Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

เก็บภาษีเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาล

เก็บภาษีเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาล

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : เก็บภาษีเพิ่มเพื่อเพิ่มรายได้ของรัฐบาล
Source - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ (Th)

Monday, May 25, 2009 02:08


ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

รัฐบาลได้ปรับขึ้นภาษีบาป คือ ภาษีบุหรี่และเหล้าไปแล้ว โดยอธิบายว่าเก็บภาษีเพิ่มเพื่อให้รัฐบาลมีรายได้จากภาษีดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลประสบปัญหารายได้ตกต่ำตามภาวะเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็อธิบายว่าการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นประโยชน์ในการควบคุมการบริโภคสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งเป็นผลเสียต่อประชาชนและเป็นภาระด้านสาธารณสุขของภาครัฐ

แต่หากพิจารณาให้ละเอียดจะเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ทั้งสองขัดแย้งกันอย่างแรง ก่อนขึ้นภาษีครั้งล่าสุดรัฐบาลเก็บภาษีบุหรี่ซองละ 23-24 บาท และคนไทยซื้อบุหรี่ปีละ 1,800 ล้านซอง ทำให้เก็บภาษีได้ปีละประมาณ 40,000 ล้านบาท และเมื่อเพิ่มภาษีเป็นซองละ 35 บาท ก็เชื่อว่าจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 20,000 ล้านบาท หากคนไทยยังสูบบุหรี่เท่าเดิม คือ 1,800 ล้านซอง แต่หากการขึ้นภาษีส่งผลให้การสูบบุหรี่ลดลงจริง อาทิเช่น การจำหน่ายลดลงเหลือ 1,500 ล้านซอง ก็จะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้เพียง 52,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 10,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 20,000 ล้านบาทดังที่หวังเอาไว้ หากเป็นเช่นนั้น รัฐบาลจะส่งเสริมให้ประชาชนสูบบุหรี่เท่าเดิมหรือไม่

อีกปัจจัยหนึ่ง คือ อัตราภาษีที่สูงมากขึ้นจะเพิ่มแรงจูงใจให้กระบวนการหนีภาษีเพิ่มขึ้น โดยปกตินั้นหากอัตราภาษีสูงกว่า 40% ก็มักจะเป็นแรงชักจูงให้มีการลักลอบหนีภาษีอย่างแพร่หลาย ทำให้รัฐบาลต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการปราบปรามการเลี่ยงภาษีดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ยอดขายสินค้าถูกกฎหมายก็จะปรับลดลงได้อย่างมาก เช่นตัวอย่างข้างต้นซึ่งยอดขายลดลงจาก 1,800 ล้านซอง มาเป็น 1,500 ล้านซองนั้นอาจเป็นผลมาจากการลักลอบหนีภาษีที่เพิ่มขึ้นก็เป็นได้

สมมติว่าประชาชนไม่หนีภาษีและไม่ลดการสูบบุหรี่ รัฐบาลจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ตามความประสงค์ แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วรัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ คำตอบคืออาจจะไม่ เพราะหากประชาชนมีรายได้จำกัด (เพราะเศรษฐกิจไม่โต) ประชาชนก็จะลดการใช้จ่ายประเภทอื่นๆ อาทิเช่น เมื่อซื้อบุหรี่แพงขึ้นก็ต้องลดการรับประทานอาหารนอกบ้าน ผลคือภาคเศรษฐกิจอื่นก็จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งนี้ หากการสูบบุหรี่ทำให้ติดบุหรี่ก็ยิ่งจะทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นๆ ต้องปรับลดลงเว้นแต่ประชาชนจะมีเงินออมและนำเงินออมออกมาใช้

การคาดหวังว่าการเก็บภาษีดังกล่าวมีแต่ข้อดี คือ เก็บภาษีได้มากขึ้นและยังเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนอีกด้วยนั้น เป็นข้อสรุปที่น่าจะดีเกินจริง ทำให้รัฐบาลอาจเก็บภาษีเพิ่มได้น้อยกว่าคาด แต่หากจะเพิ่มอัตราภาษีขึ้นไปอีก (ตามที่ขออำนาจเอาไว้ในการเพิ่มเพดานภาษีในพระราชกำหนดที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อต้นเดือนนี้) ก็อาจจะยิ่งทำให้รายได้ภาษีลดลงไปอีก เพราะปริมาณการบริโภคจะลดลงและการเลี่ยงภาษีจะเพิ่มขึ้น กล่าวคือ หากวัตถุประสงค์ คือ การเพิ่มรายได้รัฐบาลก็จะต้องคำนวณอัตราภาษีที่เหมาะสม (Optimum tax rate) ซึ่งอาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าอัตราภาษีที่เก็บในปัจจุบันก็ได้

