Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 
นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง จีดีพีไทยต่ำสุดไตรมาส 2


นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง จีดีพีไทยต่ำสุดไตรมาส 2

…………………………………………………………………
((( รู้ไว้จะได้เตรียมแผนรองรับการบริหาร / การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ )))
…………………………………………………………………

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ธนาคารทหารไทย ได้จัดสัมมนา “ทางรอดเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางไฟวิกฤติโลก” ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี วานนี้ (4 มิ.ย.)
โดย นางสาวสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ประเมินว่าไทยยังคงเผชิญความถดถอยช่วงปี 2552 นี้ และช่วงปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจหดตัวแรงสุดไตรมาส 2 หมายถึงช่วงนี้เป็นการตกถึงจุดต่ำสุดแล้ว จากนี้ไปเป็นเส้นทางสู่การฟื้นตัวแบบยูเชฟ ซึ่งจะเห็นจีดีพีไทยเริ่มเป็นบวกได้เล็กน้อยไตรมาสสุดท้ายปีนี้
“จากสมมติฐานภาวะแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีเหตุภายในอื่นๆ อีก คิดว่า จีดีพี ไทยปีนี้ ส่วนใหญ่ขยายตัวติดลบอยู่ระหว่าง 6.5% ถึง 3% ทำให้เฉลี่ยตลอดปีนี้จีดีพีจะติดลบที่ 4.8% พร้อมภาวะเงินฝืดอ่อนๆ ติดลบ 0.37% แต่จากนี้ต้องดูปัจจัยภายนอกเป็นหลัก เรื่องการส่งออกกับประเทศคู่ค้า และ ดูสถานการณ์การเมืองด้วย ซึ่งช่วงที่ผ่านมารัฐบาลทำค่อนข้างถูกต้อง และจัดการได้ดี”
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทย อธิบายว่าการฟื้นตัวแบบยูเชฟของไทยเริ่มเห็นได้ช่วงไตรมาสที่ 3 กับ ที่ 4 ปีนี้ จากสัญญาณดีขึ้น 3 ส่วน คือ สินค้าคงคลัง, ดัชนีภาคการผลิตและยอดขายรถ ล้วนปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ในระยะกลางไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะคาดว่าจะได้การส่งออกและการลงทุนของภาครัฐเป็นตัวนำช่วยดึงเศรษฐกิจดีขึ้น
“ตอนนี้ไทยยังไม่เกิดสภาพคล่องตึงตัวจนน่าเป็นห่วง และแม้ไทยพึ่งพาการส่งออกมาก แต่อุปสงค์ภายในยังขยายตัวได้พอสมควร ไทยไม่ได้ส่งออกไปแค่กลุ่มประเทศที่เกิดปัญหา แต่ส่งออกไปยังจีนที่มีสัญญาณฟื้นตัวให้เห็นแล้ว อีกทั้งผลกระทบจากความมั่งคั่งเป็นทรัพย์สินครัวเรือน ดูจาก 3 ตัว คือ ดัชนีหุ้น เงินฝากในประเทศ และ ราคาสินทรัพย์ ล้วนมีมูลค่าปรับขึ้นไม่น่าห่วง”
ผู้บริหารธนาคารทหารไทย ระบุว่า ในส่วนของภาครัฐ ซึ่งใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ทำได้ค่อนข้างถูกต้องตามหลักการ ซึ่งช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำได้ดี ดูได้จากขอบข่ายการส่งเม็ดเงินไปให้กลุ่มที่สามารถใช้หมุนเงินได้เร็วที่สุด นำไปซื้อสินค้าในประเทศ เห็นได้จากนโยบายจ่ายเช็ค 2,000 บาท และการพยุงการจ้างงาน
ขณะที่การใช้จ่ายอีกด้านหนึ่งของภาครัฐ ในการสร้างสาธารณูปโภคเพื่อสังคม และพัฒนาการศึกษา ที่ทำไปแล้วน่าจะใช้ได้ให้ผลดี แต่ที่กังวลกันว่าการกู้เงินของรัฐเพื่อมาลงทุน จะก่อปัญหาหนี้สาธารณะมากขึ้นหรือไม่นั้น เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่กู้จนสร้างภาระหนี้มากเกินไป และสามารถปรับไปตามภาวะเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ นโยบายกู้เงินใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำให้หนี้ประเทศสูงขึ้น นางสาวสุทธาภา แนะนำว่า รัฐบาลต้องดูการลงทุนจะลงทุนอะไร ต้องดูระยะเวลาที่จะกู้ทำตอนไหน รายได้รัฐเข้ามาตอนไหน แต่ช่วงกู้ที่เหมาะสมคือเมื่อไม่มีรายได้เข้ามาค่อยกู้ พอมีรายได้แล้วให้ชะลอการกู้
