Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 
เศรษฐกิจต้องรู้: แนวโน้มเศรษฐกิจจากมุมมองของ Nouriel Roubini


เศรษฐกิจต้องรู้: แนวโน้มเศรษฐกิจจากมุมมองของ Nouriel Roubini


-------------------------------------------------------------------------------------------------
((( อ่านแล้ว จะรู้ว่าความคิดของเขาไม่ธรรมดาครับ )))
-------------------------------------------------------------------------------------------------

เศรษฐกิจต้องรู้

โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

หลายคนคงจะสงสัยว่า Nouriel Roubini (NR) คือใคร คำตอบคือ เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์แห่งคณะบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กที่มีชื่อเสียงโด่งดังในปัจจุบัน เพราะเขาเป็นคนที่เคยคาดการณ์ว่าฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ โดยเขาได้เตือนภัยเกี่ยวกับหายนะครั้งนี้ตั้งแต่ปี 2005 แต่ในขณะนั้นคำเตือนของเขาถูกมองว่าเป็นกระต่ายตื่นตูมของนักวิชาการคนหนึ่งเท่านั้น แต่ปัจจุบันความคิดเห็นของเขาได้รับความสนใจอย่างมาก ผมจึงได้นำเอาแนวคิดของเขามาสรุปให้อ่านกันในครั้งนี้ครับ (จากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารนิวส์วีก ฉบับประจำสัปดาห์ 10-16 มีนาคม 2552)

เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มอย่างไร

ผมกังวลว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะถดถอยในขณะนี้จะไม่ฟื้นตัวได้เร็วเป็นตัว "U" แต่จะย่ำแย่กลายเป็นตัว "L" เหมือนกับวิกฤตเศรษฐกิจญี่ปุ่นรอบที่แล้ว (ซึ่งเริ่มตกต่ำในปี 1990 และไม่สามารถฟื้นตัวได้ ทำให้คนญี่ปุ่นต้องอยู่กับความฝืดเคืองทางเศรษฐกิจยาวนานถึง 12 ปี) ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่สภาวะถดถอยโดยพร้อมเพรียงกัน (synchronized recession) อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาร่วม 60 ปีแล้ว ดังนั้นหากประเทศต่างๆ ไม่สามารถดำเนินนโยบายที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีก็มีความเป็นไปได้ว่าสภาวะถดถอยจะกลายตัวมาเป็นสภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง (depression) ซึ่งหมายถึงการหดตัวทางเศรษฐกิจ 10% หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ผมเคยเชื่อเมื่อ 6 เดือนที่แล้วว่าโอกาสที่เศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างรุนแรงนั้นมีประมาณ 10% แต่บัดนี้ผมเชื่อว่าความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะตกต่ำอย่างรุนแรงได้เพิ่มขึ้นเป็น 33% (นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งคือ Robert Rarro ประเมินจากประสบการณ์ในอดีตที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงกว่า 50% ว่าเศรษฐกิจมีโอกาสที่จะตกต่ำอย่างรุนแรงประมาณ 25%)

เราจะหลีกเลี่ยงความตกต่ำดังกล่าวได้อย่างไร

รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายที่ครอบคลุมและครบถ้วน ทั้งนี้หมายความว่าจะต้องเป็นนโยบายที่รับกันอย่างดี โดยรัฐบาลสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน และประเทศหลักอื่นๆ เพราะปัญหาความขาดแคลนสินเชื่อ (credit crunch) ในครั้งนี้มีความรุนแรงอย่างยิ่ง สิ่งที่จำเป็นอย่างมากคือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ พร้อมๆ ไปกับการกระตุ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน (front loaded) ในกรณีของสหรัฐนั้นงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมีมูลค่าทั้งสิ้นเกือบ 800,000 ล้านเหรียญ แต่เงินที่จัดสรรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้มีเพียง 200,000 ล้านเหรียญ นอกจากนั้นครึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวยังเป็นการลดภาษีรายได้ ซึ่งจะไม่เกิดประสิทธิผลเพราะประชาชนอาจจะไม่นำเอาการคืนภาษีดังกล่าวมาใช้จ่ายแต่จะเก็บออมเพิ่ม

ทำไมปัญหาสถาบันการเงินจึงยังไม่สามารถแก้ไขได้

รัฐบาลจะต้องแยกแยะระหว่างธนาคารที่มีปัญหาสภาพคล่อง (illiquid) และทุนไม่เพียงพอ (undercapitalized) แต่ทุนยังเป็นบวก (คือมูลค่าสินทรัพย์ของธนาคารมีมากกว่ามูลค่าของหนี้สิน) กับธนาคารที่นอกจากจะมีปัญหาสภาพคล่องแล้วยังมีทุนติดลบอีกด้วย (มูลค่าสินทรัพย์ต่ำกว่าหนี้สิน) ซึ่งธนาคารในกลุ่มหลังนั้นควรจะต้องถูกสั่งให้ปิดตัวลง นอกจากนั้นปัญหาเฉพาะหน้าทำให้รัฐบาลต้องเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อเองมากกว่านี้ หรือจะต้องบังคับให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มจะต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจขณะนี้มีสภาพเหมือนกับเศรษฐกิจภายใต้ภาวะสงคราม ดังนั้นจึงต้องให้รัฐบาลสั่งการให้มีการจัดสรรสินเชื่อให้ลงไปสู่ภาคการผลิตให้ได้ กล่าวคือ สิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ในขณะนี้ไม่เพียงพอกับขนาดของปัญหา

