Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

35 ซีอีโอแนะทางออกประเทศ ดูแลค่าบาท-มุ่งสร้างคนฟื้นศก.ระยะยาว

35 ซีอีโอแนะทางออกประเทศ ดูแลค่าบาท-มุ่งสร้างคนฟื้นศก.ระยะยาว



ระดมสมองผู้นำทางความคิด-ซีอีโอแนะทางออกประเทศไทย "ดร. โกร่ง-ดร.ศุภชัย" ฟันธงเศรษฐกิจโลก-สหรัฐฟื้นช้า ระวังติดกับดักกระตุ้นเศรษฐกิจ แนะงัดกฎใหม่ "ต้านวัฏจักร" ผนึกนโยบายการรวมตัวของเอเชีย ขจัดคอขวดทุกด้าน อย่าส่งสัญญาณเศรษฐกิจสับสน นายกรัฐมนตรีต้องเป็นมือประสาน แนะมองยาวๆ สร้างคนคุณภาพ


น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจได้รวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้นำทางความคิดและผู้บริหารองค์กรภาคเอกชน ภาครัฐ 35 คน ถึงทางออกประเทศไทยภายใต้วิกฤตของประเทศในขณะนี้ โดยรวบรวมข้อคิดดังกล่าวทำเป็นหนังสือเพื่อนำเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในงานสัมมนาของ น.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 4 มิถุนายน 2552 และแจกให้แก่ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาในวันดังกล่าว ทั้งนี้ได้นำเสนอแนวคิดบางส่วนดังต่อไปนี้

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลังกล่าวถึงทางออกของไทยในวิกฤตเศรษฐกิจโลกว่า
1.เศรษฐกิจของอเมริกาและเศรษฐกิจของโลกจะฟื้นช้า คาดว่าต้องใช้เวลา 6-7 ปี เป็นขาลงแล้วจึงค่อยๆ ผงกหัวขึ้น ถ้าเราประมาทว่าจะฟื้นเร็วก็อาจจะเป็นการคาดการณ์ที่ผิด และวางนโยบายการวางแผนจะผิดไปด้วย

2.อุปสรรคของการฟื้นตัวเศรษฐกิจคือปัญหาเสถียรภาพของสังคม ปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาล รวมไปถึงปัญหาความมั่นคงของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาความเชื่อถือและความเชื่อมั่นในระบบต่างๆ

3.การดำเนินนโยบายมหภาคต้องคิดให้รอบคอบ รอบด้าน และคิดในระยะยาวด้วย อย่าส่งสัญญาณเศรษฐกิจที่สับสน เป็นต้นว่านโยบายงบประมาณปี 2552 มีเพิ่มงบประมาณรายจ่ายปลายปีกว่าแสนล้านบาท แต่ปีงบประมาณ 2553 รัฐบาลประกาศขึ้นภาษีและตัดงบประมาณรายจ่ายลง เป็นต้น เหมือนกับจะเหยียบคันเร่งรถยนต์ไปพร้อมๆ กับเหยียบเบรก

4.การประสานนโยบายทางด้านมหภาค ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง นโยบายการส่งออก-นำเข้า นโยบายทางด้านรายได้ ฯลฯ รวมทั้งการประสานกับองค์กรภาคเอกชน ยังดูสับสน ไม่เป็นเอกภาพ เป็นภาระหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่ต้องเป็นผู้ประสาน

5.ข้าราชการและหน่วยราชการเป็นกลไกที่สำคัญที่สุดของการผลักดันนโยบายให้ดำเนินไปได้ ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงเป็นอุปสรรคต่อขวัญและกำลังใจข้าราชการเป็นอย่างยิ่ง

6.ในขณะที่เศรษฐกิจระหว่างประเทศยังอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ ภาวะการเมืองในประเทศก็เป็นปัญหาอยู่อย่างนี้ ปัญหาการบริหารเศรษฐกิจยังเป็นอย่างนี้ ทางที่ดีการวางแผนทางเศรษฐกิจและการวางนโยบายทางเศรษฐกิจยังไม่ควรหวังผลเลิศจนเกินไป มิฉะนั้นอาจจะพลาดพลั้งกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตได้