ในส่วนของภาษีน้ำมันที่เพิ่มขึ้นลิตรละ 2 บาทนั้น รัฐบาลคาดว่าจะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกปีละ 50,000 ล้านบาท ตรงนี้รัฐบาลชี้แจงว่าในตอนแรกว่าจะไม่กระทบประชาชน เพราะจะให้กองทุนน้ำมันฯ ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนลิตรละ 2 บาทเช่นกัน แต่ต่อมาก็ทราบว่ากองทุนน้ำมันฯ มีเงินทุนเหลือเพียง 15,000 ล้านบาท และการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สุทธิไม่มากนัก เพราะยังต้องอุดหนุนเชื้อเพลิงอื่นๆ อีก

ดังนั้น กองทุนน้ำมันฯ จะช่วยลดผลกระทบโดยการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้น ประชาชนก็จะต้องรับภาระน้ำมันที่ค่อยๆ แพงขึ้น จนกระทั่งราคาเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อลิตร เว้นแต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ความหวังตรงนี้เริ่มริบหรี่เต็มที่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวในขณะที่การลงทุนเพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้ราคาน้ำมันมีแต่จะขยับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ภาระของประชาชนในส่วนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายจ่ายในภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น

บางคนอาจเสนอให้กองทุนน้ำมันฯ พยายามช่วยประชาชน โดยการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อย่างต่อเนื่อง แต่หากทำเช่นนั้น ก็จะเหมือนกับการให้รัฐบาลเพิ่มเงินในการกระเป๋าซ้ายโดยลดเงินในกระเป๋าขวา เพราะกองทุนน้ำมันฯ หรือภาษีน้ำมันก็เป็นรายได้ของรัฐบาลเหมือนกัน แต่กองทุนน้ำมันฯ นั้นเป็นการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ใช้น้ำมันอย่างประหยัดและนำเงินดังกล่าวไปลงทุนเพื่อลดผลกระทบจากการใช้น้ำมัน รวมทั้งพัฒนาระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ดังนั้น การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จึงส่งผลในทางลบต่อการพัฒนาการใช้พลังงานชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจะมีการถกเถียงกันว่าสมควรหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ เพราะการเก็บภาษีเข้ากระทรวงการคลังนั้นเงินดังกล่าวจะสามารถใช้ด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงานของประเทศ ทำให้ความสมดุลของนโยบายพลังงานได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ข้อสังเกตสุดท้าย คือ การที่รัฐบาลค่อนข้างจะรีบเก็บภาษีเพิ่มหลังการออกมาตรการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนหน้าเพียงไม่กี่เดือน กล่าวคือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 100,000 ล้านบาท มีผลบังคับใช้เดือนเมษายน แต่ก็ตามมาด้วยนโยบายเพิ่มภาษี 70,000 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม ทำให้ดูเสมือนว่าการกระตุ้นสุทธิจากรัฐบาลยังไม่มากนัก ต้องรอผลจากการกู้ยืมเงินอีก 8 แสนล้าน เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนในโครงการต่างๆ มูลค่าทั้งสิ้น 1.43 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้อย่างเต็มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปครับ--จบ--



ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 18:23:31 น.
Counter : 586 Pageviews.  

เสียงเตือนจาก"ครุกแมน" "ชาติเศรษฐกิจใหม่"อย่าระเริงรับทุนนอก


เสียงเตือนจาก"ครุกแมน" "ชาติเศรษฐกิจใหม่"อย่าระเริงรับทุนนอก



((( แม้ไทยจะไม่ใช่ “ชาติเศรษฐกิจใหม่” แต่เราควรฟังเป็นอย่างยิ่ง )))
……………………………………………………………….