ประธานาธิบดีโอบามาดำเนินนโยบายได้ดีแค่ไหน

ผมต้องชมรัฐบาลโอบามาที่มีผลงานสำคัญ 3 ประการหลังจากรับตำแหน่งเพียง 6 สัปดาห์ ได้แก่ การออกงบประมาณพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 800,000 ล้านเหรียญ การให้ความช่วยเหลือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีขนาดที่ใหญ่กว่าของรัฐบาลก่อนหน้าและแผนการกอบกู้ธนาคารดังเช่นที่รัฐบาลที่แล้วทำ กล่าวโดยสรุปคือทำได้ดีมาครึ่งทาง (Glass is half full.) ไม่ใช่ทำได้ไม่ดีมาครึ่งทาง (Glass is half empty.) ส่วนที่ยังบกพร่องคือรัฐบาลทำเสมือนว่าปัญหาธนาคารปัจจุบันเป็นปัญหาครึ่งๆ กลางๆ หรือเหมือนบอกว่ารัฐบาลตั้งท้องครึ่งเดียว (half pregnant) ปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐนั้นกำลังถกเถียงกันว่ารัฐบาลควรเข้าไปยึดกิจการของธนาคารหรือไม่ แต่ข้อเท็จจริงคือจะยึดมากหรือยึดหมด ดังนั้น จึงควรยอมรับความจริงและรีบเข้าไปยึดธนาคารตามที่จำเป็นเพื่อจะได้รีบปรับโครงสร้างและแก้ไขปัญหาให้ธนาคารสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจโดยปกติได้และขายคืนให้กับภาคเอกชนโดยเร็วที่สุด

หากมองโลกในแง่ดีแนวโน้มจะเป็นเช่นใด

หากรัฐบาลดำเนินนโยบายที่ถูกต้องและครบถ้วนเศรษฐกิจโลกก็จะสามารถหลีกเลี่ยงสภาวะ "L" ได้ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง แม้ว่าเศรษฐกิจโลกก็ยังจะต้องเข้าสู่สภาวะหดตัวในปีนี้ก็ตาม และการฟื้นตัวในปีหน้าของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วก็จะเป็นไปอย่างเชื่องช้าคือเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 1% และการว่างงานก็จะยังเพิ่มขึ้นในกรณีที่ดีที่สุด ประเทศพัฒนาแล้วก็ยังจะต้องเผชิญกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจประมาณ 2-3 ปี

ภูมิภาคใดของโลกน่าเป็นห่วงมากที่สุด

ผมเป็นห่วงทุกภูมิภาคของโลก หลายคนเคยเชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ จะสามารถแบ่งแยกตัวออกมาจากเศรษฐกิจสหรัฐได้ (decouple) แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเป็นแนวคิดที่เหลวไหล ประเทศตลาดเกิดใหม่ในยุโรป (ยุโรปตะวันออก) นั้นกำลังเผชิญกับ 3 วิกฤตพร้อมๆ กันคือ วิกฤตหนี้ภาครัฐ วิกฤตสถาบันการเงิน และวิกฤตทุนสำรองระหว่างประเทศ ผมเชื่อว่าแม้กระทั่งเศรษฐกิจจีนเองก็กำลังชะลอตัวลงอย่างมากจนใกล้จะหดตัวอยู่แล้ว และประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างมากมาย ดังนั้นผมจึงไม่เชื่อว่าจะมีประเทศใดในโลกนี้ที่ปลอดภัยจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้

เป็นไปได้หรือไม่ว่าระบบเงินยุโรปจะประสบปัญหา

ผมไม่คิดว่าปัญหาจะเกิดขึ้น แต่ความเป็นไปได้ที่ปัญหาจะเกิดขึ้นนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะนี้หลายประเทศยุโรปกำลังเผชิญปัญหาสถาบันการเงินที่ยิ่งใหญ่จนไม่สามารถปล่อยให้ล้มได้ (too big to fail) และปัญหาก็ใหญ่เกินกว่าจะกอบกู้ได้ (too big to save) หากสถาบันการเงินของประเทศไอร์แลนด์หรือกรีซล่มสลายลง รัฐบาลเยอรมันและฝรั่งเศสจะหาลู่ทางให้ความช่วยเหลือ แต่หากปัญหาลามไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป เช่น ออสเตรีย อิตาลี สเปน โปรตุเกส เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ รัฐบาลเยอรมันและฝรั่งเศสคงจะไม่สามารถรับภาระที่มากมายเช่นนั้นได้ อย่างไรก็ดี ผมมีความเห็นว่าการล่มสลายของระบบเงินยุโรปนั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ แต่วิกฤตครั้งนี้กำลังจะทดสอบเสถียรภาพและความแข็งแกร่งของระบบเงินยุโรปเป็นครั้งแรก

มีข่าวดีอะไรบ้างหรือไม่

ผมขอพูดจากใจจริงว่าผมยังไม่เห็นข่าวดีไหนเลย จริงอยู่นโยบายนั้นกำลังไปถูกทางแล้ว แต่ผมเกรงว่าจะเป็นการดำเนินการที่ไม่เพียงพอและสายเกินไป (too little too late)



ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?newsid=1243916824&grpid=05&catid=02




Create Date : 05 มิถุนายน 2552
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 16:38:08 น. 2 comments
Counter : 421 Pageviews.

 
น่าสนใจมากครับ


โดย: kiraek วันที่: 5 มิถุนายน 2552 เวลา:21:22:36 น.  

 
แวะมาอ่านและมาขอบคุณสำหรับคำอวยพรในวันเกิดค่ะ


โดย: Yolanrita วันที่: 6 มิถุนายน 2552 เวลา:12:09:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.