งัดนโยบายต้านวัฏจักร

ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด กล่าวถึงทางออกของวิกฤตโลกครั้งนี้ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ผู้บริโภคเพิ่มการใช้จ่ายให้มากขึ้นอาจจะนำไปสู่การวางนโยบายที่ผิดพลาดได้ ทั้งนี้ได้เสนอแนะว่า การดำเนินนโยบายของไทยคงจะไม่สามารถไปต้านกระแสล่มสลายของโลกได้ด้วยตนเอง เพียงผู้เดียว นโยบาย "ต้านวัฏจักร" (countercyclical) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องนำมาปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ในกระบวนการนี้ก็ต้องยึดหลักการใหญ่ๆ เช่น 1.นโยบายการรวมตัวในเอเชียมีความสำคัญมากเป็นลำดับต้นๆ ทั้งด้านการค้า ความร่วมมือทางการเงิน ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ด้านตลาดเงินและหนี้สินระยะยาว ความร่วมมือในด้านสินค้าสาธารณะ อาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ต้องมีบทบาทนำอย่างชัดเจน และไทยอาจจะเป็นผู้ช่วยชี้นำแนวทางการรวมตัวเช่นนี้ในเอเชีย 2.นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีผลดีที่สุดคือ การกำจัดคอขวดและข้อจำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเรื่องอัตราผลผลิต การลงทุนในการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจัง การนำระบบ E-government มาใช้ การพัฒนาเทคโนโลยีระดับหมู่บ้านและชนบท (การใช้ photo voltaic cells ในการชลประทานเพื่อการเกษตร) เป็นต้น

อย่าเดินชนกำแพงเดิมๆ

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วย ผู้จัดการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มองว่ากลไกขับเคลื่อนที่ทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตในอดีตที่ผ่านมาคือการพึ่งพาการส่งออก ไม่น่าจะช่วยให้เราเติบโตต่อไปในอนาคตได้มากนัก ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองหารูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องคุณภาพชีวิตสำคัญๆ เท่าที่ควร

สิ่งหนึ่งที่น่าห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกก็คือ มาตรการของหลายต่อหลายประเทศมีลักษณะ "จะใช้มาตรการกระตุ้นชั่วคราวในระยะสั้น กลั้นใจรอซักนิด หวังว่าเดี๋ยวความต้องการสินค้าส่งออกจะฟื้นอีกครั้ง แล้วทุกอย่างจะกลับมาดีเอง" มีคำถามว่าถ้าการ ส่งออกไม่ฟื้นอย่างที่หวังเราจะทำอย่างไร

สำหรับรัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญต่อนโยบายที่เน้นการสร้างเสริมประสิทธิภาพมากขึ้น จากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพของประเทศจะดีได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักๆ เช่น ระดับการแข่งขันที่สูง อัตราภาษีที่ต่ำ และคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่ดี และเสนอว่า อย่าแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องมองระยะยาวด้วย โดยมองว่าการปฏิรูปทางการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นและไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากนัก เพียงแต่เพิ่มคุณภาพของการศึกษา

ร่วมมือ-สร้าง "คนคุณภาพ"

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า ภาคธุรกิจจะดำเนินการพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ได้ผลดีนั้น ไม่สามารถทำให้ดีได้โดยลำพังแต่เพียง ฝ่ายเดียว หากแต่ยังต้องการการสนับสนุนเกื้อกูลจากภาครัฐ ด้วยบทบาทหน้าที่ของภาครัฐนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้ออกกฎหมาย ข้อบังคับ หลักวิธีการปฏิบัติ กรอบการดำเนินงานต่างๆ ออกมา เพื่อให้แน่ใจได้ว่า การดำเนินการต่างๆ นั้นเป็นไปโดยยุติธรรมต่อทุกฝ่าย มีการพัฒนาประเทศอย่างถูกทาง มีการดำเนินการของทุกฝ่ายไปในทางที่เสริมสร้างซึ่งกันและกัน ไม่ขัดกัน ซึ่งรัฐจะเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมายทิศทางในการพัฒนาประเทศ เป็นผู้ดูแลและแก้ปัญหาให้ภาคเอกชน สนับสนุนในกรณีที่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศ

นางปนัดดา เจณณวาสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เห็นว่าปัญหาต่างๆ สามารถหาทางออกได้ ถ้า "ฉลาดคิด" และ "คิดเป็น" ฉะนั้นการปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้คนไทย "คิดเป็น" จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งคุณภาพของผู้สอน วิธีการเรียนการสอน วิธีวัดผล ให้ความสำคัญของการศึกษาแต่ละระดับ และรัฐบาลต้องมีนโยบายการศึกษาชนิดเดินให้ถูกทาง และต้องเลือกรัฐมนตรีที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงมารับผิดชอบ เพราะหากผู้กุมบังเหียนไม่ใช่ "คนคุณภาพ"แล้วจะกำหนดนโยบายการศึกษาให้มีคุณภาพเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

นายธันวา เลาหศิริวงศ์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด มองว่า สิ่งที่สำคัญคือเราจะพัฒนาบุคลากรของประเทศไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลักดันให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่งคือควรมีการเชื่อมทักษะทางธุรกิจและเทคโนโลยี เพราะตอนนี้เรายังไม่สามารถผลิตบุคลากรให้เพียงพอทั้งคุณภาพและปริมาณ ดังจะเห็นได้ชัดในเรื่องการขาดบุคลากรด้านไอที ทั้งนี้ปัญหาสำคัญมาจากความด้อยคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานไอทีและทักษะด้านแรงงานของประเทศ อันเนื่องมาจากการขาดการฝึกอบรมและพัฒนา และหลักสูตรการเรียนการสอนที่ล้าสมัย

