Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

วัฒนธรรมองค์กรแก้ไม่ยาก แต่ (ต้อง) ใช้เ

วัฒนธรรมองค์กรแก้ไม่ยาก แต่ (ต้อง) ใช้เวลา


((( คนที่เป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ เป็นผู้บริหาร จำเป็นต้องรู้ ... คนที่เป็นพนักงาน ก็ ต้องรู้ เพราะวัฒนธรรมองค์กร เป็นเรื่องของทุกคนในองค์กรครับ )))



-------------------------------------------------------*------------------------------------------------------------

รายงานโดย :วรธาร ทัดแก้ว: วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552



วัฒนธรรมองค์กรเป็นอะไรที่แก้ยากเสมอ จึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะใช้เวลาเดือนสองเดือนในการเปลี่ยนแปลง

เพราะองค์กรบางแห่งก็ใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะสำเร็จ อย่างบริษัท ลี้กิจเจริญแสง ผู้ผลิตหลอดไฟแบรนด์ “เลคิเซ่” ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ กว่าจะมาถึงวันนี้ และเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการผลิตหลอดไฟอย่างเต็มภาคภูมิได้ระดับมาตรฐานสากลได้ต้องใช้เวลากว่า 35 ปี ในการปรับเปลี่ยนการบริหารองค์กรที่เป็นแบบครอบครัว ที่อำนาจการบริหารและการตัดสินใจอยู่ที่บุคคลคนเดียวมาเป็นการบริหารจัดการสมัยใหม่ รวมถึงการแก้ไขวัฒนธรรมองค์กรและทัศนคติของพนักงานให้กลับมาสู่แนวทางที่ควรจะเป็นต่อการพัฒนาองค์กรต่อไปในอนาคต

สมนึก โอวุฒิธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท ลี้กิจเจริญแสง บุตรชายคนโตของ “อุดม โอวุฒิธรรม” ผู้ก่อตั้งลี้กิจเจริญแสง กล่าวว่า สมัยก่อนยอมรับว่าที่โรงงานมีการจัดการความรับผิดชอบแต่ละตำแหน่งยังไม่ลงตัว ส่วนใหญ่มีแต่คนผลิต ส่วนผู้จัดการโรงงานก็ทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งเป็นผู้จัดการฝ่ายทุกฝ่ายด้วย เรียกว่าคนคนเดียวแต่รับผิดชอบงานที่เกินกำลัง ทั้งนี้เพราะการบริหารไม่มีระบบ ทั้งการบริหารงานบุคคล การบริหารองค์กร เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็แก้ไขไปวันๆ ไม่มีระบบการวางแผน ไม่มีระบบเอกสารที่สามารถจะหยิบมาใช้ได้ ที่หนักกว่านั้นคือในตำแหน่งต่างๆ มีพนักงานบางคนที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่กลัวการเปลี่ยนแปลง


สมนึก โอวุฒิธรรม
สร้างทีมใหม่ให้เข้มแข็ง

ด้วยเหตุนี้สมนึกจึงพยายามแก้ไขอยู่หลายครั้ง หลายวิธี แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เพราะทุกคนไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลง ยังยึดติดกับระบบเดิมๆ ที่ดูไม่เป็นระบบระเบียบ กระนั้นเขาก็ไม่คิดที่จะใช้วิธีหักดิบพนักงาน เพราะคิดว่าคนงานเก่าก็ช่วยเหลือบริษัทมานานจึงหันไปใช้วิธีอื่นที่คิดว่าง่าย การที่จะมาเปลี่ยนคนเหล่านี้ กล่าวคือ ในเมื่อคนเก่าอยู่กับบริษัทมานานคิดว่าเจ้าของบริษัทเกรงใจแล้วก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง กลับยึดระบบเดิมๆ วัฒนธรรมเดิมๆ พฤติกรรมเดิมๆ อยู่ ก็เบนเข็มด้วยการไปสร้างทีมขึ้นมาใหม่โดยการจ้างวิศวกรโรงงานเข้ามาใหม่ทั้งหมดรวดเดียว 10 คน ซึ่งใครๆ ก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะเป็นการสิ้นเปลืองเงิน

“แต่ด้วยความคิดที่จะเปลี่ยนระบบการทำงานใหม่ เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ผมจึงว่าจ้างวิศวกรครั้งเดียวพร้อมกัน 10 คน ซึ่งเป็นที่ฮือฮามาก โดนด่าแทบทุกวันว่าจ้างมาทำไม สิ้นเปลืองเงินเพราะเงินเดือนก็สูงมากเป็นแสน แต่ผมก็คิดว่าถ้าเราคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อความเจริญขององค์กรแล้วก็ต้องกล้าตัดสินใจ เพราะถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้นต่อไป ไม่เป็นผลดีต่อองค์กรในอนาคตแน่”