นอกจากนี้ต้องดูถ้าเอกชนต้องการเงินกู้มาก รัฐต้องไม่เข้าไปกู้เป็นการแย่งเงินลงทุนของเอกชน และต้องดูอายุของการกู้สั้นหรือยาว ต้องไม่กระทบทำให้อัตราผลตอบแทนสูง กลายเป็นปัญหาให้เอกชนต้องกู้โดยใช้ต้นทุนสูงเพื่อแย่งเงินลงทุน แต่เชื่อว่าปีนี้จนถึงต้นปีหน้า มีสภาพคล่องมากไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของเอกชน
ด้านศักยภาพในการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ยังมีช่องให้ทำได้อีก เพราะก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 รัฐบาลใช้เงินลงทุน 13-14% แต่ตอนนี้รัฐลงทุนเพียง 6% ของ จีดีพีเท่านั้น ขณะที่ นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยลดดอกเบี้ยลง 2.50% นับจากสิ้นปีก่อน จากนี้ไปมีช่องให้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้อีก เพราะความเสี่ยงจากเงินเฟ้อยังน้อย แต่ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงนั้นยังมีอยู่มาก
ด้าน นายทิม คอนดอน กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยของไอเอ็นจีแบงก์ สถาบันการเงินชั้นนำของยุโรป ซึ่งถือหุ้นในธนาคารทหารไทยด้วยนั้น มองว่าสหรัฐตอนนี้ตกถึงจุดต่ำสุดแล้วเช่นกัน และเชื่อว่าสัญญาณเศรษฐกิจดีดตัวขึ้น (green shoots) เป็นของจริง
“สหรัฐจะฟื้นตัวแบบวีเชฟ จากติดลบ 2.8% ปีนี้ เป็นบวก 1.3% ปีหน้า และการหลุดจากถดถอยปีนี้จะต่างจากการถดถอยครั้งก่อนๆ เพราะได้ผู้บริโภคเป็นตัวช่วยดึงเศรษฐกิจ เมื่อคนเลิกกลัวและคิดว่าไม่เกิดดีเปรสชันอย่างที่เคยเกิดเมื่อ 80 ปีก่อน จึงหันมาใช้จ่ายซื้อรถซื้อบ้านมากขึ้น ผสมกับอุปทานเงินเพิ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลสหรัฐพิมพ์เงินอัดฉีดช่วยหยุดภาวะตื่นตระหนกได้ ช่วยเศรษฐกิจฟื้นตัวเด้งขึ้นแบบวีเชฟ” นายคอนดอน กล่าว
หัวหน้าฝ่ายวิจัยประจำภูมิภาคเอเชียของไอเอ็นจีแบงก์ คาดการณ์ด้วยว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย และหันมาใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงินมากขึ้นในระยะ 18 เดือนข้างหน้า ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1%
“แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟดจะไม่สามารถคุมเงินเฟ้อให้อยู่ระหว่าง 2-2.5% ซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นกับบอนด์ได้ และตัวชี้วัดเงินเฟ้อได้ดีคือทองคำที่ราคาตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทะลุ1,000 ดอลลาร์ หมายถึงความเสี่ยง จากเงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนควรขายหุ้นกับบอนด์เข้าไปซื้อโภคภัณฑ์แทน” นายคอนดอน อธิบาย
ทั้งนี้ นายคอนดอนเชื่อว่าตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในช่วงการปรับราคาและปรับตัวดีขึ้น ซึ่งน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ นับจากปลายปีนี้จนถึงปีหน้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนเลิกกังวลว่าโลกจะเกิดดีเปรสชันเหมือนเมื่อ 80 ปีก่อน และหันมาลงทุนกันมากขึ้น


ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090605/48571/นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง-จีดีพีต่ำสุดไตรมาส2.html




Create Date : 05 มิถุนายน 2552
Last Update : 5 มิถุนายน 2552 16:20:52 น. 0 comments
Counter : 327 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.