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เห็นว่า แม้รัฐบาลพยายามทำหลายโปรเจ็กต์เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแต่ไม่ได้มองภาพรวมทั้งหมด ที่สำคัญยังไม่ได้แก้ปัญหาค่าเงินบาท ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปล่อยให้ค่าเงินเป็นไปตามธรรมชาติ แม้จะเป็นรูปแบบ manage float แต่ไม่แทรกแซง ปัญหาที่เกิดขึ้นช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาส่งผลร้ายแรงอย่างมากกับภาวะความร่ำรวยของคนไทยและประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลต้องเชิญ ธปท.มาพูดคุยและวางแผนร่วมกัน มิฉะนั้นแม้รัฐจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกกี่โปรเจ็กต์ แต่หากนโยบายการเงิน ของไทยยังไม่ถูกแก้ไข ทุกอย่างก็ยังคงสภาพเดิม (ทุกอย่างจึงต้องมองเป็นองค์กร ประสานและเดินไปด้วยกัน ที่สำคัญคือความรอบรู้ของบรรดาผู้กำหนดนโยบายพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเมื่อ "ค่าเงินบาท" อยู่ในภาวะที่ควรจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศเสียที )

นายปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ ประเทศไทย มองว่า ถ้าเราต้องการจะสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนในประเทศของเรา ต้องสร้างบรรยากาศ (atmosphere) ก่อน ต้องทำให้เห็นว่าเมืองไทยสงบ มีบรรยากาศของการลงทุน ไม่มีปัญหาความรุนแรง มีความมั่นคง พร้อมกับสร้างทัศนคติ (attitude) เพื่อให้คนภายนอกมองเข้ามาว่า ประเทศไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด จากนั้นจะเกิดการกระทำ (action) นั่นคือต่างชาติตัดสินใจมาท่องเที่ยว มาลงทุนในประเทศไทย และรัฐควรให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาบุคลากร องค์ความรู้ รวมถึงสร้างแรงจูงใจด้านภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการอิสระมีความเข้มแข็งมากขึ้น จะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว

นายวิเชียร เชิดชูตระกูลทอง นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เห็นว่า SMEs มีความสำคัญอย่างยิ่ง เปรียบดังกระดูกสันหลังของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศก็ว่าได้ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศ ดังนั้นผู้นำสูงสุดของประเทศจึงควรให้ความสนใจในการเป็นคนกลางแก้ไขข้อขัดแย้งและความซ้ำซ้อนของการส่งเสริม SMEs ระหว่างกระทรวงต่างๆ ให้เป็นวันสต็อปเซอร์วิสให้มากที่สุด




ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02p0101010652&day=2009-06-01§ionid=0201




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 13:04:10 น.
Counter : 356 Pageviews.  

บวชช่วยชาติ แก้ว่างงาน รัฐจับมือมหาเถร


บวชช่วยชาติ แก้ว่างงาน รัฐจับมือมหาเถร


..............................................................................................
((( เห็นข่าวนี้แล้ว....ทึ่งสุด ๆ ....แล้วถ้าเกิดผู้ชายที่ตกงานเฮกันไปบวช .... คราวนี้ใครจะใส่บาตรละนี่?? เฮ้ออ...ผู้รับผิชอบแก้ปัญหาทำไมไม่คิดให้สร้างสรรค์กว่านี้น้ะ! ... แล้วถ้าเกิดคนที่ไปบวชไม่ได้ต้องการศึกษาพระธรรม แต่ต้องการเพียงเพื่ออยู่รอด + หาช่องทางทำกินในผ้าเหลือง ... มันจะเกิดอะไรขึ้น ??? ... ไม่อยากรู้เลยจริง ๆ )))
..............................................................................................


ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรฯ เผย รองนายกฯสนั่น ทำหนังสือถึงสำนักงานพศ. เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ขอเสนอจัดโครงการ "อุปสมบทช่วยชาติบรรเทาปัญหาภัยเศรษฐกิจ" ช่วยคนตกงาน...