สมนึก กล่าวว่า ความจริงก่อนหน้าที่จะรับวิศวกรมา 10 คนนั้น ก็มีการจ้างวิศวกรเหมือนกัน เพราะตอนนั้นที่โรงงาน คนที่ทำงานจะมีวุฒิการศึกษาสูงสุดอยู่ที่ปวช. ไม่มีวิศวกรสักคนเดียว แต่ผลก็คือเมื่อจ้างมาแล้วก็อยู่ไม่ได้ เพราะได้รับแรงกดดันจากคนเก่า เช่น ไม่ได้รับความร่วมมือด้วย ไม่มีคนอยากบอกงาน หรือคุยด้วย ยอมรับว่าช่วงนั้นสู้ศึกพอสมควร แต่ก็ไม่ท้อ โดยได้เริ่มการสร้างทีมขึ้นมาด้วยแนวคิดของตัวเอง โดยการสอนงานให้กับวิศวกรทั้ง 10 คน แล้วส่งพวกเขาเข้าไปเรียนรู้งานทุกอย่างในแผนกต่างๆ และทุกวันพอเลิกงานก็จะให้ทุกคนเข้ามาประชุมกัน ใครที่เห็นปัญหาอะไรในองค์กรที่ต้องแก้ หรือมีวิธีในการแก้ปัญหานั้นอย่างไร หรือควรจะปรับปรุงตรงไหนก็ให้สรุปออกมา

“ทำอย่างนี้ทุกวันแล้วก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง คือ กลุ่มวิศวกรมีวัฒนธรรมของพวกเขาชัดเจน เช่น เวลารับประทานอาหารกลางวันก็มารวมกัน พูดคุยปรึกษากัน สุดท้ายพวกเขาก็อยู่กันได้ เกิดสายเลือดใหม่ขึ้นมา”

สมนึก กล่าวว่า ปัจจุบันวิศวกรชุดนี้เหลือ 2 คน คนหนึ่งเป็นระดับผู้จัดการโรงงาน อีกคนหนึ่งเป็นระดับผู้จัดการฝ่ายอยู่ด้านคุณภาพในบริษัทในเครือลี้กิจเจริญแสง แต่เนื่องจากองค์กรช่วงนั้นยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนอะไรมาก จึงทำให้บางคนเติบโตแล้วก็ออกไปได้ดิบได้ดีกัน แต่ถึงอย่างไรก็เชื่อมั่นว่าวิธีการนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้บริษัทเกิดการบริหารงานที่เป็นระบบมาก คนเก่าเริ่มคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตนเองมากขึ้น และคิดว่าถ้าบริษัทดีตนก็ดีด้วย

“แต่ก่อนเครื่องจักรเสียอยากซ่อมเครื่องก็ซ่อม ไม่อยากซ่อมก็ปล่อยไปก่อน แต่สมัยนี้ไม่ได้แล้ว เขามีระบบพีเอ็มมีการวางแผน แต่ก่อนให้ทำเอกสาร ทำโพสิเยอร์ เขียนไอเอสโอ ไม่ทำเราก็แทรกซึมเข้าไปเรื่อยๆ จนมีกลุ่มตัวอย่างใหม่ขึ้นมา แล้วก็ไม่รีรอที่จะเชิดชูให้การสนับสนุนคนกลุ่มนี้ ยิ่งตอนหลังเราหันมาใช้ระบบใครทำดีต้องโปรโมตยกย่อง ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ดีเป็นที่น่าพอใจ”

ค่าของคนวัดที่ผลของงาน

สมนึก กล่าวว่า สมัยก่อนไม่มีใครคิดอยากเป็นหัวหน้า เพราะการเป็นหัวหน้าต้องทำงานหนักและรับผิดชอบเยอะ แถมยังถูกด่ามากกว่าคนอื่น เงินเดือนก็ไม่ได้มากกว่าลูกน้อง ทั้งนี้เพราะการปรับเงินเดือนตอนนั้นยังไม่มีระบบที่ดีและเป็นธรรม เพราะจะเห็นว่าบางคนเมื่อถึงช่วงปรับเงินเดือนก็เข้าหานายให้นายเห็นหน้าบ่อยๆ ส่วนพวกที่ไม่ชอบเข้าหานาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกที่ทำงานจริงๆ พอผลปรับเงินเดือนออกมาก็ลาออกกันไปทั้งที่เป็นคนเก่ง นี่คือปัญหาใหญ่และเป็นวัฒนธรรมที่ไม่พึงปรารถนา ด้วยเหตุนี้จึงหันมาใช้ระบบค่าของคนวัดที่ผลของงานในการปรับเงินเดือน