พอล ครุกแมน ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐอเมริกา และเพิ่งได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ในปีที่แล้ว ที่สำคัญเป็นผู้ที่จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบขี้หน้าเอามากๆ แถมยังใจร้ายวิจารณ์นโยบายของบารัค โอบามา อย่างไม่รักษาน้ำใจ กำลังเดินสายเยือนเอเชียในขณะนี้เพื่อกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกและวิกฤตการเงิน

ครุกแมนระบุว่า วิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งที่ผ่านมาของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging economies) มีต้นเหตุมาจากความละเลยของรัฐบาลในการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตในเอเชียเมื่อ พ.ศ.2540 หรือวิกฤตครั้งนี้ที่เกิดขึ้นกับยุโรปตะวันออก ก็ล้วนมีสาเหตุเดียวกัน นั่นคือ เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามหาศาล มีการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศสูง แต่รัฐบาลก็เอาแต่ยืนดูอยู่ข้างๆ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น

เฉพาะกรณีของเวียดนามในขณะนี้ ครุกแมนได้เตือนให้ระมัดระวังอย่างสูงในการเปิดรับเงินทุนจากต่างชาติ เพราะเมื่อใดที่การเปิดรับนักลงทุนต่างชาติกลายเป็นแฟชั่น ก็แสดงว่าถึงเวลาต้องเกิดความกังวลอย่างแท้จริงแล้ว

เศรษฐกิจของยุโรปกลางและตะวันออก เริ่มเสียหายอย่างหนักตั้งแต่ปลายปี 2550 ส่วนใหญ่เป็นเพราะประเทศเหล่านี้พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศสูง และเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐซ้ำเติมเข้ามาก็ทำให้ประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางและได้รับผลกระทบสูง

ก่อนหน้านี้ทั้งเม็กซิโกและอาร์เจนตินา ก็ประสบวิกฤตอย่างเดียวกัน ซึ่งเท่ากับว่าสมมติฐานของครุกแมนไม่เคยผิด "ผมยังไม่เห็นแม้แต่กรณีเดียวว่า ประเทศใดก็ตามที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามากแล้วจะไม่จบลงด้วยวิกฤต" ครุกแมนระบุ

กล่าวสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ ครุกแมนเห็นตรงกันกับอีกหลายคนว่า ในฤดูร้อนนี้เศรษฐกิจสหรัฐคงจะพ้นจากภาวะถดถอย เพราะมีความเป็นไปได้ที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก จะถึงจุดต่ำสุดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ดังนั้น จะทำให้จีดีพีของสหรัฐกลับไปอยู่ในแดนบวกได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งอาจช้ากว่ายุโรปเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ครุกแมนเห็นว่า ถึงกระนั้นก็ตามเนื่องจากคาดว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐจะดำรงอยู่ต่อไปจนถึงปี 2554 ดังนั้นจึงหมายความว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะตกอยู่ในความอ่อนแอเป็นเวลา 5 ปี หรือจนถึง พ.ศ.2556-2557


ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01ecb01250552§ionid=0141&day=2009-05-25




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 16:41:58 น.
Counter : 265 Pageviews.  

บาปเจ็ดประการ สู่แรงบันดาลใจบนแคตวอล์ค


บาปเจ็ดประการ สู่แรงบันดาลใจบนแคตวอล์ค


โดย : เปรมวดี พันธุ์จิรภาค

แฟชั่นนักศึกษาชนาพัฒน์ ใต้คอนเซ็ปต์ Seven Sins สื่ออารมณ์-ความเชื่อผ่านศิลปะจากแรงใจยังค์ดีไซเนอร์


สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ ร่วมกับ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จัดแฟชั่นโชว์ไอเดียของนักศึกษากว่า 80 ชุด ภายใต้แนวคิด “เซเว่น ซิน” (Seven Sins) เพื่อเป็นนิทรรศการแสดงงานศิลปนิพนธ์ประจำปี 2552 ของนักศึกษาหลักสูตรนานาชาติสาขา “การออกแบบแฟชั่น” โดยมี นายอิญาซิโอ ดิปาเช่ เอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น 1 สยามดิสคัฟเวอรี่ เร็วๆ นี้

ผลงานของนักศึกษาที่ปรากฏแก่สายตาสาธารณชนร่วม 80 ชุด ล้วนสร้างสีสัน และไอเดียสุดตะกรานตาจากฝีมือเด็กไทย ที่ไม่น้อยหน้าต่างชาติ ภายใต้คอนเซปต์ “เซเว่น ซิน” เป็นการสื่อความหมายถึงอารมณ์ และความเชื่อเรื่องบาป 7 ประการที่มีมานานของมนุษย์ แสดงออกผ่านรูปแบบเชิงศิลปะที่ผ่านการสั่งสมแรงบันดาลใจให้นักศึกษาที่พร้อมจะเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ของวงการแฟชั่นถ่ายทอดออกมาเป็นสุดยอดไฮไลท์ของงาน ด้วยสีสันโทนร้อน พร้อมเครื่องประดับที่ถูกออกแบบคล้ายกับกระดูกของร่างกายมนุษย์ ที่สื่อสะท้อนอารมณ์ในเรื่องบาปของมนุษย์

