Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

"ซิกเว่ เบรกเก้ " ถอดรหัสธุรกิจ "เทเลนอร์" ปักธงเอเชียหัวหอกลงทุน


"ซิกเว่ เบรกเก้ " ถอดรหัสธุรกิจ "เทเลนอร์" ปักธงเอเชียหัวหอกลงทุน



วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4110

ซิกเว่ เบรกเก้ ถอดรหัสธุรกิจ "เทเลนอร์" ปักธงเอเชียหัวหอกลงทุน

สัมภาษณ์

ณ มี.ค.2552 ยักษ์โทรคมนา คมจากนอร์เวย์ "เทเลนอร์" มีฐานลูกค้า มือถือใน 12 ประเทศรวมกันกว่า 159 ล้านคน ที่น่าสนใจกว่า 67 ล้านคนมาจากภูมิภาคเอเชีย ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย (ดีแทค) มาเลเซีย (ดิจิ) ปากีสถาน (เทเลนอร์ปากีสถาน) และบังกลาเทศ (กรามีนโฟน)

สำหรับเทเลนอร์ ตลาดเอเชียจึงมีความสำคัญไม่ใช่น้อย และน่าจะยิ่งมากขึ้นอีกมาก เพราะล่าสุด (มี.ค.2552) เพิ่งปิดดีลที่ "อินเดีย" สำเร็จ

และยังถือเป็นผลงานชิ้นแรกของ "ซิกเว่ เบรกเก้" อดีตซีอีโอดีแทค หลังขยับขึ้นไปนั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของ "เทเลนอร์เอเชีย" ดูแลการขยับขยายลู่ทางการลงทุนของเทเลนอร์ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาอีกด้วย

"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษกับบทบาทและความท้าทายใหม่ในตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ที่อินเดียจะเปิดบริการเมื่อไร

ครึ่งปีหลังปีนี้ จะเริ่มใน 8 เซอร์เคิล (พื้นที่บริการแบ่งเป็นเซอร์เคิลทั่วประเทศมี 22 เซอร์เคิล) ครอบคลุมพื้นที่ 40% ของประเทศ และในครึ่งปีแรกปีหน้าจะครบ ทั่วประเทศ ในแต่ละเซอร์เคิลครอบคลุมคน 15 ล้านคน ใหญ่สุด 100 ล้านคน ตลาดอินเดียเติบโตสูงมาก เฉพาะ เม.ย.ที่ผ่านมามียอดเพิ่มขึ้นสุทธิเดือนเดียวถึง 15 ล้านคน

คู่แข่งเยอะไหม

เยอะมากๆ ปัจจุบันมีโอเปอเรเตอร์ที่ให้บริการทั่วประเทศ 7 ราย อีก 2 ราย ครอบคลุมครึ่งประเทศ และอีก 3 ราย กำลังจะเข้าสู่ตลาด เทเลนอร์เป็น 1 ใน 3 นั้น รวมทั้งหมดเลย 12 ราย รายใหญ่สุดมีฐานลูกค้า 100 ล้านคน

เจ้าใหญ่สุด คือบาร์ติ (สิงเทลถือหุ้น 25%) รายที่ 2 โวดาโฟน ที่ 3 เป็นของรัฐบาล ที่ 4 ถือหุ้นโดยเทเลคอมมาเลเซีย ที่ 5 ถือโดยโอเปอเรเตอร์ของมาเลเซีย รายที่ 6 เจ้าของเป็นเศรษฐีจากอาหรับเอมิเรตส์

เป้าหมายของเทเลนอร์เอเชีย

ตลาดอินเดียใหญ่รองจากจีนมีประชากร 1.2 พันล้านคน มีโอเปอเรเตอร์มากกว่า 10 ราย เราคงไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะเป็นเบอร์ 1 แต่ภายใน 5-6 ปี จะมีส่วนแบ่งตลาด 8-9% มีลูกค้า 80-100 ล้านคน

ใช้เงินลงทุนเท่าไร

250 ล้านเหรียญสหรัฐ ในการเข้าไปซื้อหุ้น 33.5% ใน ยูนิเท็ค ไวร์เลส ไม่รวม การลงทุนเครือข่าย ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 2 พันล้านเหรียญภายใน 3 ปี