กล้าปฏิวัติระบบเงินเดือน

จากการที่ได้ใช้ระบบค่าของคนวัดที่ผลของงานในการปรับเงินเดือน ทำให้เขากล้าที่จะปฏิวัติในการปรับเงินเดือนพนักงานโดยไม่ลังเล เขาบอกว่า ตามปกติการขึ้นเงินเดือนคนที่เงินเดือน 1 หมื่นบาท ถ้าขึ้น 10% ก็ 2,000 บาท แต่ถ้าทำงานได้ไม่ดีไม่สมกับงานและความรับผิดชอบก็ขึ้นให้ 500 บาท ส่วนคนที่ทำดีขึ้นให้ 5,000 บาท โดยไม่สนว่าทำงานมากี่ปีแต่ว่าจ่ายให้ตามที่ทำงานจริง ปรากฏว่าเริ่มได้ผล คนอยากเป็นหัวหน้ามากขึ้น

“ผมบอกเลยระดับหัวหน้า 3 หมื่นขึ้น คนทำงานทั่วไป 1 หมื่นกว่า ถ้าปรับตามเกณฑ์อีก 10 ปี จึงได้ 3 หมื่น จากนั้นมาก็เลยเกิดการแข่งขันอยากที่จะเป็นหัวหน้ากัน แต่ก็ยอมรับว่าการที่จะเปลี่ยนแปลงในเรื่องการปรับเงินเดือนต้องใช้เวลาในการคิดเป็นปี เพราะก่อนนั้นก็มีการแก้ไขปรับเปลี่ยนทดลองหลายวิธีเหมือนกันแต่ไม่ได้ผล สุดท้ายก็เข้าใจว่าต้อง ‘วินวิน’ ทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นจากที่ปรับปีละ 1,000 บาท ก็ปรับเป็น 1 หมื่นบาท (ส่วนใหญ่โชว์ออฟจริงๆ ปรับที่ 5,000-7,000 บาท) แต่ถ้าต้องการปั้นใครเป็นผู้จัดการฝ่าย เงินเดือน 1.5-1.7 หมื่นบาท ก็ปรับเป็น 2.6-2.7 หมื่นบาท ซึ่งวิธีนี้ทำให้เห็นภาพอย่างหนึ่งที่ชัดมาก ก็คือคนคนนั้นแทบจะยอมตายแทน ทำทุกอย่าง สู้เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของ และเมื่อคนอื่นเห็นเขาทำก็เอามั่ง กลายเป็นว่าเกิดสังคมและวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา ก็คือทุกคนทุ่มเททำงาน”

กรรมการผู้จัดการ ลี้กิจเจริญแสง กล่าวว่า การสร้างทีมใหม่ไม่ใช่ใช้แค่เงิน แต่ปั้นคนที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ซึ่งเป็นช่วงที่เขามีความคิดที่บรรเจิด ส่วนคนที่อยู่ในวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมๆ มีความคิดแบบเนกาทีฟเยอะ ก็เอาคนรุ่นใหม่เก่งๆ ที่มีความสามารถนี้เข้าไปอยู่คลุกคลีด้วย นานไปคนรุ่นเก่าก็จะลดเนกาทีฟลงและก็เป็นอย่างนั้น เพราะผู้จัดการฝ่ายระดับที่ไม่จบวิศวะก็มีบางคนที่สุดท้ายเป็นเพชรในตมที่บริษัทต้องพึ่ง เพราะประสบการณ์สูงมาก แล้วสุดท้ายจึงกลายเป็นเลือดผสมใหม่และเก่า

สมนึก กล่าวว่า การที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร เปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นเก่าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่นี่ 3 ปี เปลี่ยนได้เป็นบางส่วน 5 ปี จึงเปลี่ยนได้หมด ปีแรกเหนื่อยเพราะมีคนอยากลองของ แต่ต้องยกมือให้วิศวกรทั้ง 10 คน ที่ทำงานหนักเพราะเป็นผู้ไปรับเอาปัญหาต่างๆ ในแต่ละแผนก ต้องเจอกับระบบอุปถัมภ์ร้อยแปด แต่ก็ทำได้ดีเกินคาด

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนให้จบในเร็ววัน นอกจากต้องใช้เวลาและองค์ประกอบอื่นๆ แล้วต้องใช้วิธีที่เหมาะกับสถานการณ์และบุคคลด้วย


ที่มา: http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=55708




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2552 17:49:52 น.
Counter : 474 Pageviews.  

ฝ่าเส้นทางวิกฤติ มนุษย์เงินเดือน ... ((( เอามาฝาก )))

ฝ่าเส้นทางวิกฤติ มนุษย์เงินเดือน

โดย : ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ dr.photj@gmail.com




วิกฤติเศรษฐกิจ ส่งผลอะไรต่ออะไรมากมาย ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัว ไกลตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานในองค์กร ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

