จ่าย/รายได้ของคู่สมรสชาวต่างชาติ" โดย ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน และนายประเสริฐ วิจิตรนพรัตน์ หัวหน้าโครงการจัดทำอีสานโพล

ในการสำรวจสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนชาวอีสานเพศหญิงที่มีสถานภาพโสด หม้าย หย่าร้าง ที่สนใจจะแต่งงานกับชาวต่างชาติ และสมรสกับชาวต่างชาติแล้วรวม 484 คนใน 19 จังหวัดภาคอีสาน ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน 2552 ซึ่งข้อมูลชี้ผลดีด้านหนึ่งของกลุ่มสาวอีสานที่แต่งานกับชาวต่างชาติ คือ เธอกลายเป็นผู้มีกำลังทรัพย์ในการใช้จ่ายสูงมาก และสามารถเพิ่มเม็ดเงินให้ระบบเศรษฐกิจอีสานได้ไม่น้อย

นั่นทำให้สาวโสด 61.2% วาดฝันอยากแต่งงานกับสามีชาวต่างชาติ เหตุผลสำคัญอันดับแรก คือ ชาวต่างชาติมีฐานะการเงินที่ดี ช่วยยกฐานะการเงินของตัวเองและครอบครัวได้ รองลงมามองชายต่างชาติมีความอบอุ่น ให้เกียรติผู้หญิงและไม่เจ้าชู้ จนกลายเป็นค่านิยมในหมู่หญิงโสดชาวอีสานทั่วไป

สำหรับชายต่างชาติที่ต้องการแต่งงานด้วยมากที่สุดคือ ชายชาวอังกฤษ เพราะมองว่าหนุ่มลอนดอนใจกว้าง ไม่ขี้เหนียว

มาถึงประเด็นสำคัญเรื่องรายได้ พอมี "ผัวฝรั่ง" แล้วมีรายได้พุ่งปรี๊ดทันทีมากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนถึง 43.6% รองลงมา 40,001-50,000 บาท มีสัดส่วน 15.5% และช่วงรายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาท คิดเป็นสัดส่วน 14.9% โดยที่มาของรายได้ก็รับจากสามีมากที่สุด

นั่นทำให้พฤติกรรมการจับจ่ายของเหล่ามิสซิสทั้งหลายสูงตามไปด้วย เฉลี่ยเดือนละ 30,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า มิสซิสก็ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจโลก เพราะส่งผลให้มีรายได้ลดลงมากกว่าครึ่ง ยกเว้นพวกผัวฝรั่งวัยเกษียณที่มีรายได้คงตัว

ที่น่าสนใจก็คือ สภาพเศรษฐกิจอันย่ำแย่ยิ่งกระตุ้นให้สาวอีสานยังอยากมีสามีฝรั่ง คิดเป็นสัดส่วนถึง 61.2% เพราะบวก ลบ คูณ หาร แล้วยังมีรายได้ดีกว่าการทำมาหากินเอง ซึ่ง ดร.กัลปพฤกษ์ ผิวทองงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน ชี้ว่าปรากฏการณ์ทางสังคมที่หญิงอีสานต้องการมีสามีชาวต่างชาติอย่างมากๆ สะท้อนถึงนโยบายการกระจายรายได้สู่ชนบทยังไม่สำเร็จ

ปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ยุ่งเหยิงมาก ระดับมหภาคยังไม่สามารถแก้ภาวะส่งออกติดลบ และตัวเลขนักท่องเที่ยวก็ไม่ดีขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยลบเกิดอยู่ตลอดเวลา จบม็อบการเมืองก็มาเจอไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ขณะที่รายได้ของรัฐในแง่ภาษีต่ำกว่าประมาณการณ์กว่าแสนล้านบาท จนต้องเรียกเก็บภาษีเหล้า เบียร์ บุหรี่ และน้ำมัน เอาจากชาวบ้าน

นักธุรกิจยังขาดความเชื่อมั่นเต็มร้อย แม้ดีขึ้นบ้าง แต่ตัวเลขดัชนีของทุกสำนักต่างชี้ต้องการการเข้ามาแก้ปัญหาของรัฐบาลมากกว่านี้ การรักษาระดับค่าเงินบาทและการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การแจกเช็คช่วยชาติ เบี้ยคนชรา หรือนโยบายเรียนฟรี 15 ปี