เงื่อนไขในการลงทุนเป็นอย่างไร

ถ้าจะเข้าไปให้บริการได้ต้องมีไลเซนส์ 2 ใบ ใบแรกเป็นสิทธิในการให้บริการ ถ้าอยากให้บริการใน 22 เซอร์เคิล ก็ต้องมี 22 ใบ และต้องมีไลเซนส์ความถี่ด้วยซึ่งแต่ละใบจะได้คลื่นมา 4.4 เมกะเฮิรตซ์ ต้องใช้ให้หมดจึงขอใหม่ได้ เป็นการบริหารจัดการให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ขอคลื่นไปเยอะๆ แล้วไม่ใช้

ความถี่มีจำกัด

มีจำกัด ตอนให้ไลเซนส์แต่ละบริษัทต้องจ่ายค่าไลเซนส์ คนจ่ายเงินเจ้าแรกจะอยู่ หัวคิวที่จะยื่นขอคลื่นได้ทำให้แต่ละรายพยายามที่จะเป็นเจ้าแรกๆ ด้วยความถี่คลื่นความถี่มีจำกัด จึงเชื่อว่าในท้ายที่สุดจะมีการควบรวมกัน

ระบบนี้เหมือนซับซ้อนแต่เป็นระบบที่เป็นกลาง และรวดเร็ว

ดีลนี้ใช้เวลานานไหม


ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ 9 เดือนที่ผ่านมา มีเวลาอยู่เมืองไทยจริงๆ แค่ 15 วัน

มากหรือน้อยกว่าตอนซื้อดีแทค

ใกล้เคียงกัน ที่คล้ายกันอีกอย่าง คือเป็นลักษณะของการทำงานร่วมกับโลคอลพาร์ตเนอร์ ดีแทคเป็นการทำงานกับตระกูลเบญจรงคกุล ส่วนอินเดียกับตระกูลจันทรา

ในกลุ่มประเทศเอเชียมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่าง คือ ต้องใช้เวลาไปกับการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ใช้เวลาไปกับการดินเนอร์ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เรียนรู้ว่า แต่ละฝ่ายมีวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจอย่างไร และจะนำมาปฏิบัติจริงได้อย่างไร

ในเอเชีย เอกสารไม่สำคัญเท่ากับความไว้เนื้อเชื่อใจ

เพราะในสายตาโลคอลพาร์ตเนอร์ เขารู้จักเทเลนอร์แค่ว่า เป็นบริษัทใหญ่จากยุโรป และคงมีความสงสัยว่า คนที่เราส่งมาจะทำงานเข้ากับเขาได้ไหม

ข้อมูลที่แจ้งตลาดบอกว่าต้องการ 67%

ได้เจอโลคอลพาร์ตเนอร์ครั้งแรกที่นอร์เวย์ อาทิตย์ถัดมาก็มาเจอที่กรุงเทพฯ คุยกันไปมาก็รู้ว่า ใจจริงเขาอยากขายหุ้น 25% ผมก็บอกว่า ไม่ได้หรอก ถ้าจะให้ เทเลนอร์เข้าไปถือต้องในระดับที่มีส่วนในการบริหาร จึงพาเขามาเยี่ยมชมการทำงานที่ดีแทค คุยกันสนุกสนานมาก เปิดวิดีโอกิจกรรมที่เราทำให้เขาดู พาไปดูวิธีการทำตลาดของแฮปปี้แถวชานเมืองกรุงเทพฯ

จากนั้นอีก 2 วัน เขาก็ตกลงให้เราเข้าไปถือหุ้น และบอกว่า อยากทำให้บริษัทเป็นเหมือนดีแทค

จะนำการทำงานที่ดีแทคไปใช้

ดีแทคเก่งใน 3 เรื่อง ที่จะแชร์กับประเทศอื่นโดยเฉพาะอินเดียได้ เรื่องแรกคือ ช่องทางการจัดจำหน่าย ถัดมาเป็นการบริการลูกค้า และสุดท้ายคือ ซีอาร์เอ็มในระดับลึกกว่าการลดแลกแจกแถม

เรื่องการสร้างแบรนด์ก็อยากนำคอนเซ็ปต์ของแฮปปี้ไปใช้

ถัดจากอินเดียจะไปที่ไหนอีก

ในระยะปีสองปีนี้คงไม่มี เพราะใช้เงินไปกับอินเดียค่อนข้างมาก ในระยะยาวมองอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

ตลาดเอเชียถือเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ของเทเลนอร์ เป็นส่วนที่มีความสำคัญทั้งในแง่การลงทุนและรายได้ อีกหน่อยเทเลนอร์อาจเป็นเอเชี่ยนโอเปอเรเตอร์ด้วยซ้ำไป

บทบาทในเทเลนอร์เอเชียต่างจากสมัยเป็นซีอีโอดีแทคอย่างไร

คล้ายคลึงกันค่อนข้างมาก อาจไม่ได้มานั่งถกเรื่องโปรโมชั่นเหมือนเดิม แต่ยังต้องลงไปทำงานถึงลูกถึงคน หน้าที่คือ พยายามทำให้ 5 บริษัทใน 5 ประเทศได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน พยายามหาคนที่ดีที่สุดเข้ามาทำงาน และพัฒนาคน

ใน 5 ประเทศที่เข้าไปลงทุนมีความ แตกต่างกันในแต่ละด้านอย่างไร

ฐานลูกค้าในเอเชียมี 67 ล้านคน แบ่งเป็น 20 ล้านคนในไทย 20 ล้านคนในบังกลาเทศ 20 ล้านคนที่ปากีสถาน และอีก 7 ล้านคนในมาเลเซีย ในแง่การเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการต้องยกให้ปากีสถานโตสูงสุด ในแง่รายได้ต้องบังกลาเทศ แต่ผลกำไรต้องไทยกับมาเลเซีย

อีกอันที่คิดว่าน่าตื่นเต้นคือ 3G เนื่องจากดิจิในมาเลเซียได้เปิด 3G ไปแล้ว โดยเริ่มให้บริการบนแล็ปทอปเป็นหลัก โฟกัสเรื่องโมบายอินเทอร์เน็ต

เทเลนอร์สามารถสร้างโพซิชั่นเรื่อง โมบายบรอดแบนด์ในภูมิภาคได้ แต่การไปถึงตรงนั้นได้ ต้องมีคนที่เก่ง มีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผมที่จะนำวัฒนธรรมที่แข็งแรงไปเป็นโมเดลให้ประเทศอื่นปรับใช้

บทบาทของผมต้องโฟกัสเรื่องการพัฒนาบุคลากรใน 3 ด้าน คือ เรื่องลีดเดอร์ชิป การหากูŠดลีดเดอร์ พัฒนาคนเหล่านั้นขึ้นมา และหมุนเวียนคนเก่งไปแลกเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้เกิดประสบการณ์ในการเรียนรู้ใหม่ๆ ร่วมกัน

3G ในไทยคิดว่าจะมาเมื่อไร

ยังเชื่อว่ายังไงก็ต้องมา แต่น่าเสียดายที่ต้องใช้เวลานานไปหน่อย ก็หวังว่า กทช.จะทำได้อย่างที่พูดไว้คือ ในสิ้นปีนี้มีไลเซนส์ ซึ่งในระหว่างนี้ดีแทคก็จะมีทดลองบริการไปก่อน สถานการณ์แบบนี้ต้องกระตุ้นให้เกิดการลงทุน 3G ช่วยได้เยอะ

ในเอเชียที่เข้าไปลงทุนนอกจากมาเลเซียแล้วมีใครทำ

โดยส่วนตัวผมหวังว่าไทยจะเป็นประเทศต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับ กทช.ด้วย เท่าที่รู้มาปากีสถานกำหนดว่าจะออกไลเซนส์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อินเดียประกาศว่าจะออกไตรมาส 4 ปีนี้ และบังกลาเทศภายในสิ้นปี

เมืองไทยใกล้เต็มแล้วประเทศอื่น

จำนวนคนใช้เทียบประชากรของไทยสูงสุด มี 95% มาเลเซีย 65% ปากีสถานและอินเดียประมาณ 30% บังกลาเทศ 20% ที่น่าเสียใจคือ โดยหลักแล้วประเทศที่มีจำนวนคนใช้ต่อประชากรในระดับสูงๆ จะมีความพร้อมในการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ปรากฏว่าประเทศอื่นที่มีจำนวนคนใช้เทียบประชากรต่ำกว่าไทยมาก กลับมีแผนลงทุน 3G ชัดเจนแล้ว




ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02p0104010652&day=2009-06-01§ionid=0201




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2552    
Last Update : 2 มิถุนายน 2552 13:11:22 น.
Counter : 490 Pageviews.  

