Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

"ไซเบอร์ วอร์" เมื่อ"อินเตอร์เน็ต"คือ"สมรภูมิ"!


"ไซเบอร์ วอร์" เมื่อ"อินเตอร์เน็ต"คือ"สมรภูมิ"!



โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th





ข่าวคราวใหญ่โตในแวดวง การรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาครับ ข่าวที่ว่าคือข่าวการจารกรรม "ข้อมูล" สำคัญผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต กล่าวคือ มีคอมพิวเตอร์ในประเทศจีนจำนวนหนึ่งติดตามสอดแนมข้อมูลของคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 1,295 เครื่องใน 103 ประเทศอย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการดำเนินการดังกล่าว นั่นคือจัดส่งข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ต้องการกลับไปเก็บไว้ยังเซิร์ฟเวอร์ 4 ตัว เซิร์ฟเวอร์ 3 ตัว ในจำนวนนี้ตั้งอยู่ในประเทศจีน อีกตัวเป็นของผู้ให้บริการเช่าพื้นที่เพื่อเปิดเว็บไซต์ อยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย

เครือข่ายสปายไซเบอร์หนนั้นถูกตั้งสมญานามไว้เสร็จสรรพว่า "โกสท์เน็ต" ด้วยวิธีการปล่อยโปรแกรมแฝงที่ถูกตั้งชื่อว่า "โกสท์แรท" ไปกับอี-เมล เมื่อคลิกอี-เมลเพื่อเปิด มันจะติดตั้งลงบนเครื่องทันทีและทุกอย่างที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็จะตกเป็นของ "โกสท์เน็ต" ไปในทันทีเช่นเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้เรื่อง "โกสต์เน็ต" อยู่ในความสนใจในระดับโลกมีอยู่ 2 ประเด็นครับ ประเด็นแรกคือมันยังขยายตัวไม่หยุด คือ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมันยังคงส่งเมลออกไปเรื่อยๆ แล้วก็ควบคุมคอมพิวเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆอย่างน้อยสัปดาห์ละ 10 เครื่อง

ประเด็นที่สองก็คือ คอมพิวเตอร์ที่ตกเป็นเหยื่อของมัน ไม่ได้เป็นเฉพาะคอมพิวเตอร์ของเอกชนคนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังมีคอมพิวเตอร์ของทางการของหลายประเทศ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน รวมแล้วมากถึง 103 ประเทศ ลักษณะของอี-เมลที่ส่งไปยังหน่วยงานของทางการเหล่านี้มีลักษณะจำเพาะเจาะจงเพื่อหลอกล่อให้บุคลากรของหน่วยงานเปิดเป็นพิเศษ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการได้รับด้วยความบังเอิญจากการ "หว่าน" อี-เมลอันตรายไปทั่วแต่อย่างใด

นั่นทำให้เรื่อง "สงครามไซเบอร์" ที่ไม่ค่อยจะถูกหยิบมาพูดถึงกันแต่อยู่ในใจของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลากลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

คำ "ไซเบอร์ วอร์" เคยดังสนั่นโลกมาเมื่อปี 2550 ตอนนั้นเป้าหมายการโจมตีชัดเจนอย่างยิ่ง คือ ธนาคารที่ใหญ่ที่สุด 2 แห่งในประเทศเล็กๆ อย่างเอสโทเนีย ผลก็คือทำให้ธนาคารทำธุรกรรมใดๆ ไม่ได้ไปหลายชั่วโมงครับ วิธีการนั้นเป็นวิธีการง่ายๆ แต่ได้ผลครับ คือ ใช้มือดีเขียนโปรแกรมขึ้นมาตัวหนึ่งส่งคำสั่งซ้ำๆ ไปยังคอมพิวเตอร์ที่ตกเป็นเป้าหมาย ที่รู้จักกันดีในหมู่แฮกเกอร์ทั้งหลายในชื่อ "ดีดีโอเอส-Distribute Denial Of Service" ส่งคำสั่งซ้ำๆ ไปนับเป็นล้านๆ ครั้งในระยะเวลาอันสั้นจนคอมพิวเตอร์ปลายทางไม่สามารถทำงานตามคำสั่งได้และแฮ้งไปในที่สุด

ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ก็จริงอยู่ แต่เอสโทเนียเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความก้าวหน้าทางด้านไอทีระดับแถวหน้าของโลก สังคมเอสโทเนียแทบจะเป็นสังคมอิเล็กทรอนิกส์ เอาง่ายๆ แค่ว่า การจ่ายค่ามิเตอร์จอดรถข้างถนนยังสามารถจ่ายได้โดยการส่งเอสเอ็มเอส ทำให้ประเทศนี้ได้ชื่อเล่นๆ ว่า "อี-สโทเนีย" (e-stonia) เลยทีเดียว ประเด็นที่น่าสนใจในตอนนั้นก็คือ เอสโทเนียกำลังเปิดศึก (น้ำลาย) กับรัสเซียอยู่ด้วยเรื่องที่ว่า เอสโทเนียต้องการทำลายอนุสาวรีย์ยุคสหภาพโซเวียตชิ้นหนึ่งทิ้ง แต่รัสเซียกดดันอย่างหนักไม่ให้ทำลายเพราะถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นมา ทุกคนจึงพุ่งเป้าและตั้งข้อกล่าวหาไปที่รัสเซีย

แน่นอนครับ รัสเซีย ปฏิเสธ และแม้ว่าเซียนไซเบอร์ในเอสโทเนียสามารถบ่งชี้ได้ว่ามือดีที่ว่านี้คือ แฮกเกอร์ ชาวรัสเซียรายหนึ่ง ทางการมอสโกก็ปฏิเสธที่จะส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้เอสโทเนียตามคาดครับ

ทั้งกรณีของเอสโทเนียและโกสท์เน็ตทำให้ผู้ที่รับผิดชอบหลายคนได้คิดครับ เรื่องของเรื่องก็คือ ถ้าคนเพียงคนเดียว หรือกลุ่มเดียว สามารถทำได้ขนาดนั้น หากเปลี่ยนรัฐบาลสักรัฐบาล ประเทศสักประเทศ ตั้งตกตั้งใจจะเล่นงานอีกประเทศหนึ่งด้วยวิธีการคล้ายคลึงกันนี้ อะไรจะเกิดขึ้น ผู้โจมตีอาจสามารถเข้าควบคุมคอมพิวเตอร์นับหมื่นๆ เครื่องของทางการอีกประเทศหนึ่งเหมือนอย่างที่โกสท์เน็ตทำและเข้าไปจัดการกับระบบของธนาคารทั่วประเทศหรือทั่วภูมิภาค นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า "กลียุคดิจิตอล" ระบบธนาคารออนไลน์เตี้ยงสนิท เครดิตการ์ดใช้การไม่ได้ ระบบคอมพิวเตอร์ของระบบสั่งจ่ายไฟฟ้าถูกควบคุม ระบบจัดการเขื่อน ระบบนำร่องของท่าอากาศยาน ถูกจัดการได้ตามใจชอบของอีกฝ่าย

สภาพที่เกิดขึ้นก็เหมือนในภาพยนต์ฮอลลีวู้ดเราดีๆ นี่เองละครับ

เหตุการณ์เมื่อปี 2550 ทำให้กลุ่มประเทศสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ จัดตั้ง "ศูนย์ความร่วมมือด้านกลาโหมบนโลกไซเบอร์" ขึ้นมา มีเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ "เซียน" ทำงานประจำอยู่ 30 คน มีภูมิความรู้ทั้งทางด่านการทหาร, เทคโนโลยี, กฎหมายและวิทยาศาสตร์ ทำหน้าวิเคราะห์ว่าอะไรคือ "การโจมตีทางทหาร" บนโลกไซเบอร์ต่อภาคีสมาชิก และอะไรคือสิ่งที่ควรทำให้สมาชิกนาโตรวมกำลังกันตอบโต้ในโลกไซเบอร์ตามข้อกำหนดในสนธิสัญญา

ส่วนเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม กำลังจะส่งผลให้สหรัฐอเมริกามี "กองทัพไซเบอร์" ขึ้นมาอีกกองทัพนอกเหนือจากทัพเรือ ทัพบก และอากาศแล้ว ว่ากันว่า "บารัค โอบามา" จะกลายเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนแรกที่บัญชาการหน่วยงานรบใหม่นี้ ที่จะมีอำนาจถึงขนาดปิดเครือข่ายทั้งเครือข่ายได้หากจำเป็น

"สงครามไซเบอร์" ไม่มีวันเป็นจริงเป็นจังได้มากเท่านี้อีกแล้วละครับ



ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01tec01090552§ionid=0143&day=2009-05-09




 

Create Date : 11 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 11 พฤษภาคม 2552 15:07:47 น.
Counter : 1306 Pageviews.  

