Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

สู้ตลาดด้วยกลยุทธ์ 3 P...ก็พอ


สู้ตลาดด้วยกลยุทธ์ 3 P...ก็พอ

คอลัมน์ จุดแกร่งเอสเอ็มอีไทย

โดย ผศ.ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์

เชื่อว่านักการตลาดและผู้ประกอบการหลายท่านที่เห็นหัวข้อนี้แล้วอาจงงและไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดดิฉันจึงนำหลักการตลาดมาใช้เพียง 3 P ทั้งๆ ที่นักการตลาดทั่วไปต้องคำนึงถึง 4 P ถ้าต้องการทราบถึงเหตุผลว่าเพราะเหตุใดถึงมีแต่ 3 P ก็ต้องอ่านกันต่อให้จบนะคะ เพราะ 3 P ที่ดิฉันกำลังนำเสนอในฉบับนี้ มีเพียงแต่เรื่อง product, price และ presentation ไม่ได้เน้นเรื่อง place และ promotion เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการทราบกันดีอยู่แล้ว มาดูกันว่ากลยุทธ์ 3 P ที่ต้องนำมาใช้สู้ตลาดในสถานการณ์เช่นนี้ต้องทำอย่างไรบ้าง

1.product ในสถานการณ์ตลาดที่มีการแข่งขันสูง และ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่มีคุณค่าและมีความจำเป็น ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้ามากกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต เช่น ให้ความสำคัญกับคุณภาพและมีความเป็นผู้นำในเรื่องการออกแบบผลิตภัณฑ์ หากต้องการ อยู่รอดจะต้องเป็นผู้นำเทรนด์อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความเป็นรายแรกและผู้นำในการสร้างกระแสความต้องการของลูกค้า จะเป็นโอกาสที่ดีในการขาย

ดังนั้นธุรกิจที่ต้องการต่อสู้กับคู่แข่งขันในตลาด จะต้องไม่หยุดยั้งเรื่องการศึกษาและพัฒนา รวมทั้งการค้นคว้าและวิจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันมักให้ความสนใจกับเรื่องความทันสมัยและความเป็นผู้นำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่จะสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อจากผู้บริโภคได้นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสร้างความโดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์ที่สำคัญจะต้องมีความเฉพาะตัวและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคนั้นมักสนใจผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนสินค้าที่มีความเหมือนๆ กันมักจะไม่อยู่ในสายตาของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปหรือผลิตภัณฑ์ด้านอาหารการกินก็ตาม ผู้ประกอบการจะต้องค้นหาความโดดเด่นแล้วสื่อสารไปยังลูกค้าอย่างเร่งด่วน

2.price ในช่วงที่ธุรกิจต้องต่อสู้กับคู่แข่งและพฤติกรรมการบริโภคที่ชะลอตัว กลยุทธ์ด้านราคาจะต้องมีการทบทวนมากกว่าเรื่องการกำหนดราคาสินค้า ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับราคาทั้งกระบวนการ กล่าวคือต้องให้ความสำคัญกับราคาตั้งแต่กระบวนการผลิต เช่น การต่อรองราคาเพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง การเลือกเจรจากับคู่ค้าที่เสนอราคาวัตถุดิบที่ทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดได้ หรือแม้แต่การศึกษาถึงผลบวกและผลกระทบหากจำเป็นต้องใช้วัสดุทดแทน ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ ราคาผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น

หากสามารถกำหนดราคาต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันได้อย่างลงตัว จะทำให้ธุรกิจมีโอกาสที่ดีในการขายสินค้าและบริการ เนื่องจากจะมีผลต่อราคาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจต่างๆ จะต้องปรับปรุงและพัฒนา รวมทั้งการหาวัสดุใหม่ๆ ที่มีส่วนทำให้ราคาสินค้าลดลง เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกได้หันมาสนใจสินค้าราคาประหยัดมากขึ้น

3.presentation การนำเสนอสินค้าและบริการนั้นมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของธุรกิจ แม้ว่าจะเน้นทำการตลาดด้วย 4 P แต่ถ้าไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการนำเสนอสินค้า จะทำให้การตลาดมีจุดอ่อนในสถานการณ์ในปัจจุบันนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องคิดค้นกลยุทธ์ในการนำเสนอ ไม่ใช่เฉพาะการนำเสนอสินค้าเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องวิธีการขายเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

ดิฉันคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ อย่างน้อยต้องศึกษาความแตกต่างของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อจะได้ทราบว่าต้องใช้กลยุทธ์การนำเสนอที่แตกต่างกันอย่างไร อย่าลืมนะคะว่าสินค้าประเภทเดียวกัน แต่การนำเสนอลูกค้าจะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่ม

3 P ที่ดิฉันนำเสนอในฉบับนี้ เพื่อต้องการสร้างความแตกต่างด้านความคิดเพื่อให้สอดคล้องกับตลาดในปัจจุบัน แต่ก็อย่าลืมว่าเรื่องโปรโมชั่นและสถานที่ก็มีความสำคัญเช่นกัน จึงไม่ควรมองข้าม P อีก 2 ตัวที่ไม่ได้กล่าวถึงในฉบับนี้


ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02biz03180552&day=2009-05-18§ionid=0214




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2552 19:32:01 น.
Counter : 677 Pageviews.  

บทพิสูจน์ KPI และ CSFs ในการพัฒนาบุคลากรและองค์กร


บทพิสูจน์ KPI และ CSFs ในการพัฒนาบุคลากรและองค์กร

โดย รัชฎา วงษ์คลัง



ในยุควิกฤตเศรษฐกิจ และสถานการณ์บ้านเมืองอย่างทุกวันนี้ ล้วนส่งผลกระทบต่อหลายองค์กรจึงทำให้ผู้บริหารในหลายองค์กรต่างมองการณ์ไกล เพื่อจะให้ความสำคัญต่อการ ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง เพราะบุคลากรนั้นเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่า และเป็นกำลังสำคัญที่จะผลักดันให้องค์กรนั้นๆ เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน

ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องรู้ว่า บุคลากรของตนจะต้องได้รับการพัฒนาความรู้ (know ledge) ทักษะ (skill) และความสามารถ (ability) เพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

เหตุนี้เอง ทางศูนย์พัฒนากลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ (strategic) จึงได้จัดอบรมหลักสูตรแนวทางการพัฒนาคนสำหรับผู้บริหาร (how to develop your people for manager) ขึ้น ณ โรงแรมสวิทโฮเทล เลอคองคอร์ด เมื่อไม่นานผ่านมา

โดยได้เชิญ "อาจารย์บดี ตรีสุคนธ์" ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศการเรียนรู้ และที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์มาเป็นวิทยากร ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลต่อประสิทธิผลของการพัฒนาบุคลากร ทั้งในแง่ของผลการปฏิบัติงานและการดึงศักยภาพที่บุคลากรมีอยู่ออกมาใช้ให้ได้อย่างคุ้มค่า รวมถึงสามารถเลือกวิธีการและเทคนิคการพัฒนาที่เหมาะกับแต่ละบุคคลมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

ซึ่งแต่ละวิธีการ/เทคนิคจะแตกต่างกันออกไปด้วย เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรเกิดความสอดคล้องกับความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรในแต่ละราย (individual development need)

พร้อมกันนั้น "อาจารย์บดี" ยังได้ยกตัวอย่างคำพูดของ "บิลล์ เกตส์" ผู้บริหารของไมโครซอฟท์ว่า เหตุผลของความจำเป็นในการพัฒนาองค์กร เนื่องจากธุรกิจขณะนี้จะต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญความเปลี่ยนแปลงนั้นจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

"จากที่เคยเกิดขึ้นในอดีต หากองค์กรจะอยู่รอดได้ จะต้องเร่งสปีดให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ยิ่งความเปลี่ยนแปลงในองค์กรมีมากเท่าใด ศักยภาพขององค์กรก็จะต้องยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น และหากเราตามกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ก็ไม่สามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ได้"

"ดังนั้นการที่จะพัฒนาองค์กรให้ไปสู่ เป้าหมาย องค์กรจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อเป็นแนวทางการเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การพัฒนาอะไรก็ตามจะไม่มีความหมายเลย ถ้าเราไม่มีโจทย์ หรือเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะเรา ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร"