ขณะที่องค์กรต้องการประสิทธิภาพอย่างสูง แต่สภาพแวดล้อมล้วนบั่นทอนต่อประสิทธิภาพการทำงาน เพราะพนักงานต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หดหู่ นั่งลุ้นกับสภาพขององค์กรที่อยู่บนเส้นด้าย ความกดดัน ความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันของศักยภาพการทำงานลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ปัญหาสารพันล้วนมาจากสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน
เริ่มตั้งแต่นโยบายขององค์กรที่เปลี่ยน ทั้งท่าทีของผู้บริหาร ระบบการทำงาน เป้าหมายที่เพิ่มขึ้นและท้าทายความสามารถอย่างรุนแรง ในขณะที่คนทำงานไร้หนทางที่จะสู่เป้าหมายที่องค์กรต้องการ งบประมาณลดลงจนแทบจะไม่มีเครื่องมือ หรือกระสุนสำหรับการต่อยอด

การแข่งขันกับภายนอกองค์กรก็ย่ำแย่ซ้ำยังต้องเผชิญกับการแข่งขันในองค์กรอีก หัวหน้าหรือเจ้านายก็ดูเหมือนไร้มนุษยธรรมมากขึ้น การถูกกลั่นแกล้งให้ได้อาย เสื่อมยศ เสื่อมเกียรติ หมดศักดิ์ศรี ล้วนเป็นสภาพแห่งความกดดันชวนให้อยากลาออกไปจากองค์กร

คำถามคือทางออกของเรื่องเหล่านี้ ประสิทธิภาพของการทำงานจะเกิดขึ้นได้อย่างไร และองค์กรจะรอดและถึงเป้าหมายที่สูงส่งได้อย่างไร เมื่อ พนักงานขององค์กรเต็มไปด้วยความเครียดและคับข้องใจ

องค์กรจะอยู่รอดอย่างไร หากไม่ได้ใจพนักงาน

ต่างสถานะ ต่างมุมมองเมื่อมองในด้านขององค์กร ก็พบว่ามีหลายแนวทางที่องค์กรต้องมีการปรับทิศทางที่สำคัญ สำหรับกลยุทธ์ที่ควรหยิบมาใช้ในส่วนขององค์กรที่จะใช้ในการดำเนินธุรกิจในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง

กระจุกดีกว่ากระจาย ภาวะคับขันอาจต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารจากการกระจายเป็นการกระจุก คัดสรร สิ่งที่เป็นข้อดีของแต่ละกลุ่มธุรกิจภายในองค์กร ทั้งในส่วนของความรู้ งบประมาณ การลงทุนและเครือข่าย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดร่วมกัน การขยายความร่วมมือในธุรกิจเดียวกันมากขึ้น ซึ่งนอกจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังทำให้เกิดการได้เปรียบทางการแข่งขันมากกว่าการต่างคิดต่างทำ

การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การชี้แจง สร้างความชัดเจน มีเป้าหมายร่วมกันด้วยการผสมผสานทุกส่วนขององค์กร เป็นภารกิจร่วมของหน่วยงานและองค์กร ไม่ใช่แยกเป็นส่วนๆ ทุกฝ่ายต่างมีช่องทางและโอกาสช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เน้นขับเคลื่อนทรัพยากรขององค์กรทั้งภายในและการขับเคลื่อนสู่ภายนอก ไม่ใช่จากข้างนอกสู่ข้างใน

ใช้การสื่อสารเชิงกลยุทธ์ทั้งภายในและภายนอก การใช้วิธีการ เครื่องมือ ช่องทางที่เหมาะสมโดยเน้นการสื่อความที่ชัดเจนภายในร่วมกัน การสื่อสารที่ชี้ชัดกลุ่มเป้าหมาย ประเด็น วิธีการจัดการที่เจาะลึกมากยิ่งขึ้น เป็นเวลาที่องค์กรต้องเลือกและตัดสินใจว่าอยากเน้นในส่วนใดบ้าง ต้องการความร่วมมือ ค่านิยมร่วมกันอะไรบ้าง การเรียงลำดับความสำคัญของความต้องการขององค์กรเฉพาะเท่าที่จำเป็นก่อน การสื่อสารที่สม่ำเสมอแบบสองทางเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับในช่วงระยะเวลานี้

การแสดงความจริงใจขององค์กร การสร้างความพึงพอใจ ความผูกพันในระยะยาว ไม่เพียงกับลูกค้า นักลงทุน ผู้ถือหุ้น ชุมชน และสังคมเท่านั้น พนักงานเป็นกลไกที่สำคัญมาก จริงใจ ไม่หลอกลวง นับเป็นสิ่งที่องค์กรควรสร้างให้เกิดความเด่นชัดที่สุด

เทรนด์ของโลก 4 ประการ กับเส้นทางของมนุษย์เงินเดือน

ประกอบด้วย 1) เรากำลังก้าวสู่การแข่งขันที่รุนแรงและไร้รูปแบบ 2) เรากำลังอยู่โดยปราศจากความแน่นอนและความมั่นคงทางการเงิน 3) สงครามแห่งการแย่งชิงคนเก่งดูจะไม่มีท่าทีจะสงบโดยง่าย 4) การงานที่มั่นคง ดูจะเป็นเรื่องได้ยาก ขณะที่เรื่องของความก้าวหน้าไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอนเสมอไป

ติดตามความเคลื่อนไหว อย่างเข้าใจ การที่เราได้ใกล้ชิดข้อมูลย่อมเกิดความได้เปรียบ รู้ทิศทาง หมั่นติดตามข่าวสารทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น ข่าวสารที่ปรากฏผ่านสื่อสารมวลชน บทวิเคราะห์ งานวิจัย นโยบายทั้งของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การติดตามข้อมูลของคู่แข่ง มีการติดตาม วิเคราะห์และคาดการณ์ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นำศักยภาพที่มีสร้างผลงานให้เกิดประโยชน์กับองค์กรให้มากที่สุด คนที่มีความสามารถมากมาย แต่อาจจะได้ใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างไม่คุ้มค่า บางคนมีความชำนาญ ความรู้ ความสามารถ มีเครือข่าย มีความสัมพันธ์ ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อาจถึงเวลาที่ต้องนำออกมาแสดง

การปรับเปลี่ยนตัวเอง มิใช่เกิดขึ้นในระดับองค์กรเท่านั้น ระดับบุคคลเองก็จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงมากทีเดียวให้เหมาะสมกับสิ่งที่เปลี่ยนไป การพัฒนา เพิ่มเติมในสิ่งที่ขาด การลดสิ่งที่เป็นเงื่อนไข หรือสภาพความจำเป็นที่อาจมีความสำคัญในอดีต

สร้างวิกฤติให้เป็นโอกาส ขอย้ำว่าควรใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสจริงๆ ไม่ใช่ปล่อยให้โอกาสเป็นวิกฤติ การมีเวลาในการทำงานที่น้อยลง ย่อมทำให้เวลาของครอบครัวมีมากขึ้น ใช้เวลาแสวงหาช่องทางการเรียนรู้ การเรียนต่อ การอบรม ต่อยอดองค์ความรู้ ไม่ว่าด้านวิชาการ วิชาชีพ ที่อาจกลายเป็นอาชีพ

เสริมหรืออาจเป็นอาชีพหลักในอนาคต

เตรียมพร้อมอยู่เสมอ หาคำตอบจากสมมุติฐานที่ว่า ถ้าเราไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว จะเกิดอะไรขึ้น เราจะใช้ชีวิตการทำงานที่เหลืออยู่อย่างไร วิธีไหน การศึกษาสวัสดิการ ระเบียบของบริษัท การสำรวจทรัพยากรทางความรู้ความสามารถของเราที่มีอยู่ ทำความเข้าใจกับกฎระเบียบทางด้านแรงงาน แม้กระทั่งการมีที่ปรึกษากฎหมายก็อาจจำเป็น

สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงทุกวันสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้นมากมาย ฐานะองค์กรผู้บริหารต้องมีตัวที่ชี้วัดเพื่อนำพานาวาให้ฝ่ามรสุมไปให้ได้

ขณะที่พนักงานในฐานะที่เป็นมนุษย์เงินเดือนก็จำเป็นต้องใช้ศักยภาพพร้อมกับแผนรองรับความเสี่ยง แม้ว่าจะยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดหรือไม่ รุนแรงเพียงใดก็ตาม


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/hr/20090406/31065/ฝ่าเส้นทางวิกฤติ-มนุษย์เงินเดือน.html




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2552    
Last Update : 30 มิถุนายน 2552 11:53:24 น.
Counter : 394 Pageviews.  

วิกฤตคือโอกาส

วิกฤตคือโอกาส



((( มองโลกในแง่ดี ... ทุกอย่างจะดี )))


--------------------------------------*------------------------------------



รายงานโดย :ภาสกร พุทธิชีวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BNB Inter Group: วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552


ผมสัญญาไว้เมื่อตอนที่แล้วว่าจะมาตอบคำถามเรื่องการแก้ไขปัญหาโลกร้อน ด้วยการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส พลิกสถานการณ์ที่โลกกำลังถูกหลอมละลายให้เป็นเม็ดเงินกลับมาเข้ากระเป๋า

ด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจที่ง่ายดาย และได้ประโยชน์

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เดินทางลงไปทำธุรกิจที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี แน่นอนครับอำเภอนี้ขึ้นชื่อเรื่องไข่เค็ม เพราะเป็นสินค้าที่แม้แต่นักท่องเที่ยวฝรั่งแบกเป้ก็ยังรู้จัก เช่นเดียวกับที่รู้จักแหล่งธรรมะสวนโมกข์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ที่มีพระธาตุไชยาอันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพของคนทั้งประเทศ

นอกจากพระธาตุไชยาที่กวักมือเรียกนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสักการะแล้ว ตอนนี้ที่ อ.ไชยา กำลังมีแหล่งท่องเที่ยวผุดเพิ่มขึ้นมาอีก นับเป็นการเพิ่มขึ้นมาอย่างที่คนไชยาเองก็ยังสงสัย เนื่องจากแทนที่มันจะเป็นโบราณสถาน เช่นองค์พระธาตุ หรือเต็มไปด้วยบรรยากาศธรรมชาติอย่างขุนเขาหรือทะเล แน่นอนมันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมันตั้งอยู่กลางตลาดสดของเทศบาลไชยา