ปกป้องแดดจ้าแบบครบสูตร


ปกป้องแดดจ้าแบบครบสูตร









ร้อนจริงๆ นอกจากจะร้อนจนเหงื่อไหลไคลย้อย ในแสงแดดยังเต็มไปด้วยรังสียูวีที่พร้อมทำลายร่างกายได้เสมอ ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้การปกป้อง ร่างกายจากแสงแดดถือเป็นสิ่งจำเป็น อาวียองซ์ อะคาเดมี มีวิธีป้องกันรังสียูวีแบบครบสูตรมาบอกกล่าวในหน้าร้อน


ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมแห่งอาวียองซ์ อะคาเดมี กล่าวว่า รังสียูวีในแสงแดดไม่เพียงทำให้หมดสวย ทั้งเรื่องผิวหมองคล้ำ ริ้วรอยก่อนวัย ผิวกร้าน กระ ฝ้า ผมแห้งกร้าน สีผมซีดเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพอีกด้วย ไม่ว่าจะก่อมะเร็งผิวหนัง จอประสาทตาเสื่อม การปกป้องรังสียูวีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าจึงสำคัญ



เริ่มที่ปกป้องเส้นผม ทำได้ด้วยการกางร่ม หรือสวมหมวกที่มีส่วนยื่นกันแดดออกมาอย่างน้อย 3 นิ้ว วิธีนี้ช่วยป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตได้ 50% และใช้ผลิต ภัณฑ์เคลือบเส้นผมที่มีส่วนผสมของสารป้องกันรังสียูวีควบคู่ไปด้วย จะช่วยให้โครงสร้างเส้นผมแข็งแรง ไม่แห้งกรอบ และสีผมไม่ซีดจางเร็วเกินไป


ปกป้องสายตา ด้วยการสวมแว่นกันแดดขณะออกกลางแจ้ง เลือกแว่นกันแดดที่กันรังสีอัลตราไวโอเลตได้ 99-100% และกรองแสงได้ 80% แต่ไม่ควรเกิน 90-92% เพราะจะทำให้มองเห็นไม่ชัด เด็กๆ ควรใส่แว่นที่กันแดดได้จริงไม่ใช่แว่นกันแดดของเล่น ควรเลือกแบบที่มีที่ครอบด้านข้างเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตที่เข้ามาจากด้านข้างด้วย สำหรับผู้ที่ใช้คอนแท็กตŒเลนส์ที่ป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่แล้วควรสวมแว่นกันแดดอีกชั้นหนึ่ง ปกป้องผิว ไม่เพียงแต่ใบหน้าเท่านั้นแต่ต้องปกป้องทั่วเรือนร่าง เพราะรังสียูวีทะลุผ่านเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ แม้จะกางร่มรังสียูวีก็ยังสะท้อนจากพื้นขึ้นมาได้กว่า 20% การป้องกันจึงต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นกันแดดที่ดี ดูได้จากค่า SPF (Sun Protection Factor) ป้องกันผิวไหม้จากรังสียูวีบี โดยเลือกที่มีค่า SPF สูงๆ เช่น 40 ขึ้นไป ส่วนค่า PA (Protection Factor of UVA) ป้องกันริ้วรอยและผิวแก่ก่อนวัยจากรังสียูวีเอ จะมีตั้งแต่ค่า PA+ PA++ และ PA+++ ป้องกันรังสียูวีเอได้มากขึ้นตามเครื่องหมายบวก


นอกจากนี้ควรสังเกตค่า RSF ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบ RSF Tested (Radial Sun Protection Factor) ยืนยันว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ ปกป้องอนุมูลอิสระ ตัวการทำร้ายเซลล์ผิวหนังได้ด้วย จึงจะเรียกว่าปกป้องได้ครบถ้วนจริงๆ




ที่มา: ข่าวสด

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROc1lXUXdNekEyTURVMU1nPT0=§ionid=TURNeE5BPT0=&day=TWpBd09TMHdOUzB3Tmc9PQ==




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2552 18:25:15 น.
Counter : 299 Pageviews.  

3 วิธีง่ายในการทำความรู้จักกับผู้หญิง ... ((เขาสอนจีบสาวหรือเปล่าเนี่ย??))