สารพันประโยชน์ควรรู้ของ "การหัวเราะ" เหมาะทั้งเด็กและผู้ใหญ่

สารพันประโยชน์ควรรู้ของ "การหัวเราะ" เหมาะทั้งเด็กและผู้ใหญ่



"หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส" คงเคยได้ยินวลีนี้มาบ้าง แต่มีน้อยคนที่ทราบว่า การหัวเราะไม่เพียงทำให้คนเรามีจิตใจที่แจ่มใสและเบิกบานได้เท่านั้น ทว่ามีประโยชน์มหาศาล หากเราดูแลตัวเองให้มีสุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจจะมีความสุข การหัวเราะจึงเป็นสัญญาณของความสุขที่เรามีได้อีกทางหนึ่ง

@ หัวเราะนั้นสำคัญไฉน>

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผลการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการหัวเราะขำขันจากความรู้สึกในใจลึกๆ ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่มีประโยชน์ ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดหัวใจ ลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน และทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยลดความเครียด และความวิตกกังวลได้ด้วย แถมยังทำให้นอนหลับสบาย และนอนได้เต็มอิ่ม เพราะการหัวเราะทำให้กล้ามเนื้อร่างกายทำงานเต็มที่ เพียงหัวเราะอย่างต่อเนื่อง 15-20 นาที ก็เทียบได้กับการออกกำลังกายหัวใจได้ประมาณ 3-5 นาทีแล้ว


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ เคยวิจัยโดยให้อาสาสมัครชมวิดีโอขำขันกันเต็มที่ ระหว่างนั้นก็วัดอัตราการไหลเวียนเลือดของพวกเขา ผลวิจัยพบว่า อัตราการไหลเวียนเลือดของอาสาสมัครดีขึ้นถึง 22% ซึ่งการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นหมายถึงการช่วยรักษาสุขภาวะที่ดีให้กับหลอดเลือด ส่งผลช่วยยับยั้งการเกิดโรคหัวใจด้วย

@ แล้วการหัวเราะมีประโยชน์อย่างไรกับเด็กๆ

คุณหมออัมพรกล่าวมา แต่ถ้าพูดถึงเด็กๆ โดยปกติแล้วเด็กที่มีสุขภาพกายดีและมีพัฒนาการที่แข็งแรงจะเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตใจที่ดีและความสุข สัญญาณที่จะทำให้พ่อแม่รับรู้ได้ว่าเด็กมีความสุขก็คือ การหัวเราะนี่เอง ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ต้องหมั่นสังเกตลูกด้วยว่า เสียงหัวเราะของเขาจางลงไปบ้างหรือเปล่า เพราะเด็กๆ สามารถซึมซับความเครียดจากผู้ใหญ่ได้ แต่ไม่สามารถระบายออกมาให้ใครๆ เห็นได้ชัดเจน

พญ.อัมพร เบญจพล


พูดในเชิงทฤษฎี การหัวเราะกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง "ฮอร์โมนโดพามีน" เป็นสารเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ การเคลื่อนไหว และความจำ

ที่สำคัญคือ เป็นฮอร์โมนลดความเครียด เมื่อความเครียดลดลง ระดับคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หากมีมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรค จะปรับลงมาอยู่ในระดับที่สมดุล การหัวเราะยังทำให้เราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองได้มาก ยังผลให้พัฒนาการทางสมองดี แถมทำให้อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันเลือดลดลง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราควรหัวเราะกันให้มากขึ้น และไม่ลืมกระตุ้นลูกหลานให้หัวเราะไปกับเราด้วย

@ มาสร้างเสียงหัวเราะกันดีกว่า

เพราะเสียงหัวเราะเป็นกุญแจสู่การมีสุขภาพดี ไม่ควรทำให้ขาดหายไปจากชีวิตประจำวัน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ผู้ใหญ่ควรหัวเราะให้ได้ 17 ครั้ง/วัน ส่วนเด็กๆ ถ้าได้หัวเราะ 400 ครั้งต่อวันจะทำให้มีสุขภาพดี ฟังอย่างนี้แล้วอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องยาก เพียงคุณจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมประจำวันที่จะทำให้คุณผ่อนคลายมากขึ้น เสียงหัวเราะก็จะตามมาเอง