ไม่ต้องงงครับว่าตลาดเทศบาลจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างไร ผมจะสาธยายให้ฟัง

นายกเทศมนตรีตำบลไชยา นายกวิรัช ทองเพชร หรือที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่า กำนันชี ได้ริเริ่มโครงการ “ตลาดสะอาด น่าซื้อ น่าเดิน”

เหตุที่ต้องเริ่มโครงการนี้ เพราะแรกเริ่มเดิมทีเทศบาลตำบลไชยาสร้างตลาดเสร็จใหม่ พอชาวบ้านเอาของมาขาย เทศบาลก็มีหน้าที่ทำความสะอาดโดยใช้สารเคมีล้างพื้น แต่ล้างแผงหรือเขียงหมูด้วยสารเคมีไม่ได้ ทำให้คราบไขมันต่างๆ ล้างไม่ออก แม้จะใช้สารเคมีมากแค่ไหน หนูและแมลงสาบก็ยังเยอะอยู่ดี

ที่สำคัญการใช้สารเคมีมากๆ ยิ่งทำให้สิ่งแวดล้อมเสีย และชาวไชยาคาดว่าอีกไม่นานปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติก็คงพลอยตายกันหมด วันหนึ่งกำนันจึงนั่งขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดสดอยู่ในสภาพที่สะอาด ไม่มีหนู แมลงสาบ แมลงวัน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

โชคดีที่วาบหนึ่งของความคิดแล่นเข้ามาหลังพิษโลกร้อนกำลังเฟื่องฟู กำนันชีนำเรื่องเสนอเข้าเทศบาล โดยที่ยังไม่คิดว่าจะมีใครเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีของเขา...ครับเขาเสนอให้มีการติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Water Heater) ที่ตลาดเมืองไชยา กำนันเสนอว่ามันสามารถต้มน้ำร้อน และน่าจะรองรับการใช้น้ำร้อนแทนสารเคมีในการล้างตลาดได้ทั้งหมด ที่สำคัญมันสามารถล้างทั้งพื้น และแผงเขียงหมู รวมทั้งคราบคาวปลาได้อีกด้วย

หลังจากสภาเทศบาลแห่งนี้รับหลักการ และอนุมัติงบประมาณแบบวัดดวง ทำให้ตลาดไชยาแห่งนี้เป็นตลาดที่มีระบบทำน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศทันทีครับ ทุกวันนี้แผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาของตลาดสามารถต้มน้ำร้อนได้มากถึงวันละ 1.6 หมื่นลิตร ซึ่งนั่นทำให้เทศบาลสามารถลดรายจ่ายจากสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดตลาดไปได้ปีละหลายบาทหลายสตางค์ และหากจะต้มน้ำด้วยวิธีการอื่นก็จะต้องควักกระเป๋าจ่ายถึงปีละ 2.5 ล้านบาท

ไม่จบแค่นั้นสิครับ เพราะนอกจากเทศบาลจะประหยัดเงินไปได้มากแล้ว ชาวบ้านยังภูมิใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของชาวบ้าน และเรื่องคุณภาพของอาหารสดที่นำมาขาย ทุกวันนี้ตลาดเมืองไชยาการันตีได้ว่าแผงค้าขาย และพื้นถนนทางเดินสะอาดแน่นอน ปลอดหนู และแมลงวัน เรียกว่าเดินช็อปทั้งทีคล้ายกับเดินในซูเปอร์มาร์เก็ตของเมืองหลวง ต่างกันก็ตรงที่ไม่ได้ติดเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

ครับ...ทั้งหมดทั้งปวงคือต้นทุน และกำไรที่ได้รับ แต่สิ่งที่ชาวบ้านไชยาคาดไม่ถึงก็คือ “มูลค่าเพิ่ม” ที่ได้จากการใช้ Solar Water Heater เนื่องจากทุกวันนี้ตลาดเทศบาลไชยากลายเป็นผู้เริ่มต้นนับหนึ่งของการช่วยลดภาวะโลกร้อน และเป็นสิ่งที่เรียกให้นักเรียน นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่วกรถเข้ามายังไชยา แวะเวียนเข้ามาศึกษาดูงานหาประสบการณ์จาก “ตลาดสดลดโลกร้อนแห่งนี้”

ไม่แปลกเลยหากจะสังเกตเห็นว่าในช่วงสายของบางวันในสัปดาห์ หลังตลาดเช้าปิดตัวลง จะมีกลุ่มชาวบ้านต่างถิ่น หรือไม่ก็เด็กวัยรุ่นในชุดนักเรียนนักศึกษาจะวนเวียนกันเข้ามาพิสูจน์ตลาดแห่งนี้ ใช่ครับ...เขาวนเวียนกันมาดู ตลาดสดลดโลกร้อน และเวลามากันแต่ละครั้งก็มากันครั้งละหลายรถบัส นับเป็นหัวก็หลายร้อยคน