3 วิธีง่ายในการทำความรู้จักกับผู้หญิง








ใครว่ามีแต่ผู้หญิงที่รู้สึกประหม่าเวลาเจอหนุ่มในฝัน แต่ผู้ชายเองก็มีปัญหาเหมือนกันเวลาที่เจอกับหญิงสาวที่ถูกใจ พวกเขาจะทำอย่างไร เพื่อรวบรวมความกล้าที่มีแล้วตรงเข้าไปพูดคุยทำความรู้สึกกับนางในฝันอย่างไม่เก้อเขิน

และนี่คือ 3 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับให้หนุ่มๆ ใช้แก้อาการเก้อเขิน เวลาที่ไม่รู้จะเข้าไปเริ่มต้นบทสนทนายังไง หรือจะคุยเรื่องอะไรดีเพื่อมิให้น่าเบื่อ



ขั้นแรก สังเกตดูว่าผู้หญิงที่คุณสนใจกำลังทำอะไรอยู่


ยกตัวอย่างเช่น คุณพบผู้หญิงคนหนึ่งยืนเข้าแถวอยู่ด้านหลังคุณในซุปเปอร์มาร์เกต แม้ในมือของเธอจะไม่ได้ถือสัมภาระจากการช็อปปิ้งมากนัก แต่คุณลองสังเกตดูซิว่าเธอจะเลือกวางอะไรไว้บนสายพานก่อนนคิดเงินบ้าง หรือหากมีผู้หญิงอีกกำลังสั่งเครื่องดื่มที่่ร้านสตาร์บั๊คส ขณะที่คุณกำลังต่อแถวรออยู่ ลองสังเกตดูซิว่าเธอสั่งเครื่องดื่มอะไร ซึ่งการสังเกตทุกการกระทำของผู้หญิง เพื่อนำบริบทเหล่านั้นมาเป็นตัวบอกคุณว่าคุณควรจะพูดอะไร

"ผู้ชายส่วนมากมักเริ่มบทสนทนากับผู้หญิงด้วยการพูดเรื่องสัมเพเหระ โดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า ซึ่งบางครั้งทำให้มันดูเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาของผู้หญิง และกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเธอรู้สึกขบขันจนมักเอาไปเม้าท์ในกลุ่มเพื่อนๆว่า "เธอต้องไม่เชื่อแน่ๆว่าเขาเข้ามาหาฉันและพูดว่าอะไร"



ขั้นตอนที่ 2 ทำตามสิ่งที่ได้สังเกตมา


หลังจากคณสังเกตพฤติกรรมคร่าวของเธอมาแล้ว คราวนี้ก็มาสู่ขั้นตอนของการปฏิบัติ โดยต้องเริ่มจากการเปิดเผยตัวตนของเธอ และ เปิดเผยความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสังเกตว่าผู้หญิงข้างหน้าคุณสั่งกาแฟเอ็กซ์เพรสโซ 2 แก้ว สิ่งแรกที่คุณนึกถึงและปรากฏขึ้นในใจคุณ คือ "คุณชอบดื่มกาแฟเหรอ" ซึ่งอย่าลืมว่า คำถามนั้นจะนำไปสู่คำตอบแค่ว่าใช่หรือไม่ แต่ถ้าเป็นผู้ชายที่รู้จักพรีเซ็นต์ตัวเองแบบ100% จะเลือกถามว่า "เมื่อคืนคุณดื่มมาหนักหรือครับ หรือไม่ก็ วันนี้คงไปวันที่หนักมากสำหรับคุณ" จำไว้ว่าคุณจะเริ่มคำถามอย่างไร เพื่อให้คุณวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ หรืออยู่ในกระบวนการคิดของเธอ


มันเป็นการง่ายกว่าที่คุณจะพูดคุยกับเธอในเรื่องที่ี่เธอมีประสบการณ์ร่วม เพราะผู้หญิงมักจะร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องทีอยู่ในหัวของเธฮ


อีกตัวอย่างหนึ่ง หากคุณกำลังอยู่ในบาร์ และเห็นผู้หญิงคนหนึ่งด่าถออด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย และเกรี้ยวกราดใส่คนข้างๆเธอ คุณอาจจะเดินเข้าไปโดยตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า สาเหตุที่เธอมีอาการเช่นนั้น อาจเป็นเพราะว่า "เพื่อนของเธออาจมาสาย" ซึ่งนี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีการเปิดการสนทนาโดยอาศัยพื้นฐานจากเรื่องอารมณ์และความรู้สึก เพราะผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องสูง ซึ่งผู้ชายต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอารณ์ของเธอ แต่จะทำอย่างไรเพื่อไม่เข้าไปอยู่วังวนในความไม่แน่นอนและขึ้นๆลงๆของอารมณ์พวกเธอ" ซึ่งมันจะนำไปสู่ขั้นตอนที่ 3