"เช่นเดียวกัน ตัวของหัวหน้าเองก็จะต้องชี้แจงวิสัยทัศน์/เป้าหมายอย่างกระจ่างแจ้ง เพื่อบุคลากรภายในองค์กรจะได้เข้าใจถึงขอบเขตวิธีการทำงานที่ถูกต้อง เหมาะสม แต่ใช่ว่าการทำงานจะถูกต้องเสมอไป แม้จะรู้ว่าเป้าหมายนั้นคืออะไร หรือต้องทำอย่างไร จากตรงนี้การคาดโทษหรือลงโทษไม่ได้ทำให้ปัญหาหมดไป เพราะถ้าการลงโทษยังไม่เกิดผลดี พนักงานอาจย้ายไปอยู่แผนกอื่น หรือให้ออกจากงาน นั่นคือ วิธีการที่ถูกต้องจริงหรือ"

ถึงตรงนี้ "อาจารย์บดี" ยังกล่าวเสริมขึ้นอีกว่า เมื่อพนักงานภายในองค์กรทำงานไม่ได้มาตรฐาน สิ่งที่หัวหน้าควรมองและให้ความเข้าใจคือตัวหัวหน้าเองคงต้องกลับมามองว่า ตัวเองชี้แจงสิ่งที่ต้องการได้ชัดเจนแค่ไหน ครบทุกกระบวนการขั้นตอนหรือไม่ แล้วเพราะอะไรลูกน้องจึงเข้าใจและปฏิบัติแบบนั้น

"หากหัวหน้าจะรู้ได้ในสิ่งที่ลูกน้องเป็น เพื่อหาแนวทางแก้ไขในการพัฒนาต่อไป หัวหน้าต้องเอาใจใส่ในเรื่องราวของลูกน้อง หรือคนในองค์กรในทุกเรื่องที่สามารถทำได้ ว่าลูกน้องมีความถนัดอะไรเป็นพิเศษ มีความรู้ในเรื่องที่ทำมากน้อยแค่ไหน และเมื่อเกิดปัญหา หัวหน้าจะต้องให้คำแนะนำด้วย เพราะสิ่งที่หัวหน้ามองกับสิ่งที่ลูกน้องมองนั้นอาจแตกต่างกัน"

"ดังนั้นถ้าจะปรับให้ตรงกัน หรือแม้แต่การรับฟังความคิดเห็นของลูกน้องว่าต้องการอะไร ยิ่งพนักงานมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติแตกต่างกันออกไป หัวหน้าต้องยิ่งเข้าใจบุคคลแต่ละรายในสิ่งที่เขาเป็นด้วย เพราะเมื่อใดที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ทักษะในเชิงเทคนิคจะลดความสำคัญลง แต่ทักษะด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น"

"เพราะการทำงานด้วยตัวเองกับการจัดการให้คนอื่นทำเป็นการใช้ทักษะความสามารถที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และสิ่งที่หัวหน้าต้องทำเมื่อเจอปัญหาเพื่อขจัดปัญหานั้นออกไป คือขจัดผลงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ พร้อมกันนั้นต้องรักษาผลงานที่มีประสิทธิภาพให้คงอยู่และพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป การให้รางวัลต่อพฤติกรรมที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน การค้นหาพนักงานที่มีผลงานดี โดยให้โอกาส ให้การสนับสนุน และพัฒนาพนักงานอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่หัวหน้างานต้องตระหนัก"

นอกจากนั้น "อาจารย์บดี" ยังมองถึงเรื่องหลังจากการพัฒนาบุคลากรแล้ว ผู้บริหารควรให้ความสนใจกับการวัดผลสำเร็จอันเนื่องมาจากการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (indicator of success) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการประเมินผลการพัฒนาบุคลากรว่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรือไม่

"การประเมินผลการปฏิบัติงาน (performance assessment) เพื่อประเมินว่า พนักงานทำงานให้กับบริษัทในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ในระหว่างช่วงเวลาที่กำหนด มีผลอยู่ในระดับใด โดยพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานและปัจจัยอื่นๆ ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพนักงานได้"

"แต่ก่อนการกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติงาน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประเมินผลงานควรต้องเข้าใจ และสามารถระบุวัตถุประสงค์ของงาน (the job objective) และผลงานหลักที่ต้องการให้เกิดขึ้น (the critical success factors-CSFs) เพราะ CSFs คือ ผลงานหลักที่พนักงานต้องปฏิบัติเพื่อให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์"

เพราะหากระบุ CSFs ได้อย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้การกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น !