แล้วมูลค่าเพิ่มที่ผมกล่าวไว้จะไปไหนละครับ ถ้าไม่ตกอยู่กับชาวบ้านของไชยาเอง เพราะอย่างน้อยคนที่เดินวนเวียนดูความสะอาด แบบประหยัดพลังงานของตลาดแห่งนี้ ก็ต้องกินข้าว เคล้าขนม หรือเลือกซื้อของฝากติดไม้ติดมือ ก็นับเป็นรายได้ทางอ้อมให้กับชาวบ้าน และก่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชุมชนอย่างปฏิเสธไม่ได้

ผมคาดว่าทุกวันนี้ชาวบ้านไชยาน่าจะกระเป๋าตุงแล้วครับ...




ที่มา: http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=52087




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2552    
Last Update : 27 มิถุนายน 2552 13:08:33 น.
Counter : 907 Pageviews.  

กระบวนการสังเคราะห์แสง ...

กระบวนการสังเคราะห์แสง


((( นำมาให้อ่าน เผื่อจะระลึกถึงอดีตที่เคยเรียน วิชา ชีววิทยา )))

------------------------*--------------------------*-------------------------


รายงานโดย :เรื่อง / ภาพ ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม: วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะตระหนักดีถึงคุณค่าและบทบาทของต้นไม้หรือพืชสีเขียวที่มีต่อการลดสภาพโลกร้อน

แต่หากจะกล่าวถึงขบวนการหลักซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ในโลกของบรรดาพืชพรรณไม้ต่างๆ แล้ว นับว่ายังมีความรู้ความเข้าใจอยู่น้อย หรืออาจคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

ดังนั้น ผู้เขียนจึงจะกล่าวถึงขบวนการสำคัญดังกล่าว โดยเริ่มจาก<title1>ขบวนการสร้างหรือสังเคราะห์อาหารด้วยแสง พืชก็เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ซึ่งใช้น้ำตาลเป็นแหล่งให้พลังงาน แต่พืชนั้นต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ที่มันสามารถสังเคราะห์ด้วยแสง และขบวนการนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการนำเอาพลังงานแสงมาเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมี เพื่อสร้างอาหารจากโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ พืชดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปในต้นของมันโดยผ่านทางรูเปิดเล็กๆ ในใบ ซึ่งเรียกว่าปากใบหรือสโตมาตา (Stomata) รากของต้นพืชจะดูดความชื้นจากดิน คลอโรฟิลด์ และเนื้อเยื่อสีเขียวอื่นๆ ในใบจะดูดพลังงานแสงจากแหล่งที่มีแสง พลังงานนี้ถูกใช้เพื่อแยกโมเลกุลของน้ำออกเป็นออกซิเจนและไฮโดรเจน โดยอาศัยปฏิกิริยาเคมีอันซับซ้อน พืชจะใช้ไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในการสร้างน้ำตาล ก๊าซออกซิเจนจะเป็นผลิตผลพลอยได้ของขบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง และถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศ

น้ำตาลซึ่งถูกผลิตโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง ไม่เพียงแต่จะสร้างอาหารให้ต้นพืชเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นแหล่งพลังงานซึ่งถูกใช้ในการสร้างสารเคมีอื่นที่จำเป็นสำหรับชีวิต และดังนั้นมันจึงช่วยเพิ่มพลังงานปริมาณมหาศาลออกมาสู่ไบโอสเฟียร์ ขบวนการแห่งชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีความจำเป็นต้องใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง ถ้าปราศจากแหล่งพลังงานเสียแล้ว ชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนี้ก็ต้องสิ้นสุดลงในเวลาไม่นาน สารประกอบอินทรีย์หลายรูปแบบที่มีความจำเป็นแก่โครงสร้างของเซลล์ยังอาศัยน้ำตาลหรือสารประกอบอินทรีย์อื่นๆ ซึ่งถูกผลิตขึ้นโดยพืช โดยขบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

ขบวนการหายใจของต้นพืชนั้นสำคัญอย่างไร?