ขั้นที่ 3 ฟังในสิิิ่งที่ผู้หญิงบอก


เพื่อให้การสนทนาเป็นไปด้วยความราบรื่น และเพื่อผูกมัดความสัมพันธ์ของคุณ คุณต้องฟังใจในสิ่งทพวกเธอพูด เพราะการรับฟังจะทำให้ผู้ชายรู้ว่าควรพูดอะไรต่อไป ผู้ชายส่วนมากมักคิดว่าจะพูดอะไรต่อไปดี จนถึงขนาดมีสคริปอยู่ในหัวเลยว่าเมื่อไหร่ควรพูดอะไรดี ซึ่งการทำเช่นนั้นไม่เรียกว่าเป็นการสนทนา แต่มันเหมือนเป็นบทภาพยนตร์แย่ๆเรื่องหนึ่ง

บางครั้งผู้ชายก็มักสับสนในบางเรื่องอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งไม่มีหนทางวิเศษใดที่จะบอกได้ว่าคุณควรพูดหรือปฏิยัติตัวเช่นไร แต่หลักความจริงข้อหนึ่งคือ ผู้ชายควรพูดกับผู้หญิงเหมือนกำลังคุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะเป็นการสนทนาทสนุกสนาน ตลก เพราะผู้ชายเพียงต้องการจะผ่อนคลาย และรับฟังสิ่งที่ผู้หญิงพูด

เพียงคุณปฏิบัติตามขั้นตอนทั้งหมด และคุณจะพบกับบทสนทนาที่สุดเลิศ

ขอบคุณข้อมูลจาก David Wygant




ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/life/3895




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 7 พฤษภาคม 2552 9:21:09 น.
Counter : 4878 Pageviews.  

(ในอังกฤษ) ยาเม็ดกินลดความอ้วน ... ออกวางขายตามร้านขายยากันได้แล้ว



(ในอังกฤษ) ยาเม็ดกินลดความอ้วน ... ออกวางขายตามร้านขายยากันได้แล้ว




((( สงสัย มันจะเข้ามาเมืองไทย เร็ว ๆ นี้ เพราะพี่ไทยเรา ชอบก๊อบปี้วิธีการของตะวันตก )))





ยาเม็ดกินลดความอ้วน

โดยไม่ต้องคอยควบคุมอาหารการกินอย่างเดียว มีจำหน่ายแล้วในอังกฤษ สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ผู้ที่มีน้ำหนักเกินจะซื้อมันมากิน จะเสียค่ายาประมาณเดือนละ 3,000 บาท


ยาออกฤทธิ์โดยการขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมไขมัน เหมาะกับผู้ที่มีดัชนีมวลกายเกิน 28 ขึ้นไป


บริษัท ยาแกลกโซ สมิธไคลน์ ผู้ผลิตอ้างว่า ในการทดลองยาตามสถานพยาบาล ยาได้ช่วยให้ลดน้ำหนักตัวลงได้ถึงครึ่งต่อครึ่ง ยิ่งกว่าการควบคุมอาหารแต่เพียงอย่างเดียว ผู้ที่ใช้ยานี้หากยังขืนกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันอยู่อีก จะต้องประสบกับอาการอันไม่พึงประสงค์ ตั้งแต่ท้องร่วงและเกิดก๊าซในกระเพาะ


สมาคมแพทย์วิทยาลัยหลวงของอังกฤษได้แนะนำว่า เนื่องจากหลายคนอาจจะเกิดอาการข้างเคียงที่ทรมานมาก จึงขอแนะนำให้ใช้ยา โดยควรจะขอคำแนะนำจากแพทย์ เสียก่อน.



ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/tech/3975




 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2552 17:14:48 น.
Counter : 1285 Pageviews.  