ส่วนประชาชนยังอาการหนัก กำลังซื้อขยับนิดๆ ได้เช็คช่วยชาติมา 2,000 บาท ได้ค่าชุดนักเรียน ค่าหนังสือ แต่ภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกอย่าง ที่สำคัญรายได้ลดลง ธุรกิจห้างร้านขายของมียอดขายต่ำลงหมด โจรอาละวาด แก๊งต้มตุ๋นระบาด

ตอนนี้สินค้าที่ขายดีคงต้องยกให้ผ้าปิดจมูกกับกล้องวงจรปิด โกยกันเละ ที่เหลือถ้าไม่ลดราคา แจก แถม มีสิทธิ์รอดยาก

ล่าสุด เสี่ยใหญ่สหพัฒน์ บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ออกโรงจวกนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลยังอยู่ในภาวะคลำไม่ถูกจุดเสียที ภาพรวมยอดขายของเครือสหพัฒน์ในช่วง 4 เดือนแรกเติบโตติดลบทิศทางเดียวกับตัวเลขจีดีพี 7% และถ้าสถานการณ์ยังเลวร้าย ภาพรวมรายได้ทั้งปีมีสิทธิ์ติดลบสูงถึง 10%

ขอขู่ว่ารัฐบาลต้องแก้ให้ได้.


ที่มา: http://www.thaipost.net/news/290509/5404




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2552    
Last Update : 6 มิถุนายน 2552 21:20:49 น.
Counter : 435 Pageviews.  

เศรษฐกิจต้องรู้: แนวโน้มเศรษฐกิจจากมุมมองของ Nouriel Roubini


เศรษฐกิจต้องรู้: แนวโน้มเศรษฐกิจจากมุมมองของ Nouriel Roubini


-------------------------------------------------------------------------------------------------
((( อ่านแล้ว จะรู้ว่าความคิดของเขาไม่ธรรมดาครับ )))
-------------------------------------------------------------------------------------------------

เศรษฐกิจต้องรู้

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

หลายคนคงจะสงสัยว่า Nouriel Roubini (NR) คือใคร คำตอบคือ เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์แห่งคณะบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน เพราะเขาเป็นคนที่เคยคาดการณ์ว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ โดยเขาได้เตือนภัยเกี่ยวกับหายนะครั้งนี้ตั้งแต่ปี 2005 แต่ในขณะนั้นคำเตือนของเขาถูกมองว่าเป็นกระต่ายตื่นตูมของนักวิชาการคนหนึ่งเท่านั้น แต่ปัจจุบันความคิดเห็นของเขาได้รับความสนใจอย่างมาก ผมจึงได้นำเอาแนวคิดของเขามาสรุปให้อ่านกันในครั้งนี้ครับ (จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารนิวส์วีก ฉบับประจำสัปดาห์ 10-16 มีนาคม 2552)

เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มอย่างไร

ผมกังวลว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะถดถอยในขณะนี้จะไม่ฟื้นตัวได้เร็วเป็นตัว "U" แต่จะย่ำแย่กลายเป็นตัว "L" เหมือนกับวิกฤตเศรษฐกิจญี่ปุ่นรอบที่แล้ว (ซึ่งเริ่มตกต่ำในปี 1990 และไม่สามารถฟื้นตัวได้ ทำให้คนญี่ปุ่นต้องอยู่กับความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจยาวนานถึง 12 ปี) ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่สภาวะถดถอยโดยพร้อมเพรียงกัน (synchronized recession) อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาร่วม 60 ปีแล้ว ดังนั้นหากประเทศต่างๆ ไม่สามารถดำเนินนโยบายที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีก็มีความเป็นไปได้ว่าสภาวะถดถอยจะกลายตัวมาเป็นสภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง (depression) ซึ่งหมายถึงการหดตัวทางเศรษฐกิจ 10% หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ผมเคยเชื่อเมื่อ 6 เดือนที่แล้วว่าโอกาสที่เศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างรุนแรงนั้นมีประมาณ 10% แต่บัดนี้ผมเชื่อว่าความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างรุนแรงได้เพิ่มขึ้นเป็น 33% (นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งคือ Robert Rarro ประเมินจากประสบการณ์ในอดีตที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงกว่า 50% ว่าเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะตกต่ำอย่างรุนแรงประมาณ 25%)