การหายใจเป็นขบวนการซึ่งอาหาร (น้ำตาล) ร่วมกับออกซิเจนและถูกเผาผลาญด้วยขบวนการทางชีวภาพ จนปลดปล่อยพลังงาน และความร้อนออกมา การหายใจเป็นขบวนการเคมีที่เรียกว่าออกซิเดชันหรือเป็นการสันดาปที่เชื่องช้าก็ว่าได้ มันต่างจากการสันดาปธรรมดาอยู่ที่มันเกิดขึ้นช้าๆ และปราศจากการสะสมความร้อนที่สูงเกิน ในระหว่างการหายใจนั้นออกซิเจนและน้ำตาลจะถูกใช้ (ออกซิไดซ์) เพื่อผลิตพลังงานสำหรับการสร้างสารประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นแก่การเจริญเติบโตและอยู่รอด คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำนั้นเป็นผลพลอยได้ของการหายใจ และถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศเช่นเดียวกับความร้อนจากขบวนการนี้

การคายน้ำ

การระเหยน้ำออกจากใบพืชเรียกกันว่าการคายน้ำ ทั้งการระเหยของน้ำจากผิวดิน และการคายน้ำจากใบพืชรวมกันเรียกว่า Evapotranspiration ผิวใบของพืชนั้นมีไขคล้ายขี้ผึ้งเคลือบบนผิวใบ และมันจะช่วยจำกัดการแพร่กระจายโมเลกุลของน้ำ เพื่อให้ไอน้ำส่วนใหญ่ออกซิเจนและก๊าซอื่นๆ ต้องไปผ่านปากใบ (Stomata) รูเปิดเล็กๆ ดังกล่าว จะพบทั้งด้านบนและด้านล่างผิวใบ แต่สำหรับบางพืชปกติแล้วเราอาจพบแต่ด้านล่างของใบเท่านั้นก็ได้ ปากใบนี้มีเซลล์คุมซึ่งเรียกว่าการ์ดเซลล์ล้อมอยู่ ซึ่งจะช่วยในการปิดและเปิดปากใบ เมื่อรากพืชเริ่มขาดน้ำและแห้งลง การ์ดเซลล์จะปิดปากใบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำออกไปอีก ถ้าต้นพืชคายน้ำออกไปมากกว่าปริมาณซึ่งมันดูดเข้าไปทางราก ต้นพืชจะเหี่ยวแห้งให้เห็นในทันที



ที่มา: http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=53206




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2552    
Last Update : 27 มิถุนายน 2552 13:00:17 น.
Counter : 557 Pageviews.  

ไทยติดอันดับ ให้เงินต่างชาติมากสุดในโลก

ไทยติดอันดับ ให้เงินต่างชาติมากสุดในโลก


((( ดูข่าวนี้แล้ว ... รู้สึกอะไรกันบ้างไหม? คนไทยด้วยกัน กลับถูกกดค่าแรงให้แบนติดดิน ... แต่กลับจ่ายให้ต่างชาติสูงลิ่ว??? )))


-----------------------------------*--------------------------------------


วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

โพสต์ทูเดย์ — ไทยติดอันดับ 1 ใน 9 ของชาติเอเชีย และตะวันออกกลาง ที่จ่ายเงินตอบแทนให้กับชาวต่างชาติทำงานในประเทศมากที่สุด

วานนี้ ธนาคารเอชเอสบีซี อินเตอร์เนชันแนล ได้เปิดเผยผลการสำรวจความเป็นอยู่ของชาวต่างชาติที่เข้าไปทำงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลก พบว่าชาวต่างชาติ 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย มีรายได้แล้วมากกว่า 2 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 7 ล้านบาท) ติดอันดับ 9 ประเทศลำดับต้นๆ ในเอเชีย และตะวันออกกลาง ที่มีการจ่ายค่าแรงให้ชาวต่างชาติมากที่สุด
ขณะที่รัสเซียครองอันดับที่ 1 ที่มีการจ่ายเงินเดือนให้กับชาวต่างชาติมากที่สุด โดย 1 ใน 3 มีรายได้มากกว่า 2.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 8.75 ล้านบาท) ต่อปี ตามติดมาด้วย ประเทศญี่ปุ่น และกาตาร์ ที่มีการจ่ายค่าแรงให้ชาวต่างชาติสูงเช่นกัน

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังระบุด้วยว่า มาเลเซีย จีน และอินเดีย ถือเป็นประเทศที่มีอัตราค่าครองชีพถูกที่สุด สำหรับชาวต่างชาติด้วย

“เอเชียเป็นแหล่งที่จ่ายค่าแรงให้กับชาวต่างชาติสูงที่สุดในโลก โดย 1 ใน 4 ต่างชาติ มีรายได้มากกว่า 2 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี” แถลงการณ์ระบุ

สำหรับอังกฤษและสหรัฐมีจำนวนชาวต่างชาติเข้าไปทำงานมากที่สุด พบว่า 1 ใน 4 หรือราว 15% ของชาวต่างชาติ กำลังมีความคิดที่จะกลับประเทศบ้านเกิดของตัวเอง เนื่องจากไม่สามารถทนรับกับค่าครองชีพที่แพงหูฉี่ รวมไปถึงขาดความปลอดภัยในการทำงาน และยังได้รับค่าแรงที่ต่ำที่สุด



ที่มา: http://www.posttoday.com/international.php?id=54104




 

Create Date : 27 มิถุนายน 2552    
Last Update : 27 มิถุนายน 2552 12:41:29 น.
Counter : 371 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.