ประวัติ, ความเป็นมาของ “สนามบินสุวรรณภูมิ” ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ ... จากวิกิพีเดีย


ประวัติ, ความเป็นมาของ “สนามบินสุวรรณภูมิ” ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ ... จากวิกิพีเดีย





ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ หรือ สนามบินสุวรรณภูมิ (ชื่อเดิม: สนามบินหนองงูเห่า) เป็นสนามบินตั้งอยู่ที่ ถนนบางนา-ตราด ในตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เปิดใช้งานวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยใช้งานแทนท่าอากาศยานดอนเมือง นโยบายรัฐบาลได้กำหนดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และจะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์

จากข้อมูลการจัดอันดับล่าสุดของเว็บไซต์ "สมาร์ตทราเวลดอตคอม" ที่มีการสำรวจความเห็นของผู้เดินทางทั่วโลกเปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของไทยนั้นได้รับการจัดอันดับให้เป็นท่าอากาศยานยอดเยี่ยมอันดับที่ 4 ของโลก รองจากท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ท่าอากาศยานสิงคโปร์ชางงี และท่าอากาศยานนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย [1]


ประวัติ

รัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ซื้อที่ดินหนองน้ำ 20,000 ไร่ บริเวณหนองงูเห่า จังหวัดสมุทรปราการในปี พ.ศ. 2516 สำหรับสร้างสนามบินใหม่[2]

เวลาเกือบ 30 ปีต่อมา รัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นว่า สนามบินมีความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาความเจริญด้านเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และด้านอื่นของประเทศเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงกำหนดให้ การก่อสร้าง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมกันดำเนินการแบบบูรณาการ เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย จึงได้เร่งการก่อสร้างตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2545 และรัฐบาล จึงจัดตั้ง บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ จำกัด เพื่อบริหารงานโครงการก่อสร้างและพัฒนาท่าอากาศยานแห่งใหม่ และเมื่อ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เสร็จสิ้นการก่อสร้างลง บทม.จึงต้องปิดบริษัท เพื่อโอนกิจการทั้งหมด ไปเป็น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) โดยตรง

สนามบินได้เปิดทดลองใช้ในเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 โดยมีสายการบินภายในประเทศ 6 สายการบินร่วมทดลอง ได้แก่ การบินไทย นกแอร์ ไทยแอร์เอเซีย บางกอกแอร์เวย์ พีบีแอร์ และ โอเรียนท์ไทย โดยมีจำนวนผู้โดยสาร 4,800 คน จาก 24 เที่ยวบิน โดยพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้เดินทางจากสนามบินดอนเมืองมายังสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ ได้มีกิจกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงการแจกประกาศนียบัตรและบัตรโดยสารที่ระลึกแก่ผู้ร่วมเที่ยวบิน การนำผู้สนใจเยี่ยมชมบริเวณสนามบินโดยมัคคุเทศก์อาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ร่วมกับการท่าอากาศยาน และรถโดยสาร ขสมก. ได้จัดเส้นทางพิเศษเพื่อเข้าชมสนามบินและสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้รัฐบาลคาดว่าจะได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางอากาศ ภายใต้มาตรฐานนานาชาติที่ออกโดย องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และ สมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) เพื่อเปิดใช้ในทางพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 (เริ่มย้ายและให้บินขึ้นลงได้ตั้งแต่ 15 กันยายน) และกำหนดให้วันที่ 1 กันยายน เป็นวันแรกของการทดลองบินของสายการบินจากต่างประเทศ ในการเริ่มการบินของสายการบินภายในประเทศวันแรก ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับในช่วง 1:00-6:10 น. ทำให้ประสบปัญหาในการเช็คอินของสายการบินในช่วงเวลานั้น

ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลรักษาการของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร คณะรัฐประหารตัดสินใจยึดกำหนดการเปิดสนามบินอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 ตามเดิม

ในโอกาสเปิดสนามบิน ไปรษณีย์ไทยได้จัดทำแสตมป์ที่ระลึกจำนวน 18 ล้านดวง เป็นภาพอาคารผู้โดยสาร พร้อมเครื่องบิน และตราสัญลักษณ์บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ชนิดราคา 3 บาท พร้อมซองวันแรกจำหน่ายราคาซองละ 10 บาท จำหน่ายวันที่ 28 กันยายน เป็นวันแรก[3]



มหัศจรรย์เลข " 9 "


- นอกเหนือกิจกรรมที่จัดขึ้น โดยการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 เดือน 9 (กันยายน 2549) ซึ่งมี การวิ่งเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โดยมีนักวิ่งจากภูมิภาคต่างๆ (จำนวนที่ลงทะเบียน 9,999 คน) แล้ว เป็นที่น่าสังเกตถึง มหัศจรรย์เลข 9 [6][7] ดังต่อไปนี้

- อาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน มีระยะห่างระหว่างเสาแต่ละต้น 9 เมตร ซึ่งเสาหลัก (เสาไพลอนที่ค้ำซูเปอร์ทรัส) หรือคานหลักรั้น มี 2 ตัวต่อ 1 คาน รวมกันเป็น 1 ชุด

- เสา 2 ตัวที่ค้ำคานนี้จะห่างกัน 81 เมตร (8+1=9)

- ชุดเสาที่อยู่ทางทิศตะวันออกจะห่างจากชุดเสาทางด้านทิศตะวันตก 126 เมตร (1+2+6=9)

- หลังคาผ้าใยสังเคราะห์ที่ติดตั้งกับอาคารเทียบเครื่องบินทั้งหมด 108 ช่วง (1+0+8=9)

- สำหรับทางเลื่อนระนาบผิวเฉพาะในเทอร์มินอลมีทั้งหมด 95 ชุด มีความยาวตั้งแต่ 27 เมตร (2+7=9) และ 108 เมตร (1+0+8=9)

- ความเร็วของทางเลื่อนในอาคารรวมทั้งทางเลื่อนลาดเอียง มีความเร็วนาทีละ 45 เมตร (4+5=9)





ความเป็นที่สุด

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น "ความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ"[8] และยังเป็นที่กล่าวขวัญถึง "ความเป็นที่สุด" ในหลายๆ ด้าน ดังต่อไปนี้

- หอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 132.2 เมตร[6][9] พร้อมระบบการนำร่องอากาศยานที่ทันสมัย[10]

- โรงซ่อมเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดพื้นที่จอดเครื่องบินรวม 27,000 เมตร สามารถรองรับเครื่องบินขนาดยักษ์แอร์บัส 380 ได้พร้อมกัน 3 ลำ โรงซ่อมเป็นอาคารสูง 35 เมตร กว้าง 90 เมตร ยาว 270 เมตร โดยไม่มีเสากีดขวาง โครงหลังคาใช้วัสดุเหล็กที่มีลักษณะเป็นซูเปอร์สตรักเจอร์ที่ใช้คานเหล็ก มีน้ำหนักรวม 10,000 ตัน ใช้เงินลงทุนก่อสร้างกว่า 1,200 ล้านบาท[6]

- ล็อบบี้ของโรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งอยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร มีห้องพักถึง 600 กว่าห้อง เป็นบริเวณล็อบบี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก[6][9]

- เป็นสนามบินที่ทำสถิติใช้ระยะเวลาการก่อสร้างยาวนานที่สุด ถึง 45 ปี[7][10]
มีเรื่อง “ฉาวโฉ่เรื่องการทุจริต” มากที่สุด ตั้งแต่เริ่มคิดโครงการเมื่อ พ.ศ. 2503 เรื่อยมาจนการเริ่มการก่อสร้าง[10]

- อาคารผู้โดยสาร เป็นอาคารผู้โดยสารเดี่ยว (มิใช่กลุ่มอาคาร) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในการก่อสร้างครั้งเดียว โดยมีพื้นที่ใช้สอยถึงประมาณ 563,000 ตร.ม.[9][10] ซึ่งต่อมาทางสนามบินนานาชาติฮ่องกงได้ต่อเติมอาคารผู้โดยสารที่ 1 ออกไป จนมีขนาด 570,000 ตร.ม. ใหญ่กว่าของสุวรรณภูมิ

- สนามบินที่ใหญ่ที่สุด ทันสมัยที่สุดในโลก[10]

- ภายในอาคารเทียบเครื่องบิน ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยที่สุดในโลก[10]

- ระบบการบริหารจัดการท่าอากาศยานทุกกิจกรรม ที่ใช้ระบบไอทีติดอันดับโลก โดยถูกเชื่อมโยงด้วยระบบเทคโนโลยีทันสมัยที่เรียกว่า AIM (Airport Information Management System) [10]

- อัตราค่าธรรมเนียม หรือ landing fee ที่ต่ำที่สุด เทียบกับสนามบินทั้งหมดในแถบภูมิภาคเดียวกัน[10]



ที่มาและข้อมูลเพิ่มเติม: Wikipedia


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4#.E0.B8.9B.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A7.E0.B8.B1.E0.B8.95.E0.B8.B4





 

Create Date : 06 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 6 พฤษภาคม 2552 9:42:21 น.
Counter : 8263 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.