เราจะหลีกเลี่ยงความตกต่ำดังกล่าวได้อย่างไร

รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมและครบถ้วน ทั้งนี้หมายความว่าจะต้องเป็นนโยบายที่รับกันอย่างดี โดยรัฐบาลสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และประเทศหลักอื่นๆ เพราะปัญหาความขาดแคลนสินเชื่อ (credit crunch) ในครั้งนี้มีความรุนแรงอย่างยิ่ง สิ่งที่จำเป็นอย่างมากคือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ พร้อมๆ ไปกับการกระตุ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน (front loaded) ในกรณีของสหรัฐนั้นงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมีมูลค่าทั้งสิ้นเกือบ 800,000 ล้านเหรียญ แต่เงินที่จัดสรรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้มีเพียง 200,000 ล้านเหรียญ นอกจากนั้นครึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวยังเป็นการลดภาษีรายได้ ซึ่งจะไม่เกิดประสิทธิผลเพราะประชาชนอาจจะไม่นำเอาการคืนภาษีดังกล่าวมาใช้จ่ายแต่จะเก็บออมเพิ่ม

ทำไมปัญหาสถาบันการเงินจึงยังไม่สามารถแก้ไขได้

รัฐบาลจะต้องแยกแยะระหว่างธนาคารที่มีปัญหาสภาพคล่อง (illiquid) และทุนไม่เพียงพอ (undercapitalized) แต่ทุนยังเป็นบวก (คือมูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารมีมากกว่ามูลค่าของหนี้สิน) กับธนาคารที่นอกจากจะมีปัญหาสภาพคล่องแล้วยังมีทุนติดลบอีกด้วย (มูลค่าสินทรัพย์ต่ำกว่าหนี้สิน) ซึ่งธนาคารในกลุ่มหลังนั้นควรจะต้องถูกสั่งให้ปิดตัวลง นอกจากนั้นปัญหาเฉพาะหน้าทำให้รัฐบาลต้องเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อเองมากกว่านี้ หรือจะต้องบังคับให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มจะต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจขณะนี้มีสภาพเหมือนกับเศรษฐกิจภายใต้ภาวะสงคราม ดังนั้นจึงต้องให้รัฐบาลสั่งการให้มีการจัดสรรสินเชื่อให้ลงไปสู่ภาคการผลิตให้ได้ กล่าวคือ สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ในขณะนี้ไม่เพียงพอกับขนาดของปัญหา

ประธานาธิบดีโอบามาดำเนินนโยบายได้ดีแค่ไหน

ผมต้องชมรัฐบาลโอบามาที่มีผลงานสำคัญ 3 ประการหลังจากรับตำแหน่งเพียง 6 สัปดาห์ ได้แก่ การออกงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 800,000 ล้านเหรียญ การให้ความช่วยเหลือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าของรัฐบาลก่อนหน้าและแผนการกอบกู้ธนาคารดังเช่นที่รัฐบาลที่แล้วทำ กล่าวโดยสรุปคือทำได้ดีมาครึ่งทาง (Glass is half full.) ไม่ใช่ทำได้ไม่ดีมาครึ่งทาง (Glass is half empty.) ส่วนที่ยังบกพร่องคือรัฐบาลทำเสมือนว่าปัญหาธนาคารปัจจุบันเป็นปัญหาครึ่งๆ กลางๆ หรือเหมือนบอกว่ารัฐบาลตั้งท้องครึ่งเดียว (half pregnant) ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐนั้นกำลังถกเถียงกันว่ารัฐบาลควรเข้าไปยึดกิจการของธนาคารหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงคือจะยึดมากหรือยึดหมด ดังนั้น จึงควรยอมรับความจริงและรีบเข้าไปยึดธนาคารตามที่จำเป็นเพื่อจะได้รีบปรับโครงสร้างและแก้ไขปัญหาให้ธนาคารสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจโดยปกติได้และขายคืนให้กับภาคเอกชนโดยเร็วที่สุด