แฟชั่นโชว์บนแคตวอล์กของนักศึกษารุ่นใหม่ไฟแรง ชั้นปีที่ 4 ยังประกอบด้วยคอลเลคชั่น Through the eyes of an envious heart ม่าน (ตา) ริษยา ที่สื่อออกมาด้วยสัญลักษณ์รูปดวงตา และหัวใจ,

คอลเลคชั่น The Unwanted Bride แรงบรรดาลใจมาจาก นวนิยายเรื่อง “The Bride with White Hair” เล่าถึงเจ้าสาวที่ถูกคนรักทรยศ ดีไซน์ด้วยความพริ้วไหวและโทนสีขาวดำที่แสดงถึงความรักที่ผิดหวัง,

คอลเลคชั่น Natural Reflection เน้นโทนสีแดงเจิดจ้า ร้อนแรง, คอลเลคชั่น Light me up แรงบันดาลใจจากดักแด้ที่เติบโต และลอกคราบเป็นผีเสื้อที่งามสง่า เน้นผ้าโปร่งเบา และแวววาว สีสว่างสื่อถึงความหยิ่ง ทรนงตน ของธรรมชาติของผีเสื้อที่ยากที่จะจับได้,

คอลเลคชั่น Emerge การผสมผสานสีม่วงเข้มและน้ำตาลไหม้ เย้ายวนโดดเด่นของดอกเฮลิโคเนีย โครงสร้างที่ดูแข็งแต่งดงามในเวลาเดียวกัน, คอลเลคชั่น The first sin แรงบันดาลใจมาจากบาปแรกของมนุษย์โดยใช้งูและแอ๊ปเปิ้ลเป็นสัญลักษณ์ และรูปทรงของชุดความใสของกระจกในโบสถ์ และ คอลเลคชั่น Sentimental past ผลงานที่สะท้อนถึงความเศร้าและความสิ้นหวังของผ่านงานของศิลปินระดับโลก Vincent Van Gogh ที่สามารถสร้างสีสันให้กับงานไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ ยังมีโชว์แฟชั่นในคอลเคลชั่น Spring & Summer Collection 2007 ผลงานของ Porf. Beatris Scheer ที่เคยจัดแสดงที่ประเทศเยอรมัน ออกมาในชุดสีสัน ผ้าไหมชีฟองพลิ้วไหว คลายร้อน ได้ร่วมจัดแสดงในงานครั้งนี้ด้วย



ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/living/20090525/44989/บาปเจ็ดประการ-สู่แรงบันดาลใจบนแคตวอล์ค.html




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 16:40:49 น.
Counter : 300 Pageviews.  

น้ำประปาดื่มได้ ไม่มีใครเชื่อ แต่พอแปลงร่างเป็นน้ำแข็งคนกลับชอบ



น้ำประปาดื่มได้ ไม่มีใครเชื่อ แต่พอแปลงร่างเป็นน้ำแข็งคนกลับชอบ



((( เออ .... รู้แล้ว .... พูดไม่ออกเลย เพราะทุกวันนี้ ก็กินน้ำแข็งแบบนี้อ่ะ )))

--------------------------------------------------


แม้จะมีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจกันอย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบปีว่าน้ำประปาดื่มได้ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมเชื่อว่าน้ำประปาดื่มได้อยู่ดี แต่เมื่อน้ำประปาแปลงร่างเป็นน้ำแข็งคนกลับไม่รังเกียจ แถมยังชอบอีกต่างหาก

มีใครรู้บ้างมั้ยว่า น้ำแข็งที่เราบริโภคนอกบ้านทุกวันนี้ใช้น้ำอะไรมาผลิต หากรู้ความจริงแล้วคุณจะรังเกียจการกินน้ำแข็งเหมือนที่รังเกียจการดื่มน้ำประปาอีกหรือไม่???