ในวันหยุด กำหนดช่วงเวลาทุกค่ำวันเสาร์เป็น "มูวี่ไนต์" ของครอบครัวแล้วเลือกหนังตลกหรือการ์ตูนขำๆ ที่เด็กๆ ชอบสักเรื่องหนึ่งมาชมร่วมกันทั้งครอบครัว แค่นี้ก็ได้ขำไปด้วยกันสองชั่วโมงเต็มอย่างไม่รู้ตัวแล้ว แถมยังได้กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกต่างหาก หรือบางครอบครัวที่งดการออกไปเดินเที่ยวในห้าง เพราะต้องการรัดเข็มขัดในช่วงนี้ ก็อาจเปลี่ยนมาใช้วิธีช่วยกันทำอาหารทานในบ้านช่วงวันหยุด แค่ได้ใช้เวลาร่วมกันนอกจากเสียงหัวเราะจะตามมา ความเครียดก็จะมลายหายไปได้ด้วย

การหัวเราะมีประโยชน์มากมายหลายอย่างทั้งกับร่างกายและจิตใจ กับทุกคนตั้งแต่เด็กๆ จนถึงผู้ใหญ่ด้วย พูดถึงการหัวเราะขนาดนี้...วันนี้คุณหัวเราะแล้วหรือยัง?



ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01020652§ionid=0147&day=2009-06-02




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2552    
Last Update : 2 มิถุนายน 2552 9:25:04 น.
Counter : 301 Pageviews.  

1600 สายด่วน พบหญิงอยากเลิกบุหรี่เกือบ 500 คน ... ((( บุหรี่จ๋า เราเลิกกันเถอะ )))

1600 สายด่วน พบหญิงอยากเลิกบุหรี่เกือบ 500 คน



((( สำหรับคนที่ต้องการหย่าขาดกับบุหรี่ .... ลองดูนะครับ )))



เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า "บุหรี่" เป็นมหันตภัยร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์มานักต่อนักแล้ว โดยในแต่ละปีมีคนไทย 42,000 คนเสียชีวิตลงสาเหตุเพราะจากการสูบบุหรี่ เนื่องในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก วันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์การงดสูบบุหรี่ โดยมีคำขวัญประจำปีว่า "บุหรี่มีพิษ ร่วมคิดเตือนภัย"

เพื่อให้เหล่า "สิงห์อมควัน" ตระหนักถึงพิษภัย และหันหลังให้เชื้อมะเร็งปอด ซึ่งถ้าใครอยากจะ "เลิกบุหรี่" แต่ยังไม่สามารถเลิกได้ ลองหันมาพึ่ง ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ หรือโทร.1600 สายเลิกบุหรี่



รศ.ดร.จินตนา ยูนิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2545-2549 มีผู้สูบบุหรี่โทร.เข้ามาใช้บริการเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 2 เป็นร้อยละ 18 อัตราการเติบโตดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า การใช้บริการเลิกบุหรี่ผ่านการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ทำให้ผู้สูบบุหรี่สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเห็นผล โดยพบว่ากว่าร้อยละ 50 ของผู้สูบที่เข้ารับบริการสายด่วนเลิกบุหรี่ จะเลิกสูบบุหรี่ได้มากกว่าผู้ที่อ่านคู่มือเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง

"จากการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการ พบว่าตั้งแต่มกราคม-เมษายน มีผู้ใช้บริการ 2,383 คน เป็นผู้ชาย 1,942 คน ผู้หญิง 439 คน ผู้สูบบุหรี่ที่มาขอรับบริการที่มีอายุมากที่สุด 82 ปี และน้อยที่สุด 9 ปี มีจำนวนบุหรี่ที่สูบเฉลี่ย 15.38 มวนต่อวัน โดยมากที่สุดสูบ 90 มวนต่อวัน และน้อยที่สุดสูบ 2 มวนต่อวัน โดยเหตุผลที่เลิกบุหรี่ 1.เพื่อสุขภาพ 2.ครอบครัว 3.รู้สึกไม่ดี 4.สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย และ 5.สังคมไม่ยอมรับ"