หากมองโลกในแง่ดีแนวโน้มจะเป็นเช่นใด

หากรัฐบาลดำเนินนโยบายที่ถูกต้องและครบถ้วนเศรษฐกิจโลกก็จะสามารถหลีกเลี่ยงสภาวะ "L" ได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกก็ยังจะต้องเข้าสู่สภาวะหดตัวในปีนี้ก็ตาม และการฟื้นตัวในปีหน้าของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วก็จะเป็นไปอย่างเชื่องช้าคือเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1% และการว่างงานก็จะยังเพิ่มขึ้นในกรณีที่ดีที่สุด ประเทศพัฒนาแล้วก็ยังจะต้องเผชิญกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจประมาณ 2-3 ปี

ภูมิภาคใดของโลกน่าเป็นห่วงมากที่สุด

ผมเป็นห่วงทุกภูมิภาคของโลก หลายคนเคยเชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ จะสามารถแบ่งแยกตัวออกมาจากเศรษฐกิจสหรัฐได้ (decouple) แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่เหลวไหล ประเทศตลาดเกิดใหม่ในยุโรป (ยุโรปตะวันออก) นั้นกำลังเผชิญกับ 3 วิกฤตพร้อมๆ กันคือ วิกฤตหนี้ภาครัฐ วิกฤตสถาบันการเงิน และวิกฤตทุนสำรองระหว่างประเทศ ผมเชื่อว่าแม้กระทั่งเศรษฐกิจจีนเองก็กำลังชะลอตัวลงอย่างมากจนใกล้จะหดตัวอยู่แล้ว และประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างมากมาย ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าจะมีประเทศใดในโลกนี้ที่ปลอดภัยจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้

เป็นไปได้หรือไม่ว่าระบบเงินยุโรปจะประสบปัญหา

ผมไม่คิดว่าปัญหาจะเกิดขึ้น แต่ความเป็นไปได้ที่ปัญหาจะเกิดขึ้นนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะนี้หลายประเทศยุโรปกำลังเผชิญปัญหาสถาบันการเงินที่ยิ่งใหญ่จนไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้ (too big to fail) และปัญหาก็ใหญ่เกินกว่าจะกอบกู้ได้ (too big to save) หากสถาบันการเงินของประเทศไอร์แลนด์หรือกรีซล่มสลายลง รัฐบาลเยอรมันและฝรั่งเศสจะหาลู่ทางให้ความช่วยเหลือ แต่หากปัญหาลามไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น ออสเตรีย อิตาลี สเปน โปรตุเกส เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลเยอรมันและฝรั่งเศสคงจะไม่สามารถรับภาระที่มากมายเช่นนั้นได้ อย่างไรก็ดี ผมมีความเห็นว่าการล่มสลายของระบบเงินยุโรปนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ แต่วิกฤตครั้งนี้กำลังจะทดสอบเสถียรภาพและความแข็งแกร่งของระบบเงินยุโรปเป็นครั้งแรก

มีข่าวดีอะไรบ้างหรือไม่

ผมขอพูดจากใจจริงว่าผมยังไม่เห็นข่าวดีไหนเลย จริงอยู่นโยบายนั้นกำลังไปถูกทางแล้ว แต่ผมเกรงว่าจะเป็นการดำเนินการที่ไม่เพียงพอและสายเกินไป (too little too late)



ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?newsid=1243916824&grpid=05&catid=02




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2552    
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 16:38:08 น.
Counter : 417 Pageviews.  