ทราบกันหรือไม่ว่า โรงงานทำน้ำแข็งส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้น้ำประปาเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำแข็ง (ซึ่งในอดีตบางแห่งใช้น้ำคลองหรือน้ำจากแม่น้ำ)

การผลิตน้ำแข็งนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดที่เป็นน้ำแข็งซอง หรือที่เป็นก้อนขนาดใหญ่(ที่เขาใช้สลักเป็นรูปต่าง ๆ ในงานแต่งงาน) แล้วนำมาทุบให้เล็กลงเพื่อใส่เครื่องบดให้เป็นเศษเล็ก ๆ ใส่ถุงพลาสติกขาว ๆ ไปจำหน่ายต่อ ซึ่งน้ำแข็งเหล่านี้เหมาะสำหรับแช่ของสด ตามแผงตลาดสดทั่วไป หรือบางครั้งก็อาจจะใช้ทั้งแช่อาหาร แช่น้ำขวดและรวมทั้งนำมาใส่แก้วบริการลูกค้าก็มี ส่วนน้ำแข็งอีกชนิดที่ผลิตเป็นหลอดสำเร็จรูปออกจากเครื่อง บรรจุใส่ถุงเป็นถุงเล็กบ้างใหญ่บ้างพร้อมจำหน่าย

การจัดส่งน้ำแข็งไปถึงมือลูกค้า ปัจจุบันแม้จะพบว่าโรงงานผลิตน้ำแข็งหลายแห่งมีมาตรฐานการขนส่งที่สะอาดน่าเชื่อถือ โดยบรรทุกใส่รถที่เป็นตู้ทำความเย็นที่ปิดมิดชิด

แต่ก็ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ขนใส่รถบรรทุกคลุมด้วยผ้าใบพร้อมกับมีพนักงานยืนคุมบ้าง นั่งทับบนน้ำแข็งบ้าง ซึ่งเป็นภาพที่เรามักเห็นกันอยู่บ่อย ๆ นี่ยังไม่ต้องเข้าไปดูถึงกรรมวิธีการผลิตน้ำแข็งในโรงงาน ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำแข็งเกิดการปนเปื้อนได้ง่าย

ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้นี่เอง น้ำแข็งส่วนใหญ่จึงมีคุณภาพน่าเป็นห่วง ดังนั้น สำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้กำหนด ไว้ในประกาศกระทรวง สาธารณสุข เรื่อง น้ำแข็ง ว่าจะต้องไม่ให้พบเชื้อ อี โคไล และเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค

นอกจากนี้ยังได้กำหนดคุณสมบัติทางด้านกายภาพและเคมี เนื่องจากน้ำแข็งซองและน้ำแข็งหลอดมีโอกาสปนเปื้อนอันตรายทางกายภาพ เช่น เศษแก้วจากหลอดไฟที่แตกระหว่างการผลิต อันตรายทางเคมี เช่น น้ำมันเครื่อง จาระบีจากเครื่องจักรการผลิต อันเกิดจากการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ รวมไปถึงหลักเกณฑ์ในการดูแลอุปกรณ์ กระบวนการผลิต การล้างทำความสะอาด สุขลักษณะของคนที่ทำงานควบคุมการผลิต ฯลฯ

จากการสำรวจของ อย. พบว่าทั้งน้ำแข็งซองและน้ำแข็งหลอด มักมีการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ เช่น โคลีฟอร์ม อีโคไล ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมาจากสิ่งปฏิกูล เช่น อุจจาระของคนและสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่ปนเปื้อนมาจากผู้ปฏิบัติงานที่สัมผัสกับน้ำแข็งโดยตรง อาทิ การบรรจุน้ำแข็งที่ผู้บรรจุไม่ล้างมือให้สะอาดหลังจากเข้าห้องน้ำ หรืออาจปนเปื้อนมาจากการขนส่ง นอกจากนี้ถุงใส่น้ำแข็งที่มักจะใช้แล้ว ก็นำกลับมาใช้อีกจนกว่าจะขาด ฯลฯ ซึ่งเชื้อโรคเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายและเติบโตแข็งแรงขึ้นก็จะ สร้างสารพิษทำอันตรายต่อผู้บริโภคได้อย่างรุนแรง เช่น ทำให้ท้องเสีย ฯลฯ

ในขณะที่น้ำประปาซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำน้ำแข็ง ได้รับการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก มีการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีนที่ทำให้มั่นใจได้ว่าน้ำประปานั้นปราศจากเชื้อโรค มีระบบควบคุมการผลิตและตรวจสอบคุณภาพภายในโรงงาน ด้วยวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้และประสบการณ์ทุกขั้นตอน มีห้องปฏิบัติการทดสอบ(ห้องแล็บตรวจคุณภาพน้ำ)ที่ได้รับการยอมรับ ได้มาตรฐานการรับรองระบบคุณภาพ ISO/IEC 17025:2005