รศ.ดร.จินตนาบอกอีกว่า การให้บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ เป็นกระบวนการช่วยเหลือผู้ติดบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ได้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการให้คำปรึกษาโดยผู้ประกอบการวิชาชีพทางสุขภาพ ลักษณะการให้บริการมีทั้งการรับสายผู้โทรเข้ามาขอรับบริการ และการบริการโทร.กลับ หาผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ และโทรศัพท์กลับเพื่อติดตาม ให้กำลังใจผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ โดยเปิดให้บริการระหว่างเวลา 07.30-20.00 น. ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ นอกจากนี้ยังให้บริการข้อมูลข่าวสาร เรื่องการเลิกบุหรี่ทางไปรษณีย์ และบริการข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์ http://www.thailandquitline.or.th

แม้จะมีบริการช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญว่าจะเลิกได้หรือไม่นั้น อยู่ที่ "ใจ" ล้วนๆ


ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lad01020652§ionid=0115&day=2009-06-02




 

Create Date : 02 มิถุนายน 2552    
Last Update : 2 มิถุนายน 2552 9:20:10 น.
Counter : 493 Pageviews.  

ความคิดสร้างสรรค์สร้างไม่ได้ แต่บริหารได้

ความคิดสร้างสรรค์สร้างไม่ได้ แต่บริหารได้

คอลัมน์ ถามมา-ตอบไป

โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา apiwut@riverorchid.com

หลังจบการสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องทักษะการบริหารคน ซึ่งผมเป็นวิทยากร มีหัวหน้างานท่านหนึ่งเดินเข้ามานั่งข้างๆ ผม เขาเอาผลทดสอบที่ทำระหว่างการสัมมนามาให้ผมดู โดยแบบทดสอบแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนที่ชอบลงในรายละเอียด เป็นคนที่รักษากฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด ชีวิตมีแต่ถูกกับผิด ไม่มีอะไรที่อยู่สายกลาง

จากนั้นผู้ร่วมสัมมนาท่านนี้ก็ถอนหายใจ พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า เขาเข้าใจแล้วว่า ทำไมเขาจึงเป็นคนไม่มีความคิดสร้างสรรค์เลย ด้วยลักษณะของเขาที่เป็นเช่นนี้ ทำให้เขาเป็นคนที่ทำอะไรอยู่ในกรอบ คิดอะไรออกนอกกรอบไม่เคยได้ คำถามของเขาคือ เขาควรจะทำอย่างไรดี เพื่อให้เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้บ้าง

ผมเข้าใจเลยว่า เขารู้สึกอย่างไรใน ตอนนี้ พูดจริงๆ แล้ว การที่คนเราจะมีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้ ไม่ได้แปลว่าคุณต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นพิเศษ คนบางคนมีความคิดใหม่ๆ มากมาย แต่ใช้จริงไม่ได้สักอย่าง ดังนั้นจงอย่าน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตนเองไม่มีความคิดสร้างสรรค์

สิ่งที่ผมอยากแนะนำคือ ถ้าเราสร้างความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ไม่ได้ ทำไมเราไม่มาบริหารความคิดสร้างสรรค์แทน แทนที่เราจะมานั่งคิดจนหัวแตกเพื่อหาไอเดียใหม่ๆ ซึ่งคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เราก็ควรมา บริหารความคิดสร้างสรรค์ดีกว่า

อย่าเพิ่งงงครับว่า การบริหารความคิดสร้างสรรค์เป็นอย่างไร ผมกำลังจะอธิบายวิธีการและขั้นตอนต่อจากนี้ สำหรับการบริหารความคิดใหม่ๆ สิ่งที่คุณควรทำ คือ

- หยุดละเหี่ยใจกับตนเองหรือมัวแต่โทษตัวเอง ว่าทำไมไม่มีความคิดใหม่ๆ เปิดใจตัวเองให้กว้าง รับฟังความคิดใหม่ๆ จากคนอื่น ฟังแล้วเอาไปคิดต่อ พิจารณาและวิเคราะห์ในความคิดเหล่านั้น ไม่แน่คุณอาจจะมีความสามารถในการต่อยอดความคิดของคนอื่นก็เป็นได้

- เปิดใจรับฟังความคิดใหม่ๆ จากคนรอบข้างทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง จงรับฟังความคิดสร้างสรรค์จากคนที่มีระดับการศึกษาที่ ต่างกัน มีภูมิหลังที่ไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ระดับการทำงานที่แตกต่างกัน เพราะความแตกต่างเหล่านี้จะทำให้คุณได้มุมมองที่ แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิงจากคนแต่ละกลุ่ม