โครงการช่วยคนตกงานในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองครั้งนี้ ได้รับการเปิดเผยเมื่อวันที่ 31 พ.ค. โดยนายอำนาจ บัวศิริ ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) ว่า จากการประชุมมหาเถรสมาคม ได้รับทราบตามที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพศ. ได้ทำหนังสือผ่านมาที่สำนักงานพศ. เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ขอเสนอจัดโครงการ "อุปสมบทช่วยชาติบรรเทาปัญหาภัยเศรษฐกิจ" ด้วยการชักชวนให้ชายไทยผู้ที่ตกงานได้เข้ามาบวชเรียนศึกษาพระธรรมในระหว่าง ที่ยังไม่มีงานทำ สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในระหว่างที่ยังหางานทำไม่ได้ รวมทั้งยังได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนา ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ได้ให้ความเห็นชอบในการดำเนินงานโครงการดังกล่าว และได้ได้แต่งตั้งพระพรหมเวที วัดไตรมิตรวิทยาราม พระพรหมสุธี วัดสระเกศ และพระธรรมวรเมธี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทั้ง 3 รูป เป็นคณะทำงานกำหนดรูปแบบโครงการ ก่อนนำรายละเอียดโครงการเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมมหาเถรสมาคม ต่อไป

ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กล่าวต่อว่า เบื้องต้นคณะทำงานได้กำหนดรูปแบบโครงการว่า จะดำเนินการในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2552 เปิดให้ชายไทยทั่วประเทศที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ได้เข้าพิธีอุปสมบท โดยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทั่วประเทศ ทำหน้าที่ประกาศรับสมัครผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ ส่วนในเรื่องของระยะเวลาการอุปสมบทและจำนวนผู้ที่จะเข้ามาบวช และสถานที่จำพรรษาในช่วงบวชนั้น ยังไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน คงต้องรอให้คณะทำงาน ได้ประชุมหารือหาข้อสรุปที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ได้ให้ความเห็นชอบ ตามที่คณะสงฆ์จังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินงานร่วมกับทางจังหวัดปราจีนบุรี จัดโครงการข้าวก้นบาตร ด้วยการมอบข้าวสารอาหารแห้งที่พุทธศาสนิกชนทำบุญให้กับวัด นำไปมอบให้กับนักเรียน และประชาชนที่ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ตกงาน รวมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ทำให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ร่วมอนุโมทนาและได้มีมติให้วัดทั่วประเทศ ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกับโครงการข้าวก้นบาตรช่วยชาติ โดยให้วัดนำไปดำเนินการตามศักยภาพ จนเกิดเป็นโครงการข้าวก้นบาตรช่วยชาติ ช่วยประชาชนบรรเทาปัญหาภัยเศรษฐกิจ

ด้าน พระพรหมเวที กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเน้นไปที่คนตกงาน ให้ได้เข้ามาบวช เพราะเมื่อไม่มีงานทำ แต่ยังเป็นฆราวาสอยู่ก็จำเป็นที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิต โดยในส่วนของจำนวนผู้ที่จะเข้ามาบวช จะไม่มีการจำกัดจำนวน รวมไปถึงระยะเวลาในการบวชด้วย เพราะถ้าเกิดพบว่าผู้ที่เข้ามาบวชตามโครงการนี้สนใจศึกษาพระธรรมและอยากที่ จะบวชต่อก็ควรที่จะส่งเสริม เบื้องต้นได้มีการกำหดแนวทางในการดำเนินงานโครงการนี้แล้ว โดยจะรับสมัครผู้ที่สมัครใจจะเข้าร่วมโครงการ ส่วนแนวทางอื่นๆนั้นทางคณะกรรมการต้องไปประชุมกันก่อน แต่โดยส่วนตัวเห็นว่าจะต้องมีการพิจารณาผู้ที่จะเข้ามาบวชตามโครงการนี้ อย่างละเอียด และจะต้องหาผู้ที่พร้อมจะปฏิบัติตามระเบียบของวัดที่เข้าไปบวชด้วย เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหา เนื่องจากที่ผ่านมาเวลามีการจัดบวชในลักษณะนี้บางครั้งผู้ที่เข้าไปบวชจะไม่ เชื่อทางวัด วัดไม่สามารถว่า หรือตักเตือนได้เลย


ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/edu/9853




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 12:42:17 น.
Counter : 364 Pageviews.  

Continental: "เราคงแผนเดิม" คือ เพิ่มส่วนแบ่งในเอเชีย


Continental: "เราคงแผนเดิม" คือ เพิ่มส่วนแบ่งในเอเชีย


((( เห็นฝรั่งพูดอย่างนี้ ... แม้จไม่ดีเลิศ แต่ก็ยังคงแผนเดิม .... อาจจะทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง สำหรับอีกหลายคนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน )))

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

โธมัส เชมเบอร์ส กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด

คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ ผู้นำระบบด้านเบรก ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความปลอดภัย ระบบสื่อสารทางไกล อุปกรณ์ภายในรถยนต์และท่อส่งเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ระหว่างการสร้างโรงงานแห่งแรกในไทยที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวนและการชะลอตัวของตลาดรถทั่วโลก "โธมัส เชมเบอร์ส กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ (ประเทศไทย) จำกัด "ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มของตลาดรถและทิศทางของคอนติเนนทอลในอนาคต