ปราณารมณ์..ฝึกเทคนิคคิดฝ่าวิกฤติเครียด


ปราณารมณ์..ฝึกเทคนิคคิดฝ่าวิกฤติเครียด

--------------------------------------------------------------------------------
((( ชื่อเรื่องยังกับเป็นการฝึกวิทยายุทธ์ของหนังจีนกำลังภายในแน่ะ )))
--------------------------------------------------------------------------------
โดย : น.พ.กฤษดา ศิรามพุช


ยามใดที่เราเครียดให้สังเกตสัญญาณเตือน 2 อย่างคือ อาการเกร็งตึงช่วงไหล่ไปจนถึงต้นคอกับอาการ “หายใจตื้น” มาถึงแค่คอหอย
อาการหลังนี้เองที่สามารถทำให้เราเจ็บป่วยไปก็ได้ไปจนถึงทำให้เกิดภาวะ “ช็อกทางจิตใจ” เพราะหายใจไม่เข้าปอดรู้สึกไม่มีลมเข้ามาหล่อเลี้ยงร่างกายเลย

เมื่อถึงขั้นนี้ก็เรียกว่าเราใช้อารมณ์คุมลมในกายเสียหมดจนไม่สบาย แต่ในทางกลับกันเมื่อสามารถใช้อารมณ์คุมได้เราก็อาจพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเปลี่ยนมาใช้ “ลม” ในการคุมอารมณ์ได้เหมือนกันโดยการจับสังเกตลมหายใจเข้าออกของเราให้ดีแล้วค่อยๆเรียบเรียงเสียประสานรีอะเรนจ์ใหม่ให้ราบเรียบสม่ำเสมอขึ้นแล้วจะทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้อย่างน่าประหลาด ซึ่งท่านสามารถทำได้เองโดยใช้เทคนิกต่อไปนี้ครับ


“ ปราณารมณ์ ” เข้าสั้น-ออกยาว เราทำได้เอง

การหายใจยามเครียดนั้นจะมีลักษณะเข้า-ออกดังนี้คือ “เข้าสั้น” และ “ออกสั้น” พูดง่ายๆคือตื้นไปหมดทั้งหายใจเข้าและออกมันมาจุกอยู่ที่ตรงคอหอยนี้เอง พอหายใจได้ไม่เต็มปอดก็ไม่อาจขับกาซพิษของเสียออกได้ทำให้ท้นล้นอยู่ดาษดื่นตามกระแสเลือด กาซพิษเหล่านี้มีฤทธิ์เป็นกรดทำให้ร่างกายแก่เร็ว และเกิดการอักเสบร้อนรุ่มขึ้นในกายทำให้ยิ่งหงุดหงิดใจเหมือนมีไฟมาสุมอก

ดังนี้คือข้อเสียของการใช้ “อารมณ์คุมลมหายใจ” ทำให้เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจก็ไม่เหลือไปด้วย แต่ถ้าเราใช้เทคนิกลมคุมอารมณ์ได้ การณ์จะกลับกันหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียวครับ

สำหรับท่านที่อยากจะพิชิตอารมณ์ตัวเองได้ด้วยลมหายใจแผ่วๆเท่านั้นขอให้มาช่วยกันทำตามเทคนิก “ปราณารมณ์” นี้ไปพร้อมๆกันครับ

1) คอยจับสังเกตลมหายใจตัวเราให้ชินว่าปกติหายใจเข้า-ออกใช้เวลาสักเท่าใด

2) เมื่อรู้แล้วจะทำให้รู้ทันอาการเครียดของตนได้เร็วขึ้นว่าเมื่อใดเริ่มหายใจสั้นกระชั้นแปลว่าเริ่มมีการเครียดเกิดขึ้นแล้วหรือจะใช้คอยดูอาการของเพื่อนข้างเราก็ได้ครับว่าเริ่มเครียดหรือยัง

3) ในช่วงแรกให้ปิดรูจมูกหนึ่งข้างแล้วหายใจเข้าลึกให้เต็มปอดหน้าท้องตึงจนแทบปริใช้เวลาตอนหายใจเข้าราว 5 วินาทีจากนั้นค่อยผ่อนลมออกทางจมูกรูเดียวเป็นเวลา 10 วินาที