เท่านี้ยังไม่พอ เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น กปน.ยังให้หน่วยงานกลางอย่างคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหา วิทยาลัยมหิดล และบริษัท UAE คอยเก็บตัวอย่างน้ำที่สูบจ่ายไปสู่ประชาชนตามพื้นที่ต่าง ๆ มาตรวจสอบคุณภาพเป็นประจำทุกปีอีกด้วย ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าน้ำประปามีคุณภาพไม่ควรดื่มแต่อย่างใด

แล้วอย่างนี้คุณจะยังรังเกียจน้ำประปาอยู่อีกหรือ ในเมื่อที่ผ่านมาคุณสามารถกินน้ำแข็งได้แล้วคุณจะมัวรังเกียจการดื่มน้ำประปาอยู่ทำไม หากยังมีข้อสงสัยว่าน้ำประปาดื่มได้จริงหรือ สามารถสอบถามโดยตรงกับนักวิทยาศาสตร์ การประปานครหลวง ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ call center กปน. โทร. 1125



ฝ่ายสื่อสารองค์กร การประปานครหลวง


ที่มา: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=72104&NewsType=2&Template=1




 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 12:08:07 น.
Counter : 584 Pageviews.  

ป้องกันก่อนถูก 'ฟ้าผ่า' เรื่องง่าย ๆ ไม่ควรมองข้าม


ป้องกันก่อนถูก 'ฟ้าผ่า' เรื่องง่าย ๆ ไม่ควรมองข้าม


(((( หน้าฝนแล้ว ระวังด้วยนะครับ )))


------------------------------------------------------


ฤดูฝนเวียนผ่านเข้ามาอีกหน ดูเหมือนปีนี้ “ฟ้าแรงเอาเรื่อง”เพราะแค่เริ่มต้นฤดู ฟ้าก็ผ่าคร่าชีวิตมนุษย์ไปแล้วหลายคน ทำเอาพวกที่ชอบสาบานหนาว ๆ ร้อน ๆ กันเป็นแถว และเกิด คำถามมากมายถึง “สื่อล่อฟ้า” อย่าง ตะกรุด โทรศัพท์มือถือ ว่าผู้ที่มีไว้ครอบครองเสี่ยงต่อการ ถูกฟ้าผ่าหรือไม่ ?

จากอดีตที่ผ่านมาปรากฏการณ์ฟ้าผ่าก่อให้เกิดความเชื่อมากมาย เช่น โลกตะวันตกกล่าวถึงสายฟ้าคือ อาวุธของเทพซีอุส (Zeus) อันเป็นเจ้าแห่งเทพ ทั้งหมด ส่วนคนไทยมีเรื่องเล่าของยักษ์รามสูรและนางเมขลา ซึ่งนอกจากเรื่องเล่ามากมายแล้ว “ฟ้าผ่า” ยังส่งผลให้เกิดความ สูญเสียทรัพย์สินและชีวิตอีกด้วย

อ.คมสัน เพ็ชรรักษ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสื่อล่อฟ้าที่ทำให้คนได้รับผลกระทบว่า หากมองถึงวัตถุที่เป็นตัวทำให้ฟ้าผ่าใส่มนุษย์คือ วัตถุที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไป โดยเฉพาะสิ่งของเหล่านั้นมีลักษณะปลายแหลม เช่น ร่มที่ด้านปลายบนสุดเป็นเหล็กแหลมซึ่งเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่าได้เป็นอย่างดีหากอยู่ในที่โล่งแจ้ง

อย่างการที่ฟ้าผ่ามาบนตึกส่วนใหญ่สังเกตได้ว่า มักผ่าบริเวณส่วนที่เป็นมุมของตึก ซึ่งเสมือนสิ่งที่ล่อฟ้าผ่าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหาก คนที่อยู่บนตึกสูงไม่ควรขึ้นไปยืนบนดาดฟ้าในเวลาฝนตกเพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