บริษัทประเมินสถานการณ์รถยนต์ไว้อย่างไร
สถานการณ์ของโลก เดิมนั้นคาดว่าจะมีการผลิตรถ 65 ล้านคัน แต่มีการประเมินกันว่าการผลิตจะลดลงเหลือแค่ 54 ล้านคัน ในแง่ของคอนติเนนทอลนั้นยังคงดีอยู่ เพราะว่ามีผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตลาดที่หลากหลาย ทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป จีน และ เอเชีย ในไทยเรามีธุรกิจยางด้วย ซึ่งรายได้ของธุรกิจจากตลาด อาฟเตอร์ มาร์เก็ต ของคอนติเทค (หนึ่งในสายงานของคอนติเนนทอล) หรือธุรกิจเกี่ยวกับยางยังคงดีอยู่

เห็นด้วยหรือไม่ว่า เศรษฐกิจเข้าสู่จุดต่ำสุด
ผมเห็นด้วย ที่ว่าเศรษฐกิจเริ่มลงต่ำสุดแล้วแต่ว่า หลังจากนี้จะใช้เวลาอีกนานเท่าไรสำหรับการฟื้นตัว ยังไม่สามารถประเมินได้ อาจจะเป็นปีนี้หรือปีหน้า

อะไรคือสัญญาณในการสังเกตว่าเศรษฐกิจฟื้นตัว
เนื่องจากคอนติเนนทอลมีลูกค้า ในหลายภูมิภาคเราดูจากดัชนี สามเหลี่ยม คือ อเมริกายุโรปและญี่ปุ่น เมื่อไรที่ประเทศเหล่านี้ มีการฟื้นหรือชะลอจะมีผลต่อเศรษฐกิจเวลานี้ต้องดูว่า สามเหลี่ยมนี้ จะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นเมื่อไร
โอกาสของผลิตภัณฑ์คอนติเนนทอล เป็นอย่างไร

ในช่วงแรก บริษัทเริ่มต้นด้วยการ ทำธุรกิจค้าส่งโดยเน้นการทำตลาดทดแทนโดยการร่วมกันกับผู้ค้าส่งค้าปลีก เปิดตัว ยางคอนติเนนทอล และไซแมค (simax) จากนั้นเราก็สนับสนุน ตลาดโออี ซึ่งได้ขยาย ออกไป มีคนรู้จัก มีเชื่อเสียงแต่บริษัทไม่เคยเข้ามา บริการโดยตรงในไทยก็เลยจะขยายมาบริการโดยตรงในไทย ซึ่งคงมีเจ้าของรถยุโรป ที่อยากได้ ยางเหมือนกับยางโออีตอนติดรถมาก เจ้าของรถยุโรปก็อยากได้ความรู้สึก ดั้งเดิม เป็นฟีลริ่งยางยุโรป
โรงงานใหม่ที่จะเปิดในไทยยังคงแผนเดิมหรือไม่

เรายังคงแผนการเดิม โดยจะทำการเปิดโรงงานในเร็วๆ นี้หลังจากที่ลงทุนก่อสร้างมาได้ระยะหนึ่ง โรงงานแห่งนี้จะผลิต เพาเวอร์เทรน หัวฉีดดีเซล คอมมอนเรล ปั๊มแรงดันสูง กระบอกฉีดแรงดันสูง และเครื่องมือคลัตช์ โดยมีลูกค้าหลักทั้งในประเทศและต่างประเทศ

บริษัทมีเป้าหมายอย่างไร ในไทยและเอเชีย
เรามีแผนจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นเป็น 25% เราลงทุนทางด้านผลิตภัณฑ์การผลิตและการวิจัย โดยเฉพาะการวิจัย เป็นสิ่งสำคัญ เรามีการวิจัยมากมายในญี่ปุ่น และอินเดีย และศูนย์อาร์แอนด์เหล่านั้นก็สนับสนุนในไทยด้วย

ไทยยังคงเป็นประเทศที่สามารถผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ได้ต้นทุนต่ำกว่าที่อื่นหรือไม่
คิดว่าไทยยังเป็นอยู่ ความพร้อมที่สำคัญคือ เราไปที่ไหน ต้องมีแหล่งวัตถุดิบที่ดีไม่ว่าจะเป็น บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก พลาสติก อะลูมิเนียม เพื่อสามารถควบคุมต้นทุนให้ได้ และสามารถแข่งขันได้ ซึ่งไทยมีความพร้อม
ผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำของโลกต่างปักหลักที่ไทย การแข่งขันวงการนี้เป็นอย่างไร

