Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 
การขอมาตรฐานสินค้า และการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ (ตอนที่ 1)

การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ (ตอนที่ 1)

-------------------------------------------------------------------

((( เห็นว่ามีประโยขน์ จึงนำมาฝากครับ ... )))
-------------------------------------------------------------------



ปัจจุบันเรามักจะได้ยินภาครัฐออกมาประกาศผ่านสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าต้องการทำสินค้า ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกสิ่ง สำคัญคือ มาตรฐาน!!

ในอดีตเราเน้นทำสินค้าราคาถูก โดยใช้แรงงานราคาถูก เพื่อเวลานำไป เสนอต่อลูกค้าสามารถใช้ราคาถูกกว่า เป็นจุดขายได้

แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่มองแค่ราคา แต่พิจารณา ว่าสินค้านั้นๆ มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

ยิ่งถ้าเป็นสินค้าในกลุ่มอาหารด้วยแล้วต้องพิถีพิถันกับเรื่องข้อกำหนด ด้านมาตรฐานเป็นกรณีพิเศษ

หลายประเทศหยิบยกเรื่องดังกล่าว มาเป็นประเด็นกีดกันทางการค้า คือพยายามประกาศมาตรฐานใหม่ๆ ออกมา ใครทำไม่ได้ก็ห้ามส่งสินค้าเข้าไปขาย

ผู้เขียนได้คุยกับผู้ประกอบการราย หนึ่งฟังแล้วเห็นใจมาก เป็นผู้ประกอบการ ในกลุ่มโรงงานอาหารแปรรูปขนาดใหญ่ ส่งออกหลายประเทศทั่วโลก

เขาเล่าให้ฟังว่า!!

ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะเขี้ยวสุดๆในเรื่องมาตรฐาน โดยเฉพาะประ เทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู

เป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกกลุ่มอียู นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของหลายประ เทศ เมื่อประเทศหนึ่งประกาศมาตรฐานอะไรออกมา ประเทศอื่นก็ต้องเอาด้วย ถ้าประเทศนอกกลุ่มไม่สามารถทำตามมาตรฐานได้ พวกเขาก็ผลิตสินค้าขายกัน เองได้ เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้ว

เป็นการกีดกันทางการค้าแบบกลายๆ

เพราะการจะประกาศห้ามประเทศ นอกกลุ่มส่งสินค้าเข้าไปขายในกลุ่มของ ตนเองก็จะกลายเป็นการประพฤติผิดกฎ การค้าโลก จึงต้องหาวิธีปกป้องผลประโยชน์ในกลุ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

อาทิ!!!

การประกาศมาตรการตรวจสอบยาปฏิชีวนะปนเปื้อนในอาหาร!!

จากเดิมเคยห้ามมีหลงเหลือในอาหารเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน (PPM) แต่ต่อมาได้เพิ่มมาตรการความเข้มข้นเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน (PPB) เป็นต้น

แค่เห็นตัวเลขก็อยากจะเป็นลม!!

ถามว่าผู้ประกอบการไทยทำได้ไหม?

คำตอบคือทำได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบที่เรียกว่า

LC-MS-MS

ราคาไม่แพงเท่าไหร่แค่เครื่องละ

17 ล้านบาทเท่านั้น!!!

ต่อมาก็มีการออกมาตรการใหม่ ตรวจสอบสารปนเปื้อนในภาชนะบรรจุทุกชนิด

เริ่มต้นคือห้ามมีส่วนผสมที่ไม่พึงปรารถนาเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน

พอประเทศคู่ค้าทำได้ อียูก็เพิ่มสัดส่วนเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน

โรงงานก็ต้องซื้อเครื่องมือชนิดใหม่ มาตรวจสอบซึ่งมีราคาแพงมาก

นี่คืออุปสรรคทำให้โรงงานขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีเงินทุนจำกัดเดิน หน้าลำบาก

ต้องไปอาศัยห้องแล็บตรวจสอบให้ ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศที่จะส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย โดยราคาค่าบริการหนักเอาการ ทั้งของภาครัฐและเอกชน

เช่นรายการละ 5 พันบาท ทำกี่รายการก็คูณจำนวนเงินเข้าไป

นี่เป็นแค่ข้อมูลบางส่วนที่นำมาฉายภาพให้เห็น ยังมีข้อมูลดีๆ ที่จะนำมาเสนอต่อในตอนหน้า เพื่อให้ผู้อ่านเห็นว่าการจะทำสินค้ามาตรฐานไปขายในต่างประเทศนั้นไม่ง่าย เพราะฉะนั้นการจดสิทธิบัตรคุ้มครองภูมิปัญญาและลิขสิทธิ์สินค้าใน ต่างประเทศจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรเสาร์หน้ามาว่ากันต่อ


ที่มา: http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413337262


Create Date : 09 มิถุนายน 2552
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 18:27:15 น. 0 comments
Counter : 687 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.