จากข่าวการเสียชีวิตของผู้สวมตะกรุดและผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ อ.คมสัน มองว่า ไม่น่าจะมีส่วนทำให้ฟ้าผ่าบุคคลดังกล่าวเพราะปกติสายฟ้าที่ผ่าลงมายังคนมักเกิดจากวัตถุที่อยู่เหนือศีรษะ ซึ่งการไปหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่หรือใต้เสาไฟฟ้าในที่โล่งอาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิต ขณะเดียวกันการใช้โทรศัพท์มือถือค่อนข้างมีความเป็นไปได้น้อยในการเป็นสื่อล่อฟ้า เนื่องจากมีคลื่นความถี่ต่ำ แต่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเวลา ฝนตกอาจได้รับอันตรายจากแบตเตอรี่ระเบิด เพราะเมื่อน้ำฝนเข้าไปยังขั้วแบตจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ดังนั้นจากการศึกษาโลหะต่าง ๆ ไม่อาจเป็นวัตถุล่อฟ้าได้หากไม่อยู่เหนือศีรษะมนุษย์

“สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ คนส่วนใหญ่ที่ถูกฟ้าผ่ามักมีร่างกายที่เปียกเพราะการถูกฟ้าผ่าผู้ที่ได้รับอันตรายมีผลเหมือนการถูกไฟฟ้าช็อต ดังนั้นการที่ร่างกายเปียก ก็เป็นอีกตัวกระตุ้นให้กระแสไฟจากฟ้าผ่าคร่าชีวิตได้”

ด้านแนวทางป้องกันเพื่อให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า อ.คมสัน กล่าวว่า ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใต้วัตถุที่มีความสูงในที่โล่ง เช่น เสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น แต่หากหาที่กำบังมั่นคงไม่ได้ควรทำตัวให้ต่ำที่สุดโดยการนั่งยอง ๆ เก็บแขนและมือไว้บนตัก ไม่ควรหมอบหรือนอนราบไปกับพื้นเพราะหากฟ้าผ่ามาบริเวณใกล้เคียงน้ำบนพื้นอาจเป็นตัวนำกระแสไฟทำอันตรายได้

ส่วนอีกกรณีคือ การที่คนนั้นสวมใส่โลหะต่าง ๆ แล้วเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้โลหะที่สวมอยู่หลอมละลายอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ เช่น ที่ผ่านมามีผู้เคราะห์ร้ายสวมใส่ทองยืนอยู่บริเวณป้ายรถเมล์แล้วเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้เคียง รัศมีความร้อนของสายฟ้าทำให้สร้อยทองที่สวมอยู่หลอมละลาย พอตรวจชันสูตรศพดูแล้วพบว่า เหตุจากการเสียชีวิตเกิดจากการได้รับความร้อนจากวัตถุบริเวณต้นคอ
พื้นที่เสี่ยงต่อการโดนฟ้าผ่าส่วนใหญ่เกิดบริเวณบนภูเขาสูง ที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุมมาก และในกระท่อมซึ่งตั้งอยู่บริเวณสถานที่โล่งแจ้ง บริเวณเหล่านี้ประชาชนควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้เกิดความ เสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

อ.คมสัน กล่าวถึงการสังเกตฟ้าผ่าที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ว่า ฟ้าผ่า เกิดจากสายฟ้าที่วิ่งอยู่ในก้อนเมฆมีทั้งประจุ บวกและลบแลบออกมาเพื่อหาวัตถุเหนี่ยวนำบนพื้นโลก ซึ่ง ทำให้เกิดฟ้าผ่า สามารถแยกปรากฏการณ์ฟ้าผ่าได้ด้วยลักษณะดังนี้ 1.ฟ้าผ่าขึ้น สังเกตจากเส้นสายฟ้าที่ผ่าลงมามีลักษณะผ่าจากล่างขึ้นไปบน ส่วนใหญ่เกิดจากตึกที่มีขนาดสูง 2.ฟ้าผ่าจากบนลงล่าง ซึ่ง 80% มักเกิดในรูปแบบนี้ และมีอันตรายต่อมนุษย์ สามารถสังเกตจากเส้นฟ้าผ่า มีลักษณะจากบนลงมาล่าง ขณะเดียวกันหากเห็นกลุ่มก้อนเมฆ กำลังเคลื่อนตัวมายังบริเวณที่ ยืนอยู่ควรรีบหาที่กำบังเพราะเป็นอีกสัญญาณอันตราย