คู่แข่งในไทยมาก แต่เราถือว่าสิ่งที่ทำให้เราแตกต่าง คือ การมีเทคโนโลยีซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สูง สามารถเพิ่มมูลค่าได้ โดยสินค้าคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม จุดแข็งของเราคือการลงทุนในบุคลากร เราส่งวิศวกร คนไทย 17 คนไป ฝึกในเยอรมนี 1 ปี ซึ่งในไทยนั้นคุณภาพฝีมือแรงงาน ดีกว่าในประเทศอื่นๆ

ค่ายรถบางแห่งชะลอการทำอีโคคาร์ กระทบต่อแผนการของคอนติเนนทอลอย่างไร
ผลกระทบช่วงสั้นๆ ไม่มีแต่ ว่า ระยะยาว จะมีผลต่อการขยายโรงงานในเฟส 2 และเฟส 3 ของเรา
คุณคิดว่า ภาครัฐควรทำอะไรบ้าง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์และอุตสาหกรรมชิ้นส่วน


เห็นด้วยที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับสิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ กฎเกณฑ์ต่างๆ ขอให้โปร่งใสและมีแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจวางแผนได้ถูก และองค์กรที่ทำการส่งเสริม อย่าง บีโอไอ ต้องมีการประเมินอย่างสม่ำเสมอว่าผู้ผลิตต้องการอะไร



ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/auto-mobile/auto-mobile/20090601/46945/เราคงแผนเดิม-คือ-เพิ่มส่วนแบ่งในเอเชีย.html




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 10:39:06 น.
Counter : 845 Pageviews.  

1 มิถุนา..วันดื่มนมโลก ... อย่าลืมไปดื่มนมนะครับ


1 มิถุนา..วันดื่มนมโลก
โดย : กรมปศุสัตว์
…………………………………………………………………
((( วันนี้เป็น “วันดื่มนมโลก” ... แล้วคุณดูด – ดื่มนมแล้วหรือยัง ???.... 555 น่าจะมีวันให้นมโลก เพื่อระลึกถึง “แม่วัว” ที่สละนมให้คนดื่มกินนะครับ ... กลัวแม่วัวประท้วงด้วยการงดให้นม ... คนจะเดือดร้อนนะ )))
…………………………………………………………………



องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันดื่มนมโลก (World Milk Day) เพื่อตระหนักถึงคุณประโยชน์ของนม


วันดื่มนมโลก 1 มิถุนายน หลายหน่วยงานจัดกิจกรรมความรู้คู่ความบันเทิง เกี่ยวกับประโยชน์ของนม เพื่อสร้างนิสัยประชาชนทุกเพศทุกวัยให้ดื่มนมเป็นประจำ

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดกิจกรรมในวันที่ 1 มิถุนายน 2552 ณ ลานหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 11.00 - 20.00 น. เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ถึงคุณประโยชน์และหันมาดื่มนมเป็นประจำและต่อเนื่อง

ประเทศไทยผลิตน้ำนมดิบได้มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่คนไทยกลับดื่มนมประมาณ 14.19 ลิตร ต่อคนต่อปี ขณะที่อัตราการดื่มนมโดยเฉลี่ยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่ 60 ลิตรต่อคนต่อปี และของทั่วโลกอยู่ที่ 103.9 ลิตร ต่อคนต่อปี

กรมปศุสัตว์จึงจัดโครงการประชาสัมพันธ์การรณรงค์การบริโภคน้ำนม ไม่เพียงแต่จะเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนได้หันมาสนใจ และให้ความสำคัญกับสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างแล้ว ยังนับเป็นการช่วยเหลือและส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคนมให้สามารถขายน้ำนมได้มากขึ้น

“น้ำนมนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการ ช่วยพัฒนาการทั้งทางสมองและโครงสร้างร่างกาย รัฐบาลได้ส่งเสริมนโยบายหลักให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดีจากการดื่มนม จึงขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกเพศทุกวัยได้ร่วมกันดื่มนมเป็นประจำและต่อเนื่อง พร้อมกับเข้าร่วมกิจกรรม “วันดื่มนมโลก” เพื่อคนไทยทุกคนจะได้มีสุขภาพที่ดีจากการดื่มนม”

กิจกรรมในงาน “วันดื่มนมโลก” มุ่งกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มนมให้มากขึ้นกว่าที่ดื่มอยู่ในปัจจุบัน โดยเน้นการสร้างนิสัยรักการดื่มนมในทุกเพศทุกวัย และใช้คำขวัญในการรณรงค์ว่า “แข็งแรง โตไว ชาวไทย ไม่หยุดดื่มนม” รวมทั้งจัดกิจกรรมในส่วนภูมิภาค ที่จังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช

กิจกรรมในงานมีทั้งที่ให้ความรู้ เกี่ยวกับนมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง กว่าจะเป็นน้ำนมเพื่อดื่ม (Milky Way) ตื่นตาตื่นใจกับฟาร์มโคนมจำลอง ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ รวมถึงกิจกรรมความบันเทิงผสานความรู้ (Milk Festival) อาทิ การแสดงละครเวทีจากนักแสดงเด็ก ชุด “เด็กไทยไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” สนุกสนานกับเกมการละเล่นพร้อมรับผลิตภัณฑ์จากนมในฟาร์มโคนมส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมคนจะได้รับการตรวจเช็คความแข็งแรงของมวลกระดูก มวลกล้ามเนื้อ ไขมัน และตรวจสุขภาพฟันฟรี


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20090601/46751/1-มิถุนา..วันดื่มนมโลก.html




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 10:39:31 น.
Counter : 687 Pageviews.  

Banana Syrup รายแรกในเมืองไทย ... ไอเดียธุรกิจ น่าสนใจครับ

Banana Syrup รายแรกในเมืองไทย


---------------------------------------------------------------------------
((( เป็นไอเดียธุรกิจอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ ... เพราะบ้านเรามีกล้วยและผลไม้อื่น อีกมากมาย น่าจะนำมาแปลรูปให้หลากหลาย ...)))
---------------------------------------------------------------------------


คอลัมน์ ทางเลือกทางรอด

โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง



ก่อนจะเดินทางไปทำข่าว จ.พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ตามคำเชิญของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ยอมรับว่าไม่เคยรู้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) เลย เพิ่งมาทราบก็ตอนไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการต่างๆ หลายรายที่ล้วนผ่านการอบรมในโครงการนี้ ซึ่งต่างพูดตรงกันว่าได้รับประโยชน์มหาศาลและคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป เพราะทำให้พวกเขาหูตากว้างไกล ได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือต่างๆ จากหน่วยงานของรัฐ ที่สำคัญได้เจอเพื่อนพ้องน้องพี่ที่สามารถมาเกื้อหนุนทางธุรกิจกันได้

นักธุรกิจคนหนึ่งของโครงการ คพอ.ที่ได้ไปคุยด้วยคือ "ศิริ วนสุวานิช" เจ้าของบริษัท ศิริวานิช (เอส แอนด์ ดับเบิ้ลยู) จำกัด อยู่ที่ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งทำผลิตภัณฑ์จากกล้วยเป็นหลัก ทั้งกล้วยตาก กล้วยอบ กล้วยม้วน กล้วยสอดไส้มะขาม มะขามและข้าวโพดอบกรอบ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่กิจการของเขาจะรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ เขาก็เคยผ่านอุปสรรคมามากมาย เพราะธุรกิจก่อนหน้านี้คือการทำข้าวโพดอบกรอบและข้าวเกรียบ ประสบปัญหาขาดทุน แบงก์ก็ไม่ให้กู้เงิน

วันนี้ คุณศิริมักถ่อมตนอยู่เสมอว่ามีความรู้แค่ชั้น ปวช. แต่ถ้าใครไปดูโรงงานของเขาและสนทนาถึงแนวคิดต่างๆ ในการทำธุรกิจ ต้องบอกว่าเขาคนนี้มีวิสัยทัศน์ เป็นคนช่างคิด ช่างสังเกต และพยายามทุกวิถีทางในการพัฒนาสินค้า เข้าร่วมในโครงการต่างๆ ของราชการ ล่าสุด ได้ร่วมกับ "ดร.น้ำทิพย์ วงษ์ประทีป" อาจารย์คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พัฒนาขั้นตอนการผลิต Banana Syrup ซึ่งให้ผลกำไรก้อนงามมากกว่าการขายกล้วยตากเสียอีก

ศิริ วนสุวานิช


ถือว่าเขาเป็นรายแรกที่ทำ "Banana Syrup" ในเชิงพาณิชย์ ตอนนี้แม้ว่าน้ำกล้วยที่ได้จากการทำกล้วยตากจะเป็นแค่ผลพลอยได้แต่ก็เป็นสินค้าที่มีอนาคตสดใส เพราะขายได้ถึงลิตรละ 480 บาท โดยกล้วยจำนวน 1,000 กิโลกรัม (กก.) สามารถทำน้ำกล้วยเข้มข้นได้ 30 กก. ลูกค้าที่มาซื้อเป็นพวกบริษัทต่างๆ อาทิ บริษัท ยามาซากิ

แม้บางคนจะมองว่าน้ำกล้วยเป็นเรื่องใหม่ แต่อันที่จริงแล้วปีหนึ่งๆ ประเทศไทยนำเข้าน้ำผลไม้ไซรัปแบบนี้ปีละหลายร้อยล้านบาท โดยเฉพาะน้ำแอปเปิ้ลไซรัป ซึ่งจุดนี้เองคุณศิริมองไปข้างหน้าว่า น่าจะสามารถนำผลไม้อื่นมาทำไซรัปแบบเดียวกันนี้ได้