- จงสร้างแรงกระตุ้นและแรงจูงใจให้คนอื่นกล้าที่จะพูดหรือเสนอความคิดของตนเองออกมา คนไทยโดยส่วนมากจะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกลัวว่าความคิดของตนเองจะผิด หรือกลัวเสียหน้าถ้าถูกปฏิเสธหรือไม่มีคนฟัง ดังนั้นคุณจะต้องทำให้พวกเขาเห็นว่า ความคิดทุกความคิดของพวกเขามีค่า จะเป็นความคิดที่ดีหรือไม่ดี ขอให้เขาเสนอมาก่อน คุณต้องทำให้เขาเห็นว่า การแสดงความคิดเห็นไม่ใช่ความผิดหรือการเสียหน้าอย่างที่เขาคิด

- ฟังอย่างตั้งใจ เพราะคนเราทุกคนจะพูดก็ต่อเมื่อรู้สึกว่ามีคนฟัง ถ้าเราไม่รู้จักฟัง เขาก็คงไม่อยากจะพูดหรือเสนอความคิดเห็นเหมือนกัน

- หลายครั้งที่ไอเดียดีๆ จากคนข้างล่างไปไม่ถึงคนข้างบน และเหตุผลหลักๆ ก็เป็นเพราะว่า ไอเดียเหล่านั้นจะถูกกลั่นกรองโดยคนที่อยู่ในระหว่างกลางเสมอ ดังนั้นทางที่ดี องค์กรควรจะมีวิธีการที่จะทำให้ ไอเดียเหล่านั้นไปให้ถึงเป้าหมายที่ควรไป เช่น การมีกล่องเปิดรับไอเดียใหม่ๆ หรือ มีอีเมล์ที่พนักงานสามารถส่งไอเดียใหม่ๆ ไปให้ผู้บริหารได้ เป็นต้น

- ถ้ามีการระดมสมองเพื่อให้ทุกคนช่วยกันคิดหาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ คุณต้องรู้ว่าในระหว่างการระดมสมอง จังหวะไหนในระหว่างการประชุมที่ควรจะเข้าไปควบคุมกระบวนการสร้างสรรค์ (เช่น ช่วงที่กำลังออกนอกประเด็น) และเวลาไหนไม่ควรเข้าไปควบคุม (เช่น ช่วงเริ่มต้นของกระบวนการคิด)

- และสุดท้ายคือการตอบกลับไอเดียที่ได้รับมา ไม่ว่าคุณจะตอบรับหรือปฏิเสธ ไอเดียที่ได้รับมา คุณต้องแจ้งให้กับคนที่ เสนอไอเดียได้ทราบถึงเหตุผลว่าทำไมถึงปฏิเสธไอเดียของเขา ในขณะเดียวกันถ้าคุณตอบรับไอเดียของเขา คุณก็ต้องบอกถึงขั้นตอนที่จะทำต่อไป เพราะไม่เช่นนั้น พนักงานจะเริ่มเบื่อหน่ายและไม่ต้องการ ที่จะเสนอความคิดใหม่ๆ อีกต่อไป เพราะรู้สึกว่าบอกไปก็ไม่เห็นมีใครสนใจ หายไปกับสายลมแสงแดดตลอด

ตอนนี้คุณคงพอจะมองเห็นแล้วว่าถึงแม้คุณจะเป็นคนที่คิดหาไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ ไม่เก่ง แต่การบริหารไอเดียก็สามารถช่วยคุณได้เช่นกัน ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู แล้วคุณอาจจะพบว่าการบริหารความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อาจเป็นอะไรที่ง่ายกว่าการคิดสร้างขึ้นมาเองก็ได้


ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02hmc03010652&day=2009-06-01§ionid=0220




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 13:21:14 น.
Counter : 426 Pageviews.  