ในเรื่องของการตั้งเป้าหมายผลการปฏิบัติงาน (goal setting) ด้วยการนำผลงานหลักมากำหนดเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ (key performance indicator-KPI) ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะ KPI จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้ประเมินผลงานมีความเข้าใจตรงกันถึงมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จ

ที่ไม่เพียงจะช่วยให้การวัดความก้าวหน้าหรือผลสำเร็จของงานมีความเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยเปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์การปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริง โดยมีเป้าหมาย ที่ตั้งไว้ คือ CSFs : KPI ว่าจะสัมฤทธิ์ ตามผลงานจริงหรือไม่

เหตุนี้เอง "อาจารย์บดี" จึงมองว่า KPI ที่ดีต้อง SMART ซึ่งอักษรแต่ละตัวของ SMART มีความหมายที่แตกต่างกัน S=specific (เฉพาะเจาะจง) M=measurable (วัดผลลัพธ์ได้) A=achievable (สำเร็จได้) R=realistic (เหมาะสมกับความเป็นจริง) T=time frame (ระบุเวลาสำเร็จ)

ดังนั้นการพัฒนาพนักงานควรจะ วิเคราะห์ประเด็นเพื่อการพัฒนาพนักงานแบบกว้าง เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการกำหนดตัว KPI ด้วย เพราะการชี้วัดผลการปฏิบัติงาน ทำให้หัวหน้าสามารถเสริมสิ่งที่ต้องพัฒนาให้กับลูกน้องได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการทำงานในครั้งต่อไปได้

ยิ่งเมื่อจัดโปรแกรมการพัฒนาที่เหมาะสมให้กับบุคลากรแต่ละรายนำไปพัฒนาแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการประเมินว่าคนที่ได้รับการพัฒนานั้นมีแนวโน้มไปในทิศทางใด (measurement and evaluation of training outcomes) โดยส่วนนี้เราสามารถวัดได้ถึง 5 ระดับ คือ

หนึ่ง ปฏิกิริยาของผู้เข้ารับการอบรมว่าเป็นอย่างไร

สอง หลังจากอบรมแล้วได้เรียนรู้ในสิ่งที่ต้องควรรู้หรือไม่

สาม หลังจากรู้แล้วสามารถนำไปใช้ได้ทันทีหรือไม่

สี่ นำมาใช้ในองค์แล้วมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างไร

ห้า ผลตอบแทนในรูปของตัวเงิน

แต่มีอีกหนึ่งการประเมินที่ไม่ได้วัดในเชิงรูปธรรม แต่วัดที่จิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องของความพึงพอใจ โดยไม่คำนึงถึงเงินที่ลงทุนไป ดังนั้นถ้าจะกล่าวโดยสรุป สิ่งที่หัวหน้าคาดหวังให้มีหลังจากการอบรมพัฒนาบุคลากรแล้วจะต้องเกิดผลสัมฤทธิ์ 9 ประการ คือ

หนึ่ง ภาวะผู้นำ (leadership) สามารถแสดงบทบาทของความเป็นผู้นำทั้งในด้านความคิด และการปฏิบัติ

สอง การวางแผนกลยุทธ์ (strategic planning) สามารถกำหนดปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร และสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้

สาม การบริหารความเปลี่ยนแปลง (change management) สามารถเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีสติ และหาเครื่องมือวิธีการต่างๆ มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สี่ การแก้ปัญหา (problem solving) สามารถนำปัญหามาวิเคราะห์ และแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ห้า การตัดสินใจ (decision making) สามารถพิจารณาหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดด้วยการยุติปัญหาอย่างรวดเร็ว และเชื่อถือได้

หก การบริหารจัดการทีมงาน (team management) สามารถบริหารจัดการให้ทีมงานนำเอาความรู้ ความสามารถ มาใช้ได้อย่างเต็มที่

เจ็ด นวัตกรรม (innovation) สามารถคิดค้นออกแบบประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร

แปด การโน้มน้าวผู้อื่น (influencing) สามารถใช้เหตุผลโน้มน้าว จูงใจ ให้ผู้อื่นเห็นชอบและยอมรับ

เก้า การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (drive for excellence) สามารถผลักดันให้การดำเนินงานขององค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงสุด และได้รับความพึงพอใจอย่างดีที่สุดด้วย

นั่นถึงจะทำให้แนวทางในการพัฒนาคน และพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิผล โดยผ่านตัวชี้วัด KPI และ CSFs เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใดเลย ?



ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02hmc01180552&day=2009-05-18§ionid=0220




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 19 พฤษภาคม 2552 19:27:55 น.
Counter : 1275 Pageviews.  

ข้อดีและข้อเสียของการสละสัญชาติไทยเพื่อเข้าถือสัญชาติอื่น กรณีสมรสกับคนต่างด้าว

ข้อดีและข้อเสียของการสละสัญชาติไทยเพื่อเข้าถือสัญชาติอื่น กรณีสมรสกับคนต่างด้าว





1. ข้อดีการเข้าถือสัญชาติตามคู่สมรสต่างชาติ

1.1 ทำให้สามีภรรยา ซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวถือสัญชาติเดียวกัน

1.2 สามีหรือภรรยาตามกฎหมายมีสิทธิได้รับความคุ้มครองหรือได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายของประเทศของคู่สมรส ในฐานะคนสัญชาติประเทศนั้น



2. ข้อควรระวัง

กฎหมายสัญชาติของต่างประเทศจะกำหนดให้ผู้ที่ประสงค์จะขอถือสัญชาติของประเทศนั้นๆ ต้องสละสัญชาติเดิมก่อน โดยเฉพาะการถือสัญชาติโดยการสมรส ในทางปฏิบัติ ขั้นตอนการอนุมัติให้เข้าถือสัญชาติต้องใช้เวลาในการดำเนินการ บางกรณีการสมรสอาจสิ้นสุดลงก่อนที่หญิงไทยจะได้รับอนุมัติให้ถือสัญชาติของคู่สมรส การขาดจากการสมรสทำให้หญิงไทยขาดคุณสมบัติที่จะถือสัญชาติตามคู่สมรสที่เป็นต่างชาติ ประกอบกับการสละสัญชาติไทยมีผลตามกฎหมายแล้ว ในกรณี เช่นว่านี้จะมีผลทำให้หญิงไทยตกอยู่ในสภาวะเป็นบุคคลไร้สัญชาติได้ ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจสละสัญชาติ จึงควรศึกษากฎหมายสัญชาติและขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายของประเทศนั้นให้เข้าใจก่อน



3. ผลทางกฎหมายกรณีสละสัญชาติไทยเพื่อเข้าถือสัญชาติของสามี

เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้บุคคลใดเสียสัญชาติไทย โดยผลของกฎหมาย การเสียสัญชาติไทยจะทำให้บุคคลดังกล่าวมีสถานะเป็น "บุคคลต่างด้าว" การมีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าวจะมีผลตามกฎหมายไทย ดังนี้

3.1 กระทรวงมหาดไทยจะตัดชื่อผู้ที่เสียสัญชาติไทยออกจากทะเบียนราษฎร์ ทำให้ไม่มีหลักฐานแสดงความเป็นคนไทยอีกต่อไป อาทิ จะไม่สามารถถือบัตรประจำตัวประชาชนและหนังสือเดินทางไทย

3.2 การเดินทางกลับประเทศไทยต้องถือหนังสือเดินทางของประเทศที่ตนถือสัญชาติ ต้องขอรับการตรวจลงตรา และสามารถพำนักอยู่ในประเทศไทยได้ตามระยะเวลาที่กฎหมายไทยอนุญาตเท่านั้น

3.3 เนื่องจากผู้ที่เสียสัญชาติไทยมีสถานะเป็นบุคคลต่างด้าว หากตกทุกข์ได้ยากหรือประสบความเดือดร้อนระหว่างอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่ากรณีใดๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยไม่สามารถให้ความคุ้มครองดูแลช่วยเหลือตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายไทยต้องขอความช่วยเหลือจากทางการของประเทศที่ตนมีสัญชาติเท่านั้น

3.4 สิทธิและหน้าที่สำหรับความเป็นคนไทยสิ้นสุดลง โดยไม่ได้รับการปกป้องสิทธิตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 อาทิ หมดสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งและการสมัครรับเลือกตั้ง หมดสิทธิเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง

3.5 การประกอบอาชีพอิสระในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี พ.ศ. 2542

3.6 การทำงานในประเทศไทยต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว ปี พ.ศ. 2551