คุณศิริบอกด้วยว่า นอกจากจะทำ Banana Syrup ชนิดเข้มข้นแล้ว ยังจะทำน้ำกล้วยพร้อมดื่มด้วย โดยจะร่วมมือผลิตกับบริษัทที่เป็นพันธมิตร ส่วนผสมประกอบด้วยน้ำกล้วย 75 เปอร์เซ็นต์ น้ำอัญชัน 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ และเพื่อให้มีสีสันสวยงาม ในอนาคตต่อไปอาจจะนำน้ำกล้วยมาบรรจุเป็นแค็ปซูลอีกด้วย เพราะในน้ำกล้วยมีสารประกอบของน้ำตาลฟรุทโตส (โมเลกุลเดี่ยว) ร่างกายสามารถนำไปเป็นพลังงานได้ทันที และยังมีกรดผลไม้ในตัวเอง ซึ่งมีคุณประโยชน์ช่วยย่อยอาหารและดูดซึมอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานเพื่อเพิ่มความสดชื่น มีชีวิตชีวา จากการออกกำลังกาย เล่นกีฬา ทำงานหนัก หรือคร่ำเคร่งจากการงานหรือการเรียน นอกจากนี้มีแผนจะทำแยมกล้วยเหมาะสำหรับคนรักษาสุขภาพ
นี่แหละน้ำกล้วยชนิดเข้มข้นหวานเหมือนน้ำผึ้ง


ด้าน ผศ.ดร.น้ำทิพย์ให้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า ความจริงน้ำกล้วยที่ได้มีความหวาน 40-42 บิกเท่านั้น แต่เมื่อผ่านกระบวนการแปรรูปเพื่อให้เข้มข้นขึ้นจะได้ความหวาน 70 บิก เท่ากับความหวานของน้ำผึ้ง ซึ่งถ้าใครแพ้น้ำผึ้งเพราะไม่รู้ว่ามาจากเกสรดอกไม้อะไร แต่สำหรับน้ำกล้วยแล้วไม่มีคนแพ้อย่างแน่นอน อีกทั้งในน้ำกล้วยยังมีสารอาหารต่างๆ อีกหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ผลิตภัณฑ์กล้วยของเขาแบรนด์ TAI-TAI "ไท-ไท" มีวางขายทั่วไปใน Modern Trade เช่น Tops Supermarket, The Mall Shopping Centre, Siam Paragon, FoodsLand Supermarket, Tesco Lotus, ร้านโครงการหลวง โรบินสัน รังสิต ร้านริมปิง เชียงใหม่ ร้านเมธี ภูเก็ต ร้านจำหน่ายของฝากหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดใหญ่) พิษณุโลก เป็นต้น นอกจากนี้ทางสายการบินลาว และบางกอกแอร์เวย์สก็สั่งขึ้นเครื่องแจกผู้โดยสาร

ด้วยขั้นตอนการผลิตที่สะอาดและรสชาติไม่หวาน ทำให้ได้รับรางวัลประกวดคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชน โอท็อปห้าดาว ในส่วนของกล้วยม้วน "ไท-ไท" และในการประกวดผลิตภัณฑ์อาหาร งานเกษตรแห่งชาติประจำปี 2551 ที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เขาคว้ามาได้ 3 ผลิตภัณฑ์ คือ รางวัลชนะเลิศ 2 ผลิตภัณฑ์ ทั้งกล้วยอบ ไท-ไท และกล้วยม้วนนิ่ม ส่วนรางวัลที่ 3 เป็นผลิตภัณฑ์กล้วยสอดไส้มะขาม ซึ่งสินค้าตัวนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างดีในหมู่วัยรุ่น

ทุกวันนี้มีผู้คนทั้งภาครัฐและเอกชนมาศึกษาดูงานที่โรงงานเขาเป็นประจำ โดยคุณศิริได้ถ่ายทอดประสบการณ์และบอกเล่าวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ซึ่งเมื่อเจอปัญหาขาดทุนเขาแนะนำว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ใช้สติปัญญาในการวิเคราะห์ และถ้าขั้นตอนไหนที่สามารถจ้างผลิตได้ก็ต้องทำเพื่อลดต้นทุน จะทำให้ไม่ต้องสต๊อคสินค้า และมีเวลาในการบริหารงานขายเน้นทำการตลาดอย่างเดียว

สนใจผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท ศิริวานิชฯ ติดต่อได้ที่ 08-1962-9594 หรือ 0-5526-8038


ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01cho01300552§ionid=0144&day=2009-05-30




 

Create Date : 30 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 30 พฤษภาคม 2552 15:50:27 น.
Counter : 1962 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.