4) ทำสลับรูจมูกกัน หายใจเช่นนี้สักสิบครั้งยามเครียดหรือต้องการสมาธิสูง

5) เมื่อปฏิบัติไปจนตบะแก่กล้าแล้วก็ให้เพิ่มเวลาเป็นช่วงหายใจเข้าสัก 6 วินาทีส่วนตอนหายใจออกใช้เวลาราว 12 วินาที
ทั้งนี้ ให้คงสัดส่วนการหายใจเข้าออกนี้เอาไว้ให้หายใจออกยาวกว่าหายใจเข้าเป็นหนึ่งเท่าเสมอ(ช่วงหายใจเข้าต่อหายใจออก = 1:2 เสมอครับ)เพราะร่างกายจะได้รับออกซิเจนมากที่สุดขณะช่วงหายใจออกนี่เอง และเมื่อมีออกซิเจนล้มหลามในกายแล้ว บรรดากาซพิษที่รวมมิตรอยู่ในเลือด ก็จะถูกชะล้างออกมาจนทำให้รู้สึกสบายปลอดโปร่ง ไม่อึดอัด แล้วก็ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่า อารมณ์ก็ย่อมจะดีตามไปด้วยอย่างแน่นอน

นี่เองคือเทคนิกปราณารมณ์ใช้ลมคุมจิตใจให้ผ่องแผ้วอยู่เป็นนิจแล้วจะได้ของดีที่สุดตามมานั่นคือเห็น “เกิด-ดับ” ได้จากลมหายใจนี่เองครับ

ไม่มีเวลาก็ฝึกได้ขอให้ตามลมหายใจ

มีครูบาอาจารย์ท่านให้นิยามสำหรับคนยุคใหม่ไว้ว่า ‘คนเดี๋ยวนี้เขาทุกข์เพราะความคิด' ซึ่งพินิจไปก็เห็นจริง ดังนั้น เริ่มตั้งแต่คิดถึงแต่เรื่องของตัวเองเป็นหลัก ไม่พักวางอัตตาไว้ใจ ก็จะหนักไม่สบาย ใครมากระทบหน่อยก็เจ็บปวดเพราะอัตตามันพองฟูคลุมตัวอยู่เป็นเป้านิ่งอย่างดีให้แก่คนรอบข้าง มาสะกิดสะเกาให้เกิดแผล

แต่แค่ท่านลดการนึกถึงตัวเองลง ลองง่ายๆ เวลาไหว้พระกราบลงไปตรงพระบาทพระบรมศาสดา จะรู้สึกว่าอัตตาเหลือศูนย์ ขณะนั้นตัวจะเบาหวิวสบายไร้ข้อขัดข้องใจใดๆ พร้อมที่จะให้โอกาสตนเองเสมอ

ทำให้รู้สึกมีความหวังเรืองรองขึ้นมาว่าแล้วพรุ่งนี้ชีวิตจะเริ่มใหม่ได้ ยิ่งถ้าได้ฝึกคู่ไปกับเรื่อง “ปราณารมณ์” ด้วยก็จะยิ่งดีเป็นที่หนึ่งทำให้ไม่ต้องพึ่งยานอนหลับหรือยาคลายเครียดเลยแม้แต่น้อย

ส่วนเรื่องเวลาในการฝึกนั้นไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลาอื่นเพิ่มเติมเข้ามาเลย ด้วยเทคนิก “ปราณารมณ์” นี้ทุกท่านสามารถทำได้ในทุกขณะแม้ผู้ที่มีงานรัดตัวอย่างที่สุด เพราะ

ตราบใดที่ยังมีเวลาหายใจก็ย่อมจะมีเวลาสำหรับ “ปราณารมณ์” ด้วยเช่นกัน


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20090605/47830/ปราณารมณ์..ฝึกเทคนิคคิดฝ่าวิกฤติเครียด.html




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2552    
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 16:22:53 น.
Counter : 288 Pageviews.  

นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง จีดีพีไทยต่ำสุดไตรมาส 2


นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง จีดีพีไทยต่ำสุดไตรมาส 2

…………………………………………………………………
((( รู้ไว้จะได้เตรียมแผนรองรับการบริหาร / การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ )))
…………………………………………………………………

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ธนาคารทหารไทย ได้จัดสัมมนา “ทางรอดเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางไฟวิกฤติโลก” ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี วานนี้ (4 มิ.ย.)
โดย นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประเมินว่าไทยยังคงเผชิญความถดถอยช่วงปี 2552 นี้ และช่วงปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจหดตัวแรงสุดไตรมาส 2 หมายถึงช่วงนี้เป็นการตกถึงจุดต่ำสุดแล้ว จากนี้ไปเป็นเส้นทางสู่การฟื้นตัวแบบยูเชฟ ซึ่งจะเห็นจีดีพีไทยเริ่มเป็นบวกได้เล็กน้อยไตรมาสสุดท้ายปีนี้
“จากสมมติฐานภาวะแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีเหตุภายในอื่นๆ อีก คิดว่า จีดีพี ไทยปีนี้ ส่วนใหญ่ขยายตัวติดลบอยู่ระหว่าง 6.5% ถึง 3% ทำให้เฉลี่ยตลอดปีนี้จีดีพีจะติดลบที่ 4.8% พร้อมภาวะเงินฝืดอ่อนๆ ติดลบ 0.37% แต่จากนี้ต้องดูปัจจัยภายนอกเป็นหลัก เรื่องการส่งออกกับประเทศคู่ค้า และ ดูสถานการณ์การเมืองด้วย ซึ่งช่วงที่ผ่านมารัฐบาลทำค่อนข้างถูกต้อง และจัดการได้ดี”
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทย อธิบายว่าการฟื้นตัวแบบยูเชฟของไทยเริ่มเห็นได้ช่วงไตรมาสที่ 3 กับ ที่ 4 ปีนี้ จากสัญญาณดีขึ้น 3 ส่วน คือ สินค้าคงคลัง, ดัชนีภาคการผลิตและยอดขายรถ ล้วนปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ในระยะกลางไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะคาดว่าจะได้การส่งออกและการลงทุนของภาครัฐเป็นตัวนำช่วยดึงเศรษฐกิจดีขึ้น
“ตอนนี้ไทยยังไม่เกิดสภาพคล่องตึงตัวจนน่าเป็นห่วง และแม้ไทยพึ่งพาการส่งออกมาก แต่อุปสงค์ภายในยังขยายตัวได้พอสมควร ไทยไม่ได้ส่งออกไปแค่กลุ่มประเทศที่เกิดปัญหา แต่ส่งออกไปยังจีนที่มีสัญญาณฟื้นตัวให้เห็นแล้ว อีกทั้งผลกระทบจากความมั่งคั่งเป็นทรัพย์สินครัวเรือน ดูจาก 3 ตัว คือ ดัชนีหุ้น เงินฝากในประเทศ และ ราคาสินทรัพย์ ล้วนมีมูลค่าปรับขึ้นไม่น่าห่วง”
ผู้บริหารธนาคารทหารไทย ระบุว่า ในส่วนของภาครัฐ ซึ่งใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ทำได้ค่อนข้างถูกต้องตามหลักการ ซึ่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำได้ดี ดูได้จากขอบข่ายการส่งเม็ดเงินไปให้กลุ่มที่สามารถใช้หมุนเงินได้เร็วที่สุด นำไปซื้อสินค้าในประเทศ เห็นได้จากนโยบายจ่ายเช็ค 2,000 บาท และการพยุงการจ้างงาน
ขณะที่การใช้จ่ายอีกด้านหนึ่งของภาครัฐ ในการสร้างสาธารณูปโภคเพื่อสังคม และพัฒนาการศึกษา ที่ทำไปแล้วน่าจะใช้ได้ให้ผลดี แต่ที่กังวลกันว่าการกู้เงินของรัฐเพื่อมาลงทุน จะก่อปัญหาหนี้สาธารณะมากขึ้นหรือไม่นั้น เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่กู้จนสร้างภาระหนี้มากเกินไป และสามารถปรับไปตามภาวะเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ นโยบายกู้เงินใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้หนี้ประเทศสูงขึ้น นางสาวสุทธาภา แนะนำว่า รัฐบาลต้องดูการลงทุนจะลงทุนอะไร ต้องดูระยะเวลาที่จะกู้ทำตอนไหน รายได้รัฐเข้ามาตอนไหน แต่ช่วงกู้ที่เหมาะสมคือเมื่อไม่มีรายได้เข้ามาค่อยกู้ พอมีรายได้แล้วให้ชะลอการกู้