3.7 การถือครองที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฏหมายที่ดิน ซึ่งกำหนดว่า " คนต่างด้าว ที่ต้องการถือครองที่ดินในประเทศไทย จะต้องนำเงินมาลงทุนในประเทศไทยตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวงมหาดไทยไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย จึงจะสามารถถือครองที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยได้ไม่เกิน 1 ไร่

3.8 การถือครองอาคารชุดต้องเป็นไปตาม พรบ. อาคารชุด นอกจากนี้แล้ว สิทธิและหน้าที่ของบุคคลต่างด้าวในเรื่องอื่นๆ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมาย



4. การกลับคืนสัญชาติไทย

ตามพระราชบัญญัติสัญชาติฯ ชายหรือหญิงที่ได้สละสัญชาติไทยเพื่อเข้าถือสัญชาติอื่นตามคู่สมรส หากการสมรสสิ้นสุดลง กฎหมายไทยกำหนดให้บุคคลฯ ดังกล่าวมีสิทธิขอกลับคืนสัญชาติไทยได้ โดยยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมแสดงหลักฐานประกอบ อาทิ หากมีผู้ลำเนาอยู่ในจังหวัดพระนครหรือธนบุรี ให้ยื่นต่อผู้บังคับการตำรวจสันติบาล หากผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่น ให้ยื่นต่อผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนั้น และหากมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ ให้ยื่นต่อพนักงานทูตหรือกงสุล ณ ที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในประเทศนั้น



ที่มา: http://www.consular.go.th/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=240




 

Create Date : 18 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 18 พฤษภาคม 2552 17:35:12 น.
Counter : 1026 Pageviews.  

ผู้สนใจงานราชการอย่าพลาด !! ... ก.พ. จะเปิดรับสมัคร ปวช. - ป. โท


ผู้สนใจงานราชการอย่าพลาด !! ... ก.พ. จะเปิดรับสมัคร ปวช. - ป. โท





ประกาศสำนักงาน ก.พ. เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการโดย ก.พ. เป็นผู้ดำเนินการสอบ ภาคความรู้ความสามารถทัว่ ไป (ภาค ก.) ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2552


ก.พ. จะเปิดรับสมัครผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค อนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปริญญาตรี ปริญญาโท
หรือเทียบได้ในระดับเดียวกันสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ที่ ก.พ. รับรอง ทางอินเทอร์เน็ต ตัง้ แต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2552



4. การรับสมัครสอบ
4.1 ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ สมัครได้ทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2552 ตลอด 24 ชัว่ โมง ไม่เว้นวันหยุดราชการตามขัน้ ตอนดังนี้
(1) เปิดเว็บไซต์ http://job3.ocsc.go.th หัวข้อ “รับสมัครสอบภาค ก.



ที่มา: http://job3.ocsc.go.th




 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 16 พฤษภาคม 2552 14:54:16 น.
Counter : 336 Pageviews.  

ร.ร.สอนควาย ฟื้นฟูไร่นาธรรมชาติ

ร.ร.สอนควาย ฟื้นฟูไร่นาธรรมชาติ

ไตรรัตน์ มีวงษ์


((( ไอเดียสุดยอดเลยครับ )))


โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จ.สระแก้ว จัดตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทางมูลนิธิชัยพัฒนาดำเนินการ เพื่อให้เป็นโรงเรียนฝึกกระบือ (นักเรียนควาย) แห่งแรกของประเทศ

และให้เกษตรกรมาใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกระบือเพื่องานเกษตรกรรม โดยให้นักเรียนเกษตรกร และนักเรียนควาย เข้าพักอาศัยตามสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตแบบพอเพียง

ฝึกกระบือให้ทำการเกษตรได้ดี และฝึกคนให้เข้าใจถึงวิธีการใช้กระบือในการทำเกษตรกรรม กาสรกสิวิทย์" คือชื่อพระราชทานโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี "กาสร" แปลว่า ควาย "กสิวิทย์" คือ ศาสตร์แห่งการทำกสิกรรม "

โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จึงหมายถึงสถาบันอันประสิทธิ์ประสาทวิชาว่าด้วยการเลี้ยงควาย เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้หวนกลับมาอีกครั้ง ภายใต้การดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา

โดยมีสองตายายใจบุญ คือ นายสมจิตต์และนางมณี อิ่มเอิบ น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จำนวน 110 ไร่ 3 งาน 81 ตารางวา


พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดทำเป็นโครงการโรงเรียน กาสรกสิวิทย์ โดยมีพระราชดำริให้เป็นศูนย์อนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย พร้อมทั้งทำแปลงสาธิตด้านการเกษตรเพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรทั่วประเทศ

จ.สระแก้ว นับว่าเป็นจังหวัดแห่งแรกของประเทศไทย ที่เปิดโรงเรียนสอนควาย เอาไว้ไถนา ดำเนินการเปิดสอนนักเรียนควายและนักเรียนเกษตรกร มาตั้งแต่ 1 มี.ค. 2552 เป็นรุ่นแรก และเปิดทำการสอน เดือนละ 1 รุ่น ใน ระหว่างวันที่ 1-10 ของทุกเดือน โดยจะทดลองในการสอนการเรียนรู้ของนักเรียนควายและนักเรียนเกษตรกร เป็นเวลา 1 ปี พร้อมปรับหลักสูตรไปด้วยทุกครั้ง เพื่อที่จะได้หลักสูตรที่แท้จริง โดยสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ ทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2552 ที่ผ่านมา

นายนิพนธ์ โหมดศิริ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ และดูแลงานทั้งหมดในโรงเรียนแห่งนี้ กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้ก็เนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงจัดตั้งธนาคารโค-กระบือ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2522

ทรงมอบกระบือให้กับเกษตรกรผู้ยากจนมาตลอด ทรงกล่าวไว้ว่า ห้ามฆ่าโดยเด็ดขาด ขณะ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ จะนำกระบือไปเลี้ยง โดยมิได้นำไปใช้งานแต่อย่างใด

ประกอบกับได้รับการบริจาคที่ดินจากชาวบ้านจังหวัดสระแก้วจำนวน 110 ไร่ จึงทรงดำริจัดตั้ง โรงเรียนสอนควายขึ้นเป็นแห่งแรก ซึ่งในหลักวิชาการ ของกระทรวงศึกษานั้น ไม่มีการ จดบันทึกเอาไว้ถึงวิธีการสอนควายไถนา

มีแต่การเรียนรู้ในเบื้องต้นของกรมปศุสัตว์ และความรู้ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งจะใช้เวลาในการสอน 15-20 วัน จากนั้นจึงได้คิดปรึกษากัน พร้อมปรับหลักการในการทดลองการสอนให้เหลือ 10 วัน

จึงได้นำมาทดลองในการสอนการเรียนรู้ของนัก เรียนควายและนักเรียนเกษตรกร โดยมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นครูผู้ฝึกสอน พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัด มาเป็นวิทยากร ในการสอนด้วย

นายนิพนธ์ โหมดศิริ กล่าวถึงขั้นตอนในการรับสมัครนักเรียนควายและนักเรียนเกษตรกรว่า ทางเราไม่เก็บค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอนแต่อย่างใด เราได้แต่ให้

ทั้งค่าอาหารการกิน ที่พักอาศัย ทางโรงเรียนเราออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด คือ ฟรีทุกอย่าง โดยโรงเรียน รับนักเรียนได้เพียงรุ่นละ 5 คนเท่านั้น จะได้รับเงินค่าอาหาร วันละ 200 บาท ต่อคน จบ 10 วัน ก็ได้คนละ 2,000 บาท

หลังจากจบหลักสูตรใน 10 วันแล้ว เรายังได้ติดตามคอยดูผลงาน ตามไปที่บ้านของเกษตรกร เพื่อดูผลการเรียน ความเป็นอยู่และการดูแลโค-กระบือด้วย ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่

และสำหรับโค-กระบือที่ได้รับไปนั้น เกษตรกรจะต้องคืนโค-กระบือ มาให้ 1 ตัว ภายใน 5 ปี

นับเป็นบทบาทอันสำคัญของจังหวัดสระแก้ว ที่ได้เป็นจังหวัดนำร่องในการเปิดโรงเรียนสอนควายและเกษตรกร

เพื่อให้ชาวนาไทย เกษตรกรไทยไม่ลืมภูมิปัญญาดั้งเดิม


ที่มา:

http://www.matichon.co.th/khaosod/view_news.php?newsid=TUROaVoyc3dOVEUxTURVMU1nPT0=§ionid=TURNek1nPT0=&day=TWpBd09TMHdOUzB4TlE9PQ==










 

Create Date : 15 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 15 พฤษภาคม 2552 13:41:12 น.
Counter : 1048 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.