“อานุภาพของฟ้าผ่ามีกระแสไฟฟ้าที่สูง เทียบได้เท่ากับการผ่าหนึ่งครั้งสามารถทำให้หลอดไฟสว่างได้ถึง 2 นาที หากมนุษย์โดนโดยตรงมีโอกาสเสียชีวิตสูง แต่หากอยู่ในรัศมีอาจได้รับบาดเจ็บและหูหนวกได้”

ด้านคนที่ต้องขับรถขณะฟ้าผ่ามีโอกาสได้รับอันตรายน้อย เพราะเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมาบนหลังคารถจะไหลลงไปยังพื้นดิน แต่ในบางรายที่ผู้โดยสารนั่งอยู่ในกระบะหลังกลางแจ้งย่อมทำให้เกิดอันตราย

อ.คมสัน กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ประชาชนทำตามคำ แนะนำอย่างเคร่งครัด เพราะหาก ประสบเคราะห์ร้ายเหล่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง ขณะเดียวกันต้องคอยสอดส่องดูแลบุตรหลานในช่วงที่ฝนตก เพราะเด็กหลายคนชอบออกไปเล่นน้ำฝนกลางแจ้ง

ดังนั้นหากทำความเข้าใจและรู้ถึงแนวทางแก้ไขจากการถูกฟ้าผ่า ย่อมเป็นผลดีต่อการดำรงชีวิตอย่างระมัดระวังจากภัยธรรมชาติ.

ปฐมพยาบาลเบื้องต้น... ช่วยชีวิตคนถูกฟ้าผ่า

การปฐมพยาบาลผู้ที่ถูกฟ้าผ่าคือ 1. หากหัวใจหยุดเต้น (ตรวจโดยเอาหูฟังที่หน้าอกหรือจับชีพจร) ให้ใช้วิธี “นวดหัวใจภายนอก” โดยเอามือกดตรงที่ตั้งหัวใจให้ยุบลงไป 3-4 เซนติเมตร เป็นจังหวะ ๆ เท่าจังหวะการเต้นของหัวใจ (ผู้ใหญ่วินาทีละ 1 ครั้ง เด็กเล็กวินาทีละ 2 ครั้ง) นวด 10-15 ครั้ง เอาหูแนบฟังครั้งหนึ่ง

2. หากไม่หายใจ (ตรวจโดยดูการขยายของซี่โครง และหน้าอก) ให้ใช้วิธีเป่าลมเข้าทางปากหรือทางจมูกของผู้ป่วย โดยการเป่าปาก จับผู้ป่วยนอนหงาย ใช้หัวแม่มือง้างปลายคางผู้ป่วยให้ปากอ้าออก หากมีเศษอาหารหรือวัสดุใด ๆ ให้ล้วงออกให้หมด แล้วจับศีรษะให้เงยหน้ามาก ๆ ผู้ช่วยเหลืออ้าปากแล้วประกบกับปากผู้ป่วยให้สนิท และเป่าลมเข้าไปอย่างแรงจนปอดผู้ป่วยขยายออก (ซี่โครงและหน้าอกพองขึ้น) แล้วปล่อยให้ลมหายใจของ ผู้ป่วยออกเอง แล้วเป่าอีก ทำเช่นนี้เป็นจังหวะ ๆ เท่ากับจังหวะหายใจปกติ (ผู้ใหญ่นาทีละ 12-15 ครั้ง เด็กเล็กนาทีละ 20-30 ครั้ง) ถ้าเป่าปากไม่ได้ให้ปิดปากผู้ป่วยแล้วเป่าเข้าทางจมูกแทน ถ้าผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นและไม่หายใจด้วย ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปาก ถ้ามีผู้ช่วยเหลือเพียงคนเดียวก็ให้เป่าปาก 2 ครั้ง สลับกับการนวดหัวใจ 15 ครั้ง หรือถ้ามีผู้ช่วยเหลือสองคน ก็ให้นวดหัวใจสลับกับการเป่าปากเป็นทำนองเดียวกัน โดยเป่าปาก 1 ครั้ง นวดหัวใจ 5 ครั้ง การปฐมพยาบาลนี้ ต้องรีบทำทันที หากช้าเกินกว่า 4-6 นาที โอกาสที่จะฟื้นมีน้อย ขณะพาส่งแพทย์ก็ควรทำการปฐมพยาบาลไปด้วยตลอดเวลา.

ศราวุธ ดีหมื่นไวย์



ที่มา: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=199996&NewsType=1&Template=1





 

Create Date : 25 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 25 พฤษภาคม 2552 12:06:36 น.
Counter : 351 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.