นอกจากนี้ต้องดูถ้าเอกชนต้องการเงินกู้มาก รัฐต้องไม่เข้าไปกู้เป็นการแย่งเงินลงทุนของเอกชน และต้องดูอายุของการกู้สั้นหรือยาว ต้องไม่กระทบทำให้อัตราผลตอบแทนสูง กลายเป็นปัญหาให้เอกชนต้องกู้โดยใช้ต้นทุนสูงเพื่อแย่งเงินลงทุน แต่เชื่อว่าปีนี้จนถึงต้นปีหน้า มีสภาพคล่องมากไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของเอกชน
ด้านศักยภาพในการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ยังมีช่องให้ทำได้อีก เพราะก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 รัฐบาลใช้เงินลงทุน 13-14% แต่ตอนนี้รัฐลงทุนเพียง 6% ของ จีดีพีเท่านั้น ขณะที่ นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยลดดอกเบี้ยลง 2.50% นับจากสิ้นปีก่อน จากนี้ไปมีช่องให้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้อีก เพราะความเสี่ยงจากเงินเฟ้อยังน้อย แต่ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงนั้นยังมีอยู่มาก
ด้าน นายทิม คอนดอน กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยของไอเอ็นจีแบงก์ สถาบันการเงินชั้นนำของยุโรป ซึ่งถือหุ้นในธนาคารทหารไทยด้วยนั้น มองว่าสหรัฐตอนนี้ตกถึงจุดต่ำสุดแล้วเช่นกัน และเชื่อว่าสัญญาณเศรษฐกิจดีดตัวขึ้น (green shoots) เป็นของจริง
“สหรัฐจะฟื้นตัวแบบวีเชฟ จากติดลบ 2.8% ปีนี้ เป็นบวก 1.3% ปีหน้า และการหลุดจากถดถอยปีนี้จะต่างจากการถดถอยครั้งก่อนๆ เพราะได้ผู้บริโภคเป็นตัวช่วยดึงเศรษฐกิจ เมื่อคนเลิกกลัวและคิดว่าไม่เกิดดีเปรสชันอย่างที่เคยเกิดเมื่อ 80 ปีก่อน จึงหันมาใช้จ่ายซื้อรถซื้อบ้านมากขึ้น ผสมกับอุปทานเงินเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐพิมพ์เงินอัดฉีดช่วยหยุดภาวะตื่นตระหนกได้ ช่วยเศรษฐกิจฟื้นตัวเด้งขึ้นแบบวีเชฟ” นายคอนดอน กล่าว
หัวหน้าฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคเอเชียของไอเอ็นจีแบงก์ คาดการณ์ด้วยว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย และหันมาใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินมากขึ้นในระยะ 18 เดือนข้างหน้า ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1%
“แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดจะไม่สามารถคุมเงินเฟ้อให้อยู่ระหว่าง 2-2.5% ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นกับบอนด์ได้ และตัวชี้วัดเงินเฟ้อได้ดีคือทองคำที่ราคาตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทะลุ1,000 ดอลลาร์ หมายถึงความเสี่ยง จากเงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนควรขายหุ้นกับบอนด์เข้าไปซื้อโภคภัณฑ์แทน” นายคอนดอน อธิบาย
ทั้งนี้ นายคอนดอนเชื่อว่าตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในช่วงการปรับราคาและปรับตัวดีขึ้น ซึ่งน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ นับจากปลายปีนี้จนถึงปีหน้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนเลิกกังวลว่าโลกจะเกิดดีเปรสชันเหมือนเมื่อ 80 ปีก่อน และหันมาลงทุนกันมากขึ้น


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090605/48571/นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง-จีดีพีต่ำสุดไตรมาส2.html




 

Create Date : 05 มิถุนายน 2552    
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 16:20:52 น.
Counter : 320 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.