5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย คว้ารางวัล "Bai Po Business Awards by Sasin"

5 ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย คว้ารางวัล "Bai Po Business Awards by Sasin"



นอกจากบริษัท เพิ่มพูนพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ที่ได้รับรางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ในครั้งที่ 3 นี้แล้ว ยังมีอีก 4 บริษัทที่ได้รางวัลในมิติต่างๆ ได้แก่ บริษัท โยธกา อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด ผู้ริเริ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์จากผักตบชวาแบบครบวงจรเป็นรายแรกของโลก ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติ ความริเริ่มที่นำไปสู่การสร้าง นวัตกรรม (innovation) และการสร้างมูลค่าเพิ่ม (value creation) และการปฏิบัติดีต่อสังคม (social responsibility)

บริษัท นานดี อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ครอบคลุมกระบวนการผลิตและการบรรจุในโรงงานอุตสาหกรรมมากกว่า 1,000 รายการ ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการให้ความสำคัญต่อลูกค้า (customer focus) และการมีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ (efficiency)

บริษัท วีพีพี โปรเกรสซีฟ จำกัด ธุรกิจกาแฟครบวงจรทั้งส่งเสริมการเพาะปลูก รับซื้อผลผลิต แปรรูป จัดจำหน่ายและผลิตหัวเชื้อน้ำเชื่อมทดแทนการนำเข้า รวมถึงร้านกาแฟสดแบรนด์ "ดิโอโร่" ให้ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการปฏิบัติดีต่อสังคม (social responsibility) การตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (adaptability to changes) และการสร้างตราสินค้า (branding)

บริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด ผู้ผลิตจัดจำหน่ายและส่งออกยาสีฟันสมุนไพรแบรนด์ "ดอกบัวคู่" และผลิตภัณฑ์เพื่อความสะอาดร่างกายอีกหลายประเภท โดยปัจจุบันยาสีฟันดอกบัวคู่ครองส่วนแบ่งตลาดกลุ่มยาสีฟันสมุนไพรเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับรางวัลจากความโดดเด่นในมิติการมีผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง (quality) การสร้างตราสินค้า (branding) การตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (adaptability to changes) รวมถึงการปฏิบัติดีต่อสังคม (social responsibility)

ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล "Bai Po Business Awards by Sasin" ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตภายใต้ความสามารถในการบริหารจัดการทีมงาน การริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่าให้สินค้า การเข้าถึงความต้องการของลูกค้า เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจไทย

สำหรับที่มาของรางวัล นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วย ผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการ Bai Po Business Awards by Sasin เป็นความร่วมมือระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อมอบรางวัลยกย่องผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างความแตกต่างให้ธุรกิจได้อย่างโดดเด่น โดยธนาคารมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยรุกพัฒนาศักยภาพธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นแบบอย่างให้กับธุรกิจ

เอสเอ็มอีรายอื่นสร้างความโดดเด่นทางธุรกิจซึ่งจะก่อให้เกิดมาตรฐานที่ดี และส่งผลให้เกิดการผลักดันระบบเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับการมอบรางวัลในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 หลังจากมีธุรกิจเอสเอ็มอีได้รับรางวัลดังกล่าวไปแล้ว 10 ราย สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการธุรกิจเอสเอ็มอีเป็นอย่างมาก

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ฯ กล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินว่า "ธุรกิจต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเบื้องต้นของโครงการ และมีความโดดเด่นในมิติที่สำคัญต่อศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและย่อม ได้แก่ การให้ความสำคัญต่อลูกค้า (customer focus) ความริเริ่มที่นำไปสู่การสร้างนวัตกรรม (innovation) การมีคุณภาพสูง (quality) การตอบสนองและปรับตัวต่อโอกาสและปัญหา (adaptability to changes) การสร้างมูลค่า (value creation) การสร้างตราสินค้า (branding) การมีระบบงานที่มีประสิทธิภาพ (efficiency) ความเป็นผู้นำของผู้บริหารกิจการและการสร้างทีม (leadership & team building) การปฏิบัติดีต่อสังคม (social responsibility) และ การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship)

ซึ่งเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเหล่านี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เติบโตได้แม้ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต ทั้งนี้คณะกรรมการตัดสินจะพิจารณามอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยไม่มีการจัดอันดับ และไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับรางวัล ในแต่ละปี ทั้งนี้ผู้ได้รับคัดเลือกจะได้รับ ใบประกาศพร้อมโล่เกียรติคุณเป็นเครื่องหมายรับรองความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และเป็นแรงบันดาลใจให้มุ่งพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง


ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat_detail.php?s_tag=02biz02010652&day=2009-06-01§ionid=0214




 

Create Date : 01 มิถุนายน 2552    
Last Update : 1 มิถุนายน 2552 13:15:46 น.
